น้อมนำพระดำริ ผ้าไทยใส่ให้สนุก ปลัด มท. จับมือนายกฯแม่บ้าน มท. อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่

น้อมนำพระดำริ ผ้าไทยใส่ให้สนุก ปลัด มท. จับมือนายกฯแม่บ้าน มท. อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่

น้อมนำพระดำริ ผ้าไทยใส่ให้สนุก ปลัด มท. จับมือนายกฯแม่บ้าน มท. อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

ปลัดมหาดไทย จับมือ นายกแม่บ้านมหาดไทย น้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อบรมเยาวชนต่อยอดงานหัตถศิลป์ ณ จ.เชียงใหม่ มุ่งยกระดับงานผ้าและหัตถกรรมไทยสู่แฟชั่นยั่งยืนระดับสากล

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิด การประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับ และพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา”  จุดดำเนินการที่ 5 โดยได้รับเกียรติจากคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ดร.ศรินดา จามรมาน ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และพะเยา นักเรียน เยาวชน ผู้ประกอบการ เข้าร่วม ณ โรงแรมยูนิมาน จังหวัดเชียงใหม่ 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงาน แบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยทรงพระราชทานแนวพระดำริการผสมผสานระหว่างศิลปะงานผ้ากับมุมมองด้านแฟชั่น ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ก่อให้เกิดความนิยม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับผ้าไทยสู่สากล

“พระองค์ททรงได้รับประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดีจาก UNESCO ในฐานะผู้มีคุณูปการด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม ทรงนำเสนอให้ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในปี พ.ศ. 2569 และได้พระราชทานแบบลายผ้าพระราชทานหลากหลายลวดลาย รวมถึงเครื่องหมายรับรอง “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ผู้ผลิตผ้าและงานหัตถกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะ “ผ้าไทย” ในพื้นที่ภาคเหนือที่มีความสวยงามหลากหลายของแต่ละพื้นที่ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของชาติที่ต้องร่วมกันสืบสานและรักษาไว้ ดังที่ได้กล่าวว่าถึงเป็นที่ประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะงานผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน นอกจากนี้ เราต่างได้ชื่นชมพระบารมีและพระจริยวัตรอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสวีเดน ที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทย อันเป็นการเผยแพร่ความวิจิตรและแสดงให้โลกได้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติไทย”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า “น้อง ๆ เยาวชน ผู้ประกอบการ ที่ร่วมสัมมนาในวันนี้ ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะต้องร่วมกัน สืบสาน รักษา ต่อยอด งานหัตถศิลป์และงานฝีมืออันทรงคุณค่าเหล่านี้ ผ่านทางเวทีการศึกษาเรียนรู้แห่งนี้ เพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานของตนเองต่อไป” 

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

ศธ. “ย้ำชัดทุกโรงเรียนต้องลดภาระผู้ปกครองทันที” ออกมาตรการเข้ม ไม่มีข้อยกเว้น เดินหน้าจากความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 

2 พฤษภาคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกระดับนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนจาก “ความร่วมมือ” สู่ “การปฏิบัติจริง” หลังพบว่ายังมีบางสถานศึกษาที่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ได้ขอความร่วมมือไปก่อนหน้านี้ 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดอมรินทราราม ว่า จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการ “ลดภาระผู้ปกครอง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพบว่า แม้หลายโรงเรียนได้ตอบรับและดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องติดตามสอบถามด้วยตนเอง 

“กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดีว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคือหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ปกครองในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้ความร่วมมือเป็นเพียงแนวทางเชิงขอร้องอีกต่อไป แต่ต้องเกิดผลจริงในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว และว่า  

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศเพิ่มเติม กำหนดมาตรการสำคัญ 2 ด้านหลัก พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ 

มาตรการที่ 1: ลดค่าใช้จ่ายทันที ปรับระเบียบให้สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกระดับจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็น “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ โดยเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่ 

• ชุดนักเรียน 
อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน 

• ความยืดหยุ่นด้านการแต่งกาย 
ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่ 

• ชุดลูกเสือ–เนตรนารี 
ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ 

• กระเป๋าและรองเท้า 
เปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสม และการใช้งานจริง 

• การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน 
ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) 

• การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา 
มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง 

มาตรการที่ 2 : จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริงกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจาย 

• หนังสือเรียน 

• แบบเรียน 

• เครื่องเขียน 

• อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น 

ในราคาควบคุม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม 

เข้มมาตรการติดตามผล เน้น “ทุกโรงเรียนต้องเกิดผลจริง” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ 

• การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาโดยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง 

• การรายงานผลจากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 

• การเปิดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองโดยตรง 

หากพบว่าสถานศึกษาใดยังไม่ดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งเข้าไปหารือ แก้ไข และกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในทันที 

