วช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Creative Economy ด้วยงานวิจัยเด่นปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671978

วช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Creative Economy ด้วยงานวิจัยเด่นปี 2565

วช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Creative Economy ด้วยงานวิจัยเด่นปี 2565

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.58 น.

สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการขาดรายได้จากนักท่องเที่ยว รายได้กว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีหายไป และโอกาสการฟื้นตัวอาจไม่ง่ายอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์

Creative Economy หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นโฉมหน้าใหม่ของเศรษฐกิจที่อยู่บนแนวคิดที่ว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมติดอันดับ 5-7 ของประเทศที่มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก 

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้จัดเวทีเสวนาในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “การสนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Economy ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ. วช. ,ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.พีระพงศ์ ฑีฆสกุล จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Economy ตามนโยบายของรัฐบาล และ รมว.อว. ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อในการออกแบบและวางแผน และเป็นหนึ่งในกรอบงานวิจัยที่นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565  โดยสถาบันการศึกษาได้เลือกนำผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ที่มีความโดดเด่นทั้งในรายพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องอาหาร มีงานวิจัยออกมาเป็นจำนวนมาก

“keyword คือ ความคิดในการสรรค์สร้างทุนทางวัฒนธรรมให้มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่ง วช. ได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยให้ความสำคัญวางเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จตามยุทธศาสตร์ ววน. ปี 2563-2565 ทำให้เห็นผลสำเร็จ และยุทธศาสตร์ ววน. ปี 2566-2570 จะยกระดับงานทางสังคมไปสู่ความยั่งยืน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ จะเห็นว่าการใช้ประโยชน์จากผู้นำทางความคิดที่เป็นปราชญ์ ภูมิปัญญา ความรู้ ศิลปกรรม เป็นโจทย์ที่ท้าทายจึงนำไปสู่การส่งเสริมงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ รมว. อว. มอบนโยบาย

ผลงานวิจัยด้าน Creative Economy ที่ วช. ให้ทุนสนับสนุน จะเป็นเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งมีงานวิจัยเด่น ๆ อาทิ เทคนิคการออกแบบลาวพร่าเลือน ในงานไหมมัดหมี่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้ผ้ามัดหมี่ มี อัตลักษณ์ เกิดลวดลายที่เป็นที่ต้องการของตลาด การอนุรักษ์งานศิลปกรรมที่นครศรีธรรมราช และที่ วช. ภาคภูมิใจ คือ งานวิจัยที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และทำให้องค์การยูเนสโก ประกาศให้เพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของโลกซึ่งผลงานวิจัยนี้ถือเป็นต้นแบบของการประเมินโดยหน่วยงานระดับนานาชาติ เป็นการบ่งชี้ว่า ววน. เป็นส่วนสำคัญ ทำให้จังหวัดเพชรบุรีใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาทำงานร่วมกับ วช. เป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ใช้งาน ววน. มาทำให้เกิด Creative Economy 

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในอนาคต Creative Economy จะมีความสำคัญมาก และจะเป็นทางรอดของประเทศไทย เพราะจากนี้สุภาษิตตกปลาเป็นไม่พอแล้ว ทุกประเทศตกปลาเป็นหมด แต่สิ่งที่จะทำให้อยู่รอดคือ การสร้างมูลค่า ในมหาวิทยาลัยต้องสอนให้เพิ่มมูลค่า ถ้าศึกษาชีวิตของคนดังอย่าง สตีฟ จ๊อบ, บิล เกทส์ ,มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ล้วนไม่ได้เรียนตามปกติ แต่ชอบทำสิ่งที่ท้าทาย และมีโอกาสและจังหวะชีวิตที่ดี จังหวะชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ละช่วงชีวิตจะมีคนที่เป็น Key person สร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ การที่จะสร้างมูลค่าสิ่งใดได้เราจะต้องสร้างความเป็น Creative และจะต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเอง

สำหรับผลงานวิจัยด้าน Creative Economy ของมหาวิทยาลัยมหิดล  อาทิ สุดสาครออเครสตร้า มหัศจรรย์หุ่นไม้จันทร์หอม แฮรี่พอตเตอร์ ออเครสตร้า โครงการอุทยานฯ เป็นต้น

ผศ. ดร. สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในช่วง 2562-2563 เพิ่มขึ้นมาก ในปีนี้มีประมาณ 100 ผลงาน แต่มูลค่าไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์สามารถใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ที่มีเป็นทุนเดิม ซึ่งในปี 2565 ได้รับทุนวิจัยมุ่งเป้าทำวิจัย โดย รมว. อว. ให้แนวทางว่างานวิจัยเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะต้องเกิดจากวัฒนธรรมที่เป็นความคิดของคนในท้องถิ่น เป็นความเชี่ยวชาญ สามารถบูรณาการได้ มีผู้วิจัยหลากหลายสาขา มีการขยายผลต่อยอดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว มีการสร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มมูลค่า แบ่งเป็น 4 กลุ่ม บวก1 ได้แก่ กลุ่มศิลปะและดนตรี กลุ่มสินค้า กลุ่มบริการสร้างสรรค์ กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยเด่น อาทิ สามย่าน รถไฟสายประวัติศาสตร์ ลำพูน เชียงใหม่ การใช้พื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง The Gastronomy  อาหารไทยบนแพลตฟอร์ม กิจกรรมมวยไทยสำหรับชนทุกวัย ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น

‘สุเทพฯ’พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี เตรียมประเมินโครงการ อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671954

'สุเทพฯ'พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี เตรียมประเมินโครงการ อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ

‘สุเทพฯ’พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี เตรียมประเมินโครงการ อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.44 น.

“สุเทพฯ” เดินหน้าแผนขับเคลื่อนและพัฒนาการเรียนการสอนอาชีวะ พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี-เตรียมประเมินโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ”  

วันที่ 8 สิงหาคม 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เป็นประธาน เมื่อเร็วๆนี้  โดย รมว. ศธ. ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะที่ภาคเอกชนเสนอความคิดเห็นเข้ามา เพื่อนำมาขับเคลื่อนและพัฒนาการเรียนการสอนอาชีวะ เช่น เสนอให้มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคีที่ยืดหยุ่น มีหลักสูตรที่ยืดหยุ่นให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาสามารถเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้ภายใน 4 ปี โดยที่วิชาการและกิจกรรมไม่ลดลง ซึ่งเด็กจะมีอายุ 18 ปี สามารถทำงานในสถานประกอบการได้ ซึ่งขณะนี้เมื่อเด็กเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จะมีอายุ 17 ปี ซึ่งไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง ติดกฎหมายแรงงาน หรือ ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น การขับเคลื่อนการเรียนการสอนในระบบทวิภาคีไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จากปัจจุบันจัดอยู่ที่ประมาณ 15 %  และการรีแบรนด์ แก้ไขปัญหานักเรียนอาชีวะทะเลาะวิวาท เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นแรงกระตุ้นเพื่อผู้เรียนสนใจเข้ามาเรียนอาชีวะเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เช้าวันนี้ตนได้เรียกประชุมผู้บริหาร สอศ.ทั้งหมด เพื่อหารือและวางแผนจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาอาชีวศึกษา เพื่อจะนำข้อมูลนี้เสนอให้ รมว.ศธ. พิจารณาในวันที่ 11 สิงหาคม นี้ อย่างไรก็ตาม สำข้อเสนอแนะของเอกชนบางข้อ ซึ่ง สอศ.ได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว เช่น การผลักกดันให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาเรียนจบ ปวส.ภายใน 4 ปี โดยตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายนำเข้าอนุกฏหมายของ สอศ.เพื่อจะนำผลการดำเนินการเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรต่อไป  ส่วนการปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นนั้น  สอศ.มีช่องที่สามารถให้สถานศึกษาปรับหลักสูตรได้ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ การปรับหลักสูตรเป็นรายวิชา การปรับหลักสูตรระดับสถานศึกษา และการปรับหลักสูตรทั้งหมด ซึ่งการปรับหลักสูตรจะมีการมอบอำนาจให้แต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการได้ เช่น การปรับหลักสูตรเป็นรายวิชา ผู้อำนวยการสถานศึกษามีอำนาจในการอนุมัติปรับเพิ่มหรือลดหลักสูตรได้  การปรับหลักสูตรระดับสถานศึกษา ให้สถานศึกษาสามารถทำได้ โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกับสถานประกอบการในพื้นที่เข้ามาหารือเพื่อปรับหลักสูตรร่วมกัน และการปรับหลักสูตรทั้งหมดจะต้องให้ส่วนกลาง คือ สอศ.ดำเนินการเอง ดังนั้นในการปรับหลักสูตรถ้าเป็นการเพิ่มหรือลดหลักสูตรบางรายวิชา การเพิ่มทักษะผู้เรียน สถานศึกษาสามารถดำเนินการเองได้ ซึ่งต่อไป สอศ.จะทำหนังสือชี้แจงและย้ำไปยังสถานศึกษาอีกครั้ง

“ทั้งนี้ การวางแผนผลักดันการเรียนระบบทวิภาคี การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ การทำความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำให้มากขึ้น เพื่อที่จะผลิตและพัฒนาคนให้ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ผมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับระเบียบใหม่ เพื่อดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของสถานศึกษา เช่น ในพื้นที่ของวิทยาลัยเกษตร วิทยาลัยเทคนิค  เป็นต้น  เพราะมีบางสาขาที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูง แต่ทางวิทยาลัยไม่สามารถลงทุนเองได้ การดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนทางการศึกษาจะช่วยทำให้วิน-วิน ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเด็กได้ฝึกใช้เครื่องมือจริง และสถานประกอบการได้คนที่มีทักษะตรงกับความต้องการ” นายสุเทพ กล่าว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ สอศ.กำลังดำเนินการประเมินผลในช่วงภาคเรียนแรกของ โครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ”  ซึ่งในปีการศึกษา 2565 สามารถดึงเด็กกลับมาเรียนในโครงการได้กว่า  4,000 คน โดยจะทำการประเมิน 3 ส่วนก่อน เช่น ประเมินในส่วนของผู้ปกครอง เพื่อสอบถามว่าผู้ปกครองมีความกังวลใจหรือไม่อย่างไรที่ให้เด็กมาอยู่ประจำในโครงการฯ  และสอบถามผู้เรียน ว่าการมาอยู่หอพักได้รับความสะดวกสบายและได้รับการดูแลอย่างไร  และสอบถามสถานศึกษาและครู ว่า บริหารโครงการนี้อย่างไรและมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร บ้าง โดยการประเมินใน 3 ส่วนนี้จะต้องดำเนินให้แล้วเสร็จภายในภาคเรียนที่ 1 นี้ และต้องประเมินให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ และหลังจากเด็กเรียนจบหลักสูตรแล้ว สอศ.ก็จะทำการประเมินในส่วนที่ 4 คือ ประเมินสถานประกอบการ ว่าเด็กในโครงการฯนี้ตอบโทจย์สถานประกอบการได้หรือไม่อย่างไร  และประมาณเดือน ต.ค.นี้ ศธ.จะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบผลการดำเนินโครงการฯ 

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671911

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.15 น.

