‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

https://www.naewna.com/local/839147

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CITE DPU) ดึง AI เสริมแกร่งหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ระดับปริญญาโทจัดเต็มทักษะโลกอนาคต “AI-Cyber Security-Analytics”ปั้นมนุษย์งาน Gen Z-Y ก้าวสู่ “ซูเปอร์ ยูสเซอร์ (Super User)” ยกระดับผู้ใช้งานและบริหารจัดการ AI อย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในทุกสายอาชีพ

ผศ.ดร.นันทิกา ปริญญาพล ผู้อำนวยการหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)” เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการเรียน และการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเป็นผลมาจากความสามารถของ AI ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการนำไปใช้งานที่ครอบคลุมได้หลากหลายด้าน

จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนยุคนี้ที่ต้องปรับตัว พร้อมเร่งพัฒนาทักษะด้าน AIในระดับของการ “รู้จัก” และ “ประยุกต์ใช้งาน”เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทั้งด้านประสิทธิภาพของงาน และการบริหารจัดการต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งความก้าวหน้าของ AI ในวันนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายสายงาน ทั้งด้านการแพทย์ มีการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และอ่านค่าฟิล์มเอกซเรย์ MRI หรือ CT-Scan โดยอัลกอริทึม Machine Learningสามารถตรวจจับความผิดปกติในภาพได้ เช่น วินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะแรก

นอกจากนี้ AI ยังช่วยในการพยากรณ์โรคและช่วยวางแผนการรักษาส่วนบุคคล (Personalized Medicine) AI ถูกนำเข้าไปช่วยในการบริหารจัดการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ลดลงพยากรณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecasting) รวมถึงการตลาดอี-คอมเมิร์ซในการเจาะลึกถึงความต้องการจากนั้นนำเสนอสินค้าได้อย่างตรงใจผู้บริโภค

รวมถึงสายงานด้านการเงินและธนาคาร ที่มีการนำ RPA (Robotic Process Automation) มาใช้ในกระบวนการทำงานซ้ำๆ หรือตรวจจับพฤติกรรมฉ้อโกง (Fraud Detection) วิเคราะห์เครดิตของลูกค้า และให้คำแนะนำการลงทุนผ่านผู้ช่วยเสมือนและแชทบอต เป็นต้น ซึ่งจากความสามารถที่มากขึ้น และครอบคลุมหลากหลายด้านของ AI นำไปสู่ข้อกังวลจากคนในสังคมถึง AI กับการเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มขึ้นได้

“จากมุมมองแล้ววันนี้ AI ทำงานได้ดีและเก่งในบางเนื้องานเท่านั้น เช่น งานที่ทำแบบเดิมๆ และมีความต่อเนื่อง แต่สำหรับงานที่ใช้ความซับซ้อนที่มากขึ้นหรือไม่คุ้นเคย AI ยังต้องการการพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน AI ยังคงไม่เข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ อย่างไรก็ดีการปรับตัวด้วยการพัฒนาความรู้ใหม่ (Upskill) ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทักษะด้าน AI เพื่อให้แน่ใจได้ว่างานที่ทำอยู่นั้นจะไม่ถูกดิสรัป (Disrupt) ในอนาคต” ผศ.ดร.นันทิกา กล่าว

ทั้งนี้ จุดเด่นและแนวคิดของการปรับหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE : College of Engineering and Technology) เป็นการปรับเนื้อหารายวิชา เพื่อยกระดับความรู้ด้าน AI ของผู้เรียนไปสู่การใช้งานในระดับซูเปอร์ ยูสเซอร์ ที่นำ AI ไปเป็นเครื่องมือในการทำงานอย่างชาญฉลาดและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งการปรับหลักสูตรครั้งใหม่นี้เป็นการนำ AI เข้ามาเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ของทุกแกนวิชาหลัก

เช่น การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย หรือ Cyber Security ซึ่งผู้เรียนในหลักสูตรนี้จะมีทักษะในการใช้เครื่องมือ AI กับ Cyber Security อย่างถูกต้องเมื่อถูกโจมตีจากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อระบบการจัดการที่ดีในการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางธุรกิจ และข้อมูลการเงิน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) และการจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Mining) ครอบคลุมหัวข้อ

