​Wave Education Group จับมือ iQIYI ยกระดับการเรียนภาษา สร้างโอกาสให้คนยุคใหม่ผ่าน ‘Wall Street English – Let’s Mandarin’

​Wave Education Group จับมือ iQIYI ยกระดับการเรียนภาษา สร้างโอกาสให้คนยุคใหม่ผ่าน ‘Wall Street English - Let’s Mandarin’

​Wave Education Group จับมือ iQIYI ยกระดับการเรียนภาษา สร้างโอกาสให้คนยุคใหม่ผ่าน ‘Wall Street English – Let’s Mandarin’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เวฟ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป จำกัด (Wave Education Group) เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาด ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Future-Ready Education Hub” ประกาศความร่วมมือกับ iQIYI (อ้ายฉีอี้) เพื่อยกระดับการเรียนภาษาให้ก้าวข้ามกรอบเดิม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง ผ่านการผสานการเรียนรู้เข้ากับความบันเทิงอย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงคอนเทนต์คุณภาพระดับโลกบนแพลตฟอร์ม iQIYI ได้อย่างเต็มรูปแบบ

การผสานพลังของ Wall Street English ประเทศไทย และ Let’s Mandarin ช่วยสร้าง Language Learning Ecosystem ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งมองการพัฒนาทักษะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่เพียงการเรียนในห้องเรียน แต่คือการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของตนเอง และการก้าวสู่บทบาท Future-Ready Language Learning Hub ของ Wave Education จึงเปรียบเสมือน “ประตูสำคัญ” ที่เปิดโอกาสใหม่ในชีวิต ทั้งการเสริมความมั่นใจ เปิดมุมมอง และเชื่อมผู้เรียนเข้ากับโลกกว้างในหลายมิติ ตั้งแต่การศึกษา การทำงาน ไปจนถึงการเติบโตในระดับสากล ไม่ใช่เพียงทำให้การเรียนสนุกขึ้น แต่คือการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียน อยากเรียน ใช้ได้จริง และสามารถต่อยอดได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบการเรียนรู้แบบเดิม พร้อมสนับสนุนให้ทุกการเรียนรู้เป็นก้าวแรกสู่โอกาสและอนาคตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

กิจชาญพิชญ์ สุกังวานวิทย์, Group CEO of Wave Education Group กล่าวว่า การร่วมมือกับ iQIYI ผสานคอนเทนต์บันเทิงคุณภาพเข้ากับหลักสูตรของ Wall Street English และ Let’s Mandarin ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและเป็นสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเริ่มใช้ภาษาได้จริงตั้งแต่วันนี้ ตอบโจทย์ทั้งวัยรุ่นและคนทำงาน และตอกย้ำบทบาทของ Wave Education Group ในฐานะ Future Education Hub ที่เชื่อมการเรียนรู้เข้ากับการลงมือทำอย่างแท้จริง

ผ่านศึก ธงรบ กรรมการผู้จัดการร่วม iQIYI ประเทศไทย กล่าวว่า iQIYI นำจุดแข็งด้านคอนเทนต์จีนคุณภาพสูงมาเชื่อมโยงกับการใช้งานจริง เพื่อให้การเรียนภาษาไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เราเชื่อมั่นว่าทักษะภาษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาศิลปินไทยก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งพัฒนาศักยภาพของ iQIYI Artist เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความตั้งใจในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้ภาษาอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือกับ iQIYI ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ ที่ Wall Street English ประเทศไทย และ Let’s Mandarin พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนของสถาบันสอนภาษายุคใหม่ที่จะเชื่อมภาษาเข้ากับคอนเทนต์ ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อทำให้ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง สร้างการเติบโตด้านศักยภาพของผู้เรียนและศิลปินในระยะยาว และมีแผนต่อยอดความร่วมมือผ่านกิจกรรมแคมเปญตลอดปี 2569

เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตามกลยุทธ์ ‘Your Tomorrow Start Today’ ทาง Wave Education มอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมทดสอบวัดระดับภาษากับ Wall Street English และ Let’s Mandarin รับทันที iQIYI VIP Standard ฟรี 7 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงระดับเอเชียจาก iQIYI และผู้ใช้งาน iQIYI ยังสามารถรับสิทธิทดลองเรียนฟรี 7 วัน กับ Wall Street English และ Let’s Mandarin เพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด)

ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก ซึ่งการได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ อาทิ ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล

“การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของประชาคมโลก ที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวและว่า

นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว

สั่งเด้ง ผอ.รร.สันกำแพง ปม ครูสาว เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

สั่งเด้ง ผอ.รร.สันกำแพง ปม ครูสาว เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

สั่งเด้ง ผอ.รร.สันกำแพง ปม ครูสาว เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.43 น.

สั่งเด้ง  ผอ.รร.สันกำแพง ปม ‘ครูสาว’ เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย 

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี สารวัตรหนุ่มรายหนึ่ง โพสต์ขอความเป็นธรรมให้กับครูสาวคนรัก ที่เธอเลือกจบชีวิตตนเอง หลังจากถูก ผอ.เรียกพบ โดยมีเบาะแสเบื้องต้นว่า “ครูสาว” รายนี้ได้รับหน้าที่ดูแลด้านการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้คนรักของครูสาวยืนยันว่า เธอไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือซึมเศร้าแต่อย่างใด ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงนั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสันกำแพง ไปช่วยราชการที่ สพม.เชียงใหม่ ในระหว่างที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีข้อครหา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายใน 7 วัน เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการศธ. และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ. กำชับให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงให้กระจ่างโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3 รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3 รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3 รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.57 น.

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3  รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  โดยสถาบันวิทยาการคุณธรรม (Moral Academy) จัดโครงการ “พัฒนาเครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 3 (Moral Leaders Community Development towards SDGs : MLC3)” ภายใต้แนวคิด “ผู้นำคุณธรรม พลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน (Sustainability with Moral Leadership)” โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง Crystal Ballroom โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า  ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างใหญ่หลวงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมทั้ง ภัยสงคราม แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันภัยได้คือ คนในชาติต้องมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยอดทน ช่วยเหลือกัน มีความพอเพียงและกตัญญู ในฐานะที่พวกท่านเป็นผู้นำและได้รับโอกาสเข้าร่วม โครงการนี้ อยากจะขอให้ทุกท่านได้นำแบบอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้ในเรื่อง หลักเศรษฐกิจพอเพียงและคุณธรรมสำหรับผู้นำ เราต้องส่งเสริมให้คนดีมารวมตัวกันและทำเพื่อชาติบ้านเมือง ขอให้ใช้ประสบการณ์ ความรู้ ศักยภาพที่ท่านมี ช่วยกันออกแบบและสร้างสรรค์ “สังคมคุณธรรม” ในรูปแบบที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน  ผู้นำที่มีคุณธรรมจะเป็นพลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยฝ่าฟันความท้าทาย ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปได้ 

ด้าน รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เน้นย้ำว่า ศูนย์คุณธรรมมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสร้าง “ระบบนิเวศคุณธรรม” ของสังคมไทย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยโครงการ MLC3 ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนคุณธรรมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม วัดได้ สัมผัสได้ และขยายผลสู่ระดับองค์กร สังคม และนโยบายประเทศในอนาคต โดย“ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ผู้นำคือหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของการขับเคลื่อนคุณธรรม โครงการนี้จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างชุมชน ผู้นำคุณธรรมที่วัดผลได้ สัมผัสได้ และต่อยอดสู่ระดับนโยบายในอนาคต”

ทั้งนี้ โครงการ MLC3 จัดขึ้นต่อเนื่องตลอด 9 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึง 8 เมษายน 2569 โดยดำเนินกิจกรรมในรูปแบบ เวทีการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Forum & Action Learning) ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ กระบวนการ Moral Innovation Lab การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกรณีศึกษา การศึกษาดูงานองค์กรและพื้นที่ต้นแบบด้านความยั่งยืน ได้แก่ บริษัท แม่น้ำสแตนเลสไวร์ จำกัด (มหาชน) สถาบันพระมหาชนก (หอเฉลิมพระเกียรติ) จ.ระยอง ตลอดจนการพัฒนาโครงการกลุ่มและการนำเสนอผลงานในรูปแบบ Moral Storytelling Presentation โดยมีกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการเป็น ผู้บริหารระดับสูง ผู้นำการเปลี่ยนแปลง และผู้นำทางความคิด จาก 5 เครือข่ายทางสังคม ได้แก่ ภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคชุมชนและประชาสังคม ภาคสื่อมวลชน และภาคสถาบันการศึกษา จำนวน 31 คน เพื่อร่วมกันสร้าง ชุมชนผู้นำคุณธรรม (Moral Leaders Community) ในลักษณะความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ และมิติสิ่งแวดล้อม ผ่านกระบวนการ Forum ที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้เชิงลึกและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์

ศูนย์คุณธรรมคาดหวังว่า โครงการ MLC3 จะเป็นเวทีสำคัญในการรวมพลังของผู้นำหลากหลาย ภาคส่วน  ให้สามารถนำความรู้ แรงบันดาลใจจากกระบวนการต่างๆ ในโครงการฯ ไปต่อยอดขยายผลการทำงานร่วมกันทั้งในระดับองค์กร ชุมชน สังคม เพื่อขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” ที่สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสมดุลในระยะยาว

‘มรภ.รำไพพรรณี’ฉลองวาระ‘ยูเนสโก’ยกย่อง‘ราชินีนักกอล์ฟ’สู่บุคคลสำคัญของโลก

‘มรภ.รำไพพรรณี’ฉลองวาระ‘ยูเนสโก’ยกย่อง‘ราชินีนักกอล์ฟ’สู่บุคคลสำคัญของโลก

‘มรภ.รำไพพรรณี’ฉลองวาระ‘ยูเนสโก’ยกย่อง‘ราชินีนักกอล์ฟ’สู่บุคคลสำคัญของโลก

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.45 น.

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี’จัดกอล์ฟการกุศล “RBRU Golf Ryder Cup 2026” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 วาระครบ 121 ปีแห่งวันพระราชสมภพ และร่วมเฉลิมฉลอง ในโอกาสที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดย รศ.ดร.บุญยิน จินาจิ้น ประธานกรรมการ บริษัท บูรพาคอนกรีตแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด, ศ.นพ.ประกิต เทียนบุญ กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง (ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย) และนายสิทธิพร ครุฑนาค อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล “RBRU Golf Ryder Cup 2026” ที่สนามกอล์ฟรำไพพรรณี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 วาระครบ 121 ปีแห่งวันพระราชสมภพ และร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นอกจากนี้ นายสุทิน ดรุณโยธิน ประธานมูลนิธิกีฬากอล์ฟไทย ได้ประกาศความร่วมมือผ่านโครงการ “Route of Girl Golf Game” มุ่งหวังให้กีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้านและสร้างความเสมอภาคในสังคม

พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี นำคณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติประกอบพิธีถวายราชสักการะ พร้อมกล่าวสดุดีพระปรีชาสามารถด้านกีฬาที่ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “ราชินีนักกอล์ฟ” ซึ่งสนามกอล์ฟแห่งนี้ได้รับการพัฒนามาจากที่ดินสนามกอล์ฟส่วนพระองค์ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษาและบริการชุมชน

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นประเพณีที่ดีงามในการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ และเป็นการเสริมสร้างความรักความสามัคคีระหว่างชาวจันทบุรีกับมหาวิทยาลัยฯ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ด้าน ผศ.ไวกูณฑ์ ทองอร่าม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ระบุว่า การจัดการแข่งขันครั้งนี้แบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การแข่งขันกอล์ฟเยาวชน Junior Golf Ryder Cup, การแข่งขัน Rambhai Barni Golf Ryder Cup และการแข่งขันไดร์ฟกอล์ฟการกุศล เพื่อมุ่งเน้นการสืบสานพระราชปณิธานและส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

นอกจากนี้ นายสุทิน ดรุณโยธิน ประธานมูลนิธิกีฬากอล์ฟไทย ประกาศความร่วมมือผ่านโครงการ “Route of Girl Golf Game” มุ่งหวังให้กีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้านและสร้างความเสมอภาคในสังคม”

ขณะที่ รศ.ดร.บุญยิน จินาจิ้น ประธานกรรมการบริษัท บูรพาคอนกรีต ได้กล่าวชื่นชมในความสำเร็จของการจัดงาน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและนักศึกษาก้าวสู่การเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ มีสมาธิ และมีน้ำใจนักกีฬาตามแบบอย่างของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ

ภายในงานมีการประมูลหมวกกอล์ฟลายเซ็น “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟหญิงมืออันดับ 1 ของโลกของสมาคมกอล์ฟอาชีพสตรีระดับโลก (LPGA) โดยมีผู้ประมูลภายในงานเป็นเงินทั้งสิ้น 59,999 บาท งานนี้จึงนับเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัดจันทบุรี ที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมสืบไป

‘สคช.จับมือ มจพ.’ ชูโมเดล ‘ครูฝึกสถานประกอบการ’ ปั้นทักษะตรงโจทย์อุตสาหกรรม

‘สคช.จับมือ มจพ.’ ชูโมเดล ‘ครูฝึกสถานประกอบการ’ ปั้นทักษะตรงโจทย์อุตสาหกรรม

‘สคช.จับมือ มจพ.’ ชูโมเดล ‘ครูฝึกสถานประกอบการ’ ปั้นทักษะตรงโจทย์อุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.52 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จับมือ มจพ. เปิดตัวโครงการยกระดับแรงงานปี 69 ชูโมเดล ‘ครูฝึกสถานประกอบการ’ ปั้นทักษะตรงโจทย์อุตสาหกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานในสถานประกอบการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวจุลดา มีจุล  ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ : กลไกยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไก ‘ครูฝึกในสถานประกอบการ’

โครงการดังกล่าวออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Demand–Driven, Competency–Based และ Workplace–Based โดยใช้สถานประกอบการเป็นพื้นที่หลักของการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการประเมินสมรรถนะ มุ่งเน้นให้สถานประกอบการสามารถจัดฝึกอบรม ประเมินสมรรถนะ และรายงานผลการรับรองสมรรถนะแรงงานได้อย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานอาชีพและระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการพัฒนาศักยภาพ ครูฝึกและหัวหน้างานในสถานประกอบการ ให้มีบทบาทมากกว่าผู้สอนงานในหน้างาน แต่เป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ’ ที่สามารถเชื่อมโยงมาตรฐานอาชีพเข้ากับบริบทการทำงานจริง ส่งผลให้แรงงานมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถยกระดับคุณภาพแรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินโครงการครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์มาตรฐานอาชีพ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครูฝึก การจัดฝึกอบรมและประเมินสมรรถนะ ไปจนถึงการสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดการรับรองสมรรถนะแรงงานภายในองค์กร โดยมีเป้าหมายให้มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 10 แห่ง พัฒนาครูฝึกและหัวหน้างานไม่น้อยกว่า 80 คน และส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานไม่น้อยกว่า 800 คน

ภายในงานแถลงข่าว มีการนำเสนอภาพรวมโครงการ การปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของระบบคุณวุฒิวิชาชีพในการยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง การเปิดตัวเครือข่ายสถานประกอบการ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘ครูฝึกในสถานประกอบการ : กลไกใหม่ของการพัฒนากำลังคนไทย’ ซึ่งสะท้อนมุมมองจากภาคนโยบาย ภาคการศึกษา ภาคสมาคมวิชาชีพ และภาคสถานประกอบการ พร้อมทั้งการนำเสนอกรณีศึกษาจริงจากองค์กรที่นำระบบไปใช้

โครงการนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศ สู่การปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาสมรรถนะที่มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

////////////////-026

อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ 'Stipendium Hungaricum 2026-2028'

อว.จับมือฮังการีพัฒนาอุดมศึกษาและกำลังคน ในโครงการ ‘Stipendium Hungaricum 2026-2028’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กระทรวง อว.จับมือฮังการีพัฒนา “อุดมศึกษาและกำลังคน” ภายใต้โครงการ Stipendium Hungaricum ปี 2026  -2028 ให้ 40 ทุนต่อปี นักศึกษาไทยเรียน ป.ตรี – เอกด้าน STEM – วิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ – เกษตรศาสตร์และอีกหลากหลายสาขาวิชา ยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี 2026-2028 กับ Mr. Ádám Stifter รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศฮังการี โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ Mr.Péter Szijjártó รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศฮังการี ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ เปิดเผยหลังลงนามฯ ว่า สาระสำคัญของการลงนามฯ คือส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน รวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกในการขยายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างทั้งสองฝ่ายในระยะยาว รัฐบาลฮังการีโดยกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี จะจัดสรรทุนการศึกษาแก่ประเทศไทย จำนวน 40 ทุนต่อปี เพื่อศึกษาต่อในประเทศฮังการีระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี – โทต่อเนื่อง  ปริญญาโทและปริญญาเอก ทั้งในหลักสูตรภาษาฮังการีและภาษาต่างประเทศ โดยสาขาที่พิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือสาขาด้าน STEM ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์  คณิตศาสตร์รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพและสาขาเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาอื่นๆ ที่นักศึกษาไทยสามารถสมัครเพื่อศึกษาต่อได้ ดังนี้  Arts and Humanities, Social Science, Legal Science เช่น สาขานิติศาสตร์ สาขา Criminology เป็นต้น, Economic Science, Arts เช่น สาขา Animation สาขา Design Theory สาขา Painting สาขา Cinematography เป็นต้น, Arts Education เช่น สาขา Contemporary Music สาขา Film and Media Studies เป็นต้น ทั้งนี้ทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย ได้แก่ การยกเว้นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ส่วนฝ่ายไทย จะมีการดำเนินการในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum รวมทั้งดำเนินการพิจารณาเสนอชื่อผู้สมัครรับทุนโดยจะร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยเสนอมอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปีให้แก่ชาวฮังการี เพื่อเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยรายชื่อทุนการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับจะส่งให้กับ Tempus Public Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการศึกษาของรัฐบาลฮังการีสำหรับการสนับสนุนดังกล่าว ฝ่ายไทยจะดำเนินการภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับชาวต่างชาติ

“การลงนามในครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านทุนการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดและขยายไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการในมิติอื่น ๆ โดยในอนาคต กระทรวง อว. มีแผนการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการกับฮังการีให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

สำหรับความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ระหว่างไทยกับฮังการี มีนักเรียนนักศึกษาไทยได้รับทุนการศึกษาเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันอุดมศึกษาฮังการีแล้ว มากกว่า 220 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาตรี-โทต่อเนื่อง ปริญญาโท และปริญญาเอก

-(016)

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.07 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ความว่า 

ฯพณฯ นายอนุระ กุมาระ ทิสานายเก ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา กรุงโคลัมโบ

ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีและขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวศรีลังกามีความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง
 
ตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษของความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีต่อกัน ประเทศไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ใกล้ชิดแนบแน่นเสมอมา ซึ่งเป็นมิตรภาพที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์อันยาวนานที่หยั่งรากลึกในความศรัทธาทางศาสนาและมรดกทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน
 
ประเทศไทยขอร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของศรีลังกาในการฟื้นฟูความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการกลับคืนสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็ง และเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกากำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีอย่างเต็มศักยภาพ 

ข้าพเจ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยและศรีลังกาจะยังคงมุ่งมั่นร่วมมือกัน อย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างและกระชับความเป็นหุ้นส่วนในกิจการทุกด้านอันยังประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบอาเซียน-ศรีลังกา โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความร่วมมือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นมาสู่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่ายในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นาทีประวัติศาสตร์! มจพ. ปล่อยดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ

นาทีประวัติศาสตร์! มจพ. ปล่อยดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ

นาทีประวัติศาสตร์! มจพ. ปล่อยดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.53 น.

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานปล่อยดาวเทียมแนคแซท 2 (KNACKSAT-2)   โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี คณะผู้บริหาร ดร.พงศธร สายสุจริต รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หัวหน้าโครงการ และนักวิจัยโครงการดาวเทียมแนคแซท 2 ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อุทยานเทคโนโลยี มจพ.

สำหรับดาวเทียมแนคแซท 2 หรือ KNACKSAT-2 เป็นโครงการดาวเทียมคิวบ์แซท (CubeSat) ขนาด 3U (30 x 10 x 10 ซม.) ออกแบบและพัฒนาโดยเด็กไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ใช้วัสดุภายในประเทศกว่า 98% มีรูปแบบเป็น Ride Sharing Platform Satellite หรือการแชร์พื้นที่ใช้สอยบนดาวเทียมร่วมกัน มีพื้นที่ในการบรรจุเพย์โหลดเพื่อปฏิบัติภารกิจ ทั้งหมด 7 ระบบ โดยแต่ละเพย์โหลดเป็นโครงการความร่วมมือพัฒนาระหว่าง มจพ. กับหน่วยงานอีก 7 หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่

1. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

2. บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด

3. โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมไทย-เยอรมัน มจพ.

4. Rail Systems Cluster มจพ.

5. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

6. UiTM ประเทศมาเลเซีย

7. UPHSD ประเทศฟิลิปปินส์

ดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้รับการพัฒนาโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผ่านสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) ร่วมกับ บริษัท NBSPACE จำกัด และพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นคือ Kyushu Institute of Technology (KYUTECH)

KNACKSAT-2 เป็นดาวเทียมขนาดเล็กแบบ 3U CubeSat ที่ออกแบบให้เป็น แพลตฟอร์มบรรจุหลายเพย์โหลด (Multi-Payload CubeSat Platform) ภายใต้แนวคิด Ride-Sharing ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงาน นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน สามารถส่งเฉพาะเพย์โหลดของตนขึ้นไปทดสอบและใช้งานในอวกาศ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาดาวเทียมทั้งระบบด้วยตนเอง สามารถลดต้นทุน ลดระยะเวลา และลดความซับซ้อน ในการเข้าถึงเทคโนโลยีอวกาศ และถือเป็นความก้าวสำคัญในการขยายโอกาสด้านการวิจัยและนวัตกรรมอวกาศของประเทศไทย

ความร่วมมือระดับนานาชาติ โครงการ KNACKSAT-2 เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้

1. สทอศ. และ มจพ. รับผิดชอบการออกแบบระบบ ภารกิจ และการปฏิบัติการภาคพื้น

2. NBSPACE ดำเนินการผลิต ประกอบ และทดสอบระบบดาวเทียม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม

3. KYUTECH สนับสนุนการทดสอบในสภาพแวดล้อมอวกาศ การตรวจสอบความปลอดภัย และความพร้อมก่อนปล่อย

4. JAXA สนับสนุนการปล่อยดาวเทียมผ่านสถานีอวกาศนานาชาติ ด้วยระบบ J-SSOD

ความร่วมมือดังกล่าวทำให้ KNACKSAT-2 เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและวิศวกรรมระดับสากล

ภารกิจและการปฏิบัติงานในวงโคจร หลังการปล่อย ดาวเทียม KNACKSAT-2 จะโคจรที่ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร จากพื้นโลก มีอายุการปฏิบัติภารกิจประมาณ 18 เดือน และสามารถควบคุมวงโคจรผ่านประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงได้หลายครั้งต่อวัน

ข้อมูลจากเพย์โหลดจะถูกส่งลงสู่สถานีภาคพื้น และจัดเก็บในระบบคลาวด์ โดยแต่ละหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้อย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ

การพัฒนากำลังคนและเศรษฐกิจอวกาศ นอกจากการทดสอบเทคโนโลยีในอวกาศแล้ว NACKSAT-2 ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมอวกาศผ่านการเรียนรู้จากภารกิจจริง สนับสนุนการทดลองและนวัตกรรม เช่น ระบบ IoT ผ่านดาวเทียม วางรากฐานสู่ เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ของประเทศไทย

โครงการนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เท่านั้น ก้าวต่อไปของโครงการ KNACKSAT ความสำเร็จของ KNACKSAT-2 ต่อยอดจากภารกิจ KNACKSAT รุ่นก่อนหน้านี้ และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์และโครงการอวกาศระดับชาติในอนาคต แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรม

อีกหนึ่งความสำเร็จของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ด้วยการปล่อย ดาวเทียม KNACKSAT-2 ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศสำเร็จ จากสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station, ISS) ผ่านระบบ JEM Small Satellite Orbital Deployer (J-SSOD) โดย Japan Aerospace Exploration Agency (JAXA)

ทั้งนี้ ดร.พงศธร สายสุจริต รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) อาจารย์ประจำภาควิชาวิศกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ มจพ. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ภารกิจของดาวเทียมว่า “ดาวเทียมแนคแซท 2 มีเป้าหมายในการใช้ IoT Satellite เติมเต็ม IoT Network ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ Network Cellular ตามปกติ เช่น ในทะเล บนภูเขา และพื้นที่ทางการเกษตร ที่มีปริมาณผู้คนอยู่น้อย แต่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบ IoT Solution ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานด้านความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศ ของหน่วยงานทหาร การตรวจสอบข้อมูลในด้านทรัพยากร การเฝ้าระวังไฟป่า  ของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำมาใช้ในธุรกิจการประมงและการขนส่งทางเรือ พาณิชย์นาวี  การทำเกษตรกรรมในพื้นที่กว้างหรือห่างไกล ไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตได้ จะช่วยให้ธุรกิจภาคดังกล่าวสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ โดยผ่านระบบ Sensor ตรวจจับต่าง ๆ ราคาที่เป็นของคนไทย ไม่ต้องจ่ายในราคาที่ซื้อจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ดาวเทียมที่สร้างเองได้ออกไปสู่วงโคจรจริง ทำให้มี study case ที่แท้จริง ในการพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป

77 ปี ‘มศว’ ดันบุคลากร นิสิตสู่การเป็น ‘Global Citizen’ ในทุกมิติของการเติบโต

77 ปี ‘มศว’ ดันบุคลากร นิสิตสู่การเป็น ‘Global Citizen’ ในทุกมิติของการเติบโต

77 ปี ‘มศว’ ดันบุคลากร นิสิตสู่การเป็น ‘Global Citizen’ ในทุกมิติของการเติบโต

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในหลายด้าน อาทิ จำนวนประชากรเด็กที่มีอัตราการเกิดน้อยลง นั่นหมายความว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยจะขาดแคลนเด็กที่จะเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอย่างเห็นได้ชัด หรือแม้กระทั่งครอบครัวสมัยใหม่มักเลือกที่จะมีบุตรเพียง 1-2 คน  รวมถึงโลกการศึกษาที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากการเข้ามามีบทบาทของ AI ของเด็กยุคใหม่ซึ่งทำให้ทุกมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันที่เข้มข้นดุเดือดสูงมากขึ้น อย่างเช่นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่ที่อยู่ใจกลางเมืองย่านอโศก แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ยาวนานและเข้มแข็งหยัดยืนสู่ปีที่ 77 ก็ยังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เข้าสู่ยุคของ Gen Alpha ที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี AI เป็นช่วงสำคัญที่ มศว ต้องเร่งปรับตัวพลิกโฉมหน้าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เพื่อรับมือกับโลกการศึกษาที่ผันผวนอย่างรวดเร็วและต้องปรับตั้งรับให้ทันต่อกระแสดังกล่าว

ในปี 2569 นี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีอายุ 77 ปี นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแนวหน้าของเมืองไทยแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อรากฐานทางการศึกษาและการพัฒนาบทบาทความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมไปตามยุคสมัย เช่นจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง มาเป็นสถาบันวิชาการศึกษาและยกระดับเป็นมหาวิทยาลัย ภายใต้ปรัชญา Education is Growth การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” จึงเป็นอีกจุดแข็งและจุดต่างของ มศว ในการนำพามหาวิทยาลัยสู่สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศแม้จะต้องสูญเสียความเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตมากที่สุดถึง 8 วิทยาเขตไปกระทั่งปัจจุบันมีเพียง มศว อำเภอองครักษ์ จ.นครนายก และ มศว ประสานมิตร กทม. ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ทุ่งนาที่มีคลองแสนแสบใช้เป็นเส้นทางหลัก แต่ทุกวันนี้สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์ รถเมล์ ทางเรือในคลองแสนแสบ รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน ซึ่งนับเป็นจุดแข็งและเป็นข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว เผยว่า มีความตั้งใจที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยทั้งด้านกายภาพให้ตอบโจทย์สังคมภายนอกและใส่ใจประชาคมภายใน ยกระดับพัฒนาคุณภาพนิสิต คุณภาพวิชาการสู่ความเป็นเลิศให้ก้าวหน้าในระดับสากลด้วยแนวคิดเชิงรุก “Learning University for Society” LOVES SWU Growth for All” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาใน 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “L O V E S” โดยตลอด 1 ปีที่ผ่าน สิ่งสามารถดำเนินการได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีดังต่อไปนี้

L : Learning มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติกับแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าเรียนได้แล้ว ผ่าน lifelong.swu.ac.th และกำลังจะมีหลักสูตรใหม่ ๆ พัฒนาให้ได้เข้าไปเรียนเพิ่มเติมต่อไปในปีนี้ รวมถึงศูนย์กลางทางวิชาการเพื่อสังคม (SWU Scholar Hub for Society) มีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ที่จะให้ความรู้ข้อเท็จจริงกับสังคมไทยในกรณีเหตุการณ์ทันกระแสสังคมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อคืนความรู้สู่สังคม รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนนิสิตได้รับทุนไปศึกษาต่อในปริญญาโท ปริญญาเอกที่ต่างประเทศ และให้กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในโครงการ One Faculty, One Teacher อีกด้วย

O : Opportunity เป็นโอกาสของทุกคน ทั้งบุคลากรและนิสิต รวมทั้งนิสิตพิการ นิสิตชาติพันธุ์ชายขอบ กลุ่มLGBTQ+ ให้ทุนการศึกษา ให้สวัสดิการต่างๆ ผลักดันนิสิตสู่การเป็นพลเมือง (Global Citizen) และมี Societal Mindset ให้เด็กตระหนักถึงการทำตนให้มีคุณค่าแก่สังคม ทำความร่วมมือกับสถาบันต่างๆ

V : Value Added ยกระดับคุณค่าขององค์กร สร้างพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งอนาคตในการเป็น AI UNIVERSITY กับการบริหารจัดการการลงทุนเพื่อนำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรม พัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์การนำไปใช้กับสังคมได้จริงและเห็นผล แก้ปัญหางานวิจัยบนกระดาษ ทำให้มหาวิทยาลัยมีค่าและมีคุณค่าสู่สังคมอย่างยั่งยืน

E : Environment มุ่งสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ของทุกคนเพื่อทุกคน University for all ปรับภูมิทัศน์กายภาพความสง่างามให้เป็น Universal Design รองรับการใช้พื้นที่สำหรับประชาคมทั้งภายในและภายนอก อาทิ สนามฟุตบอลใจกลางมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ออกกำลังกายและสันทนาการแก่ประชาชนได้ เป็นGreen University – Health and Well-being areas

S : Social Engagement เป็นการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคีพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม ในความหมาย มศว มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าสู่มาตรฐาน ESG โดยการบริการวิชาการสู่สังคมผ่านโครงการ 1 คณะ 1 ชุมชน เช่น อโศก โมเดล และ องครักษ์ โมเดล  เป็นต้น

“ในปีที่ 77 มศว จะยังคงเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและเข้มข้นในการผลิตวิชาชีพครูชั้นสูงทั้งด้านคุณภาพการศึกษาสู่สากลและสร้างคนที่มีความดีและความเก่งสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม สู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง “ที่เป็นศรีสง่าแก่มหานคร” ก้าวหน้าสู่ความเป็นเลิศในหลายด้านอย่างเท่าทันตามยุคสมัยอย่างไม่หยุดนิ่งและพัฒนาอย่างรุดหน้า มีผลเชิงประจักษ์สู่สังคมภายในและภายนอกอย่างแท้จริง” อธิการบดี มศว กล่าวทิ้งท้าย