มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร Buddhist Research Institute of MCU”  โพสต์ภาพพร้อมข้อความอาลัย ว่า

ขอน้อมถวายความอาลัย

พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร.

อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์

ด้วยอาลัยอย่างยิ่ง

ในนามผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร

ขณะที่ “สำนักงานสภามหาวิทยาลัย มจร” ก็ได้ออกมาโพสต์ว่า สำนักงานสภามหาวิทยาลัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร. อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร มรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ โรงพยาบาลวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ขอดวงวิญญาณสู่สุคติในสัมปรายภพเทอญ

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรรับโลกคอนเทนต์ยุค AI ‘Global Creator and Influencer Branding’

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผนึกกำลังกับ Omnicom Media Thailand ลงนามความร่วมมือ (MoU) ยกระดับระบบนิเวศการเรียนรู้สู่ระดับสากล พร้อมเปิดตัวหลักสูตรสุดล้ำ “Global Creator and Influencer Branding” มุ่งปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่อยู่รอดและรุ่งเรืองในยุค AI เข้ามามีบทบาทในการสร้างคอนเทนต์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิการบดีสายวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า ปี 2026 โลกของ Digital Content กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้างคอนเทนต์อย่างสิ้นเชิง ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีช่วงความสนใจสั้นลง ท่ามกลางคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในทุกวันมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะ Creative University เลือกมองความท้าทายเหล่านี้เป็น “โอกาส” สำหรับหลักสูตร Global Creator and Influencer Branding คือการรวมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผสานกับความเชี่ยวชาญระดับโลกของ Omnicom Media จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับวงการศึกษาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงในระดับประเทศ แต่สามารถเติบโตสู่ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน และนักศึกษาสามารถเลือกเส้นทางที่ถนัดและพัฒนาตัวเองผ่านประสบการณ์จริงเป็นบุคลากรที่พร้อมทำงานได้ทันที

ด้าน จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ Chief Operating Officer จาก Omnicom Media Thailand กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง Omnicom Media และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้ว่า AI และเทคโนโลยีใหม่ๆจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของหลายอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดยังคงเป็น ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ และมุมมองของมนุษย์ ม.กรุงเทพเป็นสถาบันที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับ talents หรือ พรสวรรค์ ที่ Omnicom Media มองหา และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อเชื่อมโลกของการศึกษาเข้ากับโลกของธุรกิจจริง และเชื่อว่าการศึกษา เครื่องมือ และโอกาสที่เหมาะสมคนรุ่นใหม่ของไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลกได้

ความร่วมมือในครั้งนี้จะเข้ามาเสริมศักยภาพหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับโลกด้าน Media Strategy, AI และ Technology เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็น “สนามจริง” ของอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือปฏิบัติจริง และพัฒนาทักษะที่พร้อมต่อการทำงานทันทีหลังสำเร็จการศึกษาจนเป็น Talent ที่อุตสาหกรรมต้องการตัว

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปลุกห้องสมุดมีชีวิต! ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมพิธีมอบวุฒิบัตรแก่บุคลากรทางการศึกษา พร้อมมอบบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ภายใต้โครงการ “Play to Learn เล่นให้รู้” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างทักษะทางการเงินผ่านเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กรุงเทพมหานคร

นายอัครนันท์ กล่าวว่า กิจกรรม Play to Learn คือภาพสะท้อนของการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง บอร์ดเกมที่มอบให้วันนี้ จะเป็นอาวุธทางปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชน นอกจากนี้ ตัวผมเองก็เติบโตมากับห้องสมุด และยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกห้องสมุดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อเป็นที่เรียนรู้ เป็น Co-working Space ของประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ปลอดภัยและทันสมัยต่อไป

ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เปิดเผยว่า สกร. พร้อมขยายผลโครงการ “Play to Learn” สู่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ พร้อมมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “Learning Facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ เพื่อให้การใช้บอร์ดเกมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างวินัยทางการเงิน การออม และการใช้จ่ายในชีวิตจริงของประชาชน นอกจากนี้  สกร. มีความมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเรียนรู้ระดับ “World Class” ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

