‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดลสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะสถาบันการศึกษา แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับเลือกจาก Harvard Health Systems Innovation Lab มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้เป็น Official Local Hub จัดการแข่งขัน Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 เพื่อคัดเลือกตัวแทนนวัตกรไทยไปแข่งขันในเวที Medical AI ระดับโลก พร้อมประกาศเปิดรับสมัครผู้สนใจอายุ 15–85 ปี ตั้งแต่ วันนี้ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 ชิงเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ รวมถึงโอกาสนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนระดับโลก ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยการแข่งขันเพื่อคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ Mahidol xHarvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนวัตกรรมทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Platform) สำหรับเชื่อมโยงการเรียนรู้ การลงมือพัฒนา และการนำไปใช้จริง พร้อมเปิดกว้างรับผู้สมัครอายุระหว่าง 15–85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ทำงานบนโจทย์ด้านระบบสุขภาพที่สะท้อนปัญหาในโลกความเป็นจริงพร้อมรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก Harvard ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสุขภาพ และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรม HealthTech ผ่านระบบ Mentorship ระดับโลก เพื่อพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานในระบบสุขภาพจริง และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญของโครงการได้แก่ Awards, Incubation & Global Acceleration ชิงเงินรางวัล พร้อมโอกาสเข้าร่วม Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ เพื่อเร่งการพัฒนาจากต้นแบบสู่โครงการนำร่อง งานวิจัย และ Early Startup World-Class Mentorship & Expert Clinics การได้รับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งด้านระบบสุขภาพ การแพทย์ และผู้นำอุตสาหกรรม ผ่านระบบ Mentorship From Concept to Real Prototypeการพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบ AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระบบสุขภาพ พร้อมเส้นทางการต่อยอดเชิงพาณิชย์ Global Pitching & Investment Opportunitiesการนำเสนอผลงานต่อ International Venture Capitalists และพันธมิตรระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสด้านเงินทุนและความร่วมมือ International Innovation & Research Network สร้างเครือข่ายนักนวัตกรรม นักวิจัย แพทย์ และผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ และ Real-World Impact & Societal Value มุ่งเน้นนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้จริง มีความยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงระบบต่อสังคมและระบบสุขภาพอย่างแท้จริง

“กิจกรรมนี้เป็นโอกาสทองสำหรับนวัตกรไทยทุกคน ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาร่วมสมัคร เพราะสิ่งที่จะได้มากกว่าการแข่งขัน คือ ประสบการณ์ในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช่วง Pre-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ กับกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อเตรียมความพร้อมด้วยมาตรฐานระดับโลก สู่การแข่งขันแบบ On-site ที่ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาต้นแบบอย่างเข้มข้น พร้อมแนวทางการต่อยอดสู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์ สำหรับ ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย นอกจากจะได้รับเงินรางวัลแล้ว หากสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 50 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าร่วมช่วง Post-Hackathon Incubation ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab ผ่าน Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ เพื่อเร่งพัฒนาผลงานจากต้นแบบสู่โครงการนำร่อง งานวิจัย และ Early Startup ขณะเดียวกันทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าสู่โปรแกรมพัฒนาเชิงลึก (Venture Building Immersion) พร้อมนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุนและพันธมิตรระดับโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการระดมทุนและขยายผลงานสู่ตลาดสากล” ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวและว่า

การที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับเลือกให้เป็น Official Local Hub ในประเทศไทย สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัย การแพทย์ และนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงความเชื่อมั่นในบทบาทการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านสุขภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับสถาบันการแพทย์และองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมนวัตกรไทยเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกของ Harvard ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยและนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพและมีความสนใจด้านเทคโนโลยีสุขภาพและ AI for Healthcare ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และแสดงศักยภาพบนเวทีระดับนานาชาติ เพื่อสร้าง Talent Pipeline เชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงนวัตกรรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบพร้อมเสริมสร้างแรงจูงใจในการเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องในอนาคต

“นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ แต่มันคือ Journey ในการพาทุกคนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ World-class อย่างแท้จริง เป็นเส้นทางลัดจากกรุงเทพฯ สู่บอสตัน ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุนระดับโลกให้กับนวัตกรไทย” ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับกิจกรรม Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 เปิดรับสมัครทั้งในรูปแบบรายบุคคลและทีม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยที่ผู้สมัครจะได้เข้าสู่กิจกรรมเตรียมความพร้อม Pre-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1– 28 มีนาคม 2569  และการแข่งขันในรูปแบบ On-site ระหว่างวันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมสิทธิ์การคัดเลือกสู่รอบ 50 ทีมสุดท้าย เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม Post-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab ระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2569

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นิรชา ทาราติน โทร. 02-849-6158, 091-575-5113 หรือสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านทาง https://airtable.com/app06PiI7r4PVqBdt/pagFJFqJW3xFqnRFw/form

สอวช. เปิดเวที ‘Carbon Neutrality Campus 2026’ ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

สอวช. เปิดเวที 'Carbon Neutrality Campus 2026' ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

สอวช. เปิดเวที ‘Carbon Neutrality Campus 2026’ ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.26 น.

สอวช. จับมือมหิดล–UNESCAP เปิดเวที Carbon Neutrality Campus 2026 ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero “ดร.สุรชัย” ชี้ ความต้องการแรงงานสีเขียวพุ่งเกือบ 3 แสนคน ภายในปี 2030

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน สัมมนานานาชาติ 2026 Carbon Neutrality Campus Seminar ภายใต้หัวข้อ “Carbon Neutrality in Action: Regional Insights, Local Innovations – From Campus to City” ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) เพื่อผลักดันบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในฐานะแกนกลางการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions

การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายองค์กรเข้าร่วม ได้แก่ ศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือระดับโลกและสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและ ดร. ซังมิน นัม ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา UNESCAP

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเปิดงานว่า การร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานนโยบายระดับประเทศ สถาบันอุดมศึกษา และองค์การสหประชาชาติ ในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศทั่วโลก

ดร.สุรชัย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงพันธกรณีมิติสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ นอกจากนี้ ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System: NIS) และฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ รวมถึงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ยกเป็นกลไกสำคัญในการแปลงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การลงมือทำที่เกิดผลจริงในวงกว้าง

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานนโยบายหลักด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) สอวช. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สอวช. ยังทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย ภายใต้กลไกเทคโนโลยีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และเป็นหน่วยประสานงานการดำเนินงาน Technology Needs Assessment (TNA) และอยู่ในระหว่างการดำเนินการฉบับปรับแก้ไขจากฉบับแรกภายใต้การสนับสนุนของ Global Environment Facility (GEF)

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ประยุกต์บทบาทดังกล่าว สอวช. ได้ริเริ่ม โครงการ Net Zero Campus เพื่อเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเชิงระบบให้มหาวิทยาลัยสามารถแปลงจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสร้างผลกระทบในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าให้ อย่างน้อย 100 มหาวิทยาลัยจากทั้งหมด 172 มหาวิทยาลัย นำเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ไปบูรณาการในนโยบาย แผนงาน และการบริหารจัดการองค์กร พร้อมขยายผลสู่ชุมชนและภาคอุตสาหกรรม

ผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องเป็น Living Laboratory ที่สามารถทดลอง พัฒนา และขยายผลนวัตกรรมด้านพลังงาน ระบบอาคาร การจัดการทรัพยากร และการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่การใช้งานจริง เมื่อมหาวิทยาลัยดำเนินการร่วมกันในระดับเครือข่าย จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ยังบรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Universities to System Change: Driving Net Zero Future” โดยชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาทักษะ และการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน

ดร.สุรชัย ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนากำลังคนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ประเทศไทยจะต้องการแรงงานในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกว่า 235,000–275,000 คน ครอบคลุมสาขาตลาดคาร์บอน ระบบ MRV ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน เกษตรและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องเร่ง Reskilling–Upskilling และปรับระบบการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน ‘ฅนบุรีรัมย์เกมส์’ คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน 'ฅนบุรีรัมย์เกมส์' คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน ‘ฅนบุรีรัมย์เกมส์’ คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.00 น.

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน ‘ฅนบุรีรัมย์เกมส์’ คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.50 น. ณ สนามกรีฑา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในการแข่งขันกรีฑา รายการวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ประเภทชาย ศึกกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ “ฅนบุรีรัมย์เกมส์” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเภทการแข่งขันที่ท้าทายและใช้ทักษะความแข็งแกร่งสูงสุด

ผลปรากฏว่า นายสิปปกร ไชยธงยศ นักเรียนโรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ลูกหลานชาวอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ สร้างผลงานยอดเยี่ยม ประกาศศักดาความแข็งแกร่ง เบียดแซงคู่แข่งขันจากทั้ง 10 เขตทั่วประเทศ คว้าเหรียญทอง เหยียบแป้นอันดับ 1 ของประเทศไทย มาฝากพี่น้องชาวบึงกาฬได้อย่างสง่างาม

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการสนับสนุนและการปลุกปั้นอย่างต่อเนื่องของ นายไสว จันทร์อ้วน ผู้อำนวยการโรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครูอาจารย์ และผู้ปกครอง รวมถึงการฝึกสอนอย่างเข้มข้นของ นายวิเชียร หมื่นศรี ครูผู้ฝึกสอนโรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาจังหวัดบึงกาฬ และเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวอำเภอเซกา ที่ลูกหลานสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ กับสมาคมความร่วมมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาไทย–จีน โดยนายวัลลภ รัตนถาวร นายกสมาคม ร่วมลงนาม เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาไทย-จีน  โดยมีนายราตรีสวัสดิ์ ธนานันท์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ ร่วมด้วย นางสาว Yunyun Wu อุปนายกสมาคมฯ นายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนากำลังคนไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังภายในประเทศ หากแต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศจีนมีประสบการณ์และมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นด้านการพัฒนาการอาชีวศึกษา ทั้งการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคอุตสาหกรรม การยกระดับทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ นับเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาของไทย

“การลงนามในครั้งนี้เป็นตามเจตนารมย์ของทั้งสองฝ่าย เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนบุคลากร นักเรียน นักศึกษา ทั้งด้านวิชาการ การฝึกอบรม การพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน เสริมสร้างกิจกรรมสมรรถนะและทักษะภาษาจีนเพื่ออาชีพ บนพื้นฐานของมิตรภาพไทย-จีน เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าถึงการเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มโอกาสสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพในอนาคต และเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

สำหรับกรอบความร่วมมือ สอศ. และสมาคมฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนำร่อง ได้แก่ สาขาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า-เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการซ่อมบำรุงขั้นสูง สาขาปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digital Technology) การผลิตอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูล และระบบ Chatbot สำหรับอุตสาหกรรมและการบริการ และสาขาเทคโนโลยีอาหาร (Food Technology) ในการนำนวัตกรรมการแปรรูปความปลอดภัยทางอาหาร และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ทั้งนี้ ครอบคลุมสาขาอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย รวมถึงจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมภาษาจีน (เฉพาะด้านเทคนิค) และบูรณการหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว และหลักสูตรร่วม โดยจะนำร่องในสถานศึกษาที่มีความพร้อมเพื่อเป็นฐานในการปฏิบัติงานจริง

เปิดโครงการ ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ หลักสูตรออนไลน์เสริมบทบาทครู ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชน

เปิดโครงการ ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ หลักสูตรออนไลน์เสริมบทบาทครู ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชน

เปิดโครงการ ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ หลักสูตรออนไลน์เสริมบทบาทครู ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันส่งเสริมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ (Safer Internet Day) ที่กำลังจะมาถึงซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศความร่วมมือกับ Meta และคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล 101” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดตัวโครงการ “พลเมืองดิจิทัล 101” หลักสูตรออนไลน์เพื่อเสริมบทบาทครูและอาจารย์ไทยในฐานะ Train-the-Trainer ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชนและครอบครัว โดยเริ่มนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 โรงเรียน ก่อนขยายผลสู่สถานศึกษาทั่วประเทศ

โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนโดยความร่วมมือระหว่าง Meta และภาคีหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และเครือข่ายจากหลายภาคส่วน โดยหลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจากภัยออนไลน์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน และมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มุ่งเสริมความพร้อมให้ครูและอาจารย์สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ ในบริบทของการเรียนการสอนและชีวิตประจำวัน

ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ Facebook ประเทศไทย กล่าวว่า หลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ สะท้อนความมุ่งมั่นของ Meta ในการทำงานเชิงรุกเพื่อรับมือกับภัยออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราเชื่อว่าการเสริมทักษะและความรู้เท่าทันด้านดิจิทัลให้กับครู ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของระบบการศึกษา จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ให้กับเยาวชน ครอบครัว และสังคมไทยในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ

หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรออนไลน์ที่แบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่กระชับและผู้เรียนรู้สามารถเรียนจบในเวลา 2 ชั่วโมง พัฒนาโดย Meta ร่วมกับภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เนื้อหามีความถูกต้อง ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริงของสังคมไทย โดยครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ การสร้างพฤติกรรมออนไลน์ที่เหมาะสม การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล 101” กล่าวว่า “หลักสูตรนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังเยาวชนให้ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยบนโลกดิจิทัล นอกจากนี้โครงการนี้ยังสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชนในทุกระดับ”

หลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” มีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 และเปิดให้เรียนฟรีบนแพลตฟอร์ม Chula MOOC โดยจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครกว่า 437 โรงเรียน ก่อนนำข้อเสนอแนะจากการใช้งานจริงมาปรับปรุงและขยายผลสู่ครูและอาจารย์ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าเรียนรู้และรับใบประกาศนียบัตรได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการใช้สื่อและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างรอบคอบและปลอดภัย

พล.ต.ต. ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การที่โครงการนี้กำหนดให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นแกนกลางในการกระจายองค์ความรู้ให้กับเยาวชนถือเป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมในการปลูกฝังภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชน ถือเป็นการทำน้อยแต่ได้มากและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญอย่างมากในทางยุทธศาสตร์การป้องกัน

การเปิดตัวหลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการเสริมสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล และสนับสนุนให้สังคมไทยสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และยั่งยืนในระยะยาว

วว.จัดอบรมฟรี! ‘พัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง’ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

วว.จัดอบรมฟรี! ‘พัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง’ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

วว.จัดอบรมฟรี! ‘พัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง’ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ และสถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเอกชน ได้แก่  บริษัทโฮมซีดเมล็ดพันธุ์ตราบ้าน และบริษัทสยามคูโบต้า จัดอบรมฟรี! หลักสูตร “การพัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง” ในวันที่ 1 และ 5-6 มีนาคม 2569 ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา ภายใต้การดำเนิน โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการผลิตไม้ดอกอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการจำนวน 3 รอบ ตามกลุ่มพืชที่สนใจได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมอบรม จะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้ 1.ทดลองขับรถปลูกดอกไม้ รถไถพรวน , 2.รับเกียรติบัตรจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย , 3.ฟังบรรยายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองพร้อมวัสดุเพาะสำหรับอบรมวันที่ 5 หรือ 6 มีนาคม 2569 , 4.ฟังบรรยายหัวพันธุ์ปทุมมาปลอดโรค สำหรับอบรมวันที่ 7 มีนาคม 2569 , 5.การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมี สูตร วว. สำหรับไม้ดอกโดยเฉพาะ และ 6.ชมโรงผลิตปุ๋ย ผลิตวัสดุปลูก และแปลงไม้ดอก เป็นต้น

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดแถลงข่าวการจัดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 โดยมี ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม และ นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม เข้าร่วมแถลงข่าว

ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวชื่นชมบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนมในฐานะแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการเกษตรทุกระดับ เพื่อนำไปใช้พัฒนาเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่าพื้นที่จังหวัดนครพนมมีความโดดเด่นด้านงานวิจัยทางการเกษตรมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านสัตวบาล อาทิ การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ และการเพาะเห็ด นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาสายพันธุ์ “ไก่ศรีโคตบูรณ์” ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษา และนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารเพื่อทดสอบตลาดและสร้างความภาคภูมิใจ รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจาก สปป.ลาว และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ พร้อมเน้นย้ำการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ อาทิ โดรนพ่นยาและปุ๋ย รถไถไร้คนขับที่ควบคุมด้วยระบบ GPS รวมถึงการจัดตั้ง โรงงานต้นแบบ เพื่อช่วยชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจดทะเบียน อย. และสิทธิบัตร อีกทั้งยังได้ประชาสัมพันธ์การมอบ ทุนการศึกษาเรียนฟรีประมาณ 40 ทุน สำหรับบุตรหลานเกษตรกร และตั้งเป้ายกระดับงานเกษตรลุ่มน้ำโขงสู่ งานเกษตรแห่งชาติในปี 2571

ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า งานเกษตรลุ่มน้ำโขงปีนี้มุ่งเน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรด้วยนวัตกรรม อาทิ การแปรรูปสับปะรดท่าอุเทนผ่านโรงงาน Pilot Plant เพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งออก พร้อมจัดหลักสูตรอบรมอาชีพหลากหลาย เช่น การเลี้ยงกบ การเลี้ยงปูนา การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การพัฒนาโคเนื้อสู่โคลูกผสมวากิว รวมถึงกิจกรรมการแข่งขันและการประกวดต่าง ๆ เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจร

ขณะที่ นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวถึงการบูรณาการความร่วมมือกว่า 20 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีสู่พื้นที่จริง ครอบคลุมด้านดิน น้ำ และการแปรรูปสินค้า พร้อมจัดบูธจำหน่ายสินค้าเกษตรมูลค่าสูงกว่า 50 บูธ รวมถึงการจัดเสวนาวิชาการระดับนานาชาติร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการเชิญเกษตรกรจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

ด้าน นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม กล่าวว่า อบจ.นครพนม พร้อมสนับสนุนการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมอาชีพ “เลี้ยงกบและเลี้ยงไก่” รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณด้านการอบรมเกษตรกรและกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ภายในงานฯ ยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ การพัฒนาทักษะ และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยมีการจัดนิทรรศการวิชาการ ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” จากสาขาวิชาต่างๆ ของคณะเกษตรและเทคโนโลยี ควบคู่กับการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภายใน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) นำโดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะการบัญชีและการจัดการ และคณะแพทยศาสตร์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อลงนามความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU/MOA) และศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีขนส่งสมัยใหม่ หวังยกระดับหลักสูตรและการวิจัยสู่มาตรฐานสากล ณ China Railway Rolling Stock Corporation (CRRC) เพื่อศึกษานวัตกรรมการผลิตและโครงสร้างอุตสาหกรรมขนส่งสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้าของมหาวิทยาลัย

และได้มีการลงนามความตกลงความร่วมมือ (MOA) กับ Tianjin Railway Technical and Vocational College (TRVC) โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนิสิต รวมถึงการจัดทำโปรแกรมฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง เพื่อสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ มมส ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Tianjin Transportation Technical College (TTTC) เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบ Engineering Practice Innovation Project (EPIP) ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงผ่านโครงงานนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคและการทำงานร่วมกันเป็นทีม

ความร่วมมือครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาหลักสูตรสหสาขาวิชา (Multidisciplinary) โดยมีการเตรียมความพร้อมร่วมกับคณะการบัญชีและการจัดการ และคณะแพทยศาสตร์ ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมแบบสหสาขาวิชาในอนาคต อาทิ หลักสูตรด้านการจัดการโลจิสติกส์ การบริหารเทคโนโลยี เพื่อรองรับโครงข่ายการขนส่งสมัยใหม่ และการประยุกต์ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวว่า การเดินหน้าสร้างเครือข่ายนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

‘KUVPL Biohacking and Longevity Master Class’ หลักสูตรใหม่ยกระดับองค์ความรู้สุขภาพเชิงลึก สู่เป้าหมายผู้นำ Longevity แห่งเอเชีย

‘KUVPL Biohacking and Longevity Master Class’ หลักสูตรใหม่ยกระดับองค์ความรู้สุขภาพเชิงลึก สู่เป้าหมายผู้นำ Longevity แห่งเอเชีย

‘KUVPL Biohacking and Longevity Master Class’ หลักสูตรใหม่ยกระดับองค์ความรู้สุขภาพเชิงลึก สู่เป้าหมายผู้นำ Longevity แห่งเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสังคมสุขภาพยุคใหม่ จับมือ V Precision Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพและอายุยืน (Longevity Clinic) ในเครือ กลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวหลักสูตรระยะสั้น “KUVPL Biohacking and Longevity Master Class” อย่างเป็นทางการ นับเป็นหลักสูตรด้าน Biohacking และ Longevity ระดับ Master Class แห่งแรกในประเทศไทย ที่บูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ การแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพไว้อย่างครบถ้วน

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ร่วมกันในการผสาน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ากับ “ความทันสมัยของนวัตกรรมการแพทย์” จากกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี และ V Precision Clinic เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ ที่การดูแลสุขภาพแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอาศัยศาสตร์ Biohacking และองค์ความรู้ด้าน Longevity อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.วรรณวิภา วงศ์แสงนาค รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม โดยยึดแนวคิดการบูรณาการศาสตร์ระหว่างองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพกับศักยภาพด้านวิชาการและการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับการพัฒนาหลักสูตร ‘ถอดรหัสชีวิตเพื่อสุขภาพและอายุยืน’ ให้มีมาตรฐานและทันสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หลักสูตรยังมุ่งเสริมสร้างกลไกเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทรัพยากร และประสบการณ์ร่วมกัน นำไปสู่การยกระดับความรู้ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม

ผศ.น.สพ. ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งขับเคลื่อน ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ (Lifelong Learning) ผ่านการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัยและความต้องการของผู้เรียนในทุกช่วงวัย โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลวิภาวดีในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความเข้มแข็งของหลักสูตรด้านสุขภาพและอายุยืนอย่างบูรณาการ ทั้งในมิติความเข้มข้นทางวิชาการ และการประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติจากประสบการณ์จริง ความร่วมมือดังกล่าวก่อให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่ได้ระดับมาตรฐานสากล และสามารถต่อยอดสู่การวิจัยและนวัตกรรมในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยึดมั่นในการ ‘สร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการกินดีอยู่ดีของชาติและประชาคมโลก’ โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลวิภาวดีในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการและศักยภาพด้านการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษา เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และระบบบริการสุขภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งส่งเสริมและผลักดันให้องค์ความรู้ดังกล่าวสามารถถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้เรียน องค์กร และประชาชน ตลอดจนต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงวิชาการและนวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน

ขณะที่ภาคเอกชน นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานกรรมการกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า การจับมือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่ง ระหว่าง ‘ความเป็นเลิศทางวิชาการ’ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ‘ความทันสมัยของนวัตกรรมการแพทย์’ ของกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดีและ V Precision Clinic เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน และก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นายพิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังมุ่งสู่ Preventive Medicine หรือ ‘เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟู’ ซึ่งหลักสูตร KUVPL ถือว่าสอดรับกับทิศทางนี้อย่างชัดเจน โดยจุดยืนของโรงพยาบาลวิภาวดีและบริษัทในเครือ คือการ ‘ผสานนวัตกรรม เข้ากับ เทคโนโลยีทางการแพทย์’ เพื่อให้ศาสตร์แห่ง Longevity เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน หลักสูตรนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจด้าน Longevity อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงในเชิงทฤษฎี แต่เป็นองค์ความรู้ที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงลึกด้านโภชนาการ การพักผ่อน การออกกำลังกาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ รวมถึงสามารถส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ให้ผู้อื่น เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว

ด้าน พันโท นายแพทย์ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ V Precision Clinic กล่าวว่า โลกของเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่ง Longevity ซึ่งเป็น Global Mega Trend ที่น่าจับตามองที่สุด เราตั้งใจพัฒนา KUVPL Master Class นี้ ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Longevity ในภูมิภาคเอเชีย’ โดยมุ่งเน้นการมอบองค์ความรู้ให้ผู้เรียนสามารถ ‘ถอดรหัส’ สุขภาพของตนเอง เพื่อสร้างรากฐานสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับทั้งตนเองและครอบครัว

สำหรับ KUVPL Biohacking and Longevity Master Class เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่ ใช้เวลาเรียนไม่ถึง 10 วัน เนื้อหาเข้มข้น เจาะลึก ครอบคลุมศาสตร์ด้าน Biohacking, Longevity, เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟู โภชนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา พร้อม Workshop แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหลากหลายสาขา โดยเปิดรับ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ตลอดจนบุคคลทั่วไป ที่มีวิสัยทัศน์ในการดูแลสุขภาพเชิงลึก และต้องการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง เข้าร่วมหลักสูตร

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างองค์ความรู้ แต่ยังตั้งเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านจาก สังคมสูงวัย สู่สังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมสร้างเครือข่าย Health & Wellness Connection ที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมหลักสูตรได้ที่ Facebook Page: KUVPLongevity โทรศัพท์: (+66) 2562 0985 ต่อ 618306 หรือ (+66) 98 982 3899

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : จากอวนประมงสู่..‘เส้นฟิลาเมนต์’นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาฯ พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลอวนประมงเป็นเส้นฟิลาเมนต์สำหรับการพิมพ์ มิติ ลดขยะทะเล สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ให้ชุมชนประมง

ทุกครั้งที่เดินเล่นริมชายหาด นอกจากความงามของทะเลและสายลมเค็มที่พัดเอาความสดชื่นมาให้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ ดร.ณัฐพล ไร่สงัด อาจารย์จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือขยะพลาสติกที่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ทั้งขวดน้ำ เศษถุงพลาสติก เศษผ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนของของใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างผลกระทบมากที่สุดคืออวนประมงที่ถูกทิ้งและลอยเกยชายฝั่ง ซึ่งเรามักเรียกกันว่า อวนผี หนึ่งในขยะที่ส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเงียบงัน

แม้งานวิจัยหลักของ ดร.ณัฐพล จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติเพื่อใช้งานทางการแพทย์และด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุไฮโดรเจลสำหรับงานสร้างเนื้อเยื่อ ไปจนถึงวัสดุยืดหยุ่นสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ด้วยความรักในท้องทะเลและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของอาหารทะเล ดร.ณัฐพล ก็ไม่อาจปล่อยให้อวนผีลอยนวลอยู่ในทะเลหรือถูกทิ้งเกลื่อนตามชายหาดโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีพอลิเมอร์จึงริเริ่มโครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) และได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง รวมถึงการร่วมมือในการวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทยมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว โดยชาวบ้านขายอวนเก่าให้กับพ่อค้าที่รับซื้อเพื่อนำไปรีไซเคิล แต่ยังไม่มีการนำพลาสติกไนลอนจากอวนเหล่านี้มาใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการพิมพ์สามมิติ” ดร.ณัฐพล กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม พร้อมอธิบายว่า อวนผี” (Ghost Net) เป็นชื่อที่เรียกอวนประมงที่ถูกทิ้งและล่องลอยไปมาในมหาสมุทรโดยไร้ทิศทางเหมือนผี เมื่อลอยไปที่ใด ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อยู่ตรงนั้น ซึ่งผลกระทบของอวนผีต่อระบบนิเวศทางทะเลนั้นรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด

เมื่ออวนประมงถูกทิ้งหรือหลุดหายลงสู่ทะเล มันยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์ทะเลต่อไปเหมือนตอนถูกใช้งาน แต่ครั้งนี้จะไม่มีชาวประมงมาเก็บผลผลิต สัตว์ทะเลที่ติดอวนจึงมักไม่สามารถรอดชีวิตได้ เราอาจคุ้นตากับภาพเต่าทะเลหรือปลาที่พันติดอวนผ่านสื่อต่างๆ แต่ในความเป็นจริง เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ผืนน้ำเท่านั้น

อีกส่วนของปัญหาจากอวนผีคือ ไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและมนุษย์ ดร.ณัฐพล กล่าว

อวนเหล่านี้เมื่อถูกแสงแดด คลื่น และสภาพแวดล้อมทางทะเลกัดกร่อนเป็นเวลานาน เส้นใยพลาสติกจะค่อยๆ แตกตัวจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งสามารถกระจายสะสมอยู่ในน้ำทะเลและถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำวัยอ่อน ไมโครพลาสติกเหล่านี้จึงถูกส่งต่อและสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อาหารจนถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผ่านการบริโภคอาหารทะเล

โครงการ การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรีไซเคิลไนลอนจากอวนประมงสำหรับเทคโนโลยีสามมิติ เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์เม็ดพลาสติกไนลอนรีไซเคิลจากอวนประมง และความร่วมมือด้านงานวิจัยจากบริษัท อูเบะ เทคนิคอล เซ็นเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ดร.ณัฐพลอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 3 ประการ ได้แก่  ด้านวิชาการ การพัฒนาวัสดุชนิดใหม่จากพลาสติกรีไซเคิลให้สามารถใช้งานได้จริงในเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทางด้านเคมีพอลิเมอร์ เนื่องจากพลาสติกที่รีไซเคิลมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากพลาสติกใหม่ นักวิจัยจึงต้องปรับสูตรและเติมสารเติมแต่งต่างๆ เพื่อให้ได้เส้นฟิลาเมนต์ที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ทั่วไป , ด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดช่องทางใหม่ในการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลจากอวนจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความต้องการอวนเก่า ส่งผลให้มีการรีไซเคิลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล ด้านชุมชน โครงการนี้มุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวประมง ในปัจจุบันอวนเก่ามักถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่หากชุมชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การล้าง การตากแห้ง หรือการบดเบื้องต้น ชาวประมงก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่มีอยู่แล้ว และนำไปจำหน่ายในรูปแบบที่มีคุณภาพมากขึ้น

ปัจจุบันแม้จะมีการรีไซเคิลอวนประมงอยู่บ้างแล้ว แต่การนำไปใช้งานยังค่อนข้างจำกัด การเปิดช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะทำให้มีตลาดรองรับพลาสติกรีไซเคิลจากอวนมากขึ้น เมื่อมีตลาดที่แน่นอน ก็จะมีการเก็บรวบรวมอวนเก่ามากขึ้น ราคารับซื้อก็จะดีขึ้น ชาวประมงก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น และที่สำคัญคือทะเลของเราก็จะสะอาดขึ้น สิ่งนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ยั่งยืนโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพลกล่าว