ม.เกริกเปิดหลักสูตรเพิ่มทักษะค้าขายกับจีน สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782593

ม.เกริกเปิดหลักสูตรเพิ่มทักษะค้าขายกับจีน  สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs

ม.เกริกเปิดหลักสูตรเพิ่มทักษะค้าขายกับจีน สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมกับสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดรับสมัครหลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย – จีน รุ่นที่ 3 (นพธ.3) สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจโอกาสทางการค้ากับประเทศจีน เรียนแบบ Work – Based Learning (WBL) มีทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติภาคศึกษาดูงานทั้งในไทยและจีน

หลักสูตร “นักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย – จีน” (Thai – China Business Developers Program) เป็นหลักสูตรภายใต้โครงการ “การพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจรายย่อย” เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องการทำธุรกิจการค้ากับจีน, นักธุรกิจ SMEs, Otop, พนักงานเอกชน และอื่นๆ ที่ต้องการโอกาสทางการค้ากับประเทศจีน โดยทางสถาบันฯ ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีประสบการณ์ในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม โดยใช้วิธีการเรียนแบบ Work – Based Learning (WBL) ดังนี้ ภาคทฤษฎี : บรรยายในห้องเรียน 14 วิชาหลัก โดยวิทยากรทุกวันเสาร์ 09.00-17.00 น. ภาคปฏิบัติ : ค่ายสร้างสรรค์ธุรกิจ (Business Camping) ภาคศึกษาดูงาน : ทั้งในประเทศ และต่างประเทศณ สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงภาคกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับประกาศนียบัตรหลังสำเร็จการศึกษา

สนใจสามารถสอบถามได้ที่ 065-9553999, 081-9555665, 065-6982497, 02-9705820 ต่อ 456 หรือ Facebook page : หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า-นพธ. หรืออีเมล bdi.krirku@gmail.com, nattinee.tal@staff.krirk.ac.th

โรงเรียนนานาชาติ ออสเตรียให้ทุน เด็กไทยเก่งวิชาการ ดนตรี ศิลปะ การเต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782584

โรงเรียนนานาชาติ ออสเตรียให้ทุน  เด็กไทยเก่งวิชาการ ดนตรี ศิลปะ การเต้น

โรงเรียนนานาชาติ ออสเตรียให้ทุน เด็กไทยเก่งวิชาการ ดนตรี ศิลปะ การเต้น

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

AMADEUS International School Vienna โรงเรียนนานาชาติแห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เปิดออดิชั่น เยาวชนไทย อายุระหว่าง 11-18 ปี ผู้ที่มีความสามารถทางวิชาการ ดนตรี ศิลปะ และการเต้นเพื่อรับทุนแบบ Full Scholarship สนับสนุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษา (Full Scholarship) สำหรับปีการศึกษา 2024-2025 มูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท(ต่อทุน) เปิดรับสมัครแล้ววันนี้-วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สัมภาษณ์และออดิชั่น ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมชิงทุนดังกล่าว กรอกใบสมัครพร้อมแนบผลงาน (YouTube links,portfolio หรือเอกสารอ้างอิง) ผ่านทาง https://forms.gle/GFXMSd8MqLACj6gS6 ได้ตั้งแต่วันนี้-วันที่5 กุมภาพันธ์ 2567 โดยคณะกรรมการ จะคัดเลือกโดยพิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดจากผลงานที่แนบมาพร้อมใบสมัคร จำนวน 16 คน เพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และการออดิชั่นสด ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ระหว่างเวลา 09.30-18.00 น. ณ โรงแรมสินธร
มิดทาวน์ กรุงเทพฯ, วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ MAC International Education Consultant Agency หรือ MIECA โทร. 098-6701238

ผอ.โรงเรียนดังแจง ปมคลิปว่อนโซเชียล พี่ ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782635

ผอ.โรงเรียนดังแจง ปมคลิปว่อนโซเชียล พี่ ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1

ผอ.โรงเรียนดังแจง ปมคลิปว่อนโซเชียล พี่ ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.41 น.

23 ม.ค.67 จากกรณีที่มีเพจ Red Skull ได้โพสคลิปวีดีโอเด็กนักเรียนรุมทำร้ายกันในห้องน้ำโดยมีข้อความว่า “เหตุเกิดในห้องน้ำโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ปทุมธานีค่ะ เด็ก ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1  สาเหตุเกิดจากรุ่นพี่ ม.5 สั่ง ม.2 มา แต่ไม่ใช่แค่รุมทำร้ายเท่านั้นยังกรรโชกทรัพย์ด้วยเด็กกลุ่มนี้มีเรื่องทั้งทำร้ายร่างกาย ยาเสพติด กรรโชคทรัพย์โดยมีบุคคลภายนอกบงการอีกที น้อง ม.1 คนนี้โดนทำร้ายไม่แค่ในโรงเรียน แต่นอกโรงเรียนก็เคยโดนมาแล้ว เด็กกลุ่มนี้ยังขู่ด้วยถ้าเอาเรื่องนี้ไปฟ้องครูหรือผู้ปกครอง มันจะฆ่าน้อง”

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ปทุมธานี โดยนายอำนาจ จันทร์พางาม ผู้อำนวยการโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขออภัยประชาชนและผู้ปกครองทุกท่านที่มีภาพข่าวออกไปกรณีเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทกันภายในโรงเรียน เบื้องต้นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มอบหมายมาทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามาดูแลเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความเชื่อมั่น และความปลอดภัยกับเด็กนักเรียนการดำเนินการของโรงเรียนดำเนินการไปเป็นอย่างไรเพื่อที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องความปลอดภัยเกิดขึ้นแก่เด็กนักเรียน

ส่วนคลิปที่ลงไปทางโซเชียลนั้นเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.2 รุมทำร้ายเด็กนักเรียนชั้น ม.1 ก็เป็นจุดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนักเรียนชั้น ม.1 ได้เข้าไปในห้องน้ำและมีรุ่นพี่นักเรียนชั้น ม.2 เข้าไปรุมทำร้ายซึ่งทางโรงเรียนได้มาทราบข้อมูลเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการนั้นทางคุณครูประจำชั้น และครูผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้เชิญเด็กนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มพร้อมทั้งผู้ปกครองที่อยู่ในภาพคลิปมาสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วมาพูดคุยดำเนินการในการแก้ไขและหาสาเหตุของการเกิดเรื่องนี้ 

และจากการสอบถามนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มแล้วซึ่งทางนักเรียนก็มีการหยอกล้อและนินทากันและมีการทำบันทึกเป็นในรูปแบบของเอกสาร ซึ่งหลังจากพูดคุยกับทางนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มและผู้ปกครองแล้วทางโรงเรียนก็ได้มีการดำเนินการตามระเบียบของโรงเรียนถ้ามีการทะเลาะวิวาทจะมีการหักคะแนนในเรื่องของความประพฤติ ซึ่งการหักคะแนนนั้นทางโรงเรียนได้เชิญผู้ที่ถูกกระทำมาพบซึ่งทางโรงเรียนก็ได้พูดคุยและมีส่วนไหนที่ทางโรงเรียนพอจะช่วยเหลือได้บ้างโดยทางโรงเรียนไม่ได้ไปตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียนชั้น ม.1 

ส่วนนักเรียนชั้น ม.2 ซึ่งเป็นกลุ่มของคนที่ไปทำร้ายเด็กนักเรียนชั้น ม.1 นั้นก็มีการตัดคะแนนความประพฤติจะได้พูดคุยกับทางผู้ปกครองว่าหลังจากจบภาคเรียนนี้อาจจะต้องเปลี่ยนบรรยากาศย้ายสถานศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้บอกกับครูว่า ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ กำลังจะสิ้นสุดภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษานี้ก็อยากให้นักเรียนได้เรียนอยู่ที่นี่ให้จนจบชั้น ม.2 และให้นักเรียนกลุ่มนี้มารายงานตัวกับครูทุกวัน ในการย้ายสถานศึกษานั้นอย่าให้นักเรียน 2 กลุ่มได้แยกออกจากกัน ซึ่งทางผู้ปกครองของนักเรียนชั้น ม. 1 ที่เป็นผู้เสียหายก็ได้มีการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจและได้มีการไกล่เกลี่ยกันไปแล้ว ทางโรงเรียนไม่อาจไปพูดคุยเรื่องไกล่เกลี่ยตรงนี้ได้

ส่วนขบวนการของทางโรงเรียนนั้นได้ติดตามอย่างรัดกุมและรอบคอบมากที่สุดส่วนที่มีนักเรียนชั้น ม.5 เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องตรงนี้ทางโรงเรียนอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแล้วถ้ามีการข่มขู่และเข้าไปทำร้ายกันจริงทางโรงเรียนก็จะมีมาตรการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจากคลิปที่ปรากฏเป็นชุดปลายเวทไม่ใช่ชุดนักเรียนนั้น ปกติทางโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีก็จะมีการให้แต่งชุดนักเรียนเป็นหลัก แต่วันเกิดเหตุทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่และวันเด็กประจำปี 2567 จึงอนุญาตให้เด็กนักเรียนแต่งชุดไปรเวทเข้ามาร่วมกิจกรรมได้

โดยนักเรียนทั้งสองกลุ่มยืนยันว่าเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีทั้งหมดไม่มีโรงเรียนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ปกติทางโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีได้มีการจัดกิจกรรม ให้นักเรียนมีความรักความสามัคคีกัน ซึ่งกิจกรรมนั้นก็บ่งบอกให้รักเพื่อนรักพี่รักน้องที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน แต่นักเรียนทุกคนก็มีความรักสถาบันไม่ว่าจะจะการจัดกิจกรรมผูกโบว์ให้น้องในการปัจฉิมนิเทศ หรือรับน้องเข้ามาใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเขาต้องกราบขออภัยผู้ปกครองและประชาชนที่มีภาพข่าวและคลิปออกไปเช่นนี้

อว.-บพท.ร่วม 3 มหาวิทยาลัย 3 จชต.ระดมสมองรับมือภัยพิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782588

อว.-บพท.ร่วม 3 มหาวิทยาลัย 3 จชต.ระดมสมองรับมือภัยพิบัติ

อว.-บพท.ร่วม 3 มหาวิทยาลัย 3 จชต.ระดมสมองรับมือภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.49 น.

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงผลกระทบจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 40 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ว่า มีพื้นที่ประสบภัย 806 หมู่บ้าน 142 ตำบล 25 อำเภอ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายกว่า 9 หมื่นครัวเรือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจนและครัวเรือนเปราะบาง ได้รับผลกระทบรุนแรงหนักที่สุด

จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ บพท.ต่อยอดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในการศึกษาค้นคว้าหาแนวทางฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ประสบภัย และมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ในการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืน เพื่อให้ความเสียหายอยู่ในวงจำกัด

ซึ่งการทำงานของ บพท.เป็นไปตามแนวนโยบายของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ที่มุ่งผลักดันให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการนำความรู้ไปช่วยเหลือสังคม ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยความร่วมมือกันของ บพท.กับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเผชิญภัยพิบัติ ด้วยวิชาความรู้จากงานวิจัย และพลังเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้เริ่มมาตั้งแต่เกิดอุทกภัยในพื้นที่ ด้วยการประยุกต์งานวิจัยนวัตกรรมไปช่วยเหลือชาวบ้าน ต่อเนื่องมาจนถึงการใช้งานนวัตกรรมช่วยเหลือฟื้นฟูครัวเรือนยากจน ครัวเรือนเปราะบาง

และล่าสุดในวันที่ 22 ม.ค.2567 เป็นการยกระดับความร่วมมือให้สูงขึ้นและต่อยอดความร่วมมือให้มีขอบเขตกว้างขึ้น ด้วยการจัดเวทีระดมความคิดเห็นร่วมกันที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส โดยนักวิจัย ตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งนักการเมืองในพื้นที่ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ชุดความรู้ใหม่ ตลอดจนชุดกลไกมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เป็นรูปธรรม

‘ประธานศาลฎีกา’เป็นประธานพิธีเปิด’ห้องละหมาด’ศาลอาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782549

'ประธานศาลฎีกา'เป็นประธานพิธีเปิด'ห้องละหมาด'ศาลอาญา

‘ประธานศาลฎีกา’เป็นประธานพิธีเปิด’ห้องละหมาด’ศาลอาญา

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.37 น.

“ประธานศาลฎีกา”เป็นประธานพิธีเปิด”ห้องละหมาด”ศาลอาญา เพื่อให้บุคลากรศาล คู่ความ และประชาชนที่เป็นชาวไทยมุสลิมได้ปฏิบัติตามหลักศาสนา โดยมีเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา จุฬาราชมนตรี ออท.ทูตซาอุดีอาระเบีย เจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธี 100 คน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 มกราคม 2567 ที่บริเวณชั้น 8 อาคารศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  นางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีเปิดห้องละหมาด เพื่อใช้ในการสนับสนุนปฏิบัติศาสนกิจของบุคลากรศาลอาญา บุคลากรของศาลใกล้เคียง ตลอดจนคู่ความและประชาชนผู้มาติดต่อราชการศาลอาญา โดยมี นายยอดชาย วีระพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา , นายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร , นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี , นายอับดุรเราะห์มาน อับดุลอะซีซ อัลซุฮัยบานี (H.E. Mr. Abdulrahman Abdulaziz Alsuhaibani) เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย มาร่วมพิธีเปิด

นางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นประธานในพิธีเปิดห้องละหมาดของศาลอาญา ซึ่งทราบถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพื้นที่บริเวณชั้น 8 อาคารศาลอาญา เพื่อใช้สำหรับเป็นห้องละหมาดประจำศาลอาญา เป็นการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่คู่ความและประชาชนซึ่งนับถือศาสนาอิสลามให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเหมาะสมในระหว่างเดินทางมาติดต่อราชการ การประกอบพิธีละหมาดนั้นเป็นศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นหน้าที่และกิจวัตรประจำวันที่พึงต้องปฏิบัติของชาวมุสลิม ตลอดจนเป็นการกล่าวขอบคุณและยกย่องพระเจ้า ทำให้ผู้ปฏิบัติพิธีละหมาดมีความรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้า ส่งผลให้จิตใจของผู้ปฏิบัติสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความมัวหมอง จึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ศาลอาญาส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติศาสนกิจของบุคลากรและผู้มาติดต่อราชการอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ซึ่งการปฏิบัติตามคำสอนอันดีงามของแต่ละศาสนานั้น เป็นรากฐานแห่งคุณงามความดี ที่จะนำพาให้การดำเนินชีวิต เป็นไปอย่างมีสันติสุข และเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้สังคมเกิดความสงบสุข ร่มเย็น อย่างยั่งยืน

นายยอดชาย วีระพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าววว่า สำหรับการส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจของอิสลามิกชนหรือชาวมุสลิมตามหลักศาสนาอิสลามนั้น แต่เดิมศาลอาญาได้เปิดให้บริการห้องละหมาด ศาลอาญา อาคารศาลอาญา ชั้น 8 อย่างไม่เป็นทางการมาเป็นเวลานาน ซึ่งมีผู้มาใช้บริการในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ทำให้มีสภาพเก่าและชำรุดไปตามระยะเวลาการใช้งาน ต่อมาศาลอาญาได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และผนังห้องละหมาดให้มีสภาพดี รวมทั้งติดตั้งอ่างน้ำสำหรับชำระล้างร่างกายก่อนทำพิธี พร้อมใช้งานและมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรของศาลอาญา บุคลากรภายในสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงคู่ความและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้ใช้ห้องละหมาด

สำหรับการประกอบพิธีละหมาดตามหลักศาสนาอิสลาม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาที่มุ่งเน้นการอำนวยความยุติธรรม สร้างความเท่าเทียมให้แก่บุคลากร สังคมและประเทศชาติ ประกอบกับแนวทางของสำนักงานศาลยุติธรรมด้านการส่งเสริมสนับสนุนวิธีการทำงานอย่างมีความสุขของบุคลากรซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ

นายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สมัยที่ตนเคยเป็นทนายความมาปฏิบัติงานที่ศาลอาญา เมื่อถึงเวลาเที่ยงต้องหาสถานที่ละหมาดใต้ต้นไม้ หรือบริเวณอื่น ซึ่งไม่ค่อยมีความสะดวกมากนัก ดังนั้น การมีสถานที่ละหมาด จึงมีความหมายเป็นอย่างมากต่อพี่น้องมุสลิม เพราะการละหมาดนั้นถือเป็นการให้อาหารทางจิตวิญญาณที่จะให้บรรลุถึงความสมบูรณ์ ความสะอาด และ มีความดีงามทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณ การเปิดโอกาสให้มีห้องละหมาดในวันนี้ ผมต้องขอบคุณแทนพี่น้องมุสลิมทุกท่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันนี้ มีบุคลากรสำคัญจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมได้แก่ ศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม รัฐสภา สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ทนายความมุสลิม จากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมป์ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมสื่อสารมวลชนมุสลิมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) พร้อมด้วยบุคลากรของศาลอาญา รวมประมาณ 100 คน เข้าร่วมพิธี

– 006

อดีต ผอ.รร. แนะควรหาวิธียกเลิกครูเวร หลังครูสาวถูกชายบุกทำร้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782522

อดีต ผอ.รร. แนะควรหาวิธียกเลิกครูเวร หลังครูสาวถูกชายบุกทำร้าย

อดีต ผอ.รร. แนะควรหาวิธียกเลิกครูเวร หลังครูสาวถูกชายบุกทำร้าย

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.05 น.

อดีตผู้อำนวยโรงเรียนดังชลบุรี ชี้กระทรวงศึกษาธิการควรหาวิธีเลิกเอาครูมาเข้าเวรโรงเรียนหลังครูสาวถูกชายบุกทำร้ายถึงในโรงเรียน

23 ม.ค.67 จากกรณีชายบุกทำร้ายครูหญิงในโรงเรียน ซึ่งเป็นครูที่เข้าเวรวันหยุดเพียงคนเดียว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น 

นางพิศมัย ปั้นน้อย  อดีตผู้อำนวยโรงเรียนบ้านบางพระ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า การที่ให้คุณครูเข้าเวรโดยเฉพาะครูผู้หญิง แต่โดยส่วนมากนั้นโรงเรียนไม่ค่อยมีครูผู้ชาย ครูทุกท่านนั้นต่างมีครอบครัวที่ต้องดูแล ในช่วงวันหยุดหากครูคนไหนอยู่ตามป่าตามเขาแล้วออกมาเข้าเวรก็อันตราย แต่ถ้าไปโรงเรียนที่อยู่ในเมืองก็ยังไม่เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารโรงบางโรงเรียนไม่มีและไม่มีงบประมาณในการว่าจ้าง บางครั้งห้องน้ำหลอดไฟเสียก็ต้องให้ครูทำ ภารโรงนั้นมีความสำคัญต่อโรงเรียนเป็นอย่างมาก

สำหรับการที่ให้ครูเข้าเวรนั้น เดิมเข้าใจว่าเป็นกฎระเบียบของทางรัฐบาลแต่อยากหาแนวทางแก้ไขหรือจ้าง รปภ. หรือใช้อาสาสมัครชุมชนเข้ามาทดแทนครูที่เข้าเวรดีกว่าเพื่อความปลอดภัย เพราะผ้าในเมืองมีอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ และของใช้อื่น ๆ ที่อยู่ภายในโรงเรียน ทางเดินเล็งเห็นความสำคัญตรงนี้จึงอยากให้หน่วยงานหาวิธีแก้ไขดีกว่าเอาครูมาเข้าเวร เนื่องจากครูผู้หญิงไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ หากคนร้ายเข้ามาทำร้ายร่างกายพกมีดพกปืนเข้ามาอาจถึงแก่ชีวิตก็เป็นได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันทางโรงเรียนมักจะอยู่แถวทางชุมชนโรงงาน และไม่ได้มีแต่เพียงคนไทยที่เข้ามามีทั้งชาวต่างชาติ จึงหวั่นไม่ปลอดภัยที่ให้ครูผู้หญิงมาเข้าเวร จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐบาลออกมาแก้ไขกฎข้อนี้ และเห็นด้วยที่ สพฐ.ชง ครม.ขออนุมัติคืนอัตรานักการภารโรงช่วยลดภาระครูเวร ช่วยทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงเรียน

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มมส-จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมกิจกรรมนิสิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782393

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มมส-จีเอ็มเอ็ม มิวสิค  ร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมกิจกรรมนิสิต

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มมส-จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมกิจกรรมนิสิต

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด ลงนาม MOU สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อการประชาสัมพันธ์และการสนับสนุนกิจกรรมการศึกษา โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงนามร่วมกับ นางสาวนรมน ชูชีพชัย ผู้อำนวยการอาวุโส-หน่วยงาน MUSIC MARKETING บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมกริช การินทร์ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ นายธนบูลย์ คูรอย ผู้อำนวยการ-Artist Recruit & Development บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด ร่วมลงนามเป็นพยาน

การลงนาม MOU ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากร นิสิตของมหาวิทยาลัยและบุคคลภายนอก ในช่องทางต่างๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายกำหนด สนับสนุนส่งเสริมและสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ การสนับสนุนกิจกรรมการศึกษา การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษา โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันผลักดันให้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนการดำเนินการสร้างการมีส่วนร่วม และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันกับ บริษัท ซึ่งบันทึกข้อตกลงนี้มีระยะเวลา 4 ปี

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวว่า การทำข้อตกลงฉบับนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดความร่วมมือกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแล้วยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพให้แก่นิสิตมหาวิทยาลัยให้ได้รับประสบการณ์องค์ความรู้ในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต และยังการประชาสัมพันธ์หลักสูตร ผลงานที่โดดเด่นของบุคลากรและนิสิต ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้แก่มหาวิทยาลัยต่อไปอีกด้วย

อธิการบดี ม.ศรีปทุม ต้อนรับ ผกก. สน.บางเขน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782394

อธิการบดี ม.ศรีปทุม ต้อนรับ ผกก. สน.บางเขน

อธิการบดี ม.ศรีปทุม ต้อนรับ ผกก. สน.บางเขน

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ต้อนรับ พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางเขน ในโอกาสอวยพรปีใหม่ 2567 โดยมี คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้อนรับและร่วมพบปะหารือ ในการนี้ ยังได้มอบเงินทุนการศึกษาเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เพื่อนำไปมอบเป็นทุนการศึกษา สำหรับบุตรข้าราชการตำรวจ สน.บางเขน ต่อไปด้วย ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เมื่อวันก่อน

มทร.ล้านนาร่วมสถาบันการศึกษาจีน ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782395

มทร.ล้านนาร่วมสถาบันการศึกษาจีน  ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

มทร.ล้านนาร่วมสถาบันการศึกษาจีน ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มทร.ล้านนา เข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากรในด้าน S Curve และ New S Curve ร่วมกับวิทยาลัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่องด้วยโมเดล 2+2 และ หลักสูตรระยะสั้น ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ (New Energy Vehicle, EV) การวิเคราะห์และจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การซ่อมบำรุงขนส่งระบบราง (Railway maintenance) และแพทย์ทางเลือก (Chinese Medicine)

ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ล้านนา กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการของบุคลากร แรงงานในตลาดแรงงาน ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่บุคลากรไทยสามารถไปทำงานในประเทศต่างๆ ได้ ดังนั้น มทร.ล้านนา ซึ่งมุ่งผลิตบัณฑิต บุคลากรตอบโจทย์ตลาดแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรม S Curve และ New S Curve อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สร้างเครือข่าย ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งมีนักลงทุนจำนวนมาก และมีนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่