CRA จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย เปิดตัวคณะน้องใหม่ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” ในปีพุทธศักราช 2569 โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก ชูจุดเด่นการสร้างวิศวกรยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่ผู้ซ่อมบำรุง แต่เป็น “นวัตกร” ที่เข้าใจทั้งกลไกวิศวกรรมและหัวใจของการรักษาในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวกระโดด “เครื่องมือแพทย์” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม Healthcare แห่งอนาคต โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ Engineering x Medical Science : ประยุกต์ความรู้พื้นฐานวิศวกรรมเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์แม่นยำ , Standards & Quality : เชี่ยวชาญการออกแบบ ทดสอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล ,       Digital Transformation : ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากโจทย์จริงทางการแพทย์ , Entrepreneurship : บ่มเพาะแนวคิดทักษะผู้ประกอบการ ต่อยอดนวัตกรรมสู่โลกธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้จริง โดยหลักสูตรนี้เราไม่ได้สร้างแค่คนทำงานกับเครื่องกล แต่เราสร้างวิศวกรที่เข้าใจหัวใจของการรักษา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตคนได้จริง

ไฮไลท์สำคัญของหลักสูตรฯ นักศึกษาจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Action Learning ผ่านการลงมือทำในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และแก้ไขโจทย์จริงจากเคสทางการแพทย์ โดยมีจุดแข็งที่น่าสนใจ ดังนี้ เครือข่ายมืออาชีพ เรียนรู้ใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , ฝึกงานเข้มข้น โปรแกรม Practical Training 3 เดือนเต็มในชั้นปีที่ 4 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานทันทีหลังจบการศึกษา และค่าเล่าเรียน ตลอดหลักสูตร 4 ปี (ไม่น้อยกว่า 137 หน่วยกิต) รวม 240,000 บาท

บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ วิศวกรชีวการแพทย์ ดูแลระบบในโรงพยาบาลหรือโรงงานอุตสาหกรรม , นักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ , ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบเครื่องมือแพทย์ (RA) ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน , เจ้าของธุรกิจหรือ Startup ต่อยอดไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

ทั้งนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมถึงให้บริการวิชาการ ทำการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งดำเนินการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมช่วยชีวิต สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Engineering.cRA , Instagram: @bme.cra หรือ โทรศัพท์: 02-576-6000 ต่อ 7288 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสารการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง Facebook/Instagram: Education CRA หรือที่เว็บไซต์ http://www.cra.ac.th

King’s College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

King's College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

King’s College Bangkok เปิดรับสมัครทุนการศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College Bangkok) ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา “King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship” ปีที่ 4 ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาระดับโลกให้แก่นักเรียนไทยที่มีศักยภาพ รวมมูลค่าทุนสูงสุดกว่า 5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอดหลักสูตร เปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในระดับ Year10 – Year13 (ม.3 – ม.6) และ Year12 – Year13 (ม.5 – ม.6) ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 พฤษภาคม 2569

King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship เป็นทุนการศึกษาแบบให้เปล่า ปราศจากข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้สมัครขอรับทุนต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน , ผลการเรียนย้อนหลัง 2 ปีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ไม่ต่ำกว่า 3.40 สำหรับโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยทั่วไป) , กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและมีอายุตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด , ความประพฤติดีและมีจิตใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน , กรณีศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาประเภท Financial Aid (ทุนสำหรับผู้ขาดแคลน) อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

ในปีการศึกษาที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กับการจัดพิธีสำเร็จการศึกษาของนักเรียน Year 13 รุ่นแรก (Class of 2025) โดยในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษานี้ มีนักเรียนทุนโครงการ King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship รุ่นแรกรวมอยู่ด้วย

นักเรียนทุนกลุ่มนี้ยังประสบความสำเร็จจากการได้รับข้อเสนอเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เอเชีย และประเทศไทย ตามความใฝ่ฝันของตน นับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่พวกเขาได้เลือกด้วยตนเอง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคนอย่างชัดเจน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความรู้ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมนานาชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ มุ่งมั่นสานต่อโครงการทุนการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนใจสมัครสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.opl.to/kingsbangkokscholarship หรือติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล์ scholarship@kingsbangkok.ac.th โทร. +66 (0) 2481 9955 และติดตามข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook Youtube Instagram และ X

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

คลิปครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อ 128 ปีที่แล้ว

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” ได้โพสต์คลิปวิดีโอ เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งสยาม เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2440 หรือราว 128  ปีที่แล้ว โดยระบุข้อความว่า “รัชกาลที่ ๕ ประพาสกรุงสต็อกโฮล์ม สวีเดน เมื่อ ๑๒๘ ปีที่แล้ว 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งสยาม เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ในคราวเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ ๑ โดยมี สมเด็จพระราชาธิบดีออสการ์ที่ ๒ แห่งสวีเดนและนอร์เวย์ ทรงรับ ณ ท่าน้ำลูโกร์ดปรัปปัน กรุงสตอกโฮล์ม

ในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (ขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร) ตามเสด็จด้วย”

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทอ.จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ 

วันฉัตรมงคล 4 พ.ค.2569 ของทุกปี เป็นวันที่ปวงพสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งในรัชกาลปัจจุบัน วันฉัตรมงคล ถูกกำหนดวันขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 4 – 6 พ.ค.2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พ.ค.2562 ดังนั้น วันฉัตรมงคลในปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 4 พ.ค. ของทุกปี

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ โดยคำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน

สำหรับในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ทบ.ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยทำการยิงพร้อมกันทั้ง 3 เหล่าทัพ เวลา 12.00 น. ณ ท้องสนามหลวง โดยจัด 1 กองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิง จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที

สำหรับการยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติหรือบุคคลสำคัญ โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ ในปัจจุบันประเทศไทยยึดตามหลักเกณฑ์ ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐ จะทำการยิงสลุตจำนวน 21 นัด เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่แนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” ที่เน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าร่วมพัฒนานโยบาย “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และรักษาตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ควบคู่การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ.2050

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ประมาณร้อยละ 90 จากสัดส่วนการใช้งานทั้งหมด การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น สอวช. จัดทำมาตรการรับวิกฤตพลังงานเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเสนอต่อ อว. อาทิ การปรับตารางเรียนและการทำงานให้เหมาะสม การใช้ระบบ Work From Anywhere (WFA) ในภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเข้าพื้นที่ และการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรายวิชาทฤษฎี เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและการเดินทาง

ในระยะกลางและระยะยาว สอวช. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมตั้งแต่รถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ไปจนถึงพลังงานใหม่อื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ EV เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากไฟฟ้าของไทย ร้อยละ 58 มาจากก๊าซธรรมชาติที่ในปี พ.ศ.2568 ต้องนำเข้าร้อยละ 36% ซึ่งเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 74% สอวช. จึงสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล ควบคู่การยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในทุกมิติ

โดยระดับต้นน้ำ สอวช. มุ่งพัฒนาสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ในระดับกลางน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการ Reskill/Upskill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ส่วนปลายน้ำ มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายทางเลือกและการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “EV Conversion” หรือการดัดแปลงยานยนต์สันดาปเดิมให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเน้นรถที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น รถสองแถว รถเก็บขยะ หรือ รถดับเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการจัดซื้อใหม่ โดย สอวช. ได้หารือร่วมกับ ก.พลังงานและก.อุตฯ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและหารือแนวทางมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการทางภาษี หรือการสนับสนุนงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกันนี้ สอวช. ยังใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านของโลก เตรียมความพร้อมรองรับ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ในพื้นที่นำร่อง เช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพื่อยกระดับเป็นจุดขายใหม่ของประเทศในอนาคต

ในมิติการพัฒนากำลังคน สอวช. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ รวม 6 หน่วยงาน ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ สอวช. ภายใต้โครงการ EV-HRD เพื่อยกระดับทักษะช่างไทยด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถ EV รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบชาร์จไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรอย่างน้อย 650 คน ภายในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่การวิจัยและการใช้งานจริง

“การผลักดัน EV อย่างเป็นระบบจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตภายในประเทศ และสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดย EV มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปถึง 3 – 4 เท่า และยังเปิดทางสู่ระบบบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น Smart Charging และ Energy Storage ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า” รศ.วงกต กล่าว

รศ.วงกต ยังได้เผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต SAF จากวัตถุดิบหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนเริ่มพัฒนาและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ และอีกส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในลักษณะชีวมวล ซึ่งหากมีการเผาในที่โล่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM 2.5 โดยขณะนี้ สอวช. กำลังเตรียมจัดทำนโยบายเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ในด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยพิจารณาถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง SAF ที่มีมูลค่าสูงและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บและขนส่งในรูปของของเหลว พร้อมศึกษาพืชพลังงานใหม่ต่างๆที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูง เพื่อรองรับการผลิตในระยะยาวของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM 2.5 แต่ยังสร้างตลาดใหม่ขนาดใหญ่ให้ภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและเมื่อมีการผลิต SAF ที่เพียงพอ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยคงฐานะการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะยาว

“ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและภูมิประเทศ ทำให้มีความแตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การพัฒนา SAF จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียวของเอเชีย ทั้งนี้ สอวช. ประเมินว่า การขับเคลื่อน EV และ SAF ควบคู่กัน จะเป็น “สองเสาหลัก” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง ทั้งทางบกและทางอากาศ และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคระบาดในสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง “โรคแอนแทรกซ์” เป็นหนึ่งในชื่อโรคที่มีผู้คนสนใจและค้นหามากในโลกออนไลน์ เนื่องจากเป็นโรคอันตรายที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ ดังที่ปรากฎเป็นข่าวการระบาดและการเสียชีวิตของคนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เช่น เมื่อปี 2568 การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ จ.มุกดาหาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และจากสถิติตั้งแต่ปี 2534 รายงานคนไทยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อแอนแทรกซ์จำนวน 19 คน

แม้จะการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยจะไม่รุนแรงและต่อเนื่อง แต่การเตรียมพร้อมและมีความรู้ที่ถูกต้องจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล เหลืองทองคำ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคแอนแทรกซ์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมบวกชื่อ “บาซิลัส แอนทราซิส” (Bacillus anthracis) ซึ่งมีความสามารถในการสร้างสปอร์ ทำให้เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้นานหลายสิบปี และมีโอกาสที่จะปนเปื้อนทั้งในดิน ขนสัตว์ หนังสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ได้

“ในประเทศไทยเองก็มีรายงานว่าพบโรคแอนแทรกซ์เป็นระยะ เช่น อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มีการเกิดโรคเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ในจังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดพิจิตร เป็นต้น ก็เคยมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการระบาดอย่างต่อเนื่อง” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวและว่า โดยทั่วไปโรคแอนแทรกซ์จะพบในสัตว์กินพืช หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นหลัก เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ซึ่งวิธีการดูว่าสัตว์ติดเชื้อแอนแทรกซ์หรือไม่ สามารถทำได้ ดังนี้ โค-กระบือ ที่ติดเชื้อนี้จะตายอย่างเฉียบพลัน และมักพบเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย เช่น จมูก ปาก ตา และทวารหนัก เป็นต้น โดยที่ซากสัตว์จะไม่แข็งตัว บวม และเน่าเสียได้ง่าย ขณะที่ สัตว์อื่นๆอาการไม่ได้เด่นชัด แต่สัตว์บางตัวอาจมีอาการบวมบริเวณคอ ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เป็นต้น

“นอกจากนี้สัตว์ชนิดอื่นๆ อย่าง สุกร ม้า รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวก็สามารถติดเชื้อแอนแทรกซ์ได้เหมือนกัน แต่สุนัขและแมวจะมีความทนทานต่อโรคค่อนข้างสูง โดยส่วนใหญ่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มักติดเชื้อจากการกินเนื้อดิบของสัตว์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์เข้าไป”

ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวต่อไปว่า เชื้อแอนแทรกซ์นี้ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 3 ทางหลักๆ โดยจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน คือ 1.การติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดจากการสัมผัส โดยพบมากในคนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการชำแหละเนื้อสัตว์ รวมทั้งคนที่มีแผลถลอกหรือมีบาดแผลบริเวณมือ ถึงแม้จะเล็กน้อย หากไปสัมผัสกับเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ที่มีเชื้อแอนแทรกซ์ ก็มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้เช่นเดียวกัน อาการเบื้องต้น แผลจะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “แผลบุหรี่จี้” โดยบริเวณรอบแผลจะมีการบวมน้ำ และจุดกึ่งกลางของแผลจะเป็นสีดำคล้ำคล้ายกับเนื้อตายเวลาที่โดนบุหรี่จี้ 2.การบริโภค  เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุกที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรค อาการเบื้องต้น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เบื่ออาหาร บางครั้งพบอาการถ่ายเป็นเลือด 3.การหายใจ เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อที่มีขนาดเล็กมากเข้าสู่ร่างกาย มักพบในคนที่ทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์ที่ใช้ในโรงงานมาจากแหล่งที่มีการระบาดของโรค อาการเบื้องต้น คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา มีไข้ เจ็บคอ หรือไอแห้งๆ อาการรุนแรง เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่ออก และมักเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

“ความรุนแรงของโรคแอนแทรกซ์มักขึ้นอยู่กับช่องทางที่ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกาย แต่การติดเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบขั้นรุนแรง หากหายใจเอาสปอร์เข้าไปเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 95%” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ระบุ

ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง 1.เกษตรกรและผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วยโดยไม่รู้ตัว 2.ผู้ที่ทำงานชำแหละเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องจัดการกับซากสัตว์ที่ตายผิดปกติกะทันหัน 3.แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์มีแหล่งที่มาจากพื้นที่ที่เคยมีการระบาด 4.ผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือเมนูที่มีส่วนประกอบของเลือดสัตว์ดิบ

แนวทาง “การรักษา” โรคแอนแทรกซ์ ทั้งในคนและสัตว์ โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ยืนยันว่าโรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับการรักษาในคน ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษา Penicillin Doxycycline หรือยาในกลุ่ม Fluoroquinolones เช่น  Ciprofloxacin โดยระยะเวลาการให้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและช่องทางการได้รับเชื้อ เช่น หากเป็นการติดเชื้อทางผิวหนังโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่หากติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจมักต้องใช้ระยะเวลารักษานานถึง 60 วัน เนื่องจากสปอร์ที่อยู่ในปอดอาจพัฒนาเป็นตัวเชื้อในช่วงเวลาดังกล่าว ในส่วนของการรักษาในสัตว์ สามารถทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน แต่หัวใจสำคัญคือการ “ป้องกัน” สัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้กับสัตว์หลังหย่านม และทำวัคซีนต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคให้กับสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ การรับมือกับโรคแอนแทรกซ์ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากฝั่งเกษตรกรและผู้บริโภค เนื่องจากเชื้อนี้มีความสามารถในการสร้างสปอร์ที่ทนทานสูง การป้องกันจึงไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงการสัมผัส แต่รวมไปถึงการจัดการ “ซากสัตว์” และ “สภาพแวดล้อม” อย่างถูกวิธี ซึ่ง ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ได้ให้คำแนะนำในการป้องกันและการกำจัดโรคแอนแทรกซ์ ดังนี้ สำหรับสัตว์ (โค-กระบือ) 1.หากมีการตายอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะกรณีมีเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย หรือแม้ไม่มีเลือดไหลออกมา แต่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคแอนแทรกซ์ 2.ห้ามเคลื่อนย้าย ชำแหละ หรือเปิดผ่าซากโดยเด็ดขาด เพราะหากเปิดผ่าซาก เชื้อแบคทีเรียในร่างกายสัตว์จะสัมผัสกับอากาศและสร้างสปอร์ขึ้นทันที ซึ่งสปอร์นี้จะปนเปื้อนและคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่ให้สัตว์อื่น เช่น สุนัขและแมว มากัดกินซากสัตว์ที่ตายด้วย 3.แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบและสืบสวนหาสาเหตุของโรค 4.กำจัดซากอย่างถูกวิธี ซึ่งสามารถทำได้โดย ฝังซากสัตว์ แนะนำให้ฝังซากสัตว์ลึกประมาณ 2 เมตร และโรยปูนขาวกลบให้ทั่วเพื่อทำลายเชื้อก่อนปิดหน้าดิน การเผา สามารถทำได้และเป็นวิธีการกำจัดซากที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องดำเนินการในระบบปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และ 5.การจัดการพื้นที่ปนเปื้อน ควรราดด้วยสารเคมี เช่น Formalin หรือ Sodium Hydroxide ที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อทำลายเชื้อ และลดโอกาสการคงค้างของเชื้อในสิ่งแวดล้อม

สำหรับบุคคลทั่วไป 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์โดยตรง ควรสวมถุงมือ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากที่สัมผัสซากสัตว์ 2.หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อดิบโดยเฉพาะเนื้อจากสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ เช่น ลาบ ก้อย เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดโรคแอนแทรกซ์สูง ควรรับประทานเนื้อที่มีการปรุงสุกที่อุณหภูมิ 75°C ขึ้นไป แม้ความร้อนที่ใช้ในการประกอบอาหารจะไม่สามารถทำลายสปอร์ได้ แต่สามารถฆ่าและช่วยลดความเสี่ยงจากตัวเชื้อได้ 3.ในกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรสวมชุดคลุม และสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันและลดโอกาสในการได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ 4.สำหรับโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรมีการจัดการระบายอากาศที่ดี ถ้าขนสัตว์หรือหนังสัตว์มาจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค ควรทำการฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ เพื่อลดโอกาสในการได้รับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ที่อาจปนเปื้อนมากับขนสัตว์หรือหนังสัตว์เหล่านั้น

แม้โรคแอนแทรกซ์จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังคงเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันทีเมื่อพบการตายที่ผิดปกติของสัตว์ รวมถึงควรสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างถูกต้อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงช่วยป้องกันโรคแอนแทรกซ์ แต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ได้อีกด้วย