ประเมิน‘สื่อสาร’ยุคโควิด โรคระบาดพ่วงข้อมูลไหลล้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619191

ประเมิน‘สื่อสาร’ยุคโควิด  โรคระบาดพ่วงข้อมูลไหลล้น

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.

ใกล้จะครบ 2 ปีแล้วกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” หากนับจากช่วงส่งท้ายปีเก่า 2562-ต้อนรับปีใหม่ 2563 ที่พบการระบาดในเมือง
อู่ฮั่น ประเทศจีน ก่อนจะลามไปทั่วโลก มาจนถึงปัจจุบันที่แต่ละประเทศเร่งการฉีดวัคซีนซึ่งแม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้มากนัก แต่ก็ช่วยลดอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตหากติดเชื้อลงได้ ดังจะเห็นจากรายงานข่าวระยะหลังๆ ที่หลายประเทศแม้จะกลับมาพบผู้ติดเชื้อสูงขึ้นแต่ผู้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลและเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีน หรือฉีดแต่ยังไม่ครบปริมาณตามที่วัคซีนแต่ละชนิดกำหนด

ในสถานการณ์โรคระบาดที่กินเวลายาวนานนี้ “ข้อมูลข่าวสาร” เป็นอีกประเด็นสำคัญว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำให้สังคมนั้นเกิดความตื่นตระหนกหรือจะสร้างความเข้าใจ ดังที่เมื่อช่วงกลางเดือนพ.ย. 2564 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “การนำเสนอข่าวของสื่่อในช่วงโควิด-19” โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการนโยบาย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส พาย้อนกลับไปไล่เลียงความเคลื่อนไหวของสื่อมวลชนไทย ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่ยังพบโรคระบาดเฉพาะในประเทศจีน ก็ยังมองว่าเป็นเพียงข่าวต่างประเทศชิ้นหนึ่งเท่านั้น

แต่แล้วในเดือนม.ค. 2563 ที่ไล่ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนซึ่งไทยพบผู้ติดเชื้อรายแรกโดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตามด้วยพบผู้ติดเชื้อชาวไทยรายแรกในประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ออกประกาศเตือนไม่ควรเดินทางยังไปพื้นที่เสี่ยง กระทั่งวันที่ 30 ม.ค. 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ สื่อไทยจึงตื่นตัวและรายงานข่าวกันอย่างจริงจัง

“ถ้าย้อนกลับไปในช่วงความทรงจำในการรายงานข่าวโรคระบาดในประเทศไทย ตั้งแต่โรคซาร์ส (SARS) โรคไข้หวัดนก ข่าวโรคระบาดมันมีลักษณะพิเศษคือมันก่อให้เกิดความตื่นตระหนก เกิดความหวาดกลัว แล้วมันเกิดภาวะอันหนึ่งที่เราเรียกในทางวิชาการว่า Information Overflow แปลว่าข้อมูลไหลล้น ข้อมูลมากแต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลชิ้นไหน มันเยอะเหลือเกิน ทั้งหมดนี้เรียกร้องคุณภาพการสื่อสารของสื่อมวลชนมาก” จักร์กฤษ กล่าว

จักร์กฤษ ให้ความเห็นถึงบทบาทการทำหน้าที่ของสื่อในสถานการณ์แบบนี้ไว้ว่า 1.นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน อีกทั้งต้องมีความต่อเนื่อง 2.มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนเชื่อถือได้ ไม่ใช่ไปนำข้อมูลอะไรก็ได้ที่ปรากฏในพื้นที่ออนไลน์มานำเสนอ นำเสนอช้าไปบ้างแต่ถูกต้องดีกว่าเน้นความเร็วแต่ผิดพลาด เพราะต้องไม่ลืมว่าโรคระบาดเป็นเรื่องความเป็นความตาย จึงต้องสร้างความมั่นใจกับผู้รับสาร และ 3.นอกจากรายงานสถานการณ์แล้วยังต้องเสนอแนะทางออกด้วย เช่น มาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับสารได้ข้อมูลเพียงพอตัดสินใจ

มุมมองจากนักวิชาการ มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจาก 3 ฝ่ายคือ 1.รัฐ พบว่าสอบไม่ผ่านด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต เช่น วันหนึ่งพูดอย่างหนึ่งแต่อีกวันก็พูดอีกอย่าง ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน 2.สื่อมวลชน ซึ่งเผชิญปัญหาเศรษฐกิจมาก่อนหน้านี้แล้วในช่วง 5-10 ปีล่าสุด บางสำนักต้องปิดตัวลง บางสำนักต้องเลิกจ้างพนักงานไปพอสมควรและพนักงานที่ยังเหลืออยู่ก็มีภาระงานที่เพิ่มขึ้น

เมื่อประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชอบติดตามข่าวประเภท “ดราม่า (Drama)” หรือข่าวที่เน้นอารมณ์สะเทือนใจ หรือข่าวเกี่ยวกับเรื่องขัดแย้งระหว่างบุคคล เนื่องจากจำนวนผู้ติดตามสื่อ (เรตติ้ง-Rating ในสื่อดั้งเดิม, ยอดไลค์-Like หรือยอดวิว-View ในสื่อออนไลน์) มีผลต่อการที่สินค้าและบริการต่างๆ จะตัดสินใจ
ลงโฆษณา อันเป็นรายได้สำคัญขององค์กรสื่อ ทำให้สื่อเลือกที่จะนำเสนอข่าวแนวนี้มากกว่าข่าวเจาะหรือข่าวสืบสวน-สอบสวน เพราะข่าวประเภทหลังนี้สำนักข่าวต้องลงทุนทั้งงบประมาณ กำลังคนและทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น

นอกจากนั้น “การเมือง” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ข่าวสารในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งการเมืองระหว่างประเทศว่าด้วยมหาอำนาจค่ายต่างๆ และการเมืองภายในประเทศ ที่ไม่เพียงเกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยแต่พบได้ทั่วโลก ดังตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา เมื่อการฉีดวัคซีนโควิด-19 และการควบคุมโรคระบาด
ถูกใช้เป็นประเด็นต่อสู้ทางการเมืองในช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็นต้น ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองนั้นนำไปสู่การมีชุดข้อมูลที่หลากหลายออกมา

หากสื่อใดมีความเป็นกลางก็จะนำเสนอชุดข้อมูลที่หลากหลายนั้นแล้วให้ประชาชนได้หยิบยกไปวิเคราะห์และตัดสินใจเองว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าสื่อจำนวนไม่น้อยที่เลือกข้าง-เลือกฝ่าย ซึ่งหมายถึงการเลือกชุดข้อมูลที่จะนำเสนอ และหากนำเสนอแบบธรรมดาไม่ใส่ความคิดเห็นก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่หากนำเสนอแบบใส่ความคิดเห็นไม่ว่าผ่านการพาดหัวข่าวหรือการแปล ก็จะทำให้ประชาชนสับสน ทั้งนี้ในสถานการณ์โควิด-19 ผู้คนต้องการข้อมูลข่าวสารมากกว่าปกติโดยเฉพาะด้านสุขภาพ เนื่องจากความรู้สึกตื่นกลัว

“วัฒนธรรมองค์กรของสื่อเป็นอย่างไร? โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตทั้งโควิด เจอทั้งวิกฤตทางการเมืองที่มีสถานการณ์แบ่งฝ่ายเลือกข้างอย่างชัดเจน สื่อบางสื่อเจ้าของสื่อก็เลือกที่จะสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งนำผลให้เกิดนโยบายข่าวทั้งทางตรงและทางอ้อมในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ลูกศิษย์ผมหลายคนที่อยู่ในสื่อบอกเลยว่า อาจารย์!..เรื่องนี้ข้อมูลเป็นแบบนี้แต่นำเสนอไม่ได้เพราะว่าเจ้าของอยากให้นำเสนอแบบนี้ เรื่องนี้ไม่ต้องเล่น เรื่องนี้มันจะกระทบโน่นนี่นั่น
ไม่ให้เล่น ถามว่าประชาชนจะรู้ไหม? ไม่รู้!” อาจารย์มานะระบุ

อาจารย์มานะ ยังกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้น ด้วยความที่ยุคปัจจุบันไม่มีใครสามารถควบคุมสื่อได้ ดังนั้นข้อมูลที่สื่อหลักไม่นำเสนอก็ยังมีโอกาสที่ข้อมูลนั้นจะไปปรากฏบนพื้นที่ออนไลน์ แต่บนโลกออนไลน์นั้นก็มีข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าเรื่องใดเป็นข้อเท็จจริง เรื่องใดเป็นข่าวปลอมหรือข่าวที่ข้อมูลผิดพลาด (Fake News หรือ Disinformation) และสุดท้าย 3.ประชาชน ในฐานะผู้บริโภค พบว่ามักจะเลือกเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับความเชื่อของตนเอง ส่วนข้อมูลอีกด้านแม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่เมื่อไม่ตรงกับความเชื่อของตนเองก็ไม่เปิดรับ

ขณะที่ นิรันดร์ เยาวภาร์ สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ ยกตัวอย่าง “คำที่สื่อ (ไทย) ใช้กันผิดๆในสถานการณ์โควิด-19” เช่น คำว่า “ล็อกดาวน์” ความหมายที่แท้จริงคือการห้ามเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งพบสื่อใช้คำนี้ในข่าวที่รัฐบาลเพียงขอความร่วมมือประชาชนงดเดินทางข้ามพื้นที่ (อาทิ การเดินทางข้ามจังหวัด) เท่านั้น หรือคำว่า “เคอร์ฟิว” ความหมายที่แท้จริงคือการห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลาหนึ่ง (อาทิ 21.00-04.00 น.) แต่ก็มีสื่อใช้ในข่าวที่รัฐบาลเพียงขอความร่วมมืองดออกนอกเคหสถานในช่วงเวลาดังกล่าว

โดยทั้ง 2 คำ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลออกประกาศห้ามกระทำอย่างเป็นทางการ (ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย) เท่านั้น ไม่ใช่ยังอยู่ในขั้นเพียงขอความร่วมมือให้งดกระทำ (ซึ่งยังไม่มีโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม) รวมถึงคำว่า “วีไอพี” คำนี้หมายถึงบุคคลที่มีตำแหน่งระดับสูงแต่ก็มีสื่อใช้เรียกทหารอียิปต์ที่มาเปลี่ยนเครื่องบินในไทยแล้วออกไปนอกพื้นที่สนามบินจากนั้นก็พบว่าทหารนายนี้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่ทหารนายดังกล่าวเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น

นิรันดร์ ยกตัวอย่างต่อไปถึงประเด็น “ความรับรู้(Perception) ที่มีผลต่อการนำเสนอข่าวผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริง” เช่น กรณีมีคนไทยเดินหลงข้ามชายแดนเข้าไปยังฝั่ง สปป.ลาว แล้วถูกเจ้าหน้าที่ทางการลาวจับกุมนายอำเภอของไทยในพื้นที่ชายแดนนั้น เขียนบันทึกไว้เพียงว่า “ชาวบ้านเข้าไปจะได้ฉีดวัคซีน” แต่มีสื่อไปเห็นเข้าแล้วก็นำมารายงานข่าวแบบ “ขยายความ” โดยรายงานว่า “จะได้ฉีดวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA)” เพราะมีความรับรู้กันไปแล้วว่ารัฐบาลไทยจัดหาวัคซีนได้แย่กว่าประเทศเพื่อนบ้าน

“ในข้อเท็จจริงลาวเขามีวัคซีนหลายชนิด ทั้งซิโนฟาร์ม แอสตราเซเนกา สปุตนิก วี จอห์นสัน แอนด์จอห์นสัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัคซีนที่ได้มาจากการบริจาคจากประเทศมหาอำนาจและโครงการโคแวกซ์ แต่เราอาจจะเห็นข่าวลาวได้รับบริจาควัคซีนจากสหรัฐฯ เป็นวัคซีนไฟเซอร์ แสนกว่าโดส ขนส่งผ่านไทย ก็เป็นข่าวฮือฮา ก็อาจจะคิดว่า มีภาพจำว่าวัคซีนที่คนลาวฉีดส่วนใหญ่คือไฟเซอร์ แต่อันนี้ก็เป็นข้อผิดพลาด”นิรันดร์ ระบุ

ปิดท้ายด้วย พีรพล อนุตรโสตถิ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์สำนักข่าวไทย อสมท ตั้งข้อสังเกตว่า ด้านหนึ่งสื่อเองก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลซึ่งนั่นหมายถึงข้อจำกัดในการนำเสนอข้อมูลด้วย เช่น ในช่วงแรกๆ ของการระบาด บรรดาผู้เชี่ยวชาญไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะเห็นว่าในเวลานั้นข้อมูลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือสถิติตัวเลข อาทิ ข้อมูลของผู้เสียชีวิตที่ระบุทั้งอาชีพ อายุ โรคประจำตัวจังหวัด ที่ไม่ได้นำเสนออย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง ในช่วงรอยต่อระหว่างหลังการระบาดระลอกแรกกับก่อนการระบาดระลอกสอง (เดือนก.ค.-ธ.ค. 2563) ที่การระบาดในประเทศเบาบางลงมาก เหลือเพียงผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อประกอบกับภาวะที่สื่อต้องดิ้นบวกกับประชาชนเองก็ไม่ค่อยสนใจข่าวโควิดแล้ว ทำให้สื่อต้องหันไปนำเสนอข่าวเรื่องอื่นๆ ส่วนการรายงานข่าวโควิดก็มีเพียงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายวันที่ก็ไม่มีหรือแทบไม่มี แต่เรื่องนี้ก็น่าคิดว่าหากสื่อยังคงกระตุ้นต่อไปโดยพยายามมองหาจุดที่สุ่มเสี่ยงจะช่วยให้ไม่เกิดการระบาดระลอก 2 ได้หรือไม่?

“มันอาจจะทำให้เรามองไม่เห็นว่ามันมีช่องโหว่เช่น ชายแดน กว่าจะไปเจอว่ามีต่างด้าวเข้ามามากมายแล้วพาเชื้อเข้ามาได้ มีรูรั่วอยู่ตามชายแดน มันก็เจอที่สมุทรสาครไปแล้ว และหