ผบ.ตร.มอบโล่-รางวัล สภ.จอหอ เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลั่งสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789923

ผบ.ตร.มอบโล่-รางวัล สภ.จอหอ เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลั่งสำเร็จ

ผบ.ตร.มอบโล่-รางวัล สภ.จอหอ เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลั่งสำเร็จ

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.54 น.

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบโล่และรางวัลแก่ตำรวจ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลุ้มคลั่งใช้ปืนยิงประตู จับแฟนสาว แม่ และลูกค้าเป็นตัวประกัน ให้มอบตัวสำเร็จ และช่วยเหลือตัวประกันปลอดภัยทุกคน ยกเป็นแบบอย่างการปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา ที่สามารถเกลี้ยกล่อมชายหนุ่มที่ง้อแฟนไม่สำเร็จ ใช้อาวุธปืนยิงประตู 1 นัด จับแฟนสาวและแม่ รวมทั้งลูกค้าเป็นตัวประกัน ให้มอบตัวได้สำเร็จ และสามารถช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน โดยมี พ.ต.อ.นธีร์ สุคุณา ผู้กำกับการ สภ.จอหอ เป็นผู้แทนรับมอบ

โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายมีอาการคลุ้มคลั่งเนื่องจากง้อแฟนไม่สำเร็จ จึงใช้อาวุธปืนยิงประตู 1 นัด และจับแฟนสาว รวมทั้งแม่ของแฟนสาว และลูกค้าที่กำลังมาติดต่องานเป็นตัวประกัน เหตุเกิดภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.ตลาด อ.เมือง จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จอหอ นำโดย พ.ต.อ.นธีร์ สุคุณา ผู้กำกับการ สภ.จอหอ นำกำลังรีบเข้าตรวจสอบและเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุ ช่วยเหลือตัวประกันทุกคนออกมาได้สำเร็จ ขณะที่การดำเนินการเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง จึงมีท่าทีที่อ่อนลงก่อนยอมมอบตัว จึงควบคุมไปสอบสวนที่ สภ.จอหอ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การเข้าช่วยเหลือและระงับเหตุครั้งนี้เป็นไปตามหลักยุทธวิธี สามารถเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุให้มอบตัวได้สำเร็จ และช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยหัวใจความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สมควรได้รับการยกย่องชื่นชม จึงมอบโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมรางวัลให้ข้าราชการตำรวจ สภ.จอหอ ที่เข้าปฏิบัติการครั้งนี้ทุกนาย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789922

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.52 น.

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

28 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีกระทรวงศึกษาธิการ เสนอของบประมาณสนับสนุนให้จัดสรร “นักการภารโรง” ให้สถานศึกษาทั่วประเทศ ว่า จากการลงพื้นและได้รับฟังสภาพปัญหาอุปสรรคต่างๆนั้น ทำให้ทราบถึงปัญหาของโรงเรียนว่าการที่โรงเรียนไม่มีนักการภารโรง ส่งผลทำให้ครูมีภารเพิ่มขึ้น คือ นอกจากจะทำหน้าที่ในการสอนนักเรียนแล้ว ยังต้องทำงานที่ไม่ใช่การสอน เช่น ต้องทำหน้าที่ในการซ่อมบำรุง ทำความสะอาดอาคารสถานที่ ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและอีกหลายๆ หน้าที่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเห็นในปัญหาดังกล่าว จึงอยากให้ครูได้มีเวลาในการเตรียมการสอน รวมทั้งดูแลเด็กนักเรียน และพัฒนาตัวเองมากขึ้น

“กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีการตั้งเรื่องของบประมาณปี 2567 ในการจ้างนักการภารโรงให้ทุกโรงเรียนที่ขาด โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีความต้องการนักการภารโรงจำนวน 14,210 อัตรา เป็นเงิน 639,450,000 บาท อัตราคนละ 9,000 บาทต่อเดือน สามารถเริ่มจ้างได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2567 นอกจากนี้ในงบประมาณปี 2568 ยังจะมีการดำเนินการจ้างอีกจำนวน  25,370 อัตรา เป็นเงินจำนวน 2,739,960,000 บาท ซึ่งจะสามารถดำเนินจ้างได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 จากนั้นก็จะดำเนินการเตรียมการเพื่อของบประมาณในปีต่อๆไปอีกด้วย” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

มช.จับมือยนต์ผลดีเปิด ‘โรงเรียนโรงสี’แห่งแรกในไทย ยกระดับข้าวไทยปลอดภัย ปราศจากสารเคมีกำจัดมอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789781

มช.จับมือยนต์ผลดีเปิด ‘โรงเรียนโรงสี’แห่งแรกในไทย  ยกระดับข้าวไทยปลอดภัย ปราศจากสารเคมีกำจัดมอด

มช.จับมือยนต์ผลดีเปิด ‘โรงเรียนโรงสี’แห่งแรกในไทย ยกระดับข้าวไทยปลอดภัย ปราศจากสารเคมีกำจัดมอด

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด จ.นครสวรรค์ จัดพิธีเปิด “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าว” โดยมี ดร.วิสูตร จิตสุทธิภากร ประธานกรรมการ บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยรศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.กานต์ จิตสุทธิภากร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด เข้าร่วมงาน

ดร.วิสูตร จิตสุทธิภากร ประธานกรรมการฯ กล่าวว่า ด้วยความรู้และประสบการณ์ ที่มีมานาน 74 ปี ในด้านการสีแปรรูปข้าว จึงได้จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าว หรือ “โรงเรียนโรงสี” เพราะเล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการสีแปรรูปข้าว มีเครื่องจักรและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องมีแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในการส่งเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการโรงสีรวมถึงผู้ที่สนใจ จึงเกิดเป็นการสร้างหลักสูตร “การบริหารจัดการโรงสีข้าวทันสมัย” สำหรับผู้บริหารโรงสีข้าวเป็นแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นมา

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าวมีการดำเนินการสีข้าวสารจำหน่ายในตรา“พลังนา” เพื่อเป็นต้นแบบในธุรกิจโรงสีข้าวในแนวทางวิสาหกิจเพื่อสังคม ด้วยการแบ่งผลกำไรที่ได้จากการสีข้าวมาพัฒนาแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการปลูกข้าวด้วยวิธีการเปียกสลับแห้ง ไม่เผาฟาง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน นอกจากนี้ข้าว “พลังนา” ทุกเมล็ดจะผ่านกระบวนการ UTD RF ในการทำหมันมอด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้าวสารมีความปลอดภัยกับผู้บริโภค ปลอดจากสารเคมีตกค้าง 100% และมุ่งหวังให้เป็นตัวอย่างของโรงสีข้าวที่สามารถดำเนินธุรกิจพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สำหรับพิธีลงนามความร่วมมือ “การสนับสนุนส่งเสริมศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าว” ระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ยนต์ผลดี จำกัด รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ มีทั้งสิ้น 5 ข้อประกอบด้วย 1.ร่วมกันดำเนินงานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี UTD RF รวมถึงงานวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่วมวิจัยพัฒนาระบบกำจัดแมลงและไข่แมลงด้วยเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานเชิงพาณิชย์ของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ในการขยายกำลังการผลิตการกำจัดแมลงด้วยเทคโนโลยี UTD RFจากเดิม 1 ตัน/ชั่วโมง/ยูนิต เป็น 3-5 ตัน/ชั่วโมง/ยูนิต เป็นต้น 2.ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ฯ ให้แก่ผู้ประกอบการโรงสี วิสาหกิจชุมชน และผู้บริโภค 3.ร่วมกันดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องทั้งจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 4.ร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์เทคโนโลยี UTD RF ให้เป็นที่รับรู้แก่กลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และ 5.ร่วมกันแลกเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรบุคลากร เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐาน

“ความร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงบุคลากรที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในนวัตกรรมมากกว่า 500 คน เกิดการลงทุนในการวิจัยพัฒนาไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท ทั้งยังสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการถ่ายทอด และเผยแพร่การใช้งานเทคโนโลยี UTD RF เชิงพาณิชย์สู่โรงสีขนาดใหญ่กว่า 28 ล้านบาทสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยีกว่า 70 คน คิดเป็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 91 ล้านบาท เกิดการยกระดับข้าวไทย ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัย ปราศจากการใช้สารเคมีในการผลิต สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับต่างประเทศต่อไป” รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ ดร.กานต์ จิตสุทธิภากรผู้จัดการทั่วไป บจก.ยนต์ผลดี กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยีและอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีเครื่องกำจัดมอดและไข่มอดด้วยเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ UTD RF (Uniform Thermal Distribution Radio Frequency) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ในตรา ไบโอ-คิว (BiO-Q) ตั้งแต่ปี 2560 เทคโนโลยี UTD RF นี้ สามารถใช้กำจัดมอดและไข่มอดได้อย่างสมบูรณ์ในเมล็ดข้าวสาร ปัจจุบันเครื่องไบโอ-คิวได้รับการพัฒนารูปแบบเครื่องจักรให้มีความเหมาะสมในการใช้งานในโรงสีข้าวนำไปผ่านการทดสอบความปลอดภัยด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. (PTEC) ผ่านการขึ้นบัญชีนวัตกรรมของสำนักงบประมาณ และร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเลขที่ มอก.3127-2563 ส่งผลให้ข้าวสารบรรจุถุงมีคุณภาพดี ปราศจากมอดจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคเรื่องความสะอาด ปราศจากสารเคมีกำจัดมอดที่ก่อมะเร็งตกค้างอยู่ในข้าวสาร

สอศ.จับมือ SPU ผลิตกำลังคนด้านโลจิสติกส์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789783

สอศ.จับมือ SPU ผลิตกำลังคนด้านโลจิสติกส์ฯ

สอศ.จับมือ SPU ผลิตกำลังคนด้านโลจิสติกส์ฯ

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม นำโดยนายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วย ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพที่ทันสมัย โดยมีผู้บริหาร ม.ศรีปทุม และ ผู้บริหาร สอศ. เข้าร่วม ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

นายสง่า กล่าวว่า สอศ. มีภารกิจหลักทางการจัดการศึกษา เพื่อการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ ให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพและสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้เกิดการพัฒนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ในทักษะใหม่ที่ทันสมัย โดยคำนึงถึงคุณภาพความเป็นเลิศทางวิชาชีพรวมถึงการขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา ในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมจึงมีความสำคัญยิ่งในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาด้านวิชาชีพให้ครู บุคลากรอาชีวศึกษา รวมถึงนักเรียน นักศึกษา ที่จะมีโอกาสในการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพที่ทันสมัยในสาขาวิชาโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (New S – Curve) ที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ มีสถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาภาครัฐให้ความสนใจเข้าร่วม 50 แห่ง และทางสอศ. จะได้ขยายผลไปถึงสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนต่อไปด้วย

ด้าน ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมานอธิการบดี ม.ศรีปทุม กล่าวว่า ม.ศรีปทุม ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษา ที่ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ มีหลักสูตรหลากหลายสาขาวิชาทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก อีกทั้งยังมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัย จัดการสอนที่เน้นการฝึกทักษะ และมีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบทำให้เกิดการบูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญในการประสานความร่วมมือในการจัดการพัฒนาการอาชีวศึกษา โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ความชำนาญ อาทิ สาขาวิชาโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดการจุดอ่อนในการเรียนรู้ สร้างเป็นคลังความรู้และสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน ตลอดจนการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และระดับบัณฑิตศึกษาให้มีความเข้มแข็งเป็นการสร้างคนคุณภาพด้วยกันต่อไป

ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ม.ศรีปทุม กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้างการรับรู้ทางวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครูรวมถึงงานวิชาการและการวิจัย ในสาขาโลจิสติกส์และซัพพลายเชนและสาขาที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัยและก้าวทันกับเทคโนโลยี เพื่อการผลิตและพัฒนาคนสมรรถนะสูงทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา

‘ศุภมาส’ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัย หากไทยใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789782

‘ศุภมาส’ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัย หากไทยใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

‘ศุภมาส’ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัย หากไทยใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่าหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาในงาน iBusiness Forum 2024 หัวข้อพลิกเศรษฐกิจไทยก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดประเด็นเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์พลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยนั้น ขอย้ำว่าตนก็ได้มีการประกาศนโยบายส่งเสริมให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แก้ไขความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วตามที่ได้ประกาศนโยบาย “อว. For EV” ไปแล้วขอเรียนว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) หน่วยงานในสังกัด อว. และมีฐานะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ มีความพร้อมทั้งด้านกฎหมายและศักยภาพบุคลากรในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ตามมาตรฐานสากล หากไทยมีแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมสำคัญ

ด้าน รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใน 32 ประเทศ และผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 10 ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ประเทศลำดับต้นๆที่มีคือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จีน ส่วนประเทศที่กำลังจะมี คือ บังกลาเทศ อียิปต์ และตุรกี โดยทั่วโลก มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กว่า 400 โรง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกกว่า 50 โรง ดังนั้นมั่นใจว่าประเทศไทยพร้อมกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ หากรัฐบาลไทยผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ปส. ได้พัฒนากฎหมายในการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์ตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 พร้อมทั้งกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 20 ฉบับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลสำหรับการเตรียมพร้อมหากประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดยปัจจุบันที่เป็นที่นิยมมากขึ้นคือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงานแบบ SMR (Small Modular Reactor) นอกจากนี้การจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ประเทศไทยยังต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งจากความเสียหายทางนิวเคลียร์ และจำเป็นต้องมีกฎหมายที่มีเนื้อหาอนุวัติการอนุสัญญาที่สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1.อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งจากความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Vienna Convention on Civil Liability for Nuclear Damage) 2.พิธีสารแก้ไขอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งจากความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Protocol to Amend the Vienna Convention on Civil Liability for Nuclear Damage) 3.พิธีสารร่วมระหว่างอนุสัญญากรุงเวียนนาและอนุสัญญากรุงปารีส (Joint Protocol Relating to the Application of the Vienna Convention and the Paris Convention) 4.อนุสัญญาชดเชยเพิ่มเติมสำหรับความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Convention on Supplementary Compensation for Nuclear Damage)

พร้อมทั้งจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้านและกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีแผนเดินหน้าใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงาน พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มาตรา 45 กำหนดให้ผู้ที่จะตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ต้องได้รับใบอนุญาตจาก เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ตามลำดับ ได้แก่ 1.ใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ (มาตรา 51) 2.ใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ (มาตรา 55) 3.ใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ (มาตรา 64)

และก่อนที่จะขอรับใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ผู้รับใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ต้องทดสอบระบบเครื่องจักรและอุปกรณ์ (มาตรา 62) หรือทางเทคนิค เรียกว่า การทำ cold test และขออนุญาตบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และทดสอบการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ต่อเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (มาตรา 63) หรือทางเทคนิค เรียกว่า การทำ hot test ด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปส. ได้เตรียมความพร้อมในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการพัฒนากฎหมาย การส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร การศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการทางนิวเคลียร์และรังสีทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศเนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์มิใช่เพียงเพื่อผลิตพลังงานเท่านั้น ประเทศยังมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานดังกล่าวมากมายทั้งในด้านการแพทย์ การวิจัย การศึกษา อุตสาหกรรม โดยมี ปส. กำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และสิ่งแวดล้อม

‘TDRI’เผยผลสำรวจ ‘ทักษะ-ใบประกาศฯ’แบบไหน ที่‘นายจ้าง’ต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789846

‘TDRI’เผยผลสำรวจ ‘ทักษะ-ใบประกาศฯ’แบบไหน ที่‘นายจ้าง’ต้องการ

‘TDRI’เผยผลสำรวจ ‘ทักษะ-ใบประกาศฯ’แบบไหน ที่‘นายจ้าง’ต้องการ

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความ “ทีดีอาร์ไอใช้ Big Data สำรวจตลาดแรงงาน ทักษะ “Soft Skill” มาแรงเป็นที่ต้องการของทุกอาชีพ” เนื้อหาดังนี้

ทีมวิจัย “โครงการวิเคราะห์การประกาศหางานออนไลน์” ของทีดีอาร์ไอ ได้พัฒนาระบบติดตามการจ้างงานในประเทศไทย โดยใช้ Big Data และการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ได้พัฒนาต่อยอดจากโครงการการจัดทำฐานข้อมูลความต้องการทักษะแรงงานด้วย Big Data เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษา ที่สนับสนุนโดยกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2561

โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการแรงงานและทักษะต่างๆที่นายจ้างต้องการ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามสภาวะทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยใช้ Big Data จากประกาศรับสมัครงานซึ่งมีความละเอียดสูงและทันสมัย โดยผลการวิเคราะห์นี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตลอดจนมหาวิทยาลัย สถาบันอาชีวะศึกษาและสถาบันฝึกอบรมต่างๆ ที่ผลิตบุคลากรป้อนตลาดแรงงาน

พบ “Soft Skill” เป็นทักษะที่นายจ้างต้องการ

ความพิเศษของการวิเคราะห์ประกาศหางานครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยได้ใช้ประกาศหางาน โดยอ้างอิงข้อมูลทักษะจากฐานข้อมูล Lightcast ที่ได้ทำการจัดเก็บข้อมูลประกาศรับสมัครงานจากทั่วโลก ก่อนที่จะนำมาสกัดทักษะต่าง ๆ และได้จัดหมวดหมู่ทักษะออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1. กลุ่มทักษะที่พบได้ทั่วไป (common skill) เป็นกลุ่มทักษะที่พบในทุกกลุ่มอาชีพ 2. กลุ่มทักษะเฉพาะ (specialized skill) เป็นกลุ่มทักษะที่พบในเฉพาะกลุ่มอาชีพ และ 3. ใบประกาศนียบัตร (certification) เป็นกลุ่มทักษะที่ต้องมีการทดสอบเพื่อได้บัตรประกาศนียบัตร เช่น TOEIC

ในกลุ่มทักษะที่พบได้ทั่วไป (common skill) ในทุกตำแหน่งงานและสาขาธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Soft Skill พบว่าทักษะการประสานงานเป็นที่ต้องการมากที่สุด 354,758 ตำแหน่งงาน (27.31%) ตามมาด้วย ทักษะการขาย พบใน 324,272 ตำแหน่งงาน (24.96%) ทักษะการวางแผนงาน 283,399 ตำแหน่งงาน (21.81%) และ การสื่อสาร  180,920 ตำแหน่งงาน  (13.93%)

ในกลุ่มทักษะเฉพาะ (specialized skill) พบว่าทักษะการบำรุงรักษา (maintenance) มากที่สุด  193,137 ตำแหน่งงาน (14.87%) การควบคุมเครื่องมือและเครื่องจักร 153,405 ตำแหน่งงาน (11.81%) ทักษะด้านบัญชี 134,062 ตำแหน่งงาน (10.32%) ทักษะจัดซื้อจัดจ้าง 70,266 ตำแหน่งงาน (5.41%) ทักษะด้านการติดตั้ง 58,820 ตำแหน่งงาน (4.53%)

ในกลุ่มใบประกาศนียบัตร (certification) พบว่ามีความต้องการผลสอบ TOEIC มากที่สุด 10,413 ตำแหน่งงาน (0.80%) ตามด้วยใบรับรองวิชาชีพเภสัชกรรมตามมาตรฐาน GMP (Pharmaceutical GMP Professional Certification) 7,410 ตำแหน่งงาน (0.57%) และ วุฒิบัตรผู้ตรวจสอบภายใน (Certified Internal Auditor) 3,336 ตำแหน่งงาน (0.26%)

ยังมีผลสำรวจด้านอื่นๆ อีกทีน่าสนใจ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://tdri.or.th/2024/02/bigdata-report-labourmarket-q4-2023/

– 006

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789718

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.24 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

เมื่อวันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2565 ที่หอประชุมสมเด็จย่า โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย (อธิการบดีผู้ก่อตั้ง) กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

สำหรับปีนี้ผู้เข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตามที่สภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีมติอนุมัติ ได้แก่ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง แก่ รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ และปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ แก่ รองศาสตราจารย์ นภาลัย สุวรรณธาดา และสำหรับผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ‘ตุงทองคำ’ คือ นายศิริชัย มาโนช และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุริยพงศ์ วัฒนาศักดิ์

โดยผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต เป็นจำนวน 2,169 คน จากสำนักวิชา แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นวัตกรรมสังคม จีนวิทยา การแพทย์บูรณาการ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมเกษตร นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง วิทยาศาสตร์สุขภาพ และพยาบาลศาสตร์ เป็นบัณฑิตชาวต่างชาติ จำนวน 60 คน ชาวต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ทั้งหมด 100 คน จากจีน เมียนมา ญี่ปุ่น มอริเชียส เกาหลีใต้ เยเมน อเมริกา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ลาว อัฟริกาใต้ ศรีลังกา ภูฏาน อังกฤษ ไนจีเรีย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเปิดสอน 69 หลักสูตร ใน 15 สำนักวิชา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี โท และ เอก ในปีการศึกษา 2566 มีนักศึกษาทั้งสิ้น 14,488 คน จากทั่วทุกภาคของประเทศไทยและจากกว่า 47 ประเทศทั่วโลก จากนโยบายการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง และมีภาษาที่สองเป็นภาษาจีน ตลอดมานั้น ทำให้บัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีทักษะและความสามารถ ที่จะร่วมพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การรับรู้ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นพลเมืองโลกได้อย่างสมบูรณ์ โดยปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 39,612 คน กระจายการทำงานอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ.012

เริ่มเคลื่อนตัวแล้ว! ‘อุเทนถวาย’เดินขบวน ไปสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ-อว. (ประมวลภาพ)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789644

เริ่มเคลื่อนตัวแล้ว! 'อุเทนถวาย'เดินขบวน ไปสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ-อว. (ประมวลภาพ)

เริ่มเคลื่อนตัวแล้ว! ‘อุเทนถวาย’เดินขบวน ไปสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ-อว. (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.57 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 07.00-09.00 น.นักศึกษาและศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย ร่วมลงทะเบียนใต้ถุนอาคาร 4 ณ มทร. ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวายและจัดขบวนกลางสนามฟุตบอล เตรียมความพร้อม

ต่อมาเวลา 09.39 น. อุเทนถวาย เดินขบวนค้านย้ายออกจากพื้นที่ ล่าสุดออกจาก ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายแล้ว

ซึ่งพิกัดแรกที่จะไปคือ สำนักงานทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์ โดยใช้เส้นทางถนนพญไท หลังจากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปต่อที่ซอยโยธี ที่หมายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้ 2 ช่องทางซ้าย ตอนนี้ รถเริ่มติดขัด

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789563

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวินัย รอดจ่าย รองประธานคณะกรรมการพิจารณาตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 กล่าวภายหลังการแถลงข่าวผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดประกวดหนังสือดีเด่นมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการกระจายหนังสือดี มีคุณภาพ และสารประโยชน์สู่สาธารณชนให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อกระตุ้นให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการผลิตหนังสือ เกิดความตระหนักและให้ความสำคัญที่จะผลิตหนังสือดี มีคุณค่า รวมทั้งพัฒนารูปแบบและเนื้อหาสาระให้น่าสนใจ ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มีหนังสืออ่านที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

สำหรับการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 มีผู้ประพันธ์ ผู้จัดพิมพ์ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมส่งหนังสือประกวดรวมจำนวนทั้งสิ้น 338 เรื่อง จากสำนักพิมพ์กว่า 90 แห่ง แยกเป็นกลุ่มหนังสือต่างๆ ได้แก่ หนังสือสารคดี หนังสือนวนิยาย หนังสือกวีนิพนธ์ หนังสือรวมเรื่องสั้น หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ และหนังสือสวยงาม โดยมีหนังสือได้รับรางวัล 56 เรื่อง ดังต่อไปนี้

รางวัลดีเด่น 14 เรื่อง ดังนี้ – หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน 1.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2.ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ เรื่อง กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม 3.ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ เรื่อง คู่มือนำชม 33 พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ – หนังสือนวนิยาย  เรื่องหากน้ำตายังคิดถึงก้อนเมฆ -หนังสือกวีนิพนธ์  เรื่องท่ามกลางวิถีโลกพลิกผัน -หนังสือรวมเรื่องสั้น เรื่อง DIVINE BEING ไม่ใช่มนุษย์ และตัวตนอื่นๆ – หนังสือสำหรับเด็กเล็กอายุ 3-5 ปี เรื่องเจ้าชายน้อยกับเพื่อนใหม่ในล้านนา – หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี มี 2 ประเภท 1) ประเภทบันเทิงคดี เรื่องเรื่องเล่าชาวชะนี 2)ประเภทสารคดี เรื่องเมื่อมะลิผลิบาน – หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี มี 3 ประเภท 1)ประเภทบันเทิงคดี เรื่องโคโค่กับนกฟีนิกซ์ที่หายไป 2)ประเภทสารคดี เรื่อง ปาดนักรายงานอากาศประจำบ้าน 3)ประเภทบทร้อยกรองไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล – หนังสือการ์ตูน และหรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1)การ์ตูน และ หรือนิยายภาพสำหรับเด็ก (อายุ 6-11 ปี) ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2)การ์ตูน และ หรือนิยายภาพทั่วไป (อายุ 12 ปีขึ้นไป) เรื่องเบบี้ ONE MORE TIME 3)การ์ตูนปกิณกะเชิงสร้างสรรค์ เรื่องชุดการ์ตูนเล่มละบาป : แลกชีวิต/ฤทธิ์โจรบู๊/ชู้ไร้อันดับ/ลับ ลวง ใจ/เมาให้ลืม – หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1)ประเภททั่วไป เรื่อง เทวรูปา : ประติมานวิทยาฮินดูจากประติมากรรมชิ้นเอกในศิลปะอินเดีย 2)ประเภทสำหรับเด็ก เรื่องร้องเป็นเล่นสนุก บทร้องเล่นเด็กไทย

รางวัลชมเชย  42 เรื่อง ดังนี้ – หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน 1.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เข้าใจ…แล้วไปต่อ 2)ภูมิทัศน์ภายในอาคาร 3)สัตว์ทะเลไทยใกล้สูญพันธุ์ 2.ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เครื่องเคลือบดินเผาประดับในศิลปกรรมล้านนา 2)พุทธศิลป์ล้านนา : รูปแบบ แนวคิด และการวิเคราะห์ 3)โลก/สลับ/สี 3.ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เราไม่ได้ไปคีร์กีซสถานกันทุกวัน 2) 25 HOW TO อยู่กับ คนออทิสติก อย่างเข้าใจ – หนังสือนวนิยาย มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) กาสักอังก์ฆาต 2) แก่นไม้หอม 3) ออกลายงิ้ว – หนังสือกวีนิพนธ์ มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) จักรวาลในชานเรือน 2) มังกรคาบแก้ว 3) รมณีย์แห่งชีวิต – หนังสือรวมเรื่องสั้น มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) คอลลาจบรรเลง 2) ท่านกัปตันและเรื่องเล่าของคนอื่นๆ 3) หรือเราถูกเลือกให้แหลกสลาย – หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ชื่นใจ ผลไม้ไทยอร่อยจัง 2) ร้องเป็นเล่นสนุก บทร้องเล่นเด็กไทย 3) หมู หมู – หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีมี 2 ประเภท 1.ประเภทบันเทิงคดี มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) กาลครั้งหนึ่ง ณ กาลาปากอส 2) ชวนเล่นรอบดอยตุง 2.ประเภทสารคดี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ก๊อบแก๊บกับเพ็ตตี้ 2) เที่ยวป่าพาเพลิน 3) พายล่องท่องเพลิน – หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปีมี 3 ประเภท 1.ประเภทบันเทิงคดี มีรางวัลชมเชย2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) แค่สนิทกับตัวเองให้เป็น 2) เรื่องของ ป้อง 2.ประเภทสารคดี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ปีสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูกชาย 2) วิถีเรือ สู้เพื่อฝัน บึ้ด..จ้ำ..บึ้ด 3) A LONG WAY TO GO ไปในทางที่ไม่รู้ 3.ประเภทบทร้อยกรอง มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ภูริทัตชาดก 2) เมธาวาที 3) อนันตรา สวามิภักดิ์ – หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1.ประเภทสำหรับเด็ก (อายุ 6-11 ปี) มีรางวัลชมเชย 1 เรื่อง 1) เรื่องผีๆ รอบโลก : ผีอินโดนีเซีย 2.ประเภททั่วไป (อายุ 12 ปี ขึ้นไป) มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) การ์ตูนประวัติศาสตร์ สุโขทัย เมืองมรดกโลก 2) จิตตะ X เลมี่ กับภารกิจแห่งโลกเมต้าเวิร์ส 3) LIFE of TRY ชีวิตต่าย ขายหัวเราะ 3.ประเภทปกิณกะ (ปะ-กิน-นะ-กะ) เชิงสร้างสรรค์ ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล – หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1.ประเภททั่วไป มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) แผนที่ประเทศไทย 77 จังหวัด : ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว 2) วัดปทุมวนาราม 2.ประเภทสำหรับเด็ก มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ชื่นใจ ผลไม้ไทยอร่อยจัง 2) เมืองดินดี 3) หนูรอบรู้ ชวนเพื่อนดูบ้านของสัตว์

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลในพิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้นำผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่นเข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัล ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 เวลา 15.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789561

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม  เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า สสว.มีเป้าหมายในการที่จะบูรณาการทั้ง 8 แพลตฟอร์มของ สสว.ให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงสร้างการรับรู้ออกไปให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งการบูรณาการ 8 แพลตฟอร์มจะช่วยให้ สสว.ได้ประเมินถึงจุดดีจุดด้อยในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมองหาจุดเด่นจุดด้อยของแพลตฟอร์มต่างๆ

สำหรับ 8 แพลตฟอร์มของ สสว. ประกอบไปด้วย 1.SME COACH : เป็นแพลตฟอร์มที่มีจุดเด่นในด้านการให้คำปรึกษาด้าน SME ฟรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญถึง 14 ด้าน สามารถให้คำปรึกษาออนไลน์ พร้อมทั้งมีทีมช่วยเหลือ และติดตามสถานะได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบหรือผ่าน Line OA ของ “SME COACH” โดย สสว.มุ่งหวังจากการบูณาการในครั้งนี้ให้แพลตฟอร์ม SME COACH เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 คน 2.BDS : เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุน ด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business Development Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการแบบร่วมจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 50–80 ตามขนาดของธุรกิจ ซึ่งการบูรณาการจะช่วยให้แพลตฟอร์ม BDS มีการอนุมัติการยื่นข้อเสนอให้เร็วมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือทางด้านงบประมาณให้ได้อย่างรวดเร็ว

3.SME ONE : คือ Web Portal ที่ให้บริการผ่าน http://www.smeone.infoPlatform ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารในแวดวง SME การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา หรือเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งมอบข้อมูลให้กับผู้ประกอบการในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการเงิน การตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ คลิปวีดีโอสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริง และคลิปวีดีโอแนะนำการให้บริการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ SME ONE ยังให้บริการผ่านโซเชียลมีเดีย ช่องทางต่างๆ ได้แก่ Facebook Fan Page : SMEONE Tiktok : smeone.info และ Line OA @smeone 4.SME CONNEXT : Mobile Application เพื่อผู้ประกอบการไทย ที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บทความ การจับคู่ธุรกิจ หรือกิจกรรมอบรม เสวนาทางธุรกิจ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างครบถ้วน ส่งตรงทุกข่าวสารและกิจกรรมผ่านมือถือ และเป็นช่องทางการเชื่อมต่อบริการไปยังแพลตฟอร์มให้บริการต่างๆ เพื่อย่อโลกการให้บริการแบบอัดแน่นไว้ในมือถือเป็น แอปพลิเคชั่นคู่ใจสำหรับผู้ประกอบการ 5.Thai SME GP (ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) : เป็นแพลตฟอร์ม ที่เพิ่มโอกาสการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานภาครัฐผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งพัฒนาระบบสนับสนุนให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คือ http://www.thaismegp.com หรือ THAI SME-GP โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขึ้นทะเบียนรายชื่อและรายการสินค้าและบริการในระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 6.ระบบการส่งต่อเพื่อรับบริการภาครัฐ : เป็นแพลตฟอร์มเพื่อประสานความร่วมมือร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานสนับสนุน MSME ในการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการให้บริการแบบเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อส่งต่อการให้บริการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการรับบริการต่างๆได้ไวขึ้น และสามารถติดตามขั้นตอนในการให้บริการได้

7.SME ONE ID : หรือ หนึ่งรหัสหนึ่งผู้ประกอบการ (One Identification : SME One ID ) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงาน และให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้หมายเลข ID เดียวในการเข้าถึงบริการของภาครัฐทุกหน่วยงาน มุ่งเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสารซึ่งเป็นต้นทุนและอุปสรรคในการขอรับอนุญาตและการส่งเสริมจากหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยโดยโครงการหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งหลังจากการบูรณาการจะทำให้เพิ่มการเข้าถึงผู้สมัครให้มากขึ้น ต้องการให้ข้อมูลของ SME One ID น่าเชื่อถือมากขึ้นเปรียบเสมือนบัตรประชาชน และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และ 8. SME ACADEMY 365 : E-learning Platform ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้มีแหล่งเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเพิ่มทักษะการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีสาระน่ารู้ และเทรนด์ใหม่ๆ อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งปี เพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาหาความรู้ได้เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบทความจากแหล่งความรู้ต่างๆที่มีเฉพาะใน SME ACADEMY 365 เท่านั้นการบูรณาการในครั้งนี้ สสว. คาดหวังว่าต้องการให้ได้รับความนิยม ทั้งผู้ที่เป็นเอสเอ็มอีและผู้ที่อยากเป็นเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ เข้ามาหาข้อมูล ตามข่าวสาร พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจ Soft Power ให้มากเพิ่มยิ่งขึ้น

“สสว. มุ่งเน้นในการหาจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อที่จะนำมาพัฒนาทั้ง 8 แพลตฟอร์มให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งต้องการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อไปและนอกจาก 8 แพลตฟอร์มที่กล่าวมานี้สสว. ยังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะรองรับข้อมูลจากทั้ง 8 แพลตฟอร์มมาเพื่อเก็บเป็น Data ในการที่จะปรับปรุงแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นนั่นก็คือ SME Profile โดยแพลตฟอร์มนี้จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างบริการที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป” นายวรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ Line OA @smeconnext