‘กรมฝนหลวง’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

https://www.naewna.com/local/837702

'กรมฝนหลวง'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

‘กรมฝนหลวง’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.09 น.

วันที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2567 ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร น้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการจากหน่วยงานในพื้นที่ และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างบุญสร้างกุศลเข้าร่วมในพิธีด้วย

สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ มียอดเงินทำบุญ จำนวนทั้งสิ้น 3,248,841.09 บาท ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ได้ร่วมทำบุญมหากุศล อันเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา รักษาคุณค่าของประเพณีการทอดกฐินสืบไป

– 006

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

https://www.naewna.com/local/837692

'กรมธุรกิจพลังงาน'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.55 น.

กรมธุรกิจพลังงาน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567 ณ วัดสังข์กระจายวรวิหาร แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

วันนี้ (26 ตุลาคม 2567) เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธานอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567 นำถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดสังข์กระจายวรวิหาร แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ และประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ

– 006

‘สภาทนายความ’อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม

https://www.naewna.com/local/837681

'สภาทนายความ'อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม

‘สภาทนายความ’อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.00 น.

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม พระอารามหลวง จ.สระบุรี

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นำองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ  วัดสมุหประดิษฐาราม พระอารามหลวง ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยมี ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เป็นประธานอัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายแก่วัดสมุหประดิษฐาราม โดยมีคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ประธานสภาทนายความจังหวัดในพื้นที่ภาค 1 และพื้นที่ใกล้เคียง สมาชิกทนายความ กรมการศาสนา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี หน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดสระบุรี และประชาชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยมี พระครูสุธีปริยัตยาทร (วรพงศ์ วรญฺญู ป.ธ.6) เจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทั้งนี้ ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567 ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันทำบุญสมทบ ซึ่งปัจจัยที่ได้จากบุญกฐินในครั้งนี้ถวายเป็นพระราชกุศล โดยทางวัดจะนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

– 006

‘สอวช.’จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน’Green Talent’ ต่อยอด Net Zero Campus

https://www.naewna.com/local/837625

'สอวช.'จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน'Green Talent' ต่อยอด Net Zero Campus

‘สอวช.’จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน’Green Talent’ ต่อยอด Net Zero Campus

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.01 น.

“สอวช.” จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน “Green Talent” ต่อยอด Net Zero Campus สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว สู่เป้าหมาย Net Zero

วานนี้ (25 ตุลาคม 2567) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้เข้าร่วมเวทีการประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งที่ 12 (MSAT-12) ในกิจกรรม Special Session “Thailand’s Green Talent Forum” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทักษะด้าน Green Skills ที่ช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียวที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ สอวช. ซึ่ง รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ MTEC และ ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ บพค. ได้เข้าร่วมในเวทีดังกล่าวด้วย

ดร.สุรชัย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและนวัตกรรมสีเขียว เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น หากมองถึงอนาคต เราไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของ Green Talent หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และทักษะในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ และความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขาดแคลนทรัพยากร และความต้องการด้านพลังงานสะอาด ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องการทักษะและความคิดสร้างสรรค์จากบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

“ดังนั้น การพัฒนา Green Talent จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการในอนาคตได้ บุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และเกิดการผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ Green Talent ยังเป็นตัวช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ รับมือกับวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น การสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ ความรู้ และความสามารถในด้านนี้จึงเป็นภารกิจที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่สมดุลและยั่งยืน” ดร.สุรชัย กล่าว

สำหรับบทบาทของ สอวช. นั้น ดร.สุรชัย กล่าวว่า ทาง สอวช. กำลังริเริ่มโครงการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทักษะและองค์ความรู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ที่พึงประสงค์ในบริบทของอุตสาหกรรมของประเทศไทย ร่วมกับทางศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. และพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนให้เกิดทักษะดังกล่าว ภายใต้การขับเคลื่อนและต่อยอดผ่านโครงการ “เครือข่ายมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” หรือ “Net Zero Campus” ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการร่วมกันของ สอวช. และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ 1) สอวช. 2) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) 3) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ 4) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)

ด้าน ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สอวช. กล่าวถึงทักษะแห่งอนาคตรองรับโลกเดือดและการดำเนินงานที่ผ่านมาของ Net Zero Campus โดยเน้นว่า Green Technology มีความสำคัญต่อการไปสู่ Green Market ซึ่งมีมูลค่าและการแข่งขันสูงทุกปี โดยคาดว่า ในปี 2050 เทรนด์มูลค่าของ Green Market จะสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 5% ของ GDP โลก ดังนั้น ธุรกิจแบบยั่งยืนจะเข้ามาแทนที่ธุรกิจแบบเดิม หากไม่ปรับตัวก็จะเผชิญกับอุปสรรคมากขึ้นทั้งกฎเกณฑ์ภาครัฐ พฤติกรรมผู้บริโภครวมถึงการระดมทุนในอนาคต เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะเป็นผู้สนับสนุนทุนกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย Net Zero

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของ Talent Champion ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกลุ่มแรงงานทักษะสูงกับแรงงานทั่วไป ทั้งนี้พบว่า กลุ่มผู้ที่มีเงินเดือนสูงจะอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นการพยายามจะปิดช่องว่างตรงนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิด Human Capital โดยการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็น Talent Champion

“จากการจัดอันดับ Global Talent ประเทศไทยอยู่ในอันที่ 79 ต่ำกว่า มาเลเซีย เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ ซึ่งหากเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็อาจจะมีการย้ายฐานอุตสาหกรรมไปประเทศ ที่มีแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะทักษะสีเขียว ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก ในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากตลาดงานเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพ และมีทักษะสีเขียว เพื่อช่วยทั้งเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ดร.ศรวณีย์ กล่าว

– 006

บช.น.แจ้งไม่ปิดการจราจร 5 สะพานที่ขบวนเรือผ่าน จัดกำลังดูแลเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

https://www.naewna.com/local/837617

บช.น.แจ้งไม่ปิดการจราจร 5 สะพานที่ขบวนเรือผ่าน จัดกำลังดูแลเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

บช.น.แจ้งไม่ปิดการจราจร 5 สะพานที่ขบวนเรือผ่าน จัดกำลังดูแลเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.31 น.

วันที่ 26 ตุลาคม 2567 พลตำรวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลงานจัดการจราจรพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.) เบื้องต้นได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรดูแลในเส้นทางพื้นที่เสด็จพระราชดำเนินและพื้นที่ประชาชนเฝ้ารับเสด็จสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินกลับ รวมกำลังจากหน่วยต่างๆมากกว่า 200 นาย

 โดยยืนยันว่าเส้นทางเสด็จด้วยขบวนพยุหยาตรา จะผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสิ้น 5 สะพาน คือ สะพานกรุงธนบุรีหรือสะพานซังฮี้ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้า และสะพานปกเกล้า ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ปิดการจราจรทั้ง 5 สะพานดังกล่าว โดยจะให้รถสามารถสัญจรข้ามผ่านไปมาได้ตามปกติ แต่ห้ามรถหยุดดูขบวนเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดผลกระทบด้านการจราจร ส่วนประชาชนที่จะเดินข้ามสะพานทั้ง 5 แห่งจะปิดไม่ให้เดินผ่านในช่วงที่มีขบวนพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินผ่าน จึงขอให้ติดตามชมขบวนหรือรอรับเสด็จบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นทางต่างๆ เท่านั้น

และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณท่าวาสุกรี ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินมาเข้าขบวนเรือ และขอให้หลีกเลี่ยงในช่วงหลังเวลา 17.00 น. ที่วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินกลับ

สำหรับที่จอดรถซึ่งจะใช้รองรับประชาชนที่จะมาเฝ้ารับเสด็จและชมขบวนเรือ สามารถนำรถมาจอดได้ที่ท้องสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ราชนาวีสโมสรและพื้นที่จอดรถอื่นๆ แต่เชื่อว่าจะไม่สามารถรองรับจำนวนประชาชนที่จะเดินทางมาได้จึงขอให้หลีกเลี่ยงใช้รถสาธารณะ

ทั้งนี้เชื่อว่าการจัดการจราจรในลักษณะดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนโดยรอบพื้นที่การจัดงานและจุดเฝ้ารับเสด็จและชมขบวนเรือตามที่ต่างๆ

‘ไทย’ชูบทบาท’วัฒนธรรมและศิลปะ’ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน

https://www.naewna.com/local/837512

'ไทย'ชูบทบาท'วัฒนธรรมและศิลปะ' ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน

‘ไทย’ชูบทบาท’วัฒนธรรมและศิลปะ’ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.32 น.

“ไทย”ชูบทบาท”วัฒนธรรมและศิลปะ” ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน ร่วมหนุน”มะละกา”สู่เมืองวัฒนธรรมอาเซียน พร้อมขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและศิลปะของอาเซียน (พ.ศ.๒๕๕๙ – ๒๕๖๘) พร้อมโชว์นโยบาย วธ.ร่วมอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมทุกภาคส่วน เน้น”วัฒนธรรม”สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามัคคี และความยั่งยืนให้อาเซียน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ  โดย ครม. เห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ (Meeting of ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts: AMCA) ครั้งที่ 11 (ร่างถ้อยแถลงฯ) “เชื่อมโยงวัฒนธรรม สร้างสรรค์อนาคต: เอกภาพบนความหลากหลาย” (Joint Media Statement the 11th Meeting of the ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts “Bridging Cultures, Building Futures: Unity in Diversity”) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะแห่งราชอาณาจักรไทย หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม AMCA ครั้งที่ 11 ให้การรับรองร่างถ้อยแถลงฯ ณ เมืองมะละกา มาเลเซีย ตนในฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้ร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ณ เมืองมะละกา มาเลเซีย ร่วมกับคณะรัฐมนตรีและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะเป็นที่เรียบร้อย  เพื่อเน้นย้ำบทบาทของวัฒนธรรมและศิลปะในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมเพื่อส่งเสริมเอกภาพของอาเซียน

โดยถ้อยแถลงร่วมฯ มีสาระสำคัญในการเน้นย้ำบทบาทของวัฒนธรรมและศิลปะในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมเพื่อส่งเสริมเอกภาพของอาเซียน รวมทั้งระบุถึงความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ 1) ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ในฐานะทรัพยากรสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาอาเซียน 2) การส่งต่อการเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมอาเซียนจากนครหลวงเวียงจันทน์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไปยังเมืองมะละกาแห่งมาเลเซีย นอกจากนี้ มาเลเซีย ในฐานะประธานการประชุม ยังกำหนดจัดเทศกาลศิลปะอาเซียน (ASEAN Festival of Arts) และโครงการเยาวชนอาเซียนและการอนุรักษ์มรดกที่สืบทอดกันมา: สืบสานรากเหง้าและสร้างสรรค์อนาคต (ASEAN Youth and Heritage: Celebrating Roots and Reimagining the Future Programme) 3) ความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและศิลปะของอาเซียน (พ.ศ.๒๕๕๙ – ๒๕๖๘) และการพัฒนาแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ และ 4) ความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาภายใต้แผนงานอาเซียนบวกสาม และยินดีกับความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร และอิตาลี

นอกจากนี้ รมว.วธ.ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ครั้งที่ 11 ผ่านกรอบการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด “4 นโยบาย 3 แนวทาง 2 รูปแบบ และ 1 เป้าหมาย” เพื่อแสดงเจตจำนงในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในมิติทางวัฒนธรรมและการบูรณาการความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในทุกภาคส่วน โดยการกำหนดแนวนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ตระหนักเพียงว่าวัฒนธรรมเป็นมรดกที่แสดงให้เห็นถึงอดีตของประเทศเท่านั้น แต่ยังเล็งเห็นว่าวัฒนธรรมเป็นดังปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามัคคีในสังคม รวมถึงความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสอดคล้องกับร่างถ้อยแถลงร่วมฯ “เชื่อมโยงวัฒนธรรม สร้างสรรค์อนาคต: เอกภาพบนความหลากหลาย” นี้

นโยบายข้อแรก การส่งเสริม สร้างสรรค์ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ ผ่านข้อริเริ่มต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สนับสนุนผู้ประกอบการ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น

นโยบายข้อที่ 2 มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งทางระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญด้านระบบและช่องทางเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมในทุกภาคส่วน ครอบคลุมไปถึงการกำหนดข้อริเริ่มในการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และยกระดับการเข้าถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมอีกด้วย

นโยบายข้อที่ 3 มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ “คน” เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม ด้วยกระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อันเป็นปัจจัยสำคัญต่องานด้านวัฒนธรรม จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนผ่านการให้ความรู้ การฝึกอบรม และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญให้แก่ผู้นำทางวัฒนธรรม และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

นโยบายข้อที่ 4 คือการพัฒนาและผลักดันสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมให้มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดโลก โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการรับรู้และผลักดันให้เกิดส่วนแบ่งการตลาดทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และบริการด้านวัฒนธรรมของไทยในเวทีโลกอย่างกว้างขวาง ผ่านการใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถ และการมีส่วนร่วมของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจวัฒนธรรมระดับโลกนอกจากการกำหนดแนวนโยบายทั้ง 4 ข้อ กระทรวงวัฒนธรรมยังมุ่งเน้นการปฏิบัติใน 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางที่ 1 เชื่อมโยงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมสาขาอื่นๆ อาทิ วัฒนธรรมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรมกับการเกษตร และวัฒนธรรมกับการแพทย์

แนวทางที่ 2 ร่วมมือ โดยการบูรณาการความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานแบบไร้รอยต่อและเป็นเอกภาพ

แนวทางที่ 3 ยั่งยืน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนใน 3 มิติ คือ ประโยชนที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชน การบริหารจัดการที่ยั่งยืน และคุณค่าของวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการผ่าน 2 รูปแบบ คือ การรักษาสิ่งเดิม และเพิ่มเติมสิ่งใหม่ อาทิ เร่งขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก การนำทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมาต่อยอดทางเศรษฐกิจ และการสร้างการยอมรับต่อวัฒนธรรมไทยของผู้คนทั่วโลก

โดยขับเคลื่อนไปสู่ 1 เป้าหมายสูงสุด คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยเศรษฐกิจวัฒนธรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจทางวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ยังมีส่วนสนับสนุนอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียนในวงกว้างอีกด้วย

ทั้งนี้ รมว.วธ.ในฐานะผู้แทนประเทศไทย มีความยินดีในการให้ความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการยกระดับการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับอาเซียนเพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและครอบคลุมทุกภาคส่วนในภูมิภาค โดยบรรยากาศวันสุดท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมเยี่ยมชมเมืองมะละกา ในฐานะเมืองมรดกโลกของยูเนสโกด้วย

– 006

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837244

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.19 น.

กองทัพเรือ ฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อย การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณฯ

วันนี้ (24 ตุลาคม 2567) ตั้งเวลา 12.00 น.ถึง 15.00 น.กองทัพเรือ ได้ทำการฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อย ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีเฉพาะเรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือแตงโม (เรือกลองใน) อีก 1 ลำ โดยใช้เส้นทางการฝึกซ้อม ระหว่างวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน เพื่อให้พระราชพิธีฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม นี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ในการนี้ กองทัพเรือ ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมใจแต่งกายในโทนสีเหลือง และมาร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และชื่นชมพระบารมี ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 8 ถึงวัดอรุณราชวราราม ในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 ระหว่างเวลา 15.00 น.ถึงเวลา 17.00 น.

– 006

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

https://www.naewna.com/local/837219

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.05 น.

‘ศธ.’เตรียมปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’ เลือกตามบริบทสถานศึกษา พร้อมเปิดตัว NSOT Service ระบบบริหารกิจการ-โปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

24 ตุลาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือ และโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รมช.ศึกษาธิการ , นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัดศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และผู้บริหารองค์กรหลักศธ. และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง การเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือครั้งนี้จึงเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแนวคิด “ลูกเสือทันสมัย Transform” ภายใต้สโลแกน “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อให้การดำเนินงานถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย 4 ระบบที่สำคัญ ได้แก่

1. ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มลูกเสือ

2. ระบบขอตำแหน่งทางลูกเสือ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ต้องการตำแหน่งใหม่

3. ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ สำหรับการรับรองคุณวุฒิตามระดับต่าง ๆ 

4. ระบบขอเปิดการฝึกอบรม ให้บริการแก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประสงค์จะขอเปิดฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางลูกเสือในหลักสูตรต่าง ๆ

ทั้งนี้ การเปิดตัวระบบใหม่เหล่านี้จะนำระบบเทคโนโลยี หรือไอทีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ลดเอกสาร ทำให้ประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาในกานดำเนินงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายตอบสนองต่อนโยบาย “ลดภาระครู” อย่างแท้จริง

กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เปิดตัวโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ ซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยแบ่งตามประเภทของลูกเสือ ดังนี้

+ ลูกเสือสำรอง : การเป็นผู้นำ, การออม, Codding, มารยาทไทย และการป้องกันภัยต่าง ๆ

+ ลูกเสือสามัญ : E-sport, Codding, ภัยไซเบอร์, และความรักชาติ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ : SMART SCOUT, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying และภัยคุกคามทางเพศ 

+ ลูกเสือวิสามัญ : การเงินดิจิทัล, ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการช่วยเหลือชุมชน และในอนาคตจะมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกเสือได้รับทักษะที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบบริหารกิจการลูกเสือและโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่นี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยตอบสนองนโยบายการศึกษาสมัยใหม่ในมิติ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime อย่างแท้จริง และการอบรมลูกเสือไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีมาตรฐานเดียวกันในการเข้ามาเชื่อมระบบการเรียนรู้  และหวังว่ากิจกรรมลูกเสือจะได้รับการพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นและทันต่อกระแสโลก และหวังว่าสถาบันลูกเสือจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุดหน้าต่อไป มีประชากรที่รักระเบียบวินัย มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ทำดี ทำได้ ทำทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว              

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่า ศธ.จะออกกฎกระทรวงใหม่เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน เพื่อเป็นการปลดล็อกเครื่องแต่งกาย สำหรับการแต่งกายลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ (ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษา

“กฎกระทรวงใหม่นี้จะเป็นการปลดล็อก เช่น ชุดลำลองจะใช้เครื่องแบบนักเรียน หรือใส่ชุดตามที่ผู้บังคับบัญชาของสถานศึกษานั้นๆเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษานั้นอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ใช้ชุดชาติพันธุ์เป็นชุดลูกเสือได้ หรือในพื้นที่ใดไม่มีชุดลูกเสือที่พอเพียงก็ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ จะใส่ชุดอะไรก็ได้ตามบริบทที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือนั้นพิจารณาว่าเหมาะสม จะมีหมวก หรือมีผ้าพันคอหรือไม่ก็แล้วแต่ฐานลูกเสือนั้นพิจารณา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและลดภาระต่างๆในการเรียนลูกเสือ เป็นการลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ถ้าเป็นทางการ เช่น วันลูกเสือฯ ก็อาจจะต้องใส่ชุดลูกเสือปกติ” รมว.ศธ. กล่าว

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

https://www.naewna.com/local/837029

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บพข. หนุนทีมวิจัย ม.เกษตรฯ พัฒนา “ระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะ” ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก ลดภาระงานเกษตร ลดความเครียดของสัตว์จากการถูกรบกวน เพิ่มความแม่นยำ ยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ปีก เติมเต็ม Ecosystem ให้ระบบ Smart Farm

อุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีกถือเป็นธุรกิจหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะ “ไก่” ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งและเนื้อไก่แปรรูป ปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทและมีสัดส่วนมากกว่า 95% ของปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ปัจจุบันทั่วโลกยังนิยมบริโภคโปรตีนจากเนื้อไก่สูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆภาคการผลิตรวมถึงเกษตรกร จึงมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการการเลี้ยงไก่ในฟาร์ม ในรูปแบบของ “สมาร์ท ฟาร์ม” (Smart Farm) หรือโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต แก้ไขปัญหา เพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ดี ระบบ Smart Farm ที่ใช้กันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ ไอโอที (IoT) ในการตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมของโรงเรือน หรือควบคุมการให้อาหารและน้ำ แต่ยังมีอีกหนึ่งโจทย์ปัญหาสำคัญจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ นั่นก็คือ“การประเมินประสิทธิผลของการเลี้ยง” ที่ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักเพื่อวัดการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงอายุของการเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้แรงงานคนในการสุ่มชั่งและจดบันทึกก่อนจะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและแรงงาน รวมถึงมีโอกาสในการกรอกข้อมูลผิดพลาด และยังเป็นการรบกวนสัตว์อีกด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำโดย “รศ.ดร.จิรศักดิ์ วงศ์เอกบุตร”จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จึงพัฒนาโครงการ “แพลตฟอร์มระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการประเมินน้ำหนักสัตว์ปีกให้กับเกษตรกรทั้งรายย่อยและรายใหญ่ในอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ การแปลงข้อมูล การส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ และการนำข้อมูลมาแสดงผลทางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)” แผนงานกลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์มร่วมกับ บริษัท แม็ก เทค คอนโทรล จำกัดในปีงบประมาณ 2565

รศ.ดร.จิรศักดิ์ วงศ์เอกบุตรหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องมาจากการทำงานร่วมกับเกษตรกร ในการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น สภาพแวดล้อมในโรงเรือน และปริมาณการให้อาหาร แต่ยังขาดเรื่องการประเมินน้ำหนักสัตว์ ที่ปัจจุบันยังใช้การสุ่มจับชั่งด้วยมือ และจดบันทึกที่อาจคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทั้งนี้ในแต่ละรอบการเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น ไก่ จะใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ต้องมีการชั่งทุกสัปดาห์รวม 5 ครั้ง โดยจะสุ่มชั่ง 100 ตัวอย่างต่อโรงเรือนซึ่งหากจะชั่งให้ครบ 1 โรงเรือน ใน 1 ชั่วโมง จะต้องใช้แรงงานถึง 3 คนในการจับชั่งโดยในฟาร์มขนาดเล็กจะมีไม่ต่ำกว่า 20 โรงเรือน ดังนั้นจึงใช้เวลาค่อนข้างมากและสิ้นเปลืองแรงงาน ขณะเดียวกันการจับสัตว์ขึ้นชั่งบ่อยๆ จะมีผลต่อคุณภาพของสัตว์ซึ่งอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเครียด หยุดไม่เข้ามากินอาหารได้

จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยจึงพัฒนา “เครื่องชั่งน้ำหนักออนไลน์” ขึ้น เพื่อใช้เสมือนเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการเลี้ยงที่ติดตั้งในโรงเรือนตลอดเวลา และเป็นจุดเปลี่ยนของรูปแบบการประเมินน้ำหนัก จากเดิมที่ใช้การสุ่มจับชั่งมาเป็นการให้ไก่ในโรงเรือนสามารถขึ้นเครื่องชั่งได้เองตามธรรมชาติ และขึ้นชั่งได้เองตลอดเวลา โดยตัวอุปกรณ์มีการออกแบบให้เป็นเครื่องชั่งดิจิทัล ที่ทำงานเหมือนกับที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แต่มีการติดตั้งระบบ IoT เพิ่มเติม เพื่อที่จะแปลงข้อมูลน้ำหนักรายตัวของไก่ที่ขึ้นเหยียบ และส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์แบบเรียลไทม์ เกษตรกรสามารถดูข้อมูล และนำไปวิเคราะห์ ประเมินการเจริญเติบโต และวิเคราะห์คุณภาพของอาหารได้อย่างรวดเร็ว

“ระบบดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายทั้งเครื่องชั่ง (Hardware)และแอปพลิเคชั่น (Software)โดยในส่วนของเครื่องชั่ง เพียงแค่เสียบปลั๊ก และกดปุ่มเปิดเครื่อง เครื่องชั่งก็สามารถทำงานได้ ส่วนแอปพลิเคชั่น แสดงผลออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์ ได้ข้อมูลน้ำหนักของสัตว์ที่ถูกต้องแม่นยำ เห็นอัตราการเจริญเติบโต เมื่อนำไปรวมกับข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในระบบ Smart Farm เช่น สภาพแวดล้อมในโรงเรือน ปริมาณการให้น้ำและอาหารหรือจำนวนสัตว์ จะช่วยทำให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวผ่านการทดสอบใช้งานจริงใน 3 ฟาร์มต้นแบบ คือ 1.ฟาร์มนครชัยศรี (ฟาร์มเป็ดเนื้อ) สังกัด บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แผนกเป็ดเนื้อ 2.ฟาร์มไก่หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ สังกัดภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ และ 3.ฟาร์มไก่คุณวารุณี ฟาร์มไก่ประกันราคาในเครือของ CPF จ.ปราจีนบุรี

ปัจจุบันทีมวิจัยได้พัฒนาระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะฯ ต้นแบบแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย โดยทีมวิจัยได้มีการออกแบบและพัฒนาเครื่องชั่งดิจิทัล ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้อยู่ในเวอร์ชั่น 3 ที่พร้อมให้ผู้ประกอบการนำขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่วนด้านซอฟต์แวร์ ได้มีการปรับปรุงต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในฟาร์ม ซึ่งอนาคตทีมวิจัยมีแผนที่จะมีการนำเทคโนโลยีเอไอ และระบบกล้อง มาใช้กับการประเมินน้ำหนักอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับการดำเนินการในอนาคต รศ.ดร.จิรศักดิ์ บอกว่าจะเป็นการสร้าง “แพลตฟอร์มระบบอัจฉริยะสำหรับบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก”ที่เกษตรกรสามารถดูข้อมูลต่างๆ ของการเลี้ยงสัตว์ปีกได้แบบออนไลน์เรียลไทม์ และครบวงจร ตั้งแต่ข้อมูลในฟาร์ม ซึ่งทีมวิจัยนอกจากจะพัฒนาระบบชั่งน้ำหนักออนไลน์ ทำให้ทราบน้ำหนักที่หน้าฟาร์มแล้ว แล้วยังมีการพัฒนาระบบควบคุมการจ่ายอาหาร ซึ่งเป็นต้นทุนในการเลี้ยง ส่วนระบบการขนส่ง ซึ่งมีความสำคัญโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน จะทำให้สัตว์ปีกที่จะไปสู่โรงงานชำแหละและแปรรูปผลิตภัณฑ์ เกิดการสูญเสียน้ำหนักระหว่างการขนส่งประมาณ 5-7% ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบบริหารจัดการสภาพแวดล้อมในรถขนส่งซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. แผนงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม ในปี 2564 เพื่อช่วยลดการสูญเสียดังกล่าว พร้อมทั้งส่งข้อมูลการขนส่ง ไปยังโรงงานฯ ทำให้สามารถบริหารจัดการการขนส่งหน้าโรงงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ขณะเดียวกันทางโรงงานฯ จะได้รับข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลวัตถุดิบ การประเมินคุณภาพ และข้อมูลการขนส่งทำให้สามารถวิเคราะห์ และวางแผนการในการบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรียกได้ว่าเป็นการสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เป็น “Ecosystem” ของอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีกของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของทีมวิจัย และตอบรับเป้าหมายสำคัญของผู้ให้การสนับสนุนทุนอย่าง บพข. เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

https://www.naewna.com/local/837027

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง...ค้นหาตัวตนที่แท้จริง  กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นุก-ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม ศิลปินภาพวาดหน้าใหม่ โชว์นิทรรศการ SoloExhibition ครั้งแรกในชีวิตกับผลงาน“Unknown to Know” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางเพียงลำพังเพื่อสำรวจจิตใจตนเองและสื่อสารกับธรรมชาติรอบตัว ผ่านภาพวาดสไตล์ Mixed Media Art กว่า 30 ภาพ ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing ศิลปะบำบัดด้วยการวาดภาพ โดยนิทรรศการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน-27 ตุลาคม 2567ณ ศรีเวียงแกลลอรี่ ถนนศรีเวียง สีลม

ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม อดีตนักธุรกิจหญิงในแวดวงไอที ที่ผันตัวมาเป็นศิลปินแบบเต็มตัว ก้าวข้าม Comfort Zone ออกเดินทางเพียงลำพังไปยังสถานที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สเปน, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และอิตาลี เพื่อสำรวจจิตใจตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร กว่า 2 ปีที่ออกเดินทาง ได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำความเข้าใจ เรียนรู้ สื่อสารกับความคิดภายใน ไปพร้อมกับธรรมชาติรอบตัว ทั้ง กลิ่นของต้นไม้ดอกไม้เสียงเกลียวคลื่น ความซับซ้อนของแง่งหินที่สะท้อนกับแสงแดดเกิดเป็นความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง หรือขณะที่นั่งมองต้นราชพฤกษ์ ที่ออกดอกสีเหลืองทองอร่าม ไม่นานก็จะร่วงโรย ทำให้เรียนรู้ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เกิดเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมจิตใจ

จึงนำประสบการณ์ที่ได้รับถ่ายทอดผ่านผลงานสไตล์ Mixed Media Art แนวนามธรรม ผ่านเส้นสายและโทนสีที่แตกต่างเมื่อได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความสับสนและความชัดเจนในจิตใจกว่า 30 ภาพ โดยมีผลงานไฮไลท์ อาทิ “Golden Hour” ที่ศิลปินวาดขณะเดินทางอยู่ที่ประเทศตุรกี ช่วงจังหวะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงอาทิตย์สีเหลืองทองสาดกระทบกับทิวเขาที่เรียงสลับซับซ้อน ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า สงบ สบายใจ ได้ฟังเสียงภายในจิตใจของตัวเองอย่างแท้จริง เสมือนการบำบัดจิตใจด้วยการวาดภาพ

“จุดเริ่มต้นของการวาดภาพแนวนามธรรม ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing เกิดจากความ “ไม่รู้” ว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร ประกอบกับความรักในงานศิลปะและธรรมชาติ จึงตัดสินใจพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่เป็นอยู่ เดินทางค้นหาตัวตน เชื่อมโยงจิตใจเข้ากับธรรมชาติอย่างต่อเนื่องครั้งละ 5-6 ชั่วโมง ทำให้เกิดสมาธิ นิ่ง สงบ จนกระทั่ง “รู้” ความต้องการจากภายในจิตใจอย่างแท้จริง เป็นการใช้ศิลปะเพื่อช่วยบำบัดจิตใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต”