กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

https://www.naewna.com/local/837967

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.19 น.

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น นครเพิร์ท เครือรัฐออสเตรเลีย ได้จัดพิธีทอดกฐินสามัคคี และถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 70 รูป ในโอกาสสมโภช 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย โดยมีพระมหาสุธรรม สุรตโน ป.ธ.9, ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย(DIRI) ประธานภาคพื้นโอเชียเนีย ผู้อำนวยการสำนักพระปริยัติธรรม วัดพระธรรมกาย เดินทางมาเป็นประธานสงฆ์ และได้รับเกียรติจากคณะศรัทธาสาธุชนจากนานาชาติ 10 ประเทศ ร่วมงานกว่า 500 ท่าน ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เมียนมา กัมพูชา ศรี ลังกา เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินเดีย และไทย

การนี้ พระครูวิสุทธิกิตติวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย กล่าวถึงการมาทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา และให้ความรู้เรื่องการฝึกสมาธิแก่ชาวท้องถิ่นในออสเตรเลียตอนหนึ่งว่า “ความสุขภายในที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม และคุณค่าในตัวของพระภิกษุที่มาปักหลักพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ จะสร้างศรัทธาให้ชาวท้องถิ่นเห็นว่า เราเป็นส่วนสำคัญของชุมชนที่นี่ และจะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อพระพุทธศาสนาให้กับลูกหลานของเขาเองใน Generation ต่อไป”

“วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย เริ่มจาก พระครูวิสุทธิกิตติวิเทศ ท่านเจ้าวาสและญาติโยม รวมกลุ่มกันปฏิบัติธรรมและขยับขยายมาจนถึงสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน มีความตั้งใจว่า ให้เป็นสถานที่ในการเผยแผ่ธรรมะ สอนสมาธิ และฝึกฝนอบรมตนเองของญาติโยม รวมทั้งให้เป็นกัลยาณมิตร เพื่อเผยแผ่ความสุขภายใน สู่ใจชาวท้องถิ่นมาตั้งแต่เริ่มต้น และออกดอกออกผลมาในวาระ 20 ปี โดย 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้จัดคอร์สสมาธิสำหรับชาวท้องถิ่นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ได้เรียนรู้ ศึกษา และยอมรับด้วยตัวเองจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นแนวทางชัดเจนในการส่งต่อความรู้เรื่องสมาธิ และพุทธศาสนาไปสู่คนท้องถิ่น อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

‘เพิ่มพูน’กำชับ สช.ดูแลเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

https://www.naewna.com/local/837917

'เพิ่มพูน'กำชับ สช.ดูแลเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

‘เพิ่มพูน’กำชับ สช.ดูแลเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.59 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 5/2567 ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการวินิจฉัยการร้องทุกข์ และการคุ้มครองการทำงาน พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน มาตรา 86 ซึ่งกำหนดให้ สช.ต้องออกระเบียบดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกฏหมายที่กระทรวงเร่งรัด เนื่องจากเป็นกฏหมายที่ต้องออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ซึ่งยังไม่เสร็จจึงต้องไปขอ ครม.ขยาย จะออกได้ไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.นี้ ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็ได้เห็นชอบ เมื่อเสร็จแล้ว สช.จะนำเสนอให้ รมว.ศธ.ลงนามและประกาศใช้ต่อไป

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเพื่อทราบ 4 เรื่อง อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่ง สช.ได้นำนโยบายเรียนดีมีความสุข ของ รมว.ศธ.ไปดำเนินการ โดยทำเป็นจุดเน้นและทำเป็นโครงการ รวมถึงการลดภาระครู ภาระนักเรียน ในส่วนของการลดภาระครูที่สำคัญๆ โดย สช.จะมีการประเมินวิทยฐานะของครูเอกชนที่เทียบเท่าเพื่อจะให้ครูเอกชนไปขอ A : License หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูงได้ ส่วนการลดภาระนักเรียน ก็จะขับเคลื่อนเรื่องการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ตามนโยบาย รมว.ศธ.และเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ และได้มีการพัฒนาด้านวิชาการในหลายๆ เรื่องให้กับโรงเรียนเอกชน

เลขาธิการ กช.กล่าวด้วยว่า สช.ได้รายงานผลการประชุมกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา สช.ได้เชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กลุ่มตรวจสอบภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ตสน.ศธ.) และสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.สช.) มาร่วมหารือกันในประเด็นที่เป็นข่าวเกิดขึ้นเกี่ยวกับเงินอุดหนุนรั่วไหล

“ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กำชับในเรื่องของการดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ว่าให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และได้มีข้อสั่งการว่าไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในกระทรวงฯ ซึ่ง สช.ก็จะพยายามดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล และในอนาคตจะดูเรื่องการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง และวางมาตรการต่างๆ ให้โรงเรียนเอกชนสร้างความรับผิดชอบในส่วนของการตรวจสอบเงินอุดหนุนให้รับกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีก” เลขาธิการ กช.กล่าว

นายมณฑล กล่าวอีกว่า สช.ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงการดำเนินงานของ สช.ในการออกประกาศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง รายชื่อศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิส (ตาดีกา) ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2567 จำนวน 2,036 แห่ง ซึ่งศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิส (ตาดีกา) ดังกล่าวนี้ ได้รับโอนมาจากกระทรวงมหาดไทย ในปี 2548 และปี 2550 เมื่อรับโอนมาแล้ว สช.ได้มีการสำรวจและประกาศออกมาว่าเป็นศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิส (ตาดีกา) ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดความสบายใจในการไปช่วยเหลือสนับสนุน และฝ่ายความมั่นคงก็จะได้ทราบว่า ศูนย์ตาดีกามีกี่แห่ง โดยศูนย์ตาดีกาเหล่านี้ ก็จะต้องไปจัดทำรายละเอียดกิจการโรงเรียนเหมือนกับโรงเรียนนอกระบบ แล้วส่งข้อมูลมาเก็บไว้ที่ศูนย์ทะเบียนกลางของ สช.

เลขาธิการ กช.กล่าวว่า สช.ได้รายงานที่ประชุมถึงการควบคุมกิจการของโรงเรียนในระบบ จำนวน 1 โรงเรียน ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งการควบคุมเพื่อจะยกเลิกกิจการโรงเรียน

‘ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี’บัตรทอง สถิติปี2566-2567รับบริการแล้ว1.8 ล้านคน

https://www.naewna.com/local/837786

‘ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี’บัตรทอง  สถิติปี2566-2567รับบริการแล้ว1.8 ล้านคน

‘ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี’บัตรทอง สถิติปี2566-2567รับบริการแล้ว1.8 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปิดผลบริการ “ตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซี” ระบบบัตรทอง ปีงบประมาณ 2566-2567 ภาพรวม 2 ปีมีประชาชนรับบริการเกือบ 1.8 ล้านคน พบภาวะเสี่ยงร้อยละ 1.23 เข้าสู่บริการตรวจยืนยันและรับการรักษา พร้อมเสนอเร่งรัดการตรวจคัดกรองประชาชนที่เกิดก่อนปี 2535 ให้ครอบคลุม เพื่อเร่งกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปในปี 2573 ตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลก

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า มะเร็งตับเป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย โดยไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและสู่มะเร็งตับ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ผู้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมักไม่มีอาการใดๆเป็นเวลานาน และจะเริ่มมีอาการเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้วดังนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2573

โดยลดการติดเชื้อรายใหม่ร้อยละ 80 ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้รับการวินิจฉัยร้อยละ 90 และได้รับการรักษามากกว่าร้อยละ 80 รวมถึงอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคไวรัสตับอักเสบซี ลดลงร้อยละ 65 ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 สปสช. ได้กำหนดสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ในการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซีทั้งในกลุ่มเสี่ยงสูง

ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ (PLHIV), ผู้ต้องขัง (Prisoner), ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด (PWID), กลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และบุคลากรทางการแพทย์ (Healthcare worker) โดยรับบริการ 1 ครั้งต่อปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 ต่อมาในปีงบประมาณ 2566 ขยายการตรวจคัดกรองในประชาชนทั่วไปที่เกิดก่อนปี 2535 รับบริการได้ 1 ครั้งตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์การตรวจวินิจฉัยยืนยัน การประเมินภาวะความรุนแรงของตับภายหลังติดเชื้อ การรักษาด้วยยา และการตรวจติดตามหลังการรักษา

“ผลการดำเนินงาน ในปีงบประมาณ 2566-2567 (ณ 30 มิ.ย. 2567 ) มีประชาชนได้รับบริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี เป็น 1,798,046 คน (เป็นประชาชนทั่วไปที่เกิดก่อนปี 2535 จำนวน 1,721,417 คน) ในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ที่มีความเสี่ยงต้องเข้ารับการตรวจยืนยันผล 22,089 คนหรือร้อยละ 1.23 และเข้ารับการตรวจประเมินสภาพตับ รวมถึงเข้ารับบริการรักษาพยาบาลต่อไป” พญ.ลลิตยา กล่าว

พญ.ลลิตยา กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลที่ปรากฏได้ทำการวิเคราะห์ โดยปีงบประมาณ 2567 มีผู้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี 22,186-265,514 คนต่อเดือน รวมทั้งหมด 1,689,396 คน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 ที่มีผู้รับการตรวจคัดกรอง 4,490 – 7,493 คนต่อเดือน รวมทั้งหมด 34,264 คน โดยเดือนมีนาคม 2567 มีผู้รับการตรวจคัดกรองสูงสุด เป็น 330,973 คน อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับความครอบคลุมประชากรที่เกิดก่อนปี 2535 ถือว่ายังเป็นจำนวนที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่ร้อยละ 3.99 เท่านั้น

สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตรวจคัดกรองและไม่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง ส่วนการตรวจคัดกรองฯ กลุ่มเสี่ยง ปีงบประมาณ 2566 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รับการตรวจคัดกรอง 86,815 คนมีภาวะเสี่ยง 2,756 คน ผู้ต้องขัง 114,275 คน มีภาวะเสี่ยง 3,754 คน ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด 16,619 คน มีภาวะเสี่ยง 863 คน ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย 9,388 คน มีภาวะเสี่ยง 541 คน และบุคลากรทางการแพทย์ 362 คน มีภาวะเสี่ยง 8 คน

ส่วนปีงบประมาณ 2567 (30 มิ.ย. 2567) มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รับบริการตรวจคัดกรอง 69,810 คน มีภาวะเสี่ยง 1,778 คน ผู้ต้องขัง 124,894 คน มีภาวะเสี่ยง 2,567 คน ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด 10,634 คน มีภาวะเสี่ยง 1,486 คน ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย 17,377 คน มีภาวะเสี่ยง 524 คน และบุคลากรทางการแพทย์ 6,179 คน มีภาวะเสี่ยง 40 คน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมการเข้ารับบริการในกลุ่มเสี่ยงสูง

พบว่า กลุ่มผู้ต้องขังเป็นกลุ่มที่ได้รับบริการมากที่สุดรองลงมาเป็นผู้ติดเชื้อ เอชไอวี เอดส์, ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย และบุคลากรทางการแพทย์ตามลำดับ โดยปี 2567 ภาพรวมมีจำนวนการเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นจากปี 2566 อย่างชัดเจน ยกเว้นในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ดี เฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดที่มีจำนวนการคัดกรองลดลง แต่ผลตรวจเป็นบวกเพิ่มขึ้น

โดยข้อมูลการดำเนินงานบริการคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯนี้ ได้มีข้อเสนอแนะที่นำไปสู่การปรับปรุงการบันทึกผลการบริการของหน่วยบริการ การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคลเพื่อติดตามให้เข้าถึงการรักษา รวมถึงการกำหนดแผนการดำเนินงานเร่งรัดการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซีโดยเฉพาะประชาชนที่เกิดก่อนปี 2535 เพื่อให้ครอบคลุมตามเป้าหมายกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปในปี 2573 ตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลกต่อไป

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

‘Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ’ คว้ารางวัลจากงาน Thailand Influencer Awards 2024

https://www.naewna.com/local/837785

‘Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ’ คว้ารางวัลจากงาน Thailand Influencer Awards 2024

‘Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ’ คว้ารางวัลจากงาน Thailand Influencer Awards 2024

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

งาน “Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ” ของ สสส. คว้า อันดับ 3 รางวัลสาขา Best Social Impact Influencer Campaign จากงาน “Thailand Influencer Awards 2024” ชูต้นแบบพื้นที่สุขภาวะทางปัญญาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีประสบการณ์และมีส่วนร่วม

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า งาน Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ ที่ สสส. จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2566 ได้รับรางวัลสาขา “Best Social Impact Influencer Campaign” จากงาน Thailand Influencer Awards 2024 ในอันดับที่ 3 ผลงานยอดเยี่ยมจากผู้ท้าชิงในหมวดเดียวกันกว่า 100 ผลงาน ผ่านการรับรองด้านการจัดงานที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางความคิดได้ดี มีพลัง วัดผลได้ เป็นที่ยอมรับในสังคม

รวมถึงการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง สสส. ออกแบบงาน Soul Connect Fest ให้เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงนวัตกรรม เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านสุขภาวะทางปัญญา ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพในการเข้าใจตนเอง เชื่อมโยงกับผู้อื่น สังคม และธรรมชาติ สร้างให้เกิดสังคมที่เกื้อกูล โดยมีภาคีร่วมจัดงานกว่า 60 องค์กร ผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 คน และรับชมผ่านสื่อออนไลน์มากกว่า 6,000,0000 ครั้ง

ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ Soul Connect Fest ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้าน 1.Creativity มีความคิดสร้างสรรค์ และรูปแบบคอนเทนต์น่าสนใจ 2.Storytelling การเล่าเรื่องมีความสมบูรณ์ 3.Impact งานสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมากและมีคุณภาพ ซึ่งวัดผลจากยอดการเข้าถึง (Reach)ยอดการรับชม (View) และการมีส่วนร่วมในสื่อออนไลน์ (Engagement) 4.Personal Branding & Community Buildingมีศักยภาพในการเติบโตและเอาใจใส่เครือข่ายผู้ติดตาม และ 5.Social Conscience มีความรับผิดชอบต่อผู้ฟัง สังคม และสิ่งแวดล้อม

“สสส. มีเป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาอย่างต่อเนื่องโดย Soul Connect Fest จะเป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้สุขภาวะทางปัญญา และขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ระดับองค์กร ไปถึงระดับสังคม ทั้งนี้ในปี 2568 งานจะจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2568 ผู้สนใจเข้าร่วมสามารถติดตามข่าวสารได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Soul Connect Fest และเฟซบุ๊กแฟนเพจ จิตวิวัฒน์ – New Consciousness” นางญาณี กล่าว

นักศึกษา‘FIBO-มจธ.’ใช้‘AI’ เปลี่ยน‘CCTV’เป็นกล้องตรวจจับอุบัติเหตุ

https://www.naewna.com/local/837784

นักศึกษา‘FIBO-มจธ.’ใช้‘AI’ เปลี่ยน‘CCTV’เป็นกล้องตรวจจับอุบัติเหตุ

นักศึกษา‘FIBO-มจธ.’ใช้‘AI’ เปลี่ยน‘CCTV’เป็นกล้องตรวจจับอุบัติเหตุ

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เคยมองว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์ จึงเลือกมาเรียนสาย AI ซะเลย จะได้ไม่โดนแย่งงาน”