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

8 สิงหาคม 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคาลกรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า อยู่ระหว่างปรับแก้รายละเอียด คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. พิจารณาภายในเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนการยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรรหาผู้อำนวยการ องค์การค้า ของ สกสค. นั้น จะนำโครงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาเลขาธิการ สกสค.และเลขาธิการคุรุสภา มาดูว่า มีอะไรที่สามารถกำหนดให้สอดคล้องกันได้บ้าง ก่อนเริ่มดำเนินการเขียนคุณลักษณะเฉพาะ และเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งคิดว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน นี้แน่นอน

ส่วนความคืบหน้าการการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ของ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ของสภาผู้แทนราษฎรฯ นั้น เท่าที่ทราบมีการพิจารณาไปแล้วกว่า 40 มาตรา ส่วนกรณีที่สภาฯ มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญ คือ ให้อำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณีโดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภานั้น เท่าที่ทราบยังมีความเห็นต่างอยู่ 2-3 ข้อ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ทางสภาฯจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ หากไม่เห็นชอบก็ต้องตั้ง กมธ.ร่วม 2 สภาฯ ตรงนี้ต้องรอดูรายละเอียดต่อไป

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671907

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.13 น.

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

8 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมนภาลัย จังหวัดอุดรธานี มีการประชุมสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 40 “ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรลืม” โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด และบรรยายพิเศษ ตอนหนึ่ง ว่า โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ได้เพิ่มการเรียนการสอนในวิชาสำคัญที่นอกเหนือไปจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว อีก 2 วิชา คือ วิชาความฉลาดรู้เรื่องสื่อ กับ วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม และในปีการศึกษา 2565 นี้ ก็ได้เพิ่มการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ อีกวิชาหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งโรงเรียนในพื้นที่สามารถจัดการศึกษาได้หลากหลาย ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ตนขอฝากผู้เกี่ยวข้องว่าในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานั้น อาจนำวิชาความรอบรู้เกี่ยวกับสื่อ วิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และวิชาประวัติศาสตร์ใส่ไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาด้วย

“ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากมาย เป็นองค์ความรู้เรื่องราวในอดีตที่มีหลักฐานชัดเจน หากไม่รู้เรื่องในอดีตอาจทำเรื่องในอนาคตได้ไม่ดี เพราะคนในอดีตอาจทำเรื่องนั้น ๆไว้แล้ว โดยเราสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับปัจจุบัน และอนาคตได้ในทุก ๆสาขาอาชีพ หรือ อาจกล่าวได้ว่าก่อนจะแลหน้า ให้เหลียวหลังก่อน จึงจะเรียกว่ารอบรู้ ประเทศชาติเปรียบเสมือนต้นไม้  ประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ ประวัติศาสตร์ทำให้รู้รากเหง้าของประเทศ ถ้าประวัติศาสตร์ยิ่งยาวก็ยิ่งแข็งแกร่ง เหมือนต้นไม้ที่มีรากแก้ว ไม่ใช่มีแต่รากฝอยซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ในที่สุดก็จะล้มลง” นายวิษณุ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ความไม่ประสบผลสำเร็จของวิชาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาคือ ได้คนที่ไม่สนใจมาสอน วิธีการสอนไม่สนุก และคนที่สอนกับคนที่เรียนไม่พอใจในวิชาเท่าที่ควร เมื่อไม่พอใจก็ไม่มีความพากเพียรเอาใจใส่  ซึ่งการใช้อิทธิบาท 4 คือ “ฉันทะ” ความรักงาน-พอใจกับงานที่ทำอยู่ “วิริยะ” ขยันหมั่นเพียรกับงาน “จิตตะ” ความเอาใจใส่รับผิดชอบงาน และ “วิมังสา” การพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจ มาเป็นแนวทางการทำงาน จะทำให้การสอนประวัติศาสตร์สำเร็จได้ ต้องสอนให้รู้ว่าเรื่องราวนั้น ๆเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงเกิดขึ้น และเกิดแล้วส่งผลอะไร ซึ่งไม่ใช่การสอนโดยให้ท่องจำ

จากนั้นนายวิษณุ พร้อมด้วย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชมนิทรรศการการจัดการ ศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

‘มข.-Google’จัด‘Hackathon AppSheet’ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการทำงานยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671769

‘มข.-Google’จัด‘Hackathon AppSheet’  พัฒนานวัตกรรมเพื่อการทำงานยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ Google นำโดย ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ Mr.Edward Satio Customer Engineer Google Workspace, APAC จัดการแข่งขัน Hackathon AppSheet แอปพลิเคชั่น นำบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกว่า 30 คน ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการทำงานยุคดิจิทัลโดยปราศจากการเขียนโปรแกรมหรือการเขียนโค้ดดิ้ง โดยมีการฝึกอบรมจากบริษัทกูเกิ้ลรวมระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ ณ ศูนย์นวัตกรรมการเรียนการสอน ชั้น 4 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า กิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon) ครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่กูเกิ้ลจัดเป็นครั้งแรกในเอเชียแฟซิฟิก โดยที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะที่เราทำงานร่วมกันมานาน กูเกิ้ลเห็นความสำคัญ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้าถึงเครื่องมือ กับเจ้าของในการพัฒนาระบบทำให้มหาวิทยาลัยสามารถ พัฒนาต่อยอดได้เร็ว เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ google apps for education support programs

ได้รับการสนับสนุนให้ใช้กูเกิ้ลแอปพลิเคชั่นฟรีมาตลอดเป็นระยะเวลายาวนาน พอมีกิจกรรมร่วมกันนอกจากเราเป็นผู้ใช้ยังได้เป็นผู้พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวแอปที่อยู่ในกูเกิ้ลเวิร์กสเปซที่เราใช้อยู่ ชื่อ แอปชีท (AppSheet) เป็นโปรแกรมหรือเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาแอปในโทรศัพท์มือถือหรือใน ไอแพด หรือแท็บเลต ที่พัฒนาแบบง่ายไม่ต้องเขียนโปรแกรม ใช้วิธีการตั้งค่าอยู่ในระบบสามารถที่จะใช้แอปนี้ส่งต่อแล้วไปใช้งานได้เลย วิธีการสร้างสะดวก ใช้เทคนิคที่เรียกว่าโนโค้ด คือไม่ต้องเขียนโค้ด

เมื่อเห็นว่าเราน่าจะพัฒนาทีมงานของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้สามารถที่จะทำแอปตัวนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ก็สามารถใช้งานได้เราก็เลยเริ่มต้นโดยการทำ Hackathon ก็คือให้ทีมของมหาวิทยาลัยขอนแก่นประมาณ 30 คน เริ่มต้น รู้จักวิธีการ และพัฒนาแอปพลิเคชั่น ตัวนี้ออกมาและหวังว่า วันข้างหน้าเราจะให้ทีมนี้ที่จะสอนคนอื่นและขยายผลไปยังหน่วยงานต่างๆ สามารถสร้างเครื่องมือเป็นแอปพลิเคชั่นง่ายๆ ที่อยู่บนมือถือ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้โปรแกรมมากนัก

“ความต้องการในการสร้างเครื่องมือดิจิทัล มีอยู่อย่างมากจนกระทั่งทำให้ส่วนกลาง โดยเฉพาะของฝ่ายดิจิทัลเองรับมือไม่ไหว จากความต้องการเหล่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะง่ายและสะดวกที่สุดคือการทำให้ทุกคนทำได้เองในเบื้องต้น โดยที่มีฝ่ายดิจิทัลหรือส่วนกลางของมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนให้การช่วยเหลือ ก็จะทำให้เราตอบสนองผู้ใช้ได้มากขึ้น” ผศ.ดร.เด่นพงษ์ กล่าว

เอ็ดเวิร์ด ซาติโอ (Edward Satio) Customer Engineer Google Workspace, APAC กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของ Hackathon KKU ตลอดเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากมายจากผู้เข้าร่วมอบรม พบความท้ายทายมาจากหลายด้าน อาทิ ทำอย่างไรจะพัฒนาความสามารถของบุคลากร ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยมีความปลอดภัย และทำอย่างไรจะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ครบครัน นับเป็นความท้าทายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่ต้องพัฒนาและหาแนวทางที่จะตอบสนองความท้าทายเหล่านั้น

“ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและกูเกิ้ลเป็นไปอย่างราบรื่น จากการอบรมครั้งนี้ได้เห็นผลลัพธ์ดีๆ จาก Hackathon ที่ผลักดันคำตอบต่างๆ ไปสู่ผลผลิต แอปพลิเคชั่น ที่จะช่วยให้บุคลากรและมหาวิทยาลัยดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น จากการใช้ AppSheet แล้วจะสามารถตอบปัญหาต่างๆ ที่ต้องการตอบได้ ท้ายที่สุดความร่วมมือระหว่างกูเกิ้ลกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย” Customer Engineer Google Workspace, APAC กล่าว

จุฑารัตน์ คำหวาน นักจัดการงานทั่วไป ชำนาญการ งานสารบรรณ กองบริหารงานกลาง (ซ้าย) ทีมได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขัน Hackathon AppSheet กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรม AppSheet ทำให้เราสามารถพัฒนาแอปต้นแบบเกี่ยวกับการแจ้งปัญหาภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่เราไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ สามารถพัฒนาแอปด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าแอปชีท โดยกูเกิ้ลได้โดยไม่ต้องใช้โค้ด โดยไม่มีการโค้ดดิ้ง

ด้าน ภาสพันธ์ จิโนทา นักวิชาการโสตทัศนศึกษากองบริหารงานกลาง (ขวา) กล่าวเสริมว่า “แอปพลิเคชั่น ของเราจะมีการใช้งานโดยเริ่มต้นจากแจ้งทุกปัญหาของมหาวิทยาลัยมาที่แอปชีทของเรา ปัญหาพวกนี้ก็จะไปถูกคัดกรองจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อจะเข้าไปดูแลปัญหาของผู้แจ้งได้ทันท่วงทีผู้แจ้งสามารถตรวจสอบได้เลยว่า เรื่องถึงไหน แจ้งเรื่องแล้ว สถานะกำลังติดตาม หรือแล้วเสร็จ อนาคตเราอยากพัฒนาระบบ AI สามารถแจ้งเรื่องปุ๊บสามารถแจ้งไปในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที

หมายเหตุ : Hackathon หมายถึง การสร้างนวัตกรรมแบบเร่งด่วนเกิดจากคำสองคำ คือ “Hack” ที่หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ชอบคิดใหม่ ทำใหม่และ “Marathon” หมายถึงกิจกรรมแข่งขันที่ใช้ระยะเวลานาน เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมแข่งขันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างเร่งด่วน อาจจะกำหนดไว้ 12, 24 หรือ 48 ชั่วโมง เป็นต้น

นักวิชาการ‘มหิดล’คิดค้นนวัตกรรม เส้นใยสับปะรดบำบัดนํ้าเสียจากโรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671768

นักวิชาการ‘มหิดล’คิดค้นนวัตกรรม  เส้นใยสับปะรดบำบัดนํ้าเสียจากโรงงาน

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย นอกจากส่วนใหญ่นิยมนำเนื้อสับปะรดมารับประทานแล้วยังพบว่าทุกส่วนของสับปะรดยังสามารถนำมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้อีกมากมาย รวมทั้งเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ค้นพบว่า ใบสับปะรดสามารถนำมาใช้ช่วยโลกพ้นวิกฤตมลพิษ

โดยนำเส้นใยจากใบสับปะรดที่เป็นของเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้บำบัดน้ำเสียจากโรงงาน ใช้กระบวนการตรึงพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งลงบนเส้นใยจากใบสับปะรด เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการดักจับโลหะหนักให้กับวัสดุจากธรรมชาติดังกล่าว ซึ่งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการกับตัวอย่างน้ำเสียจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์พบว่า เมื่อผ่านการกรองด้วยเส้นใยสับปะรดตรึงสารพอลิเมอร์ชนิดพิเศษดังกล่าวแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถลดการปนเปื้อนของสารตะกั่ว คอปเปอร์ เหล็กและนิกเกิล ได้อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นว่าการค้นพบครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะสามารถขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปได้จึงได้ร่วมกับทีมสตาร์ทอัพ “TEAnity” ซึ่งเป็นนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำความฝันที่จะเห็นการต่อยอดผลงานวิจัยดังกล่าวสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้เป็นจริง ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมนี้อยู่ระหว่างเสริมแกร่งศักยภาพให้พร้อมนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะต้องจัดการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานจำนวนนับพันลิตรขึ้นไปจึงต้องทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ติดปัญหาในเรื่องปริมาณ และเวลา จึงจะสามารถ scale up สู่ระดับอุตสาหกรรมต่อไปได้

“ผลวิจัยส่วนใหญ่ที่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันของการใช้งานจริง เนื่องจากนักวิจัยไม่ได้ตั้งเป้าหมายสำหรับการใช้พัฒนาเพื่อการใช้งานจริงแต่เป็นเพียงการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เท่านั้น หรืออาจจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคหลายอย่าง ที่ต้องอาศัยทั้งความพยายาม ความอดทน และต้องมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม จึงอาจล้มเลิกความตั้งใจไปก่อน” รศ.ดร.ทวีชัย กล่าว

อีกหนึ่งอุปสรรคในการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง คือ ยังคงมีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ค่อนข้างน้อย หรือหากมีการสนับสนุนก็ยังมีข้อจำกัดที่มากมาย นอกจากนี้แล้ว ทักษะด้านการจัดการ และการนำเสนอในมุมธุรกิจก็มีความสำคัญซึ่งนักวิจัยส่วนใหญ่ขาดทักษะด้านนี้ แต่ผลงานนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการเติมเต็มข้อจำกัดที่ว่า ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ที่คอยให้คำปรึกษา และประสานการดำเนินการสู่เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับนอกจากการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไปอีกด้วย!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เดินหน้า‘City Data Platform’ขับเคลื่อนเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671767

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์  เดินหน้า‘City Data Platform’ขับเคลื่อนเมือง

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในปัจจุบันมีจัดการแก้ไขปัญหาการจัดการเมือง หรือพัฒนาประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เช่น กรุงเทพฯ ใช้ Traffy Fondue ที่ให้ประชาชนคอยแจ้งปัญหาถึงผู้รับผิดชอบโดยตรง พร้อมกับแสดงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทำให้เห็นปัญหาตั้งแต่ระดับเล็ก หรือ รากฝอย ไปจนถึงปัญหาระดับใหญ่ ซึ่งการพัฒนากลไกต่างๆ นี้ มีทั้งความร่วมมือจากทางภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ล่าสุด ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้จัดเสวนา “กลไกการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองด้วย City Data Platform” เพื่อการยกระดับชุมชน โดยมีการร่วมมือกันทั้งจากภาคการศึกษา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และในระดับจังหวัด เพื่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ด้วยการขับเคลื่อน Digital University

โดยเสวนา เริ่มต้นจาก ดร.อภินัทธ์ เทียมสุพัต รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมแพลตฟอร์มและบริการดิจิทัลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้เล่าถึงการพัฒนาพื้นที่ด้วยการผลักดันให้เป็น Smart City ว่า ในเมืองทุกเมือง จะมีปัญหาแต่ก็จะมีโอกาสในการพัฒนาเมือง โดยใช้จุดแข็งของเมืองนั้นๆ เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ดังนั้น ปัญหาและโอกาส จึงทำให้เกิดข้อมูล จากพื้นฐานโครงสร้างต่างๆ ของเมือง และเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่ทำเรื่องนี้นำมาพัฒนาให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเมือง

“สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล มีการมอบตราสัญลักษณ์ Smart City ให้กับเมืองที่เข้าเกณฑ์ เช่น จ.ฉะเชิงเทรา ยะลา ภูเก็ต และอีกหลายๆ ที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจาก 5 หลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้ “Data City Platform” เป็น 1 ในเกณฑ์นั้น ทำให้แต่ละเมืองที่จะได้ตราสัญลักษณ์ต้องนำ Data City Platform มาใช้ในการพัฒนาเมืองและต้องเป็นการสื่อสารสองช่องทางเพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานอีกด้วย

ด้าน อ.ดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมดิจิทัล เสริมว่า การจะพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐ ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และภาคประชาชนที่มีความเข้าใจพื้นที่และวัฒนธรรมในเมืองนั้นๆ ได้เป็นอย่างดีในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยอาจจะมีการต่อยอดและช่วยนำเสนอในมุมที่ภาครัฐยังมองไม่เห็น

และจากความตั้งใจของการทำงานทั้งภาครัฐและภาคประชาชนร่วมกันเพื่อให้เกิด Smart City ทางเมืองนครศรีธรรมราชก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่นำ Smart City เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา มีการการันตี 48 ชั่วโมง ปัญหาต้องได้รับการแก้ไข ซึ่ง ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ได้เล่าว่าเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มีประชากรประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน เริ่มจากการทำงานในพื้นที่กับประชาชน ซึ่งประชาชนเห็นด้วยกับการได้ประโยชน์ในการใช้งาน ทางทางเทศบาลใช้ Line ในการสื่อสาร มีเมนูร้องทุกข์ออนไลน์

โดยมีการการันตี 48 ชั่วโมงต้องแก้ไขได้การันตีโดยนายกเทศมนตรี โดยปัญหาที่พบจากการใช้งานพบว่า 25% เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับไฟฟ้าตามท้องถนน รองลงมาเป็น ถนน ทางเท้า น้ำประปา ซึ่งเมื่อมีประชาชนเข้ามาใช้งานในจำนวนเพิ่มมากขึ้นก็จะมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้สอดคล้องกับประชาชนอยู่เสมอ นอกจากนี้มีการนำกล้อง CCTV มาใช้ดูระดับน้ำเพื่อการ เตือนภัยน้ำท่วมแบบ Real- Time ให้กับประชาชน และยังใช้การเก็บข้อมูลจากประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ตรงความต้องการของประชาชนอีกด้วย

ทางด้านจังหวัดฉะเชิงเทราเองก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนาเมืองเช่นเดียวกันคุณนาตยา เมฆอรุณ สถิติจังหวัดฉะเชิงเทรา และเลขานุการคณะทำงานพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองอัจฉริยะจังหวัดฉะเชิงเทรา (City Data Platform for Chachoengsao Smart City) ได้เสริมว่า ทางจังหวัดได้จัดทำกรอบข้อมูลเมือง 3 ประเด็น คือ 1.เมืองน่าอยู่ รวบรวมข้อมูลที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างง่าย เช่น ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาชญากรรม 2.เมืองน่าเที่ยว รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวต่างๆ การคมนาคม และ 3.เมืองน่าลงทุน สำหรับเพื่อการพัฒนาในเชิงพื้นที่ การลงทุน และด้านประชากรศาสตร์ เพื่อพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ

ทางด้าน รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ที่กำลังเดินหน้าผลักดันการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ที่นอกจากด้านการเรียนการสอน บริการวิชาการ งานวิจัยที่เป็นภารกิจที่ต้องทำอยู่แล้ว ยังได้ให้ข้อมูลในการเสวนาครั้งนี้ว่า ทางมหาวิทยาลัย มีการพัฒนาหลักสูตร พัฒนาบุคลากร (Smart People) ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ด้วยกลไกพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองด้วย City Data Platform นอกจากนี้ยังมีการพัฒนางานวิจัยไปต่อยอดในพื้นที่ความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)

โดยเฉพาะการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับ นายไมตรี ไตรติลานันท์ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น สวทช. บริษัท ดาว ประเทศไทย, Gistda, Minor group, บริษัท ISS Consulting Thailand ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็น Digital University และยังทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ 3P (Process People Platform) และขอเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมพัฒนาเมืองไปด้วยกัน มาเปลี่ยนปัจจุบันให้เป็นอนาคต และพัฒนาเมืองไปด้วยกัน

ท้ายสุด ชัยนนท์ จันทร์เต็ม พิธีกรในการเสวนาครั้งนี้ สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า เราเริ่มเห็นแนวทางการปรับตัวของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และการศึกษา ที่ได้มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ดีขึ้นแล้ว ดังนั้น City Data Platform ถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะทำให้ประเทศของเราขับเคลื่อนและพัฒนาได้ยิ่งขึ้นไปอีก!!!

ปลัดมท.เผยภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์อุทัยธานี สนองพระดำริ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671729

ปลัดมท.เผยภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์อุทัยธานี สนองพระดำริ'สมเด็จพระสังฆราช'

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.19 น.

ปลัดมท.เผยภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์อุทัยธานี สนองพระดำริสมเด็จพระสังฆราช ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชน ภายใต้โครงการสังฆพระเมตตา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนองพระดำริ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การนี้ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ได้มอบแนวทางการดำเนินงานสาธารณสงเคราะห์เพื่อสังคมที่ยั่งยืนโดยฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ประจำจังหวัดร่วมบูรณาการงานในพื้นที่ ประสานสามัคคีองค์กรภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์ จังหวัดอุทัยธานี โดย พระเดชพระคุณ พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดหนองขุนชาติ มอบให้ พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ มอบ “บ้านสังฆพระเมตตา” ให้กับผู้สูงอายุยากไร้กลุ่มเปราะบาง ถวายเป็นพระราชกุศลและเทิดพระเกียรติ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 ในพื้นที่อำเภอเมืองอุทัยธานี ร่วมกับพระครูอุทิตศุภการ เจ้าคณะอำเภอเมืองอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดอมฤตวารี โดยร่วมบูรณาการในพื้นที่ ประสานสามัคคีองค์กรภาคีเครือข่าย ภายใต้ “โครงการสังฆพระเมตตา จังหวัดอุทัยธานี”

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า โดยในการสนองพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในครั้งนี้ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี นำโดย พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดหนองขุนชาติ พร้อมด้วยพระสังฆาธิการคณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำการส่งมอบ “บ้านสังฆพระมตตา” ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ตามแบบก่อสร้างบนพื้นฐานของบ้านสำหรับคนพิการต โดยการสนับสนุนงบประมาณจาก ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และมูลนิธิหลวงปาน – พระมหาวีระ ถาวโร โดยท่านพระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับหน่วยราชการ เอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคีเครือข่าย งบประมาณรวมทั้งสิ้น 717,000 บาท โดยส่งมอบให้ นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เพื่อมอบให้ครอบครัวของผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางไร้บ้าน จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1) นางอำไพ มีเผ่า อายุ 90 ปี บ้านสังฆพระเมตตา เลขที่ 910 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำซึม และ 2) นายลำพึง บุญแจ้ง อายุ 85 ปี บ้านสังฆพระเมตตา เลขที่ 910/1 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำซึม

พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ได้ร่วมกับหน่วยราชการ เอกชน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำซึม และภาคีเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ ร่วมทำบุญกลางบ้าน พิธีเจริญพระพุทธมนต์ นำความปลื้มปีติให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำบุญครั้งนี้เป็นอย่างมาก พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ได้เจิมขึ้นบ้านใหม่ พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม(ท่าซุง) มอบรูปสมเด็จองค์พระปฐมและรูปหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) และนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี มอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก่ผู้สูงอายุทั้งสองราย เพื่อเป็นศิริมงคลและกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป และในโอกาสนี้เดียวกันนี้ ได้ร่วมมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ตามเป้าหมายขจัดความยากจน พัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 157 ครัวเรือน ดังนี้ 1) วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างห้องน้ำสำหรับคนพิการกลุ่มเปราะบาง จำนวน 10 หลัง ๆ ละ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท 2) โถส้วมนั่งราบสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม จำนวน 115 ชุด ๆ ละ 1,160 บาทรวมเป็นเงิน 133,400 บาท 3) มอบเครื่องอุปโภค ถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด ๆ ละ 800 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท 4) มอบชุดลูกเสือ/ยุวกาชาด/เนตรนารี แก่นักเรียนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 46 ชุด โดยพระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์

ด้าน นายอรรถวุฒิ พี่งเนียม นายอำเภอเมืองอุทัยธานี ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอเมืองอุทัยธานี เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนอำเภอเมือง พัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมพิจารณาคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในการขจัดความยากจน พัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด จำนวน 147 ครัวเรือน รวมทั้งนำคณะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนกลุ่มเปราะบาง ในปี 2565 มีมติก่อสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางไร้บ้าน จำนวน 2 หลัง ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำซึม แก่ นางอำไพมีเผ่า อายุ 90 ปี และ นายลำพึง บุญแจ้ง อายุ 85 ปี เนื่องจากทั้งสองรายไม่มีบ้านและที่ดินอยู่อาศัยของตนเองประกอบกับมีฐานะยากจน ไม่มีอาชีพ และรายได้ สภาพที่พักในปัจจุบัน เป็นเพิงพักชั่วคราวที่ชุมชนร่วมกันสร้างให้ในที่ดินของผู้อื่น เป็นการชั่วคราว ผุพัง หลังคาสังกะสีก็ผุรั่ว ไม่มีห้องส้วม สร้างความเวทนาให้กับผู้ที่พบเห็น

“คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ตั้งเป้าช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาคุณภาพชีวิต โดยได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ อีกทั้งช่วยเหลือผู้ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาส ให้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มั่นคงแข็งแรง และปลอดภัย เป็นการให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของกิจการคณะสงฆ์ ที่มีภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน” พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เมตตา กล่าวในช่วงท้าย

– 006

สุดเศร้า! สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ครูเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ’ สิริอายุ 104 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671591

สุดเศร้า! สิ้นศิลปินแห่งชาติ 'ครูเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ' สิริอายุ 104 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

ครูเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ ศิลปินแห่งชาติ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ในวัย 104 ปี
 
วันที่ 6 สิงหาคม 2565 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นางเบ็ญจรงค์  ธนโกเศศ  ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย)  พุทธศักราช  2541 ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม  2565 เวลา 19.00 น. ที่บ้านพักเลขที่ 437/ 377 บ้านแก้วิลล่า ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร  สิริรวมอายุ 104 ปี โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2565 เวลา 17.00 น. และมีกำหนดสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ 6 –10 สิงหาคม 2565 เวลา 19,00  น. ณ ศาลา 3 วัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จากนั้นทายาทจะเก็บศพไว้สำหรับบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 100 วัน  ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพให้ หลังจากบำเพ็ญกุศลศพเป็นเวลา 100 วัน เป็นลำดับต่อไป

โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มีเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000  บาท ประวัติพอสังเขป  นางเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ที่กรุงเทพมหานคร เรียนรู้เรื่องดนตรีไทยมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ มีความถนัดเครื่องมือซอด้วงมากเป็นพิเศษ โดยได้รับสืบสานทางเพลงจากครูดนตรีไทยคนสำคัญ ๆ ในวงการดนตรีไทยจำนวนมาก อาทิ ครูไปล่  วนเขจร, ครูปลั่ง วนเขจร, ครูเชื้อ, ครูละม่อม อิศรางกูร ณ อยุธยา 

เพลงแอ่วเคล้าซอ เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ในการละคร เพลงตับ เพลงเถา ฯลฯ ใช้ความรู้ความสามารถถ่ายทอดดนตรีไทยแก่สถาบันการศึกษาจำนวนมาก และที่ธนาคารกสิกรไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายการสอนซอด้วงแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นศิลปินและครูซอด้วงที่สีซอได้อ่อนหวาน ไพเราะจับใจ เป็นผู้เชี่ยวชาญการสีซอที่มีฝีมือเป็นเลิศของแผ่นดินที่ยังมีชีวิตและยังถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์จนถึงปัจจุบัน  นางเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ  จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปีพุทธศักราช 2541 

‘คุณหญิงกัลยา’เตรียมแถลงผลงาน 3 ปี ดึง’ดร.เอ้’ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671501

'คุณหญิงกัลยา'เตรียมแถลงผลงาน 3 ปี ดึง'ดร.เอ้'ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.

“คุณหญิงกัลยา”เตรียมแถลงผลงานครบ 3 ปี ก้าวสู่ปีที่ 4 ดึง“เอ้ สุชัชวีร์”ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สากล

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมที่ปรึกษา และทีมผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมแถลงผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคุณหญิงกัลยาในโอกาสครบรอบ 3 ปี และก้าวสู่ปีที่ 4 ในชื่องาน ก้าวสู่ปีที่ 4 #ครูกัลยา วางรากฐานการศึกษาไทย สมรรถนะไกลสู่สากล ซึ่งในงานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลกำกับกระทรวงศึกษาธิการ มาร่วมแสดงความยินดีและขึ้นกล่าวให้นโยบายด้วย โดยงานจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นอกจากภายในงานจะได้รับฟังแผนการขับเคลื่อนนโยบายในการก้าวสู่ปีที่ 4 ของ ดร.คุณหญิงกัลยา ที่ปรึกษา และทีมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ ดร.สุภัทร จำปาทอง ดร.ศุภชัย ศรีหล้า นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ดร.อรรถพล สังขวาสี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา และดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช แล้ว ยังได้เชิญ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นักปฏิรูปการศึกษาซึ่งได้ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่องจริงจัง จะมาคีย์แมนคนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนและผลักดันงานภายใต้นโยบายของ ดร.คุณหญิงกัลยาด้วย

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา ได้เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบาย CODING ซึ่งคุณหญิงกัลยาได้ผลักดันให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ ให้ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้เรียน CODING ซึ่งเป็นการเรียนที่เน้นการใช้กระบวนการคิด เพื่อเตรียมเยาวชนของไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ ไม่นับรวมนโยบายและโครงการอื่นๆ ของคุณหญิงกัลยา ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10 การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ หรือ “ชลกร” เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

“ตลอด 3 ปี คุณหญิงกัลยา ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาไปที่ตัวเด็กโดยตรง ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ของคุณหญิงกัลยา เป็นที่น่ายินดีว่า ดร.สุชัชวีร์ จะเข้ามาช่วยทำงานและผลักดันนโยบายโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง PLUGGED CODING เพื่อวางรากฐานการศึกษาให้กับเด็กไทย ก้าวไกลสู่สากล และสร้างเด็กไทยให้มีศักยภาพเหมาะสมสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ที่มีความผันผวนไม่แน่นอน และต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการขับเคลื่อน” นางดรุณวรรณ กล่าว