‘ทวี’เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี67 ณ วัดพิกุลทอง

https://www.naewna.com/local/838742

'ทวี'เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี67 ณ วัดพิกุลทอง

‘ทวี’เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี67 ณ วัดพิกุลทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.37 น.

“ทวี”เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี 2567 ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง จังหวัดสิงห์บุรี

วันนี้ (31 ต.ค.)  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปีพุทธศักราช 2567 โดยมี นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อม นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมคุมประพฤติ นายโกมล พรมเพ็ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะผู้บริหาร​หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่​ จ.​สิงห์บุรี​ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ​ในสังกัด​กระทรวงยุติธรรม ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

สำหรับยอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปีพุทธศักราช 2567 เป็นจำนวนยอดเงินรวม 1,758,617.20 บาท โดยมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบด้วย และในโอกาสนี้ได้ถวายปัจจัยบำรุงและบูรณะพระอาราม รวมทั้งมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับโรงเรียน​ จำนวน​ 3 โรงเรียน ดังนี้ โรงเรียนพระปริยัติธรรมพิกุลทอง โรงเรียนวัดพิกุลทอง และโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร พร้อมทั้งมอบเงินสนับสนุนวงดุริยางค์ รวมทั้งบำรุงพระพุทธศาสนาด้านอื่นๆ ต่อไป

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิ

https://www.naewna.com/local/838739

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิ

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.18 น.

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนสถานที่พักผ่อนเขตร้อนชื้นที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก

โครงการยกระดับบริหารจัดการการท่องเที่ยวดำน้ำคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ตราด ที่ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นโครงการในแผนงานการวิจัยการท่องเที่ยวบนฐานมรดกธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายใต้กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด จัดอบรมหลักสูตรมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด
รองศาสตราจารย์ ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ผู้อำนวยการชุดแผนงานการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ บพข. ร่วมกับคณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดำเนินการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งได้ริเริ่มแนวคิดการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนระดับโลกบนฐานมรดกทางธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งพร้อมก้าวสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในภาคการท่องเที่ยวโดยดำเนินงานร่วมกับภาคีองค์กรเครือข่ายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก (Nature Positive Tourism) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แนวปะการัง ป่าชายเลน ฯลฯ รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลในจังหวัดตราด โดยเฉพาะการตระหนักถึงการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การลดและการชดเชยคาร์บอนจากกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล

การจัดอบรมหลักสูตรมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นจำนวนมาก โดยมาตรฐานดังกล่าวได้พัฒนามาจากมาตรฐานการท่องเที่ยวระดับสากลของหลายองค์กร ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล 4 ประเภท ได้แก่ ดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก แคนู/คายัค และเจ็ตสกี โดยมี 6 องค์ประกอบสำคัญดังนี้: 1) การบริหารจัดการที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 2) การใช้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน 3) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว 4) การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน 5) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และภูมิทัศน์ และ 6) การบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยงทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การอบรมฯ ครั้งนี้ได้แนะนำ TOOLKIT มาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งออกแบบมาให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถเข้าถึงได้ง่าย สามารถเรีนยรู้ผ่านการอบรมออนไลน์และการเรียนรู้ด้วยตนเอง TOOLKIT นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าใจและนำมาตรฐานดังกล่าวไปปรับใช้ในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะผู้จัดอบรมฯ ได้ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและชดเชยคาร์บอนผ่านแอปพลิเคชัน “ZERO CARBON” 

นายเนรมิต สงแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เปิดเผยว่า เกาะช้าง จังหวัดตราด ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่พักผ่อนเขตร้อนชื้นที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก โดยนิตยสาร Travel + Leisure ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ เกาะช้างเป็น “อัญมณีแห่งอ่าวไทย” ได้รับการยกย่องให้อยู่ในอันดับสูงสุดเคียงคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ พาลาวัน (ฟิลิปปินส์) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของหมู่เกาะช้าง ที่มีระบบนิเวศหลากหลาย ทั้งป่าดิบชื้น น้ำตก ชายหาด และแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินป่า ดำน้ำดูปะการัง และการล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างให้กับผู้มาเยือน ผลการจัดอันดับครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของเกาะช้างและประเทศไทยโดยรวม โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลกให้มาสัมผัสหมู่เกาะช้าง ดังนั้นการอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยจึงนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานการท่องเที่ยวฯ รวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

