ตรวจเยี่ยมสอบครูผู้ช่วย ภาค ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743263

ตรวจเยี่ยมสอบครูผู้ช่วย ภาค ค.

ตรวจเยี่ยมสอบครูผู้ช่วย ภาค ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ นายบุญเหลือ บารมี ประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (สพป.พิษณุโลก เขต 2) ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจคณะกรรมการและผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยภาค ค. เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สนามสอบโรงเรียนวังทองพิทยาคม

มูลนิธิเอสซีจีคว้ารางวัลระดับเอเชีย ด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743266

มูลนิธิเอสซีจีคว้ารางวัลระดับเอเชีย  ด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

มูลนิธิเอสซีจีคว้ารางวัลระดับเอเชีย ด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาวสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เปิดเผยว่า มูลนิธิได้เล็งเห็นถึงความท้าทายด้านการศึกษาในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมุ่งส่งเสริมแนวคิด Learn to Earn เรียนเร็วจบเร็ว มีงานรองรับ ด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อการมีอาชีพ ให้ทักษะความรู้ (Hard skills) ได้แก่ ทุนด้านสาธารณสุข และเทคโนโลยี (IT) จำนวนทั้งสิ้น 1,300 ทุน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพ เติมทักษะชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น (Soft skills) ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีทักษะพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้มูลนิธิเอสซีจีได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2023 (AREA) ในสาขา Investment in People จาก Enterprise Asia องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ประเทศมาเลเซีย

นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจี ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้และความเข้าใจแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้เด็กไทย “เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” ได้ในชีวิตจริง ด้วยการขยายแนวคิดนี้ไปสู่สถาบันการศึกษา ครูผู้ปกครอง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น และเพื่อให้เกิดความตระหนักในความเป็นจริงที่ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้เป็นแต่เพียงนักเรียนที่เรียนเก่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่เก่ง ดี และมีน้ำใจ ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญไฮไลท์สำหรับปีนี้ไปคือ Gen Will Survive พร้อมทั้งกิจกรรมนำร่องคือ “Best Survivor Awards” ที่กำลังเปิดรับสมัครผู้ร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 นี้ ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจี ได้ที่ http://www.scgfoundation.org และ เฟซบุ๊ก LEARNtoEARN

ไมโล มอบโต๊ะและชั้นหนังสือรีไซเคิล โรงเรียนในสังกัด สพฐ.-กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743265

ไมโล มอบโต๊ะและชั้นหนังสือรีไซเคิล  โรงเรียนในสังกัด สพฐ.-กทม.

ไมโล มอบโต๊ะและชั้นหนังสือรีไซเคิล โรงเรียนในสังกัด สพฐ.-กทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานรับมอบชุดโต๊ะและชั้นวางหนังสือที่ผลิตจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กับโรงเรียน 15 แห่ง ในสังกัด สพฐ. จาก นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ และนางสาวสลิลลาสีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมรับมอบให้โรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ในโครงการกล่องนมรักษ์โลก ภายใต้ความมุ่งมั่นของไมโลในการปลูกฝังจิตสำนึกและพฤติกรรมด้านความยั่งยืนให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน ส่งเสริมการคัดแยก และเปลี่ยนขยะให้เกิดประโยชน์ผ่านการจัดการที่เหมาะสม เมื่อเร็วๆ นี้

โครงการกล่องนมรักษ์โลกริเริ่มโดยไมโล ภายใต้ความร่วมมือกับ Tetra Pak สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักการศึกษากรุงเทพฯ ได้ดำเนินโครงการเป็นปีที่ 3 และมีแผนที่จะสานต่อโครงการกล่องนมรักษ์โลก ด้วยการขยายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการกล่องเครื่องดื่มหลังการบริโภคในกับเด็กๆ เพื่อลดขยะฝังกลบ และดูแลโลกด้วยการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำได้ทุกวันทั้งที่บ้านและโรงเรียนอย่างยั่งยืน

นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมไทย ให้ความรู้และฝึกอบรมครูในโรงเรียนที่ร่วมโครงกว่า 38 คน ให้มีความรู้ความเข้าใจ และนำไปต่อยอดสอนนักเรียนในโรงเรียนได้ ในปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงนักเรียนกว่า 38,000 คน และเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากถึง 14 ตัน”

ม.วลัยลักษณ์ร่วมแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม-กีฬา ที่อินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743270

ม.วลัยลักษณ์ร่วมแลกเปลี่ยน  วัฒนธรรม-กีฬา ที่อินโดนีเซีย

ม.วลัยลักษณ์ร่วมแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม-กีฬา ที่อินโดนีเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วรวุฒิ สมศักดิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และรองประธาน IMT-GT VASITY COUNCIL เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช ได้ส่งนักศึกษาและบุคลากร จำนวน 55 คน เข้าร่วมงาน IMT-GT Varsity Carnival 2023 ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2566 ณ Universitas Syiah Kuala Banda เมืองบันดาอาเจะห์ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเชื่อมความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมทางด้านกีฬา ศิลปวัฒนธรรมและสัมมนาวิชาการระหว่างนักศึกษาของประเทศเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกทั้งมุ่งหวังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในหมู่เยาวชนของ 3 ประเทศให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีในอนาคต

ม.วลัยลักษณ์ได้ร่วมกิจกรรมโดยส่งกีฬาเข้าร่วมแข่งขันคือ ฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน และเปตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมภายใต้ธีม “Exploring ASEAN Cultures Through Traditional Contemporary Dance” การแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิอาเซียน จำนวน 2 ชุด ได้แก่ The Mask Contemporary Dance ระบำศิลปาชีพเมืองนครฯ และร่วมสัมมนาวิชาการ “Hybrid Learning Method : Challenge and Benefit in Improving Quality Post COVID-19.”

“นอกจากจะเป็นเวทีให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนแล้ว ยังฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมเข้าร่วมงาน การเตรียมทีม การฝึกซ้อม ที่สำคัญนักศึกษาเหล่านี้จะได้มีเพื่อนชาวต่างชาติที่จะเป็นเครือข่ายระหว่างกันในอนาคต หากต้องไปทำงานในภูมิภาคอาเซียนก็จะทำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ม.วลัยลักษณ์ ได้ปรับหลักสูตรภาษาอังกฤษที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ทำให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริงเพื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดประกายให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษด้วย” รศ.ดร.วรวุฒิ กล่าว

มธ.เผย 3 ตัวแปรสำคัญ ทำไทยขาด 4 เป้าหมาย SDGs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743275

มธ.เผย 3 ตัวแปรสำคัญ  ทำไทยขาด 4 เป้าหมาย SDGs

มธ.เผย 3 ตัวแปรสำคัญ ทำไทยขาด 4 เป้าหมาย SDGs

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยรายงาน SDR 2023 ระบุไทยแตะอันดับ 43 ของโลก จาก 17 เป้าหมายหลักไทยยังขาด 4 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ SDG2 ขจัดความหิวโหย, SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, SDG14 ทรัพยากรทางทะเล และ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ชี้ปี ค.ศ.2030 หวั่นไทยรับแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าของประชาคมโลกหากไปไม่ถึงเป้าหมาย

ผศ.ดร.เยาวทัศน์ บุญกล้า อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SCI-TU) เผยว่า จากการวิเคราะห์พบ 3 ตัวแปรสำคัญฉุดรั้งไทยให้ไกลจากมาตรฐาน คือ 1.รัฐขาดการวางกลยุทธ์แบบบูรณาการ 2.คุณภาพชีวิตคนชายขอบ และ 3.ความเหลื่อมล้ำในบางบริบทของพื้นที่

“แนะรัฐบาลยึด 3 หลักป้องกันไทยถูกกีดกันทางการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อชิงความได้เปรียบด้านทรัพยากรและบุคลากรศักยภาพสูง คือ วางกลยุทธ์ผลักดัน SDG ที่มีระบบ-ต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อัดฉีดงบประมาณ หนุนหน่วยงานที่มีศักยภาพ ขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากโตต่อได้ยั่งยืน ออกแผนส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกัน จัดแคมเปญรณรงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของคนไทย พร้อมสนับสนุนให้นักวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ 3 แกนของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)”

ผศ.ดร.เยาวทัศน์ เปิดเผยต่อไปว่า จากรายงาน “Sustainable Development Report 2023 (SDR 2023)” ระบุว่า ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 43 จาก 166 ประเทศ สูงขึ้นหนึ่งอันดับจากปีที่ผ่านมาหลังบรรลุเป้าหมายที่ 4 (SDG4) การศึกษาที่มีคุณภาพให้กลายสถานะเป็นสีเขียว ต่อจากเป้าหมาย SDG1 ขจัดความยากจน แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ยังมี 4 เป้าหมาย ที่อยู่ใน “สถานะท้าทายมาก” (สีแดง) ซึ่งครอบคลุม 9 ตัวชี้วัดย่อย หรือสถานการณ์วิกฤตมีความท้าทายอย่างมาก โดยคณะวิทย์มธ. มองว่าหากจะผลักดันให้บรรลุเป้าหมายให้ครบทุกเป้าหมาย ประเทศไทยมีต้องขับเคลื่อนทั้ง 4 เป้าหมาย ที่มี 9 ตัวชี้วัดย่อยให้ครบ ได้แก่

SDG 2 ยุติความหิวโหย ความมุ่งมั่นในการขจัดความหิวโหยและความอดอยากทุกรูปแบบซึ่งครอบคลุม 3 ตัวชี้วัดย่อยได้แก่(1) SDG 2.1 ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีโภชนาการ และเพียงพอตลอดทั้งปี (2) SDG 2.2 ยุติภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาความต้องการสารอาหารของหญิงวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้สูงอายุ (3) SDG 2.4 สร้างหลักประกันว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและการผลิต พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อทุกการเปลี่ยนแปลง

SDG 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสาหรับทุกคนในทุกวัยโดยเฉพาะ 3 ตัวชี้วัดฯสำคัญ ได้แก่ (4) SDG 3.4 ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อ ให้ลดลงหนึ่ง
ในสาม (5) SDG 3.6 ลดจำนวนการตายและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากการจราจรทางถนนทั่วโลกลงครึ่งหนึ่ง
(6) SDG 3.9 ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษ รวมถึงการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573

SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ การลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ ที่ยังเผชิญ 1 ตัวชี้วัดย่อยคือ (7) SDG 10.c ลดค่าธรรมเนียมการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานย้ายถิ่น (migrant remittance) ให้ต่ำกว่า
ร้อยละ 3 และขจัดการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ร้อยละ 5 ภายในปี 2573

SDG 14 นิเวศชายฝั่งและมหาสมุทร การเดินหน้าอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ที่ยังติดเงื่อนไขใน 2 ตัวชี้วัดย่อยอย่าง (8) SDG 14.1 ป้องกันและลดมลพิษทางทะเลทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเศษซากขยะในทะเลและมลพิษจากธาตุอาหาร ภายในปี 2568 (9) SDG 14.5 อนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 10 ภายในปี 2563

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัย หนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743425

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัย หนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัย หนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.53 น.

อธิบดี ดย.ยันเด็กถูกส่งกลับพม่าปลอดภัยหนูน้อยหวังได้กลับเข้ามาเรียนไทยอีก

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งเด็กนักเรียนไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ถูกผลักดันกลับประเทศพม่าด้านอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธาน มีมติว่าหากเด็กยืนยันที่จะกลับและมีพ่อแม่ผู้ปกครองมารับให้ส่งกลับได้เลย ยกเว้นไม่มีเอกสารยืนยันก็ต้องพิสูจน์ และหากเด็กประสงค์เข้ามาเรียนก็ให้กลับเข้ามาอย่างถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเด็กที่กลับไปฝั่งพม่าแล้วมีความปลอดภัย นางอภิญญากล่าวว่า ได้ตรวจสอบหมดแล้วโดยประสานกับเจ้าหน้าที่ พม.ของพม่า หากเด็กต้องการกลับมาเรียน เช่น หากเดินทางมาเรียนแบบไปเช้า-เย็นกลับก็ไม่ต้องทำอะไร ทำอย่างที่เคยมา แต่หากมาอยู่ประจำอาจต้องมีผู้ปกครองและสถานศึกษาที่เรียนให้การรับรองเพื่อขออนุญาตเข้าเมือง

เมื่อถามว่าตอนนี้มีเด็กที่ผลักออกไปแสดงความจำนงค์กลับเข้ามาเรียนกี่คนแล้ว อธิบดี ดย.กล่าวว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ ส่วนเด็กที่ยังไม่มีพ่อแม่มาแจ้งรับเด็กนั้น เดิมทีมีกว่า 10 คนแต่คาดว่าจะลดลงแล้วเพราะมีพ่อแม่บางส่วนมาแจ้งรับเด็กเพิ่มขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันเดียวกันนี้ทาง พม.ได้นำตัวเด็กนจำนวน 27 คนไปส่งที่ด่านแม่สาย จ.เชียงราย โดยมีพ่อแม่เด็กมารับ อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามเด็กหลายคนต่างยืนยันว่าต้องการกลับมาเรียนฝั่งไทยอีกครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาด้วยวิธีการใด-001

สกสว.หารือร่วมสทร. มุ่งพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ให้มีความเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743396

สกสว.หารือร่วมสทร. มุ่งพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ให้มีความเข้มแข็ง

สกสว.หารือร่วมสทร. มุ่งพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ให้มีความเข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.39 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หารือร่วม สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด และบทบาทหน้าที่ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 หน่วยงานเข้าร่วมประชุมหารือดังกล่าว 

รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึง บทบาทสำคัญของ สกสว. และแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้จัดสรรผ่านทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ “Strategic Fund: SF” ให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMUs) และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน “Fundamental Fund: FF” ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้าน ววน. ของหน่วยรับงบประมาณให้มีความเข้มแข็งในภาพรวมของทั้งประเทศ สนับสนุนให้เกิดการทำงานของหน่วยงานในระบบ ววน. แบบบูรณาการและเป็นเอกภาพ รวมถึงสนับสนุนงานมูลฐาน (FF) ที่ครอบคลุมกิจกรรมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ววน. สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานและตอบเป้าหมายของประเทศ 

นอกจากนี้ สกสว. ยังมีหน้าที่จัดทำแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2566 – 2570 มีแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และระบบรางของประเทศให้ทันสมัยได้มาตรฐาน แข่งขันได้ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายรองรับระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งนี้ แผนด้าน ววน. ถือเป็นกลไกสำคัญในการชี้ทิศทางการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ 

ขณะที่ ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา ผู้อำนวยการ สทร. เปิดเผยว่า สทร.เป็นสถาบันหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง บูรณาการความเชี่ยวชาญและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ บทบาทหลัก คือ 1.) จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ 2.) วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง รวมทั้งสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบราง และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ 3.) วิจัยและพัฒนามาตรฐานระบบราง และระบบการทดสอบด้านระบบราง ดำเนินการทดสอบด้านระบบราง และรับรองมาตรฐาน ประเมินคุณภาพสำหรับใช้ประกอบการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางราง 4.) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านการวิจัยและนวัตกรรม การรับ แลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เป็นศูนย์กลางในการรับ แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบราง 5.) พัฒนาบุคลากรด้านระบบราง และฝึกอบรมให้มีความรู้และทักษะด้านระบบราง และ 6.) จัดทำฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีระบบราง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยและนวัตกรรม หน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบราง

“การจัดตั้ง สทร. นับเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงคมนาคม แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย โดยมีทิศทางและเป้าหมาย คือ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ การขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มมากขึ้น การเดินทางด้วยระบบรางขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเพิ่มขึ้น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการ สทร. กล่าวสรุป

ทั้งนี้ การหารือร่วมกันระหว่าง สกสว. และ สทร. นั้น เพื่อหารือถึงแนวทางการสนับสนุนงานมูลฐาน (FF) ให้สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานและตอบเป้าหมายของประเทศ โดย สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

เดือดร้อนแล้ว!! ‘โรงเรียนราชวินิต’ประกาศหยุดเรียน 13 ก.ค.เลี่ยงม็อบวันโหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743369

เดือดร้อนแล้ว!! 'โรงเรียนราชวินิต'ประกาศหยุดเรียน 13 ก.ค.เลี่ยงม็อบวันโหวตนายกฯ

เดือดร้อนแล้ว!! ‘โรงเรียนราชวินิต’ประกาศหยุดเรียน 13 ก.ค.เลี่ยงม็อบวันโหวตนายกฯ

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.54 น.

12 ก.ค.66 จากกรณีที่ประชมุรัฐสภานัดประชุมเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ขณะที่พรรคก้าวไกลนัดชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเพื่อสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯ เนื่องจากไม่พอใจที่ประชุม กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธากรณีถือหุ้นสื่อนั้น

ล่าสุด โรงเรียนราชวินิต ออกประกาศหยุดเรียน วันที่ 13 ก.ค.นี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล จำนวน 170 นาย จะขอใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นฐานพักคอยกำลังพล (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลุกม็อบส้ม! ‘ก้าวไกล’ชวนใส่เสื้อสีส้มบุกสภาฯ ส่ง’พิธา’เป็นนายกฯ)

เปิดหลักเกณฑ์! เฟ้น’บิ๊ก รร.ห่างไกล’ ประเมินผลปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743237

เปิดหลักเกณฑ์! เฟ้น'บิ๊ก รร.ห่างไกล' ประเมินผลปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง

เปิดหลักเกณฑ์! เฟ้น’บิ๊ก รร.ห่างไกล’ ประเมินผลปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 13.48 น.

เปิดหลักเกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.ห่างไกล ประเมินผลการปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้ง หากได้รับการบรรจุต้องอยู่ในสถานศึกษาไม่น้อยกว่า 4 ปี

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว19/2566) สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม มีประสบการณ์และมีศักยภาพในการบริหารสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ หมายถึง สถานศึกษาที่ส่วนราชการประกาศ ซึ่งเป็นพื้นที่เกาะ หรือบนภูเขาสูงหรือเป็นหุบเขา หรือพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ไม่สามารถเดินทางด้วยภาหนะใดๆ ได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือพื้นที่อื่นใด โดยอาจนำประกาศของกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา ยกเว้นสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย

นายประวิต กล่าวต่อว่า การประกาศตำแหน่งว่าง ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้งประกาศจำนวนตำแหน่งว่างในปัจจุบัน โดยระบุชื่อสถานศึกษาที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง กรณีประกาศรับโดยระบุชื่อสถานศึกษาหลายแห่ง และผู้สมัครยื่นสมัครโดยระบุชื่อสถานศึกษามากกว่า 1 แห่ง ให้ผู้สมัครแจ้งยืนยันชื่อสถานศึกษาที่จะบรรจุและแต่งตั้งได้เพียงแห่งเดียว โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แก่ผู้ดำเนินการก่อนวันเข้ารับการประเมิน ตามวันและเวลา ที่ผู้ดำเนินการคัดเลือกกำหนด

ทั้งนี้ ในวันสมัครเข้ารับการคัดเลือกผู้สมัครต้องรับรองตนเองด้วยว่าในวันบรรจุและแต่งตั้งตนเองไม่ติดเงื่อนไขอื่นใดที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับผู้สมัครที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ ต้องรับรองตนเองด้วยว่า หากตนเองเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในวันบรรจุและแต่งตั้งต้องไม่ติดเงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ หรือเงื่อนไขอื่นใดที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับการดำเนินการของผู้ดำเนินการคัดเลือก ต้องกำหนดจำนวนและตำแหน่งว่าง ชื่อสถานศึกษาที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง กำหนดข้อตกลงการปฏิบัติหน้าที่ตามลักษณะงาน กำหนดองค์ประกอบการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ตามข้อตกลง รวมทั้งตัวชี้วัด คะแนนการประเมิน เกณฑ์การตัดสิน กรรมการประเมิน และวิธีการประเมิน โดยจะต้องประกาศรับสมัครก่อนวันรับสมัครไม่น้อยกว่า 7 วัน

“เงื่อนไขกรณีผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ฯนี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้มีการประเมิน 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน หากผลการประเมิน 6 เดือนแรกไม่ผ่าน ให้ผู้ประเมินแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับประเมินทราบ เพื่อพัฒนาตนเองและปรับปรุงการปฏิบัติงานในหน้าที่ และเมื่อครบ 6 เดือนหลัง ให้มีการประเมินครั้งที่ 2 หากผ่านการประเมิน ให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่อไป หากไม่ผ่านการประเมินทั้ง 2 ครั้ง จะต้องถูกดำเนินการตามาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินเดือนในอัตรากำลังทดแทน พ.ศ.2551

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์นี้ ต้องอยู่ในสถานศึกษาที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 4 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง จึงจะสามารถขอย้ายออกจากสถานศึกษานั้น หรือเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอื่นได้ กรณีที่ตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่า ผู้สมัครรายใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง จะต้องถูกเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง และจะเรียกร้องสิทธิใดๆ ไม่ได้ ในกรณีที่ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา ออกจากราชการก่อนระยะเวลาการประเมิน 1 ปี เช่น ลาออก หรือเกษียณอายุราชการ หรือเสียชีวิต เป็นต้น ให้ยุติการประเมิน ณ วันที่ออกจากราชการ โดยให้ถือว่าออกจากราชการในตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง หากกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้หรือมีปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ให้เสนอ ก.ค.ศ.พิจารณาหรือวินิจฉัย” นายประวิต กล่าว

ด้าน นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า การรับสมัครผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผู้อำนวยการโรงเรียน จะไม่มีการสอบข้อเขียน แต่จะใช้การประเมิน โดยล่าสุดตนได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ คัดลือกโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามที่ประกาศ ก.ค.ศ.กำหนดอเสนอชื่อโรงเรียนให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ พิจารณา ว่า เป็นโรงเรียนพื้นที่พิเศษหรือไม่ ภายในวันที่ 18 กรกฎาคม ก่อนจะส่งรายชื่อเสนอให้ เลขาธิการ กพฐ.และ ก.ค.ศ.พิจารณา ประกาศให้เป็นโรงเรียนในพื้นที่พิเศษต่อไป โดยจากนั้นจึงจะประกาศปฏิทินสอบพร้อมกับรอบปกติ เพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิสอบได้เลือกว่าจะสมัครสอบไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนห่างไกล หรือสมัครสอบคัดเลือกในกลุ่มโรงเรียนทั่วไป

สพฐ.รุกพัฒนาระบบเทคโนโลยีใช้บริหาร-จัดการศึกษายุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743200

สพฐ.รุกพัฒนาระบบเทคโนโลยีใช้บริหาร-จัดการศึกษายุคดิจิทัล

สพฐ.รุกพัฒนาระบบเทคโนโลยีใช้บริหาร-จัดการศึกษายุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.37 น.

“อัมพร”เผยผลการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการ สพฐ.ใช้ข้อมูลมาตัดสินใจได้ แต่เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ยังสะดุด เล็งชงของบฯพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์-ฮาร์ดแวร์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ.ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อรวบรวมระบบงานหลักของ สพฐ.ในการใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐานแล้ว ดังนี้ 1. ระบบบริหารข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (DMC) เป็นระบบที่พัฒนาเพื่อบริหารจัดการงบประมาณ ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับรายการหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ภาครัฐให้การสนับสนุน 2. ระบบบริหารงานบุคคล (HRMS) เป็นระบบบริหารงานบุคลากรในสังกัด สพฐ. 3. ระบบงานทะเบียนวัดผล (SGS)  เป็นระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการผลการเรียนของนักเรียน 4. ระบบบริหารงานที่ดินสิ่งก่อสร้าง (B-OBEC) เป็นระบบที่บริหารจัดการข้อมูลเกี่ยวกับ อาคารสถานที่ ตลอดจนที่ดิน สิ่งก่อสร้าง 5. ระบบงานสารบรรณ (Smart Obec) เป็นระบบบริหารจัดการ การรับส่งเอกสารทางราชการ ตั้งแต่ระดับสถานศึกษา จนถึงหน่วยงานภายในสำนักงานคณะกรรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6. ระบบติดตามสุขภาพจิตนักเรียน (School Health Hero) เป็นระบบที่คอยติดตาม สุขภาพจิตของนักเรียน ตลอดจนแจ้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้การช่วยเหลือ ปรึกษาและรักษา และ 7. ระบบฐานข้อมูลครู นักเรียน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (SET) เป็นระบบบริหารจัดการข้อมูลนักเรียนของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ซึ่งทั้งหมดนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลนักเรียน ข้อมูลบุคลากร งบประมาณ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน เป็นระบบงานคอมพิวเตอร์ ที่ใช้เป็นเครื่องมือปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาโดยตรง เป็นระบบอัตโนมัติ ที่จะนำมาแทนที่การปฏิบัติงานแบบเดิม

“ระบบเทคโนโลยีฐานข้อมูลกลางควรเป็นภาพรวมใหญ่ของประเทศ ซึ่ง สพฐ.เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบ จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีสถานศึกษาในสังกัด 29,312 แห่ง มีครู และบุคลากรทางการศึกษา  5 แสนกว่าคน ดูแลนักเรียนในสังกัดทั่วประเทศมากกว่า 6.5 ล้านคน ดังนั้น เรารอไม่ได้และถ้าไม่นำเทคโนโลยีมาใช้ก็จะไม่ทันการณ์ สพฐ.จึงได้พัฒนาระบบของเราขึ้น และจากการใช้งานระบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการ เป็นไปในทิศทางที่ดี เราสามารถดึงข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการบริหารได้หมด แต่เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นั้น ประสิทธิภาพยังไม่เต็มที่ ทั้งในส่วนของซอฟต์แวร์ โปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน และ ในส่วนของฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ รวมไปถึงเรายังไม่สามารถจัดหาเครื่องมือให้ครู และนักเรียน ได้อย่างเพียงพอ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เครื่องมือต่างๆควรมีทุกโรงเรียน เพียงพอและทันสมัย มีอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เป็นต้น

ดร.อัมพร กล่าวด้วยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้มอบหมายให้ สพฐ.จัดทำโครงการ ‘การพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรองรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของกระทรวงศึกษาธิการ ’ เป็นเมกกะโปรเจคขนาดใหญ่ ในกรอบวงเงิน 3,550 ล้านบาทเศษ โดยมีเป้าหมายให้มีระบบประมวลผลแบบคลาวด์ระดับกระทรวงศึกษาธิการ หรือ MOE Private Cloud เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการใช้ทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกัน, มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้แห่งชาติโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน, มีรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน และ มีระบบเครือข่ายการศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Network) ให้มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง เป็นเครือข่ายเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเชื่อมต่อสถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยได้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติในภาพรวมใหญ่ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการเฉพาะส่วนที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์ ในกรอบวงเงิน 3,198 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ สพฐ.ก็จะจะมีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือ และเสนอของบประมาณอีกครั้ง