กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.48 น.

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯ ลงพื้นที่บึงกาฬ ขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดน มอบทุน 15 ทุน หนุนพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้แทนจาก กองทัพบก ร่วมกับกลุ่มทุนปรัชญาเพื่อความมั่นคง และหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดนไทย–ลาว ควบคู่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่

ช่วงเช้าคณะได้ประชุมหารือ ณ ห้องประชุม ศปก.ตม.บึงกาฬ โดยมี พ.อ.วาริส ทรวงโพธิ์ หน.สนผ.ฝกร.ศปก.ทบ. เป็นประธานการประชุม มีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วม รวมถึงผู้แทนหอการค้าจากแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการ “People to People Connectivity” มุ่งสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน เสริมความเข้มแข็งของชุมชนชายแดนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยัง โรงเรียนบ้านห้วยเชื่อมเหนือ ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จัดกิจกรรม CSR มอบทุนการศึกษา จำนวน 15 ทุน เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนและครอบครัว

ในช่วงบ่าย คณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หลัก ตำบลโคกก่อง ติดตามการดำเนินงานตามแผนหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนาน โดยส่งเสริมการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ก่อนปิดภารกิจด้วยการเยี่ยมชมกิจการชุมชนในพื้นที่ตำบลชัยพร

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือบูรณาการของภาครัฐและเอกชน ในการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–ลาว ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.16 น.

ในหลวง-พระราชินี รักษาราชการแทนผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ พลทหาร ปวิวัตร์ มีมานะ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พลทหาร ปวิวัตร์ ฯไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ พลทหาร ปวิวัตร์ ฯ อย่างหาที่สุดมิได้

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดประชุมชี้แจงการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Public- Private -Partnership : PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา  โดยมีผอ.สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) 77 จังหวัด เข้าร่วมประชุม  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

โดยกิจกรรมการประชุม ประกอบด้วย การมอบนโยบายและการเสวนาวิชาการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน  และแนะนำการเข้าใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการ ระบบ DVE-PPP Management System)

นายวิทวัต  ปัญจมะวัต  รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า นโยบายการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้  มีเป้าหมายแนวทาง 4  ข้อ ได้แก่ 1.การเตรียมตัวผู้เรียนอาชีวศึกษาทวิภาคีก่อนไปฝึกประสบการณ์วิชาขีพในสถานประกอบการ โดยพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และระเบียบวินัย รวมไปถึงทักษะที่จำเป็นในสถานประกอบการ โดยอบรมอย่างน้อย 30 ชั่วโมง และเริ่มพัฒนาตั้งแต่บัดนี้ เพื่อจะได้มีความพร้อมที่ผู้เรียนจะออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ , 2.การวิเทศผู้เรียนที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ครูผู้สอนสามารถทำได้ทั้งแบบ Onsite และแบบ Online ซึ่งควรวิเทศ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง , 3.สถานศึกษาจะต้องจัดทำportfolioให้ผู้เรียนได้นำไปให้สถานประกอบการ เพื่อประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของผู้เรียน โดยสถานประกอบการจะประเมินทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนของผู้เรียน ถ้าหากผู้เรียนมีจุดอ่อนเรื่องใด  สถานศึกษาจะต้องกลับมาพัฒนาสมรรถนะซ่อมเสริมเพิ่มเติมให้กับผู้เรียน โดยพัฒนา อย่างน้อย 30 ชั่วโมง เพื่อคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี และ 4.การทำความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  โดยจัดพื้นที่รับผิดชอบ 1 สำนักงานอาชีวศึกษา (สอจ.) 1  นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลความต้องการกำลังคนสถานประกอบการ (ระบบ DVE – PPP Management System)เพื่อจัดทำเป็นระบบข้อมูลกลาง โดยขอความร่วมมือ สอจ.เป็นผู้รายงานและนำข้อมูลที่ผ่านมา เข้าสู่ระบบเป็นข้อมูลกลางเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

“ศูนย์อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ยังได้จัดทำคู่มือการดำเนินงานประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ฉบับสถานศึกษา และฉบับสถานประกอบการ  ในรูปแบบ E -book เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า

ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุม (ระดับภูมิภาค) เพื่อชี้แจงการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในระดับผู้ปฏิบัติงานตามนโนบาย ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  รองผอ.สถานศึกษาด้านแผนงานและความร่วมมือ และรองผอ.สถานศึกษาด้านวิชาการ หัวหน้างานความร่วมมือ และหัวหน้างานทวิภาคี  รวม 4 คนขอวแต่ละสถานศึกษา โดยกำหนดจัดประชุมภูมิภาค ดังนี้ 5 มีนาคม 2569 โซนภาคอีสานตอนบน ณ จ.ร้อยเอ็ด , 10 มีนาคม 2569  โซนภาคอีสานล่าง ณ จ.นครราชสีมา , 12 มีนาคม 2569 ภาคเหนือ ณ จ.เชียงใหม่ , 31 มีนาคม 2569 ภาคใต้ ณ จ.ภูเก็ต , 2 เมษายน 2569 ภาคกลาง   ณ จ.ลพบุรี , 7 เมษายน 2569 ภาคตะวันออก ณ จ.ชลบุรี

ม.แม่โจ้ – เครือซีพี ผนึกป่าชุมชน ขับเคลื่อน ‘ป่าปลอดเผา’ ‘ลดไฟป่า – PM2.5’ สู่เป้าหมาย SDGs บนเวที ASCN & SUN Thailand Conference (2025)

ม.แม่โจ้ – เครือซีพี ผนึกป่าชุมชน ขับเคลื่อน ‘ป่าปลอดเผา’ ‘ลดไฟป่า - PM2.5’ สู่เป้าหมาย SDGs บนเวที ASCN & SUN Thailand Conference (2025)

ม.แม่โจ้ – เครือซีพี ผนึกป่าชุมชน ขับเคลื่อน ‘ป่าปลอดเผา’ ‘ลดไฟป่า – PM2.5’ สู่เป้าหมาย SDGs บนเวที ASCN & SUN Thailand Conference (2025)

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นำเสนอผลงานด้านความยั่งยืน ในงานประชุมวิชาการประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) ครั้งที่ 10 ควบคู่กับการประชุม Asian Sustainable Campus Network (ASCN 2025) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งการนำเสนอผลงานครั้งนี้ เป็นการนำเสนอ “โครงการป่าปลอดเผา เครือข่ายความร่วมมือป่าชุมชน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่” โดย ผศ.ดร.แสนวสันต์ ยอดคำ ผู้ช่วยอธิการบดี และอาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ นางศิริลักษณ์ บ่อสร้าง ผู้จัดการฝ่ายด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นความร่วมมือในการดำเนินงานกับเครือซีพี ภายใต้โครงการ “ซีพีความดี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ป่าปลอดเผา” จ.เชียงใหม่

โครงการดังกล่าวมุ่งจัดการเศษใบไม้ในป่าชุมชน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ก่อให้เกิดไฟป่าและหมอกควัน ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง เพื่อลดการเผาในที่โล่ง ลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่า ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถขยายการดำเนินงานครอบคลุม 10 ป่าชุมชน ใน 3 ตำบล พื้นที่รวมกว่า 10,875 ไร่ จัดเก็บใบไม้ได้มากกว่า 75 ตัน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้กว่า 84 ตัน สร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการดูแลทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน

สำหรับความสำคัญของเวทีการประชุมดังกล่าว เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Sustainable University Network of Thailand” หรือ SUN Thailand) เป็นกลไกความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ASCN เป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคเอเชียที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยจากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติด้านการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืนในระดับสากล

การนำเสนอผลงาน “โครงการป่าปลอดเผา” บนเวที ASCN & SUN Thailand conference 2025 จึงไม่เพียงสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่จริง แต่ยังเป็นการยกระดับองค์ความรู้จากชุมชนสู่เวทีวิชาการระดับภูมิภาค และเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในหลายมิติ

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ร่วมกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งทางราง (Thailand Railway Research Network: TRRN) ภายใต้ Hub of Talents โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเวทีกำลังคนขั้นแนวหน้าเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านเทคโนโลยีระบบราง ภายใต้ชื่อ “MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum: อว.สร้างคน เชื่อมอุตสาหกรรมรางแห่งอนาคต” ยกระดับการพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และงานวิจัยด้านระบบรางของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ (สามย่าน)

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการ รวพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “อว. กับการพัฒนาคนและขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบขนส่งทางราง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการลงทุนด้านกำลังคนและเทคโนโลยีขั้นสูงว่า “การพัฒนาระบบรางของประเทศ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องลงทุนใน ‘คน’ และ ‘องค์ความรู้’ อย่างเป็นระบบ กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ประเทศไทยต้องปรับจากที่เป็น ‘ประเทศผู้ซื้อ’ เปลี่ยนบทบาทเป็น ‘ประเทศผู้ผลิต’ ให้ได้ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานระหว่าง Supply side และ Demand side ที่ลงตัว”

ภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวง อว. มุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังคนตลอดช่วงชีวิต (Lifelong Learning) การยกระดับทักษะ (Upskill–Reskill) และการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อให้กำลังคนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยระบบรางถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ต้องอาศัยความรู้สหวิทยาการ ทั้งวิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ พลังงาน และการจัดการระบบขนาดใหญ่

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต กล่าวว่า เวทีนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการสะท้อนบทบาทของการบริหารทุนที่เน้นผลลัพธ์ และการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบาย ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บพค. ยังส่งเสริมกลไกการสร้างระบบนิเวศการพัฒนากำลังคนที่ยั่งยืนผ่านการผลักดันหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางด้านระบบราง โดยมุ่งเน้นกำลังคนทักษะสูงปริญญาโท-เอกแบบแซนด์บอกซ์ (Higher Education Sandbox) จำนวน 2 หลักสูตร โดยการจับคู่ระหว่างภาคอุดมศึกษา-บริษัทเอกชน-สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการผสาน 3 ภาคส่วนรูปแบบ Triple Helix ให้สามารถร่วมกันทำงาน ร่วมลงทุนและร่วมผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูงได้

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร ประธานคณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ทปอ. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายการวิจัยด้านระบบรางว่า เครือข่ายการพัฒนางานวิจัยระบบรางได้เริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 4–5 ปี โดยมีการหารือร่วมกับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และได้รับการสนับสนุนในระยะแรกจากกองทุนส่งเสริม ววน. โดยทุน Fundamental Fund (FF) และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ รวมถึง บพค. ได้ก่อให้เกิดหลักสูตรและโครงการสำคัญ โดยการดำเนินงานในรูปแบบ Consortium เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจและการลงมือทำในระดับที่สามารถดำเนินการได้จริง ทำให้ TRRN ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร และเครือข่ายด้านระบบรางของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างการประลองแข่งขันออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้าจากโจทย์จริง ได้แก่ งาน Railway Challenge โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะเชิงวิศวกรรม การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงระบบ ให้กับนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ภาคอุตสาหกรรม

การจัดงาน MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเชื่อมโยงการลงทุนด้าน อววน. เข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ 'The Future of Human Potential' ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.48 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวแนวคิดและทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้กรอบ “The Future of Human Potential” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตอกย้ำบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของทักษะ แรงงาน และความคาดหวังขององค์กรอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจากสถาบันระดับนานาชาติสะท้อนตรงกันว่า องค์กรจำนวนมาก เริ่มหลีกเลี่ยงการจ้างบัณฑิตจบใหม่ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้เชิงวิชาการ แต่เพราะยังขาด “ศักยภาพที่พร้อมใช้งานจริง” ในโลกการทำงาน

“วันนี้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรกำลังมองหาคนที่เข้าใจตนเอง สื่อสารเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ปรับตัวเร็ว และมีแรงขับภายในในการเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการพัฒนา ‘ศักยภาพมนุษย์’ จึงเป็นภารกิจของทุกฝ่าย เพื่อประเทศชาติ” ดร.ดาริกา กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า แนวคิด Human Potential จึงไม่ใช่คำเชิงนามธรรม แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องทำให้ “จับต้องได้” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจิตวิทยา สมรรถนะการทำงาน และประสบการณ์จริงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในบริบทที่ AI กำลังเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” ของคนที่มีศักยภาพ

“เราเชื่อว่าอนาคตไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับ AI แต่คือการแข่งขันระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ยังไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนวิชา แต่ต้องช่วยให้นักศึกษาค้นพบ ปลดปล่อย และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนา Potentialigence Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการผสานศาสตร์ด้านจิตวิทยาการพัฒนาศักยภาพ เข้ากับ การพัฒนาสมรรถนะ   ที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายอาชีพจริง

โดยโครงสร้างการพัฒนาศักยภาพของ DPU ถูกออกแบบเป็นเส้นทางต่อเนื่องตลอด 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง (Discover) การปลดปล่อยศักยภาพ (Unleash) ไปจนถึงการเร่งศักยภาพสู่การเติบโตในอาชีพ (Accelerate) เพื่อให้นักศึกษาไม่เพียง “เรียนจบ” แต่ “เติบโตพร้อมใช้งานจริง” พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ระบบ DPU Passport ซึ่งเป็นระบบพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Individualized Learning) ผ่านแนวคิด Gamification โดยนักศึกษาจะเริ่มจากการประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment) เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของตนเอง จากนั้นเลือกกิจกรรมหรือ “Quest” ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมาย เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์ คะแนน และสร้างโปรไฟล์ศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการสมัครงานได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รองรับผู้เรียนที่มีสไตล์แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ กิจกรรมแบบ On-site ที่ใช้เครื่องมือเชิงเกมและประสบการณ์เชิงโต้ตอบ รวมถึงบทเรียนออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง

“การเปิดตัวแนวคิด “The Future of Human Potential” ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย ในการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลุกศักยภาพมนุษย์” ให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเราอยากเห็นบัณฑิตที่ไม่เพียงเก่ง แต่รู้คุณค่าของตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรและสังคมได้อย่างมีความหมาย นี่คืออนาคตของการศึกษาที่ DPU ตั้งใจสร้าง” ดร.ดาริกา กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดวิสัยทัศน์ “The Future of Human Potential” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัดพิธีมอบ Human Potential Development Award ให้แก่ 58 องค์กรพันธมิตร จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บริษัท Sea (Thailand) , Thailand Blockchain Association , Yell Bangkok YM.STUDIO COMPANY LIMITED ,  Korean Cultural Center , LigentComm Co., Ltd. , บริษัท จอมธนา จำกัด (อีลี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์) , บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด , บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) , เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน , International Air Transportation Association (IATA) , บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต็อค จำกัด , บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม. กท. 1) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) , บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด , บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) , โรงพยาบาลสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท , ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) , บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , DALI FOODS (THAILAND) CO., LTD. , Hainan Airlines Holding Co., Ltd. , HHA (Thailand) Co., Ltd. , บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จํากัด , บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด , บริษัท สยามมิชลิน จำกัด , บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) , วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า, WACOM Singapore Private Limited , บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) , บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) , InterContinental Hotels Group (IHG) , Marriott International , One Asia Corporation , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , Synergy University, Russia , The Thaiger Pte. Ltd. , ThinkX Global, Singapore , กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม , บริษัท ที.ไอ.ไอ. จำกัด (สถาบันประกันภัยไทย) , บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด , บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) , บริษัท เลอ นีซ จำกัด , ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) , ศูนย์ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ , บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) , องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ , ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี , บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของมหาวิทยาลัย และร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากโลกการทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยตั้งใจมอบรางวัล Human Potential Development Award  เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ และพร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพของนักศึกษาได้รับการค้นพบ พัฒนา ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน โดยมุ่งหวังให้บัณฑิตได้นำเอาศักยภาพของตัวเองไปพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

รมว.นฤมล สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่ จับนักเรียน-ครูเป็นตัวประกัน ยัน ศธ.พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเข้มทั่วประเทศ

11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.45 น. จากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

“มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต”

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! เปิดบ้านนวัตกรรม AI สรรค์สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือนักเรียนหญิงล้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สุเนตร ขวัญดำ ผู้อำนวยการ สพม.พระนครศรีอยุธยา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โดยมี นายอภิรักษ์ กงทอง ผู้อำนวยการโรงเรียน นำชมผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้แบบเดิม สู่โลกแห่งนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรรมศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ

ในงานนี้ ผลงานที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์คือสิ่งประดิษฐ์ด้าน HealthTech ที่ถูกพัฒนาโดยนักเรียนหญิงซึ่งมีความซับซ้อนทัดเทียมกับเทคโนโลยีในสถานพยาบาลจริง ได้แก่ เสาน้ำเกลือติดตามผู้ป่วยอัจฉริยะ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียน ม.4 (เตรียมวิศวกรรมฯ และเตรียมวิทย์-คอมพ์) ที่สามารถติดตามตำแหน่ง วิเคราะห์การเคลื่อนย้าย และส่งข้อมูลแบบ Real-time โดยมีคุณครูทรรศิน อุษาวิจิตร์ เป็นที่ปรึกษา และ รถเก็บถาดอาหารผู้ป่วยระบบอัตโนมัติ โดยเป็นผลงานนักเรียน ม.2 แผนการเรียน SMTE ที่ใช้เทคโนโลยีการนำทางด้วย Lidar (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์) และการประมวลผลเชิงพื้นที่ ซึ่งมักพบในหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม โดยมีคุณครูฐาปนี เทียนมาศ เป็นที่ปรึกษา

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเพียงบทเรียนในตำรา แต่เป็นผลจากการสนับสนุนอย่างเข้มข้นจาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) นำโดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน ที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และวิศวกรรมเชิงนวัตกรรมให้กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้งานได้จริง

กิจกรรม Open House ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ไม่ได้เน้นเพียงวิชาการสามัญ แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรมและ AI” ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นรูปธรรม เตรียมพร้อมสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูงเพื่อรองรับตลาดงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

////////////-026

Dongtaan Racing มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

Dongtaan Racing  มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

Dongtaan Racing มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปิดฉากอย่างสวยงามกับการแข่งขัน TSAE Auto Challenge 2026 โดยทีม Dongtaan Racing จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) โชว์ศักยภาพการออกแบบและวิศวกรรมขั้นสูง รักษาตำแหน่งแชมป์รถแข่ง(Formula Student) ครองถ้วยรวมแชมป์ประเทศไทยเป็น สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

ในปีนี้ ทีมเครื่องยนต์สันดาป (ICV) โชว์ความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าอันดับ 1 รวมเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยกวาดรางวัลชนะเลิศในเกือบทุกหมวดการทดสอบ ทั้งด้านการออกแบบ (Design), การบริหารจัดการต้นทุน (Cost), แผนธุรกิจ (Business) รวมถึงการทดสอบสมรรถนะในสนาม (Dynamic) ทั้ง Skidpad, Acceleration และ Endurance ที่สะท้อนถึงความทนทานและประสิทธิภาพของตัวรถ

นอกจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปแล้ว ทีม Dongtaan Racing EV ยังสร้างผลงานที่น่าจับตามองด้วยการคว้ารางวัล Best Improvement (การพัฒนาการยอดเยี่ยม)และอันดับ 3 ในหมวด Skidpad ตอกย้ำว่าวิศวกรรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศของมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึง “ฝีมือการพัฒนารถของนิสิตไทย” ที่พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากมหาวิทยาลัย คณะอาจารย์ ผู้สนับสนุนภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู AI ลดภาระงานรูทีน

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู  AI ลดภาระงานรูทีน

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู AI ลดภาระงานรูทีน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กทม.2) ในครั้งนี้ คือ “ข้อต่อสำคัญ” ที่ทำให้การเรียนรู้ด้าน AI ต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อจากระดับมัธยมสู่มหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นการส่งต่อระบบนิเวศ “AI University” ของ SPU ลงสู่ระดับมัธยมศึกษาในฐานะ “AI School”

“เรามองว่า SPU ไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษา แต่เป็นฐานนวัตกรรมที่ตั้งใจ ‘ติดอาวุธให้เด็กไทย’ ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงอย่าง RevisionSuccess ความร่วมมือกับ สพม.กทม.2 จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนาตามศักยภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแรงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก” อธิการบดี กล่าวและว่า “เราเชื่อว่าเด็กไทยไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดเครื่องมือที่ช่วยให้เขาเรียนได้ ‘ถูกจังหวะ’ ของตัวเอง ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียน แต่คือการทำให้โอกาสทางการเรียนรู้ ‘เข้าถึงทุกคน’ มากขึ้น”

ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการพัฒนา RevisionSuccess เกิดจากความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหา ของระบบการศึกษาไทยที่นักเรียนเผชิญมาอย่างยาวนาน คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และรูปแบบการสอนแบบเดียวใช้กับทุกคน One-size-fits-all ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีความถนัด จุดอ่อน และความเร็วในการเรียนรู้ต่างกัน เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง พฤติกรรมการใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานและการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง จะเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับฐานสมรรถนะเยาวชนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น

“เราไม่ได้ต้องการแค่ให้เด็กใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องใช้อย่างทรงพลังในการยกสมรรถนะของตนเอง มหาวิทยาลัยศรีปทุมพร้อมเป็นศูนย์กลางหลักในการสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน” ดร.รัชนีพร กล่าว

ดร.รัชนีพร กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ม.ศรีปทุมให้ความสำคัญสูงสุดคือการสร้าง “Creator Mindset” หรือจิตวิญญาณของผู้สร้างนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นวาระระดับชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนสถานะประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้งานเทคโนโลยี’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้ผลิตเทคโนโลยี’ (Creator) อย่างเต็มตัว  “ความสำเร็จของ RevisionSuccess คือข้อพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการพัฒนา AI ระดับสูงได้ หากมีระบบสนับสนุนที่ถูกทาง และ การส่งเสริมสตาร์ทอัพ EdTech ฝีมือคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ”

นางนภาพร พงษ์ขัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ระบุว่า สพม.กทม.2 จะทำหน้าที่เป็น Strategic Sandbox เริ่มนำร่องใน 3 โรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนพรตพิทยพยัต, โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสุวินทวงศ์ ก่อนจะขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 52 โรงเรียนในสังกัด ซึ่งดูแลนักเรียนกว่า 1.1 แสนคน และครูอีกกว่า 6,000 คน ในมิติของครูผู้สอน AI ตัวนี้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ผู้ช่วยสอนอัจฉริยะที่ช่วยลดภาระงานประจำที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดจากคน สูง เช่น การออกข้อสอบที่หลากหลายระดับ หรือการเตรียมเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต่างของนักเรียน ทำให้ครูมีเวลาเหลือไปโฟกัสกับการทำหน้าที่ สร้างแรงบันดาลใจและเป็นเข็มทิศให้เด็กๆ เติบโตไปเป็นบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลก

นายพลวัฒน์ ศิรจินดาภิรมย์ และ นายภูวดิท สุทธาพร ผู้บริหาร RevisionSuccess กล่าวว่า บริษัทฯ มีจุดเริ่มต้นที่มาจาก คนรุ่นใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่ เป็นการรวมตัวกันของเยาวชนไทยที่มีอายุเพียง 16-17 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการ “ชมรม AI” ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มข้นจาก คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ช จนปัจจุบันเปลี่ยนจากโปรเจกต์นักเรียนสู่การจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ EdTech ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ให้บริการผ่านเว็บแอปพลิเคชันรูปแบบ Freemiumให้ใช้งานได้มากว่า AI ทั่วไป มียอดผู้ใช้งานทะลุ 2,000 User หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 โดยทีมพัฒนาเล็งเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในการเรียนรู้ของเด็กไทยคือ “เด็กเก่งรู้สึกเบื่อเพราะบทเรียนช้าไป ขณะที่เด็กตามไม่ทันกลับยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” RevisionSuccess จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือแก้โจทย์นี้โดยเฉพาะ ด้วยการนำ AI อัจฉริยะมาทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้แบบ Real-time เพื่อสร้างบทเรียน ควิซ และบัตรคำช่วยจำ ที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็กคนนั้นๆ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่าย ตรงจุด และไม่น่าเบื่ออีกต่อไป Business Roadmap สู่ความสำเร็จ โดยไตรมาส 1 ปี 2569: เปิดตัวแอปพลิเคชันเต็มรูปแบบบน iOS และ Android สิ้นปี 2569 ตั้งเป้าฐานผู้ ใช้งาน 50,000 User ระยะ 3-5 ปีข้างหน้า  มีสู่เป้าหมาย 1,000,000 User พร้อมขยายฐานสู่ภูมิภาคอาเซียน และเอเชียแปซิฟิก และมีเป้าหมายขยายตลาดไปทั่วโลก

โดยบริษัทฯได้วางกลยุทธ์ใน 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่ม B2B (Business-to-Business) มุ่งเน้นการให้บริการแก่ กลุ่มโรงเรียนและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะ รร.รัฐที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้องจำนวนมา ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยี AI โดยแพลตฟอร์มจะช่วยให้ผู้บริหารและครูสามารถเข้าถึงข้อมูล Dashboard การเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภาพรวมและรายบุคคล ช่วยในการวางแผนหลักสูตรที่ตอบโจทย์สมรรถนะของนักเรียนได้อย่างแม่นยำ และกลุ่ม B2C (Business-to-Consumer)  เจาะกลุ่ม นักเรียนและผู้ปกครองทั่วไป ที่ต้องการตัวช่วยในการเรียนรู้นอกห้องเรียน (Personalized Tutor) ในรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription) เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์จุดอ่อนรายวิชาเชิงลึก และคลังข้อสอบ AI ที่ปรับระดับตามความเก่งของแต่ละบุคคล ช่วยให้เด็กไทยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้