คุณอรุณวรรณ ใจประสาน และคุณจเร กังวาลไกล ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด กล่าวว่ามาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยจะช่วยยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวมีความตระหนักและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและช่วยกันรักษาความงดงามของระบบนิเวศในพื้นที่เกาะช้าง นอกจากนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวฯ ดังกล่าวยังเน้นการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่หลากหลาย เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล และระบบนิเวศในเขตชายฝั่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวในระยะยาวและช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้การใช้มาตรฐานการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนากิจกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ครบรอบ 197 วันสถาปนา ‘คุณหญิงโม ‘ขึ้นเป็น ‘ท้าวสุรนารี’

https://www.naewna.com/local/838566

ครบรอบ 197 วันสถาปนา 'คุณหญิงโม 'ขึ้นเป็น 'ท้าวสุรนารี'

ครบรอบ 197 วันสถาปนา ‘คุณหญิงโม ‘ขึ้นเป็น ‘ท้าวสุรนารี’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 11.12 น.

ชาวโคราชร่วมใจสวมชุดไทยสีม่วงประกอบพิธีบวงสรวงสักการะย่าโมเนื่องในงานวันสถาปนา “คุณหญิงโม” ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” ครบรอบ 197 ปี

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นครราชสีมา และส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และประชาชน ได้พร้อมใจกันสวมใส่ชุดไทยสีม่วง ประกอบพิธีบวงสรวงเครื่องราชสักการะเนื่องในงานวันสถาปนาคุณหญิงโม ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” ครบรอบ 197 ปีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมประกอบพิธีนำผ้าสไบเฉียงปักเลื่อมฉลุลาย สีม่วง ทองห่มองค์ท้าวสุรนารี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวจังหวัดนครราชสีมาที่พระวิหารหลวงวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” เป็น “ท้าวสุรนารี” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พุทธศักราช 2370

สำหรับท้าวสุรนารี หรือ คุณหญิงโม เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวีรสตรีมีส่วนกอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์เวียงจันทน์ เมื่อพุทธศักราช 2369 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังคุณหญิงโมได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นท้าวสุรนารี 

มหาวิทยาลัยฉางกัง จับมือ เดลต้าฯ พัฒนาบัณฑิตปริญญาโทระดับนานาชาติ

https://www.naewna.com/local/838466

มหาวิทยาลัยฉางกัง จับมือ เดลต้าฯ  พัฒนาบัณฑิตปริญญาโทระดับนานาชาติ

มหาวิทยาลัยฉางกัง จับมือ เดลต้าฯ พัฒนาบัณฑิตปริญญาโทระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 25 คน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในประเทศไทย จะเริ่มต้นหลักสูตรปริญญาโท
แบบสองปริญญา (3+2) เป็นเวลาสองปีที่มหาวิทยาลัยฉางกังตั้งแต่ปี 2567 โดยหลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ โดยได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 20 ทุน พร้อมโอกาสฝึกงานในช่วงฤดูร้อนและการจ้างงานในบริษัท ในวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ประธานมหาวิทยาลัยฉางกัง นายถัง หมิง-เชอ พร้อมคณะศาสตราจารย์และคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมจัดพิธีเปิดโครงการดังกล่าวแก่นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยนั้นได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งด้านสื่อการเรียนรู้และด้านวิจัยเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างครอบคลุม พร้อมทั้งมีการเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรให้แก่นักศึกษา

สำนักงานการต่างประเทศ กล่าวว่า หลักสูตรปริญญาคู่แบบ 3+2 ช่วยให้นักศึกษาสามารถศึกษาในมหาวิทยาลัยต้นสังกัดเป็นเวลา 3 ปีเพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากนั้นไปศึกษาต่ออีก 2 ปีที่มหาวิทยาลัยพันธมิตรเพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ภายในเวลาเพียง 5 ปี นักศึกษาจะได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยพันธมิตร ในครั้งนี้สำหรับนักศึกษา 20 คนที่ได้รับทุนการศึกษาทั้ง 2 ปีจากบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว ทางบริษัทได้มอบโอกาสให้นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาดังกล่าวเข้าทำงานที่เดลต้า ประเทศไทยได้ทันทีหลังจากการจบการศึกษา นอกจากนี้ นักศึกษาอีก 5 คนยังได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนจากมหาวิทยาลัยฉางกัง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านเทคโนโลยีระดับสูงระดับนานาชาติในไต้หวันอีกด้วย

ประธาน ถัง หมิง-เชอ กล่าวว่า ไต้หวันได้ชื่อว่าเป็น “เกาะแห่งเทคโนโลยี” ที่มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากมาย โดยมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในด้านเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมีคณะวิชาและหลักสูตรที่มีความเชี่ยวชาญ ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฉางกัง เดลต้า อีเลคโทรนิคส์และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสองแห่งในประเทศไทย นักศึกษาจะได้รับการศึกษาและประสบการณ์ที่ดีที่สุดในสาขาของตนเอง” ประธานถังยังได้แนะนำให้นักศึกษาใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ภาษาจีนและสร้างความสัมพันธ์กับนักศึกษาไต้หวัน เพื่อเข้าใจวัฒนธรรมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสายงานอาชีพในอนาคตของนักศึกษาเมื่อเข้ามาทำงานที่เดลต้าอีกด้วย

นายฉี่ ฮ๊าว หวง หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล ของบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า “เดลต้ามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และหน่วยงานพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เดลต้าได้พัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในหลากหลายรูปแบบ เช่น การฝึกงานด้านเทคโนโลยี, โครงการบ่มเพาะนักเทคโนโลยี และโครงการอื่นๆ ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยด้านวิชาการ ของมหาวิทยาลัยฉางกัง เราหวังว่านักศึกษาไทยทั้ง 20 คนนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาและการวิจัยด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและสาขาที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยฉางกังแล้ว จะพร้อมก้าวไปอีกขั้นกับเดลต้า เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด”

มหาวิทยาลัยฉางกังกำลังส่งเสริมการศึกษาแบบสองภาษาอย่างจริงจัง โดยนักศึกษาต่างชาตินอกจากจะได้รับการเรียนรู้และทำวิจัยในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเต็มรูปแบบแล้วยังจะได้รับการต้อนรับและอำนวยความสะดวกต่างๆจากทางมหาวิทยาลัยในชีวิตประจำวันในตลอดการศึกษาอีกด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์กล่าวว่าในยุคโลกาภิวัตน์นี้ กลุ่มนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาคู่แบบ 3+2 ของไทย ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยเป้าหมายที่มุ่งมั่นของโครงการคาดว่าในอนาคตจะมีนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ และแม้กระทั่งบริษัทต่างๆ ให้ความสนใจในการเข้าร่วมความร่วมมือที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นกับมหาวิทยาลัยฉางกังในมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของหลักสูตรปริญญาคู่หรือการวิจัยระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้แข็งแกร่งขึ้น

มมส คว้าอันดับ 5 ระดับประเทศ ติดอันดับที่ 1501+ ของโลก จากการจัดอันดับ THE World University Rankings 2025

https://www.naewna.com/local/838467

มมส คว้าอันดับ 5 ระดับประเทศ ติดอันดับที่ 1501+ ของโลก  จากการจัดอันดับ THE World University Rankings 2025

มมส คว้าอันดับ 5 ระดับประเทศ ติดอันดับที่ 1501+ ของโลก จากการจัดอันดับ THE World University Rankings 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.พลเดช เชาวรัตน์ รองอธิการบดี ฝ่ายประชาสัมพันธ์และพันธกิจสากล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับการจัดอันดับจาก Times Higher Education (THE) World University Rankings 2025 อยู่ในอันดับที่ 1501+ ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ร่วมของประเทศ โดยการจัดอันดับดังกล่าวได้พิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ได้แก่ การสอน (Teaching) : เน้นคุณภาพการสอนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้,สภาพแวดล้อมในการวิจัย (Research Environment) : พิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของการวิจัย,คุณภาพการวิจัย (Research Quality) : วัดจากผลกระทบของงานวิจัยต่อวงการวิชาการ, อุตสาหกรรม (Industry) : พิจารณาความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรม, มุมมองสากล (InternationalOutlook) : วัดจากความหลากหลายของนักศึกษาและบุคลากรต่างชาติ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ

โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่ Research Environment, Research Quality, Industry และ International Outlook แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ซึ่ง มมส ทำคะแนนได้สูงสุดในด้าน International Outlook ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย

THE World University Rankings 2025 ระดับโลก อันดับที่ 1 ได้แก่ University of Oxford อันดับที่ 2 ได้แก่ Massachusetts Institute of Technology อันดับที่ 3 ได้แก่ Harvard University อันดับที่ 4 ได้แก่ Princeton University และอันดับที่ 5 ได้แก่ University of Cambridge

สำหรับประเทศไทย THE World University Rankings 2025 อันดับที่ 1 ร่วม ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ถูกจัดเป็นอันดับ 601-800 ร่วมกัน อันดับ 2 คือ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีถูกจัดเป็นอันดับ 801-1000 อันดับที่ 3 ร่วม ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยถูกจัดอยู่ในอันดับ 1001-1200 ร่วมกัน อันดับที่ 5 ร่วม ได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สกร.เดินหน้าจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน

https://www.naewna.com/local/838469

สกร.เดินหน้าจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน

สกร.เดินหน้าจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงการดำเนินการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า การดำเนินการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการดำเนินงานจัดการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัยและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดภาระความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในด้านการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” การดำเนินการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการจัดดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ การทำหลักสูตร การพัฒนาโปรแกรมรองรับการสอบเทียบแบบออนไลน์ และ การจัดทำข้อสอบที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองจาก สสวท. ยึดตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำข้อสอบ จัดสอบด้วยระบบดิจิทัล และตรวจกระดาษคำตอบ เพื่อให้การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความโปร่งใส และมีมาตรฐานการสอบระดับประเทศ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่ในกลุ่มพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ แต่อยู่ในวัยเรียนหรือพ้นวัยที่จะศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ ทักษะ เจตคติและมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์ มีความสามารถเป็นเลิศทางปัญญาเข้ารับการทดสอบและประเมิน ผู้ที่ประสงค์จะสมัครเรียนในรูปแบบดังกล่าวนี้ สามารถสมัครผ่านระบบรับลงทะเบียนออนไลน์ ผู้สมัครต้องนำส่งเอกสารหลักฐานประกอบการรับสมัคร เพื่อป้องกันการปลอมแปลงข้อมูล และยืนยันตัวตน ณ สถานศึกษาที่ประสงค์จะสอบเทียบระดับการศึกษาที่เปิดสอบเทียบวัดระดับความรู้

สำหรับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งระดับการศึกษา ออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา ประเภทพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประเภทพื้นฐาน และเพิ่มเติมในสาระวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีความเหมาะสมกับผู้เรียนที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อในสายการเรียนด้านการคิด วิเคราะห์ หรือด้านการเรียนที่เน้นวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดขอบข่ายเนื้อหาการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การประเมินความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จำนวน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1.ภาษาไทย 2.คณิตศาสตร์ 3.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5.สุขศึกษาและพลศึกษา 6.ศิลปะ 7.การงานอาชีพ 8.ภาษาต่างประเทศ ส่วนที่ 2 การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ส่วนที่ 3 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทยมีจิตสาธารณะ

ผู้สำเร็จการศึกษาที่ผ่านการสอบเทียบวัดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรแกนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองหลักสูตร สามารถนำผลการทดสอบในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผ่านไปสะสมเพื่อประโยชน์ในการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา หรือประโยชน์ในการประกอบอาชีพ หรือนำไปเทียบโอนผลการเรียนในระดับเดียวกันได้

นายธนากรกล่าวเพิ่มเติมว่า การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความแตกต่างกับการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้สอบเทียบสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกเดือนทั้ง 8 สาระการเรียนรู้ กำหนดการจัดสอบทุกๆ 2 เดือน เมื่อผู้สอบเทียบทราบผลการทดสอบและประสงค์จะปรับค่าระดับผลการทดสอบเฉลี่ยสะสมให้สูงขึ้น สามารถลงทะเบียนและเข้าสอบเทียบซ้ำภายในระยะเวลาก่อนการอนุมัติการจบระดับการศึกษา หรือ สามารถสอบได้โดยไม่จำกัดระยะเวลาในการเรียน โดยจะนำระดับผลการทดสอบสูงสุดมาคำนวณ

ทั้งนี้ ผู้สอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบครบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ถึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการสัมมนา 3 วัน 2 คืน หรือ 30 ชั่วโมง เพื่อประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามประกาศ หลักเกณฑ์ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนดจึงจะถือว่าสำเร็จการศึกษา

การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ในขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมบัญชีกลาง หลังจากกรมบัญชีกลางตอบข้อหารือแล้วจึงจะดำเนินการจัดทำประกาศเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินรายได้ของสถานศึกษา โดยจะดำเนินการนำร่องสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ประจำอำเภอเมืองทุกแห่งทั่วประเทศ สำหรับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จะนำร่องสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตคลองเตย นายธนากรกล่าวในที่สุด

‘ตั้ง วง เล่า’ จากประสบการณ์…สู่ชีวิตจริง เรื่องเล่าจาก ‘CEO-MD’ ส่งพลังบวกแก่นักศึกษา

https://www.naewna.com/local/838468

‘ตั้ง วง เล่า’ จากประสบการณ์…สู่ชีวิตจริง  เรื่องเล่าจาก ‘CEO-MD’ ส่งพลังบวกแก่นักศึกษา

‘ตั้ง วง เล่า’ จากประสบการณ์…สู่ชีวิตจริง เรื่องเล่าจาก ‘CEO-MD’ ส่งพลังบวกแก่นักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บมจ.เอพี ไทยแลนด์ เปิดโลกการเรียนรู้เป็นปีที่ 9 กับนิสิตนักศึกษาฝึกงาน ในโครงการ AP OPEN HOUSE 2024 กับกิจกรรม session สุดพิเศษที่ชื่อ “ตั้ง วง เล่า” ที่สองพี่ใหญ่ของเอพี “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” CEO และ “พิเชษฐ วิภวศุภกร” MD มาบอกเล่าประสบการณ์จริงที่ยากกว่าทฤษฎี พร้อมเปิดโอกาสให้น้องๆ Gen Z ได้พูดคุยถาม-ตอบ เรียนรู้แนวคิดในการทำงานและประสบการณ์ตรงของสองผู้บริหารรุ่นเก๋า โดยมุ่งหวังให้น้องๆ นำไปปรับใช้ เตรียมตัวก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยทัศนคติเชิงบวก เหมือนที่ผู้บริหารสองท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”- เพราะเมื่อโลกยิ่งแย่ ใจเราต้องบวก ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องเริ่มที่ Mindset ตัวเอง

ซึ่งเรื่องราวและแนวคิดต่างๆ ที่ผู้บริหารทั้งสองท่านได้มาแชร์นั้น ล้วนมาจากประสบการณ์จริงที่อยากแบ่งปันให้กับคนรุ่นใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากเนื้อหาของ Pocket Book ที่มีชื่อเดียวกับวิสัยทัศน์องค์กร “ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้” ที่ได้แจกให้กับน้องๆ ทุกคนก่อนได้ไปค้นหาคำตอบกันต่อ ถึงสิ่งที่ทำให้มีเอพี ในทุกวันนี้ ในกิจกรรม “ตั้ง วง เล่า” กับนายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพิเชษฐ วิภวศุภกร กรรมการบริหาร บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ที่ได้มาร่วมเปิดมุมมองของชีวิตการทำงานจากประสบการณ์จริงมาเล่าให้น้องๆ นิสิตนักศึกษาได้ฟัง เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ อาทิ การทำงานร่วมกัน ซึ่งได้ยกตัวอย่างประสบการณ์การทำงานร่วมกันของทั้งสองท่านในฐานะพาร์ทเนอร์ ที่แม้ไม่ได้มีนิสัยใจคอที่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน จึงเคารพและให้เกียรติ ความแตกต่าง ให้จุดต่างมาเติมเต็มการทำงานร่วมกัน ควบคู่กับการปรับใช้แนวคิด Outward Mindset หรือการนำใจเขามาใส่ใจเรา การรับฟังความต้องการ จุดประสงค์ และปัญหาของอีกฝ่ายโดยได้ส่งต่อแนวคิดนี้ให้กับพนักงานทุกคนในบริษัทจนพัฒนาสู่การเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง

“แนวคิด Outward Mindset ช่วยผมและคุณพิเชษฐ เปลี่ยนมุมมองในการมองสิ่งต่างๆ ให้เราสองคนมีชีวิตที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองคน ทำให้เข้าใจตัวเองและผู้คนรอบตัว และสามารถรับมือกับคนที่มีGeneration ต่างกันได้อย่างเหมาะสม และบริษัทได้ดีคือผลที่ตามมา” นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน กล่าว

นายพิเชษฐ วิภวศุภกร กล่าวเสริม “การที่น้องๆ ได้มาร่วมโปรแกรม AP OPEN HOUSE 2024 และได้พูดคุยกับเราสองคนในวันนี้ หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเสียเวลากับชีวิตตัวเองให้น้อยที่สุด สามารถนำแนวคิดและประสบการณ์ของพี่ๆ มาเป็นบทเรียน ให้เข้าใจและตัดสินใจในชีวิตการทำงานบนสายงานในอุตสาหกรรมที่เราชอบ และไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจงเป็นแก้วเปล่าแล้วพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด”

หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม น.ส.นุชจิรา โผลัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เผยว่า “หลังจากที่ได้ฟังพี่ๆทั้ง 2 คนเล่าประสบการณ์ วิธีคิดต่างๆ เหมือนทำให้เราได้เข้าใจถึงที่มาของบรรยากาศภายในองค์กรที่เราได้สัมผัสตลอดการฝึกงาน พี่ๆ ในฝ่ายที่เปิดรับไม่เคยปิดกั้นไอเดียต่างๆ จากเรา นอกจากนี้ยังรู้สึกประทับใจในความเปิดกว้างของทั้งสองท่านที่เปิดใจรับฟังพนักงานโดยไร้ซึ่ง Ego พร้อมสนับสนุนให้พนักงานกล้าตัดสินใจเป็นIndependent Responsible Leader ในขอบเขตของตน”

นายภูริยศ ชื่นวรกิตติพล คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า “โดยส่วนตัวผมรู้สึกสนใจเรื่อง Outward Mindset คิดว่าเป็นแนวคิดที่สามารถใช้ในชีวิตจริงได้ โดยเฉพาะคนในรุ่นเดียวกับผม ข้อมูลต่างๆ มีเยอะมากทั้งที่เราได้รับมาโดยตรงและจากในโซเชียลมีเดียการที่ได้พยายามเรียนรู้ความต้องการจุดประสงค์และปัญหาของคนคนหนึ่งทำให้เข้าใจคนคนนั้นได้มากยิ่งขึ้น มองในมุมของคนคนนั้นได้ชัดเจนขึ้นซึ่งผมรู้สึกได้ว่าพี่ๆ ที่เอพี เขาได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้จริงๆ ภายในองค์กร เพราะทุกคนพร้อมที่จะให้ความรู้กับเราในเรื่องต่างๆขณะเดียวกันก็รับฟังเราถึงแม้ผมเป็นเพียงแค่เด็กฝึกงาน”

AP OPEN HOUSE 2024 เป็นโปรแกรมฝึกงานเข้มข้นของเอพี ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้มาเรียนรู้จากการทำงานจริง นอกเหนือจากทฤษฎีในชั้นเรียน ได้เห็นตลอดทั้งกระบวนการทำงานของทางเอพี ทั้งงานด้านวิศวกรรม การตลาด การขาย และนวัตกรรมดีไซน์ต่างๆ โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 กับกิจกรรมพิเศษกว่าที่เคย ให้น้องๆ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของสองผู้ก่อตั้งผ่านการพูดคุย และหนังสือ Pocket Book “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” ที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งต่อวัฒนธรรมองค์กรในแบบเอพี พอเป็นไอเดียว่า อดีตเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่อนาคตของเอพีอย่างไร นอกจากนี้ โปรแกรม AP OPEN HOUSE ยังคัดเลือกนิสิตนักศึกษาที่มีผลงานที่โดดเด่นจำนวน 4 คน ไปศึกษาดูงานกับ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ถึงที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

‘เยาวชนอาเซียน’ โชว์ศักยภาพวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค ในการแข่งขัน ASEAN Data Science Explorers 2024

https://www.naewna.com/local/838412

‘เยาวชนอาเซียน’ โชว์ศักยภาพวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค ในการแข่งขัน  ASEAN Data Science Explorers 2024

‘เยาวชนอาเซียน’ โชว์ศักยภาพวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค ในการแข่งขัน ASEAN Data Science Explorers 2024

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.04 น.

 นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว – 30 ตุลาคม 2567– มูลนิธิอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือของ SAP และมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว สรุปผลการแข่งขันวิเคราะห์ข้อมูลอาเซียน 2024 (ASEAN Data Science Explorer  2024 )  ครั้งที่ 8 รอบชิงชนะเลิศ ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยมีนักเรียน 20 คนจากสถาบันในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา และจาก 10 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งผู้เข้าร่วม การแข่งขันดังกล่าวได้นำเสนอแนวทางในการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม mobile apps เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ในภูมิภาค

ในการแข่งขันนี้ ทีม aSAP จากประเทศเวียดนามได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคจากงาน ASEAN DSE 2024 ซึ่งนำเสนอ นวัตกรรมการแก้ไขปัญหาโดยการนำประโยชน์จากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างการเป็นกรดของมหาสมุทรและความไม่มั่นคงด้านพลังงาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยั่งยืนผ่านแอปพลิเคชันมือถือที่เรียกว่า “CarbonWave” นาย Le Trung Kien และ Cao Van Truong หัวหน้าทีมและสมาชิก ASAP จากเวียดนามกล่าวว่า “พวกเราทีม aSAP รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้รับการประกาศให้เป็นแชมป์ของ ASEAN Data Science Explorers 2024! ความท้าทายและคำแนะนำที่เราได้รับจาก ADSE ได้ช่วยพัฒนาทักษะและจุดประกายความสนใจในในด้านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในชุมชนของเรา”

ผู้เข้าร่วมได้แสดงความสามารถในการใช้ข้อมูลและพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือสำหรับการแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญทั่วอาเซียน ผ่านการใช้ SAP Analytics Cloud และ SAP Build Apps  โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 6 ประการ ได้แก่ การยุติความหิวโหย (Zero Hunger) การมีสุขภาวะที่ดี (Good Health and Being) การสร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล (Clean Water and Sanitation) เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) (SDG 11) การบริโภคและการผลิตที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) และ การต่อสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Action)

ทักษะการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของวิทยาการข้อมูลทั่วโลก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตจาก 95.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 เป็น 322.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม เยาวชนอาเซียนถึง 72.2% ไม่ได้มีทักษะในด้านดิจิทัลขั้นสูงหรือเพียงมีความสามารถด้านดิจิทัลในระดับพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งโครงการอาเซียน DSE มีเป้าหมายที่จะลดช่องว่างนี้โดยจัดเตรียมทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นให้กับผู้เข้าร่วม เพื่อให้แน่ใจว่าเยาวชนอาเซียน จะมีทักษะพร้อมที่จะแข่งขันได้ในตลาดงานที่กำลังพัฒนา

-(016)

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

https://www.naewna.com/local/838348

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.27 น.

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

30 ตุลาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องให้นำเรื่องการขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคม  และขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา ว่า ตนได้ดำเนินการแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว ลูกจ้างไม่ได้มีเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ยังมีกระทรวงอื่นๆทั่วประเทศ เพราะเป็นนโยบายรัฐบาล ก็ต้องประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกัน  

“ในส่วนของ ศธ.ก็พยายามเสนอผู้เกี่ยวข้อง เพราะเกี่ยวกับเรื่องกรอบอัตรากำลัง แต่ที่มาร้องเป็นเรื่องของการจ้างเหมา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.พ.ก่อน เพราะที่ผ่านมาเป็นนโยบายของรัฐบาลที่พยายามลดขนาดของส่วนราชการลง” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำตามขั้นตอน ซึ่งภายในวันนี้ สพฐ. จะทำเรื่องเสนอไปที่สำนักงาน ก.พ. ก่อน เพื่อขอให้พิจารณาปรับการจ้างเหมาบริการ เป็นลูกจ้างชั่วคราว ถ้าสำนักงาน ก.พ.เห็นชอบอนุมัติแล้ว ศธ. จะทำเรื่องเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไปได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ ‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

MIdS CMU จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี ‘วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ’ ม.เชียงใหม่

https://www.naewna.com/local/838224

MIdS CMU จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี  ‘วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ’ ม.เชียงใหม่

MIdS CMU จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี ‘วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ’ ม.เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (Multidiscip linary and Interdisciplinary School : MIdS) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี MIdS ณ อาคารวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวแสดงความยินดี และร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) พร้อมด้วยนายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาต โสภาแดง คณบดีวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และวัตถุประสงค์ของการจัดงานให้ครั้งนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์บทบาท ภารกิจ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยฯ แก่คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างการรับรู้แก่สาธารณชน สร้างอัตลักษณ์ ภาพลักษณ์ที่ดี ให้แก่วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มากยิ่งขึ้น

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย พิธีทำบุญเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี และงานเปิดตัว MIdS (Open House) และพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (MIdS) และ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ จำนวน8 หน่วยงาน ได้แก่ 1.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ในการดำเนินงานขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมกิจกรรม Carbon Credit ระหว่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงใหม่,3.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ สภาเภสัชกรรม, 4.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง บริษัท เน็ต ไบร์ท จำกัด และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 5.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 6.บันทึกข้อตกลงเรื่อง การบริหารจัดการหลักสูตร/โปรแกรม Oversea Ayurveda ระหว่าง สถานกงสุลอินเดีย ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ The Art of Living คณะเภสัชศาสตร์ และ วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ, 7.บันทึกข้อตกลง เรื่อง การบริหารจัดการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการสอนภาษาจีนร่วมสมัย ระหว่าง คณะศึกษาศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี สถาบันขงจื่อ และ วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ, 8.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะ เพื่ออนาคต (UPSKILL/RESKILL) ประจำปี 2567 ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ

ภายในงานมีการมอบรางวัลให้กับส่วนงานที่ร่วมบริหารจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพหุวิทยาการและสหวิทยาการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการบรรยายพิเศษในหัวข้อThailand’s development and circular values for all โดย คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต กรรมการอำนวยการและที่ปรึกษาสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการกิจกรรม Open House ของแต่ละสาขาวิชา

ซึ่งวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งหมด6 สาขาวิชา ได้แก่ 1.สาขาวิชานิติวิทยาศาสตร์(Program in Forensic Science), 2.สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา (Program in Sports Science), 3.สาขาวิชาการสอนภาษาจีนร่วมสมัย (Program in Contemporary Chinese Language Teaching), 4.สาขาวิชาสุขภาพจิต (หลักสูตรนานาชาติ) (Program in MentalHealth) (International program), 5.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ (Program inBiotechnology)

และ 6.สาขาวิชาบูรณาการศาสตร์ (Program in Integrated Science) ซึ่งสาขานี้มี 9 กลุ่ม เรียนรู้และงานวิจัยให้ได้เลือกเรียน ได้แก่ การสื่อสารดิจิทัล (Digital Communication) บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Blockchain AI and Cyber Security) ภูมิทัศน์เมืองยั่งยืน (Sustainable Urban Landscape) การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Management) การจัดการความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (The Management of Carbon
Neutrality and Net Zero GHG Emissions) นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech Innovation) การจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมชุมชน (Man and Community Environment Management) เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์กำลังสูงสำหรับประยุกต์ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า (High Power Semiconductor Technology for EV Applications) และสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาในอนาคต (Multidisciplinary Studies for Future Development)