วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9

https://www.naewna.com/local/845126

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การทางศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์และกลุ่มภาคีเครือข่ายจัด “กิจกรรมถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” โดยเชิญชวนผู้นำทางศาสนา และภาคเอกชน ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วประเทศ ร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่อาณาประชาราษฎร์ และในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์บำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ส่วนกลางร่วมกับวัดบวรนิเวศวิหาร จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพระราชกุศล ในวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2567 เวลา 14.00 น.โดยมี พระเดชพระคุณพระธรรมวชิรญาณโสภณ เจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และประชาชน เข้าร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และสดับปกรณ์ (พิธีการทอดผ้าบังสุกุล) สำหรับส่วนภูมิภาค ได้สนับสนุนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เช่นเดียวกับส่วนกลาง และจัดกิจกรรมตามวันเวลาและสถานที่ตามความเหมาะสมในพื้นที่ อาทิ กิจกรรมพิธีทำบุญ ตักบาตรพระสงฆ์ กิจกรรมเจริญพระพุทธมนต์หรือปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลฯ กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ การจัดนิทรรศการหรือจัดทำวีดิทัศน์น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ใช้ดอกดาวเรืองหรือดอกไม้สีเหลืองจัดทำพานพุ่มและตกแต่งสถานที่ประกอบพิธี ซึ่งดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีสีเหลืองตรงกับ “วันจันทร์” ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพ แสดงถึงพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ที่เรียบง่ายและพอเพียง และถือเป็นต้นไม้มงคลที่เชื่อกันว่าเป็นดอกไม้ที่มาจากสรวงสวรรค์ หากปลูกไว้ก็จะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและครอบครัว มีความอยู่ดี กินดี และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทุกหนทุกแห่งบนผืนแผ่นดินไทยที่รอยพระบาทได้ประทับลง เป็นไปเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ของอาณาประชาราษฎร์ และพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง จึงขอเชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมกันทำความดีถวายพระราชกุศล อันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้ประชาชนของพระองค์มีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ศาสนิกชนทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงพระบรมราโชวาท น้อมนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีจิตอาสาเสียสละ มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ช่วยเหลือกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี

– 006

‘ศุภมาส’แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์’เรียนดี มีความสุข มีรายได้’

https://www.naewna.com/local/845077

'ศุภมาส'แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์'เรียนดี มีความสุข มีรายได้'

‘ศุภมาส’แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์’เรียนดี มีความสุข มีรายได้’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.57 น.

“ศุภมาส”แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์”เรียนดี มีความสุข มีรายได้” พร้อมชู”วิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ”ริเริ่ม 12 แนวทาง ขับเคลื่อน อว.สู่กระทรวงเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) แถลงผลงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยนำเสนอผลงานในรูปแบบที่แปลกใหม่และน่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมแห่งการนำเสนอ” โดยถ่ายทอดผลงานผ่านละครเวทีสร้างสรรค์ ภายใต้ชื่อ “เชื่อมต่ออนาคตไทย สู่ปีแห่งความสำเร็จกับกระทรวง อว.” ซึ่งแสดงให้เห็นผลงานของกระทรวง อว.ที่สามารถเข้าถึงประชาชน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารกระทรวง อว. หัวหน้าหน่วยงาน และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ตนได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ได้วางนโยบายหลักด้านการอุดมศึกษา “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” มุ่งเป้าหมายการลดภาระของนักศึกษา ผู้ปกครอง และอาจารย์ผู้สอน สำหรับด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำนโยบาย “วิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” โดยให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำและภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน โดยได้ผลักดันโครงการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น โครงการ “อว. for EV” สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้แข็งแกร่ง พร้อมขอความร่วมมือสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศให้เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้มากที่สุด โครงการ “อว. for AI” ตั้งเป้าหมายให้นิสิต นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศมีความรู้พื้นฐานด้าน AI ภายในชั้นปีที่ 2 นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “อว. for Ignite Thailand” ที่จะผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เชมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และ AI โดยจัดตั้ง 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกข์เพื่อสร้าง “New Growth Engine” ในประเทศ

