วันเด็กแห่งชาติเกาะสมุยคึกคักสมกับการรอคอยของเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780502

วันเด็กแห่งชาติเกาะสมุยคึกคักสมกับการรอคอยของเด็ก

วันเด็กแห่งชาติเกาะสมุยคึกคักสมกับการรอคอยของเด็ก

วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.26 น.

วันที่ 13 มกราคม 2567 บริเวณลานจอดรถท่าเทียบเรือหน้าทอน อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย พร้อมด้วยส่วนราชการ และภาคเอกชนได้ร่วมจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567โดย นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย ได้อ่านสารจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ สำหรับคำขวัญวันเด็กปีนี้ของนายกรัฐมนตรี “ มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย ” จากนั้นได้จัดให้มีการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเป็นที่สนใจของบรรดาเด็กๆ และผู้ปกครอง

ภายในงานวันเด็กเทศบาลนครเกาะสมุยได้เตรียมของขวัญแจกให้กับเด็กๆ ที่มาแสดงความสามารถ และเด็กที่เข้าร่ยมกิจกรรม นอกจากนี้เด็กๆ ยังได้อิ่มอร่อยกับอาหารคาวหวานนานาชนิดที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว กิ่งกาชาดอำเภอเกาะสมุย ด่านศุลกากรเกาะสมุย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และจากคณะกรรมการชุมชนหมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง พร้อมทั้งหน่วยงานภาครัฐในอำเภอเกาะสมุยนำมาแจกให้กับเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ได้อิ่มท้องกันทุกคน โดยศาลจังหวัดเกาะสมุยได้มาให้ความรู้กับเด็กที่เข้าร่วมงาน พร้อมลุ้นรางวัลกับการเล่นเกมส์รับของขวัญ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากเด็กๆ อย่างมาก ทำให้เด็กๆ ทุกคนต่างได้รับความสนุกสนานกันอย่างเต็มที่

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ของเทศบาลนครเกาะสมุยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเด็กและเยาวชน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท รวมถึงสิทธิหน้าที่ของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ได้แสดงออกที่จะทำให้กล้าคิด กล้าทำ ในทางสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ที่สำคัญยังทำให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามความสามารถและความสนใจ ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ได้ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ สำหรับการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติของอำเภอเกาะสมุยเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้ชมการแสดงจากเด็กๆ และกิจกรรมต่างๆ ที่แต่ละหน่วยงานได้นำมาแสดงให้เด็กได้สัมผัสต่างถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกลับประเทศตนเอง – 003

โดนแล้ว! กพฐ.สั่งสอบอาหารเด็ก ให้กินข้าวเปล่า-ไข่ต้ม ย้ำเด็กต้องกินครบ 5 หมู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780420

โดนแล้ว! กพฐ.สั่งสอบอาหารเด็ก ให้กินข้าวเปล่า-ไข่ต้ม ย้ำเด็กต้องกินครบ 5 หมู่

โดนแล้ว! กพฐ.สั่งสอบอาหารเด็ก ให้กินข้าวเปล่า-ไข่ต้ม ย้ำเด็กต้องกินครบ 5 หมู่

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.34 น.

เลขาธิการ กพฐ. สั่งสอบกรณีอาหารเด็กนักเรียน ให้กินข้าวเปล่า-ไข่ต้ม ย้ำเด็กต้องกินอิ่ม ครบ 5 หมู่ สร้างพัฒนาการสมวัย

วันที่ 12 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์กรณีโรงเรียนประจำพักนอนแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดอาหารให้นักเรียนเป็นข้าวเปล่ากับไข่ต้มและน้ำปลา จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบประเด็นดังกล่าวแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่นิติกร สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่เรียบร้อย โดยได้สั่งการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว ออกจากพื้นที่และมาปฏิบัติหน้าที่ยัง สพฐ. ส่วนกลางโดยทันที เพื่อมิให้เข้าไปมีผลกระทบต่อการสืบสวน และพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนทางวินัย โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า ในเชิงนโยบายนั้น ทาง สพฐ. ได้กำชับทุกโรงเรียนที่ต้องดูแลเรื่องอาหาร ทั้งโรงเรียนประถมศึกษาที่ต้องดูแลอาหารกลางวัน และโรงเรียนอยู่ประจำพักนอนที่ต้องดูแลอาหารทั้ง 3 มื้อให้กับนักเรียน ต้องจัดอาหารให้มีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ และปริมาณเพียงพอกินอิ่มทุกคน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่สามารถทำได้ดี เมื่อสอบถามกับเด็กนักเรียนก็ยืนยันว่าอาหารที่โรงเรียนจัดให้มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีพฤติการณ์ไม่ดี และ สพฐ. จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะเรื่องโภชนาการอาหารนักเรียน เป็นนโยบายและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) ที่ได้กำชับว่าเรื่องเหล่านี้ต้องไม่มีการทุจริต หรือหาผลประโยชน์จากนักเรียน โดยเฉพาะเรื่องโครงการอาหารกลางวัน หรือนมโรงเรียน เพราะส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการของนักเรียน ถ้าเด็กได้กินอาหารอิ่ม ก็จะเรียนได้ดี มีความสุข โดย รมว.ศธ. เน้นย้ำว่า สพฐ. ต้องรีบดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตนก็ได้กำชับทางคณะกรรมการฯให้รีบสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ  หากพบว่ากระทำความผิดจริงก็จะโดนโทษทางวินัยและอาญาต่อไป

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษเท่านั้น โรงเรียนสังกัด สพป. สพม. ก็ต้องดูแลให้มีการกำกับ ติดตาม คุณภาพอาหารของนักเรียนให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการด้วย เพราะทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเพิ่มค่าอาหารกลางวันนักเรียนต่อรายหัวเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าเรื่องอาหารกลางวันนักเรียนนี้ทางรัฐบาลและ ครม. เองก็ให้ความสำคัญ เพราะรู้ว่ามีผลต่อพัฒนาการของนักเรียน จึงขอฝากย้ำไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ ให้ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด 

