ม.ศรีปทุม จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747539

ม.ศรีปทุม จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลฯ

ม.ศรีปทุม จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา (28 กรกฎาคม 2566) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดย ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นประธาน ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน)

มมส ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติฯ 71 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747540

มมส ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต  เฉลิมพระเกียรติฯ 71 พรรษา

มมส ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติฯ 71 พรรษา

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับโรงพยาบาลมหาสารคามและโรงพยาบาลสุทธาเวช ออกหน่วยรับบริจาคโลหิตเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566 และร่วมในโครงการ กยศ.รวมใจปันโลหิต ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ ปีที่ 10โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี นำผู้บริหาร นิสิต บุคลากร เข้าร่วมพร้อมส่งมอบโลหิตให้แก่ 2โรงพยาบาลที่ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ณ อาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

การรับบริจาคโลหิตในครั้งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ทั้งการสำรองโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ และทันต่อการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย โดยยอดบริจาคโลหิตในวันนี้ มีจำนวน 810 คน คิดเป็น 324,000 ซีซี

มจธ. ผ่านประเมิน ระดับ 4 ดาว ‘มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747533

มจธ. ผ่านประเมิน ระดับ 4 ดาว  ‘มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ’

มจธ. ผ่านประเมิน ระดับ 4 ดาว ‘มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้รับการประเมินมหาวิทยาลัยสุขภาพระดับ 4 ดาว ผ่านระบบประเมิน Healthy University Rating System (HURS) ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน-เครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพ (AUN-HPN)โดยได้รับคะแนนจากการประเมินในช่วง 600-799 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงคะแนนที่สูงที่สุดของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เข้าร่วมประเมินดังกล่าว ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 7 (7th Thai UniversityNetwork for Health Promotion Network Committee Meeting) เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประธานที่ประชุมกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน-เครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพ หรือASEAN University Network-Health Promotion Network (AUN-HPN) คือ เพื่อให้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคได้พัฒนาศักยภาพและการเป็นผู้นำด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ให้มีความเข้มแข็ง สามารถนำกรอบแนวทางมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพไปปฏิบัติได้อย่างทั่วถึง เพื่อมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ” ในระดับนานาชาติ การที่ มจธ.ในฐานะสมาชิกใหม่ของมหาวิทยาลัยสมทบของเครือข่าย AUN-HPNได้รับคะแนนการประเมินในระดับ 4 ดาว แสดงถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นในการมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพระดับนานาชาติ” ของ มจธ.รวมไปถึงสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ของไทย

การที่ มจธ. ได้รับการรับรองเป็นมหาวิทยาลัยสุขภาพ ในระดับ 4 ดาว ในครั้งนี้ นับเป็นความประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเพื่อการสร้างเสริมและส่งเสริมสุขภาพของ มจธ. ในทุกภาคส่วนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของศูนย์การจัดการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (EESH) สำนักบริหารอาคารและสถานที่ กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานกิจการนักศึกษา องค์การนักศึกษา และ ประชาคม มจธ.

ระบบประเมิน HURS นี้ จะใช้คะแนนจากการประเมินที่พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1) ระบบและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี (System and Infrastructure) 2) การมีพื้นที่ปลอดการกระทำความผิด (Zero tolerance area) และ 3) การมีพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion area) ที่มีคะแนนรวมกัน 1,000 คะแนน โดยหากประเมินได้คะแนน 1-199 จะได้ 1 ดาว, 200-399 ได้ 2 ดาว, 300- 599 ได้ 3 ดาว, 600-799 ได้ 4 ดาว, 800-899 ได้ 5 ดาว และ 5 Star Plus สำหรับสถาบันที่ได้ 900 คะแนนขึ้นไป

โครงการ ทิพยสืบสานฯ เชิญครูอาจารย์ ตามรอยพ่อขุนรามคำแหง ที่สุโขทัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747538

โครงการ ทิพยสืบสานฯ เชิญครูอาจารย์  ตามรอยพ่อขุนรามคำแหง ที่สุโขทัย

โครงการ ทิพยสืบสานฯ เชิญครูอาจารย์ ตามรอยพ่อขุนรามคำแหง ที่สุโขทัย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ทิพยสืบสาน รักษาต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ ๓๒” รับสมัครครูอาจารย์ทั่วประเทศ และผู้สนใจประวัติศาสตร์ ร่วมตามพ่อขุนตามคำแหง ในวันเสาร์ที่ 19-วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2566 (2 วัน 1 คืน) ณ ชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย วัดพิพัฒน์มงคล วัดตระพังทอง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมศึกษาแนวทางการพัฒนาวิถีชีวิตจากศิลปวัฒนธรรม เยือนชุมชนวิถีไทยถวายเทียนพรรษา จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ณ วัดพิพัฒน์มงคลวัดตระพังทอง ศึกษาแนวคิดโครงการแก้มลิงจากเกาะกลางรูปหัวใจบริเวณทุ่งทะเลหลวง โครงการตามแนวพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง การทำกิจกรรมลงสีนกคุ้มที่ทำจากไม้สัก และเรียนรู้วิธีการถนอมอาหารด้วยการทำขนมไทยโบราณพื้นบ้าน “ข้าวแดกงา”

นอกจากนี้จะได้ร่วมศึกษาแนวทางการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมครบทุกมิติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดีและนวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 Interactive Board Game โดยอาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และการพัฒนานวัตกรรมแบบก้าวกระโดดสำหรับองค์กร พร้อมการเร่งผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่ UN SDG 2030

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณจารุกัญญ์โทรศัพท์ 099-3975333 FB : ตามรอยพระราชา-The King’s Journey LINE : The King’s Journey

‘ม.มหิดล’วิจัย‘ซีอิ๊วกลิ่นน้ำปลา’ ทางเลือกรักสุขภาพ-ดูแลกลุ่มเสี่ยง‘NCDs’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747289

‘ม.มหิดล’วิจัย‘ซีอิ๊วกลิ่นน้ำปลา’  ทางเลือกรักสุขภาพ-ดูแลกลุ่มเสี่ยง‘NCDs’

‘ม.มหิดล’วิจัย‘ซีอิ๊วกลิ่นน้ำปลา’ ทางเลือกรักสุขภาพ-ดูแลกลุ่มเสี่ยง‘NCDs’

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ต้นกำเนิดของ “ซีอิ๊ว (Soy Sauce)” เครื่องปรุงรสที่อยู่คู่อารยธรรมโลกมานานนับหลายพันปีอยู่ที่ประเทศจีน จากการหมักของถั่วเหลืองกับเกลือจนกลายเป็นเครื่องปรุงรสสำคัญของ “ตำรับอาหารจีน” ที่ยังสืบทอดกันมาในปัจจุบัน ในขณะที่ “น้ำปลา (Fish Sauce)” คือองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้สำหรับ “ตำรับอาหารไทย” ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ตั้งแต่สมัยอยุธยา

ด้วยนวัตกรรมอาหาร “ซีอิ๊วกลิ่นน้ำปลา (PB Healthy Sauce หรือ Plant Based Healthy Sauce)” ผลงานโดยน.ส.ญาณิศา ทับเจริญ นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ร่วมกับ น.ส.ศิริกัญญา ลับแล นักศึกษาจากภาควิชาและคณะเดียวกัน และ น.ส.มณีรัตน์เตชะวิเชียร ผู้ช่วยวิจัย จะทำให้การปรุงอาหารกลายเป็นเรื่องง่าย โดยใช้เครื่องปรุงรสเพียงขวดเดียว พร้อมด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ

จากความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีตอบแทนสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนสู่การมีสุขภาวะที่ดี ภายหลังจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบวิชาชีพ“นักกำหนดอาหาร” ในโรงพยาบาล นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการพัฒนาเครื่องปรุงรสจากการหมักของพืชจากธรรมชาติ แต่งกลิ่นน้ำปลาเพื่อให้ถูกปากคนไทย

โดยมีส่วนผสมหลักที่อุดมไปด้วยถั่วเหลืองเกษตรอินทรีย์ จากแหล่งปลูกที่สำคัญทางภาคเหนือของประเทศไทย และเสริมด้วยวิตามินธรรมชาติ บี12 จากสาหร่ายวางเป้าหมายการสร้างสรรค์นวัตกรรมไว้ที่ผู้บริโภคในกลุ่มเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทั้งที่เป็นความดันโลหิตสูง รวมทั้งผู้ที่บริโภคอาหารจากพืช ซึ่งได้แก่ชาววีแกน(Vegan) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ผ่านการทดสอบรสชาติแล้วร่วมกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลทั่วไป พบว่าส่วนใหญ่พึงพอใจให้ 7 คะแนนขึ้นไป

ปัจจุบัน PB Healthy Sauce อยู่ระหว่างการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ (LabScale) ก่อนจะวิจัยและพัฒนาให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพื่อยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล และต่อยอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ PB Healthy Sauce สามารถคว้าถึง 2 รางวัลซ้อน

ได้แก่ รางวัลชนะเลิศจากการประกวดโครงการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Start-up Innovative F&B Products Competition) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดแสดงในงาน FI Asia Online Event และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากงานประกวด Food Innopolis
Innovation Contest ระดับบัณฑิตศึกษา และบุคคลทั่วไป โดยมี ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล และ ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์สรรพ่อค้า คณาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการวิจัยฯ

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลได้ถ่ายทอดแนวคิดการทำวิจัยที่สร้างสรรค์ และมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น หากเป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์ และทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แม้ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการวิจัยจะสามารถทำให้เป็นสิ่งที่ดีขึ้นได้เรื่อยๆ และนำกลับมาต่อยอดเป็นโจทย์วิจัยให้ได้สร้างสรรค์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

โดยนวัตกรรมอาหาร PB Healthy Sauce ตอบโจทย์ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการได้รับโซเดียมจากเครื่องปรุงรส และผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ เนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ผลิตจากพืช 100% และมีการปรับลดปริมาณโซเดียมลงโดยปราศจากการใช้สารทดแทนเกลือ ซึ่งผู้ที่นิยมรับประทานอาหารไทยมักมีน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารประเภทยำที่ไม่สามารถใช้ซีอิ๊วขาวมาทดแทนการใช้น้ำปลาได้ เนื่องจากมีกลิ่นและรสที่แตกต่างกัน จึงทำให้ PB Healthy Sauce อาจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์น้ำยำสำเร็จรูป ที่มีซีอิ๊วกลิ่นน้ำปลาเป็น ส่วนผสมหลัก ได้ต่อไปอีกด้วย อย่างไรก็ดี นอกจากในแต่ละช่วงวัยมีความจำเป็นในการรับประทานวิตามินบี 12 ที่แตกต่างกันแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลในแต่ละช่วงเวลาด้วย

การบริโภคอาหารเสริม หรือเครื่องปรุงรสที่เติมสารสำคัญเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการเป็นเพียงทางเลือกเพื่อการรักษาสมดุลให้กับร่างกาย ไม่ใช่การรักษาโรค!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘มข.’ติดอาวุธนักศึกษายุคดิจิทัล ฝึกทักษะใช้‘AI’ได้อย่างมืออาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747290

‘มข.’ติดอาวุธนักศึกษายุคดิจิทัล  ฝึกทักษะใช้‘AI’ได้อย่างมืออาชีพ

‘มข.’ติดอาวุธนักศึกษายุคดิจิทัล ฝึกทักษะใช้‘AI’ได้อย่างมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กระแสของเครื่องมือ Generative AI กลายเป็นสงครามดิจิทัลที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างเร่งพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้คน ขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็ต้องการผู้มีทักษะ หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องมือใหม่เหล่านี้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จึงได้ผลักดัน Digital Transformation เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเทคโนโลยี และผลิตบัณฑิตแห่งอนาคต

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า นโยบายหลักของมหาวิทยาลัย คือ นักศึกษาทุกคนต้องได้สัมผัสกับระบบดิจิทัลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ระบบรับสมัครเข้าเรียนที่เป็นออนไลน์ 100% กระทั่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้วนักศึกษาจะได้อยู่กับสภาพแวดล้อมแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศหรือระดับโลก

ปัจจุบัน Generative AI เป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่เฉพาะ Chat GPT แอปพลิเคชั่นดังเท่านั้น แต่แอปพลิเคชั่น หรือโปรแกรมอื่นๆ ก็มี AI เป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชั่นที่ใช้กันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม Generative AI นับเป็นเรื่องใหม่มาก ดังนั้น การพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอาจจะยังไม่สามารถทำได้ ด้วยเนื้อหาที่ยังไม่เพียงพอสำหรับ 1 วิชา แต่เราใช้วิธีการปลูกพรม โดยการสนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลแล็บ Windows ตัวที่ล่าสุดมี AI อยู่ในนั้น หรือ Adobe เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอน

ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยขอนแก่นยังเดินหน้าฝึกอบรมให้นักศึกษาได้ใช้งานทั้ง Google Docs, Google sheet,Google slide และ Canva Pro ที่มี AI อยู่ในนั้น เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด ติดอาวุธสำหรับการทำงานในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีระบบ e-Learning และเครื่องมืออื่นๆ รองรับการทำงานของนักศึกษา โดยเฉพาะอีเมลที่สามารถใช้ได้ตลอดชีวิต พร้อมพื้นที่จัดเก็ยข้อมูล Google Drive 40 GB และ One Drive 1 TB หรือ 1,000 GB

“สิ่งสำคัญกว่าการมีเครื่องมือ AI คือ รู้เท่าทันจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกในยุคของ generative AI มันมีทั้งบวกและลบ ดังนั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงสอดแทรกกับวิชาที่สนับสนุนให้อาจารย์สามารถที่จะแนะนำนักศึกษาได้ขณะเดียวกันหอสมุดก็เป็นพื้นที่ให้คำแนะนำการใช้ AI ด้วย”รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ กล่าวต่อไปว่า บรรณารักษ์ หอสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีบทบาทเพิ่มเติมกับการเป็น Prompt Librarian ที่จะมาช่วยสนับสนุนนักศึกษาในการพูดคุยกับ AI ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่นักศึกษา โดยมุ่งเน้นที่นักศึกษาปีสุดท้ายก่อน เพราะเป็นปีที่ใกล้จะสำเร็จการศึกษาจึงควรได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อก้าวสู่ทักษะอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการต่อไป

โดยสิ่งที่นักศึกษาสามารถต่อยอดจาก AI ได้ คือ การเพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาเดิม หรือเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างสรรค์และพัฒนาเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นบัณฑิตของเราก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอไม่ใช่เฉพาะสร้างสรรค์เรื่องงานศิลปะแต่เป็นสร้างสรรค์ในวิชาชีพตัวเองได้

“AI ไม่ได้แทนคน แต่ AI มาแทนงานที่คนต้องทำ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงติดอาวุธให้นักศึกษา ไม่เพียงเป็นผู้ใช้เป็น แต่รู้เท่าทันตรวจสอบที่มาและความถูกต้องของข้อมูลจาก AI ได้ และต้องเข้าใจว่าข้อมูลที่ป้อนให้ AI มีโอกาสรั่วไหลเช่นกัน ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องใช้งานอย่างถูกต้องและเท่าทัน” ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ฝากทิ้งท้าย

‘สสส.-กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’จับมือ ลุยสร้างสุขภาพชาว‘SMEs’ใน34จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747293

‘สสส.-กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’จับมือ  ลุยสร้างสุขภาพชาว‘SMEs’ใน34จังหวัด

‘สสส.-กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’จับมือ ลุยสร้างสุขภาพชาว‘SMEs’ใน34จังหวัด

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ลุยสร้างสุขภาพชาว SMEs ใน 34 จังหวัด ชู นวัตกรรมแนวคิด Happy Workplace ตั้งศูนย์ Wellness Center 13 แห่ง ช่วยเพิ่มความสุขพนักงานทั้ง 8 มิติ 66% พร้อมปั้น SHAP Agents แกนนำสร้างสุของค์กร ช่วยเลิกเหล้า-บุหรี่ได้ 261 คน ออมเงินทะลุ 37 ล้านบาท โดยล่าสุดเพิ่งจัดงานไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ย่านหลักสี่-วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งให้คนทำงานมีความสุขทั้ง8 มิติ (Happy 8) ภายใต้นวัตกรรมแนวคิดองค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace) โดยเฉพาะกลุ่มสถานประกอบการ SMEs ที่มีจำนวนมากทั่วไทย สสส. สานพลัง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคีเครือข่าย ริเริ่มโครงการ SHAP ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งในระยะที่ 3 นี้ มีสถานประกอบการเข้าร่วม 80 แห่งใน 34 จังหวัด ยกระดับเป็นสถานประกอบการวิสาหกิจต้นแบบ 57 แห่ง มีพนักงานรวม 18,689 คน

พัฒนาเป็นเจ้าหน้าที่ SHAP Agents แกนนำสร้างสุขภาวะองค์กร 130 คน โดย SHAP Agents คือ พลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพในองค์กร ร่วมพัฒนากิจกรรมที่ตอบโจทย์คนทำงาน เช่น กิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษาช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน8.25 ล้านบาท เลิกเหล้าได้ 154 คนลด ละ เลิกบุหรี่ 107 คน ออมเงินได้ 37.7ล้านบาท ที่สำคัญยังพัฒนาศูนย์สุขภาพดีวัยทำงานในสถานประกอบการ Wellness Center อีก 13 แห่ง เป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษา ส่งผลให้อัตราการลาป่วยลดลง 25.4% ลดค่าใช้จ่ายในการเบิกยา/ค่ารักษาพยาบาล 2.56 ล้านบาท

“พบค่าความสุขวัดจาก HAPPINOMETER ใน 8 มิติ ก่อนดำเนินงานอยู่ที่60.11% เพิ่มขึ้นเป็น 66.42% สำหรับระยะที่ 4 มุ่งพัฒนาศูนย์ Happy Workplace Center ให้บริการด้านวิชาการ แนวทางการสร้างองค์กรแห่งความสุข 5 แห่ง ภายในปี 2569 ผลักดันให้งานส่งเสริมคุณภาพชีวิตวัยทำงานในสถานประกอบการเป็นกลไกปกติที่อยู่คู่กับการสร้างสุขภาวะองค์กรในระยะยาว” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างมาตรฐานในการทำงาน ดังนั้น การทำให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี และมีความสุขในการทำงาน จึงมีความสำคัญ ปัจจุบัน SMEs กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีอัตราการลาออกสูง การสร้างสุขภาวะองค์กรช่วยให้มีอัตราการลาออกของพนักงานลดลง เป็นการรักษาพนักงานที่มีทักษะในการทำงาน อีกทั้งยังทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาปรับปรุงงานและนวัตกรรมต่างๆ ภายในองค์กรมากขึ้น

ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงานโครงการโครงการส่งเสริมสุขภาวะองค์กรในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Happy and Productive Workplace : SHAP) โดยเฉพาะการพัฒนามาตรฐานองค์กรแห่งความสุข (มอส.) ซึ่งจะขยายผลส่งเสริมให้ SMEs ทั่วไทย มีแนวทางการดูแลคุณภาพชีวิตบุคลากรในองค์กรที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน การดำเนินงานที่ผ่านมาเกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ วิสาหกิจเพื่อเป็นองค์กรต้นแบบด้านการสร้างสุขภาวะองค์กรและพัฒนาผลิตภาพ และส่งเสริมให้ SMEs นำหลักการสร้างสุขภาวะองค์กรไปประยุกต์ใช้

“มีคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกวิสาหกิจต้นแบบจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้ 4 เกณฑ์การคัดเลือก 1.กระบวนการทำงาน 2.คะแนนสุขภาวะองค์กร Happy Workplace วัดจากเครื่องมือ HAPPINOMETER 3.ศักยภาพในการพัฒนาผลิตภาพ 4.การนำเสนอ จำนวน 57 แห่ง แบ่งเป็นระดับเพชร 3 รางวัล แพลทินัม12 รางวัล ทอง 20 รางวัล ดีเด่น 2 รางวัลและรางวัลวิสาหกิจต้นแบบ สุขสร้างสรรค์20 รางวัล” นายใบน้อย กล่าว

‘มจธ.’ผ่านเกณฑ์ประเมิน ‘มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ’ระดับ4ดาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747294

‘มจธ.’ผ่านเกณฑ์ประเมิน ‘มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ’ระดับ4ดาว

‘มจธ.’ผ่านเกณฑ์ประเมิน ‘มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ’ระดับ4ดาว

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 7 (7th Thai University Network for Health Promotion Network Committee Meeting) เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีมอบใบประกาศนียบัตรรับรองผลการประเมิน “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” ผ่านระบบประเมิน Healthy University Rating System (HURS) ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน-เครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพ (AUN-HPN) ระดับ 4 ดาว ให้กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ได้รับคะแนนจากการประเมินในช่วง 600-799 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงคะแนนที่สูงที่สุดของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เข้าร่วมรับการประเมินดังกล่าว

ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน-เครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ ASEAN University Network – Health Promotion Network (AUN-HPN) คือ การต้องการให้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคนี้ ได้พัฒนาศักยภาพและการเป็นผู้นำด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ให้มีความเข้มแข็ง

สามารถนำกรอบแนวทางมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพไปปฏิบัติได้อย่างทั่วถึง เพื่อมุ่งสู่การเป็น“มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพ” ในระดับนานาชาติ ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ดังนั้น การที่ มจธ. ในฐานะสมาชิกใหม่ของมหาวิทยาลัยสมทบ ของเครือข่าย AUN-HPN พร้อมกับได้รับคะแนนการประเมินในระดับ 4 ดาว แสดงถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นในการมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยส่งเสริมสุขภาพระดับนานาชาติ” ของ มจธ. รวมไปถึงสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ของไทย

การที่ มจธ. ได้รับการรับรองเป็นมหาวิทยาลัยสุขภาพ โดยระบบประเมิน Healthy University Rating System(HURS) ในระดับ 4 ดาว ในครั้งนี้
นับเป็นการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเพื่อการสร้างเสริมและส่งเสริมสุขภาพของ มจธ. ในทุกภาคส่วนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของศูนย์การจัดการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (EESH) สำนักบริหารอาคารและสถานที่ กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานกิจการนักศึกษา องค์การนักศึกษา และ ประชาคม มจธ.

สำหรับ ระบบประเมิน HURS นี้ จะใช้คะแนนจากการประเมินที่พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1) ระบบและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี (System and Infrastructure) 2) การมีพื้นที่ปลอดการกระทำความผิด (Zero tolerance area) และ 3) การมีพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพ (Health promotionarea) ที่มีคะแนนรวมกัน 1,000 คะแนน โดยหากประเมินได้คะแนน 1-199 จะได้ 1 ดาว, 200-399 ได้ 2 ดาว, 300-599
ได้ 3 ดาว, 600-799 ได้ 4 ดาว, 800-899 ได้ 5 ดาว และ 5 Star Plus สำหรับสถาบันที่ได้ 900 คะแนนขึ้นไป

‘ตรีนุช’เร่งเยียวยาโรงเรียน-นักเรียน-ครู ผู้ประสบเหตุโกดังเก็บประทัดระเบิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747284

'ตรีนุช'เร่งเยียวยาโรงเรียน-นักเรียน-ครู ผู้ประสบเหตุโกดังเก็บประทัดระเบิด

‘ตรีนุช’เร่งเยียวยาโรงเรียน-นักเรียน-ครู ผู้ประสบเหตุโกดังเก็บประทัดระเบิด

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.19 น.

“ตรีนุช” เร่งเยียวยาโรงเรียน-นักเรียน-ครู ผู้ประสบเหตุโกดังเก็บประทัดระเบิด พร้อมส่งอาชีวะช่วยประชาชน

วันที่ 1 สิงหาคม 2566 ที่ โรงเรียนบ้านมูโนะ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุการณ์โกดังเก็บประทัดระเบิดในพื้นที่ตำบลมูโนะโก เพื่อช่วยเหลือเยียวยานักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเยี่ยมนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ ณ ศูนย์พักพิง สนามกีฬา องค์การบริหารส่วนตำบลมูโนะ 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า เหตุการณ์โกดังเก็บประทัดระเบิดที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หลายแห่ง ทั้งในส่วนของโรงเรียนบ้านมูโนะ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อีกจำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนนะห์ฎอฎุลอิสลาฮียะห์ โรงเรียนดารุลฮุสนา และโรงเรียนดารุลฟุรกอน โดยมีนักเรียนบ้านมูโนะได้รับบาดเจ็บ 25 คน, โรงเรียนนะห์ฎอฎุลอิสลาฮียะห์ มีนักเรียนบาดเจ็บ 8 คน, โรงเรียนดารุลฮุสนา มีนักเรียนบาดเจ็บ 1 คน มีนักเรียนเสียชีวิต 1 คน และโรงเรียนดารุลฟุรกอน มีนักเรียนได้รับบาดเจ็บ 57 คน ครูได้รับบาดเจ็บ 13 คน ซึ่งในการช่วยเหลือในเบื้องต้น สพฐ. และ สช. ได้มอบเงินช่วยเหลือโรงเรียนและครอบครัวของนักเรียนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตไปบางส่วนแล้ว

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยานักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังมอบหมายให้นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ ได้ลงพบปะพูดคุย ปลอบขวัญนักเรียนสังเกตอาการ ฟื้นฟูสภาพจิตใจเยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นการเบื้องต้นด้วย พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายของอาคารเรียน อาคารอเนกประสงค์ บ้านพักครู หอพักนักเรียน รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อจัดทำรายละเอียดประมาณค่าซ่อมแซมทั้งหมด และให้เร่งดำเนินการรื้อถอน ปรับปรุงซ่อมแซม ประตู ฝ้าเพดาน ระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติได้เร็วที่สุด โดยในระหว่างนี้ ให้จัดการเรียนการสอนแบบ on hand หรือจัดหาพื้นที่สำหรับการเรียนการสอนชั่วคราวไปพลางก่อน จนกว่าจะฟื้นฟูปรับปรุงอาคารเรียนเสร็จสิ้นเรียบร้อย นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดทีมอาชีวะช่วยเหลือประชาชน เพื่อช่วยซ่อมแซมบ้านเรือน ที่พักอาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัยอีกด้วย
 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย-นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำประชาชนร่วมทำบุญตักบาตรถวายเป็นพุทธบูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747237

ปลัดกระทรวงมหาดไทย-นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำประชาชนร่วมทำบุญตักบาตรถวายเป็นพุทธบูชา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย-นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำประชาชนร่วมทำบุญตักบาตรถวายเป็นพุทธบูชา

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.36 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำประชาชนร่วมทำบุญตักบาตรถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา 1 สิงหาคม 2566 พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนน้อมนำพระคติธรรรม “สมเด็จพระสังฆราช” ร่วมกันสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

1 ส.ค. 66 เวลา 06:30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2566 วันที่ 1 สิงหาคม 2566 โดยได้รับเมตตาจาก เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเอกวิทย์ มีเพียร นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายมานะ สิมมา รักษาการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2566 ความว่า “ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่พุทธบริษัทจะได้บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็น “พระรัตนตรัย” อันเป็นสรณะสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระมหากรุณาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทอดพระเนตรตระหนักเห็นความทุกข์ในสังสารวัฏของสรรพสัตว์นั้น ใหญ่หลวงนัก หาใช่เพียงเฉพาะในพระชาติสุดท้ายที่เสด็จอุบัติมาเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ หากแต่สั่งสมมาเนิ่นนานถึงสี่อสงไขยแสนกัป ทรงตั้งพระหฤทัยบำเพ็ญเพียร เพื่อจะได้ทรงรื้อขนสรรพชีวิตให้ล่วงพ้นจากทุกข์ได้อย่างถาวร ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมที่ตรัสรู้ เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จึงพึงสืบอายุพระพุทธศาสนาไวัให้ยั่งยืนนาน ด้วยการ “ศึกษา” และ “ปฏิบัติ” ตามพระธรรมวินัย ทั้งนี้ การทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ต้องเริ่มที่การสร้างสรรค์ตนเองให้เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่มีคุณภาพ ตามพระพุทธประสงค์ให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น ถ้าบรรพชิตบวชแล้วไม่เข้าใจและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย อีกทั้งถ้าพุทธศาสนิกชนอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาเรียนรู้พระธรรมให้เข้าใจกระจ่าง ก็ย่อมปฏิบัติผิด หลงผิด ทำให้พระพุทธศาสนาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน

“วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยอธิษฐานจิตตั้งมั่น ในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เข้าถึงการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตรงทางอริยมรรค เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่านกำลังเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ในการช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนา แล้วจงประคับประคองจิตใจให้อาจหาญร่าเริง เบิกบานด้วยกุศลฉันทะพร้อมกระทำคุณประโยชน์ ด้วยการพลีสรรพกำลัง เกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวพ้นจากทุกข์ภัย นำมาซึ่งสันติสุขร่วมกันของสรรพชีวิตบนโลกนี้สืบไป ตลอดกาลนานเทอญ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวถึงพระคติธรรมในช่วงท้าย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2566 ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา สวดมนต์ และปฏิบัติบูชาด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ ณ วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งบริหารจิตและเจริญปัญญา เจริญสติทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจว่า ตลอดปีที่ผ่านมานั้น ได้ใช้ชีวิตอย่างเจริญงอกงามขึ้น เกิดประโยชน์กับชีวิตอย่างไรบ้าง และแก้ไขในสิ่งที่เป็นอบายมุข มัวเมา ลุ่มหลง เพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้า ด้วยความสุข ความเจริญ ความสดใส ความมั่นคงในกาย ความมั่นคงในจิต ความมั่นคงในธรรม เพื่อให้เกิดเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตอย่างยั่งยืน