เช่น การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ รวมถึงการให้ความสำคัญกับจริยธรรมใน AI ซึ่งหลักสูตรเราได้มีการปรับและประยุกต์เนื้อหาให้สอดคล้องกับการพัฒนาบุคลากรด้าน AI เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเปิดรับสมัครสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในปีการศึกษา 2568

โดยกลุ่มเป้าหมายหลักสำหรับหลักสูตรนี้เป็นคนทำงานในองค์กรภาครัฐและเอกชน สำหรับผู้สนใจในทุกระดับ ไม่ว่าจะมีพื้นฐานด้านไอทีหรือไม่ กลุ่มผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านไอที (Non-IT) และกลุ่มที่มีพื้นฐานด้านไอทีโดยตรง สัดส่วนประมาณ 50:50 หลักสูตรนี้ออกแบบเพื่อผู้เรียนทุกคนได้รับประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ซึ่งกลุ่ม Non-IT จะได้เสริมทักษะใหม่ที่ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสายงานได้อย่างมั่นใจ ขณะที่กลุ่มไอทีจะได้ต่อยอดความรู้เพื่อเสริมศักยภาพและสร้างความก้าวหน้าในสายงานของตนเอง

ผศ.ดร.นันทิกา ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากหลักสูตรที่เข้มข้นแล้ว บรรยากาศของการเรียนรู้ที่ CITE จะเต็มไปด้วยความหลากหลายของมุมมองและประสบการณ์ของผู้เรียน พร้อมทั้งส่วนสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำโครงการแบบ Project Based ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจทฤษฎีผ่านการปฏิบัติจริงและต่อยอดความรู้จนเกิดเป็นผลงานที่สร้างสรรค์และใช้งานได้จริง

รวมทั้งการบรรยายพิเศษจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นตัวจริงด้าน AI และมีห้องสมุดที่พร้อมสำหรับการค้นคว้าวิจัย เพื่อให้มั่นใจในการนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างโอกาสในตำแหน่งงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับผู้เรียนจากทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ AI พร้อมปลูกฝังหลักจริยธรรมในเทคโนโลยี (Al Ethics) เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีความเชี่ยวชาญ แต่ยังเข้าใจถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

หลักสูตรนี้จึงเป็นมากกว่าการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นประตูสู่การพัฒนาตนเอง สร้างความก้าวหน้าในอาชีพตอบโจทย์อนาคตและสร้างความแตกต่างในสายอาชีพ ซึ่งผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cite.dpu.ac.th/

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘เครื่องจัดยาอัตโนมัติ’ ยกระดับบริการในโรงพยาบาลไทย

https://www.naewna.com/local/839148

‘เครื่องจัดยาอัตโนมัติ’ ยกระดับบริการในโรงพยาบาลไทย

‘เครื่องจัดยาอัตโนมัติ’ ยกระดับบริการในโรงพยาบาลไทย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้พัฒนา “เครื่องจัดยาแผงอัตโนมัติสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย” ที่ออกแบบมาเพื่อลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดยา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการคุ้มครองด้วยอนุสิทธิบัตรเลขที่ 22995 ผลงานชิ้นนี้เป็นการร่วมมือระหว่างอาจารย์จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. 2 ท่าน คือ ดร.ปราการเกียรติ ยังคง และ ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง

ปัญหาที่พบในโรงพยาบาลทั่วประเทศคือการรอรับยานานและข้อผิดพลาดในการจ่ายยา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น ช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือช่วงเช้าของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ซึ่ง ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า การจ่ายยาในช่วงที่ผู้ป่วยหนาแน่นทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้จึงช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้

นอกจากนี้ การจัดการบรรจุภัณฑ์ยาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขวดยา ยาเม็ด หรือบรรจุภัณฑ์ฟลอยด์ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดในกระบวนการจ่ายยา ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องจัดยาแผงอัตโนมัติขึ้น โดยได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำของไทย เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลศิริราช ซึ่ง ดร.ปราการเกียรติ กล่าวถึงเครื่องจัดยานี้ว่า ได้พัฒนาเครื่องให้สามารถจัดการยาหลากหลายบรรจุภัณฑ์ได้ เช่น จ่ายยาเฉพาะเม็ดที่ต้องการ แทนการจ่ายทั้งแผง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ยา

เครื่องจัดยานี้มีจุดเด่นที่ระบบควบคุมด้วยหุ่นยนต์ ใช้หัวดูดสุญญากาศที่หยิบจับยาได้อย่างแม่นยำ หุ่นยนต์สามารถปรับการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของยาในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ทำให้รองรับการจ่ายยาได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากหลายบริษัทและได้ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช รวมถึงโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เช่น เชียงรายและพิษณุโลก

เทคโนโลยีนี้ช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และลดความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดในการจ่ายยา ซึ่ง ผศ.ดร.สุภชัยกล่าวเสริมว่า ในอนาคตจะขยายการใช้งานเทคโนโลยีนี้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

สจล. ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)

https://www.naewna.com/local/839149

สจล. ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)

สจล. ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วม “พิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)” ในมหามงคลสมัย 200 ปี วชิรญาณภิกขุ ทรงพระผนวช และโอกาสครบรอบ 65 ปีพระจอมเกล้าลาดกระบัง เพื่อประดิษฐานที่หอพระ อาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ในวันพฤหัสบดีที่ 7 พ.ย. 2567 เริ่มตั้งแต่เวลา 07.09 น. ณ มณฑลพิธี อุทยานพระจอมเกล้าฯ สจล.

ซึ่งดำเนินพิธีโดยพระพรหมวชิรรังษี (จิรพล อธิจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ประธานฝ่ายบรรพชิต และมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) เป็นประธานพระครูพราหมณ์ ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุน และสั่งจององค์พระนิรันตราย (จำลอง) และเหรียญที่ระลึก (สามารถลดหย่อนภาษีได้) ทางเว็บไซต์ : https://donation.kmitl.ac.th/ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 093-5637740

‘พุทธธรรม’นำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ‘สื่อ เตือน สติ’ยกระดับสังคม-เยียวยาใจคน

https://www.naewna.com/local/839145

‘พุทธธรรม’นำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ‘สื่อ เตือน สติ’ยกระดับสังคม-เยียวยาใจคน

‘พุทธธรรม’นำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ‘สื่อ เตือน สติ’ยกระดับสังคม-เยียวยาใจคน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“คนไทย 85% โดยประมาณนับถือพุทธศาสนา แล้วเอาเข้าจริงๆ หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาที่เป็นแก่น ที่เป็นตัวพุทธธรรมเอง ว่ากันจริงๆ ชาวพุทธเองมีความรู้ความเข้าใจน้อยมาก แล้วก็ไปดูในแวดวงสื่อ จริงๆ ถามว่าสื่อด้านพุทธศาสนามีน้อยไหม? ไม่น้อยเลย มีมากด้วยซ้ำ เพียงแต่การจัดการความรู้ การรวบรวม การเข้าถึง ค่อนข้างที่จะไม่เป็นระบบ”

ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวในแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ”เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ถึงที่มาของการจัดโครงการนี้ซึ่งเดินทางมาถึงปีที่ 3 แล้ว โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีหน้าที่รณรงค์ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้

ซึ่งต้องบอกว่า หลักธรรมคำสอนในศาสนาพุทธ สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันโดยไม่จำเป็นต้องไปวัด ไม่ต้องแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวสำรวมกาย วาจา ใจ
ซึ่งนั่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง แต่เบื้องต้นขอให้มี “สติ” ให้รู้ว่าแต่ละวันมีเรื่องอะไรเข้ามาทำให้สุขหรือทุกข์ใจบ้าง เช่น ขับรถบนท้องถนน เห็นคนขับรถเร็วปาดหน้า ตั้งสติเพียงนิดแทนที่จะรีบด่าทอออกไป ลองคิดว่าเขาอาจจะมีธุระด่วนจำเป็นจริงๆ จะเห็นว่าการมีสติสามารถช่วยดูแลการใช้ชีวิตของเราได้

ขณะเดียวกัน เมื่อมองความเป็นไปของสื่อ ก็พบว่า “ยังมีสื่อที่ไม่ทำหน้าที่เป็นสื่อ” เช่น สร้างดราม่าอารมณ์ร่วม ใช้ถ้อยคำปลุกเร้าความเกลียดชัง (Hate Speech) มีการรังแกระราน (Bully) ไปจนถึงการระบาดของข่าวปลอม (Fake News) แทนที่จะทำให้จิตใจเบิกบานกลับหดหู่ เป็นที่มาของการใช้คำว่า “สื่อ เตือน สติ”ในงานของปีนี้ เพราะต้องยอมรับว่าสื่อที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงภัยทางออนไลน์มีอยู่มากและจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อก็ไม่เคยลดลง โดยหวังว่า การทำหน้าที่ของสื่อ นอกจากเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว อยากให้นำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ด้วย

“เราเชื่อว่าเป็นโอสถทิพย์ในยุค AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในยุคที่คนเติบโตมาในยุคที่รู้สึกว่าไม่รู้จะจับอะไร ไม่มีราก เราเห็นคนซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกข์ที่หาแก่นสารอะไรไม่เจอ ไม่รู้จะยึดกับอะไร วิ่งหาสิ่งที่ไปยึดบางทีมันก็ยิ่งวิ่งไปหามันก็ยิ่งหนี เดินก็ยิ่งไกล โบราณเขาบอกว่ายิ่งว่ายน้ำก็ยิ่งลึกแทนที่จะขึ้นฝั่ง อย่างนี้เป็นต้น จริงๆ ธรรมะช่วยได้หมด” ผจก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว

สำหรับการจัดงานโครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 สื่อ เตือน สติ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.นิทรรศการออนไลน์ สำหรับผู้ไม่สะดวกมาร่วมกิจกรรมในสถานที่จริง กับ 2.กิจกรรม ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่13-14 ธ.ค. 2567 เวลา 10.00-20.00 น.ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการแบบผสมผสาน ฟังการเสวนาธรรมแบบไม่น่าเบื่อคลินิกสุขาใจรับปรึกษาปัญหาด้วยกระบวนการเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ มีมุมมองจากคนทำสื่อด้านธรรมะที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การทำงานและการนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากนั้น ยังขอเชิญชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา อายุไม่เกิน25 ปี ทำคลิปวีดีโอหัวข้อ “หนูได้ธรรม” เนื้อหาว่าด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน ความยาวไม่เกิน 90 วินาทีส่งประกวดเพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 90,000 บาท ซึ่งเริ่มเปิดให้ส่งผลงานกันแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 โดยสามารถส่งได้จนถึงเวลา 16.00 น. ของวันที่20 พ.ย. 2567 และจะประกาศผลรางวัลในช่วงการจัดงาน ณ วัดอรุณฯ

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaimediafund.or.th หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและสอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”

งดงามตระการตา!!! เปิดม่านรอบสื่อ การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน’พระจักราวตาร’

https://www.naewna.com/local/839135

งดงามตระการตา!!! เปิดม่านรอบสื่อ การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน'พระจักราวตาร'

งดงามตระการตา!!! เปิดม่านรอบสื่อ การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน’พระจักราวตาร’

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 22.15 น.

งดงามตระการตา เปิดม่านรอบสื่อมวลชน การแสดงโขน สุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “พระจักราวตาร” ถ่ายทอดความวิจิตรงดงาม สานต่อศิลปะโขนมรดกของชาติ เฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” รอบสื่อมวลชน ขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีกำหนดจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน – วันที่ 8 ธันวาคม 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับปี 2567 นี้ นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เพื่อเฉลิมฉลอง 2 โอกาสมหามงคลของปวงชนชาวไทย ได้แก่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ คัดเลือกตอน “พระจักราวตาร” อันเป็นตอนที่แสดงกฤษฎาภินิหารของพระจักราหรือพระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถ กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยาเพื่อปราบฝ่ายอธรรม เปรียบประดุจพระราชวงศ์จักรีที่ผดุงความสุขความสงบให้กับพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

“พระจักราวตาร” จับตอนตั้งแต่พระอินทร์และเหล่าเทพนิกรพากันไปอัญเชิญพระนารายณ์ ขณะที่ประทับอยู่บนบัลลังก์อนันตนาคราชพร้อมพระลักษมีพระชายา ให้เสด็จลงมาปราบยุคเข็ญ พระนารายณ์จุติลงมาเป็นพระรามและพระลักษมีลงมาเป็นนางสีดา ปฐมเหตุแห่งการต่อสู้ปราบอธรรม คือทศกัณฐ์และพระญาติวงศ์ จากนั้นได้ดำเนินเรื่องเป็นลำดับตั้งแต่ ทศกัณฐ์สั่งให้มารีศแปลงกายเป็นกวางทองเข้าไปล่อลวงพระรามให้ตามกวาง แล้วลักพาตัวนางสีดาขึ้นราชรถเหาะไปยังกรุงลงกา เป็นเหตุให้เกิดสงครามระหว่าง กองทัพพระรามและทศกัณฐ์ เรื่องราวความสนุกจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “พระจักราวตาร”

นอกจากการแสดงที่วิจิตรงดงามที่แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จนมีฝีมือการร่ายรำอันงดงามถูกต้องตามจารีตแล้ว ผู้ชมจะได้รับฟังการบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงไทยอันไพเราะ รับชมความวิจิตรของเครื่องแต่งกายอันประณีต พบกับความพิเศษของสุดยอดฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของพระจักราวตาร ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่บนเวที นับเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ได้จัดการแสดงโขนเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงานคือ พระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่ อีกนานเท่านาน

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” จำหน่ายบัตร บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 180 บาท) ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 หรือ www.thaiticketmajor.com

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน’ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/839141

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน'ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ'ประจำปี 2567

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน’ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ประจำปี 2567

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.23 น.

สกสค. คุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่ ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 53 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของ ท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2567 ให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ว่า “ท่านทวี บุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกล ท่าน ๆมีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุ เพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่าง ๆร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. “ในนามตัวแทนคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มูลนิธิทวี บุณยเกตุ และผู้เข้าร่วมงานขอขอบพระคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ในวันนี้ ท่าน ทวี บุณยเกตุ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ มีความเข้าใจการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของครูเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการริเริ่มแนวคิดเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อให้ความคิดเห็นเป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายการศึกษาของชาติ 2.เพื่อช่วยฐานะครู

3.เพื่อให้ครูปกครองครู และทำหน้าที่แทน ก.พ. ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีสภาครูในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” ท่าน ทวี บุณยเกตุ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาอันเป็นสภาแห่งวิชาชีพครู และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้มีคุณูปการทางการศึกษาของชาติอย่างยิ่ง ปัจจุบันได้มีตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์แห่งสภาวิชาชีพครู ท่าน ทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จึงร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไปการจัดงานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ 2.เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ 3.เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้ นอกจากพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และสักการะรูปปั้นนายทวี บุณยเกตุ พิธีสงฆ์ และพิธีสงฆ์ ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะทำการมอบทุนให้กับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศมูลนิธิ จำนวน 6 ทุน ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท เป็นตัวแทนนักเรียนทุนจาก จ.กรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ พร้อมมอบเข็มที่ระลึก และกิจกรรมการเสวนาภาษาอังกฤษในหัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนาชาติ” นำเสนอประวัติ ผลงาน การศึกษาต่อต่างประเทศ และแนวคิดที่ทันสมัยจากหนังสือพ่อสอนลูกของท่านทวีที่ยังนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ และคณะในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506

มอบอุปกรณ์การศึกษา-ทุนแก่น้องๆโรงเรียนตชด.บ้านคลองน้อย

https://www.naewna.com/local/839103

มอบอุปกรณ์การศึกษา-ทุนแก่น้องๆโรงเรียนตชด.บ้านคลองน้อย

มอบอุปกรณ์การศึกษา-ทุนแก่น้องๆโรงเรียนตชด.บ้านคลองน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.46 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วยคณะนักศึกษาหลักสูตร TEPCOT รุ่นที่ 10 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และพล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตร ปธส.9-กะทิชาวเกาะ มอบอุปกรณ์การศึกษาและทุน แก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย                

เมื่อวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 คณะนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า โดย พล.อ.นักรบ บุญประคอง ประธานรุ่น พร้อมด้วยคณะนักศึกษาหลักสูตร TEPCOT รุ่นที่ 10 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตร ปธส.9 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบริษัท กะทิชาวเกาะ จำกัด (มหาชน) โดยนายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬาพร้อมทุนการศึกษา และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาสและมอบเครื่องปรับอากาศให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดน และร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ลดโลกร้อน ที่ค่าย ตชด.พระราม 6 ชะอำ จ.เพชรบุรี

ม.มหิดล คิดค้นนวัตกรรมชีวภาพ ‘แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก’เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/838905

ม.มหิดล คิดค้นนวัตกรรมชีวภาพ ‘แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก’เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ม.มหิดล คิดค้นนวัตกรรมชีวภาพ ‘แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก’เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เชื้อโรค” ไม่ว่าจะเป็น “เชื้อไวรัส” หรือ “เชื้อแบคทีเรีย” จะเป็น “สิ่งอันตรายที่สุด” หากเป็น “เชื้อที่ก่อโรค” หรือ “เชื้อฉวยโอกาส” (Opportunistic Pathogen) ที่ก่อให้เกิดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมนุษย์และสัตว์ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง

ในทางกลับกัน มีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในสิ่งแวดล้อมหลากหลายชนิด ที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะไปช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนจากการได้รับสารมลพิษในสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.เบญจภรณ์ ประภักดี อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สร้างสรรค์ “นวัตกรรมชีวภาพแบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก” เพื่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยมหิดล (งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) โดยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้วในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Journal of Environmental Technology andInnovation” เมื่อเร็วๆ นี้

จากการนำ “แบคทีเรียไมโครคอคคัส” (Micrococcus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ไม่ก่อโรคมาผสมผสานกับ “การปลูกพืชที่ไม่ได้นำมาเป็นอาหาร” อาทิ หญ้าแฝก และไม้ดอกไม้ประดับ เช่น บานชื่น และทานตะวัน เป็นต้น เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำบัดดินที่ปนเปื้อนโลหะหนักการฝังกลบขยะ

ซึ่งให้ผลที่ดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการช่วยลดการปนเปื้อนของโลหะหนักในดินจากการฝังกลบขยะ ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการได้รับโลหะหนักของชุมชน และการปลูกพืชยังช่วยให้เกิดความร่มรื่น และสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม ตลอดจนสามารถนำไปต่อยอดช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ จากการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “นวัตกรรมชีวภาพแบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก” เพื่อนำไปใช้ร่วมกับการปลูกพืชไม้ดอกที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

นวัตกรรมดังกล่าวสร้างขึ้นภายใต้หลักการทำเชื้อแบคทีเรียให้บริสุทธิ์ แล้วนำมาผสานกับวัสดุปลอดเชื้อ พร้อมทำให้แห้ง เพื่อเกิดเป็น “หัวเชื้อพร้อมใช้” เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บรักษาและใช้งาน กว่าการใช้ “เชื้อสด” ที่เก็บได้ไม่นานและต้องแช่เย็น

ตัวอย่างวัสดุที่สามารถนำมาใช้เตรียมเป็นหัวเชื้อพร้อมใช้ ได้แก่ “ถ่านชีวภาพ” ที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรผ่านความร้อนสูง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังทำการพัฒนาให้มีลักษณะเป็น “เม็ด” คล้ายอาหารปลา เพื่อให้นำไปใช้งานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

จากการศึกษาพบว่า แบคทีเรีย “ไมโครคอคคัส” (Micrococcus) สายพันธุ์นี้สามารถสร้างฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของพืช ในขณะที่แบคทีเรียที่มีประโยชน์อีกสายพันธุ์คือ “อาร์โทรแบคเตอร์” (Arthrobacter)ที่สร้าง “เมือก” ที่สามารถไปจับกับโลหะหนักและดึงโลหะหนักออกจากดิน และช่วยส่งเสริมให้พืชทำหน้าที่ “บำบัดสารปนเปื้อนตามธรรมชาติ” โดยรากพืชจะดูดเอาสารปนเปื้อนมาเก็บไว้เพื่อรอการกำจัดหลังการปรับปรุงดิน

โดยจะได้มีการสานต่อผ่านการเรียนการสอนและวิจัยของคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อการค้นพบ “แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก” ชนิดใหม่ๆ เพื่อขยายผลต่อไปในอนาคต

นับเป็นนวัตกรรมการใช้แบคทีเรียร่วมกับพืชเพื่อบำบัดสารปนเปื้อนในดิน ที่ในประเทศไทยยังคงมีไม่แพร่หลายเท่าที่ควร อีกทั้งเป็นวิธีการที่ปลอดภัย สามารถออกแบบให้มีการใช้งานได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้จุลินทรีย์ทั่วไปที่ไม่ทราบประสิทธิภาพและสายพันธุ์ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในคนและสัตว์ได้

‘อัยการสูงสุด’อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา

https://www.naewna.com/local/838901

'อัยการสูงสุด'อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา

‘อัยการสูงสุด’อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.11 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุด อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดยานนาวา เขตสาทรกรุงเทพมหานคร ในกาลกฐินพุทธศักราช 2567

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นประธานในพิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ สมาคมภริยาอัยการ บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมในพิธี

วัดยานนาวา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดคอกควาย” เนื่องจากมีชาวทวายมาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและจะนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน จึงเรียกชื่อหมู่บ้านบริเวณนั้นว่า “บ้านคอกควาย”

ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการยกฐานะวัดคอกควายขึ้นเป็นพระอารามหลวง เรียกชื่อใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิสังขรณ์และสร้างเรือสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดคอกกระบือเป็น “วัดยานนาวา” ปัจจุบันมี พระธรรมวชิรโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต) เป็นเจ้าอาวาส

ในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ข้าราชการฝ่ายอัยการ บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,318,220.50 บาท (สี่ล้านสามแสนหนึ่งหมื่นแปดพันสองร้อยยี่สิบบาทห้าสิบสตางค์) สำนักงานอัยการสูงสุด จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคปัจจัยทำบุญในครั้งนี้

– 006

ไม่เคยปิดกั้นโอกาส!!! ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย

https://www.naewna.com/local/838783

ไม่เคยปิดกั้นโอกาส!!! ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย

ไม่เคยปิดกั้นโอกาส!!! ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.22 น.

ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย ไม่เคยปิดกั้นโอกาสทางการศึกษา คาดยกร่างเสร็จสัปดาห์นี้แน่นอน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กทุกคนในประเทศไทย ว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งมั่นให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา ให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือบุตรหลานแรงงานข้ามชาติซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะด้าน

“กระทรวงศึกษาธิการยึดมั่นในหลักการให้การศึกษาที่เท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราต้องการเห็นเด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้อย่างเสมอภาคและเติบโตในสังคมอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างชาติในระบบการศึกษาหรือเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนในศูนย์การเรียนรู้” รมว.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ในการดำเนินงาน ศธ.ได้ออกนโยบายการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมเพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาทั้งด้านบุคลิกภาพ ความรู้ และทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้เด็กต่างชาติได้เข้าถึงการศึกษาโดยสะดวก ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติ หลังมีการกล่าวถึงกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่มีระบบจัดการในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดูแลเด็กให้เข้าถึงสิทธิด้านการศึกษายาวนานกว่าทศวรรษ และได้พยายามนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง ซึ่ง ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องการจัดการศึกษาให้เด็กต่างสัญชาติที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างเท่าเทียม ตามที่มาตรา 12 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง และอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

นอกจากนี้ ศธ.ก็ยังดำเนินการแก้ปัญหาเชิงระบบควบคู่กันไปด้วย ยกตัวอย่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลการศึกษาในพื้นที่ได้ออกประกาศขอให้เด็กต่างด้าวทุกสัญชาติในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ที่มีความต้องการเข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน สามารถแจ้งความประสงค์เพื่อประสานสถานศึกษารับนักเรียนเข้ารับการศึกษาต่อไป เช่น โรงเรียนตวงวิชช์พัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี ก็รับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนเป็นที่เรียบร้อย เห็นได้ชัดเจนถึงการตื่นตัวอย่างเร่งด่วนและรวดเร็วเพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่อง ให้การเรียนรู้และพัฒนาการเป็นไปตามช่วงวัย

นอกจากนี้ สภาการศึกษาก็ดำเนินการยกร่างปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ในการรองรับการจัดการศึกษาให้เด็กต่างชาติที่ไม่ใช่ศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 เพื่อจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยและบุตรหลานแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดกว้างการอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวแก่เด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม นับเป็นการให้โอกาสเด็กทุกคนได้เรียนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะดำเนินการยกร่างเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้