เป็นคำตอบง่ายๆ ของ ชัญญาภัคทรัพย์สวัสดิ์กุล นักศึกษาสาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ // สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งหลังจากนั้นก็เปลี่ยนจากการกลัว AI แย่งงาน มาเป็นการเลือกศึกษา AI เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ เป็นที่มาของ “CuddleCam: CCTV Security Project AI ตรวจจับอุบัติเหตุ การกระทำผิดกฎจราจร และแก้ปัญหารถติด” ที่ทำร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมสาขาอีก 3 คน คือ ณัชณศา เลิศมหากูล, บัซลาอ์ ศิริพัธนะ และ นันท์นภัส นันทพรนิรชา ในนามทีม “Teletubbies” สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Muang Thong Hackathon 2024 เมื่อกลางปี 2567 ที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น โปรเจกท์ดังกล่าว ยังได้รับการสนับสนุนเพื่อต่อยอดไปสู่การใช้จริงในเมืองทองธานีอีกด้วย ซึ่ง ชัญญาภัค เล่าว่า โจทย์ของทางเมืองทองฯ ในการประกวดครั้งนี้ คือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาทำให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองทองดีขึ้น ซึ่งก่อนที่จะสมัครร่วมโครงการ ตนกับเพื่อนๆ ก็ได้เข้าไปดูข้อมูลปัญหาและความต้องการของเมืองทองธานี ก็พบว่าการจราจรและอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่ต้องเจอเป็นประจำ

จากเอกสารสรุปโครงงานโดยย่อที่ส่งเข้าพิจารณารอบแรกจำนวน 75 ชิ้น จาก 30 มหาวิทยาลัย โครงงานของทีม Teletubbies เป็นหนึ่งใน 13 ชิ้น ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ที่ต้องเก็บข้อมูลมาประกอบการทำโปรเจกท์ให้มีความชัดเจนทั้งในด้านเทคโนโลยีและทางเศรษฐศาสตร์ซึ่ง บัซลาอ์ เล่าว่า มีการพาไปดูตามเส้นทางและแยกสำคัญต่างๆ และมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย รูปแบบของการทำผิดกฎจราจรหลักๆ เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การจอดซ้อนคัน รวมถึงตำแหน่งของกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งอยู่ในจุดสำคัญต่างๆ

รวมถึงได้มีโอกาสเข้าไปดูการทำงานในห้อง CCTV ที่ยังใช้คนในการติดตามและแจ้งสถานการณ์ของการจราจรในแต่ละจุดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพวกตนมั่นใจว่า AI จะช่วยลดภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ และทำให้การแจ้งอุบัติเหตุและวิเคราะห์สภาพการจราจรเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น อันหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตรงกับโจทย์ Smart City ที่กำหนดไว้

ขั้นตอนต่อมาก็คือ การทำ MVP (Minimum Viable Product) ที่เป็นชิ้นงานแบบย่อเพื่อใช้ประกอบการนำเสนอกับคณะกรรมการตัดสินรอบสุดท้าย ในขั้นนี้ นันท์นภัส กล่าวว่า เราไม่ได้นำเสนอไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่นำเสนอตัวต้นแบบ AI ที่สามารถวิเคราะห์การเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์กับรถยนต์จากภาพนิ่ง ตัวอย่างหน้าจอสำหรับการแจ้งผลการวิเคราะห์ให้กับผู้ใข้งาน ขณะที่ตัวเลขจากการทำ Business Canvas ของเรา ก็มีความคุ้มค่าสูง เพราะเป็นการลงทุนด้าน Software ขณะที่ระบบกล้อง CCTV ก็แทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่ม หรือแม้จะมีการลงทุนเปลี่ยนไปใช้กล้องตัวใหม่ทั้งหมดคำนวณแล้วก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี

ด้าน ณัชณศา กล่าวถึงสิ่งที่ทำต่อไปว่า นอกเหนือจากการทำให้ AI สามารถวิเคราะห์อุบัติเหตุบนถนน รวมถึงการวิเคราะห์การจอดทับเส้นทึบหรือจอดซ้อนคัน ด้วยจากภาพจากกล้อง CCTV แบบ real time ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องมีไฟล์ภาพหลายหมื่นไฟล์ให้ AI ได้วิเคราะห์และเรียนรู้ และรวมถึงการเพิ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับทางเจ้าของพื้นที่ ทั้งการประเมินรถติดการตรวจนับและจำแนกชนิดของรถที่มาใช้ถนนร่วมกัน ซึ่งนอกจากช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังใช้กับการวางแผนในระยะยาวได้อีกด้วย

ดร.รัตนชัย รมัยธิติมา อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO)ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาในโครงการต่อเนื่องที่ทำร่วมกับเมืองทอง กล่าวว่า นอกเหนือจาก FIBO จะทำให้กับนักศึกษาจริงจังกับการเก็บข้อมูลและศึกษาความต้องการของผู้ใช้ให้รอบด้านก่อนกำหนดเป้าหมายและวิธีการแล้ว การทำให้เขามีมุมมองที่ถูกต้องต่อการเข้ามาของ AI ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

“คิดว่าเป็นโปรเจกท์ที่มีองค์ประกอบของความสำเร็จครบถ้วน ส่วนหนึ่งอาจเพราะ AI มาแรงคนสนใจเยอะ การมองและหาไอเดียว่าจะใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร เป็นโจทย์สำคัญและท้าทายของคนยุคนี้ โดยเฉพาะคนทำงานด้านเทคโนโลยี ซึ่งสำหรับโปรเจกท์นี้ผมว่ามีศักยภาพในการต่อยอดไปได้อีกมาก เช่น การใช้กล้องตรวจวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ถนน การวิเคราะห์แยกที่มีจำนวนอุบัติเหตุมากผิดปกติ เป็นต้น” ดร.รัตนชัย กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ชมสด!!! พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837758

ชมสด!!! พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ชมสด!!! พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2567 เพจเฟซบุ๊ก “กรมประชาสัมพันธ์” ถ่ายทอดสดพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 14.30 น.เป็นต้นไป

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837749

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.05 น.

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

27 ตุลาคม 2567 ที่บริเวณสวนสันติชัยปราการ ประชาชนแต่งกายชุดสีเหลือง มารอเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามรสชวรมหาวิหาร โดยสามารถเดินทางไปชมได้ตลอด 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าวาสุกรี ผ่านสะพานพระราม 8 ไปจนถึงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นระยะทาง 4.2 กิโลเมตร ดังนี้

1.ธนาคารแห่งประเทศไทย

2.ใต้สะพานพระราม 8 – ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

3.Side-walk สวนสันติชัยปราการ – สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

4.ลาน 60 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5.ลานปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6.ท่าช้าง

7.สวนนาคราภิรมย์

8.ท่าเตียน

9.ท่าเรือวัดโพธิ์

10.ใต้สะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี)

11.สวนหลวงพระราม 8

12.ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า (ฝั่งธนบุรี)

13.สวนสุขภาพฯ โรงพยาบาลศิริราช

14.อุทยานสถานพิมุข

15.วัดระฆังดุสิตาราม (รร.สตรีวัดระฆัง)

16.อู่ทหารเรือธนบุรี

17.หอประชุมกองทัพเรือ/ลานทัศนาภิรมย์

18.วัดอรุณราชวราราม

ทั้งนี้ ทุกจุดมีจอ LED ให้ประชาชนได้รับชมอย่างชัดเจน และมีเสียงตามสายตลอดเส้นทางขบวนเสด็จฯ เพื่อให้ได้ยินเสียงเหเรือพระราชพิธี

ทุกจุด ได้มีประชาชนชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางมาจับจองที่นั่งและมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศร่วมเข้าชมความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างเนืองแน่นทุกจุด

นางวลัยลักษณ์ ชแล็ปปี้ กล่าวว่า ตนเป็นชาวเชียงใหม่ เดินทางมาพร้อมสามีชาวสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งใจมารับเสด็จและมาชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนเดินทางกลับสวิสฯในวันที่ 29 ต.ค.นี้ รู้สึกดีใจมากๆ ภาคภูมิใจ เราเป็นประชาชนคนไทยได้มีโอกาสมาชื่นชมพระบารมีก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

https://www.naewna.com/local/837740

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 11.42 น.

