‘มูลนิธิครอบครัวพอเพียง-สปสช.’ จัดค่ายพลเมืองหลักประกันสุขภาพรุ่นที่6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748373

‘มูลนิธิครอบครัวพอเพียง-สปสช.’  จัดค่ายพลเมืองหลักประกันสุขภาพรุ่นที่6

‘มูลนิธิครอบครัวพอเพียง-สปสช.’ จัดค่ายพลเมืองหลักประกันสุขภาพรุ่นที่6

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิครอบครัวพอเพียง-สปสช. ร่วมจัดกิจกรรม “ค่ายพลเมืองหลักประกันสุขภาพรุ่นที่ 6” (Senior UHC 2023) สร้างพื้นฐานนักเรียน ม.ปลาย รู้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ช่องทางการใช้สิทธิเพื่อเข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุข พร้อมสื่อสารกระจายความรู้สู่คนรอบข้าง ทั้งในโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน โดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นระบบที่คุ้มครองดูแลการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นให้กับคนไทย 48 ล้านคนทั่วประเทศ

เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและบริการสิทธิประโยชน์ จำเป็นต้องมีกลไกที่สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับทุกกลุ่มวัยรวมถึงกลุ่มเยาวชนช่วงอายุระหว่าง 14-18 ปี ที่ส่วนใหญ่ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มประชากรที่มีความสำคัญ ด้วยเป็นวัยที่มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง แต่จำเป็นต้องได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมถึงหากเกิดภาวะเจ็บป่วยก็สามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้โดยเร็วด้วยการใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทนี้

ดังนั้นที่ผ่านมา สปสช.จึงได้จัดกิจกรรมสื่อสารเชิงรุกเรื่องสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในกลุ่มวัยมัธยมศึกษาร่วมกับ “มูลนิธิครอบครัวพอเพียง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ก็เช่นกัน ได้มีการจัด “กิจกรรมค่ายแกนนำนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พลเมืองหลักประกันสุขภาพ” ประจำปี 2566 หรือ “Senior UHC 2023”รุ่นที่ 6 เมื่อวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพมหานครเข้ารวมจำนวน 30 คน

โดยมีวิทยากรมาร่วมให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์งานที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพ และแกนนำเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่หลักประกันสุขภาพ UHC Young ที่เคยผ่านการอบรมมาแล้วมาร่วมเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ นักเรียนมัธยมที่เข้าร่วมนอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องสิทธิและการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ยังได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดปทุมธานีด้วย ทั้งการบริการระดับปฐมภูมิที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.บ้านใหม่) การดูแลสุขภาพคนในชุมชน นวัตกรรมฟื้นฟูสุขภาพในชุมชน

การคุ้มครองสิทธิโดยศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง รวมถึงการดำเนินงานของกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ เทศบาลตำบลบ้านใหม่ และจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากกิจกรรมครั้งนี้ จะทำให้เยาวชนมีความรู้และเข้าใจในสิทธิบัตรทอง รู้วิธีการใช้สิทธิและรับบริการ ร่วมถึงเป็นสื่อที่ดีในการสื่อสารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปยังครอบครัว โรงเรียนและชุมชนต่อไป

น.ส.เอื้อมพร นาวี กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิครอบครัวพอเพียง กล่าวว่า สปสช. และมูลนิธิครอบครัวพอเพียงมีความร่วมมือจัดกิจกรรมให้กับเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำเรื่องสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเชื่อมโยงในการขับเคลื่อนพันธกิจด้านสังคมและสาธารณสุข หนึ่งในการขับเคลื่อนพันธกิจ 5 ด้าน จำเป็นที่เยาวชนต้องมีการรับรู้ ด้วยเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน

ซึ่งนอกจากเป็นประโยชน์กับตัวเองแล้ว ในการสร้างภูมิคุ้มกันการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพแล้ว ยังสามารถนำไปเผยแพร่ให้ความรู้กับน้องๆ ในโรงเรียนได้รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง และในชุมชน ในที่นี้รวมถึงสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตด้วย สำหรับในปีนี้ทางมูลนิธิฯ ได้ทำการคัดเลือกเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศมาร่วมทำกิจกรรม จำนวน30 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ทำกิจกรรมกับทางมูลนิธิฯ

โดยก่อนที่จะเข้าค่ายนี้ ทุกคนจะต้องทำข้อมูลนำเสนอ (Presentation) เกี่ยวกับสิทธิหลักประกันสุขภาพเพื่อที่จะได้รู้และเข้าใจก่อนลงพื้นที่ศึกษาจริง ทั้งที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เทศบาลตำบลบ้านใหม่ และ รพ.สต.บ้านใหม่ จ.ปทุมธานี เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นประโยชน์กับเยาวชนมาก เห็นได้จากเรื่องสิทธิหลักประกันสุขภาพ นักเรียนมัธยมปลายส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้น้อยมาก

เช่น บางคนพ่อแม่เป็นสิทธิประกันสังคมก็คิดว่าตนเองมีสิทธิประกันสังคมด้วย ไม่รู้ว่ามีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ขณะที่หลายคนไม่เคยเช็คสิทธิเลข 13 หลักเลย ทั้งนี้ รวมไปถึงช่องทางการใช้สิทธิ โดยหลังการเข้าค่ายแล้ว เยาวชนยังคงต้องทำกิจกรรมต่อเนื่อง นอกจากส่งข้อมูลทางโซเชียลมีเดียให้สังคมรับรู้แล้ว ยังมีจัดตั้งกลุ่มไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนและสนับสนุนการขยายข้อมูลและกิจกรรมต่างๆ ทำต่อเนื่อง

ทั้งนี้นอกจากในด้านความรู้หลักประกันสุขภาพแล้ว เยาวชนที่ร่วมกิจกรรมยังได้มีการแสดงออก ฝึกการเรียนรู้ การพูดและนำเสนอความเห็น เช่น กิจกรรมการเสนอญัตติที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ต้องมีการค้นหาข้อมูลในการดีเบตกัน เป็นต้น ซึ่งค่าย Senior UHC เป็นกิจกรรมที่เยาวชนใฝ่ฝันอยากมาเข้าร่วม เด็กๆ รู้ว่าจะมีการจัดเพียงปีละครั้งเท่านั้นและจำกัดจำนวน

โดยความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปต่อยอดได้จริง ใช้ได้ทั้งการศึกษาในอนาคต และชีวิตประจำวัน รวมถึงการช่วยเหลือคนรอบข้างได้ ซึ่งในส่วนมูลนิธิฯ และ สปสช.มีความร่วมมืออันดีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะช่วงทำกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังมีการประสานความร่วมมือมาตลอด เพื่อให้เยาวชนไทยมีความรอบรู้และมีประสบการณ์ที่เป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตในอนาคต

น.ส.อรกัลยา พิชชาออน ประธานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50(5) อ.เมือง จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ได้ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ในส่วนของบทบาทและหน้าที่ของหน่วยรับเรื่องร้องเรียน 50 (5) ขอชื่นชมเยาวชนทุกคนที่ใช้เวลามาร่วมทำประโยชน์ ซึ่งทุกคนต่างมีความตั้งใจในการเรียนรู้ มีคำถามประเด็นต่างๆ ที่สงสัย

ด้วยที่เป็นตัวแทนจากแต่ละจังหวัดจึงได้ฝากให้เยาวชนกลับไปทำความรู้จักหน่วยรับเรื่องร้องเรียน 50(5) ในจังหวัดของตนเอง และเป็นเครือข่ายที่ประสานกับหน่วยรับเรื่องร้องเรียน 50(5) เพื่อช่วยเหลือคนในครอบครัว ญาติ หรือผู้ที่อยู่ในชุมชนกรณีที่พบปัญหาการใช้สิทธิบัตรทองเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล ทั้งนี้มองว่าด้วยเยาวชนรุ่นใหม่เป็นผู้ที่มีความคิดและกล้าพูดกล้าทำ

มั่นใจว่าจะเป็นพลังที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิและเดินหน้าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ซึ่งเยาวชนที่มาทุกคนล้วนใส่ใจกับการอบรมนี้มาก ทำการบ้านเรื่องบัตรทองกันมาก่อน มีความตั้งใจ ซึ่งจะเป็นฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมคราวหน้าอยากให้ สปสช.จัด Work shop จำลองเหตุการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการคุ้มครองสิทธิมากขึ้น

น.ส.ภคพร ศรีสะอาด นักเรียนโรงเรียนนครพนมวิทยาคม จ.นครพนม ในฐานะประธานรุ่น Senior UHC
รุ่นที่ 6 กล่าวว่า เดิมทีได้ร่วมทำกิจกรรมกับมูลนิธิครอบครัวพอเพียงอยู่แล้ว เมื่อได้รับการชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม Senior UHC 2023 ก็มีความสนใจและเข้าร่วม โดยก่อนหน้านี้ยอมรับว่า ตนเองรู้เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรทองน้อยมาก และไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองก็มีสิทธินี้อยู่เหมือนกันแต่เมื่อได้เข้ามาร่วมโครงการแล้วทำให้ได้รับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีในระบบ และรู้สึกว่าคนไทยก็มีสิทธิดีๆ แบบนี้อยู่ เป็นสิทธิรักษาพยาบาลหากเจ็บไข้ได้ป่วยก็เข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้มองว่าเป็นสิทธิที่ดีมากๆ

ซึ่งหลังจากจบโครงการนี้แล้วก็จะนำความรู้ที่ได้มาต่อยอด ซึ่งที่โรงเรียนก็มีเสียงตามสายและกิจกรรมต่างๆ ก็จะนำเรื่องสิทธิและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ มาบอกเล่าเผยแพร่ให้เพื่อนๆ และคนรอบข้างได้ทราบต่อไป ถือว่าเป็นสิทธิที่เป็นประโยชน์ที่ดีกับทุกคน อย่างไรก็ตามแม้ว่าสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในระบบจะครอบคลุมการรักษาอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้เพิ่มเติมบริการที่มองว่ายังจำเป็น เช่น การทำเลสิกแก้ปัญหาสายตา เพราะบางคนก็มีปัญหาสายตาตั้งแต่เกิด ซึ่งจะทำให้เขามีสายตาที่มองเห็นปกติเหมือนกับคนทั่วได้

‘นศ.วิศวะม.ขอนแก่น’ร่วมทีมคิดนวัตกรรม คว้ารางวัลชนะเลิศงาน‘Moral Hackathon 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748374

‘นศ.วิศวะม.ขอนแก่น’ร่วมทีมคิดนวัตกรรม  คว้ารางวัลชนะเลิศงาน‘Moral Hackathon 2023’

‘นศ.วิศวะม.ขอนแก่น’ร่วมทีมคิดนวัตกรรม คว้ารางวัลชนะเลิศงาน‘Moral Hackathon 2023’

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแข่งขัน Moral Hackathon 2023 จัดขึ้นภายใต้โจทย์ “Moral Move” เเรงขับเคลื่อนแห่งสังคมคุณธรรม จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีทั้งหมด 14 ทีมจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ทีม “Easy Easy” ซึ่งประกอบด้วย น.ส.ชาคริยา จันทรคามินักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายปริภัทร์ มะลีแก้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นายเมฆินทร์ วงศ์ศรีลา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร คว้ารางวัลชนะเลิศในงานนี้

โดยจัดทำผลงานชื่อ “Sign Sense” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเชื่อมโลกของคนหูดี และคนหูหนวกเข้าด้วยกันผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีส่วนช่วยในการสื่อสาร นวัตกรรมนี้จึงช่วยสื่อสารระหว่างผู้พิการในการได้ยินและคนหูดี ช่วยเชื่อมโลกสองใบเข้าด้วยกัน ซึ่ง น.ส.ชาคริยา เปิดเผยว่า SignSense เกิดขึ้นจากการระดมความคิดกันว่าอยากลองทำเทคโนโลยีเพื่อคนพิการ โดยสนใจกลุ่มผู้พิการทางการได้ยินและสื่อความหมาย หรือคนหูหนวก จึงลองศึกษาดูว่าปัจจุบันพวกเขามีปัญหาอะไรบ้าง

“เราพบว่าจริงๆ แล้วคนหูหนวกไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก และไวยากรณ์ภาษามือไทยไม่เหมือนกับภาษาไทย ทำให้เขาสื่อสารกับคนหูดีลำบาก บางคนจึงเขียนไม่ได้เลย อ่านไม่ได้ด้วย หรือเขียนออกมาแล้วคนหูดีไม่เข้าใจ พวกเราจึงเกิดไอเดียที่ว่าจะดีกว่าไหม? ถ้าจะทำให้คนหูหนวกและคนหูดียังสื่อสารกันได้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายยังได้ใช้ภาษาแม่ของตัวเอง” น.ส.ชาคริยา กล่าว

น.ส.ชาคริยา กล่าวต่อไปว่า ทีมจึงทำSignSense ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่ใช้ AI ซึ่งสามารถแปลงภาษามือเป็นเสียง และแปลงเสียงเป็นภาษามือไปพร้อมๆ กันแบบ Realtime กล่าวคือเมื่อคนหูดีพูดก็จะแปลงคำพูดเป็นภาษามือ และเมื่อคนหูหนวกทำภาษามือก็จะแปลงเป็นเสียงออกไปให้คนหูดีได้ยินนั่นเอง โดยการแปลในลักษณะนี้จะทำให้สื่อสารกันได้อย่างไร้รอยต่อ (seamlessly) เพื่อสร้างความเท่าเทียม ลดช่องว่างในการสื่อสาร และทำให้คนหูหนวกได้เข้าถึงสื่อ, ข้อมูลมากขึ้น

พุทธศาสนิกชนร่วมนั่งสมาธิวันสมาธิโลก ถวายสังฆทาน 2,000 วัดทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748351

พุทธศาสนิกชนร่วมนั่งสมาธิวันสมาธิโลก ถวายสังฆทาน 2,000 วัดทั่วประเทศ

พุทธศาสนิกชนร่วมนั่งสมาธิวันสมาธิโลก ถวายสังฆทาน 2,000 วัดทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 16.09 น.

พุทธศาสนิกชนร่วมนั่งสมาธิวันสมาธิโลก ถวายสังฆทาน 2,000 วัดทั่วประเทศ

6 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ที่วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศกว่า 10,000 คนร่วมบุญนั่งสมาธิ หยุดใจ ในวันสมาธิโลก พร้อมร่วมพิธีมุทิตาสักการะพระภิกษุผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค 60 รูปจากวัดทั่วประเทศ และถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 2,000 วัดทั่วประเทศ

บรรยากาศที่วัดพระธรรมกายได้จัดกิจกรรมวันสมาธิโลก 6 บุญใหญ่ ประกอบด้วย 1.พิธีบูชาข้าวพระ 2.พิธีมุทิตาสักการะพระภิกษุผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค 3.พิธีมอบโล่เกียรติยศ ทุนการศึกษา และอุปกรณ์การเรียนแด่สำนักเรียนบาลีดีเด่นทั่วประเทศ จำนวน 109 แห่ง รวม 2.5 ล้านบาท 4.พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 2,000 วัด 5.พิธีถวายไทยธรรมแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 6.พิธีมอบทุนช่วยเหลือครู 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ ราชบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร หัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 8 เมตตาเป็นประธานสงฆ์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมากที่สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร กล่าวว่า วันสมาธิโลก (World Meditation Day) ถูกกำหนดขึ้นโดย องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ยพสล.) โดยกำหนดให้เป็นวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ สงครามโลกครั้งที่ 2 และเตือนใจชาวโลก หันมาสร้างสันติภาพด้วยวิถีทางที่สงบปราศจากความรุนแรง ให้ทุนคนปฏิบัติธรรม เข้าถึงสันติสุขภายในเพื่อสร้างสันติภาพไม่ให้เกิดสงครามโลก วัดพระธรรมกายจึงจัดกิจกรรมทั้งหลายเพ่อให้นั่งสมาธิ และได้ร่วมพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 2,000 กว่าวัดทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และถวายไทยธรรมแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) นอกจากนี้ยังได้มอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ โดยมีผู้แทนคณะครูจาก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ารับมอบทุนครั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธเจ้าคือ บุญกิรยาวัตถุ 3 ประการ คือ 1.ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน 2.ศีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล 3.ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา เพื่อรำลึกถึงวันสมาธิโลก ทั้งนี้เราเจอสถานการณ์โควิด-19 ภัยเศรษฐกิจตกต่ำ ภัยธรรมชาติ ฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ร่วมถึงภัยสงคราม ทำให้ภาวะโลกในตอนนี้เกิดความไม่แน่นอน เกิดความผันผวนรุนแรง เกิดความไม่น่าเชื่อถือของกันและกัน ทำให้คนทั้งโลกเกิดความวิตกกังวน ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จนเกิดความเครียด หากทุนคนได้มาศึกษาเรียนรู้และได้ปฏิบัติ เจริญสติ สมาธิ ปัญญา จะทำให้เกิดความสุขความสงบภายใน ลดความเครียด ทำให้มีกำลังใจสู้ชีวิต และการดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและสงบสุขได้

สำหรับวัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย โดยดำริหลวงพ่อธัมมชโย ได้จัดให้มีพิธีมุทิตาสักการะพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้ ป.ธ.9 มาเป็นปีที่ 35 แล้ว ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์แผนกพระบาลีให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป พร้อมทั้งถวายทุนและโล่เกียรติยศเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติให้กำลังแก่สำนักเรียนบาลีที่มีผู้สอบได้เป็นจำนวนมากตามเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละปี ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนด้านการศึกษาในพระพุทธศาสนาแล้ว เนื่องในวันนี้เป็นวันสมาธิโลก สาธุชนที่มาร่วมพิธียังได้ร่วมใจกันปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา เพื่อร่วมกันสร้างสันติสุขภายใน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพภายนอกให้เกิดขึ้น และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมนั่งสมาธิใน โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ “รวมใจทำสมาธิ 1 ล้าน คน เพื่อสร้างสันติภาพโลก” และเขียนใบปวารณา บันทึกสถิติ Guinness World Record ทางเว็บไซต์ http://www.meditationforpeace.net ร่วมกัน

‘ม.เชียงใหม่’ลงดาบบุคลากรซื้อขายผลงานทางวิชาการ ลงโทษหนักสั่ง’ไล่ออก’แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748108

'ม.เชียงใหม่'ลงดาบบุคลากรซื้อขายผลงานทางวิชาการ ลงโทษหนักสั่ง'ไล่ออก'แล้ว

‘ม.เชียงใหม่’ลงดาบบุคลากรซื้อขายผลงานทางวิชาการ ลงโทษหนักสั่ง’ไล่ออก’แล้ว

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.28 น.

ม.เชียงใหม่ ประกาศลงดาบบุคลากรซื้องานวิจัย ทำผิดวินัยร้ายแรง ลงโทษหนักด้วยการ’ไล่ออก’แล้ว พร้อมคำสั่งให้คืนเงินตามจำนวนที่ได้รับไปจากการใช้ผลงานที่มิชอบให้กับมหาวิทยาลัย

4 ส.ค.66 เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกคำแถลงชี้แจงเรื่องการดำเนินการทางวินัยกรณีการซื้อขายผลงานทางวิชาการ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แจ้งการดำเนินการสอบวินัยร้ายแรง กรณีที่มีการกล่าวถึงในสื่อสังคมออนไลน์เรื่องการซื้อขายผลงานทางวิชาการของบุคลากรในมหาวิทยาลัย โดยได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของมหาวิทยาลัยและจะรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการให้ทราบนั้น

บัดนี้ การดำเนินการสอบสวน และพิจารณาโทษทางวินัยแก่บุคลากรที่ถูกกล่าวหาได้เสร็จสิ้นแล้วตามกระบวนการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงขอแจ้งผลการดำเนินการกับกรณีดังกล่าว โดยมหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งลงโทษ “ไล่ออก”

สำหรับการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงของบุคลากรดังกล่าว และได้ดำเนินการออกคำสั่งให้คืนเงินตามจำนวนที่ได้รับไปจากการใช้ผลงานที่มิชอบให้กับมหาวิทยาลัย

และจากบทเรียนของพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อความโปร่งใสในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการและการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรมหาวิทยาลัย และเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำดังกล่าวซ้ำขึ้นอีกในอนาคต

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาระบบการส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของบุคลากรให้ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการอย่างเคร่งครัด”

อว. ขึ้นเหนือ นำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ศึกษาพืชสมุนไพรและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นถิ่นชนเผ่าอ่าข่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747882

อว. ขึ้นเหนือ นำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ศึกษาพืชสมุนไพรและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นถิ่นชนเผ่าอ่าข่า

อว. ขึ้นเหนือ นำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ศึกษาพืชสมุนไพรและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นถิ่นชนเผ่าอ่าข่า

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.02 น.

อว. ขึ้นเหนือ นำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ศึกษาพืชสมุนไพรและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นถิ่นชนเผ่าอ่าข่า สู่การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายสัมพันธ์ เย็นสำราญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาพืชสู่การสร้างแหล่งเรียนรู้สมุนไพร อาหารพื้นบ้านในชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า จังหวัดเชียงราย” มี นายไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก แห่งศูนย์วิจัยเพื่อท้องถิ่นด้านชาติพันธุ์-ชนเผ่า จังหวัดเชียงราย เครือข่ายวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยชนเผ่าอ่าข่า และโครงการวิจัย เรื่อง “การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าชนเผ่าอ่าข่า สู่การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน” โดยมี นายอาพี สะโง้ เป็นหัวหน้าโครงการฯ เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าของชนเผ่าอ่าข่า ภายใต้แผนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) ด้านชนเผ่า จังหวัดเชียงราย พร้อมนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นางสาวสุภาพรรณ โทขัน ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก วช. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยฯ ณ บ้านแสนใจพัฒนา ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง และ บ้านสองแควพัฒนา ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 2 – 3 สิงหาคม 2566

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวง อว. มีนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับตามเป้าประสงค์ในการพัฒนาประเทศใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง วช. ถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการบริหารทุนวิจัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ การติดตามงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) ด้านชนเผ่า จังหวัดเชียงราย ของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นชาติพันธุ์-ชนเผ่า จังหวัดเชียงราย ภายใต้เครือข่ายวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยชนเผ่าอ่าข่าในครั้งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากคณะตรวจเยี่ยมจะได้เห็นภาพการดำเนินงานในพื้นที่จริงแล้ว ยังจะได้รับทราบปัญหาอุปสรรค และให้ข้อเสนอแนะที่จะสะท้อนให้ผู้แทนในระดับกระทรวงได้รับทราบ และเป็นประโยชน์ต่อแนวทางในการกำหนดแผนงานในระดับกระทรวงต่อไป

นางสาวสุภาพรรณ โทขัน ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก วช. กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สร้างแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้กับประชาชนในชุมชนท้องถิ่น ได้พัฒนาตนเองให้เป็นนักวิจัย และได้นำองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปพัฒนา และแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง รวมไปถึงการสร้างสรรค์ พร้อมต่อยอดผลงานวิจัยทั้งที่เป็นรูปแบบของกระบวนการ รวมทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศต่อไป

นายไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาพืชสู่การสร้างแหล่งเรียนรู้สมุนไพร อาหารพื้นบ้านในชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่า จังหวัดเชียงราย” กล่าวว่า วช. ได้ให้การสนับสนุนทุนโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาพืชสู่การสร้างแหล่งเรียนรู้สมุนไพร อาหาร พื้นบ้านในชุมชนชาติพันธุ์อ่าข่าจังหวัดเชียงราย” เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนวัยต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุของชุมชนบ้านแสนใจพัฒนา ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกรักต่อทรัพยากรธรรมชาติ ต้องมีการจัดกลไกการทำงานของชุมชน เพื่อทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ดิน น้ำ และป่า เพื่อเป็นแหล่งการศึกษาเรียนรู้ของชุมชน เครือข่าย เด็ก เยาวชน และผู้สนใจ โดยศึกษาพัฒนาทำศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร พืชอาหาร หรือศูนย์พฤกษศาสตร์ชุมชนพื้นบ้าน “Akha Community Botanical Center” ไว้เป็นแหล่งศึกษาผ่านรูปแบบการจัดการของชุมชน โดยปราชญ์ผู้รู้ อันเป็นมรดกทางสังคม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างห้องเรียนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ ของชุมชนชาติพันธุ์ของจังหวัดเชียงราย

ทางด้านนายอาพี สะโง้ หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง “การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าชนเผ่าอ่าข่า สู่การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน” กล่าวว่า โครงการวิจัย เรื่อง “การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าชนเผ่าอ่าข่า สู่การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน” ได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. โดยงานวิจัยเป็นหนึ่งกระบวนการที่คนในชุมชนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมทบทวนสถานการณ์ ตั้งคำถาม วางแผนหาข้อมูล ทดลองทำ รวมไปถึงการวิเคราะห์ สรุปผลการทำงานและหาคำตอบเพื่อปรับปรุงงานต่อไป โดยใช้ “คน” และใช้เครื่องมือการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นเครื่องมือ เข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การเริ่มคิด เริ่มทำอย่างเป็นรูปธรรม เรียนรู้จากการปฏิบัติการจริง (Learning By Doing) อันทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ สร้างผลงาน มีความเก่งขึ้นในการแก้ปัญหาของตนเอง และสามารถใช้กระบวนการนี้ในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในท้องถิ่นโดยมีกระบวนการศึกษาเรียนรู้อย่างมีเหตุผล ดังนั้น งานวิจัยจึงต้องเน้น “กระบวนการ” เพื่อให้เกิด “ผลผลิต” และ “ผลลัพธ์” ให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากงานวิจัยโดยตรง และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาของชาวบ้าน รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงในชุมชน ซึ่งจะต้องอาศัย “เวที” พูดคุยกัน ถกเถียงและร่วมใช้ “ปัญญา” เพื่อหาทางออกของปัญหา

สำหรับแผนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำในมิติด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านการศึกษา มิติด้านความรู้ และมิติด้านเชิงพื้นที่ ใช้รูปแบบกระบวนการวิจัยการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชน (CBR) มุ่งเน้นพัฒนากลไกการหนุนเสริมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้มีศักยภาพ โดยการใช้องค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับชุมชน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิชาการ ศูนย์ประสานงานวิจัย/โหนดพี่เลี้ยง ชุมชน และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ในการส่งเสริมแก้ไขและป้องกันการสร้างความเหลื่อมล้ำ ภายหลังที่ได้มีการดำเนินการวิจัยในแต่ล่ะส่วนโครงการย่อย ได้ทำการประเมินผลกระทบในภาพรวมในเชิงมูลค่าทางสังคม (Social Value) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการดำเนินการวิจัยโดยใช้แนวคิดในเรื่อง การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI) มาประกอบการพิจารณา โดยผลที่ได้จากการศึกษาจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการพัฒนาท้องถิ่นและจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นต้นเหตุที่สร้างปัญหาทางสังคมด้านต่าง ๆ ในลำดับต่อไป

‘ม.นครพนม’จัดเวทีสรรหาอธิการบดี หลังก่อตั้งมา 18 ปีมีอธิการบดีตัวจริงเพียง 2 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747878

'ม.นครพนม'จัดเวทีสรรหาอธิการบดี หลังก่อตั้งมา 18 ปีมีอธิการบดีตัวจริงเพียง 2 คน

‘ม.นครพนม’จัดเวทีสรรหาอธิการบดี หลังก่อตั้งมา 18 ปีมีอธิการบดีตัวจริงเพียง 2 คน

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 11.49 น.

วันที่ 4 ส.ค.66 ที่ห้องพนมนาคา ชั้น 5 สำนักงานอธิการอธิการบดี มหาวิทยาลัยนครพนม ต.ขามเฒ่า อ.เมือง จ.นครพนม ได้จัดเวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ นโยบาย และแผนบริหารมหาวิทยาลัย ของผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหาเป็นอธิการบดี ม.นครพนม ต่อคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการกลั่นกรอง รวมถึงขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้การสรรหาอธิการบดีเกิดความโปร่งใสต่อประชาคมมหาวิทยาลัยฯและสังคมภายนอก โดยการนำของ รศ.ดร.อธิคม ฤกษบุตร เป็นประธานกรรมการฯ และมีบุคคลภายในและบุคคลภายนอก เข้าร่วมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯได้ให้ผู้นำเสนอวิสัยทัศน์ทั้ง 8 คนจับสลากเรียงลำดับ มีรายชื่อดังนี้ 1.รศ.ดร.กรไชย พรลภัสรชกร 2.ผศ.ดร.กัญลยา มิขะมา 3.ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ 4.ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร 5.ผศ.ดร.วิชัย  พัฒนพล 6.รศ.ดร.คำรณ สิระธนกุล 7.รศ.ดร.จำนง วงษ์ชาชม และ 8.นายสมยศ สีแสนซุย

เวทีการแสดงวิสัยทัศน์ เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดยทางคณะกรรมการฯให้เวลาแก่ผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯคนละ 20 นาทีและเปิดโอกาสให้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมรับฟังในห้องประชุม และผู้ที่รับชมทางออนไลน์อีก 10 นาที รวมแล้วไม่เกิน 30 นาที โดยตลอดทั้งวันเป็นไปด้วยความเข้มข้น เรียกได้ว่าแต่ละคนทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

โดยเฉพาะการตอบคำถามเรื่องแผนการพัฒนามหาวิทยาลัย และการดำเนินงานด้านความโปร่งใสขององค์กร ที่เป็นคำถามยอดฮิตจากผู้ชมที่อยู่ในห้องประชุม และคนดูที่รับชมผ่านระบบทางออนไลน์ โดยผู้นำเสนอทั้ง 8 คน ได้นำเสนอทางออก หรือที่เรียกว่าแนวปฏิบัติแตกต่างกันออกไป

เช่นเดียวกับลีลาการนำเสนอบนเวทีที่แต่ละคนนำมาโชว์เพื่อแสดงถึงสปิริตความเป็นผู้นำ โดย 1 ใน 8 คือ รศ.ดร.จำนง วงษ์ชาชม หลักจากจบการนำเสนอได้เดินเข้ามาจับมือและทักทายผู้ที่มาร่วมให้กำลังใจภายในห้องประชุม ก่อนจะเดินออกไปด้านหลังห้องประชุม ส่วนนายสมยศ สีแสนซุย ซึ่งเป็นรักษาราชการแทนอธิการบดีฯ วันนี้ที่ห้องรับรองมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมชูสองนิ้ว เพื่อแสดงถึงความมั่นใจ ก่อนจะเดินเข้ามายังห้องประชุมแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนสุดท้าย

ด้าน รศ.ดร.อธิคม ฤกษบุตร ประธานกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า การสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนมไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้วในกระบวนการเช่นนี้ ขณะเดียวกันก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามหาวิทยาลัยต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งวันนี้มีการรับชมจากผู้ชมภายนอกเป็นจำนวนมากผ่านทางระบบออนไลน์ นั่นก็หมายถึงทุกคนยังให้ความสำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยนครพนมเป็นองค์กรหนึ่งที่สำคัญของจังหวัด ส่วนเรื่องกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ คณะกรรมการสรรหาทุกคนยึดมั่นในกระบวนการที่ถูกต้อง ทำตามข้อบังคับ ข้อระเบียบ  และไม่มีการแทรกแซงกระบวนการ เพราะต้องการให้เกิดความโปรงใสต่อประชาคมทุกภาคส่วน

“ทุกครั้งที่มีการประชุมสรรหาผมจะย้ำเสมอขอให้กรรมการฯ วางตัวเป็นกลาง พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะจำนวนทั้ง 8 คน ยกเว้นในกรณีจำเป็น นั่นก็หมายความว่าเจตนารมณ์ของเราทุกคน ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้องโปร่งใส แม้ว่าเราจะหนักใจแต่เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้อง และเราทำได้ดีที่สุด หวังว่าครั้งนี้ มนพ. จะลุกก้าวเดินไปข้างหน้าเหมือนกันพวกเราทุกคนคาดหวัง รวมทั้งกรรมการสรรหาทุกคนอยากให้เป็นเช่นเดียวกัน”

โดยเวทีการแสดงวิสัยทัศน์มีขึ้น 2 วันคือ วันที่ 3 ส.ค.66 เป็นการเปิดตัวผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ แสดงวิสัยทัศน์ แนวคิด นโยบาย และแผนบริหารมหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) วันที่ 4 ส.ค.66 เป็นรอบสัมภาษณ์ โดยไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ารับฟัง จะมีเฉพาะกรรมการฯกับผู้เข้ารับการสรรหาเท่านั้น และผู้เข้ารับการสรรหาจะถูกยึดโทรศัพท์ไว้ และต้องอยู่ในห้องรับรองเพียงอย่างเดียว จนกว่ากระบวนการสรรหาจะสิ้นสุด  จากนั้นในวันที่ 5 ส.ค.66 คณะกรรมการฯจะเข้าประชุมประมวลผล และทำการคัดเลือกให้เหลือเพียงจำนวน 3 คน ก่อนที่จะสรุปกระบวนการสรรหาอธิการบดีฯ เสนอต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยนครพนมที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 6 ส.ค.66นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ก่อตั้ง ม.นครพนม เข้าสู่ปีที่ 18 มีอธิการบดีตัวจริงเพียง 2 คนเท่านั้นคือ 1.รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ และ 2.รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ส่วนอีก 11 คนเป็นรักษาการทั้งสิ้น อีกทั้งตำแหน่งระดับผู้อำนวยการ (ผอ.) ในกองต่างๆ ก็มีตำแหน่งเป็นรักษาการเช่นเดียวกันทำให้การบริหารหรือการพิจารณาขั้นเงินเดือนมีปัญหาจนกลายเป็นช่องโหว่ทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ทำให้ ม.นครพนมประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ มีช่วงปีการศึกษาปีหนึ่ง ม.นครพนม มีนักศึกษาแค่ 904 คนถือว่าต่ำที่สุด ส่วนในการเรียนการสอน มี 46 หลักสูตร บางหลักสูตรไม่มีนักศึกษาเรียนเลย ดังนั้น การสรรหาอธิการบดีฯครั้งนี้ ผู้เสนอตัวถ้าได้รับการสรรหาต้องทำงานหนักหลายเท่าตัว เนื่องจาก ม.นครพนม ไม่มีเงินเพียงพอในการบริหาร พัฒนา และขับเคลื่อน รวมทั้งการแตกแยกกันในองค์กร ล้วนเกิดจากเนื้อในที่สะสมมานานกว่า 10 ปี – 003

ข่าวจริง! ประกาศพักใช้ใบอนุญาตวิชาชีพครู ที่ลงโทษนักเรียนด้วยการตี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747654

ข่าวจริง! ประกาศพักใช้ใบอนุญาตวิชาชีพครู ที่ลงโทษนักเรียนด้วยการตี

ข่าวจริง! ประกาศพักใช้ใบอนุญาตวิชาชีพครู ที่ลงโทษนักเรียนด้วยการตี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 11.09 น.

วันที่ 3 สิงหาคม 2566 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย Anti-Fake News Center Thailand แจ้งว่า กรณีที่มีผู้โพสต์ข้อความระบุเกี่ยวกับเรื่องประกาศพักใช้ใบอนุญาตวิชาชีพครูที่ลงโทษนักเรียนด้วยการตี ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกลุ่มสารนิเทศ สำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพครูที่ลงโทษนักเรียนด้วยการตี ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ในการสอน มีบุคลิกภาพไม่เหมาะสมกับการเป็นครู ถือเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอันเป็นเหตุให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่

1. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 (มาตรา 51)

2. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 (ข้อ 5 และข้อ 6)

3. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548 (ข้อ 14 ข้อ 16 ข้อ 17 ข้อ 18 และข้อ 19)

4. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพพ.ศ. 2553 (ข้อ 56 (2))

มีการนำเสนอคดีผู้ประกอบวิชาชีพครู ได้ถูกกล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ เนื่องจากมีพฤติกรรมหลายประการที่ไม่เหมาะกับการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ได้แก่ ลงโทษนักเรียนรุนแรงโดยไม่มีเหตุผล มีพฤติกรรมในทำนองลวนลาม และใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับนักเรียนหญิง ไม่เตรียมการสอน ไม่ให้ความรู้แก่นักเรียน มีพฤติกรรมบุคลิกภาพไม่เหมาะสมกับการประกอบวิชาชีพครู ซึ่งต่อมาคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพได้มีคำวินิจฉัยให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของผู้ฟ้องคดีเป็นเวลา 1 ปี

พฤติกรรมการทำโทษนักเรียนด้วยวิธีการตีนักเรียน เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อข้อ 5 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและ
นักศึกษา พ.ศ. 2548 เป็นการกระทำที่ส่งผลต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของนักเรียนหรือนักศึกษา

ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกลุ่มสารนิเทศ สำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.ops.moe.go.th หรือ โทร. 02-628-6346

หน่วยงานที่ตรวจสอบ กลุ่มสารนิเทศ สำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ

ขอบคุณ เพจ Anti-Fake News Center Thailand

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FAntiFakeNewsCenter%2Fposts%2Fpfbid02CtJyRbgFUNi1EWUq19eg6dWQiDCK8gQiy1hJDvN6THWd42N8DLZq8h76KZn3c7XZl&show_text=true&width=500

ทีเซลส์ จัดงาน ‘Bio Asia Pacific 2023’ ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเอเชีย-แปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747531

ทีเซลส์ จัดงาน ‘Bio Asia Pacific 2023’  ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเอเชีย-แปซิฟิก

ทีเซลส์ จัดงาน ‘Bio Asia Pacific 2023’ ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเอเชีย-แปซิฟิก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือทีเซลส์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการจัดงาน Bio Asia Pacific 2023 ว่า เพื่อเป็นการยกระดับและส่งเสริมอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสุขภาพ โดยเน้นที่เครือข่ายหน่วยงานความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ และทีเซลส์ เองก็พร้อมเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่าง นักวิจัยกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่ม Startup กลุ่มSMEs และ กลุ่มนักลงทุน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศ (Life SciencesEcosystem) ที่เอื้อต่อการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ผลักดันให้ชีววิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่จะสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ รวมถึงในมิติทางสังคมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพที่สามารถรองรับกับทุกช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุได้ในทุกมิติ

ด้าน นายวัณณะวัฒน์ โอภาสวัฒนารองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกล่าวว่า สสว. พร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจ SMEs ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพ ด้านการตลาด และทำ BusinessMatching โดยหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ภาวะโลกร้อน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พฤติกรรมและวิถีของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป จากการสำรวจของ สสว. พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจในอุตสาหกรรม Life Science ช่วยตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

“ทาง สสว. ได้ทำแผนปฏิบัติการเป็นการเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Life Science โดยให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่ใช้สมุนไพรเป็นส่วนผสม และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยพร้อมสนับสนุนทำธุรกิจแมทชิ่งและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ธุรกิจ โดยนำระบบ Business Development Service หรือ BDS แพลตฟอร์มออนไลน์มาตอบโจทย์ของธุรกิจ SMEs เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง”

งาน Bio Asia Pacific 2023 จะมีขึ้นในวันที่ 6-8 กันยายน 2566 ณ ไบเทค กรุงเทพมหานคร ในงานมีกิจกรรม อาทิ การจัดนิทรรศการและการประชุมสัมมนา, กิจกรรม Pitch & Partnerประกวดแนวคิด ผลงานและแผนธุรกิจ ชิงเงินรางวัลกว่า 100,000 บาท และอัปเดตความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการจากบริษัทที่ทำ MOU ร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน จากกว่า 20 ประเทศ สามารถสร้างยอดจากการเจรจาธุรกิจภายในงานไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

มูลนิธิอาเซียน-เมย์แบงก์ต้อนรับ อาสาสมัครเยาวชนโครงการ EYAA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747532

มูลนิธิอาเซียน-เมย์แบงก์ต้อนรับ อาสาสมัครเยาวชนโครงการ EYAA

มูลนิธิอาเซียน-เมย์แบงก์ต้อนรับ อาสาสมัครเยาวชนโครงการ EYAA

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิอาเซียนและมูลนิธิเมย์แบงก์ต้อนรับอาสาสมัครเยาวชนจากโครงการ Empowering Youths Across ASEAN (EYAA) Cohort 3 ประจำปี 2566 จำนวน 120 คน จาก 5 ประเทศ คือกัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) และกิจการเพื่อสังคม (SEs) จากทั่วภูมิภาค จำนวน 10 คน ที่จะมาร่วมงานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพระดับภูมิภาคโครงการ eMpowering Youths Across ASEAN (EYAA) : Cohort 3ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร เนื่องในวันอาเซียน 8 สิงหาคม 2566

โครงการดังกล่าว ก่อตั้งขึ้นเพื่อร่วมกันจัดการกับปัญหาในประเด็นต่างๆ อันได้แก่ ศิลปะและวัฒนธรรม การเสริมสร้างพลังชุมชน การศึกษา และความหลากหลายทางสิ่งแวดล้อมใน 5 ประเทศ เยาวชนผู้เข้าร่วมโปรแกรม EYAA จะมีโอกาสได้รับทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 900,000 บาท (27,000 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งจะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการชุมชนต่างๆ

ม.มหิดล จัดงาน ‘เปิดบ้านมหิดล’ กลางเดือนกันยายน ที่ศาลายา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747534

ม.มหิดล จัดงาน ‘เปิดบ้านมหิดล’ กลางเดือนกันยายน ที่ศาลายา

ม.มหิดล จัดงาน ‘เปิดบ้านมหิดล’ กลางเดือนกันยายน ที่ศาลายา

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล จะมีกิจกรรมเปิดบ้านมหิดล-มหิดลวิชาการ “Ignite the future” วันที่ 16-17 กันยายน 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ในงานจะได้พบกับกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กิจกรรม “เวทีทอล์ก” พูดคุยเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรี แนะนำคณะ/วิทยาลัย/วิทยาเขต กิจกรรม Mahidol Admission การแสดงของนักศึกษา ตลาดนัดหลักสูตร และร่วมเปิดประสบการณ์ของรุ่นพี่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ในวิทยาเขตต่างๆ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ปกครอง ครูแนะแนว และผู้สนใจร่วมงานมหิดลวิชาการ ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่ https://openhouse.mahidol.ac.th/