การร่วมโครงการพัฒนาบุคลากรในด้าน S Curve และ New S Curve ร่วมกับวิทยาลัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนา Associate Degree ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่องด้วยโมเดล 2+2 และหลักสูตร จำนวนหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) โดยมุ่งเป้าที่สาขาที่เป็นที่นิยมและมีความต้องการของตลาดได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ (New Energy Vehicle, EV) การวิเคราะห์และจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การซ่อมบำรุงขนส่งระบบราง (Railway maintenance) และแพทย์ทางเลือก (Chinese Medicine ซึ่งทั้ง 4 สาขามีความต้องการกำลังคนจำนวนมาก

ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือระหว่าง มทร.ล้านนา และวิทยาลัยในประเทศจีน มีดังต่อไปนี้ 1.หลักสูตรด้าน EV มทร.ล้านนา ได้ร่วมมือกับวิทยาลัย Nanjing Vocational Institute of Transport Technology และวิทยาลัย Guizhou Light Industry Technical College ซึ่งจะเปิดรับนักศึกษาจำนวน 80-90 คน 2.หลักสูตร Big Data จะมีความร่วมมือกับ วิทยาลัย Guizhou Light Industry Technical College 3.หลักสูตรแพทย์ทางเลือก Chinese medicine จะเป็นการนำสมุนไพรเข้ามาใช้ในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนจีน โดยจะร่วมมือกับ Jiangsu Food and Pharmaceutical Science College และ 4.หลักสูตร Railway maintenance (หลักสูตรการซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า) และเทคโนโลยีการสื่อสาร ร่วมมือกับ วิทยาลัย Liuzhou Railway Vocational Technical College

“หลักสูตรโมเดล 2+2 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมทร.ล้านนากับวิทยาลัยในประเทศจีนนั้น ขณะนี้ได้มีการจัดส่งครูและนักเรียนไปอบรมที่วิทยาลัยในประเทศจีนแล้ว โดยนักศึกษาจะได้ไปเรียนที่วิทยาลัยในประเทศจีนประมาณปีครึ่ง จะได้วุฒิหลักสูตรการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมาเรียนที่มทร.ล้านนา อีกทั้งทางวิทยาลัยในประเทศไทยได้มีการลงทุนด้านครุภัณฑ์ และห้องแล็บ ที่ มทร.ล้านนาร่วมด้วย ดังนั้น นักศึกษาไทยที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะได้มีโอกาสในการเรียนในหลักสูตรร่วมและได้คุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ และสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในหลักสูตรต่อเนื่อง ที่จะเป็นโอกาสในการจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาบุคลากรในด้านวิชาชีพ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีร่วมสมัย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยที่มีความพร้อมทั้งด้านห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยี และจะเป็นการพัฒนาความร่วมมือระดับนานาชาติแก่ มทร.ล้านนาและสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต” ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สกสว. – ศมส. จัดเสวนาระดมสมอง ยกระดับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782396

สกสว. – ศมส. จัดเสวนาระดมสมอง  ยกระดับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์

สกสว. – ศมส. จัดเสวนาระดมสมอง ยกระดับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส.จัดงานเสวนาวาระการวิจัยสังคมศาสตร์ และเครือข่ายนักวิจัยสังคมศาสตร์ของประเทศไทย ครั้งที่ 1 : “ภูมิทัศน์สังคมศาสตร์ไทย สถานะ คุณค่า และทิศทางการพัฒนา” เพื่อระดมสมอง และกำหนดแนวทางการภูมิทัศน์ใหม่ของงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ โดยมี ผู้บริหารหน่วยงานระดับนโยบาย หน่วยบริหารและจัดการทุน และหน่วยรับงบประมาณในระบบ ววน. และเครือข่ายนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมการประชุม

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนาที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่การสร้างสังคมที่ผู้คนอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสันตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจทางสังคมศาสตร์ ซึ่งมีหลักคิดที่ต่างไปจากความรู้แบบวิทยาศาสตร์มาช่วยให้เห็นที่มาที่ไปและเข้าใจความแตกต่างทางสังคม การวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่มีคุณค่าจึงเป็นการวิจัยที่สร้างและส่งมอบองค์ความรู้ที่สามารถสะท้อนปัญหา อธิบายปรากฏการณ์ ชี้ทิศทาง
และวางเป้าหมายการพัฒนาของประเทศให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการให้กับผู้คนและบริบทของแต่ละพื้นที่ ที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายนักสังคมศาสตร์จะเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมผลักดันให้เกิดการปรับปรุงระบบสนับสนุนการวิจัยสังคมศาสตร์และระบบวิจัยของประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว. ส่งเสริมการขับเคลื่อนการวิจัยและการพัฒนาบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ของชาติร่วมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการจัดทำแผน ววน. ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ 2 แผนงาน ได้แก่

แผนด้าน ววน. พ.ศ.2563-2565 : “แพลตฟอร์มที่ 1” การพัฒนากำลังคน ยกระดับสถาบันความรู้และระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โปรแกรมที่ 5 ส่งเสริมการวิจัยขั้นแนวหน้า และการวิจัยพื้นฐานที่ประเทศไทยมีศักยภาพ “แพลตฟอร์มที่ 2” การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์

ท้าทายของสังคม โปรแกรมที่ 9 แก้ไขปัญหาท้าทายและยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านสังคมและความมั่นคงทุกมิติ

แผนด้าน ววน. พ.ศ.2566-2570: “ยุทธศาสตร์ที่ 2” การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เป็นยุทธศาสตร์หลักๆที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสังคมศาสตร์อีกทั้ง“ยุทธศาสตร์ที่ 3” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนางาน Frontier Research ด้านสังคม และ “ยุทธศาสตร์ที่ 4” การพัฒนากำลังคน ด้าน ววน. รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาสถาบันความรู้ด้านสังคมศาสตร์

อย่างไรก็ตาม สกสว.พบว่าสถานภาพของงานวิจัยไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความไม่สมดุลระหว่างความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กับด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไม่ว่า
จะเป็นการเปลี่ยนแปลง การกระจายตัวพัฒนาการของประเด็นวิจัย ความก้าวหน้าในเชิงเนื้อหาและช่องว่างประเด็นที่ยังขาดแคลน รวมถึงระบบและเครือข่ายวิชาการ รวมทั้งศักยภาพของนักวิจัยและสถาบันวิจัยที่เป็นแกนหลักในการยกระดับสถานะความรู้และคุณูปการของงานวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จึงเปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนของเครือข่ายนักวิจัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ครั้งนี้ขึ้น เพื่อกำหนดภูมิทัศน์ใหม่ของงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ของสังคมไทย เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการวิจัยสังคมศาสตร์ในภูมิทัศน์ใหม่ของสังคมไทย และเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ในภูมิทัศน์ใหม่ของสังคมไทย

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า งานวิจัยที่ได้ศึกษาอย่างเป็นระบบ และผ่านการค้นคว้ามาอย่างกว้างขวางจะช่วยให้เกิดการคิดและวิเคราะห์ว่า วิชาทางด้านสังคมศาสตร์จะช่วยสร้างสังคมที่มีคุณค่า ที่ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เพราะวิชาความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ที่หลากหลายทั้งเศรษฐศาสตร์ ปรัชญา ศิลปกรรมศาสตร์สังคมวิทยา มนุษยวิทยา ล้วนมีส่วนช่วยสร้างสังคมที่มีคุณภาพ มีความเจริญรุ่งเรือง ช่วยให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ วิชาด้านสังคมศาสตร์ยังก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การมองหาคุณค่าจากความรู้ด้านสังคมศาสตร์ไม่ถูกจำกัดด้วยวิธีการประเมินแบบวิทยาศาสตร์ที่มุ่งวัดแค่เพียงตัวเลขอย่างเดียว แต่จะเป็นการวัดในด้านของการสร้างความเข้าใจ เรียนรู้ความแตกต่างที่หลากหลายเพื่อลดอคติและช่วยให้คนมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความแตกต่างในสังคม