‘อว.’สร้างความภูมิใจให้เด็กไทย มอบรางวัล‘Prime Minister’s Science Award 2021’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627894

‘อว.’สร้างความภูมิใจให้เด็กไทย  มอบรางวัล‘Prime Minister’s Science Award 2021’

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดโครงการ “Prime Minister’s Science Award 2021” ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ดำเนินงานโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเยาวชนที่ได้ทำคุณประโยชน์และเป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศ และเป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับนานาชาติ

รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติครูวิทยาศาสตร์ที่อุทิศตนอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และพัฒนาศักยภาพเพื่อความพร้อมต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อช่วยกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ และสนับสนุนส่งเสริมให้ครูมีกำลังใจมากขึ้น ร่วมผลักดันการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งโครงการนี้นับเป็นความท้าทายสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ผลงานของเยาวชนที่ส่งเข้าประกวดครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ โดยผลงานสามารถสะท้อนมุมมองความคิดของเยาวชนได้อย่างชัดเจน สร้างสรรค์ และผสมผสานต่อแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเยาวชนเหล่านี้ได้ศึกษาค้นคว้าและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้ง โครงงานของเยาวชนคนไทยจะช่วยแก้ไขปัญหาการใช้ชีวิตของผู้คนที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย

สำหรับรางวัลปีนี้ประกอบด้วย 1.รางวัล Prime Minister’sScience Project Award 2021 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2.รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแบ่งออกเป็น 3 สาขาได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ,สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยในประเภทโครงงาน “สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ” ที่ตอบโจทย์ในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ

กับ “โครงงาน Rapid Osteoporosis Risk Assessment: Non-Invasive Detection Kit of Calcium, Phosphate and pH in Human Sweat” ซึ่งผลงานนี้ได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นหนึ่งสุดยอดผลงานจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมีเยาวชนในทีมได้แก่ นายพัฒฒ์ พฤฒิวิลัย,นายกฤษฏิ์ กสิกพันธุ์ และนายกรวีร์ลีลาอดิศร และที่ปรึกษาโครงงาน ได้แก่ นายเกียรติภูมิ รอดพันธุ์

แนวคิดของโครงงานนี้เกิดจากการค้นพบว่า ปัจจุบันคนไทยเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ค่อนข้างมากและพบเห็นได้บ่อยขึ้นและการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นยังไม่ได้รับความถูกต้องมากเท่าที่ควรจึงได้นำมาพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะสามารถบ่งบอกความเสี่ยงในการเป็นภาวะโรคกระดูกพรุนได้ ด้วยวิธีการ Self-Assessment (การประเมินตนเอง) แบบ Non-Invasive (ขั้นตอนทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือใส่เครื่องมือแพทย์เข้าไปในร่างกาย)

ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลสุขภาพของประชากรของประเทศทุกคน โดยใช้ชุดตรวจซึ่งเป็นนวัตกรรมทดสอบบริเวณเหงื่อสามฟังก์ชั่น เพื่อการตรวจวัดปริมาณระดับไมโครของแคลเซียมฟอสเฟต และ pH สู่การบ่งชี้แนวโน้มภาวะเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนถือเป็นผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาไปสู่วงการแพทย์ต่อไปได้ในอนาคต

อีกหนึ่งผลงานในประเภทโครงงาน “สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ” กับ “โครงงานการพัฒนาสมการเฮลิคอยด์เพื่อเพิ่มอัตราการไหลของอุปกรณ์ลำเลียงลิ่มเลือดในการรักษาทางการแพทย์”ที่คว้ารางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ เป็นผลงานจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี โดยมีเยาวชนในทีม ได้แก่ นายพิตตินันท์หาญสิงห์กุญช์, นายนนทนัตถ์ เวทยานนท์และ นายพัชรพล รุจิพรพงษ์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้แก่ นายศักดิ์นรินทร์จันทร์นาค และนางสาวพิชญ์สินีคงสุคนธ์

โดยแนวคิดของโครงงานนี้ เกิดจากปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดหรือทรอมบัส มีขนาดใหญ่มากจนสามารถอุดตันหลอดเลือด สามารถพบเห็นได้บ่อยในรูปแบบของโรคต่างๆ เช่น เส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตันที่พบได้บ่อย ซึ่งแนวทางการรักษาโรคลิ่มเลือดอุดตันนั้นมีหลายวิธี แต่ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ ในปัจจุบันพบว่า มีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากคือวิธี Mechanical Thrombectomy

ซึ่งเป็นการนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันออกผ่านทางสายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือดให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ตามปกติ เป็นหัตถการที่ต้องใช้ความละเอียดขั้นสูงซึ่งจะได้ผลดีเมื่อทำงานในเครื่องเอกซเรย์สองระนาบ ข้อดีของวิธีการรักษานี้คือ สามารถลดภาวะแทรกซ้อน อัตราความพิการและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงและวิธีการนี้มีการนำเกลียวเฮลิคอยด์เข้ามาใช้ในการลำเลียงลิ่มเลือดออก โดยจากการศึกษาพบว่ามีเฮลิคอยด์อีกหลายชนิดเช่น เฮลิคอยด์ทรงกรวย เฮลิคอยด์ทรงกระบอก เฮลิคอยด์ทรงพาราโบลอยด์

ด้วยเหตุนี้เยาวชนจึงเกิดความสนใจที่จะศึกษาการลำเลียงลิ่มเลือดด้วยเกลียวเฮลิคอยด์ชนิดต่างๆ รวมถึงนำรูปเรขาคณิตที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ Reuleaux Triangle กับ Squircle มาสร้างแบบจำลองสายลำเลียงลิ่มเลือดจากการพัฒนาสมการเฮลิคอยด์รูปแบบใหม่โดยใช้โปรแกรม SolidworksSimulation ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ได้รับการยอมรับในทางวิศวกรรมการออกแบบแบบจำลอง โดยนำสมการความต่อเนื่องในเรื่องของอัตราการไหลเชิงปริมาตรเข้ามาช่วยในการหาอัตราการไหลของลิ่มเลือดผ่านสายลำเลียงลิ่มเลือด

หาความสัมพันธ์และคุณสมบัติเกลียวเฮลิคอยด์แต่ละชนิดกับอัตราการไหลของลิ่มเลือด โดยประยุกต์เกลียวเฮลิคอยด์ที่มีคุณสมบัติที่ลำเลียงเลือดมีอัตราการไหลสูงมาเป็นเฮลิคอยด์รูปแบบใหม่ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของการลำเลียงลิ่มเลือดในทางการแพทย์ได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลงานที่เยาวชนไทยสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนนำไปสู่ความก้าวหน้าที่มีศักยภาพของประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวง อว. ร่วมด้วย อพวช. สวทช. และสมาคมวิทย์ฯมุ่งเน้นให้เยาวชนเป็นตัวอย่างที่ดีและพร้อมผลักดันเยาวชนไปสู่เวทีระดับนานาชาติ รวมทั้งครู อาจารย์ในด้านวิทยาศาสตร์ ให้มีเวทีและโอกาสในการแสดงความสามารถและสร้างสรรค์ผลงานวิทยาศาสตร์นำไปสู่การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของไทยไปสู่ระดับโลก ผ่านโครงการ Prime Minister’s ScienceAward

ซึ่งรางวัลจากโครงการฯ นี้จะเป็นขวัญกำลังใจให้กับเยาวชน ครูและสถาบันการศึกษาได้เป็นอย่างดีในการที่จะมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต!!!

สพม.โคราช สแกนทั้งสำนักงานเขต ‘ตรวจ ATK’ สกัดโอมิครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627629

สพม.โคราช สแกนทั้งสำนักงานเขต 'ตรวจ ATK' สกัดโอมิครอน

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปริญญา  จุฑาสงฆ์  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา พร้อมนาย นำทีมข้าราชการในสังกัด กว่า 80 คน “ตรวจ ATK”  พร้อมพ่นยาฆ่าเชื้อในสำนักงานเขตฯ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและลดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (covid 19)   โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน ที่กำลังแพร่ระบาด   โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ฮุก 31 เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการให้ในครั้งนี้

นักเรียนพิเศษ ‘รร.ถนอมราษฎร์บำรุง’ คว้ารองแชมป์โลกครั้งของทีมชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627636

นักเรียนพิเศษ 'รร.ถนอมราษฎร์บำรุง'  คว้ารองแชมป์โลกครั้งของทีมชาติไทย

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชนาธิป ดีมั่น (น้องอาร์ต) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้องเรียนกีฬา โรงเรียนถนอมราษฎร์บํารุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก นักเตะทีมชาติไทย  ฟุตบอล 7 คน ของสมาคมกีฬาคนพิการทางสมองแห่งประเทศไทยคว้ารองแชมป์ กีฬาฟุตบอล 7 คน ในระดับนานาชาติ รายการ 2021 International Trophy Barcelona   ณ เมืองบาร์เซโลน่า ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับชิงแชมป์โลกครั้งแรกของทีมชาติไทย

นายชนาธิป ดีมั่น (น้องอาร์ต) เป็นนักเรียนพิเศษ ที่มีความมุ่งมั่นทางด้านกีฬา และทางโรงเรียนถนอมราษฎร์บำรุง  ได้สนับสนุนทีมโค้ชในการฝึกฝน บวกกับวินัยที่น้องอาร์ตฝึกซ้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวันที่ภาคภูมิใจในที่สุด

ในการนี้ นายอวยชัย ศรีตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ได้กล่าวชื่นชม และให้กำลังใจในการก้าวเข้าสู่สนามฟุตบอลนานาชาติในลำดับต่อไป

นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ ชนะเลิศ ออกแบบฟาร์มสุกรระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627644

นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ ชนะเลิศ  ออกแบบฟาร์มสุกรระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทีมนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯประกอบด้วย นายสภาวุฒิ จันทร์โหนงน.ส.พิไรรัตน์ กิระนันทวัฒน์ นายจักรวรรดิ ร่วมพัฒนา และ น.ส.กมลวรรณ จันทร์มณีคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบฟาร์มเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางชีวภาพที่ดีในฟาร์มสุกรขนาดเล็กและขนาดกลางในภูมิภาคเอเชีย จากงาน “FAO-FAVA Regional Webinar in Celebration WAAW 2021” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จากผลงานที่มีชื่อว่า “Project 4S-CUVET swine farm”

สภาวุฒิ จันทร์โหนง นิสิตชั้นปีที่ 6คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตัวแทนทีมนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการออกแบบฟาร์มสุกรในครั้งนี้เปิดเผยว่า การประกวดออกแบบฟาร์ม
“The WAAW Farm DesignChallenge 2021” จัดโดยสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAO-FAVA) เป็นการประกวดออกแบบฟาร์มด้วยระบบ Biosecurity หรือฟาร์มที่ มีระบบการจัดการและมาตรการทางกายภาพที่ดำเนินการเพื่อป้องกันควบคุมโรค โดยลดความเสี่ยงของการนำเชื้อโรคเข้ามาสู่ฟาร์มสุกรขนาดกลางและเล็ก มีความจุสุกรสูงสุด 5,000 ตัว เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาระบบ biosecurityในฟาร์มสุกร และการเลี้ยงสุกรที่ดีตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (welfare) เกษตรกรสามารถดำเนินการและป้องกันโรคได้จริงโดยใช้ต้นทุนและงบประมาณที่คุ้มค่ามีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นและเป็นที่ยอมรับทางสังคม การประกวดในครั้งนี้มีนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจซึ่งมาจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน 19 ทีม โดยมี 6 ทีมจากประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดในครั้งนี้

สภาวุฒิเผยถึงจุดเด่นของผลงาน“Project 4S-CUVET swine farm” ว่า เป็นการออกแบบฟาร์มสุกรที่ตอบโจทย์การประกวดครั้งนี้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย4 S คือ Smallholder (การออกแบบสำหรับฟาร์มสุกรขนาดเล็กและขนาดกลาง)Safe (การป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ) Sustainability (การนำมาใช้ใหม่โดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์) และ Smart (มีการเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในฟาร์ม เช่น การใช้หลังคาที่ทำจากหญ้าแฝก(vetiver grass) การใช้มูลสุกรมาทำถ่านชีวภาพ (biochar) ที่สำคัญคือการนำเสนอที่โดดเด่นน่าสนใจในรูปแบบวีดีโอความยาว 8 นาที ที่ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนเข้าใจง่าย

“ทีมของเรามีเวลาเตรียมตัวในการประกวด 1 เดือน ขั้นตอนการออกแบบฟาร์มสุกรเริ่มจากการทำความเข้าใจกับรายละเอียดและจุดประสงค์ของการประกวด เกณฑ์การตัดสินการวางแผนการทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งเป็นอาจารย์ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำโดย อ.สพ.ญ.ดร.มรกต นันทไพฑูรย์ จากนั้นจึงเริ่มต้นการทำงาน พวกเราทั้ง 4 คน ในทีมแบ่งหน้าที่กันตามความถนัดของแต่ละคนแบ่งออกเป็น ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายทำโมเดล ฝ่ายตัดต่อวีดีโอ และฝ่ายทำเอกสารข้อมูลนำเสนอ การประกวดครั้งนี้มีความท้าทายความสามารถของพวกเราอย่างมากเนื่องจากระยะเวลาที่กระชั้นชิดในการเตรียมตัวก่อนส่งผลงานเข้าประกวด การทำงานในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งต้องสื่อสารผ่านทางออนไลน์ รวมถึงการเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมในเรื่องการผลิตวีดีโอเพื่อนำเสนอผลงาน อาจารย์ที่ปรึกษาได้ช่วยแนะนำแนวทางต่างๆ ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างยิ่งในความสำเร็จครั้งนี้” สภาวุฒิ กล่าว

สภาวุฒิได้เผยถึงประสบการณ์อันมีค่าที่ได้รับจากการเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสได้ฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีม ได้เรียนรู้และลงมือทำสิ่งใหม่ๆ เช่น การวาดผังฟาร์มสองและสามมิติ การตัดต่อวีดีโอ การเตรียมสคริปต์ ฯลฯ ได้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนร่วมกับการสืบค้นข้อมูลและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญมาบูรณาการให้เกิดเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม

มรภ.สงขลา ผูกสัมพันธ์ ‘ม.จงหนาน’ ส่ง นศ. ร่วมค่ายภาษาและวัฒนธรรมจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627634

มรภ.สงขลา ผูกสัมพันธ์ 'ม.จงหนาน'  ส่ง นศ. ร่วมค่ายภาษาและวัฒนธรรมจีน

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มรภ.สงขลา สร้างสัมพันธภาพ “ม.จงหนาน” ส่งนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน เข้าค่ายภาษาและวัฒนธรรมจีนออนไลน์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประสบการณ์ ร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติจาก 24 ประเทศทั่วโลก

หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) สร้างสัมพันธภาพทางการศึกษาระหว่างไทยและจีน นำนักศึกษาเข้าร่วมค่ายภาษาและวัฒนธรรมจีนออนไลน์ จัดโดยมหาวิทยาลัยจงหนาน (Central South University) สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5-17 มกราคม 2564 โดยมีนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนเข้าร่วมจำนวน 18 คน อาจารย์ 4 คน

ในการนี้ นายปริญญา สีดำ นักศึกษา มรภ.สงขลา ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนกล่าวอวยพรในพิธีเปิด ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คนจาก 24 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างสัมพันธภาพทางการศึกษาร่วมกันระหว่าง มรภ.สงขลา กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ทางมหาวิทยาลัยจงหนานยังได้มอบของที่ระลึกให้แก่ รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดีมรภ.สงขลา และ ดร.รัชชพงษ์ ชัชวาลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมี อาจารย์สุดารัตน์ วงศ์กระจ่าง ประธานหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีน เป็นตัวแทนมอบ

นิสิตเกษตร มมส. ปลูกผักปลอดสาร พร้อมออกวางจำหน่ายในราคาถูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627631

นิสิตเกษตร มมส. ปลูกผักปลอดสาร  พร้อมออกวางจำหน่ายในราคาถูก

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กลุ่มนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาเกษตรศาสตร์ หลักสูตรวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม(มมส) เก็บผลผลิตจากการปลูกผักปลอดสารพิษ ในแปลงทดลองและวิจัยทางการเกษตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  และพร้อมที่จะออกจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงในราคาถูกและยุติธรรมไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยมีผักที่ปลูกตามฤดูกาล เช่น มะเขือเทศ ผักบุ้ง ผักชี คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด ฯลฯ

ราคาจำหน่ายได้แก่   ผักบุ้ง กิโลกรัมละ 20 บาท , ผักชีจีน กิโลกรัมละ 30 บาท ผักคะน้า กิโลกรัมละ 40 บาท และผักกวางตุ้ง ถุงละ 20 บาท ส่งถึงที่ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ขามเรียง)

สยามอะเมซิ่งพาร์ค ฉลองวันเด็ก ให้เที่ยวน้ำ สวนสนุกฟรีตลอดมค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627633

สยามอะเมซิ่งพาร์ค ฉลองวันเด็ก  ให้เที่ยวน้ำ สวนสนุกฟรีตลอดมค.

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดให้เด็กส่วนสูงไม่เกิน 130 ซม. เที่ยวสวนน้ำสวนสนุกฟรี ตลอดเดือนมกราคม 2565 พร้อมโปรโมชั่นบัตรรายวันผู้ใหญ่ ซื้อล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ลดสูงสุด 61% เริ่มต้นเพียง 350 บาท จากปกติ 900 บาท

เด็กๆจะได้พบกับทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดยกินเนสเวิลด์เรคคอร์ดส  ไซ-แอมลากูน คอมเพล็กซ์สไลเดอร์จากแคนาดา  เครื่องเล่นมากมายที่ใช้บริการได้พร้อมกันทั้งครอบครัว ทั้งไซ-แอมทาวเวอร์ หอคอยชมวิวติดแอร์ที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จูราสสิกแอดเวนเจอร์ ผจญภัยไปในโลกไดโนเสาร์กับรถจี๊ปไรเดอร์ ล็อกฟลูม ล่องแก่งใหญ่ยักษ์ระดับโลก และเครื่องเล่นมาตรฐานสากลอีกมากมาย

สยามอะเมซิ่งพาร์คได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยว SHA Plus+ ให้บริการความสนุกภายใต้มาตรการการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) และมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (Covid Free Setting) อย่างเคร่งครัด พนักงานบริการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดส และมีการตรวจคัดกรองทุก

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.ชี้‘หมูแพง’ สะท้อนประสิทธิภาพ‘กรมปศุสัตว์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627646

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.ชี้‘หมูแพง’   สะท้อนประสิทธิภาพ‘กรมปศุสัตว์’

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงปรากฏการณ์ราคาเนื้อหมูแพงในขณะนี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาเนื้อหมูแพงขึ้นเป็นเพราะเกิดโรคระบาดในหมูจนทำให้หมูล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา นั่นคือโรคระบาดที่เกิดขึ้นในวัว ที่ชื่อว่า “โรคลัมปี สกิน” หรือ LSD ซึ่งโรคดังกล่าวไม่ใช่โรคประจำถิ่น ประเทศไทยจึงไม่มียารักษาในขณะนั้น

“ในขณะนั้นมีความพยายามที่จะนำยาเข้ามา แต่ก็ถูกรัฐปรามว่ายาดังกล่าวต้องผ่านการรับรอง ซึ่งรัฐจะเป็นผู้จัดหาให้ สุดท้ายก็ทอดเวลายาวนานออกไปจนกระทั่งบริษัทยาเอกชนได้รับการอนุมัติให้นำยาเข้ามาขาย โรค LSD จึงสิ้นสุด ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์ในหมูก็คล้ายคลึงกัน” อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าว

อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า การเกิดโรคระบาดในหมูจึงสะท้อนถึงประสิทธิภาพและการวางมาตรการรองรับที่อาจไม่ดีพอของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักในการควบคุมดูแลในเรื่องนี้ ฉะนั้นความตระหนักถึงปัญหาและการเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“เราคงไม่ทราบว่าเหตุการณ์นี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือมีอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ เราคงไม่สามารถไปกล่าวโทษใครได้แต่สิ่งที่สะท้อนคือประสิทธิภาพในการป้องกันและการมีมาตรการรองรับเมื่อเกิดเหตุ ที่ต้องมีมากกว่านี้” อาจารย์วีระวัฒน์กล่าว

อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า เราทราบข่าวเรื่องโรคระบาดภายหลังที่ผลกระทบเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่ไปแล้ว เราพบว่ามีผู้เลี้ยงสุกรจำนวนหนึ่งที่หยุดประกอบการไปแล้ว เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นจนแบกรับไม่ไหวทั้งจากอาหารสัตว์ที่ราคาแพงและการเกิดโรคระบาด ขณะที่ผู้บริโภคปลายทางก็เผชิญกับราคาเนื้อหมูที่แพงขึ้นแล้ว ฉะนั้นมาตรการของรัฐบาล อาทิ สั่งห้ามส่งออกเนื้อหมู หรือการตั้งจุดจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูก อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนี้ แต่หากต้องการทำให้ดีกว่ารัฐจำเป็นต้องอุดหนุนราคาด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าจะอุดหนุนไปที่ไหน ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู พ่อค้าคนกลาง เขียงหมู หรือทั้งหมด

อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าวว่า ณ จุดนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะกลับไปแก้ที่โครงสร้างหรือกลับไปที่การป้องกันตั้งแต่แรก ที่สำคัญคือเราไม่สามารถไปกล่าวหาใครได้ว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการห้ามส่งออก หรือการปล่อยให้เกิดโรคระบาดในหมูหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หมูเป็นสัตว์ที่ใช้เวลาเลี้ยง
ไม่นานก็สามารถจำหน่ายได้ คาดการณ์กันว่าประมาณ 6 เดือน สถานการณ์จะคลี่คลายลง ฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่า หลังจากนี้กรมปศุสัตว์จะเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่างไร เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของกรมปศุสัตว์ที่จะทำงานเชิงรุกเพื่อติดตามสถานการณ์ คาดการณ์
และเฝ้าระวังเหตุการณ์อย่างสม่ำเสมอ

“เมื่อปีที่ผ่านมาผู้บริหารของกรมปศุสัตว์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยไม่มีโรคอหิวาต์ในหมูอย่างแน่นอน แต่ผลการตรวจสอบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กลับพบโรคระบาดในปี 2564 ซึ่งก็คือปีที่แล้ว คำถามคือมีการปิดข่าวหรือไม่ เนื่องจากการส่งออกเนื้อสัตว์หรือการส่งออกอาหาร เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่มีความสำคัญของประเทศ หากเกิดโรคระบาดในประเทศย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค” อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าว

อาจารย์วีระวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะผู้บริโภคที่เป็นประชาชนทั่วไป ควรได้รับคำอธิบายถึงสาเหตุที่ราคาเนื้อหมูแพงขึ้นอย่างทันทีทันใด และที่สำคัญคือหากสาเหตุเกิดจากโรคระบาดตามที่สื่อมวลชนรายงาน ความรับผิดชอบโดยตรงก็จะต้องตกอยู่ที่กรมปศุสัตว์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

วช.จับมือนักวิจัย พัฒนา ‘น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติก’ ต่อยอด SMEs เขาค้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627773

วช.จับมือนักวิจัย พัฒนา 'น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติก' ต่อยอด SMEs เขาค้อ

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.05 น.

วช. ลงพื้นที่ สนับสนุนงานวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวร เสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการ SMEs เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พัฒนา “น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติก” เพื่อสุขภาพ ต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันที่ 10 มกราคม 2565 ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ลงพื้นที่ สนับสนุนผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผลักดันผลงานวิจัย ภายใต้โครงการการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง (ระยะที่ ๓) โดยความร่วมมือของ วช. , สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  รวมทั้งผู้ประกอบการ SMEs บริษัท อุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ จำกัด ร่วมสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรม เกิดเป็นผลิตภัณฑ์น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติกสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ตื่นตัวใส่ใจสุขภาพ โดยมีคุณประโยชน์ และรสชาติที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์เดิม ๆ ในท้องตลาด

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพันธกิจสำคัญในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ และมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดย“งานวิจัยและนวัตกรรม”จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการให้เกิดประโยชน์สูงสุด วช.จึงได้ร่วมกับ สวทช. , สกสว. และ SMEs ในพื้นที่ ภายใต้โครงการการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเอาผลสำเร็จของงานวิจัยและนวัตกรรม ที่วช.มีอยู่ ไปส่งเสริม เพิ่มความรู้ความสามารถให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเรื่องการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากผลิตผลทางการเกษตร ให้ปลอดภัยต่อการบริโภค ได้คุณภาพและมาตรฐานยิ่งขึ้น อันส่งผลต่อการสร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนต่อไป 

ขณะที่ ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House วช. กล่าวว่า วช.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่งานวิจัยภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงานภาคประชาคมวิจัย และมหาวิทยาลัยวิจัย คือ มหาวิทยาลัยนเรศวร สามารถส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่เขาค้อได้รับการยกระดับด้วยวิจัยและนวัตกรรม อันส่งผลพวงที่ดีต่อเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เผยแพร่ผลงานดังกล่าวสู่สาธารณชนในวงกว้าง

ด้าน ผศ.ดร.นรภัทร หวันเหล็ม อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าโครงการ “การผลิตน้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติกบรรจุกระป๋อง” เปิดเผยว่า นักวิจัย และบริษัท อุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำเสาวรสเสริมพรีไบโอติกบรรจุกระป๋องให้มีคุณค่าทางสุขภาพมากกว่าเดิม ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ โดยเสริมพรีไบโอติก คือ ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ และอินูลิน ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เองเข้าไปเสริมกับโพรไบโอติกในลำไส้ ให้ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้น ป้องกันจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในลำไส้ อาทิ มะเร็งลำไส้ อีกทั้งน้ำตาลในน้ำเสาวรส สามารถช่วยเรื่องการดูดซึมน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย เหมาะสมกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ซึ่งขณะนี้ อยู่ในช่วงตรวจสอบ Commercial Product คาดว่าจะพร้อมออกจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ รวมกับ บจก.อุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ โดยรับเอาผลิตผลทางการเกษตรของ อ.เขาค้อ มาแปรรูปให้มีคุณค่าทางอาหารมากยิ่งขึ้น อาทิ ไอศกรีมมัลเบอร์รี่ไขมันต่ำเสริมโพรไบโอติก ไอศกรีมแป้งข้าวหมากเสริมซินไบโอติกจากข้าวเหนียวลืมผัว ไอศกรีมเสารสไขมันต่ำเสริมซินไบโอติก อันเป็นการใช้ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น  

โดยในวันต่อไป วช.จะลงพื้นที่ ณ บริษัท สุธัมบดี จำกัด เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากขิง ซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของ อ.เขาค้อ ให้เกิดมูลค่า และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภคและเกษตรกรต่อไป
 

‘ตรีนุช’ให้สิทธิพื้นที่เปิด-ปิดโรงเรียน ล่าสุดเปิด On-site เกินครึ่งแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627716

'ตรีนุช'ให้สิทธิพื้นที่เปิด-ปิดโรงเรียน ล่าสุดเปิด On-site เกินครึ่งแล้ว

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.14 น.

วันที่ 10 มกราคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดเสวนา “โอมิครอน ร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย , รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย , นพ.ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ Admin Facebook จากเพจดัง “Infectious ง่ายนิดเดียว” , ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนา

โดยนางสาวตรีนุช กล่าวชี้แจงผ่านระบบ Zoom Meeting ถึงนโยบายความปลอดภัย ในสถานศึกษา การปรับการจัดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ (5 on) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และการเตรียมความพร้อมที่จะเปิด On Site ของทุกโรงเรียน อย่างปลอดภัย โดยความร่วมมือของ ศธ.กับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน เป็นความท้าทายของคนทั้งโลกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ “โอมิครอน (Omicron) 

ซึ่งศธ. ได้เปิดโอกาสให้แต่ละสถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการที่เหมาะสมกับบริบทของการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ สำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนในแบบ On-Site ทุกแห่ง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และ 7 มาตรการเข้มงวด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงเร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นลำดับต้นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 และฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุ 12-18 ปี ซึ่งข้อมูลการวัคซีนโควิด-19 และการเปิดเรียนแบบ On-Site ของ ศธ. ณ วันที่ 9 มกราคม 2565 มีดังนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ประสงค์รับวัคซีน 982,427 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 99.99% เข็ม 2 แล้ว 78.11% ส่วนนักเรียนผู้ประสงค์รับวัคซีน 4,320,130 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 94.76% เข็ม 2 แล้ว 69.52% และขณะนี้รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมให้มีการฉีดวัคซีนโควิด -19 เข็ม 3 กันแล้ว

“ที่ผ่านมาการปิดประเทศ lock down นำมาสู่การปิดโรงเรียน ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ ศธ.จึงต้องจัดรูปแบบการศึกษาที่หลากหลาย แต่ที่สุดแล้ว ศธ.ก็พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก คือ การมาโรงเรียน ดังนั้น การปิดโรงเรียนจึงไม่ใช่มาตรการหลักของเรา ขณะนี้มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ.เปิด On-Site 18,672 แห่ง จากทั้งหมด 35,172 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 53.09 และจากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาค สิ่งหนึ่งที่พบคือ สถานศึกษาได้มีการปรับตัวและกวดขันในเรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเป็นอย่างดี แต่ก็แน่นอนว่ายังมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันก็ได้ติดตาม และได้สั่งการให้ผู้บริหารในพื้นที่ดูแลสถานศึกษาอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการแพร่ระบาดของโอมิครอน จึงเป็นอีกวาระสำคัญที่ ศธ. และ สธ.ได้ร่วมมือกัน สร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวโน้มความรุนแรงของการแพร่ระบาดและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโอมิครอนในสถานศึกษา เพื่อให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และพร้อมจะเปิด On-Stie ของทุกโรงเรียนอย่างปลอดภัย“ นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้อัตราการติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้นจากเดิมทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง แต่อัตราความรุนแรงการเสียชีวิตยังเท่าเดิม ซึ่งในช่วง 7 วันที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตเพียง 13-14 คน คนที่เสียชีวิตเป็นกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัค ส่วนเด็กยังไม่พบว่ามีการเสียชีวิตจากโอมิครอน

นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่มีพบเด็กที่อายุ 5-11 ปี เด็กจะติดเชื้อได้เร็วคล้ายผู้ใหญ่ ส่วนความรุนแรงจะพบในเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กโรคอ้วน เด็กที่มีโรคประจำตัว ดังนั้น ในเด็กที่อายุ 5-11 ปี ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กที่ผู้ปกครองยินยอมได้รับวัคซีนไฟเซอร์ คาดว่าวัคซีนเข้ามาภายในปลายเดือน ม.ค.-ต้นเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาฯ ได้ตรียมความพร้อมในการสำรวจผู้ปกครองที่ยินยอมให้เด็กได้ฉีดวัคซีนไว้แล้ว และเชื่อว่าตัวเลขเด็กที่ยินยอมฉีดวัคซีนจะมีเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน และลดความรุนแรงลงหากติดเชื้อ และหากเปิดเรียนออนไซต์ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการที่วางไว้เพื่อความปลอดภัย

“จากการหารือระหว่างทีมวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข กับทีมบริหารของ ศธ. และภาคี เห็นควรให้เปิดเรียนแบบออนไซต์ เพราะสถานศึกษา และโรงเรียนเป็นสถานที่สุดท้ายที่ควรจะปิดถ้าเกิดการระบาดของโรค หากสถานที่อื่นๆยังเปิดได้อยู่ เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่สามารถทำตามสมาตรการได้ดีกว่าสถานที่เสี่ยงอื่นๆ และแน่นอนการเปิดเรียนแบบอนนไซต์ ผู้ปกครองต้องมีความกังวลอย่างแน่นอน แต่ผมคิดว่าเราต้องรู้เท่าทัน ซึ่งตอนนี้เรามีโอมิครอน เดี๋ยวต่อไปก็จะมีโรคอื่นอีก ที่สำคัญเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบอกทุกคนอาจจะต้องติดเชื้อ แต่ถ้าเราฉีดวัคซีนแล้วก็เท่ากับเรามีเสื้อเกาะป้องกัน และต้องใส่แมท ล้างมือ เว้นระยะห่าง ความรุนแรงก็จะลดลงได้ เราก็จะอยู่กับมันได้ง่ายขึ้น”

ส่วน รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อฯ กล่าวว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วโอกาสที่จะติดก็ไม่แตกต่างกับคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนมากนัก แต่คนที่ฉีดแล้วจะป้องกันโรคที่มีความรุนแรงได้ เพราะฉะนั้น การเปิดเรียนออนไซต์ ต้องชั่งน้ำหนักว่าผลดีกับผลเสียมีอะไรบ้าง เมื่อช่างน้ำหนักแล้ว จะเห็นว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้วเหมือนมีเสื้อเกาะถึงติดเชื้ออาการก็จะไม่รุนแรง ส่วนคนที่ยังไม่ตัดสินใจฉีดก็จะมีความเสี่ยง ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปีที่กำลังจะได้รับการฉีดวัคซีนก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่จะป้องกันตนเอง ได้ ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี นั้นยังลำบาก ทางการแพทย์จะต้องทำการวิจัยต่อไป

“ขณะนี้พบว่าเด็กติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมากขึ้น เพราะเด็กยังไม่ได้รับวัคซีน ถือว่ายังไม่มีเสื้อเกาะ และโดยธรรมชาติเด็กจะติดเชื้อได้ง่าย เช่น เด็กติดไข้หวัดได้ง่าย แต่หากติดแล้วจะทำให้เด็กมีภูมิไปตลอดชีวิต ผิดกับผู้สูงอายุหากติดไข้หวัดอาจจะรุนแรงถึงตายได้ ก็หวังว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะกลายเป็นไข้หวัดต่าง ๆที่เราเคยมี ซึ่งจากข้อมูลโอมิครอนแพร่ระบาดเร็วมาก ขณะนี้ติดเชื้อหลายสิบล้านคนแล้วทั่วโลกแต่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้น
ส่วนนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. กล่าวว่า มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ร่วมกันสำรวจข้อมูลเด็กอายุ 5-11 ปี และทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองให้ความยินยอมฉีดวัคซีนแก่เด็ก โดยภาพรวมทั้งประเทศมีเด็กอายุ 5-11 ปี จำนวน 5.2 ล้านคน เบื้องต้นได้รับรายงานมา 33 จังหวัดแล้ว โดยผู้ปกครองให้ความยินยอมให้เด็กฉีดวัคซีนประมาณ 71% แต่เชื่อว่าจะมีผู้ปกครองให้ความยินยอมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ศธ.จะเร่งทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองเข้าใจและให้ความยินยอมมากขึ้น
“ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าปลัดกระทรวง ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยท่านนายกฯ มีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ จึงเน้นย้ำให้ ศธ.จัดการเรียนการสอนให้ดีที่สุดและมีคุณภาพด้วย นอกจากนี้นายกฯมีความเป็นห่วงโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆสำหรับการศึกษา ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เร่งให้ความช่วยเหลือ” นายสุภัทร กล่าว
ขณะที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนออนไลน์ นักเรียนอาจจะไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เพียงพอ จึงกำชับให้ ศธ.ไปเติมความพร้อมในการเรียนออนไลน์ให้กับเด็ก นอกจากนี้การเรียนออนไลน์ เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์ ดังนั้นควรจะเรียนหน้าจอให้น้อยลงและให้ฝึกปฏิบัติมากขึ้น ส่วนการจัดการเรียนการสอน ออนไซต์ นั้น ขณะนี้พบว่ามีหลายจังหวัดที่เปิดให้สถานศึกษาจัดการสอนรูปแบบออนไซต์ทั้งจังหวัด และมีบางจังหวัดที่อนุญาตให้โรงเรียนสอนออนไซต์เป็นบางแห่ง หรือบางจังหวัดไม่อนุญาตให้โรงเรียนจัดการเรียนรูปแบบออนไซต์เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแพร่ระบาดไม่ได้แพร่ระจายไปทุกพื้นที่ เพราะมีบางจังหวัดมีการระบาดอยู่ที่อำเภอ หรือตำบล เท่านั้น แต่พื้นที่อื่นๆไม่มีการระบาดเลย จึงควรให้สถานศึกษาเปิดเรียนออนไซต์ในพื้นที่หม่มีการแพร่ระบาดได้
“การพิจารณาเปิดเรียนไม่ควรพิจารณาภาพรวมทั้งจังหวัด แต่ถ้าจังหวัดเอาตำบล และ ตำบลเป็นฐานในการพิจารณา ก็อาจจะพิจารณาเปิดเรียนออนไซต์ในบางพื้นที่ได้ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้เรียน ทั้งนี้ ผมได้มอบหมายให้ ศธจ. และผู้อำนวยการ สพท. หารือร่วมกันพิจารณาเป็นรายพื้นที่ ก่อนนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) พิจารณาดำเนินการร่วมกันต่อไป” นายอัมพร กล่าว