ศธ.รับมอบสื่อพัฒนา EQ นักเรียน ‘Hoppy & Happy เต้นให้สนุก ฝึกสติให้ใจมีพลัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671496

ศธ.รับมอบสื่อพัฒนา EQ นักเรียน 'Hoppy & Happy เต้นให้สนุก ฝึกสติให้ใจมีพลัง'

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.08 น.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนรู้ โครงการการพัฒนา EQ และเสริมสร้างความสุขแก่นักเรียน โดยการปฏิบัติการเต้น เคลื่อนไหวด้วยสมาธิหรือการทำโยคะ “Hoppy Happy for Thai Children and Youth” ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มทีมงาน Meditation Plus และมหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย แพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพ และแพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร เป็นผู้อำนวยการผลิตสื่อการเรียนรู้  ในโอกาสนี้ แพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพ ได้รายงานวัตถุประสงค์ของการจัดทำสื่อการเรียนรู้ “Hoppy & Happy เต้นให้สนุกและฝึกสติให้ใจมีพลัง” ให้ รมว.ศธ. ได้รับทราบ พร้อมด้วยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำเสนอผลการใช้ในโรงเรียนนำร่องสังกัด สพฐ. และสถานศึกษาสังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และนางภารดี ผางสง่า นำเสนอผลการใช้ในโรงเรียนวัดอมรินทราราม โดยมีคณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดอมรินทราราม และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนไทยทั้งในเรื่องความเครียดและการรับมือกับปัญหาหรือความรุนแรงต่าง ๆโดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งควรจะให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ จึงได้มอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำงานร่วมกับกลุ่มทีมงาน Meditation Plus นำโดย แพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ และแพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร ซึ่งได้นำเสนอโครงการ “Hoppy Happy for Thai Children and Youth” เพื่อพัฒนา EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient: EQ) และการสร้างความสุขแก่เด็กและเยาวชน โดยการทำสมาธิและการเต้นและเคลื่อนไหวโดยใช้เสียงเพลง เพื่อให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาหรือความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เนื่องจากสภาพปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยปัจจุบันที่พบในสื่อต่าง ๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ และความรู้ความฉลาดอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความสุข กลุ่มทีมงาน Meditation Plus จึงมีความปรารถนาดีที่จะนำความรู้และผลงานวิจัยจากต่างประเทศ เกี่ยวกับการพัฒนา EQ และสมาธิมาพัฒนาสื่อการเรียนรู้ (คลิปวิดีทัศน์ “Hoppy & Happy เต้นให้สนุกและฝึกสติให้ใจมีพลัง”) ที่จะเป็นประโยชน์กับเด็กและเยาวชนไทย

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการรายงานของกลุ่มทีมงาน Meditation Plus พบว่าสมาธิของนักเรียนมีผลต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง หรือจากการเรียนวิชาหนึ่งไปอีกวิซาหนึ่ง ซึ่งในทางวิจัยพบว่า หากทำให้คลื่นสมองที่กระตุ้นจากความวุ่นวายหรือตื่นเต้น ค่อย ๆผ่อนลง เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อประสาท อารมณ์และสมองจะพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และส่งผลในระยะยาวต่อการนำไปใช้ปรับอารมณ์ความเครียด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ดังนั้น การทำสมาธิ การเต้นและเคลื่อนไหวโดยใช้เสียงเพลง จะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของนักเรียน ทำให้นักเรียนสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น รับมือกับสภาพปัญหาต่าง ๆในปัจจุบันได้ รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อการฝึกสมาธิ จะส่งผลในระยะยาวต่อนักเรียนในการนำไปใช้ปรับอารมณ์ความเครียด และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตลอดจนการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีสติและมีความสุข

“ต้องขอขอบคุณทีมงาน Meditation Plus รวมถึงศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อฯในโครงการนี้ ถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมาก ทำให้เกิดคลิปวิดีโอ Hoppy & Happy เต้นให้สนุกเพื่อฝึกสติให้ใจมีพลัง แล้วก็ได้นำสื่อที่มีคุณค่านี้มามอบให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ และจากที่ได้มีการพูดคุยกับแพทย์หญิงกุหลาบ และแพทย์หญิงวิไลเมื่อหลายเดือนก่อน ได้เห็นเจตนารมณ์ความตั้งใจที่จะทำโครงการดีๆเพื่อพัฒนาจิตใจและเสริมสร้าง EQ ให้กับน้องๆ เยาวชนกว่าหลายหมื่นโรงเรียนทั่วประเทศ สื่อนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับสถานการณ์หลังเปิดภาคเรียนที่พบว่าน้อง ๆ มีสภาวะความเครียดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า การพัฒนาจิตใจและสมองควบคู่ไปกับร่างกายที่แข็งแรง จะทำให้เด็กมีสติ มีสมาธิ มีความตั้งมั่น ก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะความเครียดขณะนี้ซึ่งมีความจำเป็นที่คุณครูต้องมีเครื่องมือและสื่อต่างๆ เข้ามาช่วยด้วย ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่คุณครูต้องเผชิญนอกจากการทำหน้าที่สอนอย่างเดียว โดยต้องช่วยกันดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง ทั้งวิถีชีวิตและสภาพเศษฐกิจ กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของเรา ซึ่งนอกจากจะเป็นคนเก่งแล้ว ต้องเป็นคนดี มีจิตใจเข้มแข็ง และมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นที่ตั้ง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำสื่อการเรียนรู้ (คลิปวิดีทัศน์) ลงสู่การปฏิบัติในโรงเรียน แบ่งเป็น ระยะที่ 1 ทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องการพัฒนา จำนวน 1,262 โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 เขต (แต่ละเขตพื้นที่มีจำนวนโรงเรียนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสมัครใจ) และสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 177 สถานศึกษา ประกอบด้วย 1) โรงเรียนเฉพาะความพิการ 47 โรงเรียน 2) โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ 52 โรงเรียน 3) ศูนย์การศึกษาพิเศษ 77 ศูนย์ เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ส่วนในระยะที่ 2 จะขยายผลในโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับคณะวิจัยจากภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาประยุกต์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา นำโดย รศ.เพ็ญนภา กุลนภาดล ทำการวิจัยผลการนำสื่อการเรียนรู้ (คลิปวิดีทัศน์) ไปใช้ในโรงเรียนวิจัยฯ โดยคัดเลือกจาก 6 ภูมิภาค ภาคละ 2 จังหวัด จังหวัดละ 2 โรงเรียน รวมเป็น 12 จังหวัด 24 โรงเรียน โดยจะเก็บตัวอย่างจังหวัดละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 2,400 คน ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2565 มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 (อายุประมาณ 9-12 ปี) เป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งพัฒนาการทางด้านจิตใจมักมีความเชื่อมโยงกับพัฒนาการทางร่างกายที่เติบโตขึ้น และอาจมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้กำหนดจังหวัด แล้ว สพฐ. ประสานงานคัดเลือกโรงเรียนจากโรงเรียนนำร่องการพัฒนา โดยได้รับงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสนับสนุนการวิจัยดังกล่าว และผลการวิจัยจะนำมาใช้เพื่อปรับปรุงขยายผลโครงการในระยะต่อไป

“สพฐ. คาดหวังว่า กิจกรรมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านการศึกษาเรียนรู้ การทำกิจวัตรประจำวันของนักเรียน การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีสติและมีความสุข ช่วยให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด วิตกกังวล ทำให้นักเรียนตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง สามารถเข้าใจอารมณ์ มีความเมตตาต่อตนเอง และสามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ อีกทั้งช่วยให้นักเรียนเข้าใจผู้อื่น สามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และช่วยให้นักเรียนมีความสนใจ ความจดจ่อ ทำงานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้อย่างลุล่วง โดยโรงเรียนสามารถนำสื่อฯ ไปใช้จัดกิจกรรมได้ทุกชั้นเรียน ในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน ช่วงบ่ายก่อนเข้าเรียน ระหว่างเปลี่ยนวิชาเรียน หรือก่อนเลิกเรียนก็ได้ และจะได้ผลดีเมื่อจัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ตามความเหมาะสม” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ชีวิตครูบนดอย ของลูก’ม.ท.ศ.’ สานต่อพระราชปณิธาน’ในหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671492

ชีวิตครูบนดอย ของลูก'ม.ท.ศ.' สานต่อพระราชปณิธาน'ในหลวง'

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.53 น.

ชีวิตครูบนดอย ของลูก”ม.ท.ศ.” สานต่อพระราชปณิธาน”ในหลวง” ตอบแทนแผ่นดินตราบสิ้นลมหายใจ

“หากข้าพเจ้าได้เป็นครูอย่างที่หวังไว้ ข้าพเจ้าจะไม่สักแต่สอนหนังสือ แต่ข้าพเจ้าจะ “สอนคน” คือสอนเด็กๆ ให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือประเทศชาติได้ หนึ่งในคำมั่นของ “วาสินี รุ่งเมือง (หญิง) นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.รุ่นที่ 2 จังหวัดแม่ฮ่องสอน” ที่ประกาศคำมั่นในการทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเพื่อน้องบนดอยสูง

จากชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นโอกาสที่จะได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สู่ชีวิตข้าราชการครูที่ตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้แก่เด็กๆ และตั้งปณิธานอันแน่วแน่วว่าจะ “ตอบแทนแผ่นดิน…ตราบสิ้นลมหายใจ”

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่เรียนดี ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามสาขาวิชาที่ต้องการ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนจบระดับปริญญาตรี

น้องหญิง ได้รับทุนพระราชทานตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2553 ทุนพระราชทานนี้ทำให้น้องหญิงได้ศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่มุ่งหวัง ซึ่งเลือกเรียนสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “คุณครูบนดอย” หรือ “คุณครูตามถิ่นทุรกันดาร”

เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหมุดหมายของชีวิตหวังไว้ น้องหญิง เลือกกลับมาสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง เพราะต้องการกลับมาพัฒนาเยาวชนในบ้านเกิดให้มีความรู้ มีทักษะชีวิต มีโอกาสที่ดีเหมือนตัวเขา และชีวิตข้าราชการครูที่มุ่งหวังและใฝ่ฝันไว้ก็ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน น้องหญิงเป็นครู โรงเรียนบ้านกอกหลวง ตำบลแม่นาจาง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยโรงเรียนนี้อยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 51 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางโดยรถมอเตอร์ไซค์ กว่าสามชั่วโมง สภาพถนนหนทางมีทั้งลาดยาง คอนกรีต และลูกรัง สลับกันไป ทางลูกรังในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ถนนก็จะเต็มไปด้วยฝุ่นหนา ส่วนในช่วงฤดูฝน ถนนก็จะสัญจรลำบาก เนื่องด้วยเส้นทางดังกล่าวต้องลัดเลาะตามภูเขา จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แต่ความยากลำบากดังกล่าวก็มิได้ทำให้น้องหญิงรู้สึกท้อแท้หรือหวาดกลัว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น้องหญิงตั้งใจอยากมาสัมผัส อยากมาเรียนรู้ และอยากมาช่วยพัฒนาเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้มีคุณภาพชีวิต รวมถึงคุณภาพความคิดให้ดียิ่งขึ้น

แม้ว่าเส้นทางเข้าหมู่บ้านจะค่อนข้างลำบากและห่างไกล รวมถึงสื่อการเรียนการสอนอาจมีไม่ครบเหมือนอย่างโรงเรียนที่อยู่ในเมือง แต่บรรยากาศทั้งในโรงเรียนและในหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น มีความเป็นกันเอง มีความเป็นครอบครัว เพราะเป็นเรื่องปกติที่คุณครูบนดอยจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่แบ่งแยก เช่นเดียวกับเด็กๆ และชาวบ้านที่ให้ความเคารพ ให้ความร่วมมือต่าง ๆ แก่คณะครูและทางโรงเรียนเป็นอย่างดี สิ่งนี้จึงถือว่าเป็นกำไรของคุณครูที่ได้มาอยู่บนดอย

นอกจากการที่ได้มีโอกาสเดินทางตามความฝันจนถือว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้วนั้น สิ่งที่วาสินีตั้งมั่นในปณิธานไว้เสมอก็คือ “…หากข้าพเจ้าได้เป็นครูอย่างที่หวังไว้ ข้าพเจ้าจะไม่สักแต่สอนหนังสือ แต่ข้าพเจ้าจะ “สอนคน” คือสอนเด็กๆ ให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือประเทศชาติได้…”

เหนือสิ่งอื่นใด น้องหญิงรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาพระราชทานทุนการศึกษานี้ให้แก่เขา หากไม่ได้รับทุนพระราชทานนี้ คงไม่ได้รับโอกาสดีๆ อีกมากมายที่เข้ามาในชีวิตและครอบครัว โดยสัญญาว่าจะมอบโอกาสดีๆ ให้ผู้อื่น จะตั้งใจถ่ายทอดวิชาอันเป็นความรู้และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆ จะเป็นข้าราชการ…ข้าของแผ่นดิน ที่ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านสืบไป

มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) เป็นมูลนิธิที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่จะสร้างโอกาสแก่เยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ และทรงมีพระราชดำริพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย โดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ยากจนให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดทำ “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อพุทธศักราช 2552 และต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.) เพื่อดำเนินการส่งเสริมเยาวชนที่เรียนดี ขยันหมั่นเพียร ประพฤติดี มีคุณธรรม มีฐานะยากจน สามารถศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่ตรงตามความต้องการ โดยทรงวางหลักการกระจายทุนให้ครอบคลุมทุกจังหวัด อันเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถ และศักยภาพแก่เยาวชนไทย

ปลัดมท.เผยปชช.-นทท.ต่างชาติสนใจร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671448

ปลัดมท.เผยปชช.-นทท.ต่างชาติสนใจร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.47 น.

ปลัดมท.เผยประชาชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไทยในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ยอดจำหน่ายแล้วกว่า 3 แสน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้รับโอกาสจากรัฐบาล ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ระหว่างวันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยนำผีเสื้อประดิษฐ์จากผ้าประจำถิ่นของพี่น้องประชาชนทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 10,545 ตัว อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศ ร่วมประดับตกแต่งนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย จัดกิจกรรมการสาธิตและการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนิทรรศการเกี่ยวกับผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำพระราชดำริฯ และการสาธิตประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด แบ่งเป็น 2 จุด ได้แก่ ศาลาที่ 1 สาธิตการประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด เพื่อให้พี่น้องประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และช่างต่างประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์ผีเสื้อ และนำผีเสื้อไปประกอบการจัดนิทรรศการและประดับตกแต่งต้นไม้โดยรอบบริเวณหอนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ พร้อมทั้งมีจุดเช็คอินถ่ายภาพและที่ติดประดับผีเสื้อผ้าไทย ซึ่งในช่วง 4 วันแรกของการจัดงาน คือ ระหว่างวันที่ 1 – 4 สิงหาคม 2565 เป็นการสาธิตโดยกลุ่มศิลปะประดิษฐ์ดอกไม้จากรังไหม แม่หนูจีน ศรีนัมมัง และกลุ่มสาธิตจากจังหวัดนครราชสีมา นครพนม และอุดรธานี ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ร่วมชมการสาธิตและลงมือประดิษฐ์ผีเสื้อเป็นจำนวนมาก ทั้งการประดิษฐ์ผีเสื้อเพื่อตกแต่งนิทรรศการ และการประดิษฐ์เป็นเข็มกลัดนำไปเป็นของที่ระลึกติดเสื้อ ติดกระเป๋า รวมทั้งได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานด้วย

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สำหรับในส่วนของศาลาที่ 2 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย 4 ภูมิภาค ซึ่งในช่วงระหว่างวันที่ 1 – 4 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เป็นการจัดแสดงนิทรรศการฯ และออกร้านฯ ของศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์และบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม กลุ่มทอผ้าไหมหมี่ขิดบ้านสีชื่นชม จังหวัดอุดรธานี กลุ่มผ้าตุ้มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มสตรีทอผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่คึมมะอุสวนหม่อน จังหวัดนครราชสีมา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เที่ยวชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไทย สร้างรายได้ให้กับช่างทอผ้าและผู้ประกอบการมากกว่า 3 แสนบาท ทำให้เกิดการสร้างรายได้จากภูมิปัญญา หัตถศิลป์ หัตถกรรม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และเป็นสิ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงรื้อฟื้นผ้าไทยให้กลับมาเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน

“สำหรับในห้วงระหว่างวันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2565 นี้ จะเป็นการสาธิตการประดิษฐ์ผีเสื้อ และการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยพร้อมทั้งการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยของภาคใต้ ได้แก่ 1) กลุ่มศิวนาฏ จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยการนำลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ” มาดัดแปลงกับลวดลายความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองพัทลุง ผสมผสานกับรูปแบบผ้าเก่าเมืองชัยบุรี เริ่มจากการพิมพ์ลายขอทับลงบนเนื้อผ้าในชั้นที่ 1 และพิมพ์ย้อมเก็บสี เพื่อนำมาทับด้วยลายดอกรวงผึ้ง ซึ่งเป็นลายโบราณของเมืองพัทลุง เพื่อให้เกิดลายผ้ามิติใหม่ของลวดลายทั้ง 2 บนเนื้อผ้า ซึ่งกลุ่มศิวนาฏถือเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำผ้าไทยพื้นถิ่นและลวดลายของความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่นมาสร้างมูลค่าของผ้าไทยให้เป็นที่นิยมของคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัยมากยิ่งขึ้น  และ 2) กลุ่มผ้าทอเกาะยอ จังหวัดสงขลา โดย “ผ้าเกาะยอ” เป็นผ้าทอพื้นเมืองของชาวบ้านในตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา มีความประณีตและสีสันที่สวยงาม โดยมีการทอยกดอกที่มีลวดลายอ่อนนุ่ม ทอมาจากเส้นใยฝ้ายที่มีเนื้อแน่น ลวดลายไม่ซับซ้อน เป็นลวดลายที่เกิดจากการขิด ด้วยการทอด้วยมือและแบบเหยียบตะกอแยกเส้นยืนขึ้น-ลง ทำให้เกิดลายตารางคล้ายกับผ้าขาวม้า มีจุดเด่นที่มีลายในเนื้อผ้านูนขึ้นมา มีลายเส้นละเอียดสวยงาม และมีความคงทน เนื้อผ้าดูแลรักษาง่าย ลายตารางที่มีขนาดเล็กซ้อน ๆ กัน ทอด้วยด้ายสองสี นอกจากนี้ ผ้าทอเกาะยอมีการทอเป็นลายดอกชนิดต่าง ๆ มากมาย เช่น ลายก้านแย่งหรือชื่อเดิมคือลายคอนกเขา ซึ่งเป็นลายที่สวยที่สุด ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นลายราชวัตร โดยผ้าทอเกาะยอถือเป็นอัตลักษณ์และวิถีของชาวเกาะยอ เพราะได้มีการสืบทอดต่อกันภายในครัวเรือนแบบรุ่นต่อรุ่นเรื่อย ๆ มาเป็นเวลาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบัน” ดร.วันดี กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ระหว่างวันที่ 1- 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยสีฟ้า หรือผ้าไทยท้องถิ่นจากทุกภูมิภาค เพื่อร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงภักดีถวายแด่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” โดยพร้อมเพียงกัน

– 006

อว.เผยผลประเมินความโปร่งใส ประจำปี 65 ผ่านฉลุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671313

อว.เผยผลประเมินความโปร่งใส ประจำปี 65 ผ่านฉลุย

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.55 น.

อว.เผยผลประเมินความโปร่งใส ประจำปี 65 ผ่านฉลุย ด้วยคะแนน 94.74 คะแนน เพิ่มขึ้น 3.09 คะแนน เมื่อเทียบปี 2564 

เมื่อวันที่ 5  ส.ค. 2565 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ปลัด อว.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้แจ้งผล การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment) หรือการประเมิน ITA ตามกรอบแนวทางการประเมินที่กำหนดตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ปรากฏว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีหน่วยงานในสังกัดที่เข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 17 หน่วยงาน และสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 86 แห่ง โดยในส่วนของ 17 หน่วยงานในสังกัด อว. มีผลการประเมินคะแนนเฉลี่ย 92.66 คะแนน ผ่านเกณฑ์ทุกหน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 100

ขณะที่ ผลการประเมินสถาบันอุดมศึกษา ส่วนใหญ่ผ่านการประเมิน มีผลคะแนนเฉลี่ย 88.04 โดยมีสถาบันอุดมศึกษาที่ผ่านการประเมิน จำนวน 66 แห่ง จาก 86 แห่ง ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาที่ได้ คะแนนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี (98.52) มหาวิทยาลัยพะเยา (95.80) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (95.70) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (95.29) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (95.24)

ปลัด อว. กล่าวต่อว่า ในส่วนของสำนักงานปลัด อว. มีผลการประเมินคุณธรรมและ ความโปร่งใส 94.74 คะแนน อยู่ในระดับ A เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.09 คะแนน โดยได้ 100 คะแนนเต็ม 2 ข้อ คือ การป้องกันการทุจริต และการเปิดเผยข้อมูล ตามด้วยการปฏิบัติหน้าที่ (96.12) คุณภาพการดำเนินงาน (95.39) การใช้อำนาจ (93.90) และการแก้ปัญหาการทุจริต (93.54) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส พร้อมรับผิดชอบและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ ขณะที่หน่วยงานในสังกัด อว. อื่นๆ ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ทุกหน่วยงาน อาทิ องค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (97.41) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (96.71) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (95.00) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (94.89) เป็นต้น

“ผลการประเมินมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกหน่วยงานในสังกัด อว.โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ได้กำหนดมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้น การยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสาร ให้ผู้มารับบริการ ผู้มาติดต่อ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ สป.อว. สามารถเข้าถึงข้อมูลของ สป.อว. ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เพิ่มช่องทาง การร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนให้ผู้รับบริการสามารถส่งข้อเสนอแนะและความคิดเห็นในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการให้บริการของ สป.อว. เพื่อพัฒนาปรับปรุงการสื่อสารกับผู้รับบริการ หรือประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี (Good Governance) และแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ หรือ การประเมิน ITA ของ สำนักงาน ป.ป.ช.” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์  กล่าว
 

009

‘3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์’ ม.ธรรมศาสตร์ กวาด 3 รางวัล ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671290

'3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์' ม.ธรรมศาสตร์  กวาด 3 รางวัล ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี 65

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 09.35 น.

“3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์” ม.ธรรมศาสตร์  กวาด 3 รางวัล สุดยอด “ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565”  ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประกาศผลและมอบรางวัลการประกวด “ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565”  ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022) ” ครั้งที่ 17  ระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ณ ชั้น 22 และ 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร มีผลงานส่งเข้าประกวด จำนวน 155 ผลงาน  ซึ่งมีการมอบรางวัลประกอบด้วย รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการ จำนวน 30 รางวัล รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา จำนวน 30 รางวัล และ เหรียญรางวัลตามเกณฑ์คะแนน ของแต่ละผลงาน จำนวน 155 รางวัล ใน 5  กลุ่มเรื่อง ได้แก่ ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ,ด้านการสาธารณสุข สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์, การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ ,ด้านพลังาน สิ่งแวดล้อมและ BCG Economy Model และด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  หรือ วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  ขอชื่นชมคณะอาจารย์  นิสิต  นักศึกษา  รวมถึงผู้บริหารหน่วยงาน  ที่ให้การสนับสนุน และส่งเสริมกระบวนการสร้างสรรค์ หรือองค์ความรู้การวิจัย  และนวัตกรรม   เพื่อเป็นฐานความรู้ ในการนำไปพัฒนาประเทศ  โดยกิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งนี้  ถือเป็นกิจกรรมสำคัญหนึ่ง  ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565”  หรือ “Thailand Research Expo 2022”  ซึ่งจัด ขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนไทย  ได้นำเสนอผลงาน จากความคิดสร้างสรรค์  ตลอดจนเพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ  ในการพัฒนาผลงาน  ให้ก้าวไปสู่เส้นทาง การเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์  ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป  

ทั้งนี้รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการ จำนวน 30 รางวัล มีผลงานที่ได้รับรางวัลดีเด่น ดังนี้

ระดับปริญญาตรี รางวัลดีเด่นเงินรางวัล 15,000 บาท ประกอบด้วย 

เรื่อง “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,เรื่อง “เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือดชนิดพกพา” มหาวิทยาลัยรังสิต,เรื่อง“นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบบทางเดินหายใจเพื่อเสริมสร้างทักษะสำหรับแพทย์ในศตวรรษที่ 21”  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, เรื่อง “เซนเซอร์ทางเคมีไฟฟ้าสำหรับตรวจวัดตะกั่วเพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ”  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี,เรื่อง “เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมที่ใช้ร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ระบบสุริยะ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 

ระดับบัณฑิตศึกษา รางวัลดีเด่นเงินรางวัล 20,000 บาท ประกอบด้วย

เรื่อง “ฉลากอัจฉริยะบ่งชี้เวลา-อุณหภูมิ สำหรับผลิตผลสด” หน่วยงาน: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,เรื่อง “พร็อก มอส : อุปกรณ์ตรวจคัดกรองระดับโมเลกุลมะเร็งต่อมลูกหมาก” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , เรื่อง “ไมอีโลซอฟต์ : การพัฒนาระบบนับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมชนิดคอนโวลูชัน” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล, เรื่อง “เพิร์ลสกิน: ครีมขัดผิวเกล็ดประกายมุก”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เรื่อง “การปรับปรุงประสิทธิภาพในการต้านเชื้อจุลชีพและสมรรถนะด้านต่างๆของวัสดุผสมซีเมนต์เชิงประกอบด้วยสารประกอบอลูมินัม-สังกะสี” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา จำนวน 30 รางวัล มีผลงานที่ได้รับรางวัลดีเด่น ดังนี้

ระดับปริญญาตรี รางวัลดีเด่น  เงินรางวัล 20,000 บาท ประกอบด้วย

เรื่อง “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์”  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เรื่อง “ผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินเมทาคริโลอิลและเซลล์ต้นกำเนิดผสมโกรทแฟคเตอร์ด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล”  มหาวิทยาลัยรังสิต,เรื่อง “นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบบทางเดินหายใจเพื่อเสริมสร้างทักษะสำหรับแพทย์ในศตวรรษที่ 21”  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,เรื่อง “การผลิตอนุภาคนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยแมลงภู่”  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรื่อง “คูดี้ เคยูทัวร์” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระดับบัณฑิตศึกษา รางวัลดีเด่น เงินรางวัล 30,000 บาท ประกอบด้วย 

เรื่อง “นวัตกรรมการจัดการน้ำและธาตุอาหารแบบลุ่มน้ำสำหรับการผลิตทุเรียน” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เรื่อง “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพซินไบโอโทโทล ไรซ์” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, เรื่อง “ไมอีโลซอฟต์ : การพัฒนาระบบนับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมชนิดคอนโวลูชัน”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล,เรื่อง “การผลิตไฟฟ้าร่วมอบแห้งและกำจัดขยะติดเชื้อทางการแพทย์” มหาวิทยาลัยแม่โจ้และเรื่อง “การเปลี่ยนรูป “ราชธานีศรีวะนาไล” ผ่านวิธีพหุสัมผัส
สู่สุนทรียะเชิงสัมพันธ์” มหาวิทยาลัยบูรพา

รางวัลเหรียญรางวัลตามเกณฑ์คะแนน ของแต่ละผลงาน

รางวัลเหรียญทองจำนวน 44 รางวัล อาทิ สารละลายช่วยผสมเกสรทุเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เม็ดบีดจุลินทรีย์รวมย่อยสลายอินทรีวัตถุ ชักนำรากแก้ปัญหารากเน่าโคนเน่าในต้นทุเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ฉลากอัจฉริยะบ่งชี้เวลา-อุณหภูมิ สำหรับผลิตผลสด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนาโนฟิล์มโดยกระบวนการสปาร์คเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับเอทิลีน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น  พร้อมรางวัลเหรียญเงินจำนวน  81 รางวัล และ เหรียญทองแดงจำนวน 30 รางวัล

ผอ.วช.กล่าวย้ำว่า การจัดกิจกรรม การประกวดผลงาน นวัตกรรมสายอุดมศึกษา  ตลอดการจัดงาน ที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจ  ผลงานของนิสิต นักศึกษา ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู้ พร้อมทั้งเป็นการสร้างเครือข่าย  ด้านการวิจัยและนวัตกรรม  ระหว่างนักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา  เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคตที่ดี  ในวันนี้  ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง  กับทีมน้องๆ เยาวชนทุกทีม ที่ได้รับรางวัล  ขอให้ เพียรพยายาม มุมานะในการพัฒนา ผลงานวิจัย และนวัตกรรมต่อไป  และหวังว่า  ผลงานวิจัย  ผลงานประดิษฐ์คิดค้น   และนวัตกรรม  ของนิสิตนักศึกษา จะช่วยขยายผล ในการนำไปใช้ประโยชน์  เพื่อการพัฒนาประเทศ  ได้อย่างกว้างขวาง  และเป็น รูปธรรมต่อไป

‘สาธิตม.รังสิต’โรงเรียนต้นแบบคุมโควิด-ตรวจ PCR เด็กทุกสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671247

‘สาธิตม.รังสิต’โรงเรียนต้นแบบคุมโควิด-ตรวจ PCR เด็กทุกสัปดาห์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 20.27 น.

‘สาธิตม.รังสิต’โรงเรียนต้นแบบคุมโควิด-ตรวจ PCR เด็กทุกสัปดาห์

สถานการณ์โควิด-19 กับโรงเรียนยังไม่คลี่คลาย ภายหลังการเปิดเทอมเรียนออนไซต์ทั้งประเทศเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา และหลายโรงเรียนต้องกลับสู่การเรียนออนไลน์อีกครั้ง เพราะมีตัวเลขการติดเชื้อโควิดในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น แต่ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) กลับได้รับคำชมจากผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก ทั้งมาตรการควบคุมดูแล และระเบียบคัดกรองขั้นสูงสุด จนทำให้ล่าสุดกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบในปี 2565 เป็นที่เรียบร้อย และในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคมนี้ จะมีงาน ‘Carnival Family Fun Day’ เป็นการแสดงของนักเรียน 2 ภาษาหลักสูตรเคมบริดจ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองภายนอกเข้ารับชม และภายในงานมีส่วนลดค่าเทอมมากสุดถึง 80,000 บาทอีกด้วย

มร.เฮนริค ฟูรี่ ทีมผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายครูต่างประเทศ แนะนำว่า ที่ SBS เราจะตรวจ PCR นักเรียนทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ และตรวจ ATK เพิ่มอีกครั้งระหว่างอาทิตย์หากว่าเป็นวันหยุดยาว เพื่อให้ได้ผลแน่ชัดว่าทุกคนในโรงเรียนจะปลอดภัย ดังนั้น เราจึงมั่นใจที่จะจัดงาน OPEN HOUSE ขึ้นในวันเสาร์นี้ เพื่อให้ผู้ปกครองภายนอกในเข้ามาชมการแสดงจากเด็กนักเรียนหลักสูตรนานาชาติทวิภาษา ตั้งแต่เวลา 08:00-15:00 น.

ผู้ปกครองภายนอกที่จะเข้าร่วมงานต้องโชว์ผลตรวจ ATK ที่หน้าประตูทางเข้า โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต หรือโทรสอบถามและจองเวลาเยี่ยมชมได้ที่ โทร 02-792-7504 หรือ http://www.sbs.ac.th

-005

‘เอนก’หนุนตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671160

‘เอนก’หนุนตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.54 น.

‘เอนก’หนุนตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เสริมสร้างเอกลักษณ์จากต้นทุนเดิมที่ไทยมีอยู่ ชี้‘อว.’มีกลไกพร้อมรองรับปลดล็อกข้อจำกัดด้านการอุดมศึกษา

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 4/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ สอวช. ได้นำเสนอ 2 แนวทางสำคัญในมิติเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านกำลังคน ส่วนแรกคือ ข้อเสนอการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะนำร่องการจัดตั้งสถาบันศิลปะโรงเรียนเพาะช่าง เพื่อเป็นตัวอย่างการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านทัศนศิลป์ งานฝีมือและหัตถกรรม ในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ

ส่วนที่สองคือการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อน Thailand Soft Power “Reinventing the Media Industry” โดยในประเด็นแรก ดร. เอนก ให้ความเห็นว่า การจะจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาในรูปแบบใหม่ที่เป็นสถาบันเพื่อความสร้างสรรค์ จะต้องไม่ให้มีระบบหรือระเบียบที่ไม่สร้างสรรค์ เข้ามาเป็นข้อติดขัด ซึ่งกระทรวง อว. เอง ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมองถึงการพัฒนาศิลปะ อารยะ สุนทรียะด้วย

“ในยุคที่เราจะทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คิดว่ายุทธศาสตร์สำคัญของเราคือ Rebirth of Thai arts and culture ทำให้เกิดเป็นยุคเรอเนซองซ์ของศิลปะ สุนทรียะ และอารยะแบบไทย รื้อฟื้นสิ่งเดิม ของเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว เสริมให้มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น โลกทุกวันนี้ต้องการสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ใหม่ ที่ไม่ได้มีแค่ในฝั่งตะวันตก ในฝั่งเอเชียก็มีส่วนกำหนดภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของโลกด้วย อย่างมวยไทยที่กลายไปเป็นมวยโลก นวดไทยกลายเป็นนวดโลก รวมถึงสปาไทย อาหารไทย เสื้อผ้าไทย ที่ยังสามารถส่งเสริมและพัฒนาไปสู่ระดับโลก กลายเป็นแฟชั่นของโลกได้ และช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยให้มีแนวทางไปสู่อนาคต” ดร. เอนก กล่าว

ดร. เอนก ยังได้กล่าวถึง สิ่งที่กระทรวง อว. ได้ช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ในการพัฒนาด้านการอุดมศึกษา เพื่อไม่ให้ติดกับดักในรูปแบบเดิม ทั้งการผลักดันในเรื่อง Sandbox เกิดเป็น Higher Education Sandbox หรือการจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาได้ออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์กับภาคเอกชนหรือภาคที่ใช้งานกำลังคนได้อย่างตรงจุด รวมถึงแนวทางการจัดทำธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนในสิ่งที่สนใจโดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ ดร. เอนก ยังได้ให้ความเห็นว่า อีกส่วนที่สำคัญคือการทำให้คนไทยมองเห็นว่าศิลปะกับวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมโยงกัน และต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป แสดงให้เห็นว่าศิลปะในรูปแบบใหม่มีการพัฒนาไปได้ด้วยความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันงานด้านวิทยาศาสตร์หากนำด้านศิลปะมาผสมผสานก็จะทำให้เกิดผลงานที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยถึงหลักคิดของการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ มุ่งเน้นการอนุรักษ์ รวบรวม สืบสาน และเผยแพร่งานด้านทัศนศิลป์ งานฝีมือและหัตถกรรมของไทยในวงกว้าง เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรบุคคลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงวัย บ่มเพาะผู้มีความสามารถเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นหน่วยงานที่มีนวัตกรรมการศึกษาที่เอื้อต่อการสร้างให้เกิดการบูรณาการศาสตร์กับการฝึกประสบการณ์ร่วมกับภาคเอกชน ชุมชน และสังคม เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ เป็นพื้นที่เปิดให้เกิดการทำงานในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทั้ง สามารถนำบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านสร้างสรรค์เข้ามาทำงานในสถาบันทั้งในรูปแบบของการเป็นอาจารย์ผู้สอน หรือเป็นบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตามภารกิจของสถาบัน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของสถาบัน จะเป็นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มศิลปินและแรงงานทักษะมืออาชีพ ผู้ประกอบการสร้างสรรค์อิสระรวมถึงผู้ประกอบการที่สถาบันสนับสนุน (Entrepreneur) ส่วนผลผลิตของสถาบัน คือการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพและความสามารถด้านศิลปะและการออกแบบ สร้างผลงานที่คุณค่าและมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม สร้างนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมให้เกิดย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และพัฒนางานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นในภาพรวมว่า ระบบการบริหารจัดการของสถาบันที่จะจัดตั้งขึ้นต้องทำให้มีความคล่องตัว ทันสมัย ไม่ยึดติดกับระบบราชการรูปแบบเดิม โดยอาจศึกษาต้นแบบสถาบันด้านศิลปะในต่างประเทศเป็นแนวทาง และยังได้ให้ข้อเสนอแนะให้มองถึงความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่แล้ว โดยมองเป็นภาพใหญ่ในระดับประเทศให้มีการทำงานร่วมกัน แก้ไขช่องว่างที่พบในสถาบันอุดมศึกษาแบบเดิม แต่ขณะเดียวกันก็ให้สามารถดึงบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสถาบันอุดมศึกษาเดิมเข้ามาร่วมพัฒนาการเรียนการสอน หรือการทำให้เกิดสถาบันที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการบริหารจัดการในมหาวิทยาลัยและคณะที่มีการเรียนในสาขาที่เหมือนกันด้วย

ส่วนประเด็นการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อน Thailand Soft Power “Reinventing the Media Industry” โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เห็นแนวทางที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในมุมของการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อ มีการทำงานร่วมกับสมาคมด้านสื่อหลายสมาคม โดยเห็นว่าสิ่งสำคัญที่ต้องเติมเต็มในอุตสาหกรรมสื่อ คือการเสริมทักษะใหม่ๆ ให้กับบุคลากร เช่น ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การผลิตเนื้อหาอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการผลิตเนื้อหาสื่อไทยให้ไปสู่ระดับโลก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อภาคเศรษฐกิจ และต้องทำงานร่วมกับฝั่งอุปสงค์ (demand) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคที่ใช้งานกำลังคนด้วย

สำหรับเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนากำลังคนด้านสื่อของ บพค. คือพัฒนาให้เกิดคนเก่ง คนดี มีความสามารถ สร้างกลุ่มคนที่เป็นมันสมอง สร้างความรู้และปัญญาที่นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มีแนวคิดการทำสื่อที่อาศัยทั้งจิตวิญญาณ ความเป็นไทย ความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม มีวิธีการเรียนรู้ใหม่ๆ และเรียนรู้อย่างมุ่งเป้า โดยรูปแบบการทำงานของ บพค. มีเป้าหมายการขับเคลื่อน Soft Power ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมความเป็นไทยสู่สากล ด้วยการสร้าง Brainpower แบบ co-creation สร้าง Highly skilled content creator และการทำให้สื่อสร้างสรรค์เป็นสะพานเชื่อมความเป็นไทยไปสู่สากล

‘ตรีนุช’ย้ำปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ไม่ใช่นโยบายหาเสียงการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671119

'ตรีนุช'ย้ำปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ไม่ใช่นโยบายหาเสียงการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.25 น.

“ตรีนุช” ย้ำปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนไม่เกี่ยวหาเสียงการเมือง อย่านำการเมืองขัดการพัฒนาการศึกษา

วันที่ 4 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีนักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับอัตราเงินอุดหนุนรายหัวตามความจำเป็นพื้นฐานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ครอบคลุมการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาทางเลือก โดยปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่อง 4 ปี งบประมาณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566-2569  เป็นการหาเสียงทางการเมืองนั้น  ว่าตนมองว่าเรื่องนี้เป็นวาทะกรรมทางการเมืองที่พูดกัน ตนไม่อยากให้เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของการเมือง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาจำนวนมาก เช่น การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา ช่วยเหลือกลุ่มเด็กเปราะบางให้ได้รับการศึกษา  และในปี 2564 ครม. มีมติเห็นชอบให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ของโรงเรียนในสังกัด ศธ.และสังกัดอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ.ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน  เป็นต้น 

“ยืนยันว่าการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน ไม่ใช่การหาเสียง เพราะในปีนี้ เราเห็นชัดว่าค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลมองว่าเรื่องดังกล่าวจะนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการศึกษาแน่นอน ต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะส่งความช่วยเหลือไปถึงโรงเรียนและผู้ปกครองโดยตรง ดิฉันไม่อยากให้มองเป็นประเด็นอื่น อยากให้มองว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมถึงเร่งผลักดันในช่วงที่รัฐบาลใกล้หมดวาระ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เพิ่งผลักดัน เพราะสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้วิจัยมาต่อเนื่อง 2 ปี โดย สกศ.ได้ปรับอัตราเงินอุดหนุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(รองเลขาธิการ กพฐ.)กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงทางการเมือง เนื่องจากเงินอุดหนุนเดิมเราใช้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่น้ำมันลิตรละ 10 บาท ข้าวสารถังละ 80 บาท แต่วันนี้ทุกอย่างเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว แต่ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษายังคงใช้อัตราเดิม และการเพิ่มเงินอุดหนุนดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ วิจัยจากค่าใช้จ่ายตามสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงปรับเพิ่มเงินอุดหนุนขึ้นมา ไม่เกี่ยวกับการหาเสียงทางการเมือง                

“เรื่องนี้ ผมต้องขอชื่นชม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่รับฟังข้อเท็จจริงรับฟังปัญหาแล้วช่วยผลักดันจนได้มีการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวครั้งนี้ เพราะถ้าเราไม่ปรับเพิ่มเงินอุดหนุนก็จะกระทบถึงคุณภาพการจัดการศึกษา เพราะตอนนี้ค่าสาธารณูปโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีความพยายามขอเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนมานานแล้วแต่ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงปรับเพิ่มขึ้นให้แบบขั้นบันได ”รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

GrabCampus empowers next generation to advance in digital era

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/education/40018512


Grab Thailand launched the GrabCampus project, empowering the young generation to showcase their business potential with hands-on experience at Grab.

GrabCampus empowers next generation to advance in digital era

Worachat Luxkanalode, Executive Director of Grab Thailand, said, “Access to knowledge, education, and essential skill development are keys to the growth and betterment of our society. At the core of our GrabForGood mission, we strive to utilise technology to make a positive impact on people. Grab Thailand has started a number of initiatives to promote and support all partners in the ecosystem such as ‘GrabAcademy’ – to upskill and enhance knowledge of Grab driver- and merchant partners as well as ‘Grab The Future’ – to provide scholarships to the children of our partners.

“To continue our commitment to creating a wider impact, this year we have launched GrabCampus – a new initiative aimed to support and enhance the potential of university students. The young generation is the main driving force in bettering our society and we are proud to be able to provide a platform and opportunity for them to showcase their talent, get hands-on experience with the team of professionals, and guide them on how to cultivate shared values when conducting business in the society.”

GrabCampus empowers next generation to advance in digital era

GrabCampus consists of three main initiatives:


GrabSpark – the first business case competition by Grab: A platform for university students to showcase their talent through business plan and strategy development under the topic “Driving Business Growth with Data in the Post-pandemic Era” to win prizes worth more than THB 100,000 and an honourable trophy, as well as a chance to join GrabIntern. The opportunity is open to university students from all levels and faculties. The application period is 1-21 August 2022.

GrabIntern – an opportunity for university students from all levels and faculties to get hands-on experiences of working at Grab. Each year, 20 selected GrabInterns will not only get to sharpen their business and management skills but also expand perspectives in utilising technology to drive positive social impact through the ‘socially-conscious business’ concept. They will get to work closely with Grab Thailand executives and diverse teams including Strategy, Planning and Business Development, Marketing and Business Partnership, and Operations, covering Transportation, Delivery, and Financial Service businesses for a period of two months with competitive compensation.

Grab Roadshow – a series of talks by Grab Thailand executives to share their work experience at a tech company with the aim to inspire and prepare university students before they take on a career path.  


“In addition to a challenging job, compensation, and corporate culture similar to their core values, the new generations, especially Gen Z and Millennials, are seeking a more meaningful career – a career that can create a positive change. We hope that GrabCampus will be another initiative that equips the youth with the knowledge and skills to drive a positive impact on society, forges them to become a valuable workforce, and inspires them to conduct a business in a way that it can prosper alongside social development and the environment,”. Worachat concluded. 

Published : August 04, 2022

บ้านปู จับมือคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล ชวน ม.ปลาย และ ปวช. เข้าค่าย ‘เพาเวอร์กรีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670911

บ้านปู จับมือคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล  ชวน ม.ปลาย และ ปวช. เข้าค่าย ‘เพาเวอร์กรีน’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั่วประเทศ เข้าร่วมค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Power Green Camp) ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ “Climate Change, We Must Change-เริ่มเพื่อโลก”

ภายใต้แนวคิดของค่ายฯ “วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม-เรียนรู้สู่การปฏิบัติ” เยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 50 คนจะได้ร่วมกิจกรรมตั้งแต่การปูพื้นฐานเรียนรู้ปัญหา เข้าใจสาเหตุ และผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ ในวันที่ 15-16 ตุลาคม 2565 ก่อนเข้าสู่กิจกรรมการเรียนรู้ภาคสนามระหว่างวันที่ 18-25 ตุลาคม 2565 โดยกิจกรรมไฮไลท์ คือ การลงพื้นที่เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่ง ณ บ้านขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการและ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม การเปลี่ยนแปลงของถ้ำ ณ ถ้ำละว้า อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี และศึกษาความเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ณ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรีปิดท้ายด้วยการประกวดโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลให้คำแนะนำ ชิงทุนการศึกษา พร้อมเกียรติบัตรและถ้วยรางวัล

เยาวชนที่สนใจเข้าร่วมค่ายฯสามารถเข้าไปติดตามรายละเอียด และกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ http://www.powergreencamp.com หรืออ่านรายละเอียดการสมัครและหลักเกณฑ์การพิจารณาเพิ่มเติม พร้อมติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ของค่าย “เพาเวอร์กรีน” รุ่นที่ 17 ได้ที่เฟซบุ๊ค : www.facebook.com/powergreencamp