ด้านการปฏิรูปอุดมศึกษา กระทรวง อว.มุ่งเน้นแนวคิด “2 ลด 2 เพิ่ม” คือ ลดภาระ-ลดเหลือมล้ำ-เพิ่มทักษะ-เพิ่มโอกาส เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงได้และมีคุณภาพ ผ่านมาตรการ Free TCAS และ Free TGAT ที่สำคัญ อว.ได้พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และนำมาเทียบโอนเพื่อสำเร็จการศึกษา รวมไปถึง Skill Mapping (แผนที่ทักษะ) Skill Transcript (บันทึกทักษะ) และ Coop+ (สหกิจศึกษาพลัส) ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาและประชาชนสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวง อว.ยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และสร้างความตระหนักด้านการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีในสังคมวงกว้าง ผ่านการจัดกิจกรรม “อว.แฟร์ Sci Power for Future Thailand” ทั้งในกรุงเทพฯ และ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้กับนวัตกรรมแห่งอนาคต และงาน “One Stop Open House 2024” ที่รวมสถาบันอุดมศึกษาจากทั่วประเทศไว้ในที่เดียว เพื่อให้ข้อมูลการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแก่เยาวชนและผู้ปกครอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลการเข้าศึกษาต่อ โดยทั้งสองงานนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปอย่างมาก

สำหรับปีต่อไป กระทรวง อว.จะสานต่อนโยบายเดิมให้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยมี 12 เรื่องที่จะทำทั้งในด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน.ได้แก่ 1) ปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษาก้าวสู่การเป็น AI University รองรับยุค Education 6.0 ด้วยการนำ AI และ Metaverse มาช่วยในการเรียนการสอนแบบ Immersive Education 2) เพิ่มโอกาสในการเข้าทำงานของบัณฑิตจบใหม่ จัดให้มีการรวมผู้ประกอบการมาพบกับบัณฑิตในงาน Job Fair ภายในต้นปีหน้า 3) เพิ่มประสิทธิภาพของกำลังคนตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรม 4) เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการพิจารณาการขอตำแหน่งทางวิชาการ 5) สนับสนุนให้มีโรงเรียนสาธิตอินเตอร์ในสาธิตที่มีความพร้อม 6) ผลักดันกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

7) ผลักดันไทยให้เป็น Education Hub 8) ใช้ ววน.เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ สนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่และผลักดันวาระสำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ 9) นำ ววน.ไปช่วยตอบโจทย์สำคัญของประเทศ อาทิ น้ำแล้ง ภัยพิบัติ PM2.5 ความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นต้น 10) นำอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ไปสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ SMEs Startup ในท้องถิ่น 11) สนับสนุนเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าของประเทศ (Frontier Technolog) และ 12) ปฏิรูประบบ ววน. อย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดสรรงบประมาณจากกองทุน ววน. การปรับระบบหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำแผนด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น

“ตนเชื่อว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือรากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไทศไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการทำให้ อว.เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศผ่านการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ สร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว

– 006

เปิดผลโพล’นอร์ทกรุงเทพ’ นักการเมือง’ไม่ควร’ฟ้องร้องประชาชน มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง

https://www.naewna.com/local/844987

เปิดผลโพล'นอร์ทกรุงเทพ' นักการเมือง'ไม่ควร'ฟ้องร้องประชาชน มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง

เปิดผลโพล’นอร์ทกรุงเทพ’ นักการเมือง’ไม่ควร’ฟ้องร้องประชาชน มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.26 น.

นอร์ทกรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็น นักการเมือง “ไม่ควร” ฟ้องร้องประชาชน กรณีวิจารณ์พรรคการเมือง พร้อมมองการวิจารณ์ มีประโยชน์ – มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง  

ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์มกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 โดยมีจำนวนผู้ให้สำรวจรวม 1,500 ราย จากทั่วทุกภูมิภาค โดยได้สอบถามถึงประเด็น  “ความคิดเห็นทางการเมือง” 

โดยได้ถามถึงว่า กรณีที่ “ประชาชนวิจารณ์พรรคการเมือง” เห็นว่านักการเมืองควรฟ้องร้องประชาชนหรือไม่ ปรากฏว่าผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นว่า

ไม่ควรฟ้องร้อง 55.2% และ บางส่วนมองว่าควรฟ้องร้อง 33.8% ขณะที่ ยังไม่แน่ใจ 11%  

พร้อมทั้งสอบถามต่อเรื่องความเห็นว่า “ประชาชนมีสิทธิในการวิจารณ์พรรคการเมือง” หรือไม่ ซึ่งผู้ให้สำรวจเห็นด้วยว่า มีสิทธ์ 45.6% และมองว่าไม่มีสิทธิ์ 37.2% และไม่แน่ใจ 17.2% 

ผศ.ดร.สานิต ได้สอบถามต่อถึง การที่ “นักการเมืองไล่ฟ้องประชาชนเป็นการกระทำที่สุจริต” หรือไม่ โดยได้คำตอบว่า สุจริต 30.6% ไม่สุจริต 50.7% และ ไม่แน่ใจ 15.7% 

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ให้สำรวจยังให้คำตอบในกรณี “ประชาชนออกมาวิจารณ์พรรคการเมือง” มีประโยชน์มากเพียงใด สรุปได้ว่า มีประโยชน์มาก 50.1% มีประโยชน์ 16.4% ไม่มีประโยชน์ 20.8% และไม่มีความคิดเห็น 12.7%  

เชิญชวนปชช.ติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

https://www.naewna.com/local/844983

เชิญชวนปชช.ติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

เชิญชวนปชช.ติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.18 น.

ผบ.ทสส. เชิญชวนประชาชนติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

2 ธ.ค.67 เมื่อเวลา 11.50 น. ทำเนียบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดเผยถึงพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ที่พระลานพระราชวังดุสิต วันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) ว่า ถือเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ 10 เป็นพระราชพิธีมหามงคลอย่างยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทยและทหาร อยากเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้าชมและติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์

ทั้งนี้ มีการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยมีอนุกรรมการการจราจรและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งตำรวจนครบาลเป็นผู้จัดการทั้งหมด คาดว่าจะจัดการได้ดี

นศ.สาธารณสุขศาสตร์ แถลงการณ์ถึงรัฐบาล-สมาชิกรัฐสภา ขอรณรงค์’ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า’

https://www.naewna.com/local/844960

นศ.สาธารณสุขศาสตร์ แถลงการณ์ถึงรัฐบาล-สมาชิกรัฐสภา ขอรณรงค์'ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า'

นศ.สาธารณสุขศาสตร์ แถลงการณ์ถึงรัฐบาล-สมาชิกรัฐสภา ขอรณรงค์’ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.28 น.

สนสท. สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการประชุมสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทยครั้งที่ 1 / 2567 ทางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย ได้มีการแถลงการณ์ถึงรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา ขอไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศ ตามที่มีความพยายามผลักดันให้มีการทบทวนนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย (สนสท.) ซึ่งประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาจาก 13 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ขอประกาศจุดยืนคัดค้านการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้

นางสาว มณิศวรรณ บัวโทน นายกสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย นักศึกษาสาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพเชิงนวัตกรรม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า “สมาพันธ์ฯ เกิดจากการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 13 มหาวิทยาลัย อันได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วัตถุประสงค์ของสมาพันธ์ คือ การพัฒนาให้พวกเรานิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้มีโอกาสนำความรู้ในวิชาชีพมาช่วยเหลือคนในสังคมให้คนในสังคมได้มีความรู้และทัศนคติที่ดีในเรื่องสุขภาพ ซึ่งขณะนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้ามีความพยายามแทรกแซงนโยบายการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยผ่านกลไกทางการเมืองในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้มีการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมายในการนำมาซึ่งผลกระทบให้เกิดการแพร่ระบาดไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนจนไม่อาจจะควบคุมได้ ในฐานะพวกเราซึ่งรวมตัวเป็นเครือข่ายนักศึกษาสาธารณสุขที่จะเป็นอนาคตของบุคลากรที่ดูแลสุขภาพของประชาชน  เราเห็นความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า จึงมีการจัดกิจกรรมประกาศแถลงการณ์จุดยืน สนสท. ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า

นายภูริช บุญศิริเภสัช รองนายกฝ่ายยุทธศาสตร์ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “สนสท. เป็นแกนนำนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนของคนในสังคมให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นงานสาธารณสุขแนวใหม่ในการปกป้องสุขภาพของผู้ที่ยังไม่เคยรับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพให้คงไว้ซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่มีผลกระทบสำคัญต่อสังคมโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน สนสท.เราเคยแถลงจุดยืนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2564 ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมายังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทาง สนสท. ก็ยังคงขอประกาศจุดยืนถึงการไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้าเช่นเดิม เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินที่ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่ง 7 ใน 10 ของเยาวชนที่เสพติดนิโคตินจากบุหรี่จะเลิกไม่ได้ตลอดชีวิตและยังสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการไปใช้ยาเสพติดอื่นอีกด้วย ซึ่งทาง สนสท เราในฐานะนักสาธารณสุขรุ่นใหม่ไม่อาจเพิกเฉย ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศเราได้”

นายพิเชษฐ์พงษ์ บุญภา รองนายกฝ่ายสื่อสารองค์กร สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข กล่าวว่า “ขณะนี้ทุกเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หมออนามัย ล้วนประกาศจุดยืนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบกับประเทศไทยมีพันธกรณีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกที่มีมาตรการป้องกันการแทรกแซงนโยบายการควบคุมยาสูบจากอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งในขณะนี้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้เสนอ 3 แนวทางในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งทาง สนสท. พวกเราใคร่ขอวิงวอนรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติขอได้โปรดสนับสนุนแนวทางที่กำหนดให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยต่อไปในอนาคต”

นางสาว มณิศวรรณ บัวโทน นายกสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้แทนนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนในอนาคต เราขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องสุขภาพของเยาวชนและสังคมไทยจากภัยบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ทาง สนสท.ขอแถลงการณ์วิงวอนท่านผู้แทนในรัฐสภา รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีช่วย

1. “คงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า’ เพื่อปกป้องสุขภาพ ของพวกเราและเพื่อน ๆ เยาวชน โดยขอให้คำนึงถึงถึงอนาคตของพวกเราเป็นสำคัญ มากกว่าผลกำไรและภาษี”

2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อให้การคุ้มครองพวกเราและ เยาวชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. พวกเราจะช่วยเป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องและเปิดเผยกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเป้ามาที่เพื่อนเยาวชนของเรา รวมถึงความพยายามแทรกแซงนโยบายในรูปแบบต่างๆ 

4. พวกเราจะร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ในหมู่เพื่อนๆ ให้เห็นว่าการไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

พวกเราขอเชิญชวนเพื่อน ๆ นักศึกษาจากทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคณะสาธารณสุขศาสตร์ทั่วประเทศ มาร่วมกันสร้างพลังของคนรุ่นใหม่ “ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” ในการปกป้องเพื่อนเยาวชนของเราให้ห่างไกลจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า

‘มรภ.ธนบุรี’จับมือ’พว.’ ปฏิรูประบบการศึกษา ตั้งเป้าครู-นร.สู่ความเป็นเลิศ

https://www.naewna.com/local/844855

'มรภ.ธนบุรี'จับมือ'พว.' ปฏิรูประบบการศึกษา ตั้งเป้าครู-นร.สู่ความเป็นเลิศ

‘มรภ.ธนบุรี’จับมือ’พว.’ ปฏิรูประบบการศึกษา ตั้งเป้าครู-นร.สู่ความเป็นเลิศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.57 น.

“มรภ.ธนบุรี”ลงนามความร่วมมือกับ”พว.”ยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศทุกระดับชั้น หวังให้โรงเรียนในทุกสังกัดมีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี ตกลงร่วมมือกับสถาบันพัฒนาคุณถาพวิชาการ(พว.)เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาตามฐานสมรรถนะ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาครูประจำการทุกสังกัดให้ได้เลื่อนวิทยะฐานะ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล และผลิตผลงานทางวิชาการ เพื่อร่วมพัฒนาสื่อด้านการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเป็น Coaching and Mentoring ครูประจำการ ตลอดจนขับเคลื่อนโครงการฝึกอบรมสัมมนาให้กับผู้บริหาร คุณครูประจำการทุกระดับชั้น

