‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา อ้างต้นเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรมย่อมปฏิบัติผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747209

'สมเด็จพระสังฆราช' ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา อ้างต้นเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรมย่อมปฏิบัติผิด

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา อ้างต้นเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรมย่อมปฏิบัติผิด

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 08.40 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2566 เนื่องใน วันอาสาฬหบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 2566 สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่พระคติธรรมของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ความว่า

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่พุทธบริษัทจะได้บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ครบถ้วนพร้อมเป็น “พระรัตนตรัย” อันเป็นสรณะสูงสุดในพระพุทธศาสนา

พระมหากรุณาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทอดพระเนตรตระหนักเห็นความทุกข์ในสังสารวัฏของสรรพสัตว์นั้นใหญ่หลวงนัก หาใช่เพียงเฉพาะในพระชาติสุดท้ายที่เสด็จอุบัติมาเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ หากแต่สั่งสมมาเนิ่นนานถึง 4 อสงไขยแสนกัป ทรงตั้งพระหฤทัยบำเพ็ญเพียร เพื่อจะได้ทรงรื้อขนสรรพชีวิตให้ล่วงพ้นจากทุกข์ได้อย่างถาวร ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมที่ตรัสรู้ เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จึงพึงสืบอายุพระพุทธศาสนาไวัให้ยั่งยืนนาน ด้วยการ “ศึกษา” และ “ปฏิบัติ” ตามพระธรรมวินัย

ทั้งนี้ การทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาต้องเริ่มที่การสร้างสรรค์ตนเองให้เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่มีคุณภาพ ตามพระพุทธประสงค์ให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น ถ้าบรรพชิตบวชแล้วไม่เข้าใจและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย อีกทั้งถ้าพุทธศาสนิกชนอ้างต้นเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาเรียนรู้พระธรรมให้เข้าใจกระจ่างก็ย่อมปฏิบัติผิด หลงผิด ทำให้พระพุทธศาสนาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยอธิษฐานจิตตั้งมั่น ในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เข้าถึงการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตรงทางอริยมรรค เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่านกำลังเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ในการช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนา แล้วจงประคับประคองจิตใจให้อาจหาญร่าเริง เบิกบานด้วยกุศลฉันทะพร้อมกระทำคุณประโยชน์ ด้วยการพลีสรรพกำลัง เกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวพ้นจากทุกข์ภัย นำมาซึ่งสันติสุขร่วมกันของสรรพชีวิตบนโลกนี้สืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดการแข่งขัน ควบคุมหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747093

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดการแข่งขัน ควบคุมหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดการแข่งขัน ควบคุมหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดโครงการ“การแข่งขันทักษะการควบคุมหุ่นยนต์ Collaborative Robot ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2566 : Cobot Contest Thailand 2023ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยมีรศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.) ร่วมกล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ ผศ.ดร.เจษฎาพร สถานทรัพย์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวรายงาน เมื่อเร็วๆ นี้ที่ มทร.รัตนโกสินทร์

การแข่งขันในครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทักษะการควบคุมหุ่นยนต์ จากการประยุกต์การเขียนโปรแกรมของหุ่นยนต์แขนกลของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และนักศึกษาระดับปริญญาตรีจาก มทร.ทั่วประเทศ จำนวน 32 ทีม โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศได้เป็นแชมป์ประเทศไทย คือทีม Dino Tech จาก มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น พร้อมได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่1 ทีม Mecca Klong Hok (เมคคา คลองหก) มทร.ธัญบุรี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ทีม Zenith Alpha มทร.รัตนโกสินทร์

ธกส. สัญจรพบปะนิสิตมมส. เชิญชวนประกวดสติกเกอร์ไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747092