รมว.ศธ. กล่าวย้ำว่า  “มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ระบบการศึกษาจะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขา”
 

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี โพสต์ข้อความระบุว่าหลังจากที่ทุกท่านได้ฮือฮากับข่าวการพบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรีไปก่อนหน้านี้ วันนี้แอดมินรวบรวมข้อมูล “สรุปผลการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันมาฝากกันแล้ว ดังนี้

ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบันการดำเนินงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เริ่มต้นทำการขุดค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตำแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึก ในที่นา ของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

การดำเนินงานในระยะแรกได้กำหนดหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2.2 เมตร วางแนวตามทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยกำหนดให้ตำแหน่งที่พบ กลองมโหระทึกอยู่บริเวณกึ่งกลางหลุม และทำการขุดค้นตามระดับชั้นดินธรรมชาติ เพื่อรักษาบริบทของหลักฐานให้มากที่สุด ผลการชุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึกใน ระดับความลึกประมาณ 60 เซนติเมตรจากผิวดิน พร้อมทั้งพบ ภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง

เมื่อดำเนินการขุดลึกลงไปถึงระดับประมาณ 100 เซนติเมตร พบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกอีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดิน และเริ่มปรากฎหลักฐานสำคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสำริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งด้านข้าง ใต้ร่าง และปลายเท้า

นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคำ และกำไลทองคำ ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก แสดงถึงความสำคัญของบุคคลและความเชื่อเกี่ยวกับ การอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก ได้ดำเนินการขุดค้นอย่างละเอียดเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4 โครง ในบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหลุมขุดค้น โดยโครงกระดูกทั้งหมดมีทิศทางการวางตัวสอดคล้องกัน คือหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

จากข้อจำกัดของพื้นที่หลุมชุดค้นเดิม และการที่โครงกระดูกบางส่วนทอดยาวเข้าไปในผนังดิน จึงขยายพื้นที่ขุดค้นออกเป็นขนาด 4 x 4.5 เมตร เพื่อให้สามารถตามแนวโครงกระดูกและทำการศึกษารูปแบบของแหล่งได้อย่างครบถ้วน

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 การดำเนินงานมีความก้าวหน้ามากขึ้นโดยสามารถติดตามแนวโครงกระดูกไปจนถึงบริเวณศีรษะของบางโครงและพบหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ได้แก่ โลหะสำริดบริเวณศีรษะ รวมถึงลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และเม็ดลูกปัดทองคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 1 ซึ่งเป็นโครงที่มีการพบเครื่องประดับจำนวนมากตั้งแต่ระยะแรก

ต่อมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 พบโครงกระดูกเพิ่มรวมเป็นอย่างน้อย 8 โครง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกจำนวน 4 โครง และกลุ่มที่ พบเพิ่มเติมอีก 4 โครง ซึ่งวางเรียงตัวต่อเนื่องกันในแนวเดียวกันโดยมีภาชนะดินเผาคันระหว่างกลุ่มอย่างเป็นระเบียบและมีการสวมโลหะสำริดลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ทั้งส่วนบนของกะโหลกและบริเวณคาง ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มโบราณวัตถุสำคัญ เช่น ภาชนะดินเผาขนาดเล็กที่วางซ้อนกันเป็นชุดจำนวนประมาณ 7 ใบ ภาชนะสำริดบริเวณปลายเท้าของโครงกระดูก และลูกปัดจำนวนมาก โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 5 ที่พบลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียว จำนวนประมาณ 1,300 เม็ดรวมกันเป็นกลุ่มคล้ายเครื่องประดับ ตลอดจนการพบจี้ทองคำ, ลูกปัดทองคำ และต่างหูทองคำเพิ่มเติมในบางโครง

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  เร่งตรวจสอบกรณีนักท่องเที่ยวใช้บริการปั้นและฝากเผาเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี แต่ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด 

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ร้านค้าแห่งหนึ่ง บริเวณเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์จำนวน 4 ราย เข้าใช้บริการปั้นและเผาเครื่องปั้นดินเผา ในราคา 100 บาท แต่เนื่องจากการเผาใช้ระยะเวลานาน ทางร้านจึงมีการบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาให้ โดยคิดค่าบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผา ราคา 30 บาท ใช้ระยะเวลาในเผาและจัดส่งประมาณ1 เดือน 