นอกจากนี้ ทั้งสององค์กรยังร่วมกันจัดให้มีการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา โดยแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เป็นวิธีปฏิบัติหรือขั้นตอนการปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ หรือนำไปสู่ความเป็นเลิศตามเป้าหมาย เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพนั้นๆ

ผลที่ได้รับจะมีหลักฐานของความสำเร็จปรากฏชัดเจน มีการสรุปวิธีปฏิบัติหรือขั้นตอนการปฏิบัติ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ที่ได้บันทึกเป็นเอกสาร และเผยแพร่ให้หน่วยงานภายในหรือภายนอกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งอาจเกิดจากตัวบุคคลและกลุ่มบุคคลที่มีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนว Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สำหรับใช้กับนักเรียนระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา เนื่องมาจากในการทำงาน ทุกคนจะเกิดการเรียนรู้วิธีไปสู่เป้าหมายของหน่วยงาน ซึ่งผู้ปฏิบัติจะเรียนรู้ การแก้ปัญหาที่ดีได้จากการเสนอแนะของผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆ หรือวิธีการที่ดีกว่าเดิม

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวจะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อนักเรียนแล้ว ยังส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและตอบโจทย์การประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษา (สมศ.) จึงเป็นเหตุผลให้มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกวดและเผยแพร่แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา

ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สังกัดกระทรวงมหาดไทย และสังกัดกรุงเทพมหานคร ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 500 ผลงาน และโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีเวทีในการเผยแพร่ผลงานแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา

– 006

ประกาศเลื่อนสอบ! ‘ยะลา-นราธิวาส’ น้ำท่วมภาคใต้กระทบ TGAT/TPAT

https://www.naewna.com/local/844770

ประกาศเลื่อนสอบ! 'ยะลา-นราธิวาส' น้ำท่วมภาคใต้กระทบ TGAT/TPAT

ประกาศเลื่อนสอบ! ‘ยะลา-นราธิวาส’ น้ำท่วมภาคใต้กระทบ TGAT/TPAT

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.53 น.

ทปอ.ห่วงน้ำท่วมกระทบนักเรียนประกาศเลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 ใน 4 สนามสอบ จ.ยะลา- นราธิวาส  มีสนามสอบ รร.สตรียะลา-รร.ธรรมมูลนิธิ -รร.คณะราษฎร์บำรุง-ม.นราธิวาสฯ จากวันที่ 7-9 ธ.ค.และ 14 ธ.ค. เป็น 21 – 23 ธ.ค.นี้ เปิดลงทะเบียนย้ายวันสอบภายในวันที่ 5 ธ.ค.  ขณะที่ “ศุภมาส” สนับสนุน ทปอ. ตั้ง War Room TCAS ดูแลการจัดสอบ ยืนยันการเลื่อนสอบพิจารณาจากสถานการณ์ในพื้นที่จริงบนความเสมอภาคและโอกาสการเข้าสอบอย่างเท่าเทียม

1 ธ.ค.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลกระทบให้นักเรียนในหลายพื้นที่ประสบปัญหาในการเดินทาง รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อมาเข้าสอบ TGAT/TPAT 2-5 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7-9 และ 14 ธ.ค.67 นี้ ตนจึงได้หารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อหาทางช่วยเหลือนักเรียนทุกคนให้สามารถเข้าสอบได้อย่างเสมอภาค ดังนั้น ในวันที่ 30 พ.ย.67 ที่ผ่านมา ทปอ. จึงได้ออกประกาศ “ชี้แจงการจัดสอบ TGAT/TPAT 2-5 ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง” โดยได้มีการปรับเลื่อนวันสอบในบางสนามสอบ และจัดตั้ง “War Room TCAS” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ในประกาศดังกล่าว ทปอ. จะมีแนวทาง 4 แนวทางในการดำเนินการ ประกอบด้วย 1. ให้มีการเลื่อนวันสอบจำนวน 4 สนามสอบในจังหวัดยะลา และนราธิวาส ได้แก่ สนามสอบโรงเรียนสตรียะลา (จ.ยะลา) สนามสอบโรงเรียนธรรมมูลนิธิ (จ.ยะลา) สนามสอบโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง (จ.ยะลา) และสนามสอบมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (จ.นราธิวาส) โดยระบบจะเลื่อนวันสอบให้ผู้สมัครใน 4 สนามสอบนี้โดยอัตโนมัติ เป็นวันที่ 21 – 23 ธันวาคม 2567 2.ให้สนามสอบในจังหวัดปัตตานี จำนวน 3 สนามสอบ และ จังหวัดสงขลา จำนวน 6 สนามสอบ ยังคงเปิดสอบตามปกติ 3.จัดตั้ง War Room TCAS เพื่อเกาะติดสถานการณ์และดูแลการจัดสอบในพื้นที่จังหวัดดังกล่าว เพื่อให้ผู้สมัครได้รับทราบข่าวสารอย่างต่อเนื่อง โดย ทปอ. จะรายงานข้อมูลให้ทราบเป็นรายวันผ่านช่องทาง http://www.mytcas.com และ FB: mytcas.com สำหรับผู้สมัครสอบที่มีปัญหาสามารถติดต่อ ทปอ. ผ่านทางโทรศัพท์ หรือ ช่องทาง inbox ของ FB: mytcas.com และ 4. อนุญาตให้ผู้สมัครในสนามสอบจังหวัดปัตตานี และจังหวัดสงขลาที่อาจจะประสบปัญหาในการเดินทางมาเข้าสอบในวันที่ 7 – 9 ธันวาคม 2567 สามารถลงทะเบียนย้ายวันสอบมาเป็นวันที่ 21 – 23 ธันวาคม 2567 ผ่านระบบ student.mytcas.com ได้ภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2567 เวลา 24.00 น. ทั้งนี้ สนามสอบที่จัดให้ใหม่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสนามสอบใหม่โดย ทปอ. จะประกาศให้ทราบต่อไป

“ทั้งนี้ ข้อสอบที่ใช้ในการจัดสอบวันที่ 21 – 23 ธันวาคม 2567 จะเป็นข้อสอบชุดใหม่ที่คงมาตรฐานเดิม และครอบคลุมเนื้อหาตาม Blue print โดยผู้ออกข้อสอบเป็นชุดเดียวกันและออกในคราวเดียวกันเพื่อให้เกิดความเสมอภาคสำหรับผู้เข้าสอบทุกคน ซึ่ง ทปอ. ได้เตรียมการเพื่อบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าแล้ว” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า ขอยืนยันว่าการเลื่อนการสอบ TGAT/TPAT 2-5  กระทรวง อว.และ ทปอ.ได้พิจารณาจากสถานการณ์ในพื้นที่ที่เป็นจริงและยืนอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคและโอกาสในการเข้าถึงการสอบที่เท่าเทียมกัน 

‘คุรุสภา’เร่งออกข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

https://www.naewna.com/local/844744

'คุรุสภา'เร่งออกข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

‘คุรุสภา’เร่งออกข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 20.53 น.

“คุรุสภา”เร่งผลักดันร่างข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยให้ทันสมัยการศึกษายุคปัจจุบัน พร้อมชวนร่วมแสดงความคิดเห็นร่างดังกล่าว

30 พ.ย.67 ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำลังดำเนินการจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่า ด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. ….. และอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. …. โดยมีหลักการเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย

ส่วนสาระสำคัญของร่างมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย ประกอบด้วย 1) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ  2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3) มาตรฐานการปฏิบัติตน การกำหนดมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพนั้นกำหนด ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัย ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง  ขณะเดียวกันมาตรฐานความรู้ครูปฐมวัย กำหนดต้องมีความรอบรู้และเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กตามช่วงวัย การสร้างสัมพันธภาพต่อเด็กและการเลี้ยงดู พัฒนาและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความรู้ด้านศาสตร์การสอนสำหรับเด็กปฐมวัย การออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม การพัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างของเด็กรายบุคคล สุขภาพกายและใจ โภชนาการที่ดี การดูแลความปลอดภัยจากสภาพแวดล้อม สังคม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย และ ความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบคลุมทั้งครอบครัว โรงเรียนหน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวต่อไปว่า ส่วนมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพนั้นกำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัย ต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ดังนี้ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน การปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ ทั้งนี้สาระความรู้ และสมรรถนะของผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยตามมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด

นอกจากนี้มาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นยังกำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย จิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี รัก เมตตา และเอื้ออาทรต่อเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กอย่างให้เกียรติ ไม่เลือกปฏิบัติ  ทำงานเป็นทีม ร่วมมือกับครู เครือข่าย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถานศึกษา รวมถึงคุ้มครองสิทธิของเด็กทุกคนให้อยู่รอดปลอดภัย ได้รับการดูแล พัฒนา ปกป้องคุ้มครอง และให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงออก ใส่ใจต่อเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยทางสภาพแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก โดยทำงานร่วมกับผู้ปกครอง และ หรือสหวิชาชีพ และรู้เท่าทันและสามารถใช้สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีทางการศึกษา ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดผลดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยบูรณาการการเรียนรู้ผ่านการเล่นและทำกิจกรรมที่หลากหลายสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กและความต้องการพิเศษ เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะพื้นฐานในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคตมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน  และสุดท้ายมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ

“ขณะนี้คุรุสภาได้เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครู หน่วยงานผู้ใช้ครูผู้ประกอบวิชาชีพครู รวมถึงผู้ปกครองนักเรียน นิสิต/นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบและร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ… ผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขอเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านทาง Google Form ที่ https://forms.gle/KbCntnJ9ffgtFYSF8 ถึงวันที่30 พฤศจิกายน 2567” ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวว่า

และว่าหลังจากที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. …เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องทำรายละเอียดของมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพครูตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะนำเสนอคณะกรรมการคุรุสภาเพื่อพิจารณาต่อไป  อย่างไรก็ตามนอกจากคุรุสภาได้ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย แล้วยังได้มีการพัฒนาเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสาขาอื่นๆ ด้วย เช่น ร่างข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. …. เป็นต้น  เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย

‘เพิ่มพูน’ เผย ‘นายกฯอิ๊งค์’ พร้อมช่วยจัดงบซ่อมอาคารเรียนพังจากแผ่นดินไหว 3 แห่ง และงบช่วยน้ำท่วม

https://www.naewna.com/local/844551

'เพิ่มพูน' เผย 'นายกฯอิ๊งค์' พร้อมช่วยจัดงบซ่อมอาคารเรียนพังจากแผ่นดินไหว 3 แห่ง และงบช่วยน้ำท่วม

‘เพิ่มพูน’ เผย ‘นายกฯอิ๊งค์’ พร้อมช่วยจัดงบซ่อมอาคารเรียนพังจากแผ่นดินไหว 3 แห่ง และงบช่วยน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.25 น.

“เพิ่มพูน” เผย “นายกฯอิ๊งค์” พร้อมช่วยจัดงบซ่อมอาคารเรียนพังจากแผ่นดินไหว 3 แห่ง และงบช่วยน้ำท่วม

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567  พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียนกาวีระวิทยาลัย  จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเคยถูกน้ำท่วมหนักที่ผ่านมา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า โรงเรียนกาวีระวิทยาลัย ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักมาก ตนจึงเดินทางมาตรวจเยี่ยนจุดที่ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด โดยเฉพาะโต๊ะ เก้าอี้ที่เป็นของเก่าได้รับความเสียหายหมด ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ก็ต้องขอบคุณอาชีวศึกษาจังหวัด ภายใต้การนำของ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ที่ให้วิทยาลัยอาชีวศึกษา มาช่วยเหลือซ่อมเครื่องแอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกน้ำท่วมและช่วยฟื้นฟูสถานศึกษาที่ประสบภัย และผู้อำนวยการโรงเรียนกาวีระวิทยาลัย  ได้ขอให้โรงเรียนเครือข่ายและศิษย์เก่าและผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาให้การช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยน้ำท่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า  กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่  ตนได้รายงานผลการลงตรวจเตรียมโรงเรียนที่ จ.เชียงใหม่ และโรงเรียนที่ประสบปัญหาแผ่นดินไหว 3 แห่ง งบฯ กว่า 10 ล้านบาท ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบ  ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้ ศธ.รวบรวมงบที่จะนำไปช่วยเหลือ ตนจึงมอบให้เลขาธิการ กพฐ.ไปจัดทำของบกลางเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยไม่ต้องรอเสนอของบฯ ปี 2569 เพราะอาจจะช้าไปถึงปี 2570 เนื่องจากต้องใช้เวลาในการก่อสร้างอาคารเรียนที่เสียหายจากแผ่นดินไหว  ซึ่งท่านนายกฯ ก็เห็นว่าจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำเพื่อประโยชน์ของน้อง ๆนักเรียน

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับงบช่วยเหลือสถานศึกษาที่ถูกน้ำท่วมภาคเหนือของปี 2566 จำนวน  95 ล้านบาท ของปี 2567 จำนวน 200 กว่าล้านบาท ซึ่ง ศธ.ได้เสนอให้ที่ประชุม ครม.ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุม ครม.ก็เห็นชอบในหลักการแล้ว  เพียงแต่ให้ศธ.นำมาดูตัวเลขว่าซ้ำซ้อนกับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ศธ.ก็จะประสานกับสำนักงบประมาณให้ช่วยดู หากไม่มีการซ้ำซ้อน ก็จะนำเสนอ ให้ ครม.พิจารณาในเร็วๆนี้

“การเดินทางมาตรวจเยี่ยมการศึกษาและการมาประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ก็ถือว่ามารับทราบปัญหาและมาช่วยกันแก้ไขปัญหาของมิติทางด้างการศึกษาในส่วนที่ผม และรมช.ศธ. รวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องดูแลรับผิดชอบ สามารถดำเนินการขับเคลื่อนไปด้วยดี ซึ่งขณะนี้ภาพร่วมในการจัดการศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือก็กลับสู่ภาวะปกติแล้วมีมิติการขับเคลือนเครือข่ายทางการศึกษามีการช่ายเหลือแบ่งปันทางด้านวิชาการและทรัพยากรต่างๆ ถือว่าเป็นเชียงใหม่โมเดลหนึ่ง ที่มีความสมบูรณ์ทางด้านการศึกษา“ รมว.ศธ.กล่าว
 

มรภ.ราชนครินทร์ จับมือภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง’น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน’

https://www.naewna.com/local/844536

มรภ.ราชนครินทร์ จับมือภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง'น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน'

มรภ.ราชนครินทร์ จับมือภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง’น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.01 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดงาน”เปิดกล่องของขวัญเมืองวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ สร้างสรรค์ SMEs สู่ Smart city ที่ยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง“น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน”

วันนี้ 29 พ.ย. 67 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์  อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร  นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน”เปิดกล่องของขวัญเมืองวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ สร้างสรรค์ SMEs สู่ Smart city ที่ยั่งยืน” พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนและแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า เนื่องด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินแผนการพัฒนาจังหวัดสู่ “เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” โดยกระจายโอกาสทางการศึกษาไปในทุกช่วงวัย และทุกเพศอย่างเสมอภาคกัน และผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยอาศัยต้นทุนทางวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรมย่านชุมชนเก่า ผลิตผลด้านการเกษตร และอาหารพื้นถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ผลักดันฉะเชิงเทราไปสู่ “Smart City”
 ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่ดำเนินโครงการร่วมกันภายใต้แผนการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จึงได้จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงาน ส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนากลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี ผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ และผู้แทนหน่วยงาน จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 

1.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ SME ด้วย Soft Power พร้อมด้วยนวัตกรชุมชน

2.โครงการเปิดกล่องของขวัญเพื่อ SME ปี 2567

3.โครงการอนุรักษ์และพัฒนาย่านชุมชนเก่ามรดกจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อรักษาคุณค่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

4.โครงการยกระดับเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราฯ (Reinventing University 67)

ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั้น จะทำให้จังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นเมืองที่ “น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน” ตามวิสัยทัศน์ของจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งจะช่วยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวฉะเชิงเทรา ผ่านการบูรณาการของทุกด้าน และทุกภาคส่วน