นักศึกษา ม.สวนดุสิต ชนะ 2 รางวัล ประกวด ‘Young Ombudsman Award’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733928

นักศึกษา ม.สวนดุสิต ชนะ 2 รางวัล  ประกวด ‘Young Ombudsman Award’

นักศึกษา ม.สวนดุสิต ชนะ 2 รางวัล ประกวด ‘Young Ombudsman Award’

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักศึกษาโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้รับรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดโครงงาน Young Ombudsman Award ภายใต้แนวคิด “อำนวยความเป็นธรรมและความสะดวกให้แก่ประชาชน” จัดโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

รางวัลชนะเลิศที่ได้รับ จากผลงานโครงงานการศึกษาเรื่อง “แนวทางการลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวภาคประมงทะเล จังหวัดสมุทรสาคร” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จากผลงานโครงงานการศึกษาเรื่อง “กลไกการช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาในการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางสาธารณะ”

นักศึกษาดังกล่าวได้เข้ารับถ้วยรางวัลและโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในงานมอบรางวัล Ombudsman Award 2022 และ Young Ombudsman Award ประจำปี 2566 พร้อมกับผู้รับรางวัลอื่นๆ ไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

อบรมครูแกนนำ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733924

อบรมครูแกนนำ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

อบรมครูแกนนำ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ภูรินท์ ชนิลกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตาก เขต 2 เป็นประธานเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการผู้รับผิดชอบกิจกรรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) โดยมีครูเข้าอบรมจำนวน 50 คน จากโรงเรียน 26 แห่ง และมีวิทยากรจากศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มาเป็นผู้บรรยาย

AIT ร่วมมือ มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ศึกษาสาขาที่สนใจร่วมกันในภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733933

AIT ร่วมมือ มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  ศึกษาสาขาที่สนใจร่วมกันในภูมิภาค

AIT ร่วมมือ มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ศึกษาสาขาที่สนใจร่วมกันในภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.คาซูโอะ ยามาโมโตะ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ร่วมลงนามข้อตกลง (MOU) กับ นางดีพาลี คานนา
รองประธานประจำภูมิภาคเอเชีย มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เพื่อส่งเสริมและเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาที่มีความสนใจร่วมกันในภูมิภาค เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน สุขภาพ การเกษตร และการส่งเสริมอำนาจทางเพศ เป็นต้น โดยมี ศ.โชบลาการ์ ดากาล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และ นางนาตาลี แพคควิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ศ.คาซูโอะ ยามาโมโตะ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีเอเชีย (AIT) กล่าวว่าการร่วมลงนามข้อตกลงกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ทํางานร่วมกันและนำประโยชน์จากจุดแข็งในด้านการศึกษาการวิจัย และความสามารถขององค์กรทั้งสองมาช่วยพัฒนาสร้างโซลูชั่นที่ยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการนำไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาของภูมิภาค

นางดีพาลี คานนา รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ กล่าวว่า มูลนิธิมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการแก้ปัญหา ด้านความคิด และการสนทนาที่ก้าวหน้า เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับ AIT ค้นหาโซลูชันสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองความท้าทายในการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย

AIT เป็นสถาบันนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษาที่ก่อตั้งในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2502 เพื่อเป็นสถานเรียนรู้ระดับสูงในด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการ รวมถึงการวิจัยและการสร้างความสามารถ โดยภารกิจหลักคือการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะระดับสูงและมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทสําคัญในการพัฒนาภูมิภาคและการอยู่ร่วมกันที่นำไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ก่อตั้งมา 110 ปี มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับประเทศไทยมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2460 ด้วยโครงการต่อต้านโรคพยาธิปากขอ และช่วยริเริ่มก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุข และร่วมมือกับรัฐบาลไทยมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2460-2477 เพื่อจัดตั้งการศึกษาด้านการแพทย์และพยาบาลในประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา ได้ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยมหิดลมากกว่า 36 โครงการ มอบทุนกว่า 300 ล้านบาท (ประมาณ 8.8 ล้านดอลลาร์) ในด้านการเกษตร สุขภาพ และโภชนาการในประเทศไทย

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายครูบรรจุใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733922

สพป.พิษณุโลก เขต 2  มอบนโยบายครูบรรจุใหม่

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายครูบรรจุใหม่

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2) นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พบปะ มอบนโยบายผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 13 ราย ก่อนส่งตัวปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ กล่าวให้โอวาท ว่า ก่อนส่งตัวปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา ให้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มศักยภาพในการจัดการเรียนสอนการสอน โดยใช้ Active Learning ใส่ใจ ดูแลความเป็นอยู่ของนักเรียน ประพฤติ
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีมีจิตวิญญาณครู มีจิตอาสาช่วยเหลือผู้บริหาร ครูผู้ปกครอง ชุมชน เชื่อฟังผู้บังคับบัญชาวางแผนด้านการเงิน ค้นคว้า พัฒนา หาความรู้ต่อเนื่อง พร้อมรับการประเมิน เลื่อนวิทยฐานะ หรือเปลี่ยนสายงาน หากมีปัญหาในการปฏิบัติงาน สามปรึกษาบุคลากร สพป.พิษณุโลก เขต 2 ให้ทำงานเต็มที่ และมีความสุขกับการทำงาน

สกสว.ผนึกกำลังPMU ทำ Impact Pathway มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย ตอบโจทย์แผน ววน. ของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734008

สกสว.ผนึกกำลังPMU ทำ Impact Pathway มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย ตอบโจทย์แผน ววน. ของประเทศ

สกสว.ผนึกกำลังPMU ทำ Impact Pathway มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย ตอบโจทย์แผน ววน. ของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.01 น.

สกสว. ผนึกกำลัง PMU ร่วมจัดทำ Impact Pathway มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัย ตอบโจทย์แผน ววน. ของประเทศ

สกสว. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานนโยบาย และหน่วยบริหารจัดการทุน จัดทำเส้นทางสู่ผลกระทบของงานวิจัย (Impact Pathway) สะท้อนการออกแบบแผนงานให้เป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ มุ่งบรรลุเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (Objective Key Results: OKRs) ตามแผนด้าน ววน. ของประเทศ สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ระหว่างวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2566, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ 9 หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU: Program Management Unit) 9 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ศลช.) พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดทำ Impact Pathway ของแผนงานประจำปี 2567 ภายใต้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ.2566-2570 โดยมีที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.วีรสิทธิ์ สิทธิไตรย์  คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ คุณนิสากร จึงเจริญธรรม ที่ปรึกษา สกสว. คณะผู้บริหาร สกสว. ผู้บริหาร PMU และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรม Pullman Bangkok King Power กรุงเทพฯ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึงความสำคัญในการออกแบบ Impact Pathway ว่า เพื่อเป็นการส่งมอบผลลัพธ์ตาม OKRs ของแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในปีที่ 5 (ปี พ.ศ. 2566-2570) นำไปสู่การออกแบบการทำงานแบบมีเป้าหมายรายปี ให้สามารถกำหนดงบประมาณที่ต้องการใช้จริงในแต่ละปีได้ ซึ่งจะทำให้คำของบประมาณมีความน่าเชื่อถือ เพราะได้เห็นถึงแนวทางการทำงานที่ออกแบบไว้แล้ว และหากงบประมาณถูกปรับลดก็สามารถปรับลดบางกิจกรรม ลดทอนค่าเป้าหมาย ขยายเวลาส่งมอบผลลัพธ์ได้อย่างเป็นระบบ หรือสามารถระบุได้ว่างบประมาณที่ถูกลดลงจะส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายของแผนงานอย่างไร นอกจากนี้ Impact Pathway ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนในการส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบต่อกองทุน ววน. 

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสให้หน่วยบริหารและจัดการทุนได้รับทราบและทำความเข้าใจแนวคิด หลักการ การจัดทำ Impact Pathway ร่วมกับ สกสว. เพื่อให้ได้คำของบประมาณที่มีคุณภาพ สามารถนำส่งเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญตามแผนด้าน ววน. ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้รับทราบและทำความเข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ เช่น การทบทวนและปรับปรุง OKRs, แนวทางการจัดทำ KR รายปี อีกทั้งยังได้จัดกิจกรรม Workshop ฝึกปฏิบัติการ ผ่านการแบ่งกลุ่มตามแผนงานย่อย 

ทั้งนี้ สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำแผนด้าน ววน. รวมถึงการจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ให้มีประสิทธิภาพ โดยการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานนโยบาย และหน่วยบริหารจัดการทุน ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญในการจัดทำและขับเคลื่อนแผนด้าน ววน. นั้น คือการทำงานร่วมกับ PMU ตลอดกระบวนการ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายผลสัมฤทธิ์
ที่สำคัญตามแผนด้าน ววน. ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยระบบวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’ร่วมกับคณะสงฆ์สงขลาถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733909

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’ร่วมกับคณะสงฆ์สงขลาถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’ร่วมกับคณะสงฆ์สงขลาถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.26 น.

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’ร่วมกับคณะสงฆ์สงขลาถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด

วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลก ร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดสงขลาหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจังหวัดสงขลา จัดพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) ปีที่ 19 ครั้งที่ 162 และพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 16 ครั้งที่ 127 จำนวน 138 กองทุน ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมภาคใต้ อำเภอบางกล่ำ จ.สงขลา พร้อมถ่ายทอดออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน ZOOM, FACEBOOK LIVE และ YouTube มีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ในช่วงเช้าเป็นพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ภาคสายเป็นพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 16 ครั้งที่ 127 พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 19 ครั้งที่ 162 โดยได้รับความเมตตาจากพระครูสุวัฒนาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา วัดนาทวี เป็นประธานสงฆ์ นายปฎิวัติ ทองเพชรจันทร์ นายอำเภอบางกล่ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานฝ่ายฆราวาส ต่อด้วยพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและผู้แทนกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลกกล่าวความในใจ และเปิดวีดีโอประมวลภาพทบทวนงานฟื้นฟูศีลธรรมโลก ต่อด้วยพิธีเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสาธารณสงเคราะห์

พระครูสุวัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดนาทวี รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “แต่ก่อนเรามีวิชาพระพุทธศาสนาเป็นหลักให้นักเรียนได้เรียน แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นวิชารอง ทำให้ขาดรากเหง้า ที่จะรักษาประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงาม  ที่ชายแดนใต้เราอยู่ด้วยความเอื้ออาทร อยู่แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งพี่น้องไทยพุทธพี่น้องมุสลิม เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การที่วัดพระธรรมกายและกัลยาณมิตรมาช่วยครั้งนี้และช่วยมาหลายสิบปีก็ขออนุโมทนากับวัดพระธรรมกายและญาติโยมกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่ให้ความสำคัญต่อภิกษุสามเณรที่อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัด 4 อำเภอภาคใต้  คือนิมนต์รับถวายสังฆทานบ้าง ช่วยเหลือในช่วงทอดกฐินบ้าง ทางวัดพระธรรมกายและกัลยาณมิตรไม่เคยทอดทิ้งกัน”

ทั้งนี้พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 19 ครั้งที่ 162 และจะจัดอย่างต่อเนื่องจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ส่วนกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ รวม 16 ปี มอบแล้ว 39,461 กองทุน เป็นเงินกว่า 80 ล้านบาท รวมความช่วยเหลือทั้งสิ้นกว่า 387 ล้านบาท

มฟล.พัฒนาศักยภาพด้านการสอนสำหรับพยาบาลพี่เลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733840

มฟล.พัฒนาศักยภาพด้านการสอนสำหรับพยาบาลพี่เลี้ยง

มฟล.พัฒนาศักยภาพด้านการสอนสำหรับพยาบาลพี่เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.36 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พัฒนาศักยภาพด้านการสอนสำหรับพยาบาลพี่เลี้ยงเพื่อการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาลตั้งแต่ชั้นปีที่ 2-4

วันที่ 29 พ.ค.66 สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดโครงการ ‘พัฒนาศักยภาพด้านการสอนสำหรับพยาบาลพี่เลี้ยง’ ที่ห้องพวงชมพู-พู่ระหง อาคาร E-park มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการดูแลการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาลตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลพี่เลี้ยง ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากโรงพยาบาลที่นักศึกษาสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ฝึกปฏิบัติงาน ส่งพยาบาลพี่เลี้ยงเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้จำนวน 59 ท่าน และอาจารย์ใหม่จากสำนักวิชาพยาบาล 4 ท่าน โดยพิธีเปิด มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชมพูนุช โสภาจารีย์ คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม

กิจกรรมนี้จัดขึ้นจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอุบัติใหม่ ผลกระทบจาก PM 2.5 เป็นต้น การปฏิบัติงานวิชาชีพพยาบาลทั้งในด้านการบริหาร การปฏิบัติงานบริการสุขภาพ การวิจัย รวมถึงการศึกษาพยาบาลจึงจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะที่เกิดขึ้น  และสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ที่มีจุดมุ่งหมายให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการปฏิบัติงานของตนเองในอนาคต  

การจัดการศึกษาพยาบาลโดยเฉพาะการฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามมาตรฐานการพยาบาล พยาบาลพี่เลี้ยงประจำหอผู้ป่วยจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุน เพิ่มพูนองค์ความรู้ และทักษะการปฏิบัติการพยาบาลแก่นักศึกษาพยาบาล นำสู่การสร้างพยาบาลรุ่น ใหม่ที่มีศักยภาพในการปฏิบัติพยาบาล

สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มฟล.จึงจัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้ ทักษะในการดูแล และนิเทศการฝึกปฏิบัติงาน รวมทั้งร่วมวางแผนกับอาจารย์พยาบาลในการนิเทศการฝึกปฏิบัติของนักศึกษาพยาบาลตลอดจนเพื่อสร้างเครือข่ายพยาบาลพี่เลี้ยงจากโรงพยาบาลต่างๆ ในการร่วมดูแลและนิเทศนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วย

คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดกิจกรรมว่า “การศึกษาวิชาพยาบาลในยุคศตวรรษที่ 21 นักศึกษาพยาบาลทุกคนจะได้เรียนรู้เนื้อหาภาคทฤษฎีควบคู่กับการฝึกปฏิบัติการพยาบาลที่เน้นให้นักศึกษาสามารถคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสาร และมีความใฝ่รู้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  การเตรียมพร้อมให้กับนักศึกษาพยาบาลเพื่อเป็นพยาบาลวิชาชีพที่คุณภาพในอนาคต  จึงให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมทั้งภาคทฤษฏี  ภาคปฏิบัติในห้องทดลองและการปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์จริง

รวมถึงการเชื่อมโยงทฤษฎีกับสถานการณ์จริงให้นักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  พยาบาลพี่เลี้ยงในหอผู้ป่วยจึงมีส่วนสำคัญยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และทักษะปฏิบัติของนักศึกษาพยาบาลขณะขึ้นฝึกปฏิบัติงาน ในการทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และทักษะในการปฏิบัติการพยาบาล เป็นแบบอย่างของพยาบาลวิชาชีพที่ปฎิบัติงานอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม ใช้องค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้นักศึกษาพัฒนาทักษะ สร้างทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ นำสู่การผลิตพยาบาลวิชาชีพที่มีศักยภาพและคุณภาพในการปฏิบัติพยาบาลตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ”

กิจกรรมตลอด 5 วันมีทั้งในการบรรยายและการฝึกปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น 4 Module และการฝึกปฏิบัติได้แก่ Module ที่ 1 ประเด็นแนวโน้มระบบสุขภาพ และหลักสูตรการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ Module ที่ 2 ศาสตร์การสอน Module ที่ 3 ปรัชญาการเรียนรู้ และบทบาทอาจารย์พี่เลี้ยง Module ที่ 4 รูปแบบและวิธีการจัดการเรียนจัดการสอนในคลินิก และการประเมินผลการเรียนรู้ในคลินิก ก่อนจะมีการฝึกปฏิบัติการออกแบบการจัดการเรียนการสอนทางคลินิกแบบแบ่งกลุ่มย่อย – 003

‘อีวีทัล (eVTOL)’อากาศยานไร้คนขับพลังไฟฟ้า นวัตกรรม‘สจล.’เฟสแรกบินสำรวจพื้นที่ป่า13ล้านไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733717

‘อีวีทัล (eVTOL)’อากาศยานไร้คนขับพลังไฟฟ้า  นวัตกรรม‘สจล.’เฟสแรกบินสำรวจพื้นที่ป่า13ล้านไร่

‘อีวีทัล (eVTOL)’อากาศยานไร้คนขับพลังไฟฟ้า นวัตกรรม‘สจล.’เฟสแรกบินสำรวจพื้นที่ป่า13ล้านไร่

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างนวัตกรรม “อีวีทัล (eVTOL)” เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับขึ้นลงแนวดิ่ง ใช้พลังงานไฟฟ้า มี 3 ขนาด(ขนาด 2.2, 2.5 และ 3.3 เมตร) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อุบัติภัยไฟป่า-น้ำท่วม และปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฟสที่ 1 บินนำร่องสำรวจทำแผนที่ทรัพยากรป่าไม้ของไทยให้อัปเดต11 อุทยานแห่งชาติ 13 ล้านไร่ เผยสมรรถนะสูง บินได้นาน 3 ชม. น้ำหนักเบาและเงียบ ส่งมอบ 14 ลำ แก่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมค่าใช้จ่ายต่อวันถูกหลักพัน เมื่อเทียบกับใช้เฮลิคอปเตอร์หลักแสน

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ปัญหาป่าไม้และอุบัติภัยสิ่งแวดล้อมมีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นพื้นที่ป่าไม้ของกรมป่าไม้ พบว่า ในระหว่างปี 2516-2563 พื้นที่ป่าไม้ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 138.6 ล้านไร่ เหลือเพียง 102.3 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 31.54 ของพื้นที่ประเทศไทย การใช้อากาศยานเพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ยังมีข้อจำกัด

โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ติดตามและเฝ้าระวังหลักนั้นไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งนับแสนบาทดังนั้น วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สจล. จึงได้ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ริเริ่มโครงการและศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อใช้ในการผลิตข้อมูลและจัดทำระบบฐานข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้เป็นปัจจุบัน

ทีมวิจัย สจล.พัฒนานวัตกรรม “อีวีทัล” (eVTOL) หรือ Electric Vertical Takeoff and Landing ประกอบด้วย นาวาตรี ธีระพงษ์ สนธยามาลย์, นายณัฐ พลสาย, นาวาอากาศตรี ปรัชญา เรียนพืช, พันจ่าอากาศเอก ภูริวัฒน์ ศรีทอง, นายสิทธนนท์ สุขสำราญ และ นายจิรายุส จันทะวงค์ ทั้งนี้โดยได้รับทุนวิจัยจาก กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วัตถุประสงค์ของโครงการ 1.เพื่อพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังพื้นที่ป่าและป่าอนุรักษ์ รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยอากาศยานไร้คนขับในรูปแบบขึ้นลงทางดิ่ง (Vertical Takeoff and Landing :VTOL) สำหรับการลาดตระเวนและการสำรวจจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ

2.เพื่อพัฒนาระบบจัดเก็บ แลกเปลี่ยนและแสดงผลข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูง สำหรับสนับสนุนการจัดการพื้นที่ทำกิน ให้บริการแก่ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและแสดงผลข้อมูลสถานการณ์อุบัติภัย ในรูปแบบ Real Time บน Web Map Service และ Mobile Application และ 3.เพื่อจัดทำภาพถ่ายทางอากาศและการบินลาดตระเวนทางอากาศในการสนับสนุนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและน้ำป่าไหลหลาก

ผศ.ดร.เสริมศักดิ์ อยู่เย็น คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติสจล. กล่าวว่า จุดเด่นของ “อีวีทัล (eVTOL)” เมดอินไทยแลนด์ นี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ลูกผสมระหว่างโดรน กับเครื่องบิน ขึ้นลงแนวดิ่ง ไม่ต้องใช้รันเวย์ มีสมรรถนะสูง น้ำหนักเบา ประหยัดพลังงาน บินได้นาน 3 ชม. โดย 1 ชม.สามารถบินครอบคลุมพื้นที่ 1 หมื่นไร่ เสียงเงียบ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความแข็งแรง ปลอดภัย กล้องมีความละเอียดสูงสามารถซูมเห็นทะเบียนรถ มากกว่า Google หลายเท่าตัว

“อีวีทัล (eVTOL)” ยังใช้สำรวจ-ป้องกันอุบัติภัยได้ เช่น การบินทำแผนที่ความลาดเอียงของพื้นที่ (Contour) ทำให้สามารถวิเคราะห์ทิศทางน้ำไหลหลากเพื่อเตรียมการและป้องกันชุมชน หรือพื้นที่เกษตรได้ล่วงหน้า หากเจอจุดควันไฟสามารถส่ง อีวีทัล ขึ้นบินไปดูว่าเกิดจากอะไรและหาพิกัดได้ หรือกรณีคนหลงในป่า สามารถใช้กล้องบน อีวีทัล ตรวจจับคลื่นความร้อนได้

นวัตกรรมนี้มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการนำเข้าประมาณ 20-30% ในระยะยาวการบำรุงรักษาจะถูกกว่า 50% โดยในการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยเพียง 8,500 บาท ต่อวัน ต่อเจ้าหน้าที่ 4 คน เท่านั้น ซึ่งหากใช้เฮลิคอปเตอร์จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายนับแสนบาท โดยทีม สจล. วิจัยพัฒนา “อีวีทัล (eVTOL)” ใช้ระยะเวลา 6 เดือนในรูปแบบ Integration and Customizationจำนวน 3 ขนาด รวม 14 ลำ เพื่อการใช้งานภารกิจนำร่องการบินลาดตระเวนทางอากาศและการทำภาพถ่ายทางอากาศทรัพยากรป่าไม้ของไทย ดังนี้

1.อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก ความยาวปีก 2.2 เมตร ลำตัวเครื่อง 1,200 มิลลิเมตร วัสดุ โฟม EPO, ฟิล์มอลูมิเนียม-พลาสติก, พีวีซี ระยะเวลาการบินสูงสุด 95 นาที (แบตเตอรี่ 1 ก้อน รุ่น 6S 25000 mAh High Voltage Lipo Battery, ไม่มีเพย์โหลด) 70 นาที (ถ้ามีกล้องถ่ายรูป) แรงดันไฟฟ้าที่ใช้ 24 โวลต์ ติดตั้งกล้องถ่ายภาพทางอากาศ แบบหลายช่วงคลื่น นำไปใช้ถ่ายภาพในพื้นที่เป้าหมาย

2.อากาศยานไร้คนขับขนาดกลางความยาวปีก 2.5 เมตร ขนาด 1260 x440 x 460 มิลลิเมตร ลำตัวเครื่อง 1,440 มิลลิเมตร น้ำหนัก 12 กิโลกรัม (รวมแบตเตอรี่) ใช้วัสดุเคฟลาร์ (Kevlar)และวัสดุเชิงประกอบความหนาแน่นสูงเพดานการบินสูงสุด 3,000 เมตร ความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ที่ใช้ หกเซลล์ (6S) 12500 มิลลิแอมป์ ลิเธียมไอออน แบตเตอรี่ 3 ก้อน และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 5000 มิลลิแอมป์ จำนวน 2 ก้อน โดยติดตั้งกล้องถ่ายภาพทางอากาศ และนำไปใช้ในพื้นที่เป้าหมาย

และ 3.อากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ ความยาวปีก 3.3 เมตร ขนาด 1260 x 440 x 460 มิลลิเมตร ลำตัวเครื่อง 1,750 มิลลิเมตร น้ำหนัก 20 กิโลกรัม (รวมแบตเตอรี่) ใช้วัสดุเคฟลาร์ (Kevlar) เพดานการบินสูงสุด 3,000 เมตร ความเร็วสูงสุด 100กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ที่ใช้ฟ็อกซ์เท็ค หกเซลล์ (Foxtech 6S) 8,000 มิลลิแอมป์ Lipo แบตเตอรี่ 2 ก้อน (สำหรับการขึ้นลงแนวดิ่ง) และ Lipo แบตเตอรี่ 16,000 มิลลิแอมป์ จำนวน 4 ก้อน (สำหรับอากาศยานปีกนิ่ง)โดยติดตั้งกล้อง และใช้ในงานลาดตระเวนพื้นที่เป้าหมาย

วิธีการบิน ทีม อีวีทัล สจล.ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับประเทศ จะหาจุดที่มีสัญญาณดีเพื่อตั้งเสาสัญญาณ และกำหนดจุดขึ้น-ลง ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบ คำนวณพื้นที่ วางแผนเส้นทางการบินที่เหมาะสมกับภารกิจ โหลดคำสั่งลงอีวีทัล จากนั้นจึงใช้ Auto Pilot ปล่อยอากาศยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในแนวดิ่งแล้วบินในแนวราบไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ทีมภาคพื้นดินจะตรวจสอบการบินและข้อมูลทางจอแสดงผล หากเจออุปสรรค เช่น บินผ่านพื้นที่อับสัญญาณ หรือเจอเมฆฝน ก็สามารถสั่งการแก้ปัญหา เช่น บินเลี่ยงอุปสรรค หลบฝน หรือบินกลับได้

ในโครงการฯ นี้ ได้มีการพัฒนาเว็บไซต์ทางการ ให้เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ประชาชน และเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์และเข้าถึงได้ผ่านโปรแกรม Web Browser และ Mobile Web Browser ได้โดยตรง ในชื่อโดเมน https://data.warroomuav.com และยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นในชื่อ War Room UAV ที่เข้าถึงได้ผ่าน Mobile Application ในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

ผลการทดสอบ “อีวีทัล (eVTOL)”อากาศยานไร้คนขับพลังงานไฟฟ้า ตลอดระยะเวลา 8 เดือน ประสบความสำเร็จอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการบินในบริเวณที่ราบ หรือเทือกเขาสูง โดยให้ข้อมูลภาพถ่ายที่มีคุณภาพสูง สามารถนำไปวิเคราะห์และจัดทำเป็นฐานข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ และในอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ สามารถถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวกลับมายังสถานีภาคพื้นดินได้อย่าง Real-Time ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง อีกทั้งยังให้ข้อมูลภาพที่แสดงแผนที่ความร้อน เช่น ไฟป่า ได้อีกด้วย

สร้างสถิติครั้งแรกในประเทศไทยทั้งในด้านจำนวนพื้นที่และชั่วโมงบิน โดยทำการบินลาดตระเวนทางอากาศ 10 ล้านไร่ สำรวจเพื่อจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 3 ล้านไร่ ชั่วโมงบินโดยเฉลี่ยของการบินจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและการบินลาดตระเวน 100 ชั่วโมงบิน และจำนวนพื้นที่บิน 11 อุทยานแห่งชาติฯ ทั้งนี้ประโยชน์ของนวัตกรรม “อีวีทัล (eVTOL)” ส่งผลดีต่อการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับฝีมือคนไทย ที่เทียบเท่าระดับโลก

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ได้แก่ อากาศยานไร้คนขับ eVTOL เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอากาศยานหลัก (เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานปีกตรึง) ให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการบิน ตรวจลาดตระเวนได้ทั่วถึงมากขึ้น โดยที่ความเสี่ยงและต้นทุนลดลง อัปเดตแผนที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นปัจจุบัน

ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านทรัพยากรป่าไม้ให้รองรับเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอากาศยาน ทั้งสามารถพัฒนาในด้าน Remote Sensing ในอนาคต นอกจากนี้ยังนำมาประยุกต์ใช้ในงานด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกมาก เช่น ประเมินแปลงเกษตร หรือแปลงปลูกป่ากับปริมาณกักเก็บคาร์บอน ประเมินและจำแนกพืชพันธุ์ในพื้นที่ การวิเคราะห์อุบัติภัย เช่น สถานการณ์ไฟป่า ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก

แผนการพัฒนาในอนาคต สจล.ยังมีแผนงานความร่วมมือเพื่อประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศไทย คือ ในเฟสที่ 2จะนำฝูงอากาศยาน อีวีทัล (eVTOL) ออกบินสำรวจชายฝั่งทะเลไทย โดยร่วมกับกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อถ่ายภาพและทำแผนที่ชายฝั่งให้เป็นปัจจุบัน พัฒนาฐานข้อมูลชายฝั่งของประเทศ เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ปัญหาการกัดเซาะและความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ในอนาคตเฟสที่ 3 อีวีทัล (eVTOL) ยังมุ่งสร้างประโยชน์ความปลอดภัยในพื้นที่เมือง

โดย สจล.มีการหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานตำรวจในแนวทางโครงการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยเพื่อประชาชน โดยใช้เทคโนโลยี อีวีทัล (eVTOL) บินลาดตระเวนสังเกตการณ์ และบริหารจัดการในเมืองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติภัยในอนาคต!!!

‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนต่อฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’ 4จุดแข็งหลักสูตร‘จีนธุรกิจ’วิทยาลัยนานาชาติ‘มธบ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733716

‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนต่อฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’  4จุดแข็งหลักสูตร‘จีนธุรกิจ’วิทยาลัยนานาชาติ‘มธบ.’

‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนต่อฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’ 4จุดแข็งหลักสูตร‘จีนธุรกิจ’วิทยาลัยนานาชาติ‘มธบ.’

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์จุฑามาศ ลิมศุภนาค หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า ในโลกของการทำงานภาษานั้น นับเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการนำพาให้ประสบความสำเร็จในสายงานอาชีพ ปัจจุบันการใช้ภาษาจีนมีอัตราเติบโตมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดขยายไปทั่วทุกมุมโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านภาษาจีนมากขึ้นด้วย ดังนั้น การมีทักษะด้านภาษาจีนจึงเพิ่มโอกาสในการทำงานและได้เปรียบในการทำธุรกิจรวมไปถึงเพิ่มความเป็นมืออาชีพอีกด้วย

หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มธบ. เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนจึงออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาจีนพร้อมกับบูรณาการความรู้เฉพาะทางในสาขาอาชีพต่างๆ ที่นักศึกษาจะได้นำเป็นความรู้ในการประกอบอาชีพตามความต้องการภายหลังจบการศึกษาไม่ว่าจะเป็น ภาษาจีนเพื่อธุรกิจสายการบินภาษาจีนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ภาษาจีนเพื่อการค้าออนไลน์ ภาษาจีนด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ดังนั้น บัณฑิตที่จบออกไปจึงสามารถทำงานได้หลากหลายอาชีพ

“หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ มธบ. เปิดมานานกว่า 36 ปี โดยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนในสาขานี้ นักศึกษาที่มาเรียนที่นี่จะได้เรียนกับอาจารย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศจีนโดยตรง ทั้ง ป.ตรี ป.โท ป.เอก ซึ่งอาจารย์จะมีความเข้าใจในโครงสร้างด้านวัฒนธรรม บริบทต่างๆ ตลอดจนการเติบโตของประเทศจีน โดยความรู้สำคัญที่จะส่งเสริมกับการเรียนภาษาเหล่านี้ นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดควบคู่กับการเรียนรู้ไปด้วย เพราะมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาชาวจีนจำนวนกว่า 3,000 คน ซึ่งนับเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่

นักศึกษาจะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางภาษากับเจ้าของภาษาโดยตรง ได้เรียนรู้การปรับตัวในการอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันในวัฒนธรรมที่แตกต่าง อีกทั้งทุกปีนักศึกษายังมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาไปเรียนคอร์สระยะสั้นในช่วงซัมเมอร์ที่มหาวิทยาลัยของจีนซึ่งเป็นพันธมิตรกัน” อาจารย์จุฑามาศ กล่าว

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกันยังมีทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีนกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีนของเราอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เทียนจิน มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง และยังมีสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ซึ่งให้ทุนมาปีหนึ่งๆ จำนวนกว่า 20 ทุน ที่สำคัญนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่บริษัทที่เป็นพันธมิตรจะรับเข้าทำงานทันที

ทั้งนี้ แม้จะไม่มีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อนก็สามารถเรียนได้ โดยก่อนเปิดภาคเรียนจะมีการปรับระดับภาษาจีนให้มีพื้นฐาน และพอเปิดเรียนแล้วยังมีการจับคู่บัดดี้ที่เป็นนักศึกษาจีน เพื่อให้ได้ฝึกสื่อสารกับเจ้าของภาษาอยู่ตลอดเวลา นักศึกษาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนชาวจีน จะทำให้คุ้นเคยกับเจ้าของภาษาและกล้าที่จะสื่อสาร ส่งผลให้สามารถใช้ภาษาจีนได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมีคลินิกภาษาจีนไว้คอยสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาจีนขอนักศึกษา โดย นักศึกษาสามารถเข้าไปฝึกฝนทักษะการฟัง การพูดการอ่าน และการเขียน หรือติวเพิ่มในส่วนที่เรียนไม่ทันหรือไม่เข้าใจได้ตลอด รวมไปถึงหลักสูตรยังสนับสนุนให้นักศึกษาในชั้นปีที่สูงขึ้นมีประสบการณ์การทำงานในด้านภาษา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ทักษะจากการทำงานจริง ทั้งผ่านการฝึกงาน และการทำงาน Part Time ในสถานประกอบการต่างๆ เช่นการรับงานแปล พนักงานขายสินค้าให้ชาวจีน การเป็นล่ามฝึกหัด ซึ่งจะมีบริษัทติดต่อมาเข้ามาอยู่ตลอดเวลา

“ทางหลักสูตรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงอีกด้วย ที่ผ่านมา Feedback และเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการก็ดีมาก ทั้งยังแสดงความจำนงให้เราส่งนักศึกษาไปทำงานและฝึกงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ (EEC) ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมากขึ้น ยิ่งต้องการแรงงานที่สามารถใช้ภาษาไทย และภาษาจีนอีกด้วย” หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มธบ. ระบุ

อาจารย์จุฑามาศ ยังกล่าวอีกว่านอกจากทักษะด้านภาษาจีนแล้ว มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในทุกด้าน โดยเฉพาะทักษะแรงงานที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราเรียกว่า DPU Core

โดยทักษะเหล่านี้จะถูกฝึกฝนผ่านโครงงานที่เรียกว่า Capstone Project ซึ่งจะเป็นโครงการ ที่ให้นักศึกษาต่างคณะต่างสาขามาร่วมกันทำโครงงาน ซึ่งจะได้ฝึกทุกทักษะที่จำเป็นตั้งแต่ปี 1-2-3 ได้ฝึกลองผิด ลองถูก ในการทำธุรกิจซึ่งนักศึกษาจะได้ทั้งทักษะด้านภาษาจีนและทักษะการทำธุรกิจไปด้วย ที่ DPU จึงต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นตรงนี้ เราให้นักศึกษาฝึกการทำธุรกิจตั้งแต่ปี 1 และเข้มข้นขึ้นในทุกปี สำหรับผู้สนใจหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://arts.dpu.ac.th/th/course/chinese.html

“แรงงานที่พูดภาษาจีนได้นั้น ขาดแคลนจริงๆ ผู้ประกอบการมักจะติดต่อมาอยู่เสมอๆ ขอให้ส่งนักศึกษาไปให้ตลอด นักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจที่จบออกไป จึงเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจมาก และระหว่างที่เรียนนักศึกษายังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ล่าม แปลงาน ประสานงาน ขายสินค้าจากประเทศจีนหรือให้นักท่องเที่ยวชาวจีน หรือ ติวเตอร์ต่าง ๆ” อาจารย์จุฑามาศ กล่าวในตอนท้าย

เด็กไทยเก่ง! คว้า 1 ทอง 1 เงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733742

เด็กไทยเก่ง! คว้า 1 ทอง 1 เงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิก

เด็กไทยเก่ง! คว้า 1 ทอง 1 เงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิก

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.49 น.

เด็กไทยคว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย จากมองโกเลีย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ผู้แทนประเทศไทยที่ไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย ครั้งที่ 23 ประจำปี พ.ศ.2566 (The 23rd Asian Physics Olympiad : APhO 2023) ระหว่างวันที่ 19 – 29 พฤษภาคม 2566 ณ กรุงอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย สามารถทำได้ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เกียรติคุณประกาศ 4 เกียรติบัตร ประกอบด้วย นายธนัชสรศ์ จันทร์เกษมสัตย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญทอง , นายธงไชย อาชาบุณยเสก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญเงิน ,

นายณัฏฐ์เดช เผด็จสุวันนุกูล โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ รางวัลเกียรติคุณประกาศ , นายนพรุจ สอดศรี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง รางวัลเกียรติคุณประกาศ , นายภัทรพล พันธ์เลิศระพี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน , นายอัศวัศ บัวจงกล โรงเรียนชลราษฎรอำรุง จังหวัดชลบุรี เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน , นายปัณณธร เทียนกิ่งแก้ว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน , นายรวินภ โสดาดี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง เกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน

คณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ข้าราชการบำนาญ หัวหน้าทีม ดร.ธารา เฉลิมทรงศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหิดล รองหัวหน้าทีม ดร.ธนสิน นําไพศาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สังเกตการณ์ มูลนิธิ สอวน. ดร.นันท์นภัส ลิ้มสันติธรรม สสวท. ผู้จัดการทีม คณะผู้แทนประเทศไทยฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย 2566 ทั้งนี้ จะเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2566 เวลา 00.30 น.บริเวณโถงผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ ชั้น 2 ประตู 1

– 006