‘สวนดุสิตโพล’เปิด‘จุดเด่น-ด้อย’ คะแนน 20 ตัวชี้วัด‘ดัชนีครูไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628934

‘สวนดุสิตโพล’เปิด‘จุดเด่น-ด้อย’ คะแนน 20 ตัวชี้วัด‘ดัชนีครูไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 08.03 น.

‘สวนดุสิตโพล’เปิด‘จุดเด่น-ด้อย’ พร้อมคะแนน 20 ตัวชี้วัด‘ดัชนีครูไทย’ เผยผลสำรวจแนะยุคโควิดต้องปรับตัวอย่างมากจาก ‘ผู้ให้ความรู้’ เป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมและออกแบบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ เหมาะสมกับการเรียนแบบ Online

16 มกราคม 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” เป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 17 สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,734 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 10-13 มกราคม 2565 เน้นตัวชี้วัด 20 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว การพัฒนาตนเอง และการพัฒนาวิชาชีพในรอบปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2564  เต็ม 10 ได้ 7.75 คะแนน

ปี 2560 ได้ 7.69 คะแนน

ปี 2561 ได้ 6.48 คะแนน

ปี 2562 ได้ 6.25 คะแนน

ปี 2563 ได้ 7.35 คะแนน

2. ประชาชนให้คะแนน 20 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

อันดับ 1 มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 7.98 คะแนน

อันดับ 2 มีความเมตตา มีจิตใจโอบอ้อมอารี  7.97 คะแนน

อันดับ 3 บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 7.92 คะแนน

อันดับ 4 รักในวิชาชีพครู มีอุดมการณ์ความเป็นครู 7.89 คะแนน

อันดับ 5 ขยันขันแข็ง อดทน เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต  7.87 คะแนน

อันดับ 6 มีเป้าหมาย ประเมินและปรับปรุงพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 7.86 คะแนน

อันดับ 6 การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู 7.86 คะแนน

อันดับ 8 ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม 7.84 คะแนน

อันดับ 9 ความรู้ความสามารถในการสอนและถ่ายทอดความรู้ 7.83 คะแนน

อันดับ 10 ทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้ข้อมูลใหม่ ๆ 7.81 คะแนน

อันดับ 11 สามารถทำงานเป็นทีมได้ 7.78 คะแนน

อันดับ 12 ช่วยเหลือนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 7.77 คะแนน

อันดับ 12 มีทัศนคติที่ดี เข้าใจและคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน 7.77 คะแนน

อันดับ 14 ดูแลตนเองทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ 7.74 คะแนน

อันดับ 14 อบรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 7.74 คะแนน

อันดับ 16 มีความน่าเชื่อถือ เป็นแบบอย่างที่ดี 7.69 คะแนน

อันดับ 17 ปรับตัวได้เร็ว แก้ปัญหาได้ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7.68 คะแนน

อันดับ 18 ควบคุมอารมณ์ได้ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม 7.64 คะแนน

อันดับ 19 มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง 7.61 คะแนน

อันดับ 20 ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 6.75 คะแนน

3. “จุดเด่น-จุดด้อย” ของ ครูไทย วันนี้ คือ

+ จุดเด่น

ใช้เทคโนโลยี มีทักษะใหม่ ๆ มีเทคนิคการสอนที่ดี 82.29%

ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ขยัน ทุ่มเท เสียสละ 65.69%

มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ใกล้ชิดกับชุมชน ท้องถิ่น 61.53%

+ จุดด้อย

ภาระงานมาก ไม่มีเวลา 74.99%

ขาดงบประมาณ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน 59.42%

มีหนี้สินมาก รายได้น้อย 55.04%

4. ประชาชนคิดว่า “ครูไทยในยุคโควิด-19” ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

1. สอนออนไลน์ให้น่าสนใจ ปรับรูปแบบการสอน 85.38%

2. ใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ พัฒนาด้านภาษาและเทคโนโลยี 84.46%

3. ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ป้องกันตนเองจากโควิด-19 75.69%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ดัชนีครูไทย ปี 2564 ครูไทยในยุคโควิด-19” กลุ่มตัวอย่าง 3,734 คน สำรวจวันที่ 10-13 มกราคม 2565 พบว่า ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2564 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 7.75 คะแนน โดยดัชนีที่ได้คะแนนมากที่สุด คือ มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 7.98 คะแนน ดัชนีที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือ ด้านการประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 6.75 คะแนน โดยประชาชนมองว่าจุดเด่นของครูไทย คือ การใช้เทคโนโลยี มีทักษะใหม่ ๆ มีเทคนิคการสอนที่ดี ร้อยละ 82.29 จุดด้อยคือ มีภาระงานมาก ไม่มีเวลา ร้อยละ 74.99 โดยครูไทยในยุคโควิด-19 ต้องปรับตัวด้านการสอนออนไลน์ให้น่าสนใจ ปรับรูปแบบการสอน ร้อยละ 85.38 รองลงมาคือ ใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ พัฒนาด้านภาษาและเทคโนโลยี ร้อยละ 84.46

กลุ่มตัวอย่างที่เป็น “ครู” ให้คะแนนดัชนีครูไทย 8.40 คะแนน ส่วน “นักเรียน/นักศึกษา” ให้ 8.25 คะแนน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ  ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทั้งครูและนักเรียนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เมื่อครูมองครู นักเรียนมองครู จึงมีความเข้าอกเข้าใจ “หัวอกครู” เป็นอย่างดี เมื่อโควิด-19 พลิกวงการศึกษาไทยอย่างรวดเร็ว รัฐบาล จึงควรคว้าโอกาสนี้ในการพัฒนาการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นและไม่ทิ้งให้ใครต้องหลุดจากระบบการศึกษาไป ไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียนก็ตาม

ส่วน ดร.กิ่งกาญจน์ ทองงอก ผู้จัดการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ สุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า “ดัชนีครูไทย” ปีนี้น่าสนใจมาก หากวิเคราะห์รายละเอียดจะพบว่าดัชนี 5 อันดับแรกเป็น Soft skills ทั้งสิ้น เช่น มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ความเมตตา บุคลิกภาพที่ดี ความเป็นครูที่ดี หรือความเสียสละ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญและเห็นว่าครูไทยมีความโดดเด่นในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างจาก 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่ดัชนีอันดับต้น ๆ เป็น Hard skills เช่น มีความรู้ หรือการเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ ๆ  ในเรื่องจุดด้อยของครูไทยหากต้องการพัฒนาเรื่องภาระงานมากและไม่มีเวลา ควรนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนให้ทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงควรปรับจากการทำงานคนเดียวมาเป็นการทำงานเป็นทีมอย่างเข้มแข็ง บริหารจัดการบทบาทของคนในทีมอย่างเหมาะสม เชื่อว่าครูจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายเรื่องนี้ได้

ในยุคโควิด-19 ครูต้องปรับตัวอย่างมาก การสอนในรูปแบบ Online หรือ Hybrid Learning ทำให้บทบาทของครูต้องปรับเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความรู้” เป็น “ผู้สร้างสภาพแวดล้อมและออกแบบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้” โดยต้องเหมาะสมกับการเรียนแบบ Online และทำงานเป็น Partner กับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมมือกันพัฒนาเด็กๆ ให้เติบโตอย่างสมวัยในยุคโควิด-19

ศบค.ชุดเล็กเห็นชอบจัดฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี ‘ตรีนุช’เตรียมแผนเผชิญเหตุเปิดเรียน On-site

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628790

ศบค.ชุดเล็กเห็นชอบจัดฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี 'ตรีนุช'เตรียมแผนเผชิญเหตุเปิดเรียน On-site

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.16 น.

วันที่ 14 มกราคม 2565  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค. หรือ ศบค.ชุดเล็ก) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำเสนอ โดยเห็นควรให้มีการเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site โดยสถานศึกษาดังกล่าวจะต้องผ่านการประเมิน TSC + และต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการเตรียมการจัดการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนอายุ 5-11 ปี ซึ่งจากการสำรวจของ ศธ.ล่าสุด พบว่ามีผู้ปกครองให้ความยินยอมที่จะให้บุตรหลานของตนเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ถึงร้อยละ 71 จากนี้ไป ศธ.จะประสานการจัดหาวัคซีน และเตรียมขั้นตอนปฏิบัติการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

“ทั้งนี้สถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทตามการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ และได้เน้นย้ำและกำชับให้ผู้บริหารทุกระดับให้ความสำคัญในการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในกำกับของตนเองที่มีการเปิดเรียนแบบ On-site เพื่อตรวจสอบมาตรการ 6-6-7 และที่สำคัญมีแผนเผชิญเหตุหากมีการพบผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแผนเผชิญเหตุหากพบผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติที่เหมาะสมทั้งในระดับคุณครู และระดับสถานศึกษา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด และเห็นชอบ และได้เน้นย้ำให้คุณครู และผู้บริหารสถานศึกษายืดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด โดยแนวปฏิบัติหลัก หากพบผู้ที่มีความเสี่ยง หรือพบผู้ติดเชื้อจะต้องทำการคัดแยกเด็กดังกล่าว และรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นประสานและแจ้งต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เข้าดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับทราบ

สำหรับมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) ได้แก่ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือ คัดกรองวัดไข้ ลดการแออัด และทำความสะอาด  ส่วน 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) ประกอบด้วย ดูแลตนเอง ใช้ช้อนกลาง กินอาหารปรุงสุกใหม่ ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน สำรวจตรวจสอบ และกักกันตัวเอง และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา ได้แก่ การประเมิน TSC+ รายงานผลผ่าน MOE COVID อย่างต่อเนื่อง, การทำSmall Bubble สำหรับกิจกรรมแบบกลุ่มย่อย, การจัดอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ, การอนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ความสะอาด น้ำ ขยะ , การทำ School Isolation โดยมีแผนเผชิญเหตุและซักซ้อม, การทำ Seal Route ดูแลการเดินทางจากบ้านไปกลับโรงเรียน และการจัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา 

ศธ.-สธ. เสนอ ศปก.ศบค.ให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบ On-Site

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628789

ศธ.-สธ. เสนอ ศปก.ศบค.ให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบ On-Site

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.07 น.

วันที่ 14 มกราคม 2565 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ โฆษก สพฐ. เปิดเผยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) เข้าร่วมการประชุมและรายงานข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสถานศึกษา และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาที่เปิดเรียน  ร่วมกับ นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย โดยนำเสนอยังศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ว่า ควรให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบ On-Site แต่ต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษาและปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ พร้อมทั้งเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ของตนเอง

โดยนายสุภัทร จำปาทอง และ นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข ได้กล่าวถึงข้อสรุปของคณะอนุกรรมการการเปิดเรียนปลอดภัย และ PH-EOC ว่า คณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นควรให้เปิดการเรียนการสอนแบบ On-site โดยสถานศึกษาต้องผ่านการประเมิน TSC+ พร้อมทั้งปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และ 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด โดยสถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทตามการแพร่ระบาดในพื้นที่ และให้สามารถเปิด on-site ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการเน้นย้ำและกำชับ ให้ผู้บริหารตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในกำกับ ให้ปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 รวมถึงแผนเผชิญเหตุ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที รวมทั้ง ยังร่วมกันประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ฉีดวัคซีนเพื่อให้ลดการแพร่เชื้อและเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดกับร่างกาย เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและชุมชน

“นอกจากนี้ ยังมีการรายงานด้วยว่า ศธ. ได้ร่วมมือกับ สธ.   ในการเตรียมการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี ซึ่ง ศธ. ได้สำรวจพบว่า ผู้ปกครองให้ความยินยอมให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีน ถึงร้อยละ 71 โดย ศธ. ได้ผลิตสื่อทำความเข้าใจเรื่องวัคซีนต่อผู้ปกครองและนักเรียนแล้ว ทั้งนี้ เด็กและผู้ปกครองในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับวัคซีน และต้องเคร่งครัดมาตรการเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยทาง ศธ และ สธ จะเพิ่มการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ทุกคนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง รวมทั้งประสานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ในการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ตามที่ได้นำเสนอต่อ ศปก.ศบค. และเข้า ศบค. ต่อไป เพื่อการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และนักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียน on-site ได้ทุกที่อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ ยังร่วมกับกรมอนามัย ในการกำกับติดตามการปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างใกล้ชิดด้วย” นางเกศทิพย์ กล่าว

วช.เตรียมโชว์รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 65 ในงานวันนักประดิษฐ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628732

วช.เตรียมโชว์รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 65 ในงานวันนักประดิษฐ์

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.45 น.

นักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ ระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking) แก้ปัญหามลพิษและโรคทางน้ำ ฟื้นฟูและจัดการคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ร่วมมือการประปาฯ กรมปศุสัตว์ กรมควบคุมมลพิษ ใช้ประโยชน์งานวิจัย สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  เตรียมรับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2565 และจัดแสดงผลงานให้ชมในงานวันนักประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

ปัจจุบัน แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำฝน น้ำแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดินและน้ำทะเล เกิดความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ผลมาจากการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งแบบที่ทราบจุดแน่นอน และแบบไม่ทราบจุดแน่นอน เช่น การรั่วไหลของท่อรวบรวมน้ำเสียใต้ดิน น้ำฝนที่ชะพาสิ่งสกปรกลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ตลอดจนสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ป่าและนกน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มลพิษทางน้ำแบบไม่ทราบแหล่งกำเนิดแน่ชัด กลับมีปริมาณที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อภาวะมลพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า ซึ่งยังคงไม่มีระบบบริหารจัดการ หรือระบบติดตาม ตรวจสอบ ที่เป็นรูปธรรม ทำให้ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการจัดการคุณภาพน้ำและน้ำเสียในปี พ.ศ. 2562 สูงถึง 2,154 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม 

ดร.ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยเชี่ยวชาญ จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากผลของโครงการวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และลดปัญหาข้อขัดแย้งจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ  ซึ่งประเทศไทยได้ประสบปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผลการวิจัยได้รับการต่อยอดร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประปานครหลวง และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์งานวิจัยในการระบุแหล่งปนเปื้อนมลพิษ พร้อมกำหนดแผนจัดการฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้อย่างเมาะสมกับงบประมาณและความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ 

“โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวคิดใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง หรือ Blue Economy ให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวทางน้ำ และเพื่อเตรียมพร้อมให้ไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในอาเซียน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ผลสำเร็จของโครงการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กว่า 13 ผลงาน อ้างอิงผลกระทบเชิงวิชาการในระดับนานาชาติ 95 ครั้ง และคว้ารางวัลผลงานวิจัยระดับนานาชาติ จำนวน 6 รางวัล รวมทั้ง เป็นผลงานเดียวที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงวิชาการของประเทศ” ดร.ขวัญรวี กล่าวเสริม 

 สำหรับการใช้เทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ในการตรวจระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking ; MST) มีกรอบการทำงานครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาวิธีการตรวจวัดจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารที่จำเพาะกับมนุษย์และสัตว์แต่ละชนิด โดยอาศัยการตรวจวัดเชื้อไวรัสที่จำเพาะกับแบคทีเรีย หรือเรียกว่า แบคเทอริโอเฟจ และการตรวจทางอณูชีวโมเลกุลของสารพันธุกรรมด้วยวิธีพีซีอาร์ และพีซีอาร์เชิงปริมาณ การศึกษาลักษณะเฉพาะต่าง ๆ เช่น ความคงทนในสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการวิเคราะห์ จนได้เป็นเทคโนโลยีการตรวจแหล่งปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อม ทดสอบวิธีที่พัฒนาใหม่ในพื้นที่จริงของประเทศ พัฒนาเทคนิคตัวอย่าง ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้สัมผัสน้ำปนเปื้อน และต่อยอดองค์ความรู้พัฒนาเครื่องมือแบพกพาสำหรับตรวจวัดจุลินทรีย์เพื่อระบุการปนเปื้อนในภาคสนาม  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูง ที่สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาในโจทย์ใหม่ที่มีความท้าทายสูง เช่น การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคอุบัติใหม่โควิด-19 ในน้ำเสีย ทำให้ไทยสามารถตอบสนองปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และเท่าทันต่อสถานการณ์

25 มหา’ลัยมีมติเปิดลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบัน ‘ปลัดอว.’เผยนศ.ได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628472

25 มหา’ลัยมีมติเปิดลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบัน ‘ปลัดอว.’เผยนศ.ได้ประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.44 น.

บันทึกประวัติศาสตร์อุดมศึกษาไทย! อธิการบดี 25 สถาบัน มีมติ เปิดลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันได้ ปลัด อว.เผย นศ.ได้ประโยชน์หลากหลาย

วันที่ 13 มกราคม 2565 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจการลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันระหว่างสถาบันสมาชิกของที่ประชุมคณะผู้บริหารบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ทคบร.) โดยมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 25 สถาบันเข้าร่วม มี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. เป็นประธาน และ ศ.ดร.พญ.พัชรีย์ เลิศฤทธิ์  ประธาน ทคบร.และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เป็นพยานลงนาม  

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ เปิดเผยว่า อว. มีภารกิจหลักสำคัญ 3 ด้าน คือ การสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรม ภายในระยะเวลา 2 ปีเศษหลังการจัดตั้งกระทรวง อว.ได้พัฒนากลไกใหม่ๆ เพื่อปลดล็อคปัญหาและอุปสรรคที่เคยเป็นมาของมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุด อาทิ การจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นเลิศของแต่ละแห่ง การปลดล็อคระยะเวลาสูงสุดในการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าของอาจารย์ โดยเพิ่ม 5 ช่องทางในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นต้น  

ปลัด อว. กล่าวต่อว่า การลงนามฯ ในครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของระบบการอุดมศึกษาไทย ที่เกิดขึ้นโดยความเห็นชอบของอธิการบดีทั้ง 25 สถาบัน เรื่องนี้เป็นเรื่องยากอย่างมากแต่วันนี้เราสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ถือเป็นการนำนโยบายของ อว. ในด้านระบบคลังหน่วยกิตและการใช้ทรัพยากรร่วมกันมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักศึกษาที่ควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ให้พวกเขามีโอกาสเสาะแสวงหาความรู้ตามรายวิชาที่ตนสนใจและได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายจากมหาวิทยาลัยที่ต่างก็มีของดีและความเป็นเลิศที่แตกต่างกัน ขณะที่มหาวิทยาลัยยังได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นการสนธิกำลังกันให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศในก้าวต่อไป  

ด้าน ศ.ดร.พญ.พัชรีย์ กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ 25 สถาบันการศึกษา มีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ด้วยการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาสามารถลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามสถาบันและสามารถใช้หน่วยกิตของรายวิชาดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยกิตในหลักสูตรที่นักศึกษากำลังศึกษาได้ รวมทั้งสามารถนำไปอยู่ในระบบคลังหน่วยกิตสะสมได้ตามข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน เพื่อเป็นการส่งเสริมประสบการณ์ทางวิชาการสังคมแก่นิสิต นักศึกษา  

สำหรับสถาบันการศึกษา 25 แห่งที่สามารถลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันได้ ประกอบด้วย ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่ ม.ทักษิณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.ธรรมศาสตร์ ม.นเรศวร ม.บูรพา ม.พะเยา ม.มหิดล ม.มหาสารคาม ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง ม.วลัยลักษณ์ ม.ศิลปากร ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.สงขลานครินทร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ม.เทคโนโลยีสุรนารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ม.อุบลราชธานี โดยนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปสามารถศึกษารายละเอียดการลงทะเบียนข้ามสถาบันและรายวิชาที่เปิดรับลงทะเบียนได้ที่ https://graduate.mahidol.ac.th/cgau/courses.php
 

อดีตหมู่บ้านเสื้อแดง 4 ภาครวมใจจุดเทียนชัยน้อมรำลึก ร.9 ทุกวันที่ 13 ของเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628427

อดีตหมู่บ้านเสื้อแดง 4 ภาครวมใจจุดเทียนชัยน้อมรำลึก ร.9 ทุกวันที่ 13 ของเดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.57 น.

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 ที่หอประชุมเทศบาลตำบลขามเรียง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย นางนิตยา นาโล อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน ได้ร่วมกับ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นักการเมืองท้องถิ่น และ พสกนิกรชาวเทศบาลตำบลขามเรียง ได้จัดพิธีจุดเทียนชัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จะถึงในวันที่ 13 ตุลาคม 2565 โดย นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ได้มอบแนวทางเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 ให้ดำเนินการจุดเทียนชัยน้อมรำลึกทุกวันที่ 13 ของเดือน ไปจนถึง 13 ตุลาคม แล้วจัดงานใหญ่ร่วมกับทางรัฐบาล

ซึ่งทางอดีตหมู่บ้านเสื้อแดงทุกภาค ต่างน้อมจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมพลังจุดเทียนเพื่อส่งแสงแห่งดวงประทีปที่ส่องไสวอยู่ทั่วแผ่นดิน เปรียบประดุจดั่งจิตอันบริสุทธิ์ของปวงพสกนิกรที่ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และน้อมนำแนวทางพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และดำรงตน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ เพราะพระองค์ท่านเป็น ทรงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

ขณะเดียวกันที่ หอประชุมโรงเรียนบ้านบุญแจ่ม ต.น้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ นายสมชัย แสงทอง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือ นำพสกนิกร ผู้นำชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น และ ส่วนราชการจังหวัดแพร่ รวมพลังจุดเทียนเพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนมาถึงโครงการพระราชดำริ โคก-หนอง-นา-โมเดล ทำให้พสกนิกรชาวไทยมีอาชีพที่ยั่งยืนสามารถเลี้ยงตนเองได้สู้กับวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก

ส่วนที่สำนักงานเครือข่ายสหภาพแรงงานธนาคารและสถาบันการเงิน ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายไวทิต ศิริสุวรรณ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคกลาง ได้นำพสกนิกรรวมใจจุดเทียนเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย จาก ร.9 ถึง ร.10 สู่ผองไทยทั่วแหล่งหล้า สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขปวงประชา

และที่อาคารหอประชุมโรงเรียนบ้านทุ่งเกราะ ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช นายทวี ประหยัด อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคใต้ ได้นำพสกนิกร ผู้นำชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น และคณะอาจารย์ รวมพลังจุดเทียนเพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และน้อมนำแนวทางพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และดำรงตน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ

นอกจากนั้นแล้ว เมื่อคืนที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ บ้านกลางน้อย ต.จำปาโมง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี นางเดชไพวรรณ ชนูนันท์ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และเป็นผู้ใหญ่บ้านกลางน้อย ได้นำพสกนิกรชาวอำเภอบ้านผือ พร้อมด้วย ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต.และส่วนราชการ ได้จัดพิธีจุดเทียนชัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9

เช่นเดียวกัน ณ บริเวณท่าเรือหนองเล็งทราย บ้านสันสลี ต.เจริญราช อ.แม่ใจ จ.พะเยา นางบุญญิสา อินทร์จันทร์ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงจังหวัดพะเยา นำอดีตสมาชิกหมู่บ้านเสื้อแดง ร่วมกับทาง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ ผู้นำชุมชนในอำเภอแม่ใจ จัดพิธีรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีกิจกรรมจุดเทียนชัย ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และ กล่าวสดุดีพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน

นายอานนท์ แสนน่าน กล่าวว่า ในวันที่ 13 ของทุกเดือน พวกเราจะจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี โดยโครงการในพระราชดำริ น้อยใหญ่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างอเนกอนันต์แก่ประเทศชาติ ทั้งได้พระราชทานหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางให้อนาประชาราษฎร์ได้ดำเนินชีวิตโดยให้ความรู้และ สติปัญญาเป็นภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศต่างๆ ที่ได้น้อมนำ แนวทางพระราชทานไปปฏิบัติ

“ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักน้อมนำ แนวทางพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และดำรงตนเพื่อ สร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ พร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาว ไทยตราบกาลนิรันดร์” นายอานนท์ กล่าว

สพฐ.ตั้งงบฯปี 66 รวม 2.8 แสนล้าน พัฒนาจุดเน้นตาม 12 นโยบาย 7 วาระเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628408

สพฐ.ตั้งงบฯปี 66 รวม 2.8 แสนล้าน พัฒนาจุดเน้นตาม 12 นโยบาย 7 วาระเร่งด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.42 น.

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อวางแผนจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2566 ของ ศธ.ว่า ที่ประชุมได้นำนโยบายของรัฐบาล และ 12 นโยบาย 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มาทบทวนเพื่อจัดทำงบประมาณ โดย รมว.ศธ.ได้มอบแนวทางจุดเน้นการจ่ายงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2566 ดังนี้ การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย การยกระดับคุณภาพการศึกษา การสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย การส่งเสริมสนับสนุนวิชาชีพครู บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรสังกัด ศธ. การจ้างครูผู้สอน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตลอดจนงบฯลงทุน ค่าก่อสร้างบ้านพักครู ของ สพฐ.และปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุค่าใช้จ่ายรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และสามารถตอบโจทย์คุณภาพการศึกษาได้

ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ สพฐ.จะนำนโยบายเหล่านี้มาจัดตั้งงบใหม่ เช่น การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย จากเดิม สพฐ.กำหนดงบดำเนินการไว้ 60 ล้านบาท จะเพิ่มมาเป็น 100 ล้านบาท การยกระดับคุณภาพการศึกษา จะจัดสรรงบสร้างโรงเรียนคุณภาพชุมชน เพื่อบริหารจัดการให้โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพ มีอาคารสถานที่ มีห้องเรียนที่มีคุณภาพ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาจัดการเรียนการสอน เพื่อดึงดูดเด็กจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงมาเรียนร่วมกันในโรงเรียนคุณภาพ พร้อมกับจัดงบงบประมาณสร้างบ้านพักครู ทั้งนี้ จะสนับสนุนงบประมาณในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะพัฒนาไปสู่ศตวรรษที่ 21

และจะจัดงบประมาณ 1 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาครูทุกระดับตั้งแต่ครูสอนระดับอนุบาล-ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6.) รวมกว่า 5 แสนคน เพื่อให้ครูมีความสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และพัฒนาครูให้มีทักษะความเข้าใจในการจัดการเรียนการสอนด้านประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ใหม่ จากเดิมที่เน้นท่องจำเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนรู้คุณค่า เข้าใจความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทย

“สพฐ.ได้เตรียมตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2566 ไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับการปรับอัตราเงินอุดหนุค่าใช้จ่ายรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะทราบว่าในเร็วๆ นี้ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติเพิ่มเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวในนักเรียนทุกสังกัด ซึ่งหาก ครม.อนุมัติแล้ว สพฐ.ก็จะมีงบฯรองรับและเร่งผลักดันได้ทันที เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะต้องปรับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ผมจะเร่งจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ให้เสร็จ และเสนอให้สำนักงบฯ กระทรวงการคลัง ภายในวันที่ 14 ม.ค.นี้ เบื้องต้นได้จัดทำคำของบประมาณ เฉพาะของ สพฐ.ไว้ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่างบฯปี 2565 ซึ่ง สพฐ.ได้รับมา 2.5 แสนล้านบาท” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว

คุณหญิงกัลยา นำร่องเกษตร สารคาม สร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628175

คุณหญิงกัลยา นำร่องเกษตร สารคาม  สร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เรื่อง การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ ระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สทน. กับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 

สำหรับวัตถุประสงค์ของความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ยกระดับผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากรและบุคลากรด้านงานวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการผลิตและพัฒนาบุคลากรเพื่อการเพิ่มพูนความรู้ที่มีความสนใจ ร่วมกันพัฒนาให้มีคุณภาพมาตรฐานและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการวิจัย การประยุกต์ใช้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มชมรม สมาคม และประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 3 แห่ง ตามข้อตกลงความร่วมมือนี้ คือการวิจัยและพัฒนา จัดการศึกษา เพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ประสานงานเพื่อใช้ประโยชน์จากความรู้และทักษะจากทรัพยากรบุคคลของแต่ละหน่วยงานได้แก่ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงทรัพยากรอื่นๆ เช่น ข้อมูล สารสนเทศ เครื่องมือ อุปกรณ์ สถานที่ ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้โครงการต่างๆ บรรลุเป้าหมาย จัดกิจกรรมเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลงานภายใต้โครงการความร่วมมือ และการดำเนินการอื่นๆเพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ให้สัมฤทธิผล ประสานเครือข่ายเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ร่วมสนับสนุนและพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

‘สทน.’หนุนราชภัฏ เพิ่มศักยภาพ ด้านงานวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628176

‘สทน.’หนุนราชภัฏ เพิ่มศักยภาพ  ด้านงานวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในขณะลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เนื่องในโอกาสเปิดโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตรพร้อมติดตามการดำเนินงานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และหลักสูตรชลกร ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายที่จะยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สร้างโอกาสและผลิตผู้ประกอบการด้านการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเชิงพาณิชย์ โดยการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเกษตรและแต่ละพื้นที่ ผนวกกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะและสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี มหาสารคามจะเป็นต้นแบบนำร่องในการเป็นแหล่งสร้างผู้ประกอบการด้านการเกษตรรุ่นใหม่ ที่ทันสมัย ทันโลก

“วิทยาลัยเกษตรฯ จะเป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านการเกษตรรูปแบบใหม่ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในวิทยาลัยฯ มาผนวกกับการท่องเที่ยวเกษตรผสมผสานด้วยระบบการบริหารจัดการที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรนักเรียน นักศึกษา เป็นการต่อยอดนำวิถีเกษตรของวิทยาลัยฯ ไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างการเรียนรู้วิถีเกษตรและสร้างรายได้ให้กับนักศึกษาในวิทยาลัย เป็นการต่อยอดอาชีพในอนาคต เรามีเป้าหมายที่จะยกระดับผู้เรียนอาชีวศึกษาเกษตรให้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างผู้ผลิต สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว   

นายปรัชญา ตะภา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม กล่าวว่า  วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม พร้อมรับนโยบาย ดร.คุณหญิงกัลยาโสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการส่งเสริมให้นักศึกษาอาชีวะเกษตรได้รับการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพ และยกระดับให้เป็นอาชีพที่มั่นคงสู่การเป็นต้นแบบของเกษตรกรยุคใหม่ ตลอดจนพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรแก่ชุมชน

สำหรับโครงการเยี่ยมชมวิถีเกษตรที่จัดขึ้นในครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมชมวิถีชีวิตเกษตรชุมชน และเกษตรสมัยใหม่ชีววิถี ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาปัจจุบันของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม รวมไปถึงติดตามโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และการจัดการหลักสูตรชลกร โดยปัจจุบันการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำจะเน้นในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมและสร้างชลกรในวิทยาลัยผ่านหลักสูตรชลกร ซึ่งปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 1 ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาให้เรียนฟรีทุกคนจนจบหลักสูตร

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรชลกรแล้ว วิทยาลัยยังได้ดำเนินการจัดการฝึกอบรมให้แก่ประชาชนและชุมชนใกล้เคียง ในโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยระบบบ่อปิด และบ่อเปิด ในหลักสูตรระยะสั้นซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่จำนวนมาก

กยศ.หั่นดอกเบี้ยกู้-ลดเงินต้น กระตุ้นเด็กเรียน’อาชีวะ-ปริญญาตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628142

กยศ.หั่นดอกเบี้ยกู้-ลดเงินต้น กระตุ้นเด็กเรียน'อาชีวะ-ปริญญาตรี'

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.16 น.

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ผู้จัดการ กยศ.) เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมกับ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ว่า ตนได้นำเสนอการทำงานที่ผ่านมาว่า กยศ.ได้ทำอะไรบ้าง ซึ่งมีหลายเรื่องที่สามารถเชื่อมโยงกับ ศธ.ได้ เช่น โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน โดย กยศ.กระตุ้นให้เด็กกู้ยืมเงินเรียนในระดับปริญญาตรีและระดับอาชีวศึกษา ในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยระดับอาชีวศึกษา กยศ.จะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.5% และได้ส่วนลดเงินต้น 50% ส่วนระดับปริญญาตรี กยศ.จะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.5% และได้ส่วนลดเงินต้น 30% ซึ่ง กยศ.ดำเนินโครงการนี้มาแล้วกว่า 2 ปี

“ในปี การศึกษา 2564 กยศ.เตรียมงบประมาณไว้กว่า 4 หมื่นล้าน และ กยศ.ไม่ได้ใช่งบประมาณแผ่นดินเข้ามาช่วยดำเนินการแล้ว ขณะนี้ผมีผู้ขอกู้แล้วกว่า 600,000 คน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดจากที่ กยศ.ตั้งกองทุนมา ดังนั้น กยศ.จะสามารถเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวและเด็กทุกคนที่ขาดแคลนก็สามารถกู้ยืมเงินเรียนได้แน่นอน” นายชัยณรงค์ กล่าว

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กยศ.ได้เสนอโครงการสร้างวินัยทางการเงินให้กับเด็กๆ เพื่อให้เด็กที่กู้เงิน กยศ.ในอนาคตมีวินัยทางการเงิน และจะไม่ผิดนัดในการชำระหนี้ ทั้งนี้ ยังพูดถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับบุคลากรของ ศธ.ที่กู้เงิน กยศ.ว่าจะสามารถดำเนินการช่วยเหลือให้ราบรื่นได้อย่างไร โดย น.ส.ตรีนุช รับทราบการทำงานของ กยศ.และเห็นด้วยที่จะให้ กยศ.เร่งผลักดันให้ความรู้ทางการเงินกับเด็กๆ และมอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่าง ศธ.และ กยศ.เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ร่วมกันต่อไป

ผู้จัดการ กยศ.กล่าวถึงกรณีผู้กู้เงิน กยศ.ออกมาร้องเรียนว่ายังไม่ได้รับเงินค่าเทอม หรือได้รับเงินกู้ล่าช้า ว่า ในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา กยศ.ปล่อยกู้ให้กับผู้เรียนกว่า 600,000 คนแล้ว วงเงินกว่า 37,000 ล้านบาท ผ่านสถานศึกษากว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปลายปี 2564กยศ.ส่งเงินกู้ไปให้แล้วประมาณ 5 แสนคน ส่วนสาเหตุที่เด็กได้รับเงินล่าช้าอีกประมาณ 10,000 คน กยศ.ต้องตรวจสอบเอกสารที่เด็กยื่นกู้มา ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ทำให้ได้รับเงินช้า เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ทำให้สถานศึกษาเลื่อนการเปิดเทอม และช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครอง โดยการลดค่าเทอม ทำให้ กยศ.ต้องปรับปรุงตัวเลขใหม่ และมีเด็กบางรายกรอกเอกสารผิดช่อง แนบเอกสารมาไม่ครบ กยศ.ต้องตีกลับไปให้จัดเตรียมเอกสารมาใหม่ ทำให้ได้รับเงินล่าช้า แต่ถ้าผู้กู้ส่งเอกสารกลับมาถูกต้องครบทุกอย่างแล้วกยศ.ก็จะโอนเงินให้ภายใน 7 วัน

“ที่หลายคนไปลือกันว่า กยศ.ไม่มีเงินจ่ายให้กับผู้กู้แล้วนั้น ผมขอยืนยันว่า กยศ.ยังมีเงินจ่ายให้เพียงพอ แต่คนที่ยังไม่ได้รับเงินเพราะยังติดปัญหาเอกสารไม่ถูกต้อง และขณะนี้ กยศ.ก็ได้พัฒนาระบบให้ผู้กู้สามารถกู้ผ่านทางออนไลน์ และผ่านมือถือได้แล้ว รวมถึงหากผู้กู้รายใดต้องการจ่ายเงินคืนให้กับ กยศ.ก็สามารถทยอยจ่ายเงินคืนได้เป็นรายวัน โดยที่ไม่ต้องรอจ่ายคืนเป็นรายปี” ผู้จัดการ กยศ.กล่าว