พว.จับมือ12 โรงเรียนคาทอลิก ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

พว.จับมือ12 โรงเรียนคาทอลิก ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

พว.จับมือ12 โรงเรียนคาทอลิก ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.31 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  คณะซิสเตอร์จาก 12 โรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี และโรงเรียนภาคีเครือข่าย ได้แก่ โรงเรียนเซนต์นิโกลาส (พิษณุโลก),โรงเรียนดรุโณทัย (ตรัง), โรงเรียนเทวรักษ์ (ปราจีนบุรี), โรงเรียนปัญจทรัพย์ (ดินแดง), โรงเรียนมารดานุสรณ์ (ตราด), โรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี, โรงเรียนมารีวิทยาปราจีนบุรี, โรงเรียนมารีวิทยาศรีมโหสถ, โรงเรียนยอแซฟพิจิตร, โรงเรียนยอแซฟวิทยา (จันทบุรี), โรงเรียนลัมแบรต์พิชญาลัย และโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ร่วมวางแนวทางภายใต้แนวคิด “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” มุ่งยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล และร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ยกระดับห้องเรียนคุณภาพด้วย GPAS 5 Steps

โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงแนวทางนโยบายและทิศทางการศึกษา ว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาใช้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างความรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาสมรรถนะ จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

“ในโลกปัจจุบันภาคธุรกิจและประเทศเราต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพรอบด้าน ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนแบบบูรณาการด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เพราะฉะนั้นเด็กต้องทำความเข้าใจในศาสตร์ทุกศาสตร์ผ่านกระบวนการคิด เพื่อให้ตกผลึกที่สมองแบบฝังลึก เมื่อไปทำกิจกรรมอะไรหลังจากนั้นการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้เองจากความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานที่เหนือกว่าคนอื่น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ด้าน ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาเราอยากให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้  ที่สำคัญต้องเลือกอนาคตของตนเองได้ ซึ่งการจัดเกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ครูจะต้องจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษารูปแบบหนึ่ง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสคิด ได้ทำ ได้นำเสนอ ประเมิน และได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยมีครูเป็นโค้ช  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตามลำดับ เพราะ สพฐ.เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และการพัฒนาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่กับที่ การที่กลุ่มโรงเรียนคาทอลิกเห็นความสำคัญของการพัฒนานี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความท้าทายที่จะสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็งให้กับเด็กและโรงเรียน  ซึ่งตนมองว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการเตรียมครูเพื่อนำไปสู่การเตรียมนักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในการทำงาน พัฒนานวัตกรรมที่จะต่อยอดไปในอนาคตได้ และสุดท้ายผลที่เกิดกับเด็ก คือ เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา สุขพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทยา ปราจีนบุรี กล่าวว่า การที่กลุ่มโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี ลงนาม MOU ร่วมกับ พว.วันนี้ ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเมื่อ  15 ปี ที่ผ่านมา ได้เคยเซ็น MOU กับ พว.มาแล้ว ซึ่งขณะนั้น ดร.ศักดิ์สิน ก็พยายามพูดถึง GPAS  5 Steps มาตลอด และตลอดระยะเวลาที่พอช่วยเหลือกลุ่มโรงเรียนมา ทำให้วันนี้ทางกลุ่มโรงเรียนมีพื้นฐานเกี่ยวกับ Active Learning พอสมควรแล้ว ดังนั้นการ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการพัฒนาที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน เชื่อว่าจะทำให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมีพัฒนาการมากขึ้น และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำ ได้เล่าเรื่อง ได้ค้นคว้า และวิจัย

“เท่าที่ทำมาก็เข้าใจดีว่า การสร้างคนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียนและเด็กสามารถนำกระบวนการที่ได้ไปศึกษาต่อ หรือไปประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือเป็นความท้าทายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าตัวผู้ปกครองที่ต้องยอมรับว่า เด็กจะต้องเล่นปนเรียน เรียนไปทำไป ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เชิงวิชาการอย่างเดียว ขณะที่ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และตัวนักเรียนก็ต้องพัฒนาตัวเองจะปล่อยไปวัน ๆ ไม่ได้แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสุขมากขึ้นเป็นความสุขที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนามากขึ้น”ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรากล่าว

มธ. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยดีเด่น รวม 114 ผลงาน 11 ประเภทรางวัล ชูพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่สากล

มธ. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยดีเด่น รวม 114 ผลงาน 11 ประเภทรางวัล ชูพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่สากล

มธ. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยดีเด่น รวม 114 ผลงาน 11 ประเภทรางวัล ชูพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 23.04 น.

กองบริหารการวิจัย ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU RAC) จัดงานใหญ่ประจำปี “วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2568” ณ ห้อง Concert Hall อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แสงธรรมศาสตร์: แสงแห่งปัญญานิรันดร์” (The Eternal Light of Wisdom) เพื่อเชิดชูเกียรติคณาจารย์และนักวิจัยผู้สร้างสรรค์ผลงานวิชาการระดับโลกและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

แนวคิด “แสงแห่งปัญญานิรันดร์” สะท้อนผ่าน 3 อัตลักษณ์สำคัญ ได้แก่ Legacy (มรดกทางปัญญา), Wisdom (ความรอบรู้) และ Luminosity (ความสว่างไสว) สื่อถึงพันธสัญญาที่ไม่มีวันดับของธรรมศาสตร์ต่อปวงชน (Thammasat’s Undying Covenant with the People) โดยมีไฮไลต์สำคัญบนเวทีคือ “ดวงแสงแห่งปัญญานิรันดร์” สูงกว่า 5 เมตร สัญลักษณ์แห่งแสงสว่างที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงานและแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า “ในปี 2568 ธรรมศาสตร์ก้าวล้ำไปอีกขั้นสู่การเป็น ‘University of the Future’ หรือมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ เรามุ่งเน้นงานวิจัยที่ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางทฤษฎี แต่ต้องเป็นงานวิจัยที่มี Impact สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยให้ทัดเทียมสากล นักวิจัยทั้ง 111 ท่านในวันนี้ คือดวงประทีปที่นำพาองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างแท้จริง”

ในปีนี้ มีการมอบรางวัลอันทรงเกียรติรวมทั้งสิ้น 114 รางวัล ให้แก่นักวิจัยรวม 111 ราย ซึ่งครอบคลุมสาขาวิชาที่หลากหลาย ตั้งแต่ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สุขภาพ ไปจนถึงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย 11 ประเภทรางวัล อาทิ ผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์, โล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมธีวิจัยอาวุโส และนักเทคโนโลยีดีเด่น

ด้าน รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และรักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า “บทบาทของ TU RAC และกองบริหารการวิจัยในปีนี้ คือการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เราพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณ เครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัย เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานของธรรมศาสตร์จะก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่าง
สง่างาม”

ทั้งนี้  รศ.ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ บอกว่า  รู้สึกดีใจที่ได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากได้รับทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) ประจำปี 2568 ในหัวข้อวิจัยเรื่อง ความยั่งยืนของเมืองและเศรษฐกิจฐานราก: ประเด็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี  งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความท้าทายของเมือง โดยเฉพาะพื้นที่เมืองในประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาการ สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของประชาชน การวิจัยนี้จะช่วยสร้างองค์ ความรู้เพื่อสนับสนุนการวางแผนและนโยบายในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม

ขณะที่ รศ.ดร.สายรัก สอาดไพร  อาจารย์ ประจําสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการพัฒนากีฬา คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า   ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ “ALL Wheelchair: AI Motion Tracking System for Monitoring Health and Activity for Wheelchair Users” ซึ่งเป็นระบบติดตามการเคลื่อนไหวและสุขภาพสําหรับผู้ใช้วีลแชร์ ที่ผสานเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ล้อ และตัวผู้ใช้ ร่วมกับเกมออกกําลังกายและแดชบอร์ดสุขภาพบนเว็บไซต์และมือถือ ทําให้ผู้ใช้วีลแชร์สามารถ ออกกําลังกายได้อย่างสนุก มีข้อมูล อาทิ ระยะทาง ระยะเวลา ความเร็ว พลังงานที่ใช้ อัตราการเต้นหัวใจ สามารถติดตามตําแหน่งการเคลื่อนที่ รวมถึงแจ้งเตือนการล้มแบบเรียลไทม์ เปรียบเสมือนเป็นสมาร์ทวอชท์ ของผู้ใช้วีลแชร์  ซึ่งแรงผลักดันสําคัญ และการต่อยอดจากงานวิจัย เริ่มต้นมาจากการมีลูกศิษย์เป็นนักกีฬาวีลแชร์ และอาจารย์มีโอกาสได้ลงไปช่วยทํากีฬา บาสเกตบอลวีลแชร์ และ กีฬาไอซ์ฮอกกี้นํ้าแข็งและเคอร์ลิงคนพิการไทย ทําให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีศักยภาพทาง ร่างกายและจิตใจสูง ไม่ต่างกับคนทั่วไป แต่พวกเขาขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะขาด “เครื่องมือ” และ “โอกาส” ในการชีวิต การออกกําลังกาย การเล่นกีฬา การเคลื่อนไหว นี่จึงกลายเป็นโจทย์สําคัญที่อยากตอบให้ได้ ว่า “ทําอย่างไรคนบนวีลแชร์จะได้ออกกําลังกาย ใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป

งานวันเชิดชูเกียรตินักวิจัย 2568 จึงไม่ใช่เพียงพิธีมอบรางวัล แต่เป็นการย้ำเตือนถึง “พันธสัญญา” ของชาวธรรมศาสตร์ที่จะยังคงทำหน้าที่เป็นแสงสว่างทางปัญญา นำพาความรู้และนวัตกรรมไปพัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนสืบไป

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room รายงานสดเรียลไทม์ 8 ก.พ.นื้

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room รายงานสดเรียลไทม์ 8 ก.พ.นื้

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room รายงานสดเรียลไทม์ 8 ก.พ.นื้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง และ Press Center 8 ก.พ.นื้ รายงานผลคะแนนสดจากหน่วยเลือกตั้งแบบเรียลไทม์หน้าจอ ชวนสื่อไทย-ต่างชาติร่วมเกาะติด เปิดพื้นที่รายงานข่าวโปร่งใส แม่นยำ น่าเชื่อถือ วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาที ให้เสียงของทุกคนมีความหมาย

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เตรียมเปิด Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบทั่วไป และการออกเสียงประชามติ 2569 แบบเรียลไทม์จากหน้าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกัน 26 องค์กรภาคีสื่อ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเริ่มรายงานทันทีหลังปิดหีบเลือกตั้งเวลา 17.00 น.

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สื่อไทย ที่สื่อมวลชนและภาคประชาชนร่วมกันรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ โปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีความหมายในกระบวนการประชาธิปไตย

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า การทำงานของ Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง เป็นการรายงานผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นความร่วมมือของสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) ไทยพีบีเอส เครือข่ายสื่อพลเมือง พันธมิตรสื่อ 26 องค์กร และอาสาสมัครทั่วประเทศ ร่วมรายงานผลคะแนนจากหน้าหน่วยเลือกตั้งตั้งแต่เริ่มปิดหีบและนับคะแนน ทั้งการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 10,000 คน ภายใต้การทำงานและบริหารเครือข่าย โดยทีมนักข่าวพลเมืองไทยพีบีเอส และ VOTE62

โดยที่ศูนย์บัญชาการจะมีนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ พร้อมทีมงานใน Peace Room กว่า 200 คน ทำงานร่วมกันเพื่อให้การรายงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ สำหรับการปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง จะใช้พื้นที่ Convention II อาคาร D ไทยพีบีเอส เป็นศูนย์กลางการรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยไทยพีบีเอสยังจัดตั้ง Press Center สำหรับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พร้อมจอมอนิเตอร์แสดงผลคะแนนและข้อมูลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์จากหลายมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำข่าว และสนับสนุนการสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งของประเทศไทยสู่สื่อมวลชนและนานาชาติ

นอกจากการการรายงานโดยอาสาสมัครภาคประชาชนแล้ว ในครั้งนี้จะมีการเชื่อมต่อข้อมูลโดยตรงจากสำนักงาน กกต. และมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลระดับประเทศให้สื่อมวลชนทุกช่องได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ เป็นครั้งที่สมบูรณ์ที่สุดจนนับคะแนนเสร็จสิ้น เพราะการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความรวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการให้ทุกคนได้รู้คือ ความถูกต้อง  ซึ่งทันทีที่หีบเลือกตั้งปิดลงในเวลา 17.00 น. ปฏิบัติการรายงานผลแบบเรียลไทม์จะเริ่มขึ้นทันที

ขณะเดียวกันทีมข่าวไทยพีบีเอส ทำหน้าที่เกาะติดทุกความเคลื่อนไหว  ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 07.30-24.00 น. โดยเกาะติดบรรยากาศการเลือกตั้งตั้งแต่เปิดจนถึงปิดหีบเลือกตั้ง การนับคะแนนเสียง วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มการจับมือจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ สามารถรับชมรายงานสดตรงจากหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ เกาะติดสถานการณ์นาทีต่อนาที ตั้งแต่เปิดหีบจนนับคะแนนเสร็จสิ้น วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30 – 24.00 น. ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และร่วมติดตามข่าวและข้อมูลการนับคะแนนรวมถึงบรรยากาศหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทุกช่องทางออนไลน์ไทยพีบีเอส และ http://www.thaipbs.or.th/Election69

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.16 น.

องคมนตรี เยี่ยมการปฏิบัติงาน กกล.บูรพา ชายแดน จ.สระแก้ว พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทานมอบเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมตรี เดินทางเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน กกล.บูรพา จ.สระแก้ว โดยมี พลโท วรยส  เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ให้การต้อนรับ 

โดยองคมนตรี ได้รับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 3 อ.ตาพระยา, พื้นที่ปฏิบัติการ บ.คลองแผง อ.ตาพระยา, กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 อ.โคกสูง และพื้นที่ปฏิบัติการ บ.หนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทาน มอบเป็นขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่เจ้าหน้าที่และกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนให้ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.50 น.

นายวารินทร์ ศิริเวช ในฐานะ ประธานนิสิตเก่า รุ่น 17 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ดร.สมเพียร เกษมทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตเก่า รุ่น 17 ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 262,000 บาท เพื่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้

การมอบเงินบริจาคครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของนิสิตเก่า รุ่น 17 ที่ต้องการมีส่วนในการสนับสนุนให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์การเรียนการสอน วิจัย เพื่อการผลิตแพทย์ และให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ได้ที่ https://www.punboon.org/foundation/01162 

มธ.จับมือ มส.ผส. – 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

มธ.จับมือ มส.ผส. - 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

มธ.จับมือ มส.ผส. – 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ม.ธรรมศาสตร์ จับมือ “มส.ผส. – 5 อปท.” คิกออฟ “หลักสูตรนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “Co-creage Community” เพื่อยกระดับบทบาทท้องถิ่นจาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” รองรับสังคมสูงวัยในระดับพื้นที่ พร้อมเชิญชวน อปท. ในหลายพื้นที่เข้าร่วมอบรม

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และ 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดตัวหลักสูตร “นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “การพัฒนาศักยภาพนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ผ่านการร่วมคิดร่วมสร้างในชุมชน (Co-Creage Community)” เพื่อยกระดับบทบาท อปท. จาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” เตรียมการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในอนาคต

พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อปท. และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ 5 อปท. ที่ร่วมโครงการประกอบด้วย เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเทศบาลตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ

ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. และหัวหน้าทีมขับเคลื่อนหลักสูตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุไทยมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.6 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.4 ในปี 2585 ขณะเดียวกันยังมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงกว่า 3.4 แสนคน ในขณะที่ผู้ดูแลและนักบริบาลมีจำนวนจำกัด และแนวโน้มผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยเพียงลำพังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบการดูแลของประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการรับมือคือการพัฒนาสวัสดิการในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (In-kind Services) นับเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังมากกว่าสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยมี อปท. เป็นกลไกหลัก อย่างไรก็ตาม อปท. ยังคงเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทักษะการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน และโครงสร้างการทำงานที่ยังขาดการบูรณาการ

“นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ ต้องมีคุณลักษณะที่สามารถพัฒนาและออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาและบริบทของพื้นที่ โดยไม่ยึดติดกับการทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว มีความเชี่ยวชาญในการระดมทุนและจัดการทรัพยากร เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจและวางระบบเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ ต้องสามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ซับซ้อน รวมถึงมีวิธีคิดที่ทันสมัย สามารถทำงานเป็นทีม และข้ามหน่วยงานได้ ที่สำคัญต้องคาดการณ์อนาคต สามารถพยากรณ์ปัญหาและเหตุการณ์ และทิศทางของสังคมผู้สูงอายุในระดับชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ” ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าว 

นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์  ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ในฐานะผู้สนับสนุนทุนการศึกษาวิจัยในโครงการนี้ ยังเน้นย้ำในเวทีถึงแนวคิดว่า “สังคมสูงอายุจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ หากท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง” โดยมีข้อเสนอเชิงหลักคิดที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการปรับบทบาทของภาครัฐ จากเดิมที่เป็น “ผู้ลงมือทำทุกอย่างเอง” ไปสู่การเป็น “ผู้ซื้อบริการ” มากกว่าผู้ให้บริการโดยตรง โดยชี้ว่าท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงพยาบาลหรือจัดจ้างบุคลากรทั้งหมดด้วยตนเอง แต่ควรพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดซื้อบริการที่มีคุณภาพจากภาคีเครือข่ายหรือภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและสร้าง “ระบบนิเวศของการดูแล” (Ecosystem) ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยมองว่าการให้เงินสดเพียงอย่างเดียว เช่น เบี้ยยังชีพ ไม่เพียงพอ หากสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะยังไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต รัฐจึงควรลงทุนในบริการสาธารณะที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองและใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ด้าน รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มธ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย ภายใต้งบประมาณของประเทศที่มีอยู่จำกัดจากการที่ระบบเศรษฐกิจพัฒนาไม่ทันต่อการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ยังไม่ได้เป็นประเทศชั้นนำทางอุตสาหกรรม จึงได้มีการส่งเสริมการวิจัย นโยบาย และนวัตกรรมร่วมกับหลากหลายคณะ ไม่ว่าจะคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ พร้อมกับถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกับ อปท. ในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่การเรียนรู้ที่จำเป็น เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้ภาคส่วนต่าง ๆ และหนุนเสริมการบูรณาการเป็นเครือข่ายในการร่วมกันดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“รัฐบาลไทยไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ หากต้องดูแลคนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเครือข่ายกับ อปท. เพื่อช่วยสร้างการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงแก้ไข หรือป้องกันปัญหาของผู้สูงอายุ ซึ่งความท้าทายสำคัญของรัฐไม่เพียงแค่ต้องพัฒนาระบบสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือด้วย เนื่องจากเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ฉะนั้น การอบรมโครงการในครั้งนี้แก่ผู้บริหาร อปท. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายระบบบริหารจัดการผู้สูงอายุในท้องถิ่น” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสะท้อนปัญหา อุปสรรค และประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ได้แก่ นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี 
นายธงธวัช ลูกรักษ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุทิน แก้วประถม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา จังหวัดระยอง นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ และนายไซนัล นิรมาณกุล ผู้อำนวยการกองการแพทย์ เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจหลายประเด็น อาทิ แนวคิดการปรับรูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุไปสู่ระบบการร่วมจ่าย (co-payment) เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบ การปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนด้านงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการเบิกจ่ายและการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที ตลอดจนข้อเสนอให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและนโยบาย หากต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับบทบาทการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยควรคำนึงถึงศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ระบบการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

สถาบันพระปกเกล้าจับมือ Google อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7

สถาบันพระปกเกล้าจับมือ Google อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7

สถาบันพระปกเกล้าจับมือ Google อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.24 น.

‘สถาบันพระปกเกล้า’ จับมือ ‘Google’ อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7 ดันขึ้นระบบกูเกิ้ลทั่วโลก สามารถดูได้ทั้งภาษาไทย-อังกฤษ 

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ นักท่องโลกออนไลน์ทั่วโลก จะได้พบกับมิติใหม่แห่งการเรียนรู้ หลากหลายข้อมูลประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้น จากความร่วมมือ MOU โครงการ “KPI x Google” โดยพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกับ Google Cultural Institute พัฒนาเนื้อหาพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบนิทรรศการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Google Arts & Culture ซึ่งเป็นเวทีเผยแพร่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมระดับโลกที่รวบรวมข้อมูลจากสถาบันทางวัฒนธรรมมากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก เพื่อให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศสามารถ เข้าถึงองค์ความรู้สำคัญของสังคมไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น การนำเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ขึ้นสู่ระบบ Google เป็นการยกระดับการเข้าถึงความรู้สาธารณะด้วยมาตรฐานสากล เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผ่านพระราชกรณียกิจ และเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 และให้บทบาทของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ถูกถ่ายทอดอย่างถูกต้อง เข้าใจง่ายเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ

นายอิสระ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ได้จัดทำเนื้อหาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มแล้ว 8 เรื่อง และเตรียมขยายการนำเสนอเพิ่มเติมในประเด็นที่ลึกขึ้น โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในวาระที่เกี่ยวข้อง (พ.ศ. 2568) ภายใต้หัวข้อ “Legacy of the Queen” เพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและคุณูปการให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง สถาบันพระปกเกล้ายืนยันเจตนารมณ์ในการธำรงและถ่ายทอดมรดกทางความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ มุ่งให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่เรียนรู้ของสังคม และเป็นแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้สนใจทั้งในประเทศและนานาชาติ

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.03 น.

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น จำนวน 246 ทุน ทุนละ 4 หมื่นบาท เชิญชวนเยาวชนชายใต้แดนที่มีคุณสมบัติ รีบสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 ก.พ. 69

6 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมอบหมายให้ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา เพื่อขอรับทุนการศึกษาในโครงการ “ทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อนำความรู้กลับไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ เปิดรับสมัครนักเรียนกลุ่มที่ 2 ซึ่งเจาะจงไปยังกลุ่มนักเรียนที่สามารถสอบเข้าศึกษา หรือได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว (ผ่านระบบ TCAS หรือระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย)

สำหรับปีการศึกษา 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้จัดสรรโควตาทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มที่ 2 ไว้จำนวนทั้งสิ้น 246 ทุน โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นค่าครองชีพ จำนวน 40,000 บาท ต่อปีการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร (ภายใต้เงื่อนไขที่โครงการกำหนด) โดยคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย และเป็นผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวง อว. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“รัฐบาล ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รีบดำเนินการสมัครเพื่อรับโอกาสดีๆ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านทางสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้สมัครศึกษาอยู่ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขั้นตอนการสมัคร และเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. หมายเลขโทรศัพท์ 02 039 5573 ในวันและเวลาราชการ“ นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

หอวังปทุมฯโชว์ล้ำ! เปิดบ้าน ‘Smart AI 2026’ ขนทัพ AI ฝีมือ นร.อวดโฉม

หอวังปทุมฯโชว์ล้ำ! เปิดบ้าน ‘Smart AI 2026’ ขนทัพ AI ฝีมือ นร.อวดโฉม

หอวังปทุมฯโชว์ล้ำ! เปิดบ้าน ‘Smart AI 2026’ ขนทัพ AI ฝีมือ นร.อวดโฉม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

หอวังปทุมธานีโชว์ล้ำ! เปิดบ้านวิชาการ ‘Smart AI 2026’ ขนทัพนวัตกรรม AI ฝีมือเด็กนักเรียนยกระดับการเรียนรู้สู่อนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ หอประชุมบัวพระเกี้ยว โรงเรียนหอวังปทุมธานี ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ดร.หฤทัย บุญประดับ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) ปทุมธานี เป็นประธานเปิดกิจกรรม เปิดบ้านวิชาการ  HWP Open House 2026 Smart AI & Learning Expo  2026 ‘นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ สู่มิติใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์’  โดยมีนายสุนทร พริกจำรูญ  ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี กล่าวต้อนรับ และ รายงานวัตถุประสงค์  ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายสุรชัย ภิญโญชีพ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่ายโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรม

ดร.หฤทัย บุญประดับ ผอ.สพม. ปทุมธานี กล่าวว่า จากการที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน HWP Open House 2026 Smart AI & Learning Expo  2026  ‘นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ สู่มิติใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์’   ทำให้รู้ว่านักเรียนให้ความสนใจพิเศษในเรื่องของการใช้นวัตกรรม AI นักเรียนมีความลึกซึ้งในเรื่องของการใช้ AI เป็นอย่างดี เพื่อต่อยอดในการศึกษาต่อได้อีก จะเห็นได้ว่าได้นักเรียนเห็นความสำคัญและเห็นคุณค่า แล้วก็มีทั้งเรื่องของที่เป็นทางบวกและทางลบ นักเรียนได้รู้เป็นอย่างดีในเรื่องของการใช้ประโยชน์จาก AI การจัดกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน เพราะว่าแต่ละคนที่ได้นำเสนอผลงานถือว่ามีความเข้าใจที่นำไปปรับใช้ ส่งต่อและต่อยอด ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่โรงเรียนได้มีการส่งเสริมสนับสนุนเป็นอย่างดีทำให้เด็กนักเรียนรู้ทันสื่อ รู้ทันเทคโนโลยี รู้ทันเรื่องของนวัตกรรม

นายสุนทร พริกจำรูญ ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี  กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม เปิดบ้านวิชาการ  HWP Open House 2026 Smart AI & Learning Expo  2026 ‘นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ สู่มิติใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์’ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ และส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการให้ก้าวไกลทันโลกอนาคต โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการบูรณาการจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ที่นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียน ผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการเรียนรู้ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการแนะแนวการศึกษาต่อจากสถาบันชั้นนำภายนอก

โดยโรงเรียนจัดการเรียนการวิชานวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับบริษัท เอ็มมา อลิส (Godlike Innovator) โดยในครั้งนี้ประธานกรรมการผู้จัดการ นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ได้สนับสนุนการแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนในงานนี้ เช่น แพอัจฉริยะEcoRaft ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ เครื่อง Scheduled Transportational Medication หุ่นยนต์ที่มีหน้าที่ส่งยาในห้องพักผู้ป่วยรวม เป็นต้น ซึ่งสร้างความประทับใจและความแปลกใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก

///////////////-026

​‘กันก่อนท่วม’ แก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

​‘กันก่อนท่วม’ แก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

​‘กันก่อนท่วม’ แก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม : น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทย สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไป

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ทั้งโอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตครอบครัว ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่า

“จุฬาฯมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ และมีศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่าย ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” นายกสภาจุฬาฯ ระบุ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การจัดตั้ง ศูนย์ฯ จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่ เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ 

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ

ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่ มิติที่ 1 พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement) เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ , มิติที่ 2 การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management) ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

มิติที่ 3 นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย , มิติที่ 4 การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy) เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน และ มิติที่ 5 ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research) ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

“การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”

ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ  ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ , วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด และเชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

นอกจากนี้ เวที “กันก่อนท่วม” ยังได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสถาบัน MIT ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

หากเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน