เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69

เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69

เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.08 น.

ฉลุย! “สกสค.”ประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน ปี 69 หั่นราคาต่ำกว่างบกว่า 25% ประหยัดทะลุ 255 ล้าน หลัง”พีระพันธ์”วางแนวโปร่งใส-ตรวจสอบได้ มอบ”ชนนิกานต์”กำกับใกล้ชิด พร้อมร่วมข้อตกลงคุณธรรม ดึง”ป.ป.ช.-สตง.-ACT”ร่วมสังเกตการณ์เข้ม จนไร้ข้อร้องเรียน

27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงาน สกสค.ได้ลงนามประกาศสำนักงาน สกสค.เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 จำนวน 150 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,010 ล้านบาท ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) และเอกสารประกวดราคาตามประกาศสำนักงาน สกสค.เลขที่ D75/2568 ลงวันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งได้มีการยื่นเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 มี 5 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท วรรณชาติเพรส (2020) จำกัด จำนวน 47 รายการ รวมพิมพ์ 9,545,000 เล่ม วงเงิน 330.6 ล้านบาทเศษ, 2.บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด จำนวน 54 รายการ รวมพิมพ์ 7,785,000 เล่ม วงเงิน 180.3 ล้านบาทเศษ, 3.บริษัท อุดมศึกษา จำกัด จำนวน 24 รายการ รวมพิมพ์ 6,160,000 เล่ม วงเงิน 159.4 ล้านบาทเศษ, 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ จำนวน 24 รายการ รวมพิมพ์ 3,340,000 เล่ม วงเงิน 79.5 ล้านบาทเศษ และ 5.บริษัท สยามเพรส จำกัด จำนวน 1 รายการ พิมพ์ 450,000 เล่ม วงเงิน 4.4 ล้านบาทเศษ รวมวงเงิน 754.3 ล้านบาทเศษ จากราคากลางที่กำหนดไว้ 901.9 ล้านบาทเศษ

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า มูลค่ารวมที่จัดหาได้จำนวน 754.3 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ 1,010 ล้านบาท เป็นจำนวน 255.6 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ทั้งยังลดลงจากโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2568 ซึ่งใช้วิธีการคัดเลือกด้วยงบประมาณทั้งสิ้นราว 852 ล้านบาท ถึงกว่า 100 ล้านบาทอีกด้วย อย่างไรก็ตามภายหลัง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้มีข้อวินิจฉัยว่า กสรดำเนินโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2568 ด้วยวิธีการคัดเลือกนั้น ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการสำนักงาน สกสค.ได้กำชับแนวนโยบายดำเนินโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ครู และระบบการศึกษาไทยเป็นสำคัญ พร้อมให้ประมวลปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อสังเกต และข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นำมาปรับใช้เพื่อให้การดำเนินการจัดหาจัดจ้างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากพบว่ามีกรณีข้อร้องเรียนมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมี น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการสำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค.ปีการศึกษา 2569 เป็นผู้รับผิดชอบกำกับติดตามโครงการฯ

พร้อมกันนี้ สกสค.ยังได้นำโครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค.ปีการศึกษา 2569 เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยได้เชิญผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), กรมบัญชีกลาง และองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ร่วมติดตามการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัดด้วย ส่งผลให้การดำเนินการภายใต้การกำกับของนายพีระพันธ์ และ น.ส.ชนนิกานต์ ไม่มีเรื่องร้องเรียนเหมือนปีที่ผ่านๆ มา

นฤมล ไฟเขียวหลักเกณฑ์ สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ

นฤมล ไฟเขียวหลักเกณฑ์ สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ

นฤมล ไฟเขียวหลักเกณฑ์ สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.09 น.