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

27 ตุลาคม 2567 เมื่อเวลา 09.09 น. ที่อู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลประจำเรือและเจ้าหน้าที่ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ในช่วงเช้ากองทัพเรือได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ในพื้นที่ต่างๆ  โดยในส่วนของพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ได้จัดขึ้นในพื้นที่อู่ทหารเรือธนบุรี  กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่จอดเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์

เมื่อพนักงานอ่านโองการ บวงสรวงแม่ย่านางเรือพระที่นั่งและเรือพระราชพิธีในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทั้ง 52 ลำจบ ประธานในพิธีได้มอบพวงมาลัยให้กับผู้ควบคุมเรือพระที่นั่ง และนายเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ และมอบพานพวงมาลัยนำไปบูชาแม่ย่านางเรือ ดังนี้

– ผู้แทนนายเรือ เรือรูปสัตว์ 10 ลำ จำนวน 1 พาน

–  ผู้แทนนายเรือ เรือดั้ง 22 ลำ จำนวน 1 พาน

–  ผู้แทนนายเรือ เรือแซง 7 ลำ และเรือตำรวจ 3 ลำ จำนวน 1 พาน

– ผู้แทนนายเรือ เรือแตงโม เรืออีเหลือง เรือทยานซล เรือเสือคำรนธุ์เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น จำนวน 1 พาน​

สำหรับพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ เป็นพิธีที่ชาวเรือมีความเชื่อกันมาแต่โบราณ ว่า เรือทุกลำ มีแม่ย่านางเรือสิงห์สถิตอยู่ คอยปกปักรักษา คุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวงที่จะเกิดแก่เรือ ก่อนออกเรือทุกครั้งหรือการนำเรือไปใช้งาน จึงมักกระทำพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ หรือบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญ กำลังใจ แก่กำลังพลประจำเรือ ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อเนื่องมา ตราบจนปัจจุบัน

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

https://www.naewna.com/local/837730

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 10.15 น.

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

อาจารย์อัครพงษ์ รัตนวราห ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับโล่รางวัลเกียรติยศผู้บริหารการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2567 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเกียรติดังนี้ นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดร.พรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชน ประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ สมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ประเทศไทย และเครือข่ายสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพผู้บริหารการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและวิชาชีพ ประจำปี 2567  “เรียนดีมีความสุขในห้องเรียน การทำงานด้วยอุดมการณ์ และจิตวิญญาณความเป็นบุคลากรทางการศึกษา ทั้งผู้บริหารโรงเรียนมีความสุข เพื่อความสุขของผู้เรียนรู้ต่อไป”

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

https://www.naewna.com/local/837706

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.07 น.

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568 เตรียมใช้ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วาระพิเศษ โดยมี ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) รวมถึงผู้บริหารสำนักต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของ สพฐ.เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศาสตราจารย์บัณฑิต กล่าวว่า วันนี้ กพฐ.ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาในวันนี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือเรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ.ได้มอบหมายคณะทำงาน สพฐ.ให้นำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

“ทั้งนี้ สำหรับการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทาง กพฐ.ได้พิจารณาว่าจะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่นี้ในปีการศึกษา 2568 ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยใช้ในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาตอนต้นก่อน และมีแผนขยายผลการใช้ให้ครอบคลุมระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมาย คณะทำงาน สพฐ.จัดทำแผนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมถึง การจัดเก็บบันทึกผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเสนอ กพฐ.ในการประชุมครั้งถัดไป” ประธาน กพฐ.กล่าว

ทั้งนี้ กพฐ.ได้มอบแนวทางและให้หลักการของหลักสูตรใหม่ คือ มุ่งพัฒนาสมรรถนะตามพัฒนาการของผู้เรียน 5 ช่วงวัย ดังนี้ ระดับปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัย , ประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี , ประถมศึกษาตอนปลาย มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี , มัธยมศึกษาตอนต้น ค้นพบความสนใจ ความชอบและความถนัด และ มัธยมศึกษาตอนปลาย เส้นทางสู่อาชีพ

รวมถึง การจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นตามบริบทหรือความต้องการของสถานศึกษา เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รายงานผลการเรียนด้วยระดับคุณภาพที่อธิบายความสามารถของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น AI, แหล่งเรียนรู้, สื่อทันสมัย เพื่อต่อยอดพัฒนาการของผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และประกอบอาชีพที่ใช่ในอนาคตต่อไป

– 006