จากการสอบถามข้อเท็จจริง  ร้านค้าชี้แจงว่า ทางร้านได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้เอกสารที่ใช้ในการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาของผู้บริโภคบางรายสูญหายและไม่สามารถจัดส่งได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับและประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ให้ติดต่อร้านค้า เพื่อแจ้งที่อยู่ในการจัดส่ง และหากผู้บริโภคไม่ประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ทางร้านค้ายินดีคืนเงินค่าบริการเผาและค่าจัดส่ง จำนวน 130 บาทให้ทันที ซึ่งทาง สคบ. ได้ประสานผู้ร้องทุกข์ทั้ง 4 ราย ทราบว่าผู้ร้องจำนวน 1 รายได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว และอีก 3 รายอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขของร้านค้า 

“จากกรณีที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับการสื่อสารหรือไม่มี สคบ. เป็นตัวกลาง  เราไม่อาจทราบได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่การท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว ดิฉันจึงได้เน้นย้ำให้ สคบ. เร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อคืนความเป็นธรรมผู้บริโภค  ขณะเดียวกันขอเน้นย้ำถึงสิทธิของผู้บริโภค ในการซื้อสินค้าและใช้บริการทุกครั้ง ควรเก็บหลักฐานการรับเงิน ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของร้านค้า เพื่อความสะดวกในการติดตาม ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในอนาคต และฝากถึงร้านค้ารวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจทุกรายให้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเป็นธรรม“ นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคไม่ได้ความเป็นธรรมสามารถ ขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องทุกข์ผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เข้ารับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” เดินหน้าภารกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้เปราะบาง และสังคมอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 30 เมษายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล ให้กับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ภายใต้การดูแลของนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ที่ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” ณ อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ยึดประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ไปด้วยกัน ภายใต้เจตนารมณ์ของความมุ่งมั่นทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยรางวัลนี้จะเป็นเหมือนกำลังใจของการเดินหน้าสานต่อภารกิจสร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

สำหรับรางวัลดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐในฐานะองค์กรที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ การมอบอุปกรณ์ยังชีพแก่ผู้ประสบภัย การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน หรือสื่อมวลชนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริม ผลักดัน หรือดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อกรมประชาสัมพันธ์และประเทศชาติ

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานปัจฉิมนิเทศกิจกรรม “Young จะเล่า” พร้อมมอบประกาศนียบัตรเยาวชนผู้ผ่านการอบรมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม” จำนวน 60 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘Young จะเล่า’ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ‘มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม’ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ในอนาคต งานปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบประกาศนียบัตร แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเยาวชน ทั้งด้านทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 196 คน และผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 60 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดหลักสูตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 มีนาคม 2569 โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการผลิตเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ 2. ด้านองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ และ 3.ด้านการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ

โดยมี นายศิลา พีรวัฒฑึก “พ่อมดติ๊กต๊อก” นักสร้างคอนเทนต์ชื่อดัง, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนฯ และคณาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากการอบรมในห้องเรียน เยาวชนยังได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในบทบาท “มัคคุเทศก์น้อย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้เข้าชมโดยมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 60 คน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานคลิปวิดีโอโดดเด่น 3 รางวัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเยาวชนในการเป็นทั้ง “ผู้รู้เท่าทันสื่อ” และ “ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมาสื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอในหัวข้อ “มัคคุเทศก์น้อยอาสา พาทัวร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ผลงานที่มียอดรับชมสูงสุด 3 อันดับ ได้รับโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลจากกองทุนฯ ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ: นางสาวณิชา ไทยยิ่ง

รองชนะเลิศอันดับ 1: นางสาวศรุตา คอยเอื้อชาติ

รองชนะเลิศอันดับ 2: นางสาวพนิตนันท์ จำเนียรเจริญกุล

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทสังคมในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการสื่อสาร ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้ผลิตสื่อคุณภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานของเยาวชนและข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: “Young จะเล่า” และ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม 'รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน' ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

อาชีวะอุบลฯ โชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม “รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน” ต้อนรับ รมว.ศึกษาธิการ ในโอกาสตรวจเยี่ยมเมืองดอกบัว

จังหวัดอุบลราชธานี (30 เม.ย. 69) ณ หอประชุมเบญจานุสรณ์ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและมอบนโยบายการดำเนินงานในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ คำมั่น รองผู้อำนวยการฯ และ นายสุระชาติ พละศักดิ์ หัวหน้าแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ นำคณะครูและนักเรียน “ทีมฮาร์บิน” เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (รองแชมป์โลก) จากการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน

ภายในนิทรรศการ ทีม “ฮาร์บิน” ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ปวช.2 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ประกอบด้วย นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์, นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ, นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา และ นายณัชพล ญาวงศ์ ได้ร่วมกันนำเสนอโมเดลจำลอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อมที่เข้มงวด ไปจนถึงการเดินทางไปฝ่าอุณหภูมิติดลบ ณ มณฑลเฮย์หลงเจียง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมผลงานของนักศึกษาอย่างมาก โดยระบุว่าความสำเร็จของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีในครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการอาชีวศึกษาที่สามารถสร้าง “ยอดฝีมือ” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พร้อมทั้งให้กำลังใจนักศึกษาในการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) ของประเทศต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมและศิลปะแล้ว ยังมีการประชุมสัมมนาทางวิชาการเพื่อบูรณาการการทำงานของสถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นรูปธรรม

