มอบทุนเรียนการแสดงต่อเนื่อง 3 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670913

มอบทุนเรียนการแสดงต่อเนื่อง 3 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“Finale Academy” โรงเรียนสอนการแสดง มอบทุนหลักสูตรต่อเนื่อง 3 ปีสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่มีศักยภาพและความสามารถโดดเด่น มูลค่าทุนละ225,000 บาท โดยแบ่งเป็นสามรุ่นอายุระหว่าง 8-13 ปี, 14-25 ปี และ 25 ปีขึ้นไปจำนวนรุ่นละ 2 ทุน ผู้สนใจสามารถส่งประวัติและ portfolio ผลงาน (หากมี) พร้อมคลิปแนะนำตัวและแสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การเต้น การแสดงหรือการพูดเล่าเรื่อง 2 นาทีขึ้นไป เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-20 สิงหาคมนี้ แจ้งผลเพื่อมาออดิชั่นในเสาร์ที่ 27 สิงหาคม และประกาศผลผู้ได้รับทุนในวันที่ 31 สิงหาคม ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line @finale_academy

จุฬาฯเปิดสอน ‘Metaverse’ หลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทั่วไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670915

จุฬาฯเปิดสอน ‘Metaverse’ หลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทั่วไป

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.กฤษฎา พนมเชิง อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Metaverse (เมตาเวิร์ส) เป็นที่รู้จักและกล่าวถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ประกาศใช้เป็นแพลตฟอร์มในการสร้างโลกเสมือนจริง แต่จริงๆ แล้ว Metaverse ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นโลกที่เราคุ้นกันอยู่แล้ว ชีวิตของเราอยู่กับเทคโนโลยีแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่ทำงาน พูดคุยกับเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเล่นเกม เราล้วนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่ใช่โลกที่เรากำลังอาศัยอยู่จริงๆ “Facebook” เองก็เป็น Metaverse เช่นกัน เราคุยกับเพื่อน ไลฟ์สด และทำอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างในนั้น ก็เสมือนกับว่าเราอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง

อาจารย์กฤษฎา กล่าวถึงเนื้อหาหลักสูตรว่า เน้นให้ผู้เรียนสามารถสร้าง Metaverse ได้ โดยแบ่งสาระและปฏิบัติการเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สร้างโมเดล เมื่อมีเนื้อหาที่ต้องการจะนำเสนอใน Metaverse แล้ว จุดแรกที่ต้องทำคือการสร้างโมเดล ซึ่งในหลักสูตรนี้จะสอนการสร้างโมเดล 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Blender ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรี ที่สามารถสร้างโมเดลและภาพเคลื่อนไหวได้มีคุณภาพค่อนข้างดี หลังจากนั้นรวมโมเดลเอาไว้ในโลกเดียวกัน คือการรวบรวมโมเดลเข้ามาอยู่ในแอปพลิเคชั่น โดยใช้โปรแกรม Unity โมเดลที่เราได้สร้างเอาไว้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นโลกใบหนึ่งได้แล้ว

“ตลอดระยะเวลา 30 ชั่วโมง ในการเรียนหลักสูตร เทคโนโลยีเมตาเวิร์สและการประยุกต์ใช้ ผู้เรียนจะได้รับความรู้พื้นฐานที่นำไปสร้าง Metaverse ของตัวเองได้จริง หลักสูตรนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสร้าง Metaverse ที่เป็นโลกของตนเองอย่างน้อย 1 ใบ พร้อมทั้งได้รับใบประกาศเมื่อเรียนจบหลักสูตร เพื่อนำไปประยุกต์ใช้จริงตามความสนใจของตนแน่นอน” อาจารย์กฤษฎา กล่าว

ผู้สนใจติดตามรายละเอียดการเปิดรับสมัครที่เว็บไซต์ของโครงการ Chula Engineering สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

JGSEE มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียน ร่วมมือทางวิชาการด้านพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670916

JGSEE มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียน ร่วมมือทางวิชาการด้านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยรศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy (ACE)) โดย Dr.Nuki Agya Utama, Executive Director ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ โดยมี Prof.Dr.Shabbir H.Gheewala ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Life Cycle Sustainable Assessment Laboratory (JGSEE-LCSAL) ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) และ Mr.Septia Buntara Supendi, Manager of Renewable Energy, Energy Efficiency, and Conservation ศูนย์ ACEร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือระหว่าง มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียนในครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิจัยและกิจกรรมวิชาการ ด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อก้าวสู่การลดการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ โดยในส่วนของศูนย์ ACE เป็นความร่วมมือภายใต้แผนการดำเนินงาน ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation (APAEC) ที่มุ่งเน้นให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์พลังงาน

ทั้งนี้ ภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียนจะมีการดำเนินงานความร่วมมือในการผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยจากโครงการวิจัยร่วม กิจกรรมการจัดสัมมนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่สนับสนุนการสร้างกำลังคนและความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้หลักการการประเมินความยั่งยืนโดยเครื่องมือและแนวคิดแบบครบวงจรวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking Concept)

กระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670914

กระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นำโดย วิทวัส พลไพศาล (ซ้าย) รองประธานกรรมการ เครือเฮอริเทจ ได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตร Inspirational Talk เพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการการส่งออกชั้นนำ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษาและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในโครงการ “From Gen Z to be CEO กระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2565” ในรูปแบบของการบรรยายสดผ่านช่องทางออนไลน์ จัดโดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันก่อน

โชว์สุดยอดผลงานออกแบบผ้าร่วมสมัย ในงาน ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670910

โชว์สุดยอดผลงานออกแบบผ้าร่วมสมัย  ในงาน ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้สืบสานและพัฒนาต่อยอดผ้าไทย สนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดงาน “ภูษาศิลป์จากท้องถิ่นสู่สากล” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 วันที่ 11-14 สิงหาคม 2565 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอนในส่วนของ วธ.เอง ได้นำผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการสืบทอดและเชื่อมต่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงผ้าไทยที่ทรงคุณค่า มาร่วมแสดงในงานครั้งนี้ด้วย

วธ.ได้ขับเคลื่อนการออกแบบเครื่องแต่งกายโดยใช้ผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมและให้การสนับสนุนทั้งนักออกแบบรุ่นใหม่ และนักออกแบบระดับประเทศ ให้มาร่วมออกแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัยให้สวยงามและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และมีผลงานที่ประสบผลสำเร็จและได้รับการตอบรับจากตลาดในประเทศอย่างน่าพอใจ และขณะเดียวกันยังสามารถขยายตลาดผ้าไทยออกสู่กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ถือเป็นการยกระดับผ้าไทยสู่ตลาดสากลมากยิ่งขึ้น 

ในงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” วธ.ได้นำผลงานการออกแบบผ้าไทยร่วมสมัยกว่า 50 ผลงาน มาจัดแสดงมีการจัดนิทรรศการเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัยที่เป็นการเผยแพร่ผลงานเครื่องแต่งกายจากผ้าไทยของสุดยอดนักออกแบบเครื่องแต่งกายยุคใหม่ จาก 3 แบรนด์ ในยุคบุกเบิกและผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายคอลเลคชั่นผ้าไทยใส่สบาย Ready-to-Wear ยุคปัจจุบันสู่สากล

ไฮไลท์สำคัญจะมีขึ้นในวันที่ 14 สิงหาคม 2565 คือการแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นผ้าบาติกชายแดนใต้ใหม่ล่าสุดปี 2565 ผลงานของดีไซเนอร์ชื่อดังคือ ธีระ ฉันทสวัสดิ์และ เอก ทองประเสริฐ ทั้งหมดจำนวน 28 ชุด ทุกชุดเป็นผลงานที่ได้รังสรรค์ด้วยผ้าบาติกที่เป็นลายผ้าร่วมสมัยซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์และผู้ประกอบการและกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านสิ่งทอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีศักยภาพ 14 ชุมชน โดยลายผ้าบาติกดังกล่าว เป็นการนำอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มมาพัฒนาเป็นลวดลายให้เป็นที่ชื่นชอบและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ได้แก่ การเล่นลายกราฟิกที่สีตัดกัน เน้นลวดลายท้องทะเล ลายดอกไม้ ใบไม้ และลายคลื่นทะเล รวมไปถึงใช้วัฒนธรรมสำคัญของภาคใต้อย่างการละเล่นหนังตะลุงมาเป็นแนวคิดในการออกแบบผลงานลายผ้า นอกจากนี้ ยังมีการแสดงแฟชั่นโชว์จากโครงการพัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัย ปี 2565 ของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่โดดเด่นอีกถึง 24 ผลงาน

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมผ้าไทยร่วมสมัย ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมในตลาดโลก” โดยดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ ศิริชัย ทหรานนท์, ธีระ ฉันทสวัสดิ์ และ เอก ทองประเสริฐ ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดแนวคิดในการพัฒนาและส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมในตลาดโลก รวมไปถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานการออกแบบผ้าไทยที่ทรงคุณค่า และยังมีพิธีมอบรางวัลการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “ไทยใส่สบาย” จากโครงการพัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัย ปี 2565 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าประกวดนำผ้าไทยที่ผลิตด้วยฝีมือคนไทยมาเป็นวัตถุดิบในการออกแบบเครื่องแต่งกาย เพื่อสร้างกระแสความนิยมให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถนำมาออกแบบได้อย่างสวยงาม ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน และบุคคลทั่วไปก็สวมใส่ได้อย่างสบายในชีวิตประจำวัน

งาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการแฟชั่นและดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงานด้านการพัฒนาผ้าไทย ให้คนไทยและนักธุรกิจไทยได้ร่วมกันชื่นชม หากเล็งเห็นคุณค่าของความเป็นไทยดังกล่าว เราทุกคนควรช่วยกันอุดหนุนผ้าไทย รวมทั้งช่วยกันขยายตลาดเสื้อผ้าไทยให้กระจายในวงกว้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากทำได้ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และรายได้ให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการผ้าไทย และธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงไว้ได้ยาวนานสืบไป

ชนิตร ภู่กาญจน์

อาชีวะอุบลฯ เปิดนิทรรศการ ‘ศิลปะเพื่อสายน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670943

อาชีวะอุบลฯ เปิดนิทรรศการ 'ศิลปะเพื่อสายน้ำ'

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.04 น.

อาชีวะอุบลฯร่วมกับกลุ่มจิตรกรไทย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เปิดนิทรรศการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย ชมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า 88 ชิ้นงาน จาก 64 ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พร้อมร่วมลงนามความร่วมมือพัฒนาคุณภาพผู้อาชีวศึกษาร่วมกัน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 3 ส.ค.65 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีร่วมกับกลุ่มจิตรกรไทย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย โดยมีนายอุทัย พลพวก วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิด 

ทั้งนี้ภายในงานมีการลงนามความร่วมมือ ระหว่าง วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมกับ กลุ่มจิตกรไทย นำโดย นายสมภพ บุตราช หัวหน้ากลุ่มจิตรกรไทย  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี นำโดยนายอุทัย พลพวก วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้น เวลา 15.00 น.เป็นพิธีเปิดการจัดแสดงนิทรรศการโครงการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย โดยมีผลงานที่นำมาจัดแสดงจำนวน 88 ผลงาน จากศิลปิน 64 คน อาทิ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ นำภาพถ่ายบทกลอนอันทรงคุณค่า 2 ภาพ ชื่อผลงาน “เวนิส” และผลงาน “ลอยลำเจ้าพระยา” อ.ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ ผลงาน “คนสามคม” “แม่อุ้มท้อง” อ.ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ ผลงาน “สนทนา” อ.ผ่อง เซ่งกิ่ง ผลงาน “เหรียญปะกำในแม่น้ำเจ้าพระยา” อ.โชคชัย ตักโพธิ์ ศิลปินมรดกอีสาน เจ้าของ รางวัล “ครูยิ่งคุณ” จากมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ประจำปี 2564  รางวัล ศิลปินอาเซียนกลุ่มลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ราชอาณาจักรไทย ผลงาน “ใบหน้ากาล ถ้วยชาม” “ใบหน้ากาลถ้วยน้ำชา” อ.กนก เมฆมุสิก ผลงาน “นาคพัน” และ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ผลงาน   “ตรัสรู้” เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบผลงานศิลปะจำนวน 6 ชิ้นงาน ให้กับหอศิลป์ราชานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนและแนวทางในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และประชาชนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมในหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล โดยเป็นภาพที่ชนะเลิศโครงการประกวดศิลปะร่วมสมัยแม่น้ำโขง ณ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 20 กรกฏาคม – 31 สิงหาคม 2565 ดำเนินการโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายศิลปินภาคอีสาน และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี 

สำหรับนิทรรศการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย กำหนดจัดแสดงผลงานในระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม- 15 กันยายน 2565 ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในวันและเวลาราชการ

‘อว.’พร้อมจัดงาน‘มหกรรมวิทย์ฯ 65’ภายใต้แนวคิดศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670923

‘อว.’พร้อมจัดงาน‘มหกรรมวิทย์ฯ 65’ภายใต้แนวคิดศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.10 น.

อว. แถลงความพร้อมจัดงาน “มหกรรมวิทย์ฯ 65” ภายใต้แนวคิดศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อสังคมที่ยั่งยืน เปิดพื้นที่ 2 แห่ง จัดงานแสดงนวัตกรรมและผลงานวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งปี 13 –  21 สิงหาคม 2565 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และ 17 – 21 สิงหาคม 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กับงาน NST Fair Science Carnival Bangkok

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 65  ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ปี 2565 นี้ อว. มีกำหนดจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้น 2 แห่ง คือที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในรูปแบบการจัดงานวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินมาทุกปี มีสถานที่จัดงานกว้างขวาง และเดินทางสะดวกสำหรับนักเรียน เยาวชนที่สนใจเข้าชมงาน และในปีนี้ได้ริเริ่มจัดสามย่านมิตรทาวน์ขึ้นเป็นปีแรก ซึ่งเป็นใจกลางเมืองอีกแห่งที่มีเยาวชนรวมตัวกันมากเป็นพิเศษ ทั้งมหาวิทยาลัย และโรงเรียนต่างๆ อีกทั้งยังสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดินได้อย่างสะดวกมาก

รมว.อว.กล่าวต่อว่า สำหรับมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปีนี้ ที่  อว.โดย อพวช. จัดขึ้นนั้น ตั้งใจจัดให้เยาวชน นักเรียน และผู้สนใจที่เข้าชมงานมีความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจและความสนุกสนาน เพลิดเพลินไปพร้อมๆ กับการเพิ่มพูนความรู้รอบตัว ทำให้ผู้ที่เข้าชมงานเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรม กล่าวคือเป็นผู้ที่มีทั้งวิทย์และศิลป์ ตลอดจนคุณธรรมในตัวเอง เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีเป้าหมายทำให้สังคมยั่งยืน ทุกวันนี้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์แล้ว คนไทยไม่แพ้ใคร มีนักวิทยาศาสตร์ไทยหลายคนที่ทำงานให้กับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในด้านวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี วิทยาศาสตร์ของไทยเป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณ บรรพบุรุษไทยมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัว เห็นได้จากการสร้างโบราณสถานมากมายหรือวัดวาอาราม ล้วนนำองค์ความรู้พื้นฐานของวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ทั้งสิ้น

“คนไทยเก่งในการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมแบบไทย วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่มีการต่อยอดพัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มาสู่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงต้องมีการผนวกรวมวิทยาศาสตร์ในยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งเราจะได้สัมผัสและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้กันในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ของปีนี้ ที่จะปลุกความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวของทุกคนกับนิทรรศการที่น่าตื่นตาตื่นใจและกิจกรรมที่สนุกสนานอีกมากมาย” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า แนวคิดหลักของการจัดงานในปีนี้คือ “ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน (Art – Science –Innovation for Sustainable Society) โดยเน้นนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผสานกับศิลปะในมุมของการขับเคลื่อนพัฒนา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ของประเทศ สอดรับกับนโยบาย “BCG Model : Bio – Circular – Green Economy” สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ และหน่วยงานต่างประเทศ ร่วมถ่ายทอดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับเยาวชนและประชาชนไทย มากถึง 124 หน่วยงาน จาก 11 ประเทศ  (รวมประเทศไทย)

ส่วนจัดแสดงที่สำคัญคือ นิทรรศการเทิดพระเกียรติของกษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ อันเปี่ยมไปด้วยคุณูปการและพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ภายในงานยังมี หนึ่งในโครงการที่สำคัญ โดยจะมีการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Prime Minister’s Science Award 2022 ให้กับเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ที่ผู้เป็นต้นแบบด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้ทำโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันหรือภายในชุมชน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดการมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นเครือข่ายเยาวชนและครู และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเยาวชน ครูและสถานศึกษา ในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับประเทศต่อไป

ที่สำคัญปีนี้นอกจาก มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จะจัดขึ้น ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 13 – 21 สิงหาคม 2565 แล้ว ยังกำหนดจัดเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งใจกลางกรุงเทพ ในชื่อ NST Fair Science Carnival Bangkok ในรูปแบบ Science Carnival จัดขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ วันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2565 เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนในชุมชนเมือง ให้สามารถเข้าถึงวิทยาศาสตร์ได้ง่าย ผ่านศิลปะ ดนตรี และการนำเสนอที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพ ได้มาร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ท้าทาย ให้ร่วมค้นหาคำตอบและเกิดเป็นแรงบันดาลใจและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้จริง กิจกรรมภายในงาน อาทิ Makers Science & Challenges กิจกรรมเวิร์กชอปสำหรับคนชื่นชอบการประดิษฐ์ ร่วมสนุกและส่งเสียงเชียร์กับการแข่งหุ่นยนต์เห่ย (Hebocon) สิ่งประดิษฐ์จากขยะที่จะมาสร้างความสนุกสนานให้กับทุกท่าน เพลิดเพลินไปกับแสงสีของขบวน Electric Parade ในยามค่ำคืน ทำความรู้จักกับอาหารทางเลือกแวะลองลิ้มชิมรสอาหาร superfood ผงโปรตีนธรรมชาติจิ้งหรีดขาว..การันตีรสชาติความอร่อย จากร้าน Bounce Burger by The Bricket และอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูอาหารแห่งอนาคต ในลานกิจกรรม Chill & Shop

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวถึง ภาพรวมของการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 13 –  21 สิงหาคม ในปีนี้ ประกอบด้วย 5 นิทรรศการหลักที่จะนำเสนอประเด็นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน หรือมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งนิทรรศการแสดงผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา สมาคม ของประเทศไทยและต่างประเทศ และกิจกรรมสำหรับเยาวชน กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ การประกวดแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง   การประชุม สัมมนา ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศและภูมิภาค    กิจกรรมไฮไลท์ที่ห้ามพลาด ได้แก่ นิทรรศการแก้วเปลี่ยนโลก (Through the Looking Glass) นิทรรศการที่เล่าเรื่อง “แก้ว” ในทุกมิติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ผ่านการเปิดมุมมองใหม่ ๆ และการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ จากวัสดุที่ผ่านการถูกปฏิวัติมานาน และอยู่คู่กับมนุษย์บนโลกนี้มานานนับพันปี และนิทรรศการ ลอดช่อง ส่องถ้ำ (Cave and Karst) จำลองถ้ำและคาสต์เพื่อเปิดพรมแดนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ว่าเป็นที่ก่อเกิดทรัพยากรหลากหลาย แหล่งน้ำ แหล่งเศรษฐกิจ แหล่งโบราณคดี แหล่งท่องเที่ยว แหล่งฝึกปฏิบัติขัดเกลาจิตตามหลักศาสนาและจิตวิญญาณ เรียกได้ว่าสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสในชีวิตประจำวันอาจจะมีเรื่องราว เบื้องลึกที่เป็นมากกว่าสิ่งที่เราได้เห็นและรู้จัก

สำหรับเยาวชน นักเรียน และผู้สนใจเข้าชมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2565 จัดโดย อว. ทั้ง 2 แห่ง วันที่ 13 -21 สิงหาคม 2565 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และวันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กับงาน NST Fair Science Carnival Bangkok สอบถามข้อมูลการจองเข้าชมงานแบบหมู่คณะได้ที่ โทร 02 577 9960 ติดตามรายละเอียดของงาน เข้าร่วมกิจกรรมทางออนไลน์ Online Activities ชมการ LIVE สด และเยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมภายในงานเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandnstfair.com หรือ Facebook: NSTFair Thailand (www.facebook.com/nstfairTH)

นวัตกรรมคัดกรองโควิด ไม่ต้องสวอปแค่เป่าลม แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670919

นวัตกรรมคัดกรองโควิด ไม่ต้องสวอปแค่เป่าลม แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.51 น.

คนไทยก็ทำได้… นวัตกรรมคัดกรองโควิด-19 จากลมหายใจ  ตรวจได้แบบไม่ต้องเจ็บตัว  นักวิจัยเผยใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ผสานกับแมชชีนเลิร์นนิ่งและเอไอ แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที  คาดผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้ ชมต้นแบบและทดลองใช้งานจริงที่งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความสำคัญ  และยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ซึ่งหากไม่มีมาตรการหรือยุทธศาสตร์เชิงรุกในการควบคุมเชื้อโรคได้ดี อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นได้อีกในอนาคต สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงให้ทุนสนับสนุน “การพัฒนาระบบต้นแบบเครื่องตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แบบไม่เจ็บตัว โดยการวิเคราะห์โปรไฟล์จากลมหายใจ” ผลงานของ “นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ” ที่ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกในการคัดกรองผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว   

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญของทีมผู้พัฒนาที่มาจากหลายหน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ  โรงพยาบาลราชวิถี มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชน โดยระบบต้นแบบเครื่องตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้ลมหายใจนี้ ถือเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยฯ   ที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องแยงจมูก ไม่ต้องเจาะเลือด และไม่ต้องใช้น้ำลาย  ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่มีความไว(Sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) สูง สามารถรู้ผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ทำให้สามารถทำการคัดแยกผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อให้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที และลดโอกาสในการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในวงกว้างได้ โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจไม่เกิน 10 บาท/คน             
 
ด้าน ดร.เธียร์สิทธิ์ นาสัมพันธ์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก จากภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  หนึ่งในคณะผู้พัฒนา ฯ  เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้เป็นการสร้างเครื่องสำหรับวิเคราะห์ลมหายใจ  เพื่อจำแนกกลิ่นที่แตกต่างกันของคนติดเชื้อกับคนไม่ติดเชื้อ  ซึ่งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิม ที่มีการพัฒนาเครื่องที่วิเคราะห์ลมหายใจในการวิเคราะห์โรคมาแล้ว  โดยเครื่องแรกคือ เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในกระแสเลือดโดยใช้ลมหายใจ  ซึ่งใช้งานกับโรคเบาหวานมาแล้วกว่า 10 ปี  ทำให้มีฐานข้อมูลและองค์ความรู้  เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา จึงเกิดแนวคิดในการฟอร์มทีมที่จะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ ต่อยอดกับความเชี่ยวชาญของหน่วยงานต่างๆ ในการสร้างนวัตกรรมรูปแบบใหม่ขึ้น  

“ทีมวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลและทดสอบเบื้องต้นตั้งแต่ปี 2563   เมื่อมีข้อมูลมากพอจนเกิดความมั่นใจ จึงเริ่มขออนุญาตทำการทดสอบในคนอย่างเป็นทางการ  และเก็บตัวอย่างมากขึ้นที่โรงพยาบาลราชวิถี    ต่อมาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช.  ในปี 2564 ทำให้สามารถเก็บตัวอย่างได้จำนวนมากขึ้นและพัฒนาต้นแบบออกมาได้อย่างรวดเร็ว” 


 
สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาฯ  นักวิจัย กล่าวว่า เป็นการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่าจมูกอิเล็กทรอนิกส์  หรือก๊าซเซ็นเซอร์ มาตรวจวัดสารระเหยอินทรีย์ หรือกลิ่นที่เป็นสารไบโอมาร์กเกอร์จากลมหายใจ  ซึ่งทีมวิจัยมีฐานข้อมูลที่สามารถจดจำและจำแนกกลิ่นที่แตกต่าง ระหว่างคนที่ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อได้  นอกจากนี้ยังมีการนำระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง และปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ  เข้ามาใช้ในการประมวลผลทำให้สามารถวิเคราะห์และตรวจคัดกรองได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันมีความแม่นยำประมาณ 97 %  จากฐานข้อมูลของทีมวิจัยที่มีอยู่ประมาณ 3 พันตัวอย่าง  

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้มีการเก็บตัวอย่างการคัดกรองโควิด-19 จากผู้เข้าชมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565  ซึ่งเป็นการนำต้นแบบนวัตกรรมออกมาทดสอบใช้งานกับกิจกรรมภายนอกโรงพยาบาลเป็นครั้งแรก   และจะมีการนำเอาข้อมูลกลับไปปรับปรุงนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น    

 นวัตกรรมนี้ ได้ขอจดสิทธิบัตรแล้ว 12 ประเทศใน 6 ทวีป และอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มีคุณภาพ รวมถึงมีแผนในการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรม บัญชีสิ่งประดิษฐ์ และการทำมาตรฐานต่าง ๆ  ให้เป็นที่ยอมรับ คาดว่า จะสามารถผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้  และอนาคตจะสามารถประยุกต์ใช้งานเครื่องดังกล่าวกับการตรวจคัดกรองโรคอื่น ๆ ที่ใช้ลมหายใจเป็นตัวบ่งชี้หรือบ่งบอกสภาวะผิดปกติได้

งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดถึง 5 สิงหาคม 2565 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th แบบ Online ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2565 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 579 1370-9 ต่อ 515, 517, 518, 519 และ 524 ติดตามข้อมูลข่าวสารการจัดงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th  fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

‘ตรีนุช’เยี่ยมชมกิจกรรม‘กศน.’ร่วมจัดนิทรรศการ‘ด้วยรักแห่งแผ่นดินฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670871

‘ตรีนุช’เยี่ยมชมกิจกรรม‘กศน.’ร่วมจัดนิทรรศการ‘ด้วยรักแห่งแผ่นดินฯ’

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.23 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เยี่ยมชมการสาธิตและการฝึกอบรมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดแสดงภายในในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With love for the Nation” เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 2 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา

โดยในวันดังกล่าวยังมี นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) น.ส.ทรงศรี วิระรังษิยากรณ์ รองเลขาธิการ กศน. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน กศน. ร่วมงานและนำชมกิจกรรม ซึ่งสำนักงาน กศน. ได้ร่วมจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ตั้งแต่วันนี้-15 ส.ค. 2565 ณ บริเวณด้านข้างอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ อาทิ การทำขนมไทยและสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไทย การประดิษฐ์พวงมาลัยจากกระดาษทิชชู่ การปั้นตุ๊กตาชาววัง และกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ

วช.หนุนนวัตกรรม หนุ่มพิการใช้ปากวาดภาพจุดประกายพลังแห่งปัญญา พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670848

วช.หนุนนวัตกรรม หนุ่มพิการใช้ปากวาดภาพจุดประกายพลังแห่งปัญญา พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.09 น.

วช.หนุนนวัตกรรม หนุ่มพิการใช้ปากวาดภาพจุดประกายพลังแห่งปัญญาและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ พร้อมนำเสนอผลงานในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พิการไม่รู้สึกย่อท้อกับชะตาชีวิต ให้การสนับสนุนนวัตกรรมผลงานวาดภาพด้วยปาก จากผลงานพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ของนายพรหมพัฒน์  โชติสิรดานันท์ ( โซคูล )หนุ่มนักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม้จะเป็นผู้พิการทางร่างกายแขนขา แต่หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างผลงานการวาดภาพ สร้างแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนและผู้พิการ ที่ต้องค้นหาตัวเองให้เจอ มองข้ามอุปสรรคสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต และได้มีการนำผลงานของโซคูล มาโชว์ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ระหว่างวันที่ 1 – 5 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมกับเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ได้นำผลงานวิจัยกว่า 500 ผลงานมาแสดงในมหกรรมงานวิจัยแห่ง 2565 ซึ่งล้วนแต่เป็นนวัตกรรมผลงานการวิจัยที่โดดเด่น สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิตประจำวัน รวมถึงเป็นต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นคือนวัตกรรมผลงานภาพวาดอย่างวิจิตรบรรจง ของหนุ่มพิการโซคูล ภายใต้ผลงานพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ หวังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและคนพิการในงานศิลปะวิจิตรศิลป์ รวมทั้งความสามารถด้านอื่นๆของผู้พิการ ที่สามารถแสดงศักยภาพให้สังคมได้เห็นว่าผุ้พิการไม่ได้สร้างภาะระให้กับสังคม และสามารถทำคุณประโยชน์ได้อีกมากมาย ทั้งเพื่อเลี้ยงชีพให้กับตัวเอง และสร้างชื่อสร้างให้กับประเทศชาติ

นายพรหมพัฒน์  โชติสิรดานันท์  หรือ ที่รู้จักกันดีว่าน้องโซคูล  ได้เล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟังว่า  ตัวเองเป็นผู้พิการแขน ขา มาแต่กำเนิด โดยได้รับความรักความอบอุ่นเลี้ยงดูมาอย่างดีมาจากครอบครัว ทำให้ความพิการไม่เป็นอุปสรรคในการต่อสู้กับชีวิต ในวัยเรียนระดับประถมและมัธยม ก็ได้เข้าเรียนตามปกติเหมือนคนทั่วไปเพียงแต่ต้องใช้ปากเขียนหนังสือแทนการใช้มือที่พิการ โซคูลย้ำว่าเค้าเป็นเพียงผู้พิการทางร่างกายไม่ได้พิการทางสมอง ด้วยการมีใจรักด้านการวาดภาพตั้งแต่เด็กเลยมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือตัวเองเรื่อยมาร่วมกับพรสวรรค์ที่ตัวเองมีอยู่ แม้จะมีความสามารถในการร้องเพลง แต่โซคูลเลือกที่จะวาดรูป เพราะคิดว่าสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผู้ที่นำรูปมาให้วาดหรือการวาดภาพเหมือนไม่ได้ตั้งราคาตายตัวแล้วแต่ผู้ว่าจ้างให้โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อภาพ เมื่อปีที่แล้ว ( 2564 ) โซคูลได้รับการพิจารณาคัดเลือกประกาศเกียรติคุณเยาวชนดีเด่นแห่งชาติต้นกล้าคุณธรรม สาขาผู้สร้างแรงบันดาลใจเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2564 ปัจจุบันโซคูลกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แนวคิดของโซคูล สามารถสร้างแรงบันดาลใจจุดประกายความคิดให้กับผู้พิการโดยทั่วไป เค้ามองว่าผู้พิการมีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนทั่วไป ต้องกล้าที่จะแสดงออกและหาจุดยืนให้กับตัวเอง จุดเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องวาดเป็นแต่ต้องอาศัยทั้งพรแสวงและพรสวรรค์ที่ตัวเองมีอยู่ประกอบกัน กำหนดตัวตนของฉัน อนาคตที่ฉันอยากจะเป็น ผ่านการเล่าเรื่องราวของตัวเอง ขณะที่ทาง รศ.อุดม ฉิมภักดี อาจารย์ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าในอนาคตจะมีการขยายผลต่อยอดโครงการพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ไปสู่เด็กและเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนคนพิการในจังหวัดเชียงใหม่ 6 แห่ง จังหวัดเชียงราย 1 แห่ง และจังหวัดน่านอีก 1 แห่งเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเค้าเหล่าได้แสดงความสามารถด้านงานศิลปะวาดภาพ เพื่อหวังเป็นทางเลือดกหนึ่งในการเสริมคุณภาพชีวิตในอนาคต

งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดถึง 5 สิงหาคม 2565 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th แบบ Online ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2565 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 579 1370-9 ต่อ 515, 517, 518, 519 และ 524 ติดตามข้อมูลข่าวสารการจัดงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th  fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