“นอกจากนี้ วันนี้ ตนได้เชิญผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด สศศ. เข้ามาประชุมร่วมกัน เพื่อร่วมกันออกแบบวางมาตรการที่เกี่ยวข้อง และในสัปดาห์หน้าก็จะประชุมกับผู้อำนวยการสถานศึกษาทั่วประเทศที่ดูแลเรื่องอาหารกลางวันนักเรียนอีกครั้ง เพื่อเน้นย้ำเรื่องการใช้งบประมาณให้โปร่งใส ไม่ทุจริต และจัดอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ซึ่งต้องเรียนว่าเราไม่ได้ดำเนินการแบบวัวหายล้อมคอก เพราะที่ผ่านมาเรามีหนังสือเน้นย้ำเรื่องอาหารกลางวันและนมโรงเรียนมาโดยตลอด แต่หากใครที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางที่ไม่สุจริต เราก็ต้องดำเนินการไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัดทุกกรณี ขอให้ทุกโรงเรียนที่มุ่งมั่น ทุ่มเท อย่าเสียความตั้งใจ ทั้งนี้ หากนักเรียนหรือผู้ปกครองพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่สุจริต สามารถแจ้งมาทาง สพฐ. ที่เพจ เลขาธิการ กพฐ. หรือที่ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. โทร. 0 2288 5795 ได้ ขอให้มั่นใจว่าเราพร้อมดูแลนักเรียนทุกคนด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม และขอให้ผู้ปกครองรวมถึงสาธารณชนเกิดความมั่นใจว่าโรงเรียนจะดูแลสุขภาพโภชนาการนักเรียนทุกคนเป็นอย่างดี ให้เขามีพัฒนาการด้านร่างกายที่เหมาะสมตามวัย และได้ ”เรียนดี มีความสุข” อย่างพร้อมหน้าทุกคน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘TDRI’แนะ 5 ข้อถึงรัฐบาล ยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780358

‘TDRI’แนะ 5 ข้อถึงรัฐบาล ยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กไทย

‘TDRI’แนะ 5 ข้อถึงรัฐบาล ยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กไทย

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.13 น.

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความ “ถอดโจทย์ระบบการศึกษาไทยจากคำขวัญวันเด็ก” เขียนโดย พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา TDRI เนื้อหาดังนี้

“มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” เป็นคำขวัญวันเด็กปีนี้ ที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มอบไว้เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2567

แน่นอนว่าระบบการศึกษามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมคุณสมบัติเด็กไทย

“พงศ์ทัศ วนิชานันท์” นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ  “ถอดโจทย์” จะทำอย่างไรให้ “เด็กในคำขวัญ” ไม่เป็นเพียง “เด็กในความฝัน” ที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็นเท่านั้น

มองโลกกว้าง-คิดสร้างสรรค์

“มองโลกกว้าง-คิดสร้างสรรค์” สะท้อนถึงการเรียนในยุคปัจจุบัน เด็กต้องไม่มัวขวนขวายหาความรู้เพียงในตำรา แต่เด็กต้องเงยหน้าขึ้นมามองโลกกว้างแล้วนำความรู้ที่ได้ไปใช้จริง ที่สำคัญเด็กต้องสามารถคิดได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

การนำความรู้มาใช้ในชีวิตจริง เด็กต้องมีสมรรถนะที่ครอบคลุมความรู้ ทักษะ และทัศนคติ นอกจากนี้ ในด้านความรู้จำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการคิดให้ไปไกลกว่าระดับพื้นฐาน (จำ-เข้าใจ-ประยุกต์ใช้) แต่ต้องทำให้เด็กสามารถคิดขั้นสูงได้ (วิเคราะห์-ประเมินค่า-สร้างสรรค์สิ่งใหม่)

ระบบการศึกษาจะตอบโจทย์ได้จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายในหลักสูตรให้เด็กมีสมรรถนะและสามารถคิดขั้นสูงได้ โดยระบบต้องเอื้ออำนวยให้ครูสามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบบูรณาการได้อย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้นำความรู้ที่ได้จากวิชาต่าง ๆ มาใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง รวมทั้งเชื่อมโยงผลลัพธ์ของการศึกษากับความก้าวหน้าทางอาชีพของครู

การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ระบบการศึกษาต้องเปิดโลกเด็กให้กว้าง กล่าวคือนอกจากทำให้เด็กได้เรียนรู้จากเกิดขึ้นรอบตัวในชุมชน จังหวัด หรือภายในประเทศ แต่ต้องให้น้ำหนักกับความเคลื่อนไหวในต่างประเทศด้วยเพื่อให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ เช่น สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นต้น

อีกประเด็นที่ระบบการศึกษาต้องให้ความสำคัญคือ “ความรู้มีวันหมดอายุและความรู้หมดอายุเร็วกว่าที่เราคิด” ดังนั้น เงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้เด็กสามารถ “มองโลกกว้าง-คิดสร้างสรรค์” ได้อย่างเท่าทันโลกอยู่เสมอคือ ระบบการศึกษาต้องสร้างเด็กให้มีจิตใจแห่งการเติบโต (Growth Mindset) โดยเด็กจะต้องมีความเชื่อว่าตัวเองสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาได้ ทำให้กล้าลงมือทำ พร้อมรับมือกับความล้มเหลว ลุกขึ้นได้เร็ว และเริ่มทำใหม่โดยนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน

การสอนที่จะช่วยให้เด็กมีจิตใจแห่งการเติบโต ครูต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่นักเรียน โดยไม่เน้นเรื่องผิด-ถูกเป็นสำคัญแต่เน้นให้เด็กกล้าแสดงออก ยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย และมีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ เช่น โจทย์คณิตศาสตร์  ครูควรเปิดให้เด็กอธิบายวิธีการคิดมากกว่ามุ่งหาคำตอบ ประเมินความเข้าใจของเด็ก และเติมเต็มในจุดที่ควรพัฒนา เป็นต้น

เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย

“เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ในหน้าที่ พร้อมรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคม คุณสมบัตินี้สามารถสร้างได้ผ่านกิจกรรมจัดประสบการณ์เรียนรู้ในห้องเรียน และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงเรียน

ห้องเรียนสามารถทำให้เด็กที่มาจากพื้นเพที่ต่างกันสามารถเรียนรู้และเคารพซึ่งกันและกันได้ หากเป้าหมายของระบบการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration Skills) และครูสามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบการทำงานเป็นทีมได้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แบ่งบทบาทหน้าที่ สร้างข้อตกลง แลกเปลี่ยนความรู้ รับผิดชอบต่อหน้าที่ และแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ครูอาจเสริมประสบการณ์เพิ่มเติม โดยเปิดให้เด็กมีส่วนร่วมในการสร้างกฎกติกาในห้องเรียนหรือโรงเรียน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน แทนที่ครูจะห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์ แต่ชวนให้นักเรียนมาสร้างกฎว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้รบกวนในการเรียน หรือ เรื่องทรงผมนักเรียน แทนที่ครูจะเป็นคนกำหนดกติกาการไว้ทรงผม แต่ใช้วิธีการสื่อสาร ให้เด็กทราบถึงข้อดีข้อเสียหากไว้ผมยาว และเชิญชวนให้เด็ก ผู้ปกครอง และโรงเรียนร่วมกันกำหนด เป็นต้น

การรักษาสิทธิของนักเรียนโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงเรียน โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิทางร่างกายก็เป็นการวางรากฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ โดยโรงเรียนควรมีมาตรการปกป้องสิทธิของนักเรียน เช่น เรื่องทรงผม หรือระบบการศึกษาควรมีมาตรการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดการลงโทษที่รุนแรง หรือการคุกคามเด็ก

ความปลอดภัยในโรงเรียนไม่เพียงแต่ทำให้เด็กเคารพความแตกต่างและวางรากฐานประชาธิปไตย แต่ผลการทดสอบ PISA 2022 ยังชี้ว่า เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมีแนวโน้มที่จะคะแนนสอบหรือผลการเรียนดีขึ้นอีกด้วย

ระบบการศึกษาไทยตอบโจทย์แล้วหรือยัง?

จากการวิจัยของทีดีอาร์ไอ ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันยังไม่น่าสร้างเด็กที่ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” เนื่องจากสาเหตุอย่างน้อย  3 ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง เป้าหมายไม่ตรงโจทย์ หลักสูตรแกนกลางยังเน้นความรู้เป็นหลัก ไม่เน้นทักษะและทัศนคติเพียงพอให้เด็กมีสมรรถนะในการ “มองโลกกว้าง” นอกจากนี้ ในด้านความรู้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงการคิดระดับพื้นฐานยังไม่ไปถึงการคิดขั้นสูงมากนัก จึงไม่น่าจะสร้างเด็กที่ “คิดสร้างสรรค์” ได้

ประการที่สอง ระบบไม่เอื้อให้ครูจัดประสบการณ์เรียนรู้ได้เต็มที่ เนื่องจากครูมีภาระงานอื่นนอกเหนือการสอนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการรายงานผลตามนโยบายหรือโครงการของส่วนกลาง ทำให้ไม่สามารถสอนได้เต็มที่ นอกจากนี้ เกณฑ์การประเมินครูให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ของตัวเด็กไม่มากนัก จึงไม่น่าสร้างแรงจูงใจให้ครูพัฒนาทักษะที่จำเป็น

ประการที่สาม การป้องกันการละเมิดสิทธิเด็กยังไม่เป็นระบบ ที่ผ่านมาถือว่ากระทรวงศึกษาธิการมีความพยายาม แก้ปัญหา แต่มีลักษณะเป็นการแก้แบบเป็นครั้ง ๆ ไป ทำให้ยังพบเห็นข่าวการละเมิดสิทธิหรือคุกคามอยู่ต่อเนื่อง

ทำอย่างไรให้ “เด็กในคำขวัญ” ไม่เป็นเพียง “เด็กในความฝัน”

“เด็กในคำขวัญ” จะไม่เป็นเพียง “เด็กในความฝัน” ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับปรุงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ว่า ในด้านการศึกษา รัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษา และมีการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน

ทีดีอาร์ไอ มีข้อเสนอที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ดังนี้

ข้อที่หนึ่ง เร่งปรับหลักสูตรแกนกลางใหม่ภายใน 2 ปี โดยให้อิงสมรรถนะ และส่งเสริมการคิดขั้นสูง จากการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร โดยอาจนำร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มีการพัฒนามาก่อนเป็นจุดเริ่มต้น หรือพัฒนาในรายวิชาที่พร้อมทำได้ทันที

ข้อที่สอง กำหนดกฎกติกาให้หลักสูตรแกนกลางมีการทบทวนและปรับอย่างสม่ำเสมอ โดยผลักดันให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ กำหนดให้มีวงรอบการปรับที่ชัดเจน โดยไม่นานเกินไปจนความรู้หมดอายุ หรือไม่สั้นจนเกิดไปโรงเรียนปรับตัวไม่ทัน เช่น ทุก 6 ปี เป็นต้น

ข้อที่สาม ลดภาระงานอื่นครูเพื่อให้สอนได้เต็มที่ โดยในปีแรก กระทรวงศึกษาธิการควรทบทวนโครงการที่โรงเรียนต้องรายงานผลเพื่อบูรณาการการให้มากที่สุด และสำหรับปีต่อ ๆ ไปตั้งตัวชี้วัดจากงานปกติที่โรงเรียนทำ เช่น การประกันคุณภาพ และคะแนนสอบในห้องเรียน เป็นต้น โดยไม่สร้างตัวชี้วัดใหม่ ๆ ให้โรงเรียนต้องรายงาน

ข้อที่สี่ ปรับเกณฑ์การประเมินครูโดยเน้นผลลัพธ์ของตัวเด็ก โดยให้น้ำหนักกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นสำคัญ ส่วนด้านที่เหลืออาจประเมินจากภาระงานหรือกิจกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพหรือพัฒนาคุณภาพโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เป็นต้น

ข้อที่ห้า มีมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิเด็กยังอย่างเป็นระบบ โดยนำมาตรการที่มีอยู่แล้ว อาทิ ศูนย์บริการประชาชนของกระทรวงศึกษาธิการ มาเสริมกลไกเพิ่มเติม เช่น ระบบการร้องเรียนที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้ร้องเรียน ระบบการตรวจสอบเหตุ ระบบการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นกรณีไม่สามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียนได้ และกำหนดให้ความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมินภายนอกของสถานศึกษา เป็นต้น

ขอบคุณเรื่องจาก : https://tdri.or.th/2024/01/childrensday-motto-2024-regenerate-education

‘ซากไดโนเสาร์จำลอง’โผล่ทำเนียบฯ เตรียมให้น้องๆชมศึกษาเรียนรู้ ในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780307

'ซากไดโนเสาร์จำลอง'โผล่ทำเนียบฯ เตรียมให้น้องๆชมศึกษาเรียนรู้ ในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

‘ซากไดโนเสาร์จำลอง’โผล่ทำเนียบฯ เตรียมให้น้องๆชมศึกษาเรียนรู้ ในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.20 น.

12 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล มีการเตรียมการจัดงานกันอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ในส่วนของทำเนียบฯ และจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงานวันเด็กทำเนียบฯ ประจำปี 2567 ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคมนี้  ระหว่างเวลา 08.00 – 14.30 น.

โดยมีการเตรียมตั้งเต็นท์และจัดโต๊ะสำหรับการจัดงาน บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ตลอดจนบริเวณโดยรอบตึกบัญชาการ ตึกนารีสโมสร และตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานวันเด็กของทำเนียบฯ ในปีนี้จะไม่มีไดโนเสาร์จำลองมาตั้งโชว์ให้เด็กๆได้ชม แต่ได้มีการนำซากไดโนเสาร์ สายพันธุ์ซอโรพอด คอยาว กินพืช ที่จำลองมาจากโครงกระดูกจริง ซึ่งนำมาจากพิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธุ์ มาจัดแสดงบริเวณน้ำพุด้านข้างตึกสันติไมตรี ภายใต้แนวคิด “ร่วมเรียนรู้ สนุกเล่น ตื่นเต้น ในดินแดนไดโนเสาร์” เพื่อให้เด็กๆได้ศึกษาเรียนรู้ 

ทั้งนี้ ซากไดโนเสาร์สายพันธุ์ซอโรพอด ถูกพบในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ภายหลังจากการวิจัยแล้วได้มีการพระราชทานนามว่า “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบได้ที่บริเวณ อ.ภูเวียง จ.กาฬสินธุ์ นอกจากนี้ยังมีการนำรถโบราณมาแสดงเหมือนเช่นทุกปีด้วย

อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กในปีนี้ทำเนียบรัฐบาลไม่มีกิจกรรมที่นายกฯจะแจกของขวัญวันเด็กให้กับลูกหลานข้าราชการทำเนียบฯเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ส่วน สคส.ของเด็กที่ส่งถึงนายกฯ ยังคงมีเหมือนเดิม ซึ่งเป็น สคส.ที่มาจากเด็กทั่วประเทศ

ขณะที่ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ในโอกาสงานฉลองวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567 ซึ่งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (13 มกราคม 2567) 4 หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ได้แก่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ผนึกกำลังจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ให้กับเด็ก ๆ และเยาวชน ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2567 ไว้ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” โดยทั้ง 4 หน่วยงาน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้เตรียมความพร้อมจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งมีกิจกรรมไฮไลท์และกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายที่รอน้อง ๆ มาร่วมกิจกรรม ดังนี้

1. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เปิด ตึกไทยคู่ฟ้า ให้เด็กและเยาวชนเยี่ยมชมและนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ที่ห้องสีม่วง ตึกสันติไมตรีหลังนอก จะมีการแสดงของหน่วยงาน/สถานศึกษา สาระบันเทิงต่าง ๆ เล่นเกมส์ แจกของรางวัล นายกรัฐมนตรีเปิดงานวันเด็กฯ มอบของที่ระลึกและถ่ายภาพร่วมกับเด็กและเยาวชน การมอบรางวัลวัฒนธรรมวินิต ตึกสันติไมตรีโถงกลาง เป็นการจัดแสดงกิจกรรมให้ความรู้ ธีม : มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่างส่งเสริมพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทย เช่น กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมและมารยาทไทย วงดุริยางค์เครื่องลมเยาวชนไทย Thai Youth Winds (TYW) การแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ กิจกรรมของเล่นภูมิปัญญาไทยและของเล่นไม้ การออกแบบคาแรกเตอร์ประจำจังหวัด กิจกรรมด้านกีฬา “บัวขาว บัญชาเมฆ สร้างแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดมวยไทยสู่เยาวชน” กิจกรรมพูดคุยกับแดร็กควีน และนอนไบนารี่ อ่านนิทาน บอร์ดเกม และแจกของรางวัล

ตึกสันติไมตรีหลังใน เป็นการจัดแสดงกิจกรรมให้ความรู้ ธีม : Soft power แหล่งท่องเที่ยว และอาหาร เช่น ประเพณีสงกรานต์ ว่าวไทย หนุมาน ฯลฯ กิจกรรมทำขนมไทย เช่น สาธิตและแจกน้ำตาลปั้นรูปต่าง ๆ ขนมอาลัว กิจกรรมระบายสีว่าวและปั๊มลายกระเป๋า ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี กิจกรรม “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย นิยมไกลทั่วโลก” ตึกภักดีบดินทร์ กิจกรรมและนิทรรศการ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ รัชกาลที่ 10 กิจกรรมเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR-Metaverse) กิจกรรมโครงการเยาวชนไทยหัวใจอาสา SEED Thailand กิจกรรมสันทนาการ Knight 410 “ร่วมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” กิจกรรมแสดงดนตรีจากผู้เข้าประกวดบทเพลงเพื่อชาติและราชบัลลังก์ ตึกนารีสโมสร กิจกรรมแถลงข่าวจำลอง ระบายสีหัวโขนจิ๋ว และตกแต่งว่าวจิ๋วไทย ผจญภัยไปกับบันไดงู และลุ้นสนุกกับกระดานจัมโบ้ และตึกบัญชาการ 1 (ชั้น 1) กิจกรรมการแสดงหุ่นยนต์ E-sport เทคโนโลยี AI

2. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จัดบูธกิจกรรมบริเวณหน้าตึกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (หลังตึกสันติไมตรี) ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.30 น. โดยมีกิจกรรมดังนี้ 1) นิทรรศการธงไตรรงค์ นิทรรศการข้อมูลข่าวสารของราชการ และนิทรรศการภัยของฝุ่นโดยสาธิตการประกอบกล่องฝุ่น 2) กิจกรรมในเต็นท์กิจกรรม เช่น เตะบอลเข้าประตู ยิงปืนกระสุนยาง เกมปาเป้าลูกโป่ง การละเล่นไทย (ปิดตาตีหม้อ) การขับขี่ปลอดภัยโดยจำลองสนามขับขี่ ระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ การเล่นเกม Times Tables Rock Stars (เกมเกี่ยวกับคณิตศาสตร์) แจกต้นกล้ากล้วยไม้ ตักไข่พาโชค และการแจกอาหารและขนมต่าง ๆ เช่น นักเก็ตไก่ทอด โดนัท ขนมเบื้อง ไอศกรีม วาฟเฟิล เป็นต้น 3) กิจกรรมบนเวที เช่น การตอบปัญหาชิงรางวัล ร่วมเล่นเกมต่าง ๆ เพื่อลุ้นรางวัล กิจกรรมเต้นกระจาย…ได้รางวัล เต้นเพลงฮิต กิจกรรม ใต้ร่ม…ธงไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับธงชาติ การให้ความรู้เกี่ยวกับภัยของฝุ่น เป็นต้น

3. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จัดกิจกรรม เปิดอาคารพิพิธภัณฑ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย ให้น้อง ๆ เข้าชมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยและเหรียญที่ระลึกต่าง ๆ และมีเวทีให้เด็ก ๆ ร่วมกิจกรรมเพื่อการแสดงออก เล่นเกมส์ พร้อมรับของรางวัลที่เวทีกิจกรรม สลค. บริเวณแนวถนนหน้าประตู 8

4. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้จัดกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ ในธีม 1. ทำความดีด้วยหัวใจ 2. เสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล 3. การส่งสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม และ 4. สถาบันกับความมั่นคง ตามรอยพระบาทชาติมั่นคง โดยมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเล่นเกมส์ แจกรางวัล กิจกรรมการแสดง ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึก สมช.

นอกจากนี้ ในบริเวณต่าง ๆ ภายในทำเนียบรัฐบาล มีกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อีกมากมาย ได้แก่

– สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า การแสดงว่าวไทย จัดแสดงรถไมโครคาร์และรถให้บริการเครื่องดื่ม

– ลานน้ำพุหน้าตึกสันติไมตรี กิจกรรม “รวมพลังเด็กไทย ร่วมใจลดโลกเดือด” Kids Change World Change”

– บริเวณเสาธง (หน้าตึกสันติไมตรี) นิทรรศการสำเร็จรูป GODJI และเล่นเกมส์แจกของรางวัล จาก ปตท. กิจกรรมเล่นเกมส์ แจกของรางวัลจากท่าอากาศยานไทย และสำนักงานเขตดุสิต และการแสดงดนตรี กิจกรรมเล่นเกมส์แจกของรางวัล กรมดุริยางค์ทหารบก

– เต็นท์หน้าตึก สลค. (เดิม) มีนิทรรศการและกิจกรรม โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

– บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 กิจกรรมของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กิจกรรม “คิดส์เปลี่ยนโลก” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

– ลานจอดรถ หน้าตึกบัญชาการ 2 มีกิจกรรมของ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตำรวจสันติบาล สสส. GBDI ดอยคำ คิง เพาเวอร์ เครือสหพัฒน์ ซีพีแรม บุญรอดบริวเวอรี่ ไทยน้ำทิพย์

– โรงจอดรถหน้าตึกบัญชาการ 2 มีกิจกรรมของ เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ เนสท์เล่ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย สมาคมไทยซิกข์ แห่งประเทศไทย ยูนิ-เพรสซิเดนท์ กรีนสปอต แคปปิตัลเทรดดิ้ง ฟินไดซ์ เอ็ดดูเคชั่น เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า และสมาคมช่างผมเสริมสวย

– แนวถนนด้านหน้าธนาคารและไปรษณีย์ทำเนียบรัฐบาล มีกิจกรรมของ ธนาคารออมสิน ไปรษณีย์สาขาทำเนียบรัฐบาล และธนาคารกรุงไทย

“ขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ในทำเนียบรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมส่งมอบกิจกรรมแห่งความสุขเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ซึ่งมีกิจกรรมมากมายให้กับน้อง ๆ หนู ๆ ได้มาร่วมเติมเต็มประสบการณ์ รัฐบาลจึงขอเชิญชวนเด็ก ๆ และผู้ปกครอง ได้เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาล โดยขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ด้วย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.012

กสม.ส่งสารวันเด็ก ขอมีพลังใจที่ดี ไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้-พัฒนาตนเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780282

กสม.ส่งสารวันเด็ก ขอมีพลังใจที่ดี ไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้-พัฒนาตนเอง

กสม.ส่งสารวันเด็ก ขอมีพลังใจที่ดี ไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้-พัฒนาตนเอง

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.11 น.

ประธาน กสม.ส่งสารวันเด็ก ขอมีพลังใจที่ดี ไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง จี้ทุกภาคส่วนเคารพ ส่งเสริมสิทธิเด็กทุกด้านตามรัฐธรรมนูญ พร้อมปกป้องให้พ้นอันตรายทุกรูปแบบ

12 มกราคม 2567 น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่งสารเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ระบุ เด็ก คือทรัพยากรมนุษย์สำคัญของชาติที่ต้องได้รับการดูแลและพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา มาตรฐานการดำรงชีวิตที่เพียงพอสำหรับความเป็นอยู่ที่ดี การได้รับการศึกษา การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และการได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบรวมทั้งการถูกแสวงประโยชน์

ในปีที่ผ่านมา เด็กยังต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงซึ่งในหลายกรณีเกิดจากบุคคลใกล้ชิด ทั้งคนในและนอกครอบครัว เช่น บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรในสถานรับเลี้ยงเด็ก รวมถึงจากเด็กด้วยกันเอง โดยมีรูปแบบการถูกกระทำความรุนแรงทั้งด้านจิตใจและร่างกาย ตั้งแต่การถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ (bully) การถูกบูลลี่บนโลกออนไลน์ (cyberbullying) ไปจนถึงการถูกล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศ ความรุนแรงเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบต่อจิตใจ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต

นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กนักเรียนจำนวนมากในครอบครัวยากจน ต้องออกหรือมีความเสี่ยงที่จะออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากเงินอุดหนุนตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงของผู้ปกครอง ทั้งค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ดังนั้น สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจและสังคม รวมทั้งโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันผลักดัน เพื่อทำให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอส่งความปรารถนาดีมายังเด็ก ๆ ทุกคน ขอให้มีพลังใจที่ดีและไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ตั้งใจ และขอให้ผู้ใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสังคมทุกภาคส่วนเคารพและส่งเสริมสิทธิทุกด้านของเด็กตามที่รัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ได้รับรองไว้ พร้อมร่วมกันปกป้องเด็กจากภัยอันตรายทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้เด็กทุกคนได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตนเอง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป.

สปน.เชิญชวนเด็กๆ เที่ยวงาน’วันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567’ที่ทำเนียบรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780270

สปน.เชิญชวนเด็กๆ เที่ยวงาน'วันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567'ที่ทำเนียบรัฐบาล

สปน.เชิญชวนเด็กๆ เที่ยวงาน’วันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567’ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 10.01 น.

นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567 เพื่อสร้างความสุขความประทับใจให้แก่เด็ก ๆ มาร่วมงาน เพื่อสานเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีที่มอบคำขวัญวันเด็ก 2567 ไว้ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

สำหรับการจัดกิจกรรมวันเด็กในทำเนียบรัฐบาล จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับกิจกรรมในปีนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดบูธกิจกรรมบริเวณหน้าตึกสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (หลังตึกสันติไมตรี) ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 เวลา 08.00 -14.30 น. (เข้าร่วมงานประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล) โดยกิจกรรมภายในงาน มีดังนี้ 

– นิทรรศการ นิทรรศการธงไตรรงค์ นิทรรศการข้อมูลข่าวสารของราชการ และนิทรรศการ
ภัยของฝุ่นโดยสาธิตการประกอบกล่องฝุ่น

– กิจกรรมในเต็นท์กิจกรรม เช่น เตะบอลเข้าประตู ยิงปืนกระสุนยาง เกมปาเป้าลูกโป่ง การละเล่นไทย (ปิดตาตีหม้อ) การขับขี่ปลอดภัยโดยจำลองสนามขับขี่ ระบายสีตุ๊กตา
ปูนปลาสเตอร์ การเล่นเกม Times Tables Rock Stars (เกมเกี่ยวกับคณิตศาสตร์) แจกต้นกล้ากล้วยไม้ ตักไข่พาโชค และการแจกอาหารและขนมต่าง ๆ เช่น นักเก็ตไก่ทอด โดนัท ขนมเบื้อง ไอศกรีม วาฟเฟิล เป็นต้น

– กิจกรรมบนเวที เช่น การตอบปัญหาชิงรางวัล ร่วมเล่นเกมต่าง ๆ เพื่อลุ้นรางวัล กิจกรรมเต้นกระจาย…ได้รางวัล เต้นเพลงฮิต กิจกรรม ใต้ร่ม…ธงไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับธงชาติ การให้ความรู้เกี่ยวกับภัยของฝุ่น เป็นต้น

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนเด็ก ๆ และผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมแห่งความสุข โดยขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

โครงการธรรมยาตราฯส่งมอบอาหารแห้งจากการจัดตักบาตร แก่หน่วยงาน-ชุมชนในนครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780266

โครงการธรรมยาตราฯส่งมอบอาหารแห้งจากการจัดตักบาตร แก่หน่วยงาน-ชุมชนในนครปฐม

โครงการธรรมยาตราฯส่งมอบอาหารแห้งจากการจัดตักบาตร แก่หน่วยงาน-ชุมชนในนครปฐม

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.45 น.

โครงการธรรมยาตราฯส่งมอบอาหารแห้งจากการจัดตักบาตร แก่หน่วยงาน-ชุมชนในนครปฐม

11 มกราคม พ.ศ. 2567 พระมหานพพร ปุญฺญชโย (ป.ธ. 9) รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา กตัญญู บูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 จัดพิธีตักบาตรพระธรรมยาตรา จำนวน 1,140 รูป ณ อนุสรณ์สถานคลองบางนางแท่น อนุสรณ์สถานลำดับที่ 2 สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิตของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) โดยมี ว่าที่ร้อยโทอรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอสามพราน เป็นประธานในพิธี อีกทั้งพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

พิธีตักบาตรครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีตักบาตรของชาวพุทธ อีกทั้งยังส่งเสริมและปลูกฝังความเข้าใจประเพณีในพระพุทธศาสนา ให้ประชาชนได้มาร่วมกันทำนุบำรุงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง และเป็นกิจกรรมสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โครงการธรรมยาตรา ได้ส่งมอบอาหารแห้งจากการจัดตักบาตรให้แก่หน่วยงาน และชุมชนในพื้นที่ จ.นครปฐม รวม 16 แห่ง เพื่อเป็นสาธารณสงเคราะห์ด้วย

สำหรับหน่วยงาน และชุมชนต่าง ๆ ประกอบด้วย วัด 2 แห่ง ได้แก่ วัดทรงคะนอง และวัดหอมเกร็ด ส่วนงานราชการ 5 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลทรงคะนอง องค์การบริหารส่วนตำบลหอมเกร็ด ที่ว่าการอำเภอสามพราน ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอสามพราน และสำนักงานตำรวจภูธรอำเภอสามพราน และโรงเรียน 10 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดหอมเกร็ด โรงเรียนวัดทรงคนอง โรงเรียนบ้านหอมเกร็ด โรงเรียนบ้านท่าตลาด โรงเรียนบ้านดงเกตุ โรงเรียนบ้านพาดหมอน โรงเรียนบ้านบางประแดง โรงเรียนปรีดารามวิทยาคม โรงเรียน ภปร.ราชวิทยาลัย และโรงเรียนวัดบางช้างใต้

“กิจกรรมตักบาตรพระ ในโครงการธรรมยาตรา จัดให้มีขึ้นอีก 3 ครั้ง ในวันที่ 15, 21, 25 มกราคม พ.ศ. 2567 และกิจกรรมอื่น ๆ พิธีต้อนรับพระ 3 ครั้ง วันที่ 15, 21, 28 ม.ค. 67  พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และจุดประทีป 5 ครั้ง วันที่ 14, 20, 24, 26, 31 ม.ค. 67 พิธีถวายมหาสังฆทาน และมอบทุนการศึกษา จำนวน 1 ครั้ง ในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567 โดยติดตามรายละเอียดโครงการที่ http://www.ธรรมยาตรา.com, http://www.dhammakaya.net, http://www.gbnus.com หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.02-831-1234” พระมหานพพรกล่าว

‘ครูนักประดิษฐ์อาชีวะ’เฮ!! กคศ.-สอศ.จับมือแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780219

'ครูนักประดิษฐ์อาชีวะ'เฮ!! กคศ.-สอศ.จับมือแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ

‘ครูนักประดิษฐ์อาชีวะ’เฮ!! กคศ.-สอศ.จับมือแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.58 น.

ซ็อตฟีล !!!! ครูนักประดิษฐ์อาชีวะ เตรียมเฮ เมื่อ กคศ. จับมือ สอศ. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูผู้สร้างและพัฒนานวัตกรรม/Soft Power

11 มกราคม 2567 ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา และผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษา นำทีมครูนักประดิษฐ์ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ ตัวชี้วัดในการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูผู้สอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและผู้สร้างและพัฒนานวัตกรรม/Soft Power ณ โรงแรมเบลล่า บี จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ได้กำหนดจุดเน้นที่สำคัญ คือ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้ดำเนินการพัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนเป็นสำคัญ

โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งมีสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ได้ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ โดยให้คำนึงถึงการให้ข้าราชการครู ที่มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่าง เช่น ผู้สอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือผู้ที่มีทักษะในการสร้างและพัฒนานวัตกรรม Soft Power ได้มีช่องทางในการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะที่สอดคล้องกับบริบทในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น ภายใต้ Platform การประเมินผ่านระบบ DPA เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว จากการจัดประชุมในวันนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ปรึกษา สํานักงาน ก.ค.ศ. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สํานักงาน ก.ค.ศ. ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม และร่วมกันแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ และนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และตัวชี้วัดในการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความครอบคลุม รอบด้าน เพื่อประโยชน์ในการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบของขวัญวันเด็ก 1.9 แสนชิ้น ผ่าน‘อนุทิน’มอบให้เยาวชนในวันเด็กแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780134

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบของขวัญวันเด็ก 1.9 แสนชิ้น ผ่าน‘อนุทิน’มอบให้เยาวชนในวันเด็กแห่งชาติ

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบของขวัญวันเด็ก 1.9 แสนชิ้น ผ่าน‘อนุทิน’มอบให้เยาวชนในวันเด็กแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 15.48 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบของขวัญวันเด็ก 1.9 แสนชิ้น ผ่าน‘อนุทิน’มอบให้เยาวชนในวันเด็กแห่งชาติ

11 มกราคม 2567) นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ และ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบชุดของขวัญวันเด็ก ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กระปุกออมสิน รวมจำนวน 190,000 ชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เด็กและเยาวชน เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2567  ณ ห้องนารี 2 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 65 ปี การจัดของขวัญส่งความรักความปรารถนาดีให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ด้วยเด็กดีในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญเป็นอนาคตของชาติ และ เพื่อร่วมเป็นขวัญกำลังใจและร่วมส่งเสริมให้เด็กไทย “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” ตามคำขวัญของท่านนายกรัฐมนตรี

โดยเมื่อวันอังคารที่ 9 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้จัดพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็กให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  รวมทั้งจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 23,400,000 บาท 

‘พี่ถ่านosk81’ผู้ริเริ่ม‘วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ’ แนะรุ่นพี่จัดกิจกรรม‘สั้น-กระชับ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780123

‘พี่ถ่านosk81’ผู้ริเริ่ม‘วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ’ แนะรุ่นพี่จัดกิจกรรม‘สั้น-กระชับ’

‘พี่ถ่านosk81’ผู้ริเริ่ม‘วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ’ แนะรุ่นพี่จัดกิจกรรม‘สั้น-กระชับ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 15.27 น.

‘พี่ถ่านosk81’ผู้ริเริ่ม‘วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ’ แนะรุ่นพี่จัดกิจกรรม‘สั้น-กระชับ’ จะได้ไม่ทรมานน้องใหม่

11 มกราคม 2567 ที่สนามยิงปืนกองบัญชาการตำรวจนครบาล / ชมรมยิงปืนสวนกุหลาบวิทยาลัย พล.อ.ประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ (อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ) พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล อดีต รอง ผบช.ศ. พร้อมกรรมการนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 97 (osk97/93) เดินทางเข้าพบพร้อมขอคำชี้แนะจากในการจัดกิจกรรมงาน“วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ“ครั้งที่ 13 จาก พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ พี่ถ่าน/ บองโก้ osk รุ่น 81 ผู้ริเริ่มจัดกิจกรรมรับน้อง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2555

พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ กล่าวว่า กิจกรรม “วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ”เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2555ตัวแทนรุ่นพี่ศิษย์เก่า osk 81 ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ไปเมื่อ 50 ปีก่อนมาต้อนรับน้องนักเรียน ม.1 ศิษย์ปัจจุบัน โดยรุ่นพี่ย้อนรำลึกความหลังครั้งยังเป็นนักเรียนด้วยการใส่ชุดนักเรียนสวนกุหลาบฯ โดยกิจกรรมนี้รุ่นพี่ที่เป็นตัวแทนมาต้อนรับน้องในแต่ละปีได้พัฒนารูปแบบแบบเรื่อยมาตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา จนเป็นประเพณีในชื่อกิจกรรมว่า“วันมหัศจรรย์สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ“

พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ หรือ พี่ถ่าน “Brongo 81” กล่าวว่าเจตนารมณ์ของกิจกรรมฯ นี้ตนคิดขึ้นทำเฉพาะในรุ่น 81 เท่านั้นเอง ไม่ได้หวังที่จะสืบทอดให้รุ่นอื่นทำต่อๆ กันแต่อย่างใด โดยเริ่มต้นจากมีความคิดทำกันสนุกๆ จำได้ว่าเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2505 รุ่นของตนเข้ามาเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแห่งนี้เป็นวันแรก เข้ามายืนตรงเคารพธงชาติ รู้จักเพื่อนๆ เป็นวันแรก ตนมาคิดว่า ถ้าเอา 50 ปีเป็นหลัก บวกกับสวนกุหลาบรุ่น 81 ครบกึ่งศตวรรษพอดี จึงคิดว่าปีนั้นเปิดเทอมวันแรก 16 พ.ค.2555 น่าจะมีการจัดกิจกรรมของรุ่น-เลี้ยงรุ่นพร้อมกันไปทีเดียว โดยการแต่งชุดนักเรียนย้อนกลับไปวันแรกที่เรามาเข้าเรียนแห่งนี้ จึงประสานติดต่อขออาจารย์ สมหมาย ผอ.โรงเรียนสวนกุหลาบฯ เวลานั้นทราบ โดยในรุ่นช่วยตัดเสื้อนักเรียนปัก ส.ก.ให้แต่ละคน ส่วนกางเกงนักเรียนตอนนั้นหาซื้อไม่ทัน แก้ปัญหาใส่กางเกงขายาวสีดำแทนไปก่อน มีเพื่อนๆ ไปร่วมกิจกรรมวันนั้น 80 กว่าคนเป็นครั้งแรก มี พล.ต.ต.ฤชากร จรเจวุฒิ osk93(90) มาช่วยเป็นคนให้จังหวะเรียกจัดแถวพี่ๆ ซึ่งก็แลดูเก้ๆ กังๆ กันอยู่เพราะไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนมาหลายสิบปี เราเน้นแค่กลับไปโรงเรียนเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้วที่เรามาเรียนวันแรก ดีใจว่าผ่านมา 50 ปีแล้วเรายังคบเป็นเพื่อนกันอยู่  วันนั้นก็ถือโอกาสรับน้อง ม.1 ปัจจุบันศิษย์ปัจจุบัน sk136 ที่เข้ามาเรียนวันแรกที่มานั่งกลางสนามหญ้า ฟังผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวต้อนรับ กิจกรรมครั้งแรกปีนั้นก็มีเพียงเท่านั้น เสร็จแล้วรุ่นพี่ 81 ก็พากันไปกินเลี้ยงสังสรรค์กันต่อจนค่ำ

ปีต่อมาศิษย์เก่ารุ่นพี่ osk82,83,84 เห็นดีก็พากันจัดกิจกรรมฯ นี้ต่อเนื่องมาทุกปี โดยมีการเพิ่มเติ่มของแต่ละรุ่น เช่น รุ่น 84 เชิญครูอาจารย์มานั่งหน้าตึกยาวให้ศิษย์เก่าตัวแทนรับน้องปีนั้นเคารพกราบไหว้ มีการให้ตัวแทนศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนขึ้นไปกล่าวพี่สอนน้อง ซึ่งบางปีใช้เวลาในการทำกิจกรรมนาน จนบางปีมีน้องใหม่เป็นลมเพราะทนอากาศร้อนไม่ไหว บางปีเจออุปสรรคฝนตกต้องย้ายเข้าไปจัดกิจกรรมในห้องประชุมแทน

ตนอยากจะฝากรุ่นพี่ต่อๆ ไปที่จะทำกิจกรรมนี้ขออย่าใช้เวลาในการพูดคุยกับน้องๆ นาน กล่าวสั้นๆ แล้วให้น้องรุ่นที่เพิ่งจบสวนฯ ออกไปเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกมาเข้าแถวบูมต้อนรับน้องละอ่อน ส.ก. รอบสนามฟุตบอลซึ่งเป็นประเพณีที่ดีงามเช่นกัน เสร็จแล้วพาน้องเข้าไปห้องประชุม จะมีกิจกรรมมอบของที่ระลึกอะไรก็ไปทำกันในห้องประชุม น้องๆ นะได้ไม่ต้องร้อน ผู้ปกครองที่มาส่งลูกเรียนวันแรกจะได้เห็นภาพประทับใจรุ่นพี่ที่เขาจบไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วยังกลับมาต้อนรับรุ่นน้องลูกเขาในวันเปิดเทอมวันนี้

ด้าน พล.อ.ประชาพัฒน์ กล่าวว่าปีการศึกษาหน้า เปิดเทอมวันแรก 16 พ.ค.2567 รุ่นพี่ศิษย์เก่า osk97 ซึ่งจะเป็นตัวแทนให้การต้อนรับน้องศิษย์ปัจจุบัน นักเรียน ม.1 รุ่น sk148 จะนำแนวคิดที่พี่ทำไว้ และแนะนำในวันนี้ จะพยายามสืบทอดเจตนารมณ์ของพี่ให้ใกล้เคียงมากที่สุด