ผอ.เตรียมอุดมฯ ยันกฎเหล็กเข้าสอบ ห้ามนำของส่วนตัวเข้าห้อง ป้องกันทุจริต

ผอ.เตรียมอุดมฯ ยันกฎเหล็กเข้าสอบ ห้ามนำของส่วนตัวเข้าห้อง ป้องกันทุจริต

ผอ.เตรียมอุดมฯ ยันกฎเหล็กเข้าสอบ ห้ามนำของส่วนตัวเข้าห้อง ป้องกันทุจริต

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แจงมาตรการคุมเข้มการสอบคัดเลือก ป้องกันการทุจริต ย้ำนักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจกฎ

7 มี.ค.69 ดร.บุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เปิดเผยถึงภาพรวมการสอบคัดเลือกนักเรียนที่มีผู้สมัครจำนวนมหาศาลกว่า 1.38 หมื่นคน ว่าทางโรงเรียนได้กำหนดข้อบังคับไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อความเป็นธรรมและป้องกันช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริตได้

ผู้อำนวยการฯ ระบุว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นมาตรฐานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปี ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนส่วนใหญ่ได้รับทราบและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม พบว่ามีนักเรียนส่วนน้อยที่วางสิ่งของไว้หน้าห้องสอบเนื่องจากความเร่งรีบ ซึ่งทางโรงเรียนไม่สามารถผ่อนปรนให้นำสิ่งของต้องห้ามเข้าห้องสอบได้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทั้งนี้ สนามสอบได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และจุดบริการฝากของไว้รองรับอย่างเพียงพอ พร้อมกำชับให้นักเรียนตรวจสอบเฉพาะอุปกรณ์ที่อนุญาต ได้แก่ อุปกรณ์เขียนและเอกสารแสดงตนเท่านั้น ส่วนสิ่งของอื่นๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋า หรือแม้แต่กระดาษโน้ต ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.โชว์ ‘รถรับทุเรียน-เครื่องผ่ามะพร้าว’ แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.โชว์ 'รถรับทุเรียน-เครื่องผ่ามะพร้าว' แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.โชว์ ‘รถรับทุเรียน-เครื่องผ่ามะพร้าว’ แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.ยอแซฟวิทยา จันทบุรี โชว์ ‘รถรับทุเรียนอัจฉริยะ-เครื่องผ่ามะพร้าว’ แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนยอแซฟวิทยา จังหวัดจันทบุรี เปลี่ยนพื้นที่โรงเรียนให้กลายเป็นเวทีแห่งความคิดสร้างสรรค์ จัดงานแสดงผลงานนวัตกรรมนักเรียน โดยได้รับเกียรติจาก นางสาววรรณ คำภา ศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางคณะผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองที่เข้าร่วมชมความสามารถของเยาวชนอย่างล้นหลาม

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ผลงานของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่หยิบยกปัญหาใกล้ตัวและปัญหาในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง อาทิ รถรับลูกทุเรียนอัจฉริยะ: นวัตกรรมที่ช่วยรับผลทุเรียนจากต้นเพื่อลดการกระแทกและเพิ่มความปลอดภัยให้เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี , เครื่องผ่าลูกมะพร้าวกึ่งอัตโนมัติ: ช่วยทุ่นแรงและเพิ่มความรวดเร็ว ปลอดภัยในการทำงาน , รถยกขนย้ายเก้าอี้แบบไร้สาย: ลดภาระการใช้แรงงานคนในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์จำนวนมาก และ เครื่องซ้อมตบวอลเลย์บอลอัจฉริยะ: ระบบป้อนบอลและนับจำนวนครั้งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้นักกีฬา

ซิสเตอร์ณัฐวรรณ อติชาติธานินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า โรงเรียนมุ่งเน้นให้นักเรียนได้คิด ทดลอง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือกับ เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) โดยมี นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ เป็นผู้สนับสนุนแนวทางเทคโนโลยี ซึ่งนายเอกสิทธิ์เชื่อมั่นว่าเด็กไทยมีศักยภาพสูงมากหากได้รับเครื่องมือที่ถูกต้อง

ด้าน ศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี กล่าวชื่นชมว่า นี่คือการเรียนรู้แห่งอนาคตที่นำความรู้มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้อย่างน่าประทับใจ ส่งผลให้ปัจจุบันโรงเรียนยอแซฟวิทยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมที่สุดของจังหวัด พร้อมเป็นต้นแบบในการสร้างเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

/////////////-026

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! เปิดหลักสูตร AI ปั้นเด็กไทยสู่ ‘พลเมืองดิจิทัล’

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! เปิดหลักสูตร AI ปั้นเด็กไทยสู่ 'พลเมืองดิจิทัล'

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! เปิดหลักสูตร AI ปั้นเด็กไทยสู่ ‘พลเมืองดิจิทัล’

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! จับมือพันธมิตรเทคโนโลยี เปิดตัวหลักสูตร AI และนวัตกรรม ปั้นเด็กไทยสู่ ‘พลเมืองดิจิทัล’ แห่งศตวรรษที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ ‘ห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัล

ในพิธีดังกล่าว อาจารย์นิติ เรืองรัตนากร ผู้จัดการโรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา ได้ร่วมลงนามกับ นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) องค์กรชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการเรียนรู้ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้าน AI เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรสมัยใหม่ที่ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ เติบโตเป็น พลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen) ที่มีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21

ภายในงานมีคณะผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง อาทิ อาจารย์สินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร (รองผู้จัดการโรงเรียน) , อาจารย์วินัย สิทธิดา (ผู้อำนวยการโรงเรียน) , สิบเอกสุรบดินทร์ ภูผิวฟ้า (ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการศึกษาและองค์กร) , อาจารย์เบ็ญจวรรณ์ เป็งเมืองลวง (ผู้อำนวยการแผนการเรียน ICET) และคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทางด้านห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส จะทำหน้าที่สนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่าง ‘ภาคการศึกษา’ และ ‘ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี’ เข้าด้วยกัน

โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสูง และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง

////////////-026

แห่สมัคร 13,895 คน มากสุดเป็นประวัติการณ์ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา สพฐ.ตรวจเยี่ยมสนามสอบ

แห่สมัคร 13,895 คน มากสุดเป็นประวัติการณ์ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา สพฐ.ตรวจเยี่ยมสนามสอบ

แห่สมัคร 13,895 คน มากสุดเป็นประวัติการณ์ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา สพฐ.ตรวจเยี่ยมสนามสอบ

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

นร.ทั่วประเทศแห่สอบเข้า ม.4 “เตรียมอุดมศึกษา”  13,895 คน รับได้ 1,520 คน สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ย้ำจัดสอบโปร่งใส เป็นธรรม

7 มีนาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 เมืองทองธานี

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รับจำนวน 1,000 คน ผู้สมัคร 10,220 คน / แผนการเรียนภาษา–คณิตศาสตร์ รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,245 คน / แผนการเรียนภาษา–ฝรั่งเศส รับ 80 คน ผู้สมัคร 431 คน / แผนการเรียนภาษา–เยอรมัน รับ 80 คน ผู้สมัคร 387 คน / แผนการเรียนภาษา–ญี่ปุ่น รับ 80 คน ผู้สมัคร 466 คน / แผนการเรียนภาษา–จีน รับ 80 คน ผู้สมัคร 668 คน / แผนการเรียนภาษา–สเปน รับ 40 คน ผู้สมัคร 228 คน และแผนการเรียนภาษา–เกาหลี รับ 40 คน ผู้สมัคร 250 คน

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่าภาพรวมการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการสถานที่สอบ ณ เมืองทองธานี อย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและกำชับให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน

“ขอให้ผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนมั่นใจว่า สพฐ. มีที่เรียนเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ตามนโยบายของ สพฐ. โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสและรักษามาตรฐานทางการศึกษา เพื่อปั้นเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรมในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 ในรอบการสอบห้องเรียนปกติของโรงเรียนทั่วประเทศได้
 

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก ‘AACSB’ พร้อมสร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก 'AACSB' พร้อมสร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก ‘AACSB’ พร้อมสร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.52 น.

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก AACSB ตอกย้ำศักยภาพ Business School ไทย สร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

6 มีนาคม 2569 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMUBS) ได้รับการประเมินต่ออายุการรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีระดับโลกจาก AACSB (Association to Advance Collegiate Schools of Business) อีกวาระหนึ่ง สะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจไทย ในการรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษาตามเกณฑ์สากลอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและธุรกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย CMUBS นับเป็นหนึ่งใน 9 สถาบันไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก AACSB ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการได้รับการต่ออายุการรับรองในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองคุณภาพ หากแต่เป็นกรอบการพัฒนาที่กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงานของคณะอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาคุณภาพคณาจารย์ การออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์และพันธกิจสู่การปฏิบัติ ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรวจสอบและวัดผลได้ในระดับสากล

ในมิติของผู้เรียน CMUBS มุ่งพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับการศึกษา ทั้งปริญญาตรี โท และเอกให้สอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติ พร้อมส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Societal Impact) ผ่านงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ ความร่วมมือกับภาคธุรกิจและชุมชน ตลอดจนการผลักดันบทบาทผู้นำทางความคิดที่มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้มิใช่เพียงผลลัพธ์ของกระบวนการประเมิน หากเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือจากคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อน CMUBS อย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งในด้านคุณภาพบัณฑิตและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภู นิมานันท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การผ่านการประเมินต่ออายุ AACSB ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำศักยภาพของ CMUBS ในการดำเนินงานตามมาตรฐานนานาชาติ และนับเป็นความภาคภูมิใจของคณะฯ อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญมิได้หยุดอยู่ที่การได้รับการรับรอง หากคือการนำมาตรฐานดังกล่าวไปต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสร้างบัณฑิตที่มีองค์ความรู้ ความคิดเชิงกลยุทธ์ และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมก้าวสู่บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก”

สำหรับ AACSB ถือเป็นองค์กรรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลกเพียงประมาณร้อยละ 6 ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมทั้งคุณภาพหลักสูตร ผลลัพธ์การเรียนรู้ งานวิจัย ความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ และการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล การได้รับการต่ออายุการรับรองในครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเข้มแข็งของระบบคุณภาพ และศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยสู่เวทีโลก

CMUBS ยังคงมุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำของประเทศ ที่บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมและผู้นำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในมาตรฐานระดับโลกเป็นรากฐานสำคัญ ภายใต้แนวคิด “มาตรฐานโลก เปิดประตูสู่โอกาสที่กว้างกว่า” เพื่อขยายขอบเขตโอกาสของผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษาให้ก้าวไกลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ซาบีดา ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ

ซาบีดา ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ

ซาบีดา ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

“ซาบีดา” ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ หวังช่วยส่งเสริมส่งออกวัฒนธรรมอัตลักษณ์ สู่เวทีนานาชาติ พร้อมยกระดับชุมชน ส่งต่อคนรุ่นใหม่ศึกษาเรียนรู้ มุ่งผลักดันพลังวัฒนธรรม ให้เกิดรายได้จริง สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ : ข้าวใหม่ ปลามัน สืบสานตำข้าวเม่า ภูมิปัญญาเก่า ไทยทรงดำ ณ วัดสระบ้านกล้วย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งประเพณี ตำข้าวเม่าและวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ นับเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ส่งคุณค่า เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สอดคล้องกับนโนบาย Unseen Thai Thai ในการยกระดับชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน ซึ่งประเพณีพื้นบ้านนี้สะท้อนวิถีชีวิตและความสามัคคีของชาวไทยทรงดำ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษอันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมด้วยนโยบายไท ไทย สืบสานสร้างสรรค์นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน เปลี่ยนพลังวัฒนธรรมให้เป็นรายได้จริง โดยนำทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาส่งเสริมและต่อยอดสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสังคมที่เข้มแข็งและสนับสนุนเศรษฐกิจวัฒนธรรมให้เติบโต

นางสาวซาบีดา ระบุว่า การจัดประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ ไม่เพียงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างงานสร้างรายได้นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  จึงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันส่งเสริมผลักดัน ไม่ใช่เพียงในจังหวัดกาญจนบุรี แต่ต้องให้พี่น้องชาวไทยได้รู้จักรับรู้รับทราบ และการที่มีชาวไทยทรงดำ จากจังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดอื่นๆในประเทศไทย มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย เป็นการสร้างเครือข่ายที่มีความแน่นแฟ้น สามัคคี และที่สำคัญคือมีความเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นเรื่องง่ายในการส่งออกวัฒนธรรมอัตลักษณ์เหล่านี้ ไปสู่เวทีนานาชาติได้ จึงอยากให้ทุกคนร่วมกันส่งเสริมและรักษาอัตลักษณ์เหล่านี้ไว้ เพื่อจะส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ และที่สำคัญภูมิปัญญาเก่าเราก็ไม่ทิ้ง ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น เมื่อคนรุ่นใหม่ต้องการเรียนรู้ศึกษา จะได้มีแหล่งเรียนรู้ พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำงานบูรณาการร่วมกันทำให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ ขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือที่น่าชื่นชม 

สำหรับกิจกรรมในงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ : ข้าวใหม่ ปลามัน สืบสานตำข้าวเม่า ภูมิปัญญาเก่า ไทยทรงดำ มีพิธีแปงขวัญ ร่วมกิจกรรมตำข้าวเม่า การสาธิตภูมิปัญญาไทยทรงดำ รำแคนไทยทรงดำ และการแสดงทางวัฒนธรรม รวมถึงการเดินแบบแฟชั่นโชว์ ชุดไทยทรงดำด้วย

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ-นายกฯ ตรวจเยี่ยมการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-แสนแสบ

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ-นายกฯ ตรวจเยี่ยมการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-แสนแสบ

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ-นายกฯ ตรวจเยี่ยมการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-แสนแสบ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ

6 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 07.00 น.ที่ผ่านมา พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ คลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพฯ

โครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ เป็นโครงการในพระราชดำริตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยขับเคลื่อนการพัฒนาและฟื้นฟูภูมิทัศน์เมืองให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนริมคลอง พลิกฟื้นชีวิตให้กับลำน้ำสายสำคัญของประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้ลงเรือตรวจติดตามสภาพพื้นที่ ตั้งแต่บริเวณท่าเรือแยกหลานหลวง ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยล่องไปตลอดเส้นทางคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค สะพานผ่านฟ้าลีลาศ คลองโอ่งอ่าง ไปยังท่าเรือชั่วคราว ข้างสะพานดำรงสถิต (สะพาน SCG) ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร ก่อนรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมโครงการฯ และความก้าวหน้า อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบ การปรับปรุงภูมิทัศน์ การปรับปรุงทางเท้า การจัดการฐานเสาไฟฟ้าและแสงสว่าง ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณรอบเมือง พร้อมให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

– 006

ประจักษ์สายตาชาวโลก ซาบีดาเดินหน้าRoadshow ดันชุดไทยพระราชนิยม ผงาดมรดกโลก

ประจักษ์สายตาชาวโลก ซาบีดาเดินหน้าRoadshow ดันชุดไทยพระราชนิยม ผงาดมรดกโลก

ประจักษ์สายตาชาวโลก ซาบีดาเดินหน้าRoadshow ดันชุดไทยพระราชนิยม ผงาดมรดกโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

ประจักษ์สายตาชาวโลก! ”ซาบีดา“ เดินหน้า Roadshow “ชุดไทยพระราชนิยม” สร้างการรับรู้ในเวทีโลก นำร่อง เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก่อนยูเนสโก (UNESCO) พิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปลายปี 2569 นี้   

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้า โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล กิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยม ในประเทศ และต่างประเทศ (Roadshow) ครั้งที่ 1 ณ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายพจน์ หาญพล, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์, นางศรินดา จามรมาน, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, นางปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย และ นางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมสารนิเทศ  พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อร่วมกันผลักดันภูมิปัญญาไทยให้สง่างามบนเวทีโลก เข้าร่วมประชุม ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ซึ่งการจัดงาน Kick-off ครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ​โอกาสนี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จฯ ทรงเปิดงานและทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ในวันที่ 9 เมษายน 2569 นี้ ในคราวเดียวกันด้วย 

นางสาวซาบี ย้ำชัดว่า กิจกรรมนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้และเน้นย้ำให้นานาชาติได้รับรู้ถึง ชุดไทยพระราชนิยม ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย และเป็นการตระเตรียมความพร้อมก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณาขึ้นทะเบียนชุดไทย เป็นมรดกโลกในช่วงปลายปี 2569 นี้  นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า คณะทำงานจะดำเนินการสร้างการรับรู้เรื่องชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศอาเซียนเพิ่มเติมด้วย

เผยสถิติน่าตกใจ เด็ก-เยาวชนเชียงราย เผชิญภาวะทุพโภชนาการเสี่ยงป่วย

เผยสถิติน่าตกใจ เด็ก-เยาวชนเชียงราย เผชิญภาวะทุพโภชนาการเสี่ยงป่วย

เผยสถิติน่าตกใจ เด็ก-เยาวชนเชียงราย เผชิญภาวะทุพโภชนาการเสี่ยงป่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

เผยเด็ก-เยาวชนเชียงรายกำลังเผชิญภาวะทุพโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญเผยสถิติน่าตกใจ-เสี่ยงป่วย พชภ.จับมือเครือข่ายสนับสนุนโครงการ”เด็กกายดี” ส่งเสริมการละเล่นภูมิปัญญาดั้งเดิม- ชูอาหารท้องถิ่นปลอดภัย

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเวียงอินน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมระดมสมอง “การสร้างเสริมวิถีสุขภาวะเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ต้นน้ำจังหวัดเชียงราย” ภายใต้โครงการ เด็กกายดี โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนให้เด็กและเยาวชนให้มีสุขภาพกาย-ใจที่ดีใน 34 โรงเรียน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเวียงแก่น แม่จัน แม่ฟ้าหลวง เชียงของ แม่สรวย และอำเภอเมือง โดยมีผู้อำนวยการและผู้แทนโรงเรียน  คณาจารย์ สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาลตำบล นักโภชนาการ เภสัชกร เข้าร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ. และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบันวิถีชีวิตชุมชนเปลี่ยนไป ความเจริญและร้านสะดวกซื้อกระจายไปถึงบนดอยสูง ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของเยาวชนชาตพันธุ์เปลี่ยนไป จึงเสนอแนวคิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดเก็บภาษีอาหารที่ไม่มีประโยชน์และพลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย พร้อมส่งเสริมความรู้แบบองค์รวมเรื่องการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพกายและจิตที่ดี ลดภาระการรักษาของกระทรวงสาธารณสุข

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว กรรมการมูลนิธิ พชภ. และประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือวิกฤตสุขภาพเด็กยุคนี้เผชิญโรคเบาหวานและโรคอ้วนตั้งแต่อายุน้อย เพราะถูกดึงดูดด้วยอาหารที่ทำลายสุขภาพจากความสะดวกสบายทดแทนอาหารท้องถิ่น จึงต้องเร่งส่งเสริมให้เด็กกลับมาเห็นคุณค่าของอาหารพื้นบ้านที่ปลอดภัย

นางสาวจุฑามาศ ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิ พชภ. กล่าวว่า พชภ. ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 ผ่านโครงการ “เด็กดอยกินดี” ซึ่งพบว่าเด็ก 18% มีปัญหาโภชนาการ และเมื่อเผชิญสถานการณ์โควิด-19 (ปี 2563-2566) การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเริ่มมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ติดหน้าจอสมาร์ตโฟนสูงขึ้น จึงต่อยอดมาสู่โครงการ “เด็กกายดี” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางกาย โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ 1. การส่งเสริมผ่านอัตลักษณ์และพื้นที่โดยร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย

นางสาวจุฑามาศกล่าวว่า 2. การส่งเสริมผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น นำศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นของกลุ่มชาติพันธุ์มาประยุกต์ใช้ เช่น การตบมะผาบ ฟ้อนนกกินกะลา และการละเล่นของชาวอาข่า เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม 3. การเดินศึกษาระบบนิเวศชุมชน จัดกิจกรรมเดินสำรวจป่า เพื่อลดการติดหน้าจอ 4. การสร้างกลไกนโยบายท้องถิ่น บูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสาธารณสุข รวมถึงกิจกรรม “นักสืบกายดี” ที่ประสบความสำเร็จในการดึงนักเรียนให้หันมาเคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 45 คน เป็น 500 คน โดยโครงการมีแผนจะเข้าร่วมลงพื้นที่ อปท.พื้นที่ 6 อำเภอเป้าหมายในการออกแบบกิจกรรมร่วมกัน และเปิดเทอมจะเริ่มกิจกรรมนักสืบกายดีในโรงเรียนเป้าหมาย

ในช่วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นายเอกราช ลือชา อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนและที่ปรึกษาโครงการ เสนอว่า การเชื่อมโยงการละเล่นชาติพันธุ์เข้ากับการออกกำลังกายจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความสนุกสนาน แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการคัดสรรวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย ปราศจากสารพิษ เพราะหากออกกำลังกายแต่อาหารไม่ได้คุณภาพก็ไร้ประโยชน์

ขณะที่ นายจักรพรรณ ชื่นโชคชัย ข้าราชการบำนาญและตัวแทนผู้สูงอายุ กล่าว ว่าบทบาทของผู้ปกครองเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการเป็นแบบอย่าง ทั้งการพาลูกหลานออกกำลังกาย เช่น การเดินหมื่นก้าว หรือการเล่นกีฬาครอบครัว รวมถึงการตระหนักถึงแหล่งที่มาของอาหาร โดยสนับสนุนให้ครอบครัวและโรงเรียนหันมาปลูกผักสวนครัว เพื่อลดการพึ่งพาพืชผักจากต่างถิ่นที่อาจมีสารตกค้าง

น.ส.พรพรรณ เจริญปัญญากิจ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ สสจ.เชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมของเด็กวัยเรียนวัยรุ่น พฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมาก จึงตั้งเป้าหมายคือต้องควบคุมให้เด็กมีพฤติกรรมนี้ ไม่เกิน 13 ชั่วโมงต่อวัน และตั้งเป้าให้มีกิจกรรมที่เพียงพออยู่ในระดับร้อยละ 40 ส่วนแนวโน้มภาวะโภชนาการเด็กอายุ 6-14 ปี ย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2563-2567) ภาวะสูงดีสมส่วน มีแนวโน้ม “ลดลง” จากร้อยละ 63.5 ในปี 2563 เหลือเพียง ร้อยละ 56.0 ในปี 2567 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้องได้มากกว่าร้อยละ 59

น.ส.พรพรรณ กล่าวว่า ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน มีแนวโน้ม “ทรงตัวในระดับสูง” โดยในปี 2568 อยู่ที่ ร้อยละ 14.9  ภาวะเตี้ย ในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 10.9 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 10 สถานการณ์ โรค NCDs เด็ก 6-14 ปี จ.เชียงราย ย้อนหลัง 3 ปีคือ 2566-2568 มีข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเด็กเชียงรายป่วยเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง  และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โรคเบาหวาน ตัวเลขขยับสูงขึ้นทุกปี จาก 169 คน ปี 2566 จำนวน 173 คน ปี 2567 พุ่งสูงถึง 198 คน ในปี 2568 โรคความดันโลหิตสูง ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน จาก 177 คน ปี 2566 จำนวน 186 คน (ปี 2567) ทะลุถึง 204 คน ในปี 2568

นายอินชัย อุ่นหน้อย รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ข้อมูลที่นักวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงราย นำเสนอ สะท้อนให้เห็นว่าสถานะทางสุขภาพของเด็กไทย รวมถึงเด็กเชียงรายใน 6 อำเภอเป้าหมาย กำลังเผชิญภาวะทุพโภชนาการ ทั้งผอม เตี้ย อ้วน และเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ให้เห็นว่า รัฐต้องจัดหางบประมาณมหาศาลเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและซื้อยาให้กับเด็ก ดังนั้น หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งเด็ก เยาวชน และคณะครู ข้อมูลสถิติเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับลูกหลานต่อไป

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือ นร.ปรีชานุศาสน์-ผลผลิตหลักสูตร AI

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือ นร.ปรีชานุศาสน์-ผลผลิตหลักสูตร AI

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือ นร.ปรีชานุศาสน์-ผลผลิตหลักสูตร AI

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือนักเรียนปรีชานุศาสน์ ผลผลิตจากหลักสูตร AI สร้างนักคิดรุ่นใหม่แก้ปัญหาได้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนปรีชานุศาสน์ ได้จัดกิจกรรมวันวิชาการอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ธีม ‘นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์’ ณ สนามโรงเรียนปรีชานุศาสน์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้เรียนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยได้รับเกียรติจาก บาทหลวงยอด เสนารักษ์ ประธานกรรมการบริหารสถานศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยบาทหลวงสมภพ แซ่โก ผู้อำนวยการ พร้อมด้วย ซิสเตอร์มัยตรี สุระเสียง รองผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร คณะครู และผู้ปกครอง ร่วมชมผลงานของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก นักเรียนได้นำเสนอผลงานที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าสนใจ ได้แก่ ตู้คืน–ยืมลูกบาสอัจฉริยะ: นวัตกรรมแก้ปัญหาอุปกรณ์กีฬาสูญหาย ช่วยจัดการระบบการยืม-คืนอย่างเป็นระเบียบและปลูกฝังความรับผิดชอบ ตู้เก็บโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ: เสริมสร้างวินัยในห้องเรียนด้วยระบบจัดเก็บที่ปลอดภัย ลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างเรียน และ เครื่องเล่นเพลงในโบสถ์: พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในกิจกรรมทางศาสนา ใช้งานง่ายและทันสมัย

ตลอดการนำเสนอ ผู้ปกครองต่างชื่นชมในความสามารถของนักเรียนที่สามารถอธิบายแนวคิดและกระบวนการทำงานได้อย่างมั่นใจ สะท้อนถึงการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ‘คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น’ ซึ่งทางโรงเรียนได้รับการสนับสนุนด้านหลักสูตรนวัตกรรมและ AI จาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ที่ร่วมพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวทันโลกอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนปรีชานุศาสน์เปิดรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อสร้างโอกาสในการค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่และเติบโตเป็นผู้นำแห่งอนาคตผ่านการศึกษาเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง

//////////-026