​สพฐ. เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านโครงการปลูกพลังฝันฯ เสริมโอกาสนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

​สพฐ. เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านโครงการปลูกพลังฝันฯ เสริมโอกาสนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

​สพฐ. เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านโครงการปลูกพลังฝันฯ เสริมโอกาสนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการสำนักงานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รวมถึงคณะผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบปะและให้กำลังใจนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จากโรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและนักเรียน” ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมให้กับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการลงมือปฏิบัติและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจจากครูต้นแบบ “นายไพรวัลย์ ยาปัญ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และจุดประกายความฝันให้กับนักเรียน ในโอกาสนี้ นักเรียนยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “สนุกกับการเป็นนักข่าวรุ่นจิ๋ว” ณ สถานี OBEC Channel ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมั่นใจและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเริ่มต้นที่ จ.กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และชลบุรี มีนักเรียนรวมจำนวน 41 คน โดยนักเรียนจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญ อาทิ แหล่งประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแคว เส้นทางสายมรณะพิพิธภัณฑ์ สถานบันวิทยาศาสตร์ทางทะล แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ชมพาอาทิตย์ตกดิน ริมหาดบางแสน และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต การปรับตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของ ศธ. ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

ศธ.ขับเคลื่อนโครงการทุน ‘ODOS – Thailand Zero Dropout’ เพิ่มโอกาส – ลดความเหลื่อมล้ำ

ศธ.ขับเคลื่อนโครงการทุน ‘ODOS - Thailand  Zero Dropout’ เพิ่มโอกาส - ลดความเหลื่อมล้ำ

ศธ.ขับเคลื่อนโครงการทุน ‘ODOS – Thailand Zero Dropout’ เพิ่มโอกาส – ลดความเหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมได้หารือหลักๆ 5 เรื่อง โดยเรื่องแรก ได้หารือถึงโครงการทุน ODOS คือโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ ที่เน้นให้ทุนเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ซึ่งเป็นโครงการที่ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่เคยดำเนินการมาเมื่อรัฐบาลที่แล้ว และเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญ จึงดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้ ช้างเผือก หรือนักเรียนที่มี ความรู้ความสามารถแต่ขาดโอกาส ให้ได้รับโอกาสในโครงการทุน ODOS สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นมัธยมปลาย

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงโครงการ Thailand  Zero Dropout  ซึ่งเป็นโครงการที่เราจะไม่ปล่อยให้เด็กสักคนเดียวหลุดออกนอกระบบการศึกษา จึงมีการวางแผนในปี 2569-2570 เพื่อเด็กทุกคนที่หลุดออกจากช่วงชั้นเรียนต่างๆได้กลับเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งเดิมเด็กกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 1,000,000 คน แต่ตัวเลขล่าสุดมีประมาณ 600,000 คน ซึ่งเราพยายามจะลดตัวเลขดังกล่าวลงมาเรื่อยๆ และวันนี้เราได้มีการวางแผนกันว่าแต่ละหน่วยงานจะมีแนวทางอย่างไรในการดึงเด็กเหล่านั้นกลับมาสู่ระบบการศึกษา

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียน ซึ่งเราพบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ดังนั้น เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณรายหัว หรือโอกาสต่างๆ มีความเสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับเด็กในทุกภูมิภาค รวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ ต้องจัดสรรงบประมาณเหล่านั้นให้มีความเป็นธรรมและคำนึงถึงคุณภาพด้านการศึกษา

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้หารือถึงการผลิตครูในภาพรวมให้สามารถที่จะสร้างครูให้มีคุณภาพและตอบสนองต่อท้องถิ่น ในขณะเดียวกันกระจายตัวไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยได้คำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่าง และได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน

รายงานพิเศษ : อว.ลุยแก้ ‘วิกฤติประเทศ’ มอบนโยบาย สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทย์และเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : อว.ลุยแก้ ‘วิกฤติประเทศ’ มอบนโยบาย สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทย์และเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : อว.ลุยแก้ ‘วิกฤติประเทศ’ มอบนโยบาย สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทย์และเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กวทช. นัดแรก ได้มอบให้ สวทช. ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย สวทช. จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต

“เรากำลังเปลี่ยนผ่าน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สวทช. พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง

ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

“เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ รมว.อว. ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค สวทช. พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง อว. ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก

“การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว