มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619433

มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมิทธ์ ทอย กรรมการบริษัท บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  SFT นำชุดคอมพิวเตอร์ หลอดไฟ และอุปกรณ์การเรียนการสอนมอบให้แก่โรงเรียนสกัด 80 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่ทางโรงเรียน โดยมีนางบัวสวรรค์ งามงอน ผู้อำนวยการโรงเรียน สกัด 80 เป็นผู้รับมอบ

สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 ‘ไฟท์ฝุ่น’ เภสัชจุฬาฯ คว้าเหรียญทองระดับนวัตกรรมนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619451

สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 ‘ไฟท์ฝุ่น’ เภสัชจุฬาฯ  คว้าเหรียญทองระดับนวัตกรรมนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“PhytFoon” (ไฟท์ฝุ่น) ผลิตภัณฑ์สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 ผลงานวิจัยของอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ โดยบริษัท เฮิร์บ การ์เดียน จำกัด บริษัทสตาร์ทอัพภายใต้ CU Pharmacy Enterprise คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และ CU Innovation Hub คว้ารางวัลเหรียญทองการประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติ “IWIS 2021”International Warsaw Invention Show 2021 ด้วยความโดดเด่นของนวัตกรรมจากงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับว่าสามารถลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้จริง

สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 “PhytFoon”(ไฟท์ฝุ่น) ผลงานนวัตกรรมทางสุขภาพ พัฒนาโดย ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง, รศ.ภญ.ร.ท.หญิง ดร.ภัสราภา โตวิวัฒน์ และ อ.ภก.ดร.วันชัย จงเจริญ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่สารผสมในสเปรย์คิดค้นขึ้นสามารถดักจับฝุ่น PM2.5 ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศให้ตกลงสู่พื้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนวัตกรรมนี้ได้รับการต่อยอดจากภาคเอกชน โดยบริษัท เอส.ที.โพรเทค ใช้สิทธิในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 “PhytFoon” มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมา นับเป็นผลิตภัณฑ์แรกในประเทศไทยที่มีผลการวิจัยจากจุฬาฯ ยืนยันว่ามีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่น PM2.5 และสามารถลดฝุ่นได้ด้วยเทคโนโลยีที่คิดค้นพัฒนาโดยนักวิจัยไทย

ฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 เป็นพาหะของโรคต่างๆ และนำพาสิ่งที่เป็นอันตรายอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายสิ่งที่ติดมากับฝุ่นอาจเป็นโลหะหนักจากรถยนต์ มลพิษจากการขนส่งต่างๆซึ่งฝุ่นไม่ได้ทำลายแค่ระบบทางเดินหายใจ แต่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากทางตา ผิวหนัง และสามารถเข้าไปจนถึงถุงลมและเลือดได้ เมื่อทราบว่าฝุ่นเป็นสาเหตุของอันตรายต่างๆ จึงควรแก้ปัญหาที่ต้นทางโดยปกป้องตนเองจากฝุ่น

ผลิตภัณฑ์สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5“PhytFoon ไฟท์ฝุ่น” นอกจากจะช่วยลดฝุ่นแล้ว ยังช่วยในเรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในอากาศด้วย ปัจจุบันได้เพิ่มสเปรย์ 2 กลิ่นใหม่ คือ กลิ่นLavender และกลิ่น Blossom Bloom เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ชื่นชอบกลิ่นต่างๆ ได้เลือกใช้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น มีวางจำหน่ายที่โอสถศาลา จุฬาฯ และช่องทางออนไลน์ Lazada และ Shopee

ร่วมมือจัดการศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619436

ร่วมมือจัดการศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ นายเพิ่มสุขสัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองร่วมเป็นพยาน สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการจัดการศึกษาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีที่สอดคล้องกับแนวทางนโยบายการศึกษาของประเทศไทย

‘ตรีนุช’หารือทูตฝรั่งเศส ปูทางแลกเปลี่ยน นศ.อาชีวะฝึกประสบการณ์ระหว่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619454

‘ตรีนุช’หารือทูตฝรั่งเศส ปูทางแลกเปลี่ยน  นศ.อาชีวะฝึกประสบการณ์ระหว่างประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือ นายตีแยรี มาตู (H.E. Mr. Thierry Mathou)เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ว่า จากที่ตนได้ไปร่วมประชุม สมัยสามัญของยูเนสโกครั้งที่ 41 (41st Session of UNESCOGeneral Conference) ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็วๆ นี้ และได้เข้าไปเยี่ยมสถานศึกษาที่สอนด้านอาชีวศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านการบริการและการโรงแรมของประเทศฝรั่งเศส ตนมองว่าน่าจะสามารถต่อยอดให้กับนักศึกษาอาชีวะในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ได้มีโอกาสไปเรียนในหลักสูตรระยะสั้น หรือไปฝึกงานที่ประเทศฝรั่งเศสได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมอย่างมาก หากนักศึกษาอาชีวะได้ไปเรียนหรือฝึกงานในประเทศฝรั่งเศส ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้มีความเป็นมืออาชีพ  ไปเปิดโลก เปิดโอกาส และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆได้รู้ว่ามาตรฐานการบริการ การโรงแรมระดับโลกนั้นเป็นอย่างไร ตนจะเร่งสานต่อเพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นโดยเร็วโดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมหารือเพื่อให้เกิดโครงการความร่วมมือในเรื่องนี้โดยเร็ว

น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้หารือประเด็นนักศึกษาฝรั่งเศสเดินทางมาแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทย ซึ่งทุกปี ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่นักศึกษาฝรั่งเศสต้องการมาฝึกงาน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมาสอนภาษา ทางศธ. และเอกอัครราชทูตมองว่าโครงการนี้ควรจะมีการสานต่อและผลักดันให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสอยากได้ความมั่นใจ เรื่องความปลอดภัยในประเทศไทย และนักศึกษาของประเทศฝรั่งเศสสามารถเดินทางเข้ามาฝึกงานได้หรือไม่ ซึ่งตนได้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับเอกอัครราชทูตว่าประเทศไทยนั้นมีความปลอดภัยมีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และ ประชาชนไทยได้รับวัคซีนจำนวนมากแล้ว และขณะนี้มีการเปิดเรียนรูปแบบออนไซต์ได้กว่า 40% แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือต่างๆ จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

สอศ.เร่งเครื่อง ยกระดับอาชีวะเอกชน หวังผลิตและพัฒนาคนสู่ตลาดแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619461

สอศ.เร่งเครื่อง ยกระดับอาชีวะเอกชน  หวังผลิตและพัฒนาคนสู่ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้จัดประชุมสัมมนาทางวิชาการ ผู้บริหารและครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 46 ประจำปี พ.ศ.2564เรื่อง “เร่งเครื่องอาชีวศึกษาเอกชน สู่ทักษะแห่งอนาคต (Boost up the private vocational education to the future skills)” โดยมีความตั้งใจเพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ตลอดจนผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาตามนโยบายของภาครัฐ รวมถึงการติดตามและประเมินผลการจัดการอาชีวศึกษาเอกชน ในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งหาแนวทางเพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนให้ดียิ่งขึ้น โดยมีผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหารและครู ของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนจำนวน 500 คนเข้าร่วมประชุม

รมช.ศธ.กล่าวว่า การอาชีวศึกษาเอกชน ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ ที่ร่วมผลิต และพัฒนากำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้น ทั้งการบริหารจัดการ การเสริมสร้างศักยภาพครู และนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาจึงเป็นภารกิจที่สำคัญ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบัน การอาชีวศึกษาเอกชนจึงจำเป็นต้อง “เร่งเครื่อง” ในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน และสมรรถนะของผู้เรียนอันจะนำไปสู่เป้าหมาย “การศึกษาเพื่ออาชีพ”สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

“การประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นเวทีที่ได้ร่วมกันพัฒนาการอาชีวศึกษาเอกชน ตลอดจนอาชีวศึกษาชาติ สามารถขับเคลื่อนอาชีวศึกษาเอกชน ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป  โดยขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง ได้นำโค้ดดิ้ง(Coding) ไปใช้ในการเรียนการสอนซึ่งโค้ดดิ้ง คือ การสอนให้คนคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล เป็นระบบเชิงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน เพราะฉะนั้นจึงสามารถนำหลักการไปปรับใช้กับบริบทต่างๆ ได้ และสามารถนำไปใช้ในแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียนสาขาใดก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้”

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษากล่าวว่า สอศ. มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมการจัดการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพของการอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถของคนในชาติ ตลอดจนการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแรงงานของสถานประกอบการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาอาชีวศึกษาเอกชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และต้องร่วมมือร่วมใจในการพัฒนา แก้ปัญหาการจัดการศึกษาต่อไป

“การประชุมครั้งนี้นอกจากการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการอาชีวศึกษาเอกชน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและทิศทางในการพัฒนาประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนจากทั่วประเทศ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษา ในการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการอาชีวศึกษาเอกชน และเป็นการสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน โดย สอศ. จะร่วมขับเคลื่อนและไม่ทอดทิ้งสถานศึกษาเอกชน ทุกแห่ง” ดร.สุเทพฯ กล่าว

ม.เกษตรฯ ร่วมเอกชนเสริมความรู้นักศึกษา ด้านการคัดแยก และรีไซเคิลขยะพลาสติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619439

ม.เกษตรฯ ร่วมเอกชนเสริมความรู้นักศึกษา  ด้านการคัดแยก และรีไซเคิลขยะพลาสติก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ ไอวีแอล บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำ จัดโครงการอบรมและเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับ “พลาสติกและเศรษฐกิจหมุนเวียน” ให้กับนิสิตและนักศึกษารวมกว่า 700 คนเพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาขยะ รวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับขยะพลาสติก การคัดแยกขยะ และการรีไซเคิล พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ โดยจัดทำคู่มือการคัดแยกขยะชุมชน และการจัดการขยะพลาสติกเผยแพร่ทางออนไลน์สำหรับผู้สนใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องของสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นประเด็นหลักที่เยาวชนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญ เพราะในอนาคตบริษัทชั้นนำต่างพิจารณาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ซึ่งเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะช่วยทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น

นายยาช โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า ในฐานะผู้รีไซเคิลขวด PETรายใหญ่ที่สุดของโลก เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะจึงสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรและสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการรีไซเคิล PET ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ทั้งในรูปของเส้นด้าย เส้นใย และเม็ดพลาสติก PET รีไซเคิลคุณภาพสูงที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

นอกจากนี้ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไอวีแอล ยังได้ร่วมกันจัดทำคู่มือการคัดแยกขยะชุมชนและการจัดการขยะพลาสติก ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับการคัดแยกขยะที่ถูกต้องและเหมาะสม การรีไซเคิลพลาสติก และเศรษฐกิจหมุนเวียน  ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ bit.ly/IVLRecyclingHandbook

รบ.กำหนดจัดกิจกรรมแบบชีวิตวิถีใหม่ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619469

รบ.กำหนดจัดกิจกรรมแบบชีวิตวิถีใหม่ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.50 น.

รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมแบบชีวิตวิถีใหม่ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2564

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 5 ธันวาคม 2564 เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ในการนี้ รัฐบาลและทุกภาคส่วน จึงได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสดังกล่าว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ทั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมแบบชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานได้เฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ และต้องดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีกิจกรรมประกอบด้วย

1.การจัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ในวันที่ 5 ธันวาคม 2564 สำหรับภาครัฐ ส่วนกลาง จัดพิธีฯ ณ ท้องสนามหลวง เวลา 07.30 น.โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 89 รูป มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมภริยา ส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดพิจารณาจัดพิธีฯ ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลพิจารณาจัดพิธีฯ ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม สำหรับภาคเอกชนและภาคประชาชน สามารถพิจารณาทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ที่วัดใกล้สถานที่ทำงานหรือบ้านพัก

2.การจัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้และพิธีถวายบังคม ในวันที่ 5 ธันวาคม 2564 เฉพาะภาครัฐ ส่วนกลาง จัดพิธีฯ ณ ท้องสนามหลวง เวลา 08.30 น.ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีทำบุญตักบาตร โดยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มในนามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และภริยานายกรัฐมนตรีวางพานพุ่มในนามคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดพิจารณาจัดพิธีฯ ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาจัดพิธีฯ ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

3.การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ ทุกภาคส่วนสามารถพิจารณาจัดตามอาคารสถานที่ของหน่วยงานและบ้านเรือน หรือสถานที่ที่เห็นสมควร ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2564

4.การจัดกิจกรรมจิตอาสา “รู้รักสามัคคี รักษ์สิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิต” เพื่อถวายพระราชกุศลในวันชาติ วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2564 และเนื่องในวันรู้รักสามัคคี 4 ธันวาคม 2564 ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนพิจารณาจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เช่น การปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เหมาะสมและสามารถบำรุงรักษาได้ต่อเนื่อง การปรับปรุงภูมิทัศน์สถานที่ทำงาน ศาสนสถานหรือสถานที่สาธารณะหรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลอื่นๆ โดยควรต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบแล้ว และปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขของแต่ละจังหวัดอย่างเคร่งครัด

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดทำคำกล่าวน้อมรำลึกในพระมหา-กรุณาธิคุณ พร้อมนำเสนอภาพพระราชกรณียกิจ เพื่อเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของหน่วยงานและสื่อออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1 – 15 ธันวาคม 2564 รวมทั้งคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำสารคดีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เผยแพร่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ทุกสถานี เว็บไซต์และสื่อต่างๆ ของหน่วยงานในช่วงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพฯ 5 ธันวาคม 2564

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปเพิ่มเติมว่า สำนักนายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ ร่วมพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร จัดพิธีวางพานพุ่ม และจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ให้สอดคล้องกับมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และขอเชิญชมสารคดีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพฯ 5 ธันวาคม 2564 วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ

‘มท.1’นำคณะผู้บริหาร-ขรก.วางพวงมาลา เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619379

'มท.1'นำคณะผู้บริหาร-ขรก.วางพวงมาลา เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.00 น.

“มท.1″นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ บุคลากร และภาคีเครือข่าย วางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ที่บริเวณพิธีหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ถ.อัษฎางค์ กทม.ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประจำปี 2564 หรือที่ประชาชนและสังคมไทยรู้จักกันในชื่อ “วันดำรงราชานุภาพ” ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบกำหนดเป็นวันสำคัญของประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นมา โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย สมาชิกราชสกุลดิศกุล ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คณะกรรมการและสมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ประชาชน และภาคีเครือข่าย ร่วมวางพวงมาลา

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2405 ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ว่า “พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร” ทรงเป็นองค์ต้นราชสกุลดิศกุล โดยในด้านการรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ทรงดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการทหารบก อธิบดีกรมศึกษาธิการ “องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย” เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร นายกราชบัณฑิตยสภา องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นอภิรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และด้วยพระเกียรติคุณเมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการนานัปการอย่างอเนกอนันต์ นับถึง 3 รัชกาล หาผู้อื่นเสมอเหมือนได้โดยยาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลื่อน กรมพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นสมเด็จเจ้าพระยา มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร สยามวิชิตินทรวโรปการ มโหฬารรัฐประศาสน์ ปิยมหาราชวรานุศิษฎ์ ไพศาลราชกฤตยการี โบราณคดีปวัติศาสตรโกศล คัมภีรนิพนธนิรุกติปฏิภาณ ราชบัณฑิตวิธานนิติธรรมสมรรถ ศึกษาภิวัฒน์ปิยวาที ขันติสัตยตรีสุจริตธาดา วิมลรัตนปัญญาอาชวาศรัย พุทธาทิไตรสรณาทร พิเศษคุณาภรณ์ธรรมิกนาถบพิตร”

โดยพระองค์ทรงเริ่มประชวรด้วยโรคพระหทัย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2484 จึงเสด็จกลับมาจากเกาะปีนังบริติชมลายู (เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในปัจจุบัน) เพื่อรักษาพระอาการประชวรในประเทศไทย โดยพระอาการทรงและทรุดเรื่อยมา กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2486 ที่วังวรดิศ ถนนหลานหลวง จังหวัดพระนคร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร สิริรวมพระชันษา 81 ปี

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวสดุดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีใจความตอนหนึ่งว่า “ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่กระทรวงมหาดไทยและทำนุบำรุงแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ ทรงเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิรูป การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ทรงวางรากฐานการปกครองแบบเทศาภิบาล และสุขาภิบาล อันเป็นรากเหง้าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร และทรงกำหนดความหมายของงานมหาดไทยให้ชัดเจนว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า “กรมดำรงฯ มอบดวงใจให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทย คือ ผู้ดูแลประเทศชาติ ชาวไทย ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข” และทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างสูง ดั่งปรากฏพระนามว่า ทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษแก่มหาชนในทุกสมัยจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ และในปี พ.ศ. 2505 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UNESCO จึงถวายการสดุดีให้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” พระองค์แรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นเวลาถึง 129 ปี ที่คนมหาดไทยได้ตระหนักในภาระหน้าที่และได้ร่วมปฏิบัติงานอำนวยประโยชน์สุขให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด และเต็มกำลังความสามารถ เพื่อนำบ้านเมืองไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขดั่งปณิธาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ตามเจตนารมณ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตราบจนปัจจุบัน”

จากนั้นในเวลา 08.00 น.ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นำคณะผู้บริหารระดับสูง และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประกอบพิธีสงฆ์ ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนผู้มีพระคุณ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ของกระทรวงมหาดไทยที่ล่วงลับไปแล้ว

และในเวลา 09.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณ โครงการนายอำเภอแหวนเพชร และโครงการปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2564 ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติ “นายอำเภอ” และ “ปลัดอำเภอ” ที่ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกพื้นที่ของประเทศ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพิจารณาคัดเลือกนายอำเภอ และปลัดอำเภอ ผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เข้ารับการประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา นายบรรพต จันทรวงษ์ นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร นายวิวัฒน์ จันทร์โอภาส นายอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ นายอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

2.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชมเชย) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายสกุลไชย จูมทอง นายอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ นายนพพร หนูเพชร นายอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา นายเอกชัย สุนทร นายอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง นายศิวัช ฟูบินทร์ นายอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ และนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

3.ปลัดอำเภอแหวนทองคำ (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายวรเทพ ก๋องบุญ ปลัดอําเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร นายประพันธ์ศักดิ์ บุตรรัตน์ ปลัดอําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายรภัทร กิจกาญจน์ ปลัดอําเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี นางวิลาวัณฑ์ จริตงาม ปลัดอําเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และนายอุสมาน ซาและ ปลัดอําเภอรามัน จังหวัดยะลา

และรางวัลปลัดอำเภอดีเด่น (รางวัลชมเชย) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายณัฐวุฒิ แก้วบัวระภา ปลัดอําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายจวน จันเครื่อง ปลัดอําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน นายมณฑล วรพิบูลสกุล ปลัดอําเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย นายอำนาจ ชาญกล้า ปลัดอําเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี และนายนิวัฒน์ นิธิคุณากร ปลัดอําเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส – 006

เชิญชวนปชช.ร่วมลงนามถวายพระพร วันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619371

เชิญชวนปชช.ร่วมลงนามถวายพระพร วันคล้ายวันประสูติ'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.09 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร วันคล้ายวันประสูติ”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” 7 ธ.ค.2564

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 7 ธันวาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 6 – 8 ธันวาคม 2564

หวั่น‘ทะเลไทย’ไม่เหลืออะไรให้ลูกหลาน วอน‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’เลิกขาย‘สัตว์น้ำวัยอ่อน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619194

หวั่น‘ทะเลไทย’ไม่เหลืออะไรให้ลูกหลาน วอน‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’เลิกขาย‘สัตว์น้ำวัยอ่อน’

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.20 น.

“ซูเปอร์มาร์เก็ต : เลิกขายสัตว์น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย เพราะอาหารทะเลกำลังจะ #หมดแล้วจริงๆ” เป็นหัวข้อรณรงค์บนเว็บไซต์ Change.org ซึ่ง ณ วันที่
29 พ.ย. 2564 มียอดผู้ร่วมสนับสนุนอยู่ที่กว่า 13,000 รายแล้ว โดยเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.2564 ธันวา เทศแย้มและ กิตติเดช เทศแย้ม เยาวชนตัวแทนสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย ต.เขาแดง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะผู้จุดประเด็นรณรงค์ดังกล่าว ได้เดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่8 เจ้าในประเทศไทย

ธันวา เล่าว่า ปัจจุบันคนไทยหันมากินตัวอ่อนของสัตว์น้ำ ซึ่งตัวเล็กไม่ได้ขนาด อย่างหมึกกระตอย ปลาข้าวสาร ปลาสายไหม จาระเม็ดเด็ก หรือปูไข่ ที่มีวางขายกันทั่วไป และผู้บริโภคก็ต่างพากันซื้อโดยไม่รู้ว่ากำลังทุบตู้กับข้าวและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ และกำลังตัดวงจรการขยายพันธุ์ ทำให้อาหารในทะเลไทยหายไปเรื่อยๆ

“ผมเป็นชาวประมงมาเกือบสิบปีแล้ว อาชีพนี้ส่งจากรุ่นสู่รุ่น แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ต้องกลัวอด แต่หลายปีมานี้ทำให้กังวลว่าจะต้องเปลี่ยนอาชีพ อาหารในทะเลไทยหายไปเรื่อยๆ จับอะไรก็ไม่ค่อยได้หมึกกับปลาทูที่เคยราคาถูก คนไม่รวยก็ซื้อกินได้ ตอนนี้ราคาแพงหมดแล้ว เพราะต้องส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้บริโภคก็หาอาหารทะเลดีๆ กินยากขึ้น เพราะกำลังจะหมดทะเลแล้วจริงๆ” ธันวา ระบุ

ด้าน กิตติเดช กล่าวเสริมว่า การเรียกร้องครั้งนี้เราเน้นไปยังกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะเมื่อเราเดินเข้าไปในซูเปอร์จะพบว่า มีการขายสัตว์น้ำวัยอ่อนอย่างกว้างขวาง และการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ นับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดสด หรือร้านขายของฝาก ถ้าซูเปอร์ฯ ฟังเสียงพวกเราในครั้งนี้ ร้านเล็กๆ ก็จะมีแรงจูงใจหันมาทยอยทำตาม

“เมื่อไม่มีคนรับซื้อสัตว์น้ำวัยอ่อน ไม่มีคนนิยมกินก็ไม่มีคนจับมาขาย สัตว์น้ำทะเลจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณ คนไทยก็จะมีอาหารทะเลดีๆ กินในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวอดในอนาคต เพราะสัตว์น้ำจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เราสามารถหาซื้อได้ในราคาถูกลง ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน” กิตติเดช กล่าว

ขณะที่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เปิดเผยว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งมีโอกาสพูดคุยกันไปบ้างแล้ว รับทราบว่าเข้าใจและได้มีการวางแผนจัดการในเรื่องนี้อยู่ ส่วนอีกบางแห่งมีโอกาสได้พบผู้บริหารหรือตัวแทน มีการปรึกษากันในเบื้องต้นและได้รับสัญญาณที่ดี และบางแห่งยังไม่มีโอกาสได้เจอตัวแทนที่จะได้นั่งหารือกัน ทำได้เพียงฝากเอกสารไว้เพื่อรอให้ทางฝ่ายบริหารซูเปอร์มาร์เก็ตได้พิจารณาต่อไป

“หวังว่าแต่ละซูเปอร์มาร์เก็ตจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในการดูแลทะเลไทยจริงๆ” วิโชคศักดิ์ กล่าว