วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ ‘เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร’ เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747000

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ 'เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร' เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ ‘เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร’ เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.16 น.

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ “เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร” เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2566 ในเวลา 20.00 นสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และวิทยาลัยการอาชีพไชยา ร่วมจัดการแสดงโดรนแปรอักษรเทิดพระเกียรติ ณ สนามฟุตบอลวิทยาลัยการอาชีพไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

การจัดแสดงโดรนแปรอักษร ณ สนามฟุตบอลวิทยาลัยการอาชีพไชยาในครั้งนี้  ได้มีการนำโดรนแปรอักษรจำนวน 300 ลำ บินขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566  ประกอบด้วย การแปรอักษรในภาพ ดังนี้ 
1. รูป ธงชาติไทย
2. รูป ตราพระปรมาภิไธยย่อ วปร
3. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 หน้าตรง
4. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 โบกมือ
5. รูป เครื่องบิน F5E
6. อักษรคำว่า เฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา
7. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 กับ รูป ราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสุทธิดา
8. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 กับ รูป ในหลวงรัชกาลที่ 9
9. อักษรคำว่า ทรงพระเจริญ
10. รูป Logo อว.
11. รูป Logo วช.

พร้อมทั้งนี้ ได้มีการแสดงศิลปะมวยไชยา ที่แสดงถึงอัตลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบการบินโดรนแปรอักษรด้วย

ในโอกาสเดียวกัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคใต้ ครั้งที่ 4 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ มีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน โดยมี นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ พร้อมนี้ นายชวลิต โรจนรัตน์ นายอำเภอไชยา นางสาวพรรณา พรหมวิเชียร รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.ประชาคม จันทรชิต ประธานกรรมการวิทยาลัยการอาชีพไชยา นายณรงค์ หวังอีน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพไชยา และคณะผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีเปิดการอบรมฯ ณ วิทยาลัยการอาชีพไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า“โดรนแปรอักษร” โดยฝีมือคนไทย เป็นนวัตกรรมที่มีความทันสมัยต่อการตอบโจทย์การสร้างสรรค์และพัฒนาสมรรถนะให้นักประดิษฐ์รุ่นใหม่วช. สนับสนุนให้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับจัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน โดยการดำเนินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน  ซึ่งเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ เป็นการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกิจกรรม “โดรนแปรอักษร” 

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่าโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ในการนี้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีโดยการใช้งานโดรนในมิติต่างๆ ได้พัฒนา”โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย  โดยนำความรู้ดังกล่าว จัดอบรมในภาตใต้ จำนวน 4 ครั้ง ที่จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอบรมครั้งที่ 4 มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 200 คน 

สำหรับโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จนประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร กล่าวได้ว่าเป็น “โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถือเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารการอบรมได้ที่ Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

‘ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย’ ปาฐกถาเรื่อง‘ประเทศกำลังพัฒนา และกฎหมายระหว่างประเทศ’ตามคำเชิญ‘จีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746922

‘ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย’  ปาฐกถาเรื่อง‘ประเทศกำลังพัฒนา  และกฎหมายระหว่างประเทศ’ตามคำเชิญ‘จีน’

‘ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย’ ปาฐกถาเรื่อง‘ประเทศกำลังพัฒนา และกฎหมายระหว่างประเทศ’ตามคำเชิญ‘จีน’

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2566 ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ไปแสดงปาฐกถาในการสัมมนาเรื่องประเทศกำลังพัฒนาและกฎหมายระหว่างประเทศที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในโอกาสนั้น นายหลิว เจิ้น หมิน อดีตรองเลขาธิการสหประชาชาติและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ณ เรือนรับรองของกระทรวงการต่างประเทศที่มีอายุหลายร้อยปี และได้รับเชิญให้เป็นผู้นำผู้ทรงคุณวุฒิที่มาเป็นผู้แสดงปาฐกถา เข้าพบหารือกับนายหนง หรง (Nong Rong) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ดูแลกิจการเอเชียและกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนมากล่าวเปิดการสัมมนาด้วย

การสัมมนานี้ สมาคมกฎหมายระหว่างประเทศจีน, สถาบันกฎหมายระหว่างประเทศเอเชีย และสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ร่วมกันจัดขึ้น ซึ่ง ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ได้กล่าวว่าหัวข้อการสัมมนาทำให้นึกถึงหนังสือที่ตนเป็นบรรณาธิการร่วมกับศาสตราจารย์เฟรดเดอริค อี สไนเดอร์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ชื่อ Third World Attitudes Towards International Law พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ มาตินัส เนฮอฟ ในปีค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) ซึ่งเกือบ 40 ปีผ่านไป หลายเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังไม่มีความก้าวหน้า แต่หลายเรื่องก็มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าไปไกลมาก

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ทุกประเทศควรร่วมกันรักษาหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนา แต่สหประชาชาติก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมมากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อภูมิรัฐศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากในช่วงที่สหประชาชาติถูกตั้งขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สำคัญคือประเทศกำลังพัฒนาในแต่ละภูมิภาคควรแสดงจุดยืนเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศมหาอำนาจดำเนินนโยบายต่างๆ โดยไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และแก้ปัญหาความเห็นต่างด้วยการหารือ ไกล่เกลี่ยและเจรจาต่อรองเป็นหลัก

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ยังได้กล่าวว่าทุกประเทศควรช่วยกันสร้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาดูแลเรื่องที่สร้างความไม่ไว้วางใจกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ เช่น เรื่องเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าต่างๆ แทนที่จะใช้กฎหมายภายในมาต่อต้านเทคโนโลยีของประเทศคู่แข่ง หรือพยายามแยกส่วนเทคโนโลยีของมหาอำนาจอีกฝ่ายออกจากกัน นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรร่วมกันนำข้อผูกพันในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย 17 ข้อของสหประชาชาติ (SDG Goals) และวิกฤตภูมิอากาศไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

การประชุม CoP 28 ปลายปีนี้จึงสำคัญเพราะจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากฎหมายระหว่างประเทศในด้านนี้จะพัฒนาไปจนถึงขั้นที่มีผลผูกพันสมาชิกให้ปฏิบัติตามแค่ไหน เพียงใด ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น ได้มีพัฒนาการไปมาก เช่น ความร่วมมือในระบบภูมิภาคนิยม มาแทนที่การเจรจาขององค์การการค้าโลก (WTO) เช่น อาเซียนอาเซป (RCEP) การมีธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้น การที่สกุลเงินหยวนของจีนมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศและการชำระเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งระบบการชำระเงินของจีน (CIPS) ที่หลายประเทศเริ่มใช้แทนระบบ SWIFT เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ แต่จะประสบความสำเร็จเป็นกฎหมายระหว่างประเทศได้เพียงใดคงต้องดูต่อไป

ในตอนท้าย ศ.(พิเศษ) สุรเกียรติ์เน้นว่าประเทศกำลังพัฒนาควรร่วมกันเน้นการปรึกษาหารือ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศแม้มีความขัดแย้งอะไรก็ตาม แต่ความมีเสถียรภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจเป็นสิ่งที่ต้องช่วยให้เกิดขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะเกิดสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งยังได้ชวนประเทศที่มีสิทธิเรียกร้องในเส้นเขตแดนทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ให้มีการปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจในทะเลจีนใต้ ในห้วงเวลาที่การเจรจาเส้นเขตแดนทางทะเลยังตกลงกันไม่ได้

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746815

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.20 น.

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร แม้แต่รหัส G ก็ไม่ยอมออกให้ ชี้สร้างบาปทำลายการสืบทอดพุทธศาสนา เจ้าอาวาสเผยต้องแบกภาระหารายได้ส่งเสียสามเณรกำพร้าเรียนหนังสือ

จากกรณีที่พบว่าการศึกษาของสามเณรโดยเฉพาะสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนมากประสบปัญหาเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ไม่ออกรหัส G สำหรับสามเณรที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร แตกต่างจากเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนไม่มีเอกสารใดๆ สามารถขอรหัสตัว G และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาล

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยสมัยก่อนคนอยากอ่านออกเขียนได้ต้องบวชเรียนโดยมีวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ให้วัดพัฒนาสอนคนภายนอกด้วย เราจึงเกิดโรงเรียนวัดเกิดขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามต่อมาการเรียนของสงฆ์ถูกกันออกโดยพระเณรต้องไปเรียนทางธรรม ไม่ให้เรียนทางโลก

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า แม้กรมศาสนาสังกัดกระทรวงศึกษา การเรียนของพระเณรกลับไม่ถือว่าอยู่ในระบบการศึกษาปกติ ทำให้คนบวชน้อยลงและหันไปเรียนหนังสือในระบบปกติมากขึ้น แต่มีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ยังคงใช้ช่องนี้ในการดำรงชีวิตและเรียนหนังสือ โดยพวกเขาคาดหวังว่าจะได้เล่าเรียนเหมือนคนอื่น แต่ปรากฎว่ากระทรวงศึกษาธิการกลับไม่ยอมรับ ขณะที่โรงเรียนวัดบางส่วนได้พัฒนาเอาระบบเอกชนเข้าใช้ กลายเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลโดยมีวัดสนับสนุนรายได้ แต่แทนที่รัฐจะสนับสนุน กลับไม่ดำเนินการช่วยเหลือ  ทำให้โรงเรียนเหล่านี้ไม่สามารถเก็บค่าเล่าเรียนได้และรัฐก็ไม่สนับสนุนงบประมาณ

“ แม้การศึกษาปกติมีระเบียบออกรหัส G เพื่อสนับสนุนเด็กที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรได้เรียนหนังสือ แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ระบุว่าไม่ให้กับเด็กที่ไม่มีเลข 13 หลักซึ่งขัดกับกฎหมาย ทำให้พระและสามเณรต้องลำบาก ยังไปออกเป็นระเบียบไว้เลย กลายเป็นปัญหาของสังคมไทย คือวัดเป็นแหล่งให้ความรู้มาโดยตลอด และควรได้รับการสนับสนุน แต่วันนี้กลับไม่ได้รับการส่งเสริมเลย” นายสุรพงษ์ กล่าว

ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวว่า การแก้ไขปัญหานี้คือ 1 สช.ต้องยกเลิกระเบียนที่ให้สนับสนุนเฉพาะเด็กที่มีเลข 13 หลักและออกรหัส G ให้มีการสนับสนุนสามเณรและพระที่ไม่มีเอกสาร  ขณะเดียวกันรัฐไทยต้องเข้าใจด้วยว่าการเรียนรู้เท่าทันทางโลกมีความสำคัญยิ่งสำหรับนักบวช เช่น ความรู้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงต้องเปิดโอกาสให้สามเณรและพระสงฆ์ให้เรียนในระบบปกติได้

“สังคมไทยมีศาสนาพุทธเป็นหลัก แต่เรากลับไม่ยอมให้พระสงฆ์และสามเณรได้เข้าสิทธิด้านการศึกษาเหมือนคนปกติ ขนาดพระขึ้นรถโดยสาร เรายังไม่เก็บค่าโดยสารเลย แต่ทำไมพอเป็นเรื่องเรียนกลับไม่สนับสนุนให้พวกท่านได้เรียน ทำไมถึงต้องไปตัดสิทธิของพวกท่าน แทนที่จะเอื้อมากกว่าคนปกติ หรือกรณีที่ท่านมีสถานศึกษาอยู่แล้วก็ควรเทียบวุฒิในระบบได้ ในพรบ.การศึกษาแห่งชาติต้องการให้ทุกคนได้เรียนหนังสือ แต่กลับจำกัดสิทธิพระเณร ถือว่าเป็นการสร้างบาปยิ่ง” นายสุรพงษ์ กล่าว

ขณะที่ สำนักข่าวชายขอบ รายงานว่า จากการลงพื้นที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ และสัมภาษณ์สามเณรชาญ(นามสมมุติ) วัย 10 ขวบ ซึ่งไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร โดยสามเณรชาญเปิดเผยว่า ตนเป็นชาวไทใหญ่เดินทางมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่าเมื่อ 4 เดือนก่อน โดยได้บรรพชาที่วัดในรัฐฉานและจำพรรษาเป็นเวลา 2 พรรษา แต่ต่อมาต้องหลบหนีการสู้รบในหมู่บ้านเพราะถูกทหารพม่าทิ้งระเบิด ทำให้โยมพ่อโยมแม่ต้องอพยพหนีเข้ามาในไทย และตนเองมาจำวัดอยู่ในเชียงใหม่

“ปัจจุบันเข้าเรียนโรงเรียนบาลีแห่งหนึ่ง ไปโรงเรียนแค่ 2 วัน คือวันจันทร์และวันอังคาร ต้องนั่งรถเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงจากวัดไปเรียนหนังสือในตัวอำเภอเมือง ได้เรียนวิชาสามัญทั่วไป ในวันที่ไม่ต้องไปโรงเรียนได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์ที่วัด ได้เจอโยมพ่อโยมแม่เดือนละครั้ง เพราะพวกเขาต้องไปทำงาน อนาคตหวังว่าจะได้บวชเรียนต่อไป และไม่ต้องการลาสิกขา” สามเณรชาญกล่าว

ขณะที่พระอธิการสถิตย์ สิริวิชโย เจ้าอาวาสวัดหนองบัว ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ปัจจุบันมีสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในความดูแลประมาณ 20 รูป โดยสามเณรเหล่านี้บรรพชาตั้งแต่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า แต่พวกเขาหนีสงครามตามญาติที่เคยอยู่อาศัยในวัดนี้  พระได้ให้การดูแลรับผิดชอบ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทางไปศึกษาเล่าเรียน โดยได้รับแรงศรัทธาจากประชาชนในการบริจาคปัจจัย  รวมทั้งญาติ ผู้ปกครอง ของสามเณรให้ความช่วยเหลือ แต่ปัจจุบันก็ไม่มีความเพียงพอ เนื่องจากภาระในการดูแลมีจำนวนมาก

พระอธิการสถิตย์กล่าวว่า ขณะนี้ได้นำสามเณรฝากเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบาลีฯแห่งหนึ่งเป็นการชั่วคราว เนื่องไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร หากให้สามเณรที่มีอายุถึงเกณฑ์ประถมศึกษา 1-6 ก็ต้องลาสิกขาเพื่อเข้าเรียนตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่รับเฉพาะเด็กหญิง-ชาย เพื่อให้สามารถเข้าเรียนได้ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

“พวกเขาไม่มีผู้ปกครอง รับอุปการะไว้ 1-2 เดือนจะมีญาติมาเยี่ยม สามเณรบางรูปเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่หย่าร้าง ปัจจุบันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่ได้รับการศึกษาเท่ากับบุคคลทั่วไป พระต้องเป็นผู้ให้ความดูแลรับผิดชอบแบกรับค่าใช้จ่าย เราไม่สามารถทิ้งพวกเขาได้” เจ้าอาวาสวัดหนองบัว กล่าว

ขณะที่พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีสามเณรตกหล่นจากระบบการศึกษา เนื่องจาก สพฐ. รับนักเรียนเฉพาะเด็กหญิง-ชาย แต่ทางเลือกอื่นคือโรงเรียนพระปริยธรรมศึกษาก็รับเฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งไม่ว่านักบวชหรือเถรวาททุกควรควรมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

พระวิสิทธิ์กล่าวว่า หากให้สามเณรลาสิขาเพื่อให้ได้เข้าเรียนตามกฎระเบียบของกระทรวงการศึกษาธิการ จะส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาคือ 1.ความมั่นคงในพระพุทธศาสนาที่เป็นสาธารณะทายาท ซึ่งกลไกของนักบวชคือ หากเรามีความเชื่อมั่นในการบวชเพื่อศึกษาก็สามารถที่จะพัฒนานักบวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยให้เป็นผู้นำทางสังคมที่ดีได้ และเป็นบุคลากรที่สำคัญมีคุณภาพในฐานะพระสงฆ์ 2. ความมั่นคงทางรัฐ แน่นอนถ้าหากพวกเขาเข้ามาเป็นนักบวชแต่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ก็ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ  พวกเขาจะสามารถทำงานที่มีประสิทธิภาพให้กับสังคมได้อย่างไร ถ้าไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้พวกเขาจะสามารถพัฒนาในพื้นที่หรือสังคมที่เขาอยู่ได้อย่างแน่นอน ช่วยดูแลเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติโยมในอนาคตต่อไป

“ปัจจุบันนี้นักบวชเริ่มลดน้อยลง ในขณะที่วัดวาอารามกลับเพิ่มขึ้นไร้ผู้ดูแล หากไม่มีพระหรือสามเณรที่มีความรู้ความสามารถ ก็คงไม่มีใครเข้ามาดูแลพื้นที่แห่งนี้ในอนาคต มีความคาดหวังให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ได้เปิดการเรียนการสอนเริ่มตั้งแต่ประถมศึกษาได้ เพื่อให้นักบวชมีพื้นที่ในการจัดการดูแลตนเอง และให้เติบโตและพัฒนาศักยภาพเพื่อเป็นสมณะที่ดีงาม” อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย กล่าว

เปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746811

เปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

เปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.00 น.

เตรียมเปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (สชพ.) เตรียมจัดกิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติ ครั้งที่ 7 ในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2566 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กทม. โดยนอกจากจะมีการจะมีการรับรองสมาชิกสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยชุดใหม่แล้ว ยังมีเวทีเสวนาสาธารณะนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา ศักยภาพ และบทเรียนการขับเคลื่อนกิจการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยในระดับภูมิภาคและเครือข่ายเชิงประเด็น โดยมีผู้แทนเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง (TKN) ผู้แทนทั้ง 5 ภูมิภาคอีสาน กลาง ตะวันออก ตะวันตก ใต้ ร่วมกับภาคเหนือพื้นราบ และภาคเหนือพื้นที่สูง เข้าร่วมพูดคุย

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการ สชพ. กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานว่า เนื้อหาหลักของปีนี้คือประเด็นเยาวชนภายใต้กิจกรรม “พลังเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมสร้างสรรค์สังคมสู่การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะมีเยาวชนมาร่วมงานกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

“ในงานวันที่ 9 สิงหาคม เยาวชนจะมีการนำเสนอทั้งในลักษณะการแสดงละคร การแสดงวัฒนธรรม มีเวทีเท็ดทอล์คพูดคุยในประเด็นที่เยาชนต้องการเปลี่ยนแปลงในสังคม มีเวทีเสวนาสาธารณะที่มีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมพูดคุยสนับสนุนชนเผ่าพื้นเมือง รณรงค์เน้นนวัตกรรมทางอาหาร ชุดแต่งกาย ดนตรีร่วมสมัย ให้เห็นความสำคัญในตัวตนพื้นเมือง ส่วนวันที่ 8 กับ 10 สิงหาคมนั้นจะเป็นกิจกรรมของสมาชิกสภาชนเผ่าฯชุดปัจจุบันจะหมดวาระ รายงานผลการดำเนินงานของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมา แล้วจะมีการเสนอสมาชิกสภาชุดใหม่ให้สมัชชากลุ่มพิจารณาและรับรอง หลังจากนั้นสมาชิกสภาชุดใหม่นำเสนอแผนงานการบริหารสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4ปีข้างหน้า” นายศักดา กล่าว

ทั้งนี้ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่าประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 46 กลุ่ม กับอีก 3 สมาพันธ์ โดยจะมีตัวแทนของทุกกลุ่มชาติพันธ์มากกว่า 200 คน เดินทางมาเข้าร่วมประชุมสภาชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้ด้วย

เลขาธิการ สชพ. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ มีข้อเสนอประเด็นกฎหมายหลายลักษณะให้กับตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ บนเวทีเสวนาตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 สาระสำคัญคือรณรงค์ให้ความสำคัญกับการยอมรับการมีตัวตนของคนชาติพันธุ์

“ข้อเสนอด้านกฎหมายนี้รอให้รัฐบาลชุดใหม่ผลักดันร่วมกับเรา โดยพิจารณาร่างกฎหมายเข้าไปอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถ้ารัฐบาลชุดใหม่เห็นชอบก็เดินต่อได้เลย นอกจากนี้ยังมีกฎหมายส่งเสริมคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองอีก 4 ร่างซึ่งอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแล้ว ส่วนปัญหาเชิงนโยบาย เช่น กฎหมายป่าไม้ ที่ดิน เราเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชนเผ่า คุ้มครอง ยอมรับในตัวตนชนเผ่าพื้นเมืองฯ ทั้งในเขตป่า บนดอยสูง เกาะแก่ง ทะเล ต้องมีการจัดการให้อยู่ได้โดยใช้ฐานภูมิปัญญา เน้นการมีส่วนร่วมในขุมชน หน่วยงานต่างๆต้องร่วมกันเปิดพื้นที่มากขึ้น” นายศักดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ยังจะเร่งผลักดันประเด็นเด็กชนเผ่าพื้นเมืองต้องเข้าถึงสวัสดิการ จากกรณีติดขัดเรื่องสถานะบุคคลหรือการมีสัญชาติไทย เพราะขั้นตอนระเบียบมีหลายส่วนรับผิดชอบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และกระทรวง ข้อเสนอเชิงนโยบายคือต้องลดขั้นตอนกลไกตั้งแต่ระดับอำเภอ

“ข้อเสนอประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นคนเผ่าพื้นเมืองสูญหาย ครอบครัวควรได้รับความเป็นธรรม เช่น ชัยภูมิ ปะแส หรือ บิลลี่ รักพอจงเจริญ การนำกฎหมายมาบังคับใช้กับคนชนเผ่าพื้นเมือง หลายเรื่องสะท้อนให้เห็นการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามกิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติครั้งนี้ยังมีกิจกรรมดีๆของเยาวชนที่มีโอกาสสืบสานสืบทอดการเข้ามาเป็นแกนนำชุมชนชาติพันธุ์ของเขา รวมถึงการสุ่มเสี่ยงสูญหายของภาษาและวัฒนธรรมบางอย่างของ 15 กลุ่มภาษา ซึ่งเป็นวิกฤติชาติพันธุ์ที่สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ร่วมกับพลังภาคีชนเผ่าพื้นเมืองเข้าไปดำเนินการหาแนวทางสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ต่อไป” เลขาธิการ สชพ. กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม กิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้ทางเฟซบุ๊กเพจ @IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

‘เพนกวิน’เข้าอุปสมบท! ‘ณัฐวุฒิ’อนุโมทนาสาธุ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746746

'เพนกวิน'เข้าอุปสมบท! 'ณัฐวุฒิ'อนุโมทนาสาธุ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต

‘เพนกวิน’เข้าอุปสมบท! ‘ณัฐวุฒิ’อนุโมทนาสาธุ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.41 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้โพสต์แสดงความเห็นพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า อนุโมทนา สาธุ พระเขมปัญโญ “เพนกวิน” ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต ตลอดกาล

โรงเรียนการเมืองศูนย์สันติวิธีจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746708

โรงเรียนการเมืองศูนย์สันติวิธีจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โรงเรียนการเมืองศูนย์สันติวิธีจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.17 น.

โรงเรียนการเมืองศูนย์สันติวิธีจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 71 พรรษา 28 กรกฎาคม 2566

บรรยากาศการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกีบรติ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 71 พรรษา 28 กรกฎาคม 2566  โดยมีพสกนิกรทั้งชาวพุทธมุสลิม เครือข่ายทหารผ่านศึกและเยาวชนจากสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมกิจกรรม

โอกาสนี้ คุณนภศร ศิริมังคะโล ผู้แทนพสกนิกรชาวพุทธจากจังหวัดยะลา เปิดกรวยถวายราชสักการะ กล่าวถวายราชสดุดี และพิธีดูอาร์นำโดย ฮาบีบ ฮาซัน อัลอะดัร ผู้นำศาสนาอิสลามจากประเทศเยเมน โดยร่วมรับฟังการบรรยายถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย ผู้แทนพสกนิกรชาวพุทธมุสลิมและเยาวชนกล่าวถึงความรู้สึกของการได้ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี สดุดีจอมราชา ต้นไม้ของพ่อ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

สำหรับกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 71 พรรษา 28 กรกฎาคม 2566 จัดขึ้นโดยโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี เพื่อที่จะสื่อสารให้สังคมได้ทราบถึงจิตสำนึกความเป็นคนไทยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักหวงแหนในแผ่นดินมาตุภูมิที่ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินไทย

นายกฯนำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746674

นายกฯนำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

นายกฯนำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.14 น.

28 กรกฎาคม 2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกาและภริยา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส  คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ผู้นำเหล่าทัพ ข้าราชการพลเรือน ทหาร-ตำรวจ และประชาชน จัดพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประจำปี 2566 พระชนมายุครบ 71 พรรษา

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ในนามพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า จบแล้ว นายกรัฐมนตรีนำประธานศาลฎีกาและภริยา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส  คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ผู้นำเหล่าทัพ ข้าราชการพลเรือน ทหาร-ตำรวจ และประชาชน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล และร้องเพลงสดุดีจอมราชา  จบแล้ว ผู้ร่วมพิธีทุกหมู่เหล่าต่างเปล่งเสียงทรงพระเจริญอย่างกึกก้องท้องสนามหลวง 3ครั้ง

MakeX Robotics Competition Asian Intercontinental Tournament 2023 แข่งขันหุ่นยนต์ที่มันส์ที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746670

MakeX Robotics Competition Asian Intercontinental Tournament 2023 แข่งขันหุ่นยนต์ที่มันส์ที่สุด

MakeX Robotics Competition Asian Intercontinental Tournament 2023 แข่งขันหุ่นยนต์ที่มันส์ที่สุด

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.36 น.

MakeX Robotics Competition Asian Intercontinental Tournament 2023 ห้ามพลาดกับการแข่งขันหุ่นยนต์ที่มันส์ที่สุด   พร้อมก้าวสู่เวทีระดับโลก

การแข่งขัน MakeX Robotics Competition Asian Intercontinental Tournament 2023  จัดโดย บริษัท อิมเมจิเนียริ่ง เอ็ดดูเคชั่น  Technology Education ของไทยร่วมกับ MakeX ประเทศจีน ผนึกกำลังกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยพันธมิตร ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และชมรมหุ่นยนต์ IRAP มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. และหน่วยงานต่างๆ อีกมากมาย ร่วมกันจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ ที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่ทุกทีมต้องพิสูจน์ความชำนาญและความสามารถของหุ่นยนต์ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ ในการสั่งงานระบบอัตโนมัติสมองกล

การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับสากลในรายการ  MakeX  ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ที่การันตรีว่ามันส์ที่สุดในนาทีนี้กับคอนเซ็ปท์หลักคือ สนุก แบ่งปัน ทำงานเป็นทีม และความคิดสร้างสรรค์ เหล่านี้สามารถพัฒนาเด็กไทยให้เรียนรู้เกี่ยวกับ Coding  Robotics  และกลไกอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ เพื่อก้าวสู่เส้นทางในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการวางแผน และการพัฒนาสมองกลโดยกระบวนการคิดเชิงคำนวณเพื่อสร้างพวกเขาให้เป็นนวัตกรให้กับประเทศในอนาคต โดยการแข่งขันครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 รุ่นด้วยกันคือ Make X Starter สำหรับผู้แข่งขันอายุ 8 – 13 ปี, Make X Explorer สำหรับผู้แข่งขันอายุ 8 – 15 ปี และ Make X Challenge สำหรับผู้แข่งขันอายุ 11-18 ปี เพื่อร่วมชิงเงินรางวัลกว่า 300,000 บาท

เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้เกิดการแทรกแซง Disruption เข้ามาในชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งการรู้เท่าทันและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงเป็นอีกทางออกของเยาวชนในยุคต่อไป ซึ่งการพัฒนาให้ทุกคนสามารถแข่งขันได้ตั้งแต่เยาว์วัย จึงเสมือนการสร้างพื้นฐานให้สามารถอยู่กับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้าน Coding โดยเรียนรู้ในเรื่อง Ai IoT หรือ Maker จึงเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยให้เยาวชนของเราเติบโตไปอย่างแข็งแรงมั่นคง ซึ่งเป็นอีกตัวช่วยให้สามารถกำหนดทางเลือกในอาชีพต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งการพัฒนาให้เยาวชนสามารถเป็นนวัตกรหรือนักคิดนักประดิษฐ์เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

  •                 ในหัวข้อ Coding IOT AI Maker ให้เยาวชนไทยได้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมโดยหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเพื่อให้โรงเรียน ครูผู้สอนและนักเรียนตระหนักเห็นความสำคัญของการนำสื่อหุ่นยนต์ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและบูรณาการในสาระการเรียนรู้ที่หลากหลายได้อย่างมีคุณค่า รวมไปจนถึงพัฒนาทักษะความคิดอย่างเป็นระบบให้กับนักเรียน ให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาให้ทันต่อโลกเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต เพื่อค้นหาและพัฒนาอัจฉริยะภาพเด็กไทยด้านหุ่นยนต์ เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งขันในเวทีระดับโลกต่อไป โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนและบุคคลทั่วไป อายุ 8-17 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ทุกสังกัด

สุมิตรา  นิ่มกรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมเมจิเนียริ่ง เอ็ดดูเคชั่น จำกัด กล่าวว่า “กว่า 5 ปีที่เราสั่งสมประสบการณ์จากการแข่งขัน MakeX Thailand 2018-2022 ที่ผ่านมา เราได้ทีมตัวแทนของประเทศไทย จากการคัดเลือกจากโรงเรียนหลากหลายสังกัด เพื่อส่งไปทำการแข่งขันในระดับโลกที่ประเทศจีน และช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมาแล้ว ในปีนี้หลังจากผ่านสถานการณ์ Covid-19  ทำให้มีหลายๆ ประเทศสนใจ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในประเทศไทยเป็นอย่างมาก จึงได้พิจารณาเห็นสมควรที่จะจัดสนามนานาชาติขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นสนามให้เด็กๆ ได้มีโอกาสซ้อมและเพิ่มเติมประสบการณ์กับทีมจากประเทศอื่นๆ ทั้งยังทำงานเป็นทีมและสื่อสารกับทีมต่างชาติเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันอีกด้วย และจะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้พัฒนาและเรียนรู้การใช้ Coding และ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังนำไปสู่การสร้างสำนึกในการแบ่งปัน รู้แพ้รู้ชนะ ทีมเวิร์ค การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับนักคิดนักประดิษฐ์ในด้านเทคโนโลยีต่อไปในอนาคตได้”

โดยการแข่งขันหุ่นยนต์ MakeX Robotics Competition Asian Intercontinental Tournament 2023 นี้ รวมผู้เข้าแข่งขันกว่า 500 คน  เพื่อร่วมลุ้นแชมป์ระดับอินเตอร์  และไปแข่งต่อใน World Champion ปลายปีนี้ โดยการแข่งขันนี้มีรูปแบบและกิจกรรมที่หลากหลาย  ให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุกลุ้นของรางวัลอีกมากมาย จัดขึ้นภายในวันที่ 28 -30 กรกฎาคมนี้  ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น.  ณ บางนาฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนา

สอศ. เพิ่มศูนย์อาชีวะ จิตอาสา รวม 36 ศูนย์ รองรับหยุดยาวบริการประชาชนเดินทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746607

สอศ. เพิ่มศูนย์อาชีวะ จิตอาสา รวม 36 ศูนย์ รองรับหยุดยาวบริการประชาชนเดินทาง

สอศ. เพิ่มศูนย์อาชีวะ จิตอาสา รวม 36 ศูนย์ รองรับหยุดยาวบริการประชาชนเดินทาง

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.58 น.

วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพิ่มศูนย์อาชีวะ จิตอาสา ช่วยประชาชน (Fix it Center) เป็น 36 ศูนย์ ทั่วประเทศ บริการประชาชนเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดยาวติดต่อกัน 6 วัน ตามมติรัฐบาล ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ถึงถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 8.30 -16.30 น. พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ยานพาหนะขณะเดินทาง บริการจุดพักรถ ตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ “ฟรี” จุดพักคน บริการน้ำดื่ม ชา กาแฟ ลูกอม ผ้าเย็น ที่นั่งพักผ่อน นวดผ่อนคลาย บริการข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน และซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในเบื้องต้น 

โดยมีสถานศึกษา 36 แห่ง คอยให้บริการตามจุดที่ตั้งศูนย์ฯ บนถนนสายหลัก และสายรอง (ขาขึ้นและขาล่อง) สามารถตรวจสอบศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน (Fix it Center)ได้ทาง QR Code  หรือ Page Facebook : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา https://citly.me/VZfge

นายกฯพร้อมพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746558

นายกฯพร้อมพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง’

นายกฯพร้อมพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง’

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.50 น.

นายกฯพร้อมพสกนิกรทุกหมู่เหล่าพร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง’ เนื่องในวันเฉลิม พระชนมพรรษา 28 ก.ค. 

วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 สำนักพระราชวังเปิดให้สมาชิกราชสกุล องคมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้นำศาสนา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ ผู้นำเหล่าทัพ บุคคลสำคัญ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566 พร้อมลงนามถวายพระพร ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. อาทิ คณะองคมนตรี พร้อมภริญา , ราชสกุลทุกมหาสาขา, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และภริยา พร้อมคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส,  ประธานรัฐสภา,  ประธานวุฒิสภา,  ประธานศาลฎีกา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก,  ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สมาชิกวุฒิสภา, 

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, สมาคมแม่บ้านมหาดไทย, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงวัฒนธรรม, สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, เครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), เดอะมอลล์ กรุ๊ป, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะผู้บริหาร และพนักงานบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด,  พรรคเพื่อไทย นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  และ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรคเพื่อไทย, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย, สมาคมไหหนำ  แห่งประเทศไทย, บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, ธนาคารไทยพาณิชย์, กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จ.เพชรบูรณ์  เป็นต้น 

ขณะที่ ประชาชนจากทุกสารทิศต่างนำแจกันดอกไม้และตระกร้าสิ่งของ เดินทางมาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไม่ขาดสาย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพะพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ ระหว่างวันที่ 23-29 กรกฎาคม 2566