ชวนเด็ก ม.ปลาย ร่วม ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่น 58’ ลุยสำรวจและรับแรงบันดาลใจจากป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789997

ชวนเด็ก ม.ปลาย ร่วม ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่น 58’  ลุยสำรวจและรับแรงบันดาลใจจากป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์

ชวนเด็ก ม.ปลาย ร่วม ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่น 58’ ลุยสำรวจและรับแรงบันดาลใจจากป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ร่วมกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศล ซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์ชาวค่ายในผืนป่าต้นน้ำ เพื่อรับแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 58” ภายใต้แนวคิด “Inspired by Nature” ระหว่างวันที่ 23-29 มีนาคม 2567 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เยาวชนที่สนใจสามารถส่งผลงานเพื่อสมัครร่วมค่าย โดยการส่ง“เรียงความ” หรือ “คลิปวีดีโอสั้น” ตั้งแต่วันนี้-6 มีนาคม 2567

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า EGCO Group มีความเชื่อว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ดังนั้น เราจึงเริ่มปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ “เยาวชน” ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมสร้างเครือข่ายเยาวชน รักษ์ป่าไปแล้ว57 รุ่น จำนวนกว่า 3,400 คน สำหรับปี 2567 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 58 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เดินทางไปเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงจากป่าต้นน้ำด้วยตนเอง การเข้าค่ายนี้จะส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักและเข้าใจคุณค่าและความสำคัญของป่าต้นน้ำซึ่งเป็นต้นกำเนิดพลังงานและความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญต่อทุกชีวิตโดยน้อง ม.ปลาย หรือเทียบเท่า ที่ผ่านการคัดเลือกจาก ทุกภูมิภาคทั่วประเทศจะได้ไปร่วมสังเกต เรียนรู้ และรับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและระบบนิเวศป่าต้นน้ำ เพื่อต่อยอดเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่จะร่วมกันอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ในอนาคต โดยหลังจบค่าย จะมีการจัดกิจกรรมต่อยอดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

กิจกรรมที่น่าสนใจของ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 58” คือ การนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 60 คน นั่งรถไฟไปพักกางเต็นท์ที่ป่าต้นน้ำ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เพื่อเรียนรู้ระบบนิเวศป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ผ่านห้องเรียนธรรมชาติ โดยเยาวชนจะได้ร่วมเดินเท้าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศและชีวภาพ ตลอดจนได้รับมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ทั่วประเทศโดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดกิจกรรม

เยาวชนที่สนใจสามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้-6 มีนาคม 2567 ผ่าน 2 วิธีการ ได้แก่ การส่ง “เรียงความเขียนด้วยลายมือ” 1 หน้ากระดาษ A4 หรือบันทึก “คลิปวีดิโอสั้น” ไม่เกิน 2 นาที ในหัวข้อ “แรงบันดาลใจจากธรรมชาติสู่ความคิดสร้างสรรค์” โดยกรอกใบสมัครออนไลน์และส่งผลงานได้ที่ https://bit.ly/3uDq3We

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดของค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าได้ที่ https://bit.ly/3SD9phm หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางอีเมล youthcampegco@gmail.com หรือเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” โดย EGCO Group จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 60 คน ในวันที่ 15 มีนาคม 2567

กรมวิทย์ เชิญชวนส่งผลงานเข้าประกวด ‘รางวัล DMSc Award’ ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789996

กรมวิทย์ เชิญชวนส่งผลงานเข้าประกวด  ‘รางวัล DMSc Award’ ประจำปี 2567

กรมวิทย์ เชิญชวนส่งผลงานเข้าประกวด ‘รางวัล DMSc Award’ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดจัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต” Medical Sciences Innovations : From Lab to Life ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่5-7 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเครือข่ายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ตลอดจนรับทราบความก้าวหน้าทางวิทยาการ และเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งปัจจุบัน องค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงจำเป็น ต้องมีการพัฒนา และสร้างสรรค์งานวิชาการ เพื่อให้ก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล เป็นประโยชน์ต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้จะมีหัวข้อการบรรยายทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งการบรรยายพิเศษจากผู้ที่ได้รับรางวัล เช่น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ DMSc Award นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นใหม่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับชาติ นอกจากนี้ยังจัดให้มีการประกวดผลงานรางวัล DMSc Award การนำเสนอและประกวดผลงานด้านวิชาการ ในแบบบรรยาย (Oral Presentation) โปสเตอร์ (Poster Presentation) และด้านงานประจำสู่งานวิจัย R2R ในแบบบรรยาย (Oral presentation) จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ ส่งผลงานเข้าประกวดรางวัล DMSc Award ผลงานวิชาการและผลงาน R2R ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม-15 มีนาคม 2567

“ทั้งนี้ ได้จัดการประชุมเป็นแบบ Onsite ไม่เสียค่าลงทะเบียน โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านทาง Online เท่านั้น ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์-30 เมษายน 2567 สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนสามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ที่เพจกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เพจประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเพจกองแผนงานและวิชาการซึ่งเภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ สามารถเก็บสะสมคะแนนการศึกษาต่อเนื่องได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือลิงก์ https://register.dmsc.moph.go.th/67หรือติดต่อสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9510000ต่อ 99187 และ 99051” นพ.ยงยศ กล่าว

วศ.อว.แนะรับมือสภาวะโลกเดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789994

วศ.อว.แนะรับมือสภาวะโลกเดือด

วศ.อว.แนะรับมือสภาวะโลกเดือด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยุคภาวะโลกร้อนสิ้นสุดลงแล้ว พวกเรากำลังอยู่ในยุคโลกเดือด (Global Boiling)” สหประชาชาติ (UnitedNations : UN) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาคือ การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมนุษย์และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino)ที่รุนแรง ดังนั้นประชาชนควรตระหนักเห็นถึงความสำคัญ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดการใช้พลาสติก ลดการเผาหรือปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมถึงองค์กรภาครัฐต่างๆ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันนโยบาย และข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ประชาชนนำไปปฏิบัติต่อไป

ดร.ภูวดี ตู้จินดา ผู้อำนวยการกองพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ และโฆษกกรม เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ตระหนักและเล็งเห็นถึงผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงขอแนะนำประชาชนเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น ภัยแล้ง ไฟป่า หรือน้ำท่วมแบบฉับพลัน รวมถึงการปรับตัวและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยมีแนวทางการเฝ้าระวังสุขภาพ คือ ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมภายนอก หากจำเป็นควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดีและติดตามสภาพอากาศอย่างเป็นประจำ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ที่มีอาการป่วย ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ ควรระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดหากมีอาการเจ็บป่วย หรือพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้ตั้งสติและโทรแจ้งสายด่วนบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เบอร์โทรศัพท์ 1669

ดร.ภูวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า วศ.อว.เป็นหน่วยงานที่มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่าง
ต่อเนื่อง อาทิ “วศ. Go Green รวมพลังลดโลกร้อน ใช้ถุงผ้า แทนถุงพลาสติก” เพื่อให้ประชาชนทั่วไปนำถุงผ้าและภาชนะที่เป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อมแทนถุงพลาสติกในการใช้จ่ายสินค้า โดยขอความร่วมมือร้านค้าภายใน วศ. งดใช้ถุงพลาสติก และมีจุดบริการถุงผ้าให้ยืมสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้นำถุงผ้ามาอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมี “นโยบายห้องสมุดสีเขียวและสำนักงานสีเขียว” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านการสื่อสารแนวทางการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาห้องสมุดสีเขียว กิจกรรมลดและคัดแยกขยะในอาคาร Big cleaningdayสื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมี “นโยบายอนุรักษ์พลังงาน” โดยบุคลากรทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการจัดการพลังงาน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเกิดประสิทธิผลในการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืนต่อไป

ยกเลิก‘ครูเวร’ โฆษก ศธ.ลั่นทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790077

ยกเลิก‘ครูเวร’ โฆษก ศธ.ลั่นทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี

ยกเลิก‘ครูเวร’ โฆษก ศธ.ลั่นทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.10 น.

โฆษก ศธ.ลั่น”ยกเลิกครูเวร”ทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี ความปลอดภัยพี่น้องเพื่อนครูต้องมาก่อน

จากกรณีเพจชื่อดังในโลกออนไลน์แชร์ประเด็น “บรรดาคุณครูฝากตั้งคำถามมา หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรยามในโรงเรียนแล้ว แต่ผู้บริหารสถานศึกษากลับมีคำสั่งให้ตรวจตราแทนกัน แบบนี้ได้หรือครับ ศธ.360 องศา มีคำชี้แจงให้คุณครูไหมครับ” นั้น

ล่าสุดวันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2567) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน​ ชิด​ชอบ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ห่วงใยความปลอดภัย​ของครู​ และให้ความสำคัญ​กับการลดภาระครู​ การคืนความสุข​ให้ครูมาตลอด​ โดยเน้นย้ำกับผู้บริหารสถานศึกษา​ในเรื่องยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวร แต่ยังมีผู้อำนวยการโรงเรียนบางแห่งอาจมีความกังวลเมื่อไม่มีครูเวร ทั้งที่มีข้อสั่งการชัดเจนจาก สพฐ.มีหนังสือแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศให้เข้าใจและถือปฏิบัติร่วมกัน

ทั้งนี้​ ผู้บริหาร​สถานศึกษา​ที่ยังมีความกังวลอยู่​ สามารถ​นำมาตรการ​ของโรงเรียนขนาดใกล้เคียง​กัน​ ที่ดำเนินการ​ยกเลิก​เวรครู​ แล้วใช้แนวทางอื่นมาช่วยในการรักษา​ความปลอดภัย​ เช่น การใช้พนักงานรักษาความปลอดภัย​การติดตั้งกล้องวงจรปิด​ การประสานกับฝ่ายปกครองในพื้นที่หรือประสานตำรวจมาติดตั้งตู้แดง​ช่วยตรวจตรา​ การใช้ระบบแจ้งเตือนผู้บุกรุก​ เป็น​ต้น​ มาปรับ​ใช้​ให้เหมาะสม​ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเพื่อนครู ตลอดจน​ลดภารกิจที่ไม่จำเป็นตามนโยบายลดภาระครู ให้ครูทั้่งประเทศได้มีเวลาในการจัดเตรียมการเรียนการสอนอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึง​เป็น​ไปตามมติ​ ครม.และประกาศ​ของ​ ศ​ธ.​ด้วย

“ตอนนี้ต้องขอบคุณโรงเรียนส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตาม ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยคืนความสุขให้กับครู คืนเวลาสอนในชั้นเรียน ครูก็จะลดภาระลงได้ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดย​ได้มีการสอบถามความเห็น​ครูหลังจากประกาศ​ยกเลิก​ไม่ต้องมาอยู่เวร​ พบว่าครูทุกท่านต่างเห็นด้วยและมีความสุข​กับนโยบาย​นี้ รมว.ศธ.​จึงฝากกำชับว่าทุกโรงเรียนต้องดำเนินการและปฏิบัติตาม มติ ครม.และประกาศของ ศธ.อย่างเคร่งครัด หากพบข้อมูลว่าสถานศึกษาใดยังไม่ปฏิบัติตามสามารถแจ้งข้อมูล หรือร้องเรียนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ที่ศูนย์บริการประชาชน สายด่วน 1579 ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงศึกษาธิการพร้อมและมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทุกแนวทางเพื่อลดภาระครู คืนครูให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย” โฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ศธ.ได้ตั้งเรื่องเสนอของบประมาณปี 2567 เพื่อจ้างนักการภารโรงให้ทุกโรงเรียนที่ยังขาดอยู่ โดยสามารถเริ่มจ้างได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ในงบประมาณปี 2568 ยังจะมีการดำเนินการจ้างเพิ่มอีก รวมเป็นเงินกว่า 2 พันล้านบาท และจะดำเนินการของบประมาณในปีต่อๆ ไปด้วย

‘เสริมศักดิ์’จ่อชง’ชุดไทยพระราชนิยม’ ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790026

'เสริมศักดิ์'จ่อชง'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

‘เสริมศักดิ์’จ่อชง’ชุดไทยพระราชนิยม’ ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.18 น.

เสริมศักดิ์ ขานรับ นายกเศรษฐา เตรียมเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้ ครม.เห็นชอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ 

28 ก.พ.2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ( 27 กุมภาพันธ์ 67 เวลา 10.20 น.) ว่า เนื่องในปีมหามงคล ครบ 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ  ได้ทรงดีไซน์ลายผ้าวชิรภักดิ์  ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ลายหัวใจ เป็นเสื้อผ้าให้ทางรัฐบาลช่วยกันนำไปโปรโมท และจะมีการตัดเสื้อผ้าใส่ นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เร่งรัด กระทรวงวัฒนธรรม ทำเรื่องของ ชุดไทยพระราชนิยม เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อ UNESCO อีกด้วย

นายเสริมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลชุดไทยฯ ที่เตรียมนำเสนอต่อยูเนสโก มีความพร้อมแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบก่อน และทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมรดกภูมิปัญญาของชาติ จะดำเนินการส่งข้อมูลตามเอกสารที่ ยูเนสโก กำหนด ให้ทันภายในเดือนมีนาคม2567  นี้ หลังจากนั้น ยูเนสโก จะนำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาฯ ที่ประเทศต่าง ๆ ที่นำเสนอ เข้าสู่วาระการพิจารณาตามลำดับต่อไป ซึ่งในขณะนี้ ในส่วนของประเทศไทย ในปลายปี 2567 จะมีรายการ ต้มยำกุ้ง กับ เคบายา จะเข้ารับการพิจารณา และในลำดับถัดไปจะเป็นรายการ ชุดไทยพระราชนิยม มวยไทย และ ประเพณีลอยกระทงตามลำดับ

“ประเทศไทยได้ประกาศขึ้นบัญชี ชุดไทยพระราชนิยม เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ระดับชาติ) เมื่อพุทธศักราช 2566 ในราชกิจจานุเบกษา แล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 โดยชุดไทยพระราชนิยม เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในลักษณะแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล มีสาระสำคัญแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับงานช่างฝีมือ และการพิจารณานำชุดไทยไปใช้สวมใส่ตามโอกาส ถือเป็นแนวปฏิบัติการแต่งกายของสตรีไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และได้จัดทำข้อมูลรองรับการเตรียมเสนอต่อยูเนสโกภายใต้ชื่อ ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The thai National Costume) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ในครั้งต่อไป” นายเสริมศักดิ์ เผย

ด้าน นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ให้ข้อมูลถึงความสำคัญของ ชุดไทย ว่า เป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมีปรากฏหลักฐานรูปแบบการนุ่งและการห่ม มากว่า 1400 ปี ตั้งแต่สมัยทวารวดี อยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ภาพการแต่งกายจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าให้คนรุ่นหลังได้รับรู้และสืบทอด ในปีพุทธศักราช 2503 ชุดไทยได้รับการพัฒนารูปแบบครั้งสำคัญ  เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ศึกษาวิวัฒนาการรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทย และสร้างสรรค์ชุดไทยขึ้น 8 แบบ เพื่อให้ประชาชนใช้ในโอกาสต่าง ๆ ปัจจุบัน คนไทยนิยมสวมใส่ชุดไทย ทั้ง 8 แบบ ในวิถีชีวิต ทั้งงานรัฐพิธี งานพิธีการทางศาสนา งานพิธีการสำคัญในชีวิต

นายโกวิท ยังได้เผยถึง คุณค่าของชุดไทย ว่า การสวมใส่ชุดไทยของคนไทยแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการการนุ่งห่มของคนไทยในยุคสมัยต่าง ๆ และมีคุณค่าที่ควรตระหนักถึงความสำคัญในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ดังนี้

1. ในด้านงานช่างฝีมือ แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่าง และหัตถศิลป์การทอผ้า การสร้างสรรค์ลวดลาย การออกแบบและตัดเย็บ รวมถึงการปักประดับด้วยเทคนิคต่าง ๆ อันวิจิตรบรรจง ส่งต่อให้ผู้สวมใส่เกิดความภาคภูมิใจ 

2. ในด้านแนวปฏิบัติทางสังคม และความรู้ความเข้าใจในการนำ ชุดไทย ไปสวมใส่ให้เหมาะสมกับโอกาส แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทย เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม
ที่สืบทอดกันมาช้านาน บ่งบอกถึงความผูกพันของครอบครัว ชุมชนและสังคม การสวมใส่ชุดไทยช่วยเสริมบุคลิกภาพของสตรีไทยให้ดูสง่างามในความเป็นไทย ใช้ในโอกาสที่เหมาะสมทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 

3. ส่งเสริมกระบวนการทางความคิด มีการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งการให้ความเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และย้ำเตือนให้ผู้คนในปัจจุบัน ได้ตระหนักถึงรากเหง้าวัฒนธรรมคุณค่าฝีมือช่างคนไทยที่สืบทอดวิชาการออกแบบตัดเย็บสิ่งทอ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจสู่การเรียนรู้สร้างสรรค์แฟชั่นของคนรุ่นใหม่ โดยนำผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น มาออกแบบตัดเย็บเป็นชุดไทยทั้งแบบอนุรักษ์และสร้างสรรค์ 

4.ในด้านเศรษฐกิจ การสวมใส่ชุดไทยของผู้คนมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนให้หมุนเวียนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ชุดไทย สามารถสวมใส่และศึกษาเรียนรู้ได้ในคนทุกกลุ่ม ทั้งในครอบครัว ชุมชน การศึกษาในระบบ นอกระบบ รวมถึงการศึกษาตามอัธยาศัย และอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ เป็นซอฟท์พาวเวอร์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

009
 

IOC รับรองศูนย์การศึกษาโอลิมปิก’สวนสุนันทา’ แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์’ระดับโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790022

IOC รับรองศูนย์การศึกษาโอลิมปิก'สวนสุนันทา' แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์'ระดับโลก'

IOC รับรองศูนย์การศึกษาโอลิมปิก’สวนสุนันทา’ แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์’ระดับโลก’

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.04 น.

IOC รับรอง ‘ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก’ ‘สวนสุนันทา’ แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์ ‘ระดับโลก’

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุริยัน  สมพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาโอลิมปิก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567   คณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติ หรือ International Olympic Committee  ให้การรับรอง ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา แหล่งเรียนรู้ด้านโอลิมปิกศาสตร์แห่งที่ 69 ของโลก เเละเป็นชาติที่ 4 ของเอเชีย ที่มีศูนย์การศึกษาโอลิมปิก (OSC)  ณ ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก กรุงโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์   โดยการให้การรับรองในครั้งนี้ เพื่อให้ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก เป็นเเหล่งเรียนรู้ เเละเผยเเพร่อุดมการณ์โอลิมปิก  ส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านโอลิมปิกศาสตร์ รวมทั้งพัฒนากิจกรรมการศึกษาค่านิยมโอลิมปิก หรือ Olympic Values Education Programmer  ให้เเก่เด็ก เยาวชน เเละประชาชนคนไทยได้เรียนรู้เเละเข้าใจในคุณค่าของโอลิมปิก เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โอลิมปิกในประเทศไทยต่อไป

สำหรับศูนย์การศึกษาโอลิมปิกอันดับ 1 ของเอเชีย ได้เเก่ มหาวิทยาลัยการกีฬาปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (Beijing Sport University, 1994) 2. มหาวิทยาลัยสึกุบะ ญี่ปุ่น (University of Tsukuba, 2010) 3. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเกาหลี (Korea National Sport University, 2019) เเละ 4. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (Suan Sunandha Rajabhat University, 2024)

‘เพิ่มพูน’ชี้จัดทำระบบ TRS กว่า 20 ล้าน เพื่อช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789941

'เพิ่มพูน'ชี้จัดทำระบบ TRS กว่า 20 ล้าน เพื่อช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

‘เพิ่มพูน’ชี้จัดทำระบบ TRS กว่า 20 ล้าน เพื่อช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร ศธ.ว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการยกระดับผลประเมินตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการยกระดับ PISA ที่มี นายธงชัย ชิวปรีชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นประธาน โดยได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานของ ศธ.เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการนำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีแนวคิดจะจัดทำโอเน็ตพลัส เพื่อใช้ในการสอบเทียบนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนก็ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดสอบโอเน็ตทั้งออนไลน์และออนไซต์ ทำให้รับรู้และรับทราบปัญหาในหลายๆ เรื่อง ซึ่งในการจัดสอบครั้งหน้าก็คงจะต้องมีการปรับ ทบทวนกระบวนการ โดยขอให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ไปดูว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถกระจายสนามสอบออกไปยังโรงเรียนต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดภาระเด็ก ไม่ให้เด็กต้องเดินมาหาสถานที่สอบ

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาที่เด็กสมัครแล้วไม่ยอมมาสอบ ก็คงต้องสื่อสารทำความเข้าใจว่าเพื่อลดภาระเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงต้องปรับกระบวนการสอบใหม่ เช่น ที่ผ่านมาจะกำหนดวันสอบตรงกับวันหยุดยาว หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งบางครอบครัวอาจจะอยากเดินทางไปต่างจังหวัดเด็กก็อยากเดินทางไปกับครอบครัวก็เลยไม่มาสอบช่วงวันหยุดยาว เพราะการสอบไม่ได้มีผลกับตัวเด็ก ดังนั้นจึงอาจต้องปรับโดยขอให้ สทศ.มองให้รอบด้านวางแผนบริหารจัดการให้ครบทุกมิติ ส่วนที่จะให้คะแนนโอเน็ตมีผลต่อตัวเด็ก เช่น ให้มีผลต่อการเลื่อนชั้นเรียนนั้น ก็คงต้องมาดูรายละเอียด เพราะบางโรงเรียนก็นำผลสอบโอเน็ตมาดูความถนัดของนักเรียน ซึ่งก็ต้องไปดูรายละเอียด เพื่อปรับให้เหมาะสม ให้การนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

“ส่วนความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณ 2567 ในส่วนของ ศธ.นั้น ถูกตัดไป 200 กว่าล้าน ซึ่งต้องขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่เห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะการศึกษาในปัจจุบันมาตรฐานก็ยังดูเหมือนถดถอยก็เนื่องมาจากงบประมาณถูกตัด การทำงานต่างๆ ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ ก็ต่องขอบคุณผู้บริหารองค์กรหลักและบุคลากรของศธ.ที่เข้าไปชี้แจงข้อมูลให้เห็นความจำเป็นของการจัดการศึกษา และถ้าถูกตัดงบไปจะมีผลกระทบอย่างไรกับการจัดการศึกษา ส่วนความคืบหน้าในการของบจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ Teacher Rotation System หรือ TRS สำหรับดำเนินการย้ายทุกกรณี กว่า 20 ล้านบาทนั้น ทางสำนักงานประมาณขอตัดไปในรอบแรกและขอให้ไปตั้งงบปี 2568 ซึ่งทาง ศธ.ก็พยายามสื่อสารทำความเข้าใจ ในขั้นตอนแปรญัตติ เพื่อให้ได้รับงบมาดำเนินการภายในปี 2567 เพราะเป็นระบบที่สำคัญช่วยลดภาระครูในการจัดทำเอกสารต่างๆ และการใช้งบเพียง 20 ล้านบาท มาดำเนินการในเรื่องนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก” รมว.ศธ.กล่าว

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789940

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.09 น.

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

28 กุมภาพันธ์ 2567 นายปองธรรม อินทร์ไทร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการผลิต องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) หรือองค์การค้าของสกสค. เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2567 องค์การค้าฯได้ประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ถือว่าล่าช้ากว่าทุกปี เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.)ได้ปรับต้นฉบับเนื้อหาหนังสือแบบเรียนให้ทันสมัย โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีการปรับปรุง 11 เล่ม และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 39 เล่ม รวมเป็น 50 เล่ม

ขณะเดียวกันต้องการให้หนังสือเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) นำขึ้นประกาศรายชื่อหนังสือเรียนที่ลงในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ สำหรับเลือกใช้ในสถานศึกษาทุกปกพร้อมกัน เนื่องจากมีการปรับปรุงต้นฉบับหนังสือเรียนถึง 50 รายการ จึงไม่สามารถลงบัญชีรอบเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ตามปฏิทิน สพฐ. ได้ทัน จึงมาลงบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ สำหรับเลือกใช้ในสถานศึกษา รอบพิเศษ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567

ทั้งนี้ ทำให้องค์การค้าฯต้องประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เพื่อรอให้ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์ก่อน โดยการประกวดราคาองค์การค้าฯต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด

นายปองธรรม กล่าวว่า หากดำเนินการโดยใช้วิธี E-Bidding จะใช้เวลานานกว่า 110 วัน องค์การค้าฯ จึงใช้วิธีคัดเลือก ซึ่งใช้เวลาเพียง 25 วันโดยประมาณ ภายใต้เงื่อนไขต้องผลิตหนังสือเรียนให้ทันเปิดภาคการศึกษา 2567 ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 โดยองค์การค้าฯ แบ่งการประมูลหนังสือเรียนเป็น 30 กลุ่ม จำนวน 25.23 ล้านเล่ม วงเงิน 980 ล้านบาท และเชิญสำนักพิมพ์มากถึง 19 สำนักพิมพ์ มาร่วมประกวดราคา เพื่อให้กระจายงานไปให้สำนักพิมพ์ได้มากที่สุด และให้เกิดความโปร่งใส

สำหรับเกณฑ์การเลือกสำนักพิมพ์จะต้องเป็นโรงพิมพ์ที่มีศักยภาพเคยขึ้นทะเบียนและรับงานพิมพ์กับองค์การค้าฯ หรือเป็นโรงพิมพ์ของรัฐ ที่คาดว่าจะสามารถพิมพ์งานนี้ได้ และสามารถผลิตหนังสือเรียนได้ทันเปิดภาคการศึกษา 2567 โดยจะเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 แยกเป็น 2 ซอง คือ ซองคุณสมบัติ และซองราคา จะรับเอกสารตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 12.00 น. และเปิดซองเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ขอยืนยันว่าจะดำเนินประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือเรียนด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งสำนักพิมพ์ที่ชนะการประกวดราคาจัดพิมพ์หนังสือเรียนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 55 วัน เพื่อจัดส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็กได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ! แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789859

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ!  แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ! แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.35 น.

ชาวอุเทนถวายรวมตัว ยื่นหนังสือคัดค้านย้ายที่ตั้งสถาบัน “ศุภมาส” นั่งหัวโต๊ะรับฟัง 6 ข้อเรียกร้อง ก่อนมอบให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลคลี่คลายข้อพิพาทให้เร็วที่สุด ระบุการแก้ปัญหาต้องเคารพและยึดหลักกฎหมาย ย้ำยังรับนักศึกษาชั้นปี 1 ปีการศึกษา 2567 ตามปกติ จากนั้นได้ยกพลไปสภาฯ ร้อง ‘วันนอร์-ชวน’ ทบทวน ‘2มาตรา’ ใน ‘พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2551’ ค้านย้ายมหาวิทยาลัย หวั่นให้อำนาจเข้ามาหาผลประโยชน์ในที่ดิน

ช่วงเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย มีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย และอื่นๆ เดินทางมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายกันอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการออกจากพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

โดยในเวลา 09.00 น. ได้ทำพิธีบวงสรวงองค์พระวิษณุกรรมเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนเริ่มจัดรูปขบวนภายในมหาวิทยาลัย จากนั้นเวลา 9.30 น. ได้เริ่มเดินขบวนเข้าถนนพญาไท มุ่งหน้าแยกสามย่าน แล้วมุ่งหน้าไปยื่นหนังสือถึงสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ คัดค้านการย้านสถาบันไปพื้นอื่น

เวลา 10.00 น. ที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย สมาคมศิษย์เก่า และคณะอาจารย์อุเทนถวาย 120 คน นำโดย นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง ขอคัดค้านการย้าย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (อุเทนถวาย)

หนังสือดังกล่าวมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ขอคัดค้านการย้ายเขตพื้นที่การศึกษา เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท หรือ “อุเทนถวาย” ออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ธำรงตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ เพื่อใช้เฉพาะกิจการการศึกษาวิชาช่าง โดยมีชื่อ “อุเทนถวาย”ไว้เช่นเดิม

2.พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อสนับสนุนจัดทำร่าง ยกวิทยฐานะส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาที่ดินพระราชทานอันเป็นที่ตั้งของ อุเทนถวาย ให้มีศักยภาพต้านความพร้อมในการรองรับการพัฒนาสรรพความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในยุคปัจจุบัน ให้พร้อมต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติ จนเป็นที่ปรากฏต่อสังคมโลกทั่วไป

3.พิจารณามีคำสั่งให้ อุเทนถวาย มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน และการพัฒนาสถานที่เพื่อรองรับการศึกษาต่อไปได้, ให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน แต่มีระบบการบริหารจัดการที่มีความเป็นเอกเทศ อิสระและคล่องตัว สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งผ่านการกำกับดูแลและสนับสนุนจากหน่วยงาน ด้านการศึกษาของภาครัฐโดยตรง ทั้งนี้ ต้องไม่มีเงื่นไขให้การพัฒนาสถนศึกษาอุเทนถวายอยู่ภายใต้ภาระผูกพันการอ้างสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากนิติบุคคล จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เพื่อสั่งให้ชะลอ หรือระงับได้

4.โดยเหตุที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน อุทิศให้โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีเนื้อที่เป็นเศษเสี้ยวส่วนน้อยของที่ดินของนิติบุคคลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่มีเหตุขัดข้องในการหยิบยกแปลความพระราชประสงค์ผิดแผกแตกต่างไปจากประวัติความเป็นมาเพื่อเอาไป เป็นของนิติบุคคล ชาวอุเทนถวายจึงมีความจำเป็น โดยได้ทำการร้องขอความเป็นธรรมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในประเด็นนี้ด้วย

อนึ่ง เพื่อบรรเทาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ชาวอุเทนถวายขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรี และท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ได้โปรดดำเนินการมุ่งเน้นยึดถือประโยชน์การศึกษา ให้เป็นที่ตั้งสำหรับการศึกษาวิชาช่างก่อสร้างเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยเข้ามายุติปัญหาการนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการศึกษาอันเป็นที่ตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ไปเป็นของนิติบุคคลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์หรือประโยชน์ส่วนบุคคลใดๆ ด้วยการจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันเป็นที่ตั้งสถานศึกษาเท่านั้น และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณะประโยชน์ตามแบบที่กฎหมายกำหนด

5.ขอให้ยกเลิกคำสั่ง ระงับคำสั่งหรือไม่ออกคำสั่ง โดยไม่มีการโยกย้ายนักศึกษาอุเทนถวายไปเรียนที่แห่งอื่น การงดรับนักศึกษาใหม่ รวมทั้งโยกย้ายคณะครู อาจารย์ บุคคลากร และเจ้าหน้าที่ไปประจำการที่อื่น

6.ขอให้มีการออกหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย สัดส่วนเท่ากัน มีประธานและคณะกรรมการฝ้ายที่สามมีที่มาจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือคาดหมายได้ว่ามีประโยชน์ได้เสียกับคู่กรณี และระบุกำหนดการแล้วเสร็จอย่างเป็นรูปธรรม จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ด้วยความเข้าใจข้อเรียกร้องชาวอุเทนถวายตามหนังสือนี้ ก่อนใช้อำนาจสั่งการ ดำเนินการ หรือแนวทางใดๆ ในการยุติข้อพิพาท หากท่านนายกรัฐมนตรี เห็นเป็นการสมควร ขอได้โปรดมีหนังสือเชิญประชุมหารือแนวทางเสนอบุคคลฝ่ายคู่กรณี และเสนอประธานและคณะกรรมการฝ่ายที่สามเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท ต่อไป

จากนั้น เวลา 14.00 น. ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย ประมาณ 2,500 คนได้เคลื่อนขบวนมาที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมกับสลับกันขึ้นปราศรัยโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 มาตรึงกำลังพร้อมวางแผงเหล็กกั้นบริเวณหน้ากระทรวง ขณะที่ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว.พร้อมกับศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว.ได้คอยเจรจากับกลุ่มผุ้ชุมนุมเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรยากาศการชุมนุมคลี่คลายลง

ต่อมา น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว. เดินทางมารับข้อเรียกร้องของศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวายพร้อมกับ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกุล) นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตน์ ประธานคณะทำงาน รมว.กระทรวง อว. นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. โดยมีตัวแทนนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย จำนวน 5 คน นำโดยนายศุภชัย ลิ้มพิพิฒน์โสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่า นายคูณแสน โควศวนนท์ นายกสโมสรนักศึกษา เข้ายื่นข้อเรียกร้อง จำนวน 6 ข้อ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที

จากนั้น น.ส.ศุภมาส แถลงข่าวว่า ตนตั้งใจมารับข้อเรียกร้องด้วยตัวเอง โดยจากข้อเรียกร้องทั้งหมด กระทรวง อว.จะรับประเด็นไว้เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาโดยเร็วที่สุด ซึ่งในบางเรื่องก็อยู่ระหว่างการพูดคุยหารือหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการแก้ไขปัญหา แต่อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาจะต้องเคารพและยึดหลักของกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาของประเทศเป็นสำคัญ ส่วนการเปิดรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2567 ของ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนั้น ขอย้ำว่า ยังคงเปิดรับตามปกติ แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนเพื่อให้สอดรับกับแผนการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ได้กำหนดไว้

เวลา 15.30 น. กลุ่มชาวอุเทนถวาย ได้เดินทางจาก กระทรวง อว. มายังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัย ทบทวนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551

ต่อมาในเวลา 16.30 น. นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษาอุเทนถวาย และนายสมชัย ไตรพิทยากุล นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย เป็นตัวแทนกลุ่ม เข้ายื่นหนังสือบริเวณจุดรับหนังสือศาลาแก้ว รัฐสภา โดยมีนายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับยื่นหนังสือ

ด้านนายทักษิต กล่าวว่า กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย สมาคมศิษย์เก่า และคณะอาจารย์อุเทนถวาย เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัย ทบทวน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ในมาตรา 13 ที่บัญญัติว่า ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ดังต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย และ มาตรา 16 ที่บัญญัติ ว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่างๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่าให้เช่า ซึ่งพวกตนมองว่าก่อนหน้านี้พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุไว้แต่ได้มีการแก้ไขให้อำนาจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาบริหารจัดการหาผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งขัดกับพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งให้ใช้ในการศึกษาเท่านั้น

ขณะที่นายเจษ กล่าวว่า จะตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องเรียบร้อย ก่อนจะกราบเรียนประธานสภาฯอย่างเร็วที่สุด

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789928

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.40 น.

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

28 กุมภาพันธ์ 2567 ความคืบหน้าภายหลังเว็บไซต์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เผยแพร่ประกาศสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ยกเลิกรายชื่อ และมติแต่งตั้งผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดี โดยอ้างว่าเพิ่งประจักษ์ชัดเจนว่าขาดคุณสมบัติ และไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนั้น 

ล่าสุด เว็บไซต์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เผยแพร่คำแถลงการณ์ เรื่อง “การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินการเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีและการยกเลิกรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช” มีเนื้อหาระบุว่า…

ตามที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผ่านช่องทางสื่อในหลายช่องทางนั้น มหาวิทยาลัยขอยืนยันว่าเรื่องที่มีการกล่าวพาดพิงนั้นไม่เป็นความจริง และได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ตามการนำเสนอข่าวไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้ว

มหาวิทยาลัยจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินการเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีและการยกเลิกรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ดังนี้

ตามฐานอำนาจแห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2521 สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการแต่งตั้งอธิการบดีและให้คำแนะนำในการเสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 ได้มีมติเลือก รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ให้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี แต่เนื่องจากปัจจุบันสภามหาวิทยาลัยพบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีเป็นที่ประจักษ์พร้อมพยานหลักฐานที่ชัดเจนเปลี่ยนแปลงไปแล้วว่า รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ขาดคุณสมบัติและไม่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งอธิการบดีสภามหาวิทยาลัยจึงได้มีมติเพิกถอนมติเดิมและยกเลิกรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบด

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยได้มีการเปิดโอกาสแก่รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย ในส่วนของการเพิกถอนมติเดิมนั้นเป็นไปตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติ ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 สำหรับข้อเท็จจริงที่พบเป็นที่ประจักษ์นั้นเป็นข้อมูลที่มีชั้นความลับจึงขอสงวนการชี้แจง ซึ่งการเปิดเผยอาจทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียชื่อเสียงได้

สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชขอยืนยันว่า กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีข้างต้นนั้น เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยได้กระทำตามกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระกรุณาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และได้เปิดโอกาสรับฟังจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ปราศจากอคติ และเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างสูงสุด หากสภามหาวิทยาลัยให้คำแนะนำในการเสนอบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและไม่เหมาะสมแล้วก็ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายรวมถึง แนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาฯ และอาจเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้ ในการนี้ เพื่อความโปร่งใสมหาวิทยาลัยได้ขอนัดพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อชี้แจงข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเรื่องนี้แล้วด้วย