กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล ‘Q-Info’ ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805234

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล 'Q-Info' ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล ‘Q-Info’ ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.01 น.

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา Q-Info นำร่อง 5 เขตพื้นที่การศึกษารับเปิดเทอม 2567 ช่วยคัดกรองเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ เติมความสุขในการทำงาน ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือดำเนินงาน โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มุ่งขยายผลการนำระบบสารสนเทศ Q-Info มาใช้ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เดินหน้าภารกิจ ‘Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน’ ลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็น ‘ศูนย์’ พร้อมร่วมกันพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อลดภาระงานครูตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. สนับสนุนให้ยกระดับการใช้งาน Q-Info ภายในสถานศึกษาต้นแบบ 2,000 โรงเรียน สู่การใช้ระบบในระดับพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 5 พื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3, สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2, สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต และ สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาระนอง เพื่อประโยชน์ในการบริหารและจัดการศึกษา เพิ่มเวลาให้ครูได้พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอน ส่งเสริมผู้เรียนให้เรียนรู้เต็มศักยภาพ  

ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือ ‘Q-Info: Quality learning Information System’ เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ที่ กสศ. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนเรศวร พัฒนาขึ้น ด้วยตระหนักว่า ‘ข้อมูล’ เป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ระบบสารสนเทศ Q-Info ที่เป็นฐานข้อมูลของโรงเรียนและมีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลของนักเรียนเป็นรายบุคคล จึงเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนมีเครื่องมือในการบริหารจัดการโรงเรียน สามารถกำหนดเป้าหมายการพัฒนาโรงเรียนได้ในทุกมิติ และวางแผนการจัดการเรียนรู้และสร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ตรงตามบริบท 

หลังจากที่ กสศ. ทดลองใช้ระบบ Q-Info กับโรงเรียนในหลายสังกัดมาตั้งแต่ปี 2561 เริ่มจากโรงเรียนสังกัดเทศบาลนคร ก่อนขยายสู่กลุ่มโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร อาทิ โรงเรียนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หรือโรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น พบว่า การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบ Q-Info ได้เข้ามาช่วยในการลดภาระงานครู และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่ครูและโรงเรียนสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ตามความถนัดและตามความสนใจ ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างทันท่วงที ด้วยลักษณะการใช้งาน (Funtion) ที่เป็นจุดเด่นของ Q-Info ดังนี้

 1. จัดการข้อมูลและงานวิชาการ อาทิ เปลี่ยนแปลงแก้ไขปฏิทินโรงเรียน บันทึกรายชื่อครูประจำชั้น จำนวนนักเรียน ตารางเรียน วิชาเรียน การจัดห้องเรียนและแผนการเรียน การย้ายเข้า-ออกหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะของนักเรียน

2. การจัดทำข้อมูลนักเรียนรายคน ตั้งแต่การเลื่อนชั้น การลงทะเบียนวิชาเรียน ตารางกิจกรรม จัดทำผลการเรียน การจัดทำเอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.)

3. จัดทำรายงานสำหรับโรงเรียน เช่น สถิติการมาเรียน ระดับความเปลี่ยนแปลงของภาวะโภชนาการ ข้อมูลความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ (Early warning) รายงาน School SAR และ school dashboard

4. ระบบการแจ้งเตือนเป็น dashboard สำหรับการติดตามข้อมูลโดยผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้ปกครอง

ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ครั้งที่ 4/2566 (7 เมษายน 2566) กสศ.ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของระบบ Q-Info ที่มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ใช้งานอยู่ราว 2,000 กว่าแห่ง ซึ่งที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า Q-Info เป็นระบบที่ช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการโรงเรียนได้ในหลายมิติ และเห็นควรให้มีการขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการลงนามความร่วมมือ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมเตรียมขยายผลการใช้งานระบบสารสนเทศ Q-Info นำร่องใน 5 เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะมีโรงเรียนมากกว่า 500 แห่งที่ได้ประโยชน์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับจากโรงเรียนสู่เขตพื้นที่ ก่อนจะมองถึงเป้าหมายต่อไปคือการใช้งาน Q-Info ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายจัดสรรงบประมาณปี 2567 ราว 200 ล้านบาท และในปี 2568 อีก 2 หมื่น 2 พันล้านบาท เพื่อลงทุนเรื่องระบบสนับสนุนการบริหารจัดการในสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

“กระทรวงศึกษาธิการเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นระบบดิจิทัล ตัวอย่างหนึ่งคือภาระการจัดเก็บ ปพ.3 (รายงานผู้สำเร็จการศึกษาชั้น ม.3 และ ม.6) ของนักเรียนราวหนึ่งล้านกว่าคนในแต่ละปี ที่จะส่งผ่านจากโรงเรียนมาที่สำนักงานเขตพื้นที่ ฯ และจัดเก็บขั้นตอนสุดท้ายที่ สพฐ. จนเมื่อเวลาผ่านไปข้อมูลที่เป็นกระดาษได้ทวีจำนวนขึ้น แล้วทุกปีที่มีบัณฑิตใหม่จบปริญญาตรี ก็จะมีการตรวจสอบวุฒิจากคลังข้อมูลที่เก็บเอาไว้ ภาระนี้เป็นความยุ่งยากที่การจัดเก็บข้อมูลออนไลน์จะช่วยได้ โดย สพฐ. จะเป็นผู้ดูแลจัดการข้อมูลให้ง่ายต่อการค้นหาผ่านเลข 13 หลัก ส่วนเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียน ไม่ว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล การตรวจสอบข้อมูลน้ำหนักส่วนสูงเพื่อดูภาวะโภชนาการ เหล่านี้เคยเป็นภาระที่ครูจะต้องกรอกตัวเลขด้วยปากกากระดาษทีละช่อง วันนี้เรามีระบบที่จะมาช่วยให้ทำได้รวดเร็ว สะดวกต่อการเรียกใช้ และจัดเก็บข้อมูลได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

ดร.พัฒนะ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ สพฐ. เป็นหน่วยงานหลัก ในการบริหารจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ โดยรวบรวมข้อมูลสถานศึกษาทุกสังกัดภายใต้กระทรวงศึกษา ฯ ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษา ครู รวมถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะสามารถใช้งานโดยเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างกันได้ ผ่านเครือข่าย Cloud Server ขนาดใหญ่ หมายถึงต่อจากนี้เราจะมี Market Place ด้านการจัดการเรียนรู้ หรือ ‘ตลาดใบงาน’ ที่ออกแบบโดยครูแต่ละคน มีการจัดการศึกษาที่หลากหลาย เหมาะสมกับรายวิชา บริบทพื้นที่ หรือกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งทาง สพฐ. จะเป็นผู้ตรวจสอบคัดกรองข้อมูล และนี่คือแผนงานที่กำลังจะเกิดขึ้น และสอดคล้องประสานกันระหว่างงานของ สพฐ. และสิ่งที่ กสศ. วางแนวทางล่วงหน้าเอาไว้

“วันนี้เรามีข้อมูลเป็นเครื่องมือติดตามดูแลนักเรียนทุกคนได้ตลอดเวลาผ่านระบบออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงหลุดจากระบบกลางคัน เป็นโอกาสที่เราจะตามเด็กกลับมา ทั้งยังมีเรื่องการผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 และมาตรา 15 ที่เปิดโอกาสให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทำได้ไม่เฉพาะแค่ในสถานศึกษา และให้โรงเรียนจัดการศึกษาได้ 3 รูปแบบ คือในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรองรับความจำเป็นและวิถีชีวิตของเด็กทุกคนทุกกลุ่ม เรามีนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างโรงเรียนมือถือ มีระบบศูนย์การเรียนสำหรับรองรับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาทุกรูปแบบ มีการทลายกรอบการจัดการศึกษาที่เคยกักขังเด็กไว้แค่ในห้องเรียน ด้วยเทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่จะมาช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และต่อจากนี้เด็กเยาวชนของเราจะมีโอกาสมากขึ้น ในการจบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้รับวุฒิ และมีทางไปต่อบนเส้นทางการศึกษาและการประกอบอาชีพได้ตามบริบทชีวิต”  

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า Q-Info เป็นงานวิจัยที่มีโจทย์คือต้องการนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งหลายประเทศทำมานานแล้ว ขณะที่การจัดการข้อมูลการศึกษาของประเทศไทย ยังติดอุปสรรคเรื่องต้นทุนเวลา ด้วยข้อมูลที่บันทึกลงกระดาษจึงยากต่อการค้นหาและบริหารจัดการ รวมถึงยังมีความเสี่ยงในการเก็บรักษาข้อมูล ทั้งนี้เมื่อ Q-Info เริ่มนำมาใช้งานในโรงเรียนจากจุดเริ่มต้นจำนวนหลักร้อย ปัจจุบันได้ขยายการใช้งานไปในโรงเรียนจนแตะหลักพัน ซึ่งหลังจาก กสศ. ได้นำเสนอบทเรียนการใช้งานต่อ กพฐ. จึงมีนโยบายที่จะขยับการใช้งานไปอีกขั้น คือทดลองใช้งานในระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อมองถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้งานในระดับชาติต่อไป

“การสำรวจข้อมูลเพื่อทำงานวิจัยพบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่นั้นมีทรัพยากรที่เพียงพอในการจัดหาระบบจัดบริหารจัดการข้อมูลในโรงเรียนจากภาคเอกชนมาใช้ได้ หากในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กกลับยังขาดแคลน Q-Info จึงเป็นนวัตกรรมที่ กสศ. ต้องการพัฒนาและส่งมอบให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม นอกจากนี้ Q-Info ยังทำงานเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ ของ สพฐ. คือ DMC, OBEC Care รวมถึงระบบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ระบบ Q-Info จึงสามารถเป็นแกนกลางของทุกระบบ ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะใช้ติดตามเด็กและโรงเรียนได้ทั้งหมด ว่าต้องการการสนับสนุนในเชิงนโยบายหรือเชิงงบประมาณอย่างไร”

ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า Q-info จะเป็นเครื่องมือสำคัญของนโยบาย ‘Thailand Zero Dropout’ ซึ่งจะช่วยเฝ้าระวังไม่ให้มีเด็กหลุดไปจากระบบ ทั้งตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ‘เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา’ (Anywhere Anytime) โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จนถึงการนำเทคโนโลยีและงานวิจัยมาช่วยลดภาระครู ทั้งนี้ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาไทยที่ยั่งยืน พร้อมกับวาระของการเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ 2567 กสศ. และ สพฐ. จึงมีความตั้งใจลงนามความร่วมมือเพื่อประกาศความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งคาดหวังว่าการทดลองใช้งาน Q-Info ใน 5 เขตพื้นที่การศึกษาต้นแบบเต็มพื้นที่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลไปยังการใช้งานเต็มพื้นที่ประเทศไทยต่อไป             

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. และทีมมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้พัฒนา Q-Info โดยคำนึงถึงการลดภาระงานครูเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งสอดรับกับนโยบายลดภาระงานครูของกระทรวงศึกษาธิการ โดย Q-Info จะช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการบันทึกเอกสารและจัดทำใบ ปพ. ต่าง ๆ เช่นคะแนนสอบ ผลประเมินการทำกิจกรรม ข้อมูลการเยี่ยมบ้าน แล้วรายละเอียดที่กรอกผ่านระบบจะสะสมเป็นฐานข้อมูลนักเรียนดิจิทัล สะดวกต่อการค้นหา ใช้งาน และการประมวลผล รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการตั้งต้นทำแผนการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการวางนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียน

“Q-Info จะช่วยครูในเรื่องความซ้ำซ้อนของการกรอกข้อมูล การจัดทำเอกสารตามจำนวนผู้เรียน การมีพื้นที่เก็บข้อมูลกระดาษซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นทุกเทอมการศึกษา หรือโดยเฉพาะการจัดการและค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ที่ต้องสะดวกรวดเร็ว และแน่ใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยผลสะท้อนหลังใช้งานมาแล้วในโรงเรียนมากกว่า 2,000 แห่ง พบว่าผู้บริหารและครูส่วนใหญ่ยอมรับถึงความสะดวกในการใช้งาน ด้วยคู่มือ การอบรม คลินิกแนะนำที่ให้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง   

“เสียงส่วนหนึ่งจากครูผู้ใช้งานบอกว่า Q-Info คือเครื่องมือสำคัญของการเปลี่ยนผ่านการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมมาเป็นดิจิทัล ในด่านแรกครูหลายคนอาจมองว่าเป็นภาระ แต่เมื่อผ่านจุดที่ยากที่สุดคือการย้ายข้อมูลจากกระดาษเข้าระบบไปแล้ว หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูต้องจัดการตลอดทั้งเทอมหรือทั้งปี จะรวมไว้อยู่บนหน้าจอพร้อมเรียกใช้งานได้ทันที”

ดร.อุดม กล่าวถึงความท้าทายของการนำร่องใช้งาน Q-Info ใน 5 เขตพื้นที่การศึกษา ว่าที่ผ่านมาการใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีเป้าหมายคือการใช้งานในโรงเรียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามทีมวิจัยพัฒนามองว่าถ้ามี Dashboard ที่สรุปข้อมูลระดับเขตพื้นที่การศึกษาได้บนหน้าจอเดียว ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาหรือศึกษานิเทศก์จะสามารถกำกับติดตามโรงเรียนในความดูแลได้อย่างใกล้ชิด แล้วข้อมูลที่ทางโรงเรียนเก็บบันทึกไว้ ก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ในขั้นตอนการกำหนดนโยบายที่ครอบคลุมระดับพื้นที่ โดยในอนาคตเมื่อมีเขตพื้นที่การศึกษาใช้งาน Q-Info แบบเต็มพื้นที่เพิ่มขึ้น สพฐ. ก็จะสามารถติดตามและบริหารจัดการข้อมูลของเขตพื้นที่การศึกษาจำนวนมากได้เช่นกัน ซึ่งนี่เป็นแนวทางการทำงานของ กสศ. ที่ตั้งใจทดลองการทำงานจากพื้นที่เล็ก ๆ จนเห็นผล ก่อนขยายไปสู่ขอบเขตการทำงานที่ใหญ่ขึ้น        

 #กสศ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #Q-info 

-(016)

‘พิชิต’แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805230

'พิชิต'แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง

‘พิชิต’แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.39 น.

‘พิชิต’ แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนม์พรรษา 6 รอบ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวร่วมกับคณะสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2567 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องใน โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในหัวข้อ ” พุทธวิธีสู่การสร้างความไว้วางใจ และความสามัคคี” ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ และอำเภอพุทธมณฑลจังหวัดนครปฐม

นายพิชิต กล่าวว่ารัฐบาลร่วมกับภาคีเครือข่าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรมสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา เป็นเจ้าภาพจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค ซึ่งคาดว่าจะมีเข้าร่วมประชุม จาก 72 ประเทศกว่า 3,500 คน ซึ่งในวันที่ 19 พ.ค. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะเสด็จเป็นประธานในพิธี จากนั้น จะมีผู้บริหารคณาจารย์เจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย รวมทั้งพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมงาน โดยจะเป็นการ ประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยตน จะเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมทั้งเปิดกรวยถวายสักการะเพื่อพระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงกล่าวคำถวายราชสดุดี ซึ่งในช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค. จะมีการจัดประชุมสัมมนาวิชาการ 3 หัวข้อ คือ 1. การประยุกต์ใช้การเจริญสติเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 2. ยุทธวิธีสู่ความไว้วางใจและความร่วมมือระดับโลก และ3. พุทธศึกษาเพื่อความสามัคคีของสังคม

ซึ่งในวันที่ 20 พ.ค. จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พุทธวิถีสู่การสร้างความไว้ใจวางใจและความสามัคคี” จากนั้นจะมีการอ่านสารและสุนทรพจน์จากผู้นำการเมืองและผู้นำชาวพุทธ

ในวโรกาสที่เป็นมหามงคลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เป็น ประธานการเปิดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก วันสำคัญสากลพร้อมกันนี้พล.อ.สุรยุทธ จะกล่าวพิธีเปิดเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ พร้อมทั้งถวายของที่ระลึกและเครื่องไทยธรรมแก่ประมุขสงฆ์

‘สพฐ.’กำชับโรงเรียนเปิดเทอมใหม่’ลดการบ้าน-ลดประเมิน’สร้างความสุขนักเรียน-ครู

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805204

'สพฐ.'กำชับโรงเรียนเปิดเทอมใหม่'ลดการบ้าน-ลดประเมิน'สร้างความสุขนักเรียน-ครู

‘สพฐ.’กำชับโรงเรียนเปิดเทอมใหม่’ลดการบ้าน-ลดประเมิน’สร้างความสุขนักเรียน-ครู

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.54 น.

ครู-นักเรียนเฮ! เปิดเทอมใหม่’สพฐ.’กำชับโรงเรียน’ลดการบ้าน-ลดประเมิน’ สร้างความสุขนักเรียน-ครู 

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 แล้ว ซึ่ง สพฐ. ได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง, ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยดูแลให้สถานศึกษาดำเนินการตามประกาศหลักการและแนวปฏิบัติในการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้ และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ขณะเดียวกันให้เขตพื้นที่ฯซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้วัดระหว่างทาง และ ตัวชี้วัดปลายทาง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) และแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตัวชี้วัดระหว่างทาง ตัวชี้วัดปลายทาง และเกณฑ์การตัดสินผลการเรียน 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า หลักการ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” มุ่งเน้นให้ครูลดปริมาณการบ้านที่ต้องทำนอกเวลาในชั้นเรียน ให้เน้นการมอบหมายการบ้านเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ให้มีการบูรณาการการบ้าน ซึ่งการบ้านชิ้นงานเดียวอาจตอบโจทย์การเรียนรู้ข้ามรายวิชา และส่งเสริมให้นักเรียนได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของตนเองมากขึ้น

ทั้งนี้ หัวใจของการให้การบ้าน คือ การให้เด็กๆ ได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ได้ฝึกฝนทำซ้ำจนเกิดทักษะ ซึ่งเด็กแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนไม่เท่ากัน หรือ สำหรับเด็กโต การบ้านที่ให้ได้ค้นคว้าอย่างอิสระ จะยิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบในตนเอง ดังนั้น จึงขอเน้นย้ำกับคุณครูว่า การให้โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย ไม่ใช้เวลามากเกินไป แล้วมีการตรวจการบ้าน อธิบาย ให้ feedback จุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงประเด็น จึงจะเป็นการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากการลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพของการบ้าน เช่น ทำการบ้านหนึ่งชิ้นงานส่งคุณครูเพื่อวัดผลการเรียนรู้ได้หลายวิชา จะสร้างความสุขให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูเองด้วย

“เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้และลดภาระครู และนักเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ สพฐ.ได้ดำเนินการคัดสรรตัวชี้วัดระหว่างทาง และตัวชี้วัดปลายทาง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ซึ่งจากจำนวนตัวชี้วัดทั้งสิ้น 2,056 ตัวชี้วัด สามารถจำแนกเป็นตัวชี้วัดระหว่างทาง จำนวน 1,285 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดปลายทางจำนวน  771 ตัวชี้วัด โดยการคัดสรรตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ นักเรียนยังคงได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด อย่างครบถ้วนผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล ดังนี้ การประเมินผลการเรียนรู้กับตัวชี้วัดระหว่างทาง ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเน้นการประเมินระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสอบปากเปล่า การพูดคุย การใช้คำถาม การเขียนสะท้อนการเรียนรู้ การประเมินตนเองและเพื่อน เป็นต้น สำหรับการประเมินผลการเรียนรู้กับตัวชี้วัดปลายทาง เน้นการประเมินผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลาย หรือการวัดและประเมินผลแบบเป็นทางการ เช่น การประเมินด้วยการปฏิบัติ แฟ้มสะสมผลงาน แบบทดสอบ และชิ้นงาน เป็นต้น” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805198

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.15 น.

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

17 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2567 ตนได้ลงนามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด  ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ทั้งนี้   ที่ตนเซ็นผ่อนผันเรื่องเครื่องแบบนักเรียนเนื่องจากเปิดภาคเรียนแล้ว จึงต้องการรับฟังเพราะทราบว่าเด็กบางคนไม่มีความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ในการศึกษาได้สำหรับคนที่ขัดสน ดังนั้น จึงมีหนังสือแจ้งไปเป็นแนวทางไป เพื่อความสบายใจของผู้บริหารสถานศึกษา ว่าหากเด็กมีความจำเป็นและเพื่อเป็นการประหยัดและเหมาะสมกับสถานศึกษานั้น ก็อาจจะมีการผ่อนผันหรือยกเว้นทั้งเรื่องเครื่องแบบนักเรียน มีรองเท้าอะไรก็ใส่ไปได้ หรือรองเท้าแตะก็อาจใส่ไปเรียนได้ตามสภาพ

นอกจากนี้ให้สำรวจข้อมูลเด็กแล้วรายงานการดำเนินการมาให้ผมทราบด้วยเพื่อเราจะได้มีข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ในการทำงานที่อาจจะใช้ในส่วนราชกาน การทำคำของบประมาณ หรือให้กับภาคเอกชนที่จะช่วยเข้ามาขับเคลื่อนพี่ให้น้องซึ่งก็เป็นมิติที่รับมาจากพรรคภูมิใจไทยด้วยส่วนหนึ่งในการดำเนินการ เพราะพรรคเรามีส.ส.ในพื้นที่ก็รับทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนมาแจ้งในพรรครับทราบส่วนหนึ่ง จึงเป็นที่มาการแจ้งการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ในครั้งนี้

สำหรับบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด  ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ระบุว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายการศึกษา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 “เรียนดี มีความสุข” ที่มุ่งเน้นการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง สู่การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ให้ทุกหน่วยนำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนและปฏิบัติราชการ นั้น

เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง จึงให้ทุกหน่วยแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัด พิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบและรองเท้าของนักเรียน เป็นชุดหรือรองเท้าอื่น โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม แล้วรายงานผลการดำเนินการ พร้อมข้อมูลนักเรียนที่ได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบ (ผ่านสำนักงานรัฐมนตรี)

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805187

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.06 น.

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

17 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายให้แก่คณะอนุกรรมการ ในคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านการประชุมระบบออนไลน์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคืออยากเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของกิจการลูกเสือไทย วันนี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เด็กไม่ค่อยอยากเรียนลูกเสือ เราก็ต้องปรับรูปแบบใหม่ให้มีความดึงดูดและน่าสนใจ ซึ่งจริง ๆ แล้ว วิชาลูกเสือนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่ดีจริงคงไม่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปทั่วโลกได้จนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นในส่วนของเนื้อหาเราอาจจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เช่น การดูแลการจราจรแก้ปัญหารถติด การรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ การเข้าช่วยเหลือเบื้องต้น การวางแผนการเดินทางในทุกมิติ อย่างเรื่องเข็มทิศเราก็ยังคงต้องสอนอยู่แต่อาจจะเป็นระบบเข็มทิศดิจิทัล เนื่องจากบางที่อาจจะไม่มีสัญญาณในการใช้ Google map เป็นต้น

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า วันนี้จุดร่วมของเราก็มีคำปฏิญาณตนของลูกเสืออยู่แล้วที่เราจะร่วมเดินไปด้วยกันก็ จะเหลือแค่กระบวนการหรือวิธีการในการเรียนการสอนที่ต้องปรับเปลี่ยนเท่านั้นเอง ถ้าเราสามารถหาจุดร่วมที่เหมาะสมได้ ค่อย ๆ ซึมซับให้เด็กคล้อยตาม ปลูกฝังการรักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เด็กมีจิตวิญญาณในการช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อจากหัวใจ จากความรู้สึกที่เด็กเขาอยากทำเอง

สำหรับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เน้นการสร้างความสุข ซึ่งเมื่อเกิดความรักในสิ่งที่อยากจะทำ เด็กก็จะทำด้วยความสุขเช่นกัน รวมทั้งฝากเรื่อง “สุขาดี มีความสุข” ซึ่งการเข้าค่าย ห้องน้ำต่าง ๆ อาจจะไม่ถึงกับขั้นสวยงามโอ่โถง แต่ต้องสะอาด ให้เด็กดำเนินชีวิตได้อย่างถูกสุขลักษณะ การเรียนรู้ความลำบากนั้น เราฝึกเขาได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ต้องให้เขาไปลำบากในทุกเรื่อง ขอให้เป็นไปในหลักของทางสายกลาง สิ่งสำคัญคือ อยากให้องค์ความรู้ทางการลูกเสือซึมซับอยู่ในผู้คนทุก Generation ตามบทบาทของตนเอง เช่น บางคนอยู่ Gen-B ก็ต้องถอยออกมาเป็นพี่เลี้ยงให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออกในการทำงานอยาก ร่วมกันสร้างบุคลากรทางการลูกเสือ Generation ใหม่

“ขอย้ำไว้ว่าการลูกเสือจะต้องไม่ตาย จะต้องอยู่ยืนยงตลอดไป ขณะที่แนวทางเรียนดีมีความสุขก็ต้องมีความสุขในการทำงานเช่นกัน พยายามมอบหมายกระจายงานให้ทั่วถึงกัน เพื่อลดภาระ ไม่แบกงานไว้คนเดียว ทำงานอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด สอนให้ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และสิ่งที่ลูกเสือต้องทำมากกว่าคนทั่วไปคือ ช่วยในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ซึ่งเป็นมิติที่กว้างและใหญ่กว่า ด้วยแนวทางทำดี ทำได้ ทำทันที จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาจับมือกันและพัฒนาการลูกเสือไทยให้ยิ่งใหญ่ต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

สพฐ. เปิดเทอมใหม่คืนครูสู่ห้องเรียน ลดภาระครูต่อเนื่อง 3 ด้าน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805140

สพฐ. เปิดเทอมใหม่คืนครูสู่ห้องเรียน ลดภาระครูต่อเนื่อง 3 ด้าน

สพฐ. เปิดเทอมใหม่คืนครูสู่ห้องเรียน ลดภาระครูต่อเนื่อง 3 ด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.29 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 นี้ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยการลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ตามแนวทาง 6ล ซึ่งมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ สามารถลดภาระครูได้ถึง 3 ด้าน จากผลการดำเนินงานของ สพฐ. ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าแนวทางการลดภาระครูของ สพฐ.สามารถทำได้จริงแบบ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” 

สำหรับการลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ตามแนวทาง 6ล ประกอบด้วย 1.ลด/เลิกโครงการ/กิจกรรม/ตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อนและมีผลลัพธ์เดียวกัน 2.ลดปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บ/ประเด็นที่ประเมิน 3.ลด/เลิกการเก็บข้อมูลซ้ำจากเขตพื้นที่/สถานศึกษา 4.ลด/เลิกการรายงานในรูปแบบกระดาษ/การเขียนด้วยลายมือ 5.ลด/เลิกการจัดเตรียมการเพื่อรองรับการติดตามและประเมิน และ 6.ลดความซ้ำซ้อน/ความถี่ของการติดตามประเมินผล โดยผลการดำเนินงานของ สพฐ. ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สามารถลดภาระครูได้ถึง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ลดภาระการรายงาน/ประเมินตัวชี้วัด สพฐ. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จากจำนวน 216 ประเด็น/ตัวชี้วัด ลดลงจำนวน 172 ประเด็น/ตัวชี้วัด คิดเป็นร้อยละ 79.63 เหลือเพียง 44 ประเด็น/ตัวชี้วัด เท่านั้น ด้านที่ 2 ลดภาระการรายงาน/ประเมินจากโครงการ/กิจกรรม/ภาระงานของสำนักส่วนกลาง ที่มีการเก็บข้อมูลรายงาน/ประเมินจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/สถานศึกษา จากจำนวน 164 โครงการ ลดลง 98 โครงการ นับเป็นกิจกรรม/ภาระงาน จำนวน 282 เรื่อง และด้านที่ 3 ลดภาระการนำเข้าข้อมูล/รายงานข้อมูลโครงการนอกแผนปฏิบัติการประจำปี 2567 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (e-MENSCR) ได้ถึงร้อยละ 100 โดยลดภาระการรายงานข้อมูลโครงการในระบบฯ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ที่มีจำนวน 10,863 โครงการ เหลือเพียง 5,636 โครงการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และได้ลดภาระโดยยกเลิกการประเมินผลโครงการในระบบฯ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต ที่มีการดำเนินการกับสถานศึกษา ทั้งสิ้น 5,636 โครงการ 

“สพฐ. พร้อมดำเนินการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามแนวทาง “OBEC Share Together ลดภาระครู มุ่งสู่องค์กรแห่งความสุข” เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ข้อ 4 ลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักส่วนกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา เป็นอย่างดี ในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 นี้ ทาง สพฐ. ก็จะดำเนินการลดภาระครูตามแนวทาง 6ล ต่อไป เพื่อคืนเวลาให้ครูได้สอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ให้นักเรียนในทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งครูและนักเรียน “เรียนดี มีความสุข” ไปด้วยกัน”  เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805075

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.01 น.

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และคณะทำงาน ลงพื้นที่ติดตามตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ณ โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ กรุงเทพมหานคร โดยมี นางดารณี คุณอนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ คณะครูและบุคลากรโรงเรียน ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ เพื่อตรวจติดตามดูความพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้มีการจัดการเรียนการสอนตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คืออากาศที่มีอุณหภูมิสูงในช่วงเช้า ซึ่งในเวลา 07.30 น. อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว โดยก่อนหน้านี้ สพฐ. ได้ออกมาตรการป้องกันเหตุความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งมีแนวทางว่าหากสภาพอากาศร้อนจัดก็จะไม่ให้เด็กนักเรียนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง ให้จัดกิจกรรมในห้องเรียนแทน และให้ดูแลเรื่องของน้ำดื่มให้มีเพียงพอ นอกจากนี้ ยังได้ขึ้นไปตรวจเยี่ยมบนอาคารเรียนต่างๆ พบว่าสามารถจัดสภาพแวดล้อมได้ดี ห้องเรียนต่างๆ สวยงาม เป็นระเบียบ อุปกรณ์พร้อมใช้งาน ในส่วนของห้องน้ำนักเรียนและครู ตามโครงการ “สุขาดี  มีความสุข” ก็ได้จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี ตามหลักสะอาด แห้ง หอม มีอากาศถ่ายเท มีน้ำไว้ใช้เพียงพอ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและคณะครู ดูแลเอาใจใส่โรงเรียนเป็นอย่างดี

“อีกเรื่องที่เราเป็นห่วงคือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเราได้รับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขว่ามีโอกาสที่จะกลับมาระบาดค่อนข้างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง จึงได้กำชับเน้นย้ำไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครูให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 เช่น การเว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือทำความสะอาด สวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น และดูแลนักเรียนของเราให้เรียนอย่างมีความสุขตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” อีกด้วย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว
 

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’ ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่ ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804840

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’  ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่  ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’ ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่ ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.29 น.

ทุกๆ เทศกาล “วันหยุดยาว” ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวันตรุษจีนหรือวันชาติจีนของประเทศจีนวันขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นช่วง “ปีใหม่-สงกรานต์” ของประเทศไทยเรา หนึ่งในภาพที่เห็นจนชินตาคือ “การเดินทางกลับภูมิลำเนา” ของประชากรวัยทำงานเพื่อกลับไปใช้เวลาอยู่กับ “ครอบครัว” ซึ่งหมายความรวมทั้งพ่อแม่ผู้แก่ชรา และเด็กน้อยที่ลืมตาดูโลกและกำลังเติบโต ก่อนที่เมื่อวันหยุดหมดลง ประชากรวัยแรงงานเหล่านั้นก็จะต้องเดินทางกลับไปสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว

ภาพเหล่านี้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายสิบปีตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนแสวงหางานและรายได้ที่สามารถยกระดับฐานะของตนเองตลอดจนสมาชิกในครอบครัว จนกลายเป็น “วิถีปกติ” ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า “ภายใต้รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น..ในอีกด้านหนึ่งมีอะไรต้องสูญเสียไปบ้าง?” ซึ่งหนึ่ง
ในนั้นก็คือ “พัฒนาการของเด็ก” ที่พบว่า “เด็กที่อยู่ห่างพ่อแม่” มีแนวโน้ม “ความเสี่ยง” มากกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า

“9 พ.ค. 2567” เกือบ 1 เดือน หลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ แต่ก็ใกล้ถึงวันที่โรงเรียนจะเปิดเทอม (ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีข่าวพ่อแม่พยายามเร่งหาเงินส่งไปให้ลูกในภูมิลำเนาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ ม.มหิดล (วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม) เพื่อพูดคุยกับ รศ.ดร.อารี จำปากลายหนึ่งในนักวิชาการที่ให้ความสนใจประเด็นนี้

l อยากให้อาจารย์ปูพื้นก่อนว่าครอบครัวไทยทุกวันนี้ต่างจากในอดีตอย่างไรบ้าง? : ประเภทของครอบครัว ก็จะมี 6 ประเภท คือ 1.ครัวเรือนอยู่คนเดียว 2.ครัวเรือนสามีภรรยาเท่านั้น 3.ครัวเรือนพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว 4.ครัวเรือนแบบพ่อ-แม่-ลูก 5.ครัวเรือนสามรุ่น หรือครอบครัวขยายที่มีหลายรุ่น คือมีปู่ย่าตายาย พ่อแม่และลูก และ 6.ครัวเรือนข้ามรุ่น หรือที่บอกว่าเป็นครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งตัวเองชอบเรียกครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า

l อาจารย์พอจะมีข้อมูลหรือไม่ว่า ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวข้ามรุ่นมาก-น้อยเพียงใด? : ถ้าพูดถึงตัวเลขก็พอจะมีอยู่เหมือนกัน ปีล่าสุดที่สถาบันฯ พอจะมีสมมุติว่ามี 100 ครัวเรือน มีครอบครัวข้ามรุ่นสักกี่ครัวเรือนปี 2561 ล่าสุดที่เรามี 2.1% ของครัวเรือนเป็นครัวเรือนข้ามรุ่น ซึ่งถ้าครัวเรือนมีสัก 20 ล้านครัวเรือน จริงๆ เกือบจะ 25 ล้านครัวเรือน ก็ประมาณสัก 4.5 แสน มันก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่จริงๆ สำหรับตัวเองประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่ว่ามันมี Implication(นัยสำคัญ) อย่างไรกับสังคม

l คำว่า “ครอบครัวข้ามรุ่น” กับ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ต่างกันอย่างไร? เหตุใดในมุมของอาจารย์ถึงอยากใช้คำว่าครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า? : คำว่าแหว่งกลางมันเหมือนขาดๆ หายๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป คำว่าแหว่งมันดู Negative (เชิงลบ) ก็เลยชอบเรียกครอบครัวข้ามรุ่น ก็คือข้ามไปรุ่นหนึ่ง ข้ามรุ่นพ่อแม่ไป คือเราไม่ชอบใช้คำที่มันสื่อไปทางใดทางหนึ่ง นักวิจัยเราพูดกันด้วยข้อมูล พูดกันด้วยหลักฐานการวิจัยโดยไม่ต้องการชี้ว่าอันนี้มันไม่ดีนะ คือไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นปัญหา เพียงแต่ว่าเวลาเราบอกว่าครอบครัวข้ามรุ่นมันมีอะไรที่ต้องระมัดระวัง

บางทีนักวิจัยเขาทำวิจัยเขาก็ต้องมีการเปรียบเทียบ ว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวข้ามรุ่นกับเด็กที่อยู่ในครอบครัวปกติ (อยู่กับพ่อแม่) แบบนี้มันมีมุมไหนมุมหนึ่งที่ต้องระวัง คือมันมีบางมุมที่ต้องระวัง อย่างเช่นที่ไปอ่านมา ไปรีวิวมา จะมีปัญหาพฤติกรรมบ้างอะไรแบบนี้ แต่เราจะบอกว่าดีหรือไม่ดีก็ต้องเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่เขาอยู่กับพ่อแม่ด้วย บางงานวิจัยมันก็ไม่ได้เจอว่าแตกต่างกันนะ อยู่กับพ่อแม่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน แต่บางงานวิจัยก็อาจจะเจอว่ามีความต่าง หรือถ้าไปดูเรื่องอื่นที่ไม่ใช่พัฒนาการ ไม่ใช่พฤติกรรม เรื่องความสุขอะไรอย่างนี้บางทีเขาก็ไม่ได้เจอว่ามีความแตกต่างกัน ก็เลยไม่อยากพูดเหมือนเชิงตีตราว่าถ้าเป็นครอบครัวแบบนี้แล้วจะมีปัญหา

l แบบนี้ที่พูดกันเยอะเรื่อง “ช่องว่างระหว่างวัย (Gap Generation)” เป็นปัญหาของครอบครัวข้ามรุ่น จริงๆ แล้วก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป? : ใช่! มันก็ไม่ได้เสมอไป อย่างที่ว่าเอาข้อมูลมาพูดกัน แล้วงานวิจัยบางทีก็ทำกันที่ใดที่หนึ่ง แต่เราจะไปเหมารวมว่ามันจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ว่างานของตัวเองมี เรื่องผลกระทบในทางที่ต้องระมัดระวัง มีความเสี่ยง มีหลักฐานอยู่

คืองานวิจัยของตัวเองเป็นพื้นที่ในภาคอีสาน ยังไม่เคยไปทำในภาคใต้ หรือไม่เคยทำทั้งประเทศ งานวิจัยจะเป็นแบบนี้ ถ้าเราต้องการตัวเลขสักกี่เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนเป็นแบบนี้ ก็ต้องไปดูภาพที่เขาเก็บข้อมูลทั้งประเทศ อย่างเช่นงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) งานของยูนิเซฟ เราบอกได้ว่าทั้งประเทศประมาณเท่าไร ซึ่งตัวเองจะสนใจไม่ใช่เชิงครอบครัวข้ามรุ่น แต่สนใจเรื่องเด็กที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

อย่างงานที่ NSO เขาเก็บโดยที่ยูนิเซฟสนับสนุน มีข้อมูลเยอะเลย จะบอกว่ามีเด็กอายุ 0-17 ปี ถึง 23% ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่แต่เขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือโตขึ้นมาโดยที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ เยอะไหม? เยอะนะ เกือบ 1 ใน 4 คือใน 4 คน เด็ก 1 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ที่บอกเยอะเพราะเราเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ข้างบ้านด้วยว่าเขาไม่ได้มีเยอะขนาดของเรา

l เด็กที่ “ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่” ต่างจากครอบครัวข้ามรุ่นอย่างไร? ทำไมอาจารย์ใช้คำนี้? : ส่วนหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่ แต่ไม่ใช่พ่อแม่เสียชีวิต พ่อแม่ไปทำงานที่อื่น
ส่วนหนึ่งอาจเป็นพ่อแม่หย่าร้างกัน เลิกกัน แต่บางทีครอบครัวไม่ได้มีแต่ปู่ย่าตายาย แต่มีลุงป้าน้าอาอยู่ด้วย (อายุไล่เลี่ยหรือรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่) เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าข้ามรุ่นเสียทีเดียวก็ไม่ได้

l มีความแตกต่างอย่างไร? ระหว่างเด็กที่อยู่และไม่อยู่กับพ่อแม่ : เอางานที่ตัวเองทำนะ ก็คือจะมีมุมหนึ่งที่เราทำ จริงๆ เราก็สนใจเพราะว่าดูข้อมูลจากของยูนิเซฟ เออ! มันเยอะขนาดนี้ ก็ดึงมาเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานจังหวัดหนึ่ง แล้วก็ภาคเหนืออีกจังหวัดหนึ่ง แล้วก็มาเปรียบเทียบ เราสนใจเฉพาะเด็กเล็กนะตอนนั้น ก็คือเด็กอายุแรกเกิดถึง 3 ปี เด็กก่อนวัยเรียน อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งนะ อยู่ที่ว่าเด็กรุ่นไหนอีกที่เราไปดู อย่างของตัวเองที่ดูก็คือ 0-3 ปี แล้วดูประเด็นไหน? เด็กเล็กก็จะดูได้ไม่มากหรอก ก็ดูพัฒนาการ

ก็คือใช้เครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน ที่ทั่วโลกใช้ไม่ใช่เฉพาะที่ไทย คือเครื่องมือ Denver ให้ผู้เชี่ยวชาญไปวัดว่าเด็กมีพัฒนาการปกติหรือช้ากว่าปกติ ที่น่าสนใจคือเราพบว่า “เด็กที่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน คือแม่ไปทำงานที่อื่นเด็กที่แม่ไปทำงานที่อื่นจะมีพัฒนาการช้ากว่า” ก็คือถ้าพ่อไม่อยู่แต่แม่อยู่ในบ้านไม่เป็นไรนะ พัฒนาการจะช้าจะเร็วไม่แตกต่างกัน

อันนี้เป็นการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเฉยๆ แต่ดูว่ามันสูงกว่า คือ “ถ้าเด็กที่แม่ไม่อยู่โอกาสที่เขาจะมีพัฒนาการช้านี่ประมาณ 2 เท่า เปรียบเทียบกับเด็กที่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน” แต่ถ้าแม่อยู่พ่อไม่อยู่ ไม่เป็นไร ไม่แตกต่างกัน อันนี้ก็ต้องกลับไปดูทฤษฎีต่างๆ เขาก็มีเรื่องอธิบายเหมือนกันว่าจริงๆ เด็กที่โตขึ้นมาโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ก่อนวัยเรียนอะไรอย่างนี้ เหมือนเขาต้องการคนที่ดูแลเขาเป็นหลักที่เขาพึ่งพาได้ทั้งด้านร่างกายและจิตใจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เขาสามารถอยู่ในโลกได้ มีความกล้าหาญอะไรอย่างนี้

ก็คือต้องการแค่คนคนเดียวที่เป็นหลัก ไม่ต้องการมากเลย ทั้งๆ ที่บางทีทฤษฎีครอบครัวว่าเด็กถ้ามีโอกาสเจอคนหลากหลายมากก็จะมีพัฒนาการดี มันก็จริงนะ แต่ว่าคนที่เด็กเขาต้องการเป็นหลักเขาต้องการอย่างน้อย 1 คน แล้วคนคนนั้นที่ดีที่สุดก็ควรเป็นแม่ด้วย อันนี้ก็คือทางทฤษฎี แล้วก็มันมีงานวิจัยขึ้นมารองรับพอดี มันสอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีบอก คือพ่อมีความสำคัญมากก็จริง แต่เหมือนกับเป็นลักษณะรองจากแม่ เป็นลักษณะของการมีบทบาทช่วยเหลือแม่ทางด้านโน้นด้านนี้เท่านั้นเองในการเลี้ยงลูกแต่ขาดแม่เป็นหลักแล้วจะมีผลกระทบกับเด็ก

l ก็เหมือนกับที่คำโบราณเขาว่า “ขาดพ่อเหมือนถ่อหัก..แต่ขาดแม่เหมือนแพแตก” อย่างนั้นหรือ? : ใช่! จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากจะเชื่ออะไรแบบนั้นเสมอไป เพราะเรารู้ว่าเด็กยุคนี้-ครอบครัวยุคนี้ มันไม่สามารถที่จะเป็นพ่อแม่อยู่พร้อมหน้ากันได้ 100% แต่งานวิจัยออกมาแบบนั้น คือข้อมูลมันไม่โกหก ก็ต้องว่ากันแบบนี้ อันหนึ่งที่เขาคิดว่าเป็นไปได้ก็คือว่า เขาบอกว่าถ้ามีแม่อยู่แม่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็ก หรือให้เวลาในการทำกิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นมากกว่าถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วยในครัวเรือน

อย่างเช่นอ่านหนังสือ-ร้องเพลงกับเด็ก ข้อมูลบอกว่าถ้ามีแม่อยู่ด้วยในครัวเรือนจะมีการทำกิจกรรมแบบนี้กับเด็กมากกว่าถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วย ซึ่งบางทีเราก็มองว่า อ้าว! ถ้ามีปู่ย่าตายายอยู่เขาก็ทำได้ แต่เขาทำได้ไม่เท่ากัน อันนี้ก็คือข้อมูลบอกมา ก็ทำได้ไม่เหมือนกับที่แม่ทำ

l แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเด็กยุคนี้ขาดโอกาสมากกว่าเด็กยุคก่อนหรือ? : พ่อแม่ไปทำงานที่อื่นมานานแล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็น แล้วมันเป็นเหมือนกับวงจร คือ พ่อแม่
ยุคนี้ที่ว่าเขาทำงานที่อื่นแล้วก็ให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายายคนรุ่นก่อนตอนเขาเป็นเด็กพ่อแม่ก็ไปทำงานที่อื่นเหมือนกันแล้วเขาก็อยู่กับปู่ย่าตายายเหมือนกัน มันก็เยอะแบบนั้นเพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว

เราเห็นตัวเลขที่ทำมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตัวเลขมันก็ไมได้เปลี่ยนแปลงไป ก็อยู่ประมาณนี้ ประมาณ 1 ใน 4ก็ 23-25% ที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มันเหมือนกับว่า“สิ่งที่ตัวเองกลัวก็คือว่าสังคมมันทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ (Normalize) ไป” กลายเป็นว่าใครๆ ก็เป็น หลายๆ คนก็เป็น ในหมู่บ้านก็เป็นทั้งนั้น มันก็เลยเหมือนไม่ให้ความสำคัญ แต่ว่าจริงๆ แล้ว “คำว่าพัฒนาการเด็กมันจะสำคัญมากกับอนาคตของประเทศชาติ” รู้สึกว่า เออ! พอเขามองว่าพัฒนาการเด็กช้ากว่า จริงๆ แล้วมันมีอะไรที่เป็นนัยมากมายเลยจากตรงนั้น

l ถ้าเรื่องเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ (โดยเฉพาะเด็กห่างแม่) มีความสำคัญขนาดนั้น อาจารย์อยากให้ข้อเสนออะไรกับภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบายบ้าง? : จริงๆ เขาพูดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วนะ พูดจนกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจไปเสียแล้ว แต่มันก็ยังไม่ค่อยมีการทำอะไรขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เราพูดมาตลอดว่าเด็กที่ไม่ได้
อยู่กับพ่อแม่มีความเสี่ยง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคนแต่โอกาสที่เขาจะเป็นแบบนั้นมันมากกว่าเด็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่

อยากให้รัฐบาลฟังตรงนี้ด้วย ฟังข้อมูลและให้ความหมายกับข้อมูล ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้วย คือ ถ้าเขาไม่ให้ความสำคัญแล้วก็มองเป็นเรื่องปกติธรรมดาก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเกิดว่ามองเป็นเรื่องใหญ่นะ เราต้องมาแก้ไขแล้วนะ ก็ต้องมีการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาที่บอกว่าคุณไม่ต้องไปทำงานที่อื่น คุณเลี้ยงลูกก่อน มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะมันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของหลายๆ อย่าง เขาจะเอาอะไรกินถ้าเขาไม่ไปทำงานที่อื่น ถ้าไม่ช่วยเขา

ภาครัฐสามารถทำได้หลายอย่าง อย่างเช่นสนับสนุนอย่างไรให้คนมาทำงานโดยที่ว่าไม่ต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน อาจจะมี Child Care ที่โรงงานหรือสถานที่ทำงาน พ่อแม่ก็ไม่ต้องทิ้งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง แต่รัฐต้องช่วย Subsidize (อุดหนุน) สถานประกอบการ อย่างเช่นเรื่องลดหย่อนภาษีอะไรแบบนี้ มีแรงจูงใจให้สถานประกอบการเขาต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วย

l แต่ถ้าสุดท้ายจำเป็นต้องให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงจริงๆ จะมีแนวทางสนับสนุนอย่างไรบ้าง? : เราพบว่าเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าถ้าอยู่กับปู่ย่าตายาย อันหนึ่งเนื่องจากว่าปู่ย่าตายายอาจจะไม่ได้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเท่ากับที่แม่ทำ อันหนึ่งก็ต้องให้ความรู้ ก็คือให้ทดแทนความเป็นพ่อแม่ได้ กิจกรรมอะไรบ้างในการเลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กสำคัญมาก เพราะมันจะบอกอนาคตไปข้างหน้า บางทีพอถึงวัยรุ่นมันก็สายไปเสียแล้ว ฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ก็เลยกลายเป็นว่าเลี้ยงเด็กเล็กปู่ย่าตายายก็ต้องเลี้ยงแบบ Intensive (เข้มข้น)ก็คือต้องเลี้ยงแบบจริงจัง ให้เวลาจริงจัง

l แต่มันก็มีความท้าทายอีก เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แถมเป็นการสูงวัยแบบ “แก่ก่อนรวย” ที่ทุกวันนี้หลายคนอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ยังต้องทำงานหารายได้เลี้ยงตนเอง แถมก็ยังต้องถูกคาดหวังให้เลี้ยงหลานอีก : ปู่ย่าตายายอายุก็มากแล้ว ต้องทำงานด้วยบางที มันก็เป็นเรื่องที่ยาก ฉะนั้นชุมชนต้องมีส่วนไหม?เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มาช่วยด้วย ก็คือมันแล้วแต่บริบทของแต่ละบ้าน-แต่ละชุมชนด้วย ต้องหาหลายๆ วิธี

l แล้วนโยบายที่ดีควรจะเป็นแบบใด? : ตัวเองไม่ชอบถ้าจะมีนโยบายแบบกว้าง คือคุณสนับสนุนส่งเสริมเรื่องนี้ แต่ให้ทางเขาไปออกแบบเองได้ไหม? ให้เขาสามารถใช้ทรัพยากรง่ายในการทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ต้องมาขออนุมัติจากส่วนกลาง นโยบายนั้นมันอาจจะไม่เหมาะกับทุกที่ บางทีงบมันไปผ่าน อบต. อะไรอย่างนี้ อบต.ก็อาจต้องให้ชาวบ้านเขามีส่วนร่วมว่าทำอย่างไร แล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น เขาต้องการอะไรเราให้ คือมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าพอเขาไม่ขอมาเราก็เฉย มันต้องมีการติดตาม

l หมายถึงภาครัฐส่วนกลางให้นโยบายเพียงกรอบกว้างๆ พอ แล้วภาครัฐส่วนท้องถิ่นก็ทำไป แต่ก็ทำแบบให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ? :ใช่! ก็คือส่วนกลางเป็นนโยบาย แต่กิจกรรมอะไรต่างๆ ให้ทางพื้นที่เขาเป็นคนคิดเองเถอะว่าจะทำอย่างไรแล้วแน่นอนต้องให้ชาวบ้านมา บางทีชาวบ้านเขาอาจจะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ว่าอันนี้งานวิจัยก็มีส่วนนะนักวิชาการอาจจะทำอย่างไรให้ข้อมูลมาจากชาวบ้านให้มากที่สุด เป็นปากเสียงของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด ช่วยกันคิด

l คำถามสุดท้าย..เราพูดกันถึงบทบาทของภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นแล้ว และมีบทบาทของภาควิชาการแล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไปควรจะมองสถานการณ์แบบนี้อย่างไร? : ประชาชนไม่ควรจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ อันนี้เป็นเรื่องที่พิเศษนะถ้าเกิดว่าเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มันควรจะเป็นอะไรที่ต้องให้ความสนใจ มันต้องมีอะไรสักอย่าง ทำอย่างไรให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ให้นานที่สุด แต่ถ้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ก็ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“ไม่ควรจะมองว่า โอ๊ย! ไม่เป็นไรหรอก ใครๆก็อยู่กับยายกับตากันทั้งนั้นแหละ ก็เห็นไปได้ดีกัน ไม่เห็นมีปัญหา ในส่วนที่ไม่มีปัญหามันก็มี แสดงว่าเขาก็มีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง มันต้องมีอะไรที่ช่วยส่งเสริมเขา ต้องมองหาตรงจุดนั้น ว่าอะไรมันจะช่วยทดแทนสิ่งที่เขาขาดไปตรงนั้น” อาจารย์อารี ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804779

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.19 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มอบนโยบายเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนของอาชีวะ ซึ่งในส่วนของการเปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษา สังกัด สอศ.ปีการศึกษา 2567 ในสถานศึกษาทั้งรัฐ และเอกชนทั่วประเทศ กว่า 900 แห่ง นั้น สอศ.ตั้งเป้าไว้ที่ 281,220 คน แบ่งเป็น รัฐ 209,841 คน และเอกชน 71,379 คน ปัจจุบันมีผู้สมัครเรียนแล้วกว่า 160,000 คน ซึ่ง รมว.ศธ.ก็กำชับว่า หากยังไม่สามารถเปิดรับนักเรียน นักศึกษาได้ตามเป้า ก็ให้เปิดรับต่อเนื่องในภาคเรียนที่ 2 โดย สอศ.คาดการณ์ว่าตัวเลขรับนักเรียน นักศึกษา ถึงวันที่ 10 มิถุนายน จะอยู่ที่ประมาณ 210,000 ราย ใกล้เคียงกับทุกปี แม้จะห่างจากเป้าหมายที่วางไว้พอสมควร แต่ก็เข้าใจ เพราะมีเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยบางรายอาจจะมีปัญหาเรื่องติด 0 , ร , มส. ก็ให้รับไว้ก่อน จากนั้นค่อยไปช่วยแก้ไขปัญหาให้เด็กในภายหลัง เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายแล้วเด็กกลุ่มนี้ก็ถือเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการเข้าเรียนอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมในเรื่อง จัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สอศ.ได้ประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ.2567 เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ และโลกอาชีพในปัจจุบัน ซึ่งเนื่องจากเป็นหลักสูตรที่มีการปรับปรุงใหม่ จึงได้มีแนวทางให้สถานศึกษาสามารถเลือกใช้หนังสือเรียนที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน โดยประยุกต์ใช้เนื้อหาของหนังสือเรียนที่สอดคล้อง กับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2567 หรือจัดการเรียนรู้เพิ่มเติม โดยจัดทำสื่อประกอบการเรียนการสอนอื่นๆ หรือสืบค้นข้อมูลที่ทันสมัยจากสื่อหรือหน่วยงานองค์กรที่น่าเชื่อถือ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ และกรณีหนังสือเรียนมีเนื้อหาไม่ครบถ้วนหรือบางสาขาวิชา เนื่องจากเป็นรายวิชาที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้ผู้สอนเลือกใช้ หนังสือเรียนหรือสร้างสื่อการสอนประกอบการจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม โดยต้องมีเนื้อหาสอดคล้อง ครบถ้วนกับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชาให้ครบถ้วนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2567 จนกว่าจะมีหนังสือเรียนที่ผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพสำหรับใช้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาตามหลักสูตรดังกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้มีการประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พ.ศ.2567 ให้ใช้ในแนวทางเดียวกัน โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นกำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไป

นายยศพล กล่าวอีกว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมครู และผู้บริหาร ก็ถือว่ามีความพร้อม โดยได้สั่งการให้ทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อสั่งการของ รมว.ศธ.ในการดำเนินการตามโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ประหยัด พอเพียง ลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และไม่สร้างภาระแก่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น “โครงการ สุขาดี มีความสุข” ไม่ต้องผูกผ้าประดับตกแต่งห้องสุขา กำชับในการเดินทางไปตรวจราชการของผู้บังคับบัญชา หรือการตรวจเยี่ยม ให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม ให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย ไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของที่ระลึกหรือของฝาก และให้ควบคุม กำกับ ดูแล และมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น ป้องกันปราบปรามไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา การสอบบรรจุ การแต่งตั้งโยกย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา การทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ต่างๆ

‘สิริพงศ์’มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804769

'สิริพงศ์'มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

‘สิริพงศ์’มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.04 น.

“สิริพงศ์”มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ ดันปลี่ยนแปลงการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือให้เชื่อมต่อกับนโยบาย“เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา”และ“เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการด้านลูกเสือ ประจำปี 2567 “งานลูกเสือเพื่อลูกเสือและสังคม” (Scout for Scouts and Community) ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเลือแห่งชาติ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะผู้บริหาร และสมาชิกลูกเสือเข้าร่วมงานการประชุมฯ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนให้เกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการลูกเสือเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ผ่านนโยบายการขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” และ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อปลูกฝังและสร้างเจตคติที่ดี ให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ มีระเบียบวินัย มีความรัก ความสามัคคี รู้จักเสียสละ และบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมวิชาการด้านลูกเสือในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านลูกเสือซึ่งจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ และต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมทางด้านลูกเสือที่จะช่วยให้กระบวนการลูกเสือเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมในยุคปัจจุบันนี้ และเด็กๆ ตั้งคำถามกับวิชาลูกเสือมาก ว่าสิ่งที่เราทำการเรียนการสอนกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นมีความทันสมัยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ ผมได้หารือกับท่านวรัท และได้รองนำวิชาลูกเสือ 76 วิชามาดูและรู้สึกว่าสังคมยังไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ แต่ความจริงวิชาลูกเสือดีอยู่แล้ว และมีหลายวิชาที่มีความทันสมัย เป็นวิชาที่อยู่ร่วมกับยุคสมัย อย่างเช่น วิชาลูกเสือดนตรี วิชาลูกเสือการพูดในที่สาธารณะชน วิชาลูกเสือนักแสดง สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือวิชาการเหล่านี้ เป็นวิชาที่มีมาก่อนหน้านี้จนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราขาดก็คือ 1.ขาดการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น 2.ขาดการสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ ก็หวังว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอในวันนี้จะมาช่วยกระบวนการเรียนรู้ลูกเสือได้  วิชาใดที่สมควรจะปรับเปลี่ยน ปรับปรุง รูปแบบการนำเสนอการเรียรการสอนให้เข้ากับยุคสมัย วันนี้เราถูกตั้งคำถามว่า การเรียนลูกเสือนั้น เป็นการสร้างภาระมากเกินไปสำหรับผู้ปกครองและเด็กๆ ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ แต่ผมเชื่อว่าเราได้รับฟังปัญหามามากพอสมควร และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ก็ตระหนักถึง

เรื่องนี้มากพอสมควร ผมเข้าใจว่าในวันนี้ เราตกผลึกกันแล้วว่าเราจะมีการดำเนินกิจการลูกเสืออย่างไรให้ผู้เรียนเกิดความสุขและให้บวนการเรียนรู้ลูกเสือนั้นสามามรถดำเนินการเรียนการสอนไปได้โดยไม่มีอุปสรรค วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังยืนยันว่า วิชาลูกเสือนั้นมีความจำเป็นและการเรียนลูกเสือไม่ใช่เรื่องล้าสมัย เพราะการเรียนลูกเสือเป็นขบวนการเรียนรู้ที่มีทั่วโลก หลายต่อหลายครั้งท่านได้มีการไปร่วมชุมชุมลูกเสือโลก ก็จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่สากลยอมรับ แต่ขบวนการเรียนรู้ที่จะต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยก็ยังคงมีความสำคัญ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการนำเสนอผลงานของลูกเสือในวันนี้ จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในกิจกรรมลูกเสือและจะสามารถเชื่อมต่อกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) และ “เรียนดี มีความสุข”

ด้าน นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวรายงานว่า โครงการการประชุมวิชาการด้านลูกเสือ ประจำปี 2567 “งานลูกเสือเพื่อลูกเสือและสังคม” (Scout for Scouts and Community) จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค.2567 ณ หอประชุมคุรุสภา เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best practice ทางด้านลูกเสือ กระตุ้นให้เกิดการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางด้านลูกเสือ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างเครือข่ายการวิจัยงานวิชาการด้านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดทักษะและสมรรถนะ ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตามนโยบายการศึกษา “เรียนดีมีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ การดำเนินงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรทางการลูกเสือ ส่งผลงานเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 93 ผลงาน ประกอบด้วย ผลงานวิจัย จำนวน 16 ผลงาน ผลงานทางวิชาการอื่น จำนวน 22 ผลงาน และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 55 ผลงาน ได้กำหนดให้มีการเสวนาทางวิชาการ โดยผู้แทนจากสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมเสวนากับผู้แทนของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือ และเนตรนารี ในหัวข้อ เยาวชนกับงานลูกเสือ

และหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนาทางวิชาการ จะเป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านลูกเสือ ภาคบรรยาย จำนวน 9 ผลงาน จากนั้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 จะเป็นการนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์ ในรูปแบบ Onsite ณ หอประชุมคุรุสภา และ Online ผ่านโปรแกรม ZOOM และพิธีมอบรางวัล

– 006