ธกส. สัญจรพบปะนิสิตมมส. เชิญชวนประกวดสติกเกอร์ไลน์

ธกส. สัญจรพบปะนิสิตมมส. เชิญชวนประกวดสติกเกอร์ไลน์

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดกิจกรรมสัญจรมาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เชิญชวนนิสิตร่วมส่งผลงานประกวดออกแบบ Line Stickers Contest ในหัวข้อ “ธ.ก.ส. ใกล้คุณ” ชิงรางวัล 20,000 บาทพร้อมของรางวัลอื่นๆ โดยมี อาจารย์อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเกษตรกรไทย และมีผู้มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ นางสาวมุนินทร์ สายประสาท “มุนินฺ” มาเล่าประสบการณ์และให้แรงบันดาลใจ รับฟังไอเดียสร้างผลงานจาก Creator ได้แก่ คิ้วต่ำ, SUNDAE KIDS และ JAY THE RABBIT

สมศ.ขับเคลื่อนนำผลประเมินใช้สำเร็จ เตรียมรับรร.เข้าโครงการอีก 150 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747096

สมศ.ขับเคลื่อนนำผลประเมินใช้สำเร็จ  เตรียมรับรร.เข้าโครงการอีก 150 แห่ง

สมศ.ขับเคลื่อนนำผลประเมินใช้สำเร็จ เตรียมรับรร.เข้าโครงการอีก 150 แห่ง

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า “โครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา” ได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 27 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ฯลฯ ดำเนินการในนาม“ศูนย์ประสานงาน สมศ.” ทำหน้าที่ประสานงานขับเคลื่อนโครงการฯ มีหน้าที่ อาทิ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิลงพื้นที่ออนไลน์ให้คำปรึกษา แนะนำ และสนับสนุน รวมทั้งติดตามผลการดําเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพให้กับสถานศึกษาจำนวน 133 แห่งทั่วประเทศ ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2566

ดร. นันทา กล่าวต่อไปว่า สมศ. มุ่งเน้นให้สถานศึกษานำข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประเมินคุณภาพภายนอกไปปรับใช้ ผ่านโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และพบว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจที่มีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญเข้ามาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับวิเคราะห์หาจุดเด่นที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้นและจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อวางแผนการพัฒนาให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาในแต่ละแห่ง

“จากความสำเร็จดังกล่าว สมศ. จึงขอเชิญชวนสถานศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา เพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 เป็นจำนวน 150 แห่ง”ดร.นันทากล่าวทิ้งท้าย

ราชบัณฑิตแนะต้องมีหลักสูตร AI ในรร. ถือเป็นสมรรถนะ3 ที่จำเป็นต้องเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747090

ราชบัณฑิตแนะต้องมีหลักสูตร AI ในรร.  ถือเป็นสมรรถนะ3 ที่จำเป็นต้องเรียนรู้

ราชบัณฑิตแนะต้องมีหลักสูตร AI ในรร. ถือเป็นสมรรถนะ3 ที่จำเป็นต้องเรียนรู้

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เสวนาวิชาการในโครงการปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ยุคเอไอได้มาถึงแล้ว ประเทศไทยพร้อมรับมือไหม? (Arrival of AI Era : Is Thailand Ready?)”เพื่อระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมพัฒนาหลักสูตรในอนาคต รวมทั้งให้ผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศใช้ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์สำหรับการสร้างประชากรที่มีสมรรถนะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อตลอดแรงงานในอนาคต จัดโดย ราชบัณฑิตยสภา ร่วมกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้

ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาฯ ราชบัณฑิต กล่าวว่า เนื่องจากเรากำลังเข้าสู่โลกยุค AI การนำ AI มาใช้งานนั้นเป็นประโยชน์มหาศาล และมีบทบาทต่อทุกกลุ่มวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการคำนวณ ด้านเทคโนโลยี ด้านภาษา ศิลปะ ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็อาจมีโทษและมีข้อควรระวังในการใช้งานด้วยเช่นกัน ดังนั้นการพัฒนา AI และพัฒนาคนให้รู้เรื่อง AI และให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย เพราะ AI จะอยู่กับเราตลอดไป หากเราไม่มีการพัฒนาคนให้มีความรู้ความเข้าใจ เราจะตามต่างประเทศไม่ทัน ยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนา AI และปลูกฝังเรื่อง AI แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เวลานี้

ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า AI เป็นหนึ่งในสามสมรรถนะที่เยาวชนจะต้องเรียนรู้นอกเหนือจากสมรรถนะทางด้านภาษาและการคำนวณ ประเทศไทยจึงควรเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนในเรื่องนี้ รวมถึงการแทรกเรื่อง AI เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน ในอนาคตหาก AI เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมและการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ AI จะสามารถสร้างงานได้อย่างมหาศาลโดยไม่ต้องใช้แรงงานคน หากเราไม่มีการเตรียมคนให้มีความรู้เรื่อง AI ในอนาคตอาจทำให้คนตกงานได้

รัฐบาลเชิญชวน งดเหล้าเข้าพรรษา ห่างไกล‘อบายมุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747158

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รัฐบาลเชิญชวนคนไทย ลด ละ เลิกเหล้าเข้าพรรษา สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายลดความเสี่ยงโรคได้กว่า 230 ชนิดแถมช่วยลดรายจ่ายครอบครัวเพิ่มเงินในกระเป๋า

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องด้วยวันเข้าพรรษาของทุกปี เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 2 ส.ค. 66 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคมและเครือข่ายงดเหล้า จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้คนไทย ลด ละ เลิกการดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้คำขวัญ “ไกลเหล้า ไกลโรค ไกลอุบัติเหตุ”

ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอเชิญคนไทยทุกคนร่วมลด ละ เลิก เหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตลอดเทศกาลเข้าพรรษาที่จะมาถึง ให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆ ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าทุกปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากพิษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 3 ล้านคน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมากกว่า 230 ชนิด นอกจากนี้ ยังช่วยลดโอกาสที่เกิดความสูญเสียกับครอบครัวและสังคมโดยรวมจากอุบัติเหตุ ที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายได้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังช่วยลดรายจ่ายภาคครัวเรือนได้มาก ซึ่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ด้านพฤติกรรมการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 65 ระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 64 เหล่านักดื่มต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดื่มเพิ่มขึ้นจากในปี 60 เกือบ 2 เท่า โดยผู้ดื่มหนักเป็นประจำ มีค่าใช้จ่ายการดื่มสุราเฉลี่ยสูงถึง 3,722 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มีความสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ และมิติของสังคม โดยมิติทางเศรษฐกิจนั้นได้มีกฎกระทรวงที่ลดข้อจำกัดทางกฎระเบียบการอนุญาตให้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนพ.ย.65 เพื่อประโยชน์ในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และลดการผูกขาดทางการตลาด แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการขับเคลื่อนให้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อจำกัดไม่ให้กิจกรรมที่มาจากการแข่งขันทางธุรกิจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการดื่มที่มากขึ้น

ตลอดจนขับเคลื่อนการรณรงค์เพื่อสร้างความรอบรู้ผลกระทบต่อสุขภาพที่มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ประชาชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเน้นการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เช่น ควบคุมจุดจำหน่าย ความหนาแน่นของร้านค้า การกำหนดโซนนิ่ง เป็นต้น

จุฬาฯ-กรมหม่อนไหมร่วมวิจัย เลี้ยงหนอนไหมเป็นวัสดุทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747091

จุฬาฯ-กรมหม่อนไหมร่วมวิจัย  เลี้ยงหนอนไหมเป็นวัสดุทางการแพทย์

จุฬาฯ-กรมหม่อนไหมร่วมวิจัย เลี้ยงหนอนไหมเป็นวัสดุทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนากระบวนการเลี้ยงหนอนไหมและผลิตรังไหมอินทรีย์จากโรงเลี้ยงหนอนไหมต้นแบบให้มีมาตรฐานเหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือทางด้านงานวิจัยวิชาการกับกรมหม่อนไหมมานานกว่า 17 ปีแล้ว การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้องค์ความรู้ที่กรมหม่อนไหมสนับสนุนให้กับจุฬาฯ มาโดยตลอดเกิดการต่อยอดเพื่อการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้ โดยมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้รังไหมที่มีความเหมาะสมสำหรับใช้ทางการแพทย์ โดยนำองค์ความรู้ของจุฬาฯ และความเชี่ยวชาญของกรมหม่อนไหมเข้ามาช่วยในเรื่องของการขึ้นทะเบียนมาตรฐานต่างๆ และโครงการสร้างความยั่งยืนให้กับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมด้วยการพัฒนาสูตรอาหารสำหรับหนอนไหม

รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวต่อไปว่าจุฬาฯ มีความพร้อมในการนำงานวิจัยไปสร้างเป็นรายได้กลับคืนมาสู่มหาวิทยาลัย โดยมีบริษัท Spin – off ที่บ่มเพาะโดย CU innovation Hub และมีบริษัท Engine Life ภายใต้CU Engineering Enterprise ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จะช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น และสามารถทำงานวิจัยได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของงานวิจัยเกี่ยวกับไหมไทยนั้น จุฬาฯ มีงานวิจัยเรื่องโปรตีนไหมที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ความร่วมมือครั้งนี้จะมีการต่อยอดงานวิจัยเรื่องโปรตีนไหม โดยเน้นที่การนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

“การเพิ่มคุณค่าไหมไทยโดยการนำผลผลิตจากเกษตรกรที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาพัฒนาเป็นวัสดุทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มคุณค่าไหมไทยซึ่งเป็นมรดกของประเทศ และมีส่วนช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

ม.อ. เปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า วิจัยพัฒนา ผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747094

ม.อ. เปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า  วิจัยพัฒนา ผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรม

ม.อ. เปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า วิจัยพัฒนา ผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรม

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิคม สุวรรณวร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าหรือ Electric Vehicle (EV) นับว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตทั้งยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น ม.อ.จึงเปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาภายใต้ชื่อ “PSU-EV development center” ที่วิทยาเขตส่วนขยายตำบลทุ่งใหญ่ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV ecosystem)ให้มีความเข้มแข็ง โดยเตรียมความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะและความเชี่ยวชาญเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้กับประเทศไทยในอนาคต

ศูนย์ PSU-EV development center เป็นโครงการเชิงรุกเพื่อพัฒนาและฝึกอบรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ภายใต้พันธกิจมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนฝึกอบรมและการถ่ายทอดความรู้พร้อมการให้คำปรึกษา การให้บริการทดสอบ ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐานระดับสากล โดยเปิดอบรม-ถ่ายทอดความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในระดับพื้นฐาน อาทิ การติดตั้งอุปกรณ์ประจุพลังงาน การดัดแปลงรถมอเตอร์ไซด์ มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ม.อ. อยู่ระหว่างการเพิ่มหลักสูตรระดับขั้นกลางและขั้นสูง เพื่อเพิ่มทักษะให้ครอบคลุมในทุกมิติ ตลอดจนมีบริการเครื่องทดสอบสมรรถนะเชิงกลทั้งแบบสถิตและพลวัต เครื่องทดสอบแบตเตอรี่ เครื่องบาลานซ์เซลล์ เครื่องเชื่อมแบตเตอรี่เครื่องความถี่สูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างพันธมิตรธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สอดรับแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศไทย สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศก้าวสู่การเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และรองรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 45 ล้านคัน ในปี 2030 จากการประเมินโดย International Energy Agency (IEA)

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747019

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.13 น.

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

31 กรกฎาคม 2566 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวปรากฏผ่านสื่อสาธารณะ และสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับการลงโทษนักเรียนโดยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น การเฆี่ยนตี การให้อมถุงเท้า ให้ถอดกระโปรง และยังมีกรณีความผิดทางเพศ ที่ครูกระทำต่อผู้เรียนที่เป็นศิษย์ในความดูแล  ซึ่งการกระทำดังกล่าวล้วนแต่ขัดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ที่ครูจะต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์  

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพครู ที่อาจเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครู ทั้งกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเป็นหนังสือ หรือกรณีที่ปรากฏ เป็นข่าวทางสื่อมวลชนใดๆ ก็ตาม คุรุสภาก็จะเร่งดำเนินการพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณอย่างเร่งด่วนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ดังนี้

1. เลขาธิการคุรุสภาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกร้องเรียน 

2. กรณีพบว่าเรื่องร้องเรียนมีมูล คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารจากหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย และพยานเอกสารอื่นๆ รวมทั้ง ให้โอกาสผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ

3. เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จะนำเสนอรายงานการสอบสวนต่อ กมว. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยขี้ขาด และกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งจะมีโทษตั้งแต่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา คุรุสภา โดย กมว.ได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ ว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ไปแล้วจำนวนมาก และ ได้มีการออกคำวินิจฉัยแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพ และหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยดังกล่าว หากผู้ประกอบวิชาชีพคนใดถูกคำวินิจฉัยให้พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต บุคคลนั้น จะประกอบวิชาชีพดังกล่าวต่อไปไม่ได้ตามเงื่อนไขของคำวินิจฉัย และหากหน่วยงานต้นสังกัดไม่สามารถจัดหาตำแหน่งอื่นใดรองรับให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ จะส่งผลให้บุคคลนั้นต้องพ้นจากหน้าที่ไป    

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า สถิติข้อมูลตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน กมว.ได้มีคำวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ เรียบร้อยแล้ว จำนวน 174 ราย  ดังนี้ ตักเตือน 23 รายภาคทัณฑ์ 41 ราย พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 52 ราย เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 58 ราย ทั้งนี้ กรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการลงโทษนักเรียนโดยใช้วิธีการรุนแรงจนทำให้นักเรียนได้รับบาดเจ็บ เป็นกรณีความผิดที่มีระดับโทษสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ     

“ในระหว่างปี 2565 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีเรื่องร้องเรียนกล่าวหา/กล่าวโทษ ในเรื่องเกี่ยวกับ ล่วงละเมิดทางเพศ รวม 27 เรื่อง ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  3 ราย ถูกเพิกถอนใบอนุญาต 16 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ 8 เรื่อง จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู ประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครูอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเกิดผลเสียต่อผู้เรียนที่ได้รับผลกระทบจากการประพฤติผิดดังกล่าว แล้วถูกลงโทษทางวินัยและจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการประกอบวิชาชีพ อีกทั้ง เพื่อผดุงเกียรติยศ และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพครู” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สรุปผลสอบบุคลากรพิมพ์งานวิจัยผิดปกติ ผิดวินัยร้ายแรง ให้ออกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747005

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สรุปผลสอบบุคลากรพิมพ์งานวิจัยผิดปกติ ผิดวินัยร้ายแรง ให้ออกแล้ว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สรุปผลสอบบุคลากรพิมพ์งานวิจัยผิดปกติ ผิดวินัยร้ายแรง ให้ออกแล้ว

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.00 น.

วันที่ 31 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ”ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ Chulabhorn Royal Academy” ออกประกาศระบุว่า

“กรณีปรากฏข่าวในสื่อสาธารณะว่ามีบุคลากรในสังกัดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รายหนึ่งมีพฤติการณ์ว่ามีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีความผิดปกติจนเกิดความเสียหายต่อราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นั้น

บัดนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ดำเนินการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวจนเป็นที่ยุติพบว่าบุคลากรรายดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดวินัยร้ายแรงอันเกี่ยวเนื่องจากพฤติการณ์ที่ผิดปกติของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย และได้ลงโทษทางวินัยร้ายแรงและพ้นจากการเป็นบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แล้ว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นให้บุคลากรทุกคนมีมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและประเทศชาติต่อไป จึงแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน

ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2566

#ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

#เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต

#ChulabhornRoyalAcademy

#BeExcellentforLives