กสศ.เผยโควิด-ปิดเรียนยาว กระทบเด็กปฐมวัย วอนรัฐเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670814

กสศ.เผยโควิด-ปิดเรียนยาว กระทบเด็กปฐมวัย วอนรัฐเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไป

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 12.38 น.

กสศ.เผยโควิด-ปิดเรียนยาว กระทบเด็กปฐมวัย วอนรัฐเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไป

นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กสศ. ได้ให้การ สนับสนุนและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทาง การศึกษาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน สำหรับกลุ่มเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญกลุ่มหนึ่งของ กสศ. ที่เป็นกลุ่ม เด็กควรได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัยเพราะ ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงทองของชีวิต

ปัจจุบัน กสศ. มีการร่วมกับทั้ง 3 หน่วยงานคือ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) (ตชด.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ช่วยเหลือเด็กปฐมวัยยากจนในโรงเรียนอนุบาล ผ่านทุนเสมอภาค พร้อมทั้งพัฒนากลไกเชิงระบบในจังหวัดต้นแบบ เพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยนอกระบบอีกด้วย

ที่ผ่านมา กสศ. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการ ประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาระบบฐานข้อมูลและงานวิจัยเพื่อชี้ให้เห็นถึงในสถานการณ์สำคัญของกลุ่มเด็กปฐมวัย ทั้งระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้า (Early Childhood Longitudinal Data) ซึ่งเริ่มต้นเก็บมาตั้งแต่ปี 2558 และระบบฐานข้อมูลสถานะความพร้อมในการ เข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey)เพื่อการเคลื่อนที่เร็วต่อการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศ เพราะการพัฒนาและการลงทุนในเด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญสำหรับทุกครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญ คือเด็กปฐมวัยโดยเครื่องมือนี้ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์แล้วอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID- 19 เมื่อได้จัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบบนฐานงานวิชาการทำให้เราพบว่า COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบเป็นรายบุคคลที่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่ยังทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างออกไปอีก โดยเมื่อเรานำข้อมูล School Readiness มาวิเคราะห์ร่วมกับ ฐานข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ (CCT) และผลที่ได้มาจากสพฐ. นำมาวิเคราะห์นั้นทำให้รู้ว่า ต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องสูญเสียเด็กไปทั้งรุ่น หรือ Lost Generation  กสศ. พร้อมใช้พลังข้อมูล พลังเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมแก้วิกฤตสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

รองศาสตราจารย์ ศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อานวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบ นโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า RIPED ได้ดำเนินงานร่วมกับ กสศ. เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้า สู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) การสำรวจข้อมูลเด็กปฐมวัย แบบกลุ่มตัวอย่างซ้า (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) การพัฒนาศูนย์อบรมและครูปฐมวัยด้วย หลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบที่น่าสนใจเพื่อประเมินว่า เด็กปฐมวัยมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการในระดับประถมศึกษาหรือไม่ โดยวัดทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัยด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และ Executive Functions (EFs) พร้อมสำรวจข้อมูลพื้นฐาน ของครัวเรือนและสถานศึกษา โดยเครื่องมือนี้ ได้พัฒนาต่อยอดมาจากแบบประเมินภายใต้โครงการ Measuring Early Learning and Outcome หรือ MELQO ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูเนสโก (UNESCO) ธนาคารโลก (World Bank), Brookings Institution และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เนื่องจากการระบาดของโค วิด-19 ส่งผลให้ปัจจุบันสำรวจไปได้ 73 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดจะเลื่อนไปสำรวจในช่วงต้นปี 2566 โดยค้นพบจาก TSRS ที่น่าสนใจ

โดยพบว่าการปิดสถานศึกษาในช่วงการะบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน ซึ่งดูได้จากผลเปรียบเทียบระดับ ความพร้อมฯ เฉลี่ยด้านวิชาการ 1 ที่ได้จากข้อมูลใน 3 ระยะ 3 ปีที่เก็บข้อมูลต่อเนื่องกัน ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูล ของกลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่มีการปิดเรียนอย่างยาวนานมีระดับความพร้อมฯ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กที่เก็บข้อมูลในปี 2563 ซึ่งยังไม่มีผลกระทบจากโควิด และกลุ่มเด็กเก็บในปี 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเล็กน้อย เมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปิดเรียนอย่างยาวนานจากโควิด-19 ส่งผลให้ทักษะทางวิชาการโดยเฉพาะผลรวมของผลการทดสอบด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ (คิดให้คะแนนเต็มเท่ากับ 100 คะแนน) ผลการวิเคราะห์ นำไปสู่ข้อสรุปพบว่า ทักษะของเด็กกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิคที่ทำให้รัฐบาลสั่งปิดสถานศึกษาให้เด็กปฐมวัยอยู่กับครัวเรือนมากขึ้น แต่จากข้อมูลพบว่าครอบครัวอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลง โดยจะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยของจำนวนวันต่อสัปดาห์ที่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กปฐมวัยในช่วงที่เกิดการระบาด ของโควิด-19 เปรียบเทียบกับก่อนการระบาดลดลงอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น เด็กก็อ่านหนังสือเองน้อยลงอย่างชัดเจนด้วย โดยผลการศึกษาพบว่าเด็กใช้เวลากับหน้าจอ (screen time) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในที่นี้นับเฉพาะเวลาที่เด็กเล่นเกมส์หรือดูรายการต่าง ๆ แต่ไม่รวมเวลาเรียนออนไลน์

ทั้งนี้ยังพบข้อมูลว่าปัญหาเศรษฐกิจและฐานะของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนกว่ามีความพร้อมฯ ต่ำลงด้วยซึ่งเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) เชื่อมโยงกับข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกสศ. ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า เด็กยากจนพิเศษมีระดับความพร้อมฯ ด้าน คณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 5.7 และร้อยละ 4.2 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 7.7 และร้อยละ 8.7 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ในขณะที่เด็กยากจน มีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 3.8 และร้อยละ 3.5 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 7.2 ของ คะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยากจนหรือความขัดสนมีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลที่ดำเนินการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปิดสถานศึกษาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างมาก ความยากจนมีผลทำให้เด็กปฐมวัยได้ไม่เต็มศักยภาพหรือไม่มีความพร้อมฯ เท่าที่ควร บ้านหรือครอบครัวยังขาด ทักษะและความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และเครื่องมือสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบ การศึกษา (School Readiness) ภายใต้โครงการ TSRS เป็นเครื่องมือประเมินเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมสำหรับการ ติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย

“วันนี้เราทุกคนได้รับบทเรียนที่สำคัญจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ เด็กปฐมวัยที่ประสบกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ที่รุนแรง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนควรจะร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน นโยบายระยะสั้นที่ควรจะเร่งดำเนินการคือ การเปิดเรียนให้นานและปิดให้น้อย เพื่อชดเชยเวลาคุณภาพที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เร็วโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีความเสี่ยงน้อยควรเร่งฟื้นฟูความรู้ให้กับเด็กปฐมวัยให้เร็วที่สุด

ส่วนนโยบายระยะยาวที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูทักษะ คือ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนระดับปฐมวัยโดยเฉพาะเด็กที่ขาดโอกาสหรือเด็กยากจน ซึ่งจากที่ได้ ดำเนินการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุน ของ กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ครูปฐมวัยเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็ก และสนับสนุนให้เกิด แนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” ศ.ดร.วีระชาติ  กล่าว

นายสวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทานโยบายและ แผนการศึกษาแห่งชาติ ให้ความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพราะถือเป็นช่วงวัยที่เป็นรากฐานของการพัฒนา ชีวิต จึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย ส่งผลให้คุณภาพของประชากรของประเทศดีขึ้น ในการดำเนินงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จ ทำให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ผศ. ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่าบทบาทหน้าที่ของการเป็นองค์กรที่พึ่งของท้องถิ่น ในเรื่องการผลิตและพัฒนาครู การส่งเสริมการ เรียนรู้ของนักเรียนนั้นในช่วงของการแพร่ระบาดของCOVID-19 เห็นว่าทำการจัดการเรียนสอนต้องมีการยกระดับ แบบแบบฉับพลัน รวมท้ังกระบวนการผลิตครูฝึกหัดและพัฒนาครูประจำการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงระบบ นิเวศการเรียนรู้ที่ห้องเรียนมิใช่ที่โรงเรียนแต่เป็นที่บ้าน และครูมิใช่ผู้สอนท่านเดียวแต่มีทีมสอนคือผู้ปกครอง ความท้าทายคือ จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูที่เน้นการใช้ห้องเรียนเป็นที่บ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่โรงเรียนนั้น ไม่เพียงพอต่อการสถานการณ์โลกที่ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงไป  ขณะนี้บริบทของโรงเรียนที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ดังนั้นการพัฒนาครู ประจำการให้มีความพร้อมในองค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เสมือนการติดอาวุธให้กับ ครูฝึกหัดที่อยู่ในระบบการผลิต และครูประจำการที่อยู่ในสถานศึกษาให้เป็นครูที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ฉลาดรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานเป็นทีมในชุมชน ได้โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

สำหรับมรภ.ภูเก็ต ได้มีโอกาสร่วมดำเนินงานกับ กสศ. ใน 2 โครงการ คือ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตครูระบบปิดและเตรียมพร้อมครูในการรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน สร้างครูที่มี Soft Skill และมีเทคนิควิธีการสอนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เชิงรุกร่วมกับการมีความรู้ในหลักวิชาการ ในขณะเดียวกันโรงเรียนปลายทางจะมีผู้บริหาร และครูที่ได้รับการ ส่งเสริมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ เกิดทีมทางานในการยกระดับคุณภาพ การเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนโดยมีทีมหนุนนำอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จากสถาบันการผลิต ครูที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. และ โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครู (School Professional Development: SPD) สำหรับการพัฒนาครูประจาการและนักเรียน ทั้งโรงเรียนโดยครอบคลุมทุกระดับชั้น เน้นการสนับสนุนจากทีมโค้ช (Q-Coach) มีการทำงานในลักษณะสร้าง เครือข่ายการทางานร่วมกัน (Q-Network) โดยนำระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการ ทำงาน เพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น 

-005

‘ระนองบ้านฉัน’เส้นทางการพัฒนา ‘เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’สู่ประตูอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670652

‘ระนองบ้านฉัน’เส้นทางการพัฒนา  ‘เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’สู่ประตูอาเซียน

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ระนองบ้านฉัน” น.ส.ปรัศมนณัชส์ ขู้สกุล (เพรียว) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม “DPU” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวถึงจังหวัดระนอง สถานที่ที่ซึ่งเป็นเสมือนจุดศูนย์รวมของครอบครัว จากการย้ายรกรากมาจากอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อมาอาศัยอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่กลับมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว

เพราะมีความหลากหลายและการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างทรัพยากรป่าไม้ ทะเล น้ำตก และน้ำแร่จากธรรมชาติ จึงทำให้เมืองระนองเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อีกทั้ง ระนองยังได้รับสมญานามว่าเป็น “เมืองฝนแปดแดดสี่” ซึ่งสะท้อนภาพแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกรายล้อมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีคุณค่าทำให้รู้สึกได้พักกายและพักใจได้อย่างสนิทใจในทุกครั้งที่ได้มีโอกาสกลับไปเยือน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจะเห็นความพยายามของการพัฒนาการท่องเที่ยวของเมืองระนองในโครงการต่างๆ มากมายที่ทำกันอย่างต่อเนื่องและแข็งขันในบริบทของพื้นที่และบริบทของระยะเวลาที่ผ่านการผลัดเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ ก็ตาม ในฐานะที่ตนเองซึ่งเป็นนักศึกษาที่ได้มีโอกาสร่ำเรียนในด้านการท่องเที่ยวมานั้น ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากระนองบ้านฉันได้รับการพัฒนาและการจัดการการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่และเต็มศักยภาพในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้นั้น การท่องเที่ยวของจังหวัดระนองในอนาคตจะสดใสมากเพียงใด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันจังหวัดระนองจะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยหยิบจับจุดแข็งของตนเองจากการมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่รองรับด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาจัดทำเป็นแผนกลยุทธ์และแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มุ่งผลักดันให้ระนองเป็นจุดหมายปลายทางของ Spa and Wellness City และ Hot Springs of ASIA และยังมีแผนการพัฒนาของจังหวัดที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการที่เชื่อมโยงกับประเทศอาเซียนควบคู่กันไปด้วย

แต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดระนองก็ยังดูเติบโตช้าเมื่อเทียบกับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายฝั่งอันดามัน อย่างภูเก็ต พังงา และกระบี่ ในมุมมองของดิฉันเห็นว่าสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการที่ทำให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดระนองยังเติบโตช้านั้น น่าจะมีสาเหตุจาก 1.จังหวัดระนองยังมีเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่ไม่เอื้อต่อรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมากนัก เนื่องจากจังหวัดระนองยังถูกมองว่าเป็นเมืองรองและเป็นเส้นทางผ่านสู่จังหวัดท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง

2.จังหวัดระนองยังขาดการจัดการมาตรฐานและความพร้อมด้านสถานพยาบาล สถานบริการ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเฉพาะทางด้านน้ำแร่ธรรมชาติ และ 3.ขาดการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านการบริการทางการแพทย์ และการบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับพื้นที่ ที่พร้อมขยายเข้าสู่ระดับอาเซียนและระดับโลกรวมทั้ง สถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาก็ยิ่งตอกย้ำให้ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองนั้นยิ่งเงียบสงัดไปกว่าเดิม

ดังนั้น ในฐานะคนที่ถูกเรียกว่าลูกเสี้ยวระนอง ซึ่งมิใช่ผู้ที่เกิดและเติบโตในจังหวัดระนองซะทีเดียว แต่ได้มีโอกาสคลุกคลีและเดินทางไปเยี่ยมเยือนครอบครัวในจังหวัดระนองอยู่เป็นประจำนั้น ก็ยังอยากที่จะพัฒนาให้การท่องเที่ยวของจังหวัดระนองนี้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพและยังประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำแร่ ทั้งนี้ เพื่อให้จังหวัดระนองเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับอาเซียนได้ในอนาคต

ตอนนี้ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเองต่างก็เริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวกันแล้ว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านและจากประเทศอื่นๆ เดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ดิฉันจึงเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่จังหวัดระนองจะปรับกลยุทธ์ เทคนิค และวิธีการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองเอง โดยนำเทคโนโลยีที่เข้ากับยุคสมัยมาใช้ร่วมกับการปรับช่องทางการตลาดที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น

เช่น การตลาดรูปแบบออนไลน์ การลองนำระบบ AR มาปรับใช้กับการสื่อสารเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือการเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองให้ก้าวเข้าสู่ประตูของอาเซียนได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการ Upskills Reskills และมองหาทักษะใหม่ๆ ที่จะ New Skills ให้แก่บุคลากรภาคการท่องเที่ยว

ซึ่งก็หวังว่า…ในอนาคตตนเองจะผ่านกระบวนการหล่อหลอมสิ่งต่างๆ เหล่านี้จากการเรียนการสอนที่คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ได้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของ “ระนองบ้านฉัน” ให้พัฒนาได้อย่างภาคภูมิใจ!!!

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘กศน.กาญจนบุรี’ฝึกอบรมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670654

‘กศน.กาญจนบุรี’ฝึกอบรมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดกาญจนบุรี จัดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2565 ซึ่งมีกิจกรรมการฝึกอบรมไปเมื่อวันที่ 19-21 ก.ค. 2565ที่ผ่านมา ณ ค่ายลูกเสือสมพลโตรักษา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรีโดยมี นายธิติพนธ์ ระลอกแก้วผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ

สำหรับโครงการดังกล่าวมุ่งหวังสร้างความตระหนัก ปลูกฝังให้บุคลากรทางการลูกเสือจากสถานศึกษาในสังกัดทั้ง 13 แห่ง จำนวน 40 คน ได้น้อมนำหลักการและวิธีการของโครงการจิตอาสาพระราชทานไปจัดกิจกรรมจิตอาสา ด้วยการอุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งในสถานศึกษาและชุมชน เสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง บำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

‘สวรรคโลก’จากทำงานลด-ละ-เลิกเหล้า วางเป้าหมายอนาคตมุ่งสู่‘อำเภอสร้างสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670651

‘สวรรคโลก’จากทำงานลด-ละ-เลิกเหล้า  วางเป้าหมายอนาคตมุ่งสู่‘อำเภอสร้างสุข’

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ในปี 2560 สุโขทัยมีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขั้นไป 37.2% ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับ 10 ของประเทศ และอันดับ 2 ของภาคเหนือตอนล่าง แม้ว่าในปี 2564 จะลดลงมาอยู่ที่ 30.0%) แต่ก็ยังมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ (28.0%) นอกจากนี้ ประชากรวัยรุ่น อายุ 15-19 ปี ของสุโขทัย มีอัตราการดื่ม เท่ากับ 19.6% ซึ่งสูงกว่าอัตราชุกระดับประเทศซึ่งอยู่ที่ 13.6% อยู่ในลำดับที่ 3 ของประเทศ”

พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง อ.สวรรคโลก และผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสุโขทัย กล่าวในเวทีโครงการประชาคมลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงจังหวัดสุโขทัย ปี 2565 ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลิฟวิว รีสอร์ท อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ถึงสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน จ.สุโขทัย และที่น่าเป็นห่วงคือ “สัดส่วนการดื่มแล้วขับขี่ยานพาหนะ จังหวัดสุโขทัย อยู่ที่ร้อยละ 62.6 สูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศ” และอันดับ 2 ของภาคเหนือตอนล่าง อีกทั้งยังพบสถานบันเทิงปล่อยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ

ในเวทีครั้งนี้ซึ่งคณะทำงานจาก สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ติดตามการทำงานและรับฟังข้อเสนอแนะของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา ได้กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานนอกจากรณรงค์ ลด ละ เลิก การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญประเพณีแล้ว ยังมุ่งเป้าป้องกันไม่ให้มีนักดื่มหน้าใหม่โดยเฉพาะในเยาวชนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในการทำงานที่ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานภาคราชการ “นอกจากประเด็นเรื่อง ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว อยากจะขยายและหาแนวร่วมการทำงานมากขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์อย่างเดียว” จึงเห็นพ้องกันในการวางเป้าหมายต่อไป คือ “การเป็นอำเภอสร้างสุข” ขณะเดียวกันยังมองว่า เยาวชนเป็นอนาคตของชาติและเป็นอนาคตของชุมชน จึงเปิดรับข้อเสนอหรือแนวคิดจากเยาวชนในพื้นที่ว่า อนาคตเขาอยากให้พื้นที่ของเขาเป็นพื้นที่ที่มีความสุขในมิติใดบ้าง

“จากข้อเสนอดังกล่าว นำไปสู่การสรุปเป็นกรอบการทำงานได้ 4 แนวทาง คือ 1.ส่งเสริมให้ประชาชน ลด ละ เลิก การดื่มสุรา สูบบุหรี่และปลอดอบายมุขและลดนักดื่มหน้าใหม่ 2.ส่งเสริมงานบุญประเพณีสร้างสุขให้ปลอดเหล้าและสิ่งอบายมุขทุกประเภท 3.เกิดความปลอดภัยของคนใช้รถใช้ถนน ปลอดจากอุบัติเหตุ และ 4.ลดจำนวนขยะมูลฝอยจนนำไปสู่อำเภอสวรรคโลกปลอดขยะ” พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา กล่าว

นายจิรชาติ นาคสวัสดิ์ นายอำเภอสวรรคโลก จ.สุโขทัย กล่าวว่า การที่นำเอาข้อเสนอแนะของเยาวชนในพื้นที่มาเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงาน เพราะต้องรับฟังคนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขา คือ อนาคตของชุมชน ทั้งนี้ ในการณรงค์ลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มเป้าหมายสำคัญเน้นไปที่เด็กนักเรียน เยาวชนพยายามสกัดนักดื่มหน้าใหม่ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบสังคมเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในเรื่องของสภาวะแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในชุมชน “การที่จะทำให้ยั่งยืนได้ต้องทำในคนรุ่นต่อไปซึ่งก็คือเด็กและเยาวชน” นอกจากที่จะป้องกันนักดื่มหน้าใหม่แล้วยังให้เขาเป็นกลไกหลักในการทำงานขับเคลื่อนร่วมกัน สร้างความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนเข้าใจ ใน 4 ภารกิจหลักแล้วก็ให้มาสานต่อตรงนี้ให้ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการส่งต่อรุ่นต่อไป โดยการทำให้ยั่งยืนนั้นเน้นเรื่องของการทำงานเป็นทีมให้ความสำคัญกับทุกความคิด ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ

เช่น กระทรวงมหาดไทย สรรพสามิต กรมการปกครองท้องถิ่น สาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และภาคประชาสังคม ร่วมระดมความคิดมันสมองเป็นหลักเพื่อให้เกิดการระเบิดจากข้างใน เหมือนที่พูดว่า “เมื่อเป็นปัญหาในพื้นที่ คนในพื้นที่ก็ต้องเข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหาด้วยตนเอง” ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ขยับขึ้นมาในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัดต่อไป

“จากกรอบทั้ง 4 แนวทาง ได้ร่างคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้การขับเคลื่อนมีทิศทาง ได้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ทั้งเรื่องลดละเลิกอบายมุข ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่มีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้อง และหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา สาธารณสุข สรรพสามิตการทำงานมีทั้งเครือข่ายท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคประชาสังคม ช่วยกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจใน 4 แนวทาง ของโครงการอำเภอสวรรคโลกสร้างสุข ตรงนี้ก็จะยั่งยืนและมีความต่อเนื่องในอนาคต” นายจิรชาติ กล่าว

นายศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า อำเภอสวรรคโลก เป็นพื้นที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้ เป็นแบบอย่างที่ดีได้ในอนาคต ทั้งนี้ การนำข้อเสนอของเด็กมาเป็นกรอบในการทำงาน เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเยาวชนในพื้นที่มีการตอบสนองต่อปัญหาท้องถิ่น เขาอยากเห็นอะไรในอนาคต ผู้ใหญ่หรือหน่วยงานราชการในท้องถิ่นก็ตอบสนอง โดยไม่ได้รอคำสั่งมาจากส่วนกลาง

ซึ่งปัญหาในท้องถิ่น หน่วยงานราชการก็พยายามสร้างสรรค์ช่องทางในการดำเนินงานในการตอบโจทย์ของท้องถิ่นตนเอง แน่นอนว่าหน่วยงานราชการก็มีหน่วยชี้วัด หรือ KPI เป้าหมายในการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง แต่ที่นี่กลับสามารถนำมาบูรณาการให้ทำงานร่วมกันได้ ส่วนประชาสังคมก็ลงไปช่วยชาวบ้าน เกิดเป็นภาพความสามัคคี มีวิธีการทำงานร่วมกันที่ตอบโจทย์การป้องกันปัจจัยเสี่ยง ไม่ได้เฉพาะเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งความปลอดภัยทางถนน ปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพจิต สามารถเชื่อมโยงกันได้ทุกมิติ

“สิ่งที่น่าสนใจ คือ เจ้าหน้าที่ที่ร่วมขับเคลื่อนงาน ส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่นของที่นี่ ส่วนหนึ่งเขาไม่ได้ทำเพียงเพื่อสนองต่อนโยบายส่วนกลางเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เขาทำเพื่อบ้านเกิดของตนเอง พื้นที่ที่เขาอยู่ต้องดีกว่านี้ เพราะหลังเกษียณเขาต้องอยู่ที่นี่ หากประเด็นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี การโยกย้ายราชการก็น่าจะคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย โดยนำคนท้องถิ่นกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องกลับมาอยู่ที่นี่ ดังนั้น ควรให้คนท้องถิ่นที่เก่ง มีความรู้ความสามารถและมีความมุ่งมั่นได้กลับมาทำคุณประโยชน์ให้กับท้องถิ่นตนเอง” นายศรีสุวรรณ กล่าว

‘มหิดล’ร่วมวางแผนเปิดรับนักท่องเที่ยว ‘นครสวรรค์’เมืองรองที่มีมากกว่า‘บึงบอระเพ็ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670653

‘มหิดล’ร่วมวางแผนเปิดรับนักท่องเที่ยว  ‘นครสวรรค์’เมืองรองที่มีมากกว่า‘บึงบอระเพ็ด’

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลังจากที่ทั่วโลกต้องประสบวิกฤต COVID-19 จนได้มีการรณรงค์ให้คนไทยทุกคนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ในอัตราที่ควบคุมได้ เริ่มมีการใช้ “ชีวิตวิถีใหม่” และเดินทางภายในประเทศกันมากขึ้น จนมาถึงวันที่ทั่วโลกต้องประสบกับวิกฤตอาหารและพลังงานเช่นปัจจุบัน แม้การท่องเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ “จังหวัดนครสวรรค์”ซึ่งเปรียบเหมือน “ประตูสู่ภาคเหนือ”พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศให้ได้รับความอบอุ่นและประทับใจกลับไปเสมอ

ดร.พรพิรัตน์ คันธธาศิริ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรมโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตามโครงสร้างการท่องเที่ยวของประเทศไทย ได้กำหนดให้ “เมืองหลัก” ของการท่องเที่ยวไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 22 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา สงขลา และ ภูเก็ต

“แม้จังหวัดนครสวรรค์ จะอยู่ในกลุ่ม 55 จังหวัดที่เป็นเมืองรองแต่ก็ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กลับมาฟื้นคืนเศรษฐกิจของชุมชน โดยโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับทุกภาคส่วนของจังหวัดนครสวรรค์ จัดทำแผนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสู้วิกฤตอาหารและพลังงานโลก โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบรวมกลุ่มในเส้นทางท่องเที่ยวที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวอย่างครบวงจร” ดร.พรพิรัตน์ กล่าว

แม้ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่เมืองรองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่าง โดยผู้มาเยือนจังหวัดนครสวรรค์ส่วนใหญ่จะมุ่งสัมผัสวิถีธรรมชาติ ชื่นชม “บึงบอระเพ็ด” ซึ่งเป็นบึงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และด้วยโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้ นอกจากการได้ชื่นชมกับวิถีธรรมชาติบึงบอระเพ็ดแล้ว ยังจะได้สัมผัสกับวิถีชุมชน ผลิตภัณฑ์อาหารขึ้นชื่อต่างๆ รวมทั้งของที่ระลึกจากชุมชนนครสวรรค์ให้เลือกสรรกลับบ้านไปด้วยความประทับใจ ภายใต้งบประมาณที่ประหยัดและคุ้มค่า

ในเบื้องต้น…แผนการจัดการท่องเที่ยวจังหวัดนครสวรรค์สู้วิกฤตดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงทดลอง ทั้งนี้ได้มีการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเพื่อพัฒนาชุมชนโดยหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน”ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล นำองค์ความรู้เรื่อง “นิเวศพื้นถิ่น” ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาภูมิปัญญา และวิถีวัฒนธรรม มาสร้างเป็นรายได้ช่วยเหลือชาวชุมชนนครสวรรค์ให้รอดพ้นจากวิกฤตไปได้อย่างยั่งยืน!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

มท.ชวนประชาชนร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670655

มท.ชวนประชาชนร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.43 น.

‘มท.’ ชวนพี่น้องประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการสาธิตประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี – ร่วมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไทย 4 ภูมิภาคน้อมนำแนวพระราชดำริฯ ระหว่างวันที่ 1-15ส.ค. นี้

2 สิงหาคม 2565 ที่บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โซนที่ 2 การสาธิตการออกร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล กำหนดจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ระหว่างวันที่ 1- 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รับโอกาสให้เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียติฯ โดยการประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด เพื่อนำมาประดับตกแต่งนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งได้ร่วมกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนทั้ง 76 จังหวัด ร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดีจากผ้าประจำถิ่นของแต่ละจังหวัด เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าบาติก ผ้ามัดหมี่ ผ้ามัดย้อม จังหวัดละ 90 ตัว โดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ ทุกคนทำด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

ทั้งนี้ เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความจงรักภักดีของประชาชนในทุกจังหวัด นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประดิษฐ์ผีเสื้อในนามประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความจงรักภักดี จำนวน 90 ตัว รวมจำนวนทั้งสิ้น 10,545 ตัว ซึ่งได้ทำการส่งมอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฯ เพื่อนำไปประดับตกแต่งและประกอบการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการฯ ในโซนที่ 2 กิจกรรมการสาธิตและการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ประกอบด้วย นิทรรศการเกี่ยวกับผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำพระราชดำริฯ และการสาธิตประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด แบ่งเป็น 2 จุด ได้แก่

ศาลาที่ 1 สาธิตการประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการประดิษฐ์ผีเสื้อเพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และใช้ผีเสื้อประกอบการจัดนิทรรศการและประดับตกแต่งต้นไม้โดยรอบบริเวณหอนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ พร้อมทั้งจัดจุดเช็คอินถ่ายภาพและที่ติดประดับผีเสื้อผ้าไทย โดยระหว่างวันที่ 1-4 สิงหาคม 2565 เป็นการสาธิตโดยกลุ่มศิลปะประดิษฐ์ดอกไม้จากรังไหม แม่หนูจีน ศรีนัมมัง วันที่ 5-8 สิงหาคม 2565 สาธิตโดยจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา วันที่ 9-12 สิงหาคม 2565 สาธิตโดยจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดลำพูน และวันที่ 13-15 สิงหาคม 2565 สาธิตโดยจังหวัดราชบุรีและจังหวัดชัยนาท

ศาลาที่ 2 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย 4 ภูมิภาค โดย 1) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 1-4 สิงหาคม 2565 เป็นการจัดแสดงฯ และออกร้านฯ ของศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์และบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม กลุ่มทอผ้าไหมหมี่ขิดบ้านสีชื่นชม จังหวัดอุดรธานี กลุ่มผ้าตุ้มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มสตรีทอผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่คึมมะอุสวนหม่อน จังหวัดนครราชสีมา 2) ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 5-8 สิงหาคม 2565 โดยกลุ่มศิวนาฏ จังหวัดสงขลา และกลุ่มผ้าทอเกาะยอ จังหวัดพัทลุง 3) ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2565 โดยกลุ่มผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดอุทัยธานี และกลุ่มทอผ้ายกดอกลำพูน จังหวัดลำพูน และ 4) ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม โดยกลุ่มทอผ้าบ้านเนินขาม จังหวัดชัยนาท และกลุ่มผ้าจกทอมือ จังหวัดราชบุรี

“สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่พี่น้องประชาชนได้ค้นพบจากการริเริ่มประดิษฐ์ผีเสื้อจากผืนผ้าอัตลักษณ์ของชุมชนเพื่อถวายความจงรักภักดีในครั้งนี้ นั่นคือ เกิดการสร้างอาชีพใหม่ ด้วยการประยุกต์จัดทำ “เข็มกลัดผีเสื้อ” สร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริม ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งนับเป็นสายธารแห่งน้ำพระราชหฤทัยที่ไหลหลั่งผสานกับพลังแห่งความจงรักภักดีที่พวกเรามีต่อพระองค์ท่าน ทำให้เกิดนวัตกรรมจากภูมิปัญญามาต่อยอดประดิษฐ์ผ้าไทยเป็นเข็มกลัดผีเสื้อ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า สวยงาม สร้างรายได้ที่ยั่งยืน ให้กับประชาชนอีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ระหว่างวันที่ 1- 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทย รวมถึงภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ พระผู้นำศาสนา ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อมวลชน ได้ร่วมกันริเริ่มโครงการ/กิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทย ทั้งการสวมใส่ผ้าไทย การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลดังกล่าว เพื่อที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยด้วยความจงรักภักดี โดยพร้อมเพียงกัน

-005

‘ตรีนุช’ฮึ่ม!ขู่งัด‘ไม้แข็ง’ฟาดวิทยาลัย เกียร์ว่างปล่อย‘นักเรียนนักเลง’ตีกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670640

‘ตรีนุช’ฮึ่ม!ขู่งัด‘ไม้แข็ง’ฟาดวิทยาลัย เกียร์ว่างปล่อย‘นักเรียนนักเลง’ตีกัน

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.05 น.

‘ตรีนุช’ฮึ่ม!ขู่งัด‘ไม้แข็ง’ฟาดวิทยาลัย เกียร์ว่างปล่อย‘นักเรียนนักเลง’ตีกัน

2 สิงหาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ 2 แห่งยกพวกทำร้ายร่างกายกันได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่บริเวณสี่แยกราชวัตร ถนนพระราม 5 แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กทม. ห่างจาก สน.ดุสิต เพียง 300 เมตร ว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ให้นโยบายกับเลขาธิการ สอศ.และวิทยาลัยอาชีวศึกษา ให้มีมาตรการป้องกันและประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพื่อป้องกันการก่อเหตุมาโดยตลอด

ทั้งนี้ เรื่องความปลอดภัยกับสถานศึกษา และในการประชุมสัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้งรัฐและเอกชนเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนได้กำชับย้ำไปอีก เพราะเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ ศธ.มุ่งเน้นอยู่แล้วและถือเป็นเรื่องสำคัญ ก็คงต้องไปเจาะลึกเป็นรายวิทยาลัยเพราะมีไม่กี่วิทยาลัยที่ก่อเกิดเหตุรุนแรง

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการทบทวนใช้ไม้แข็งปิดวิทยาลัยที่มีนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทหรือไม่ นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนขอดูรายละเอียดมาตรการนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามขอให้ผู้อำนวยการวิทยาลัยทุกคน อย่าปล่อยปละละเลยต้องเข้มมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหานักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทด้วย

“เปิดเรียนแล้วก็กำชับให้วิทยาลัยแต่ละแห่งมีมาตรการป้องกันความรุนแรงต่างๆ ทั้งเรื่องการทะเลาะวิวาท และให้ประสานกับตำรวจในพื้นที่และเครือข่ายในการเฝ้าระวังการก่อเหตุ” รมว.ศธ.กล่าว             

มอ.ผลักดันศูนย์ ICE-SSI เป็นศูนย์วิจัยอาหารทะเลระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670427

มอ.ผลักดันศูนย์ ICE-SSI เป็นศูนย์วิจัยอาหารทะเลระดับโลก

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล (ICE-SSI) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล (ICE-SSI) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นศูนย์วิจัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ด้วยการดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ทันสมัย ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ สู่การนำไปประยุกต์ใช้ในทางวิชาการและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพป้อนสู่วงการวิทยาศาสตร์อาหารทะเลและนวัตกรรม

สำหรับพันธกิจของทางศูนย์ฯ ศ.ดร.สุทธวัฒน์ กล่าวว่า มุ่งเน้นสร้างงานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารทะเลที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพราะอาหารทะเลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีการส่งออกทั้งรูปแบบสดและแปรรูปจำนวน 1.5 ล้านตันมีมูลค่า 195,000 ล้านบาทต่อปี โดยจะร่วมกันสร้างเครือข่ายนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ ในรูปแบบการสร้างงานวิจัยและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานต่างๆ และร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์ในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการวิชาการซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจของมหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในด้านงานวิจัยด้านอาหารทะเล โดยมีภาคเอกชนให้ความสนใจงานวิจัยเรื่องไบโอแคลเซียม เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถขยายสู่ตลาดหลากหลายและตอบโจทย์ตลาดฮาลาล และมุ่งสนับสนุนการนำวัสดุเศษเหลือจากการแปรรูปอาหารทะเลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้โมเดล BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

มอ. ได้ตั้งเป้าหมายของศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล (ICE-SSI) ก้าวสู่การเป็นศูนย์วิจัยระดับโลก หรือ World Class Research Center โดยผลิตองค์ความรู้ที่ทันสมัย สามารถแข่งขันในระดับโลก จากการมีบุคลากรและนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ แบบครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมกับการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจและคาดว่าจะมีนักศึกษาทยอยสมัครเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าทางศูนย์ฯ จะสามารถผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพป้อนสู่ตลาดแรงงานอย่างแน่นอน

สวนดุสิต สุพรรณบุรี หนุนชุมชน พัฒนาสร้างมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670430

สวนดุสิต สุพรรณบุรี หนุนชุมชน  พัฒนาสร้างมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี จัดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ อพสธ.-มสด. โดยมี ผศ.ดร.กนกกานต์ วีระกุล ผู้ช่วยอธิการบดี (อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร โรงเรียนการเรือน ผู้จัดการโครงการปฏิบัติการอาหารแปรรูป (วิทยาเขตสุพรรณบุรี) กล่าวเปิดโครงการ และมีกิจกรรม ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรท้องถิ่นเพื่อสุขภาพน้ำมะนาวผสมน้ำส้มยูซุเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การพัฒนานวัตกรรมอาหารสุขภาพ (Functional food) โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ และได้ถ่ายทอดนวัตกรรมให้แก่ประชาชนกลุ่มแม่บ้านตำบลวังยาว และวิสาหกิจชุมชน จังหวัดสุพรรณบุรี และในพื้นที่ใกล้เคียง

ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรท้องถิ่น และการพัฒนานวัตกรรมอาหารสุขภาพ ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นสินค้าเพื่อจำหน่ายในชุมชน ส่งเสริมความรู้ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดความรู้เดิมให้เกิดการพัฒนาทักษะอาชีพ ในการทำกิจกรรมเครื่องดื่มสมุนไพรท้องถิ่นและพัฒนานวัตกรรมอาหารสุขภาพ เพื่อพัฒนาสินค้าและสร้างมูลค่าสินค้าให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ วิสาหกิจชุมชนพืชผักและผลไม้ปลอดภัย ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

‘A money บัดดี้ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้น้อง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670431

‘A money บัดดี้ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้น้อง’

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายซูสุมุ อิโตะ ผู้บริหารสายงานการขายและศูนย์ปฏิบัติการบริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด“เอมันนี่” (A money) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “A money บัดดี้เรื่องเงิน”  จับมือโรงเรียนวัดธรรมประสิทธิ์ จังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม “A money บัดดี้ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาให้น้อง” โดยสนับสนุนอุปกรณ์กีฬา อาทิ ฮูลาฮูป เชือกกระโดด จักรยาน แบดมินตัน ฯลฯ พร้อมจัดกิจกรรมเรียกเหงื่อต้อนรับน้องๆ