“นฤมล”ไฟเขียวหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ เปิดเส้นทางก้าวหน้า”ผู้ช่วยศาสตราจารย์–ศาสตราจารย์” ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ. เร่งเครื่องพัฒนาครูสายอาชีพทั่วประเทศ

26 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนให้กับข้าราชการครู

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และได้นำข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักเกณฑ์ให้เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูลตามบริบทจริงที่หลากหลายและรอบด้าน เพื่อให้สามารถสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะและความชำนาญในการสอนตรงตามความต้องการของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในสถาบันการอาชีวศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะต่อไป

ในด้านการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา รัฐมนตรีกล่าวว่า “ที่ประชุมได้อนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์) เนื่องจากมีข้าราชการครูที่ยื่นคำขอตำแหน่งทางวิชาการและจะมีคุณสมบัติที่จะขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณาจารย์ที่สูงขึ้นจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ ก.พ.อ. เพื่อใช้ในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเพื่อทำการใดๆ แทน ก.ค.ศ.เพิ่มเติมอีกหนึ่งคณะ คือ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ.และเลขานุการการประชุม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากวาระพิจารณาทั้งหมดในวันนี้ ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าการพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ เพื่อพิจารณารางวัล ได้ประชุมหารือครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยเมื่อกำหนดกรอบของรางวัลชัดเจนแล้ว จะประกาศรายละเอียดให้ส่วนราชการทราบเพื่อเสนอรางวัล เข้ามาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“มติที่สำคัญในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในสายอาชีวะ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ หนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ หนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ หนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.54 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนราชวินิต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร(สพป.กทม.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ร่วมกับ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหาร ครู และผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ผ่านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ตามแนวทางจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตามมาตรฐานสากลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมประมาณ 300 คน จากทุกโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. และเครือข่ายสมาคมฯเข้าร่วม 

ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวภายหลังการเป็นประธานอบรมเชิงปฏิบัติการฯว่า กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาและครูตระหนักดีว่าการจะให้เด็กเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุขได้ นั้น เราจะต้องให้ความสำคัญในหลายมิติโดยเฉพาะการเรียนรู้ เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขและได้ลงมือปฏิบัติ และยังได้นำเสนอผลงานด้วยตนเอง ทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถเป็นผู้นำได้ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของยูเนสโกที่ระบุว่าเด็กต้องได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ต้องลงมือปฏิบัติได้ ต้องอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข คือสามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รวมถึงเด็กต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ สพฐ.ส่งเสริมให้นำ Active Learning มาสู่การจัดการเรียนการสอน 

“หัวใจสำคัญของการศึกษาในวันนี้คือการเปลี่ยนจากการท่องจำ เป็น การสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการ Active Learning มาเป็นเครื่องมือให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประยุกต์ใช้จนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งการอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผู้บริหารและครูจะร่วมกันปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคตได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการเปลี่ยนห้องเรียนในการพัฒนากระบวนการคิดของเด็กเป็นการสร้างผลผลิต สร้างนวัตกรรม ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความสนุกสนาน กับการคิดและแสดงออกของตัวเอง และได้เห็นพัฒนาการของตัวเองได้ตลอดแนว ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจให้ครูได้ถ้าครูสามารถนำพาผู้เรียนเป็นนวัตกรได้จากการสร้างนวัตกรรม  จากเป้หมายที่วางไว้ GPAS 5 Steps ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เพียงแต่ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจากการอธิบายมาเป็นพัฒนาการคิดของนักเรียนเป็นหลัก ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเบื้องตนได้ 

ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่การเรียนด้วยการคิดและการลงมือปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องมีกระบวนการมารองรับ เนื่องจากหลักสูตรกำหนดว่า เด็กต้องนำสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระไปสร้างเป็นความรู้ ซึ่งหนังสือเป็นเนื้อหาหรือข้อมูล คือ Content ที่เด็กต้องนำไปสร้างเป็นความรู้ คือ Knowledge โดยตัวเชื่อมระหว่าง Content  กับ Knowledge  ก็คือกระบวนการ นั่นก็คือ GPAS 5 Steps  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยเรายังขาดเรื่องของกระบวนการอยู่ เพราะเราสอนแบบPassive Learning   คือ บรรยายอย่างเดียว สอนเนื้อหา ทำให้คุณภาพการศึกษาไม่ขยับ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับความเข้าใจของครูและผู้บริหารในเรื่องการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเพื่อไปสอนเด็กให้เข้าถึงกระบวนการอย่างแท้จริง  

“การที่ พว.มาจัดอบรมให้ความรู้ ไม่ใช่มาเพื่อบรรยาย แต่จะเป็นการชวนครูทำกิจกรรม เพื่อให้ครูเห็นภาพการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียน ว่า ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เดินด้วยกระบวนการเดียวกัน สามารถสร้างกิจกรรมได้เหมือนกัน เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ติดกับเนื้อหา ทำให้เด็กเกิดความจำระยะยาว สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต  ที่ผ่านมาคะแนนโอเน็ตและพิซาของเด็กไทยตกต่ำมาเป็นสิบปี  เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบเขาใช้กระบวนการนี้วิเคราะห์ และเนื้อหาข้อสอบก็ไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่เนื่องจากบ้านเราไม่ได้สอนกระบวนการ ทำให้เด็กไม่มีกระบวนการ ดังนั้นยิ่งติวหนังสือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตกมากเท่านั้น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ด้าน ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของสมาคมฯยุคนี้ จะทำงานเชิงวิชาการ ซึ่งการอบรมลักษณะนี้เป็นการอบรมครั้งที่ 3 เพื่อให้ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการหลักสูตรเป็นผู้นำทางวิชาการ สามารถที่จะพาครูวิเคราะห์หลักสูตรได้ และสามารถกำหนดการสอนได้ เป็นการนำหลักสูตรแกนกลางลงสู่ห้องเรียน ซึ่งจะต้องผ่านการบริหารจัดการหลักสูตรและท้ายสุดก็จะมีการนิเทศกำกับติดตามคุณครูทุกคนให้เขียนแผนการเรียนรู้ที่ครบองค์ประกอบได้ และไฮไลท์สำคัญในการอบรมครั้งนี้คือ ครูและผู้บริหารจะต้องดำเนินการร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ซึ่งจะมีหลายกิจกรรมให้เลือกใช้ตามความถนัด และครูก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี

“ตอนนี้เรามุ่งเน้นงานวิชาการ เพราะงานวิชาการจะไปจบที่การสร้างนวัตกรรมของผู้บริหารและครู เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ก็จะไม่ได้เนื้อหาสาระอย่างเดียว แต่จะได้กระบวนการคิดเพื่อนำไปออกแบบสุดท้ายก็จะเป็นนวัตกรรมของผู้เรียน ที่สำคัญผู้บริหารและครูสามารถต่อยอดนวัตกรรมนำไปขอเลื่อนและมีวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวหน้าทางวิชาชีพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลัก”ดร.ปรพล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สพป.กทม.ได้นำร่องกระบวนการคิดแบบ Active Learningมาสองสามปีแล้ว ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการทบทวนกระบวนการคิดอีกครั้ง โดยกลุ่มเป้าหมายในวันนี้คือโรงเรียนทั้ง 37 โรงเรียนและเครือข่ายสมาคมฯ ประมาณ 300 คน

อย่างไรก็ตาม การที่สมาคมฯได้เชิญวิทยากรเชี่ยวชาญด้านกระบวนการคิดจากสถาบัน พว.มาอบรม Active Learning ให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากทางสมาคมฯได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ซึ่งโรงเรียนได้ทำความร่วมมือกับ สพฐ.และ พว.ซึ่งตนก็เห็นว่าผู้บริหาร ครู และเด็ก Active จริง ๆ และคิดว่าจะมาทำให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนของพวกเราได้ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯก็เปิดกว้างให้ทุกหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ให้กับการการศึกษา

อว.พลิกโฉมมหา’ลัยกลุ่มพัฒนาชุมชน เร่งต่อยอดงานวิจัย – ทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

อว.พลิกโฉมมหา’ลัยกลุ่มพัฒนาชุมชน เร่งต่อยอดงานวิจัย - ทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

อว.พลิกโฉมมหา’ลัยกลุ่มพัฒนาชุมชน เร่งต่อยอดงานวิจัย – ทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.39 น.

26 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย “กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น” หัวข้อ “ต้นแบบเรือธงด้านวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา” ภายใต้โครงการพัฒนาระบบบริหารการเงินและแนวทางการเพิ่มรายได้ “กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น“ กลุ่มที่ 3 ปีที่ 2 Reinventing University (Area – Based and Community Engagement) โดยมี ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ผศ.ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว อนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ดร.พีรพัฒน์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา (หัวหน้าโครงการ) คณะผู้บริหารโครงการของมหาวิทยาลัยบูรพา และผู้เข้าร่วมประชุม กว่า 70 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมพวงเงิน อาคารจันทร์เจริญ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาระบบบริหารการเงินและแนวทางการเพิ่มรายได้ ภายใต้โครงการ Reinventing University ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ 3 หรือกลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น ให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ ในการสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนของสถาบันอุดมศึกษา โดยในปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือ “Digital Disruption” และวิกฤตทางประชากรศาสตร์ที่รุนแรง จำนวนนักศึกษาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินและความอยู่รอดของสถาบัน นอกจากนี้ ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางมากกว่าการเรียนจบปริญญา ยังเป็นปัจจัยที่เร่งให้มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตบัณฑิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ได้ดำเนินการผลักดันนโยบาย การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งค้นหาจุดแข็งและอัตลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยใน “กลุ่มการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น” ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนฐานราก แต่ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ยังติดด้วยข้อจำกัดทางกฎระเบียบ อำนาจการบริหารจัดการทางการเงิน และงบประมาณที่ยังไม่เอื้อต่อการดำเนินงานและการจัดหารายได้อย่างคล่องตัว

“งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงองค์ความรู้บนหิ้ง แต่คือทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาลหากเราสามารถพัฒนาไปสู่การบริการที่ได้มาตรฐานสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน“ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้าน ดร.พีรพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารการเงิน เพิ่มรายได้ด้านวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมศึกษาแนวปฏิบัติต้นแบบเพื่อนำไปปรับใช้ โดยกิจกรรมการประชุมประกอบด้วย การบรรยาย เรื่อง “แนวทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กลุ่ม 3 ด้านการคลังและทรัพย์สินสู่แนวทางการเพิ่มรายได้เพื่อความยั่งยืนของมหาวิทยาลัย” การสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ ในระยะ 6 เดือน การศึกษาดูงานหอมขจรฟาร์มของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต การบรรยาย หัวข้อ “สถานะทางการเงินและมาตรวัดทางการเงินของมหาวิทยาลัย” (University Wealth Meter and Financial Status) รวมถึง กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การศึกษาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และแนวทางแก้ไขของสถาบันอุดมศึกษาเรือธงต้นแบบ : มหาวิทยาลัยรายภัฏกำแพงเพชร (สาขาการวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

มช. ยกระดับ ‘ลิ้นจี่ไทย’ ด้วยเทคโนโลยี NIR คัดเกรดแม่นยำแบบไม่ทำลายผล เปิดทางสู่ตลาดพรีเมียมโลก

มช. ยกระดับ ‘ลิ้นจี่ไทย’ ด้วยเทคโนโลยี NIR คัดเกรดแม่นยำแบบไม่ทำลายผล เปิดทางสู่ตลาดพรีเมียมโลก

มช. ยกระดับ ‘ลิ้นจี่ไทย’ ด้วยเทคโนโลยี NIR คัดเกรดแม่นยำแบบไม่ทำลายผล เปิดทางสู่ตลาดพรีเมียมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.24 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะอุตสาหกรรมเกษตร สร้างความก้าวหน้าอีกขั้นให้วงการเกษตรไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพลิ้นจี่ด้วยแสงอินฟราเรดย่านใกล้ (Near-Infrared: NIR) นวัตกรรมที่ช่วยคัดแยกผลผลิตคุณภาพสูงได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องผ่าหรือทำลายผล ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับลิ้นจี่ “เมล็ดลีบ” และต้องปราศจากความเสียหายจากหนอนเจาะผล

โดยปกติแล้วการคัดเกรดลิ้นจี่ต้องอาศัยความชำนาญของแรงงาน ใช้เวลา และอาจก่อให้เกิดความเสียหายระหว่างการตรวจสอบ แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยี NIR สามารถสแกนลิ้นจี่จากภายนอกและวิเคราะห์คุณภาพภายในได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งการจำแนกขนาดเมล็ด การตรวจหาความเสียหายจากแมลงศัตรูพืช ตลอดจนการประเมินค่าความหวาน (SSC) และความเป็นกรด (TA) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของรสชาติและคุณภาพผลไม้

ผลการศึกษาพบว่า ระบบสามารถจำแนกขนาดเมล็ดได้แม่นยำมากกว่า 90% และตรวจจับความเสียหายจากหนอนเจาะผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ค่าความหวานและความเป็นกรดยังมีความสอดคล้องในระดับสูง (ค่า R² มากกว่า 0.90) สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้จริงในระดับอุตสาหกรรม

ผลงานวิจัยเรื่อง “Near infrared spectroscopy for sustainable non-destructive classification and quantitative prediction of quality traits of seed size, pest damage, and quality traits in lychee (Litchi chinensis)” ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Applied Food Research ฉบับเดือนธันวาคม 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเวทีโลก

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการคัดเกรด หากยังลดความสูญเสีย ลดต้นทุนแรงงาน และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า อันเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตที่ยั่งยืน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับลิ้นจี่ไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก และขับเคลื่อนระบบอาหารไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

-(016)

NARIT – ม.มหานคร ผนึกกำลัง ยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศ

NARIT - ม.มหานคร ผนึกกำลัง ยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศ

NARIT – ม.มหานคร ผนึกกำลัง ยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT โดย ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และ รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึก โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นพยาน ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศและการสำรวจดวงจันทร์ของหลายประเทศมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ อวกาศเทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนของแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก NARIT จึงได้เข้าร่วมโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับนานาชาติในการจัดตั้งสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ มีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH ซึ่งมีกำหนดขึ้นสู่อวกาศเพื่อไปสำรวจดวงจันทร์พร้อมกับยานในภารกิจฉางเอ๋อ 7 และในขณะเดียวกัน กำลังพัฒนาอุปกรณ์ CE-8 ALIGN เพื่อติดตั้งไปกับยานลงจอดของภารกิจฉางเอ๋อ 8 ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการวิจัยด้านอวกาศห้วงลึกของไทยที่กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เมคาทรอนิกส์ ระบบโทรคมนาคม และเทคโนโลยีดาวเทียม ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ NARIT ที่กำลังเร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) และมุ่งยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศสู่ระดับนานาชาติ จึงนำมาสู่ความร่วมมือในครั้งนี้

ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานวิจัยด้านการสำรวจดวงจันทร์ วิทยาศาสตร์อวกาศ สถานีภาคพื้นรับส่งสัญญาณดาวเทียม ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร นวัตกรรม การประยุกต์ใช้ และส่งเสริมโครงการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการความร่วมมือระหว่างไทยและจีนด้านการสำรวจดวงจันทร์และอวกาศห้วงลึก

มนพ. เปิดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะสู่อนาคต

มนพ. เปิดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะสู่อนาคต

มนพ. เปิดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดพิธีเปิดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยมี ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย ศ.(เกียรติคุณ)ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม และ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี เข้าร่วมงาน ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม

ศ.(เกียรติคุณ)ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดี มนพ. กล่าวว่า มนพ.มุ่งพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และบริการวิชาการที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับการผลิตสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ควบคู่กับการพัฒนานักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่สามารถแข่งขันในระดับสากล

ด้าน ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผวจ.นครพนม เผยถึงสถานการณ์ภาคการเกษตรของจังหวัดว่า นครพนมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีศักยภาพหลากหลายทั้งพืชไร่ พืชสวน ปศุสัตว์ ประมง และอุตสาหกรรมอาหาร โดยจังหวัดได้ขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ พัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสนับสนุนการแปรรูปเพิ่มมูลค่า พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ความผันผวนของราคาสินค้า ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลก การนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้จึงเป็นกลไกสำคัญในการปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปและการตลาดสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมภายในงานที่จัดขึ้นอย่างครบวงจร

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งนิทรรศการวิชาการจากสาขาวิชาต่างๆ และการประชุมวิชาการเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Agri-Resilience Mekong: นวัตกรรมเกษตรเพื่อรับมือโลกเปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมอาชีพเกษตร อาทิ การจัดการเพาะเลี้ยงกบเชิงบูรณาการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ การขายสินค้าเกษตรออนไลน์ การสร้างผู้ประกอบการยกระดับสินค้าชุมชนสู่มาตรฐานการส่งออก และการผลิตโคลูกผสมวากิวสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนกิจกรรมการแข่งขันทักษะสำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน

ทั้งนี้ งานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

​คหกรรมศาสตร์ มรภ.เชียงราย ฉลอง 50 ปี เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม สร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

​คหกรรมศาสตร์ มรภ.เชียงราย ฉลอง 50 ปี เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม สร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

​คหกรรมศาสตร์ มรภ.เชียงราย ฉลอง 50 ปี เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม สร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาขาคหกรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย และ บจก.อุตสาหกรรมน้ำปลาระยอง จัด “โครงการฉลองครบรอบ 50 ปี คหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย” ภายใต้แนวคิด “คหกรรมศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยมี รศ.ปวีณา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ อาคารปฏิบัติการเฉพาะวิชาชีพคหกรรมศาสตร์

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ พร้อมเปิดเวทีแสดงศักยภาพทางวิชาการสู่สาธารณชน ผ่านการบูรณาการความรู้ด้านอาหาร วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษ :การบริหารเชิงวิสัยทัศน์กับความสำเร็จของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นวิทยากรบรรยาย การเสวนา 50 ปี คหกรรมศาสตร์ราชภัฏเชียงราย การประกวดแข่งขันทำอาหารสร้างสรรค์เพื่อสุขภาพจากน้ำปลาแท้ตราคนแบกกุ้งสูตร Less Sodium 30% การประกวดแข่งขันการประกอบอาหารไทย (ไทยเหนือ) สู่เชฟมืออาชีพ ครั้งที่ 2 เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา กลุ่มชุมชนผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมแสดงฝีมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์

จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองที่เน้นการเยียวยาและฟื้นฟูใจเมืองอุบลราชธานี…มีจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองในฐานะ “โอเอซิสแห่งปัญญา” นั่นคือ  UBU Academy โดยศูนย์นวัตกรรมบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

UBU Academy ถูกดีไซน์ขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำของ “มหาวิทยาลัย” จากเดิมที่อยู่ไกลตัว ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมือง โดยการยกเอา นวัตกรรมและการพัฒนาทักษะ มาวางไว้ใจกลางเมืองอุบลฯ เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเดินเข้ามา “ฮีล” ทักษะเดิมและ “เพิ่ม” ทักษะใหม่ได้ทุกวัน

โดยเชื่อมผ่าน 3 เสาหลักที่ทำให้ UBU Academy โดดเด่นและแตกต่าง อาทิ Healing through Lifelong Learning เพราะการเรียนรู้คือการเยียวยาที่ดีที่สุด ที่นี่จึงเปิดกว้างสำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา วัยทำงาน หรือวัยเกษียณ ก็สามารถเข้ามาเติมพลังใจผ่านความรู้ใหม่ๆ ที่เท่าทันโลก , Bridge to Innovation เป็นสะพานเชื่อมที่ไร้รอยต่อ โดยการถ่ายทอดงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจและสังคม เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ “เรียนจบแล้วใช้ได้ทันที” และ Creative Learning Hub สลัดภาพห้องเรียนแบบเดิมๆ สู่พื้นที่การเรียนรู้ที่ทันสมัย บรรยากาศโปร่งสบาย กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และรองรับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ (New Learning Space) ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของ UBU Academy ไม่ใช่เพียงการเปิดศูนย์ฝึกอบรมทั่วไป แต่คือฟันเฟืองหลักในการปั้นแบรนด์เมืองผ่านความร่วมมือของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัด, อบจ., เทศบาลนคร, หอการค้า และภาคเอกชน

นี่คือการนำ City DNA ของอุบลฯ ที่มีความเมตตาและสงบ มาผสมผสานกับความทันสมัยของนวัตกรรม เพื่อบอกกับโลกวา อุบลราชธานี The Healing City” คือเมืองที่พร้อมจะดูแลทั้งคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสการเติบโตให้ผู้คนไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ARU เปิดงาน ‘Digital Library Fair 2026’ ยกระดับห้องสมุดสู่แหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต

ARU เปิดงาน ‘Digital Library Fair 2026’ ยกระดับห้องสมุดสู่แหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต

ARU เปิดงาน ‘Digital Library Fair 2026’ ยกระดับห้องสมุดสู่แหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีเปิดงาน “สัปดาห์ห้องสมุดยุคดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Digital Library Fair 2026)” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิด ณ อาคารบรรณราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดี มรอย. กล่าวถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนบทบาทของห้องสมุดในยุคดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและยกระดับศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาให้พร้อมรับโลกอนาคต ภายในงานจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย อาทิ การมอบรางวัล “สุดยอดนักอ่าน” การประกวดโครงงานด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สะท้อนบทบาทของห้องสมุดในปัจจุบันที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวบรวมหนังสือเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้และการแบ่งปัน ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและการรับใช้สังคมอย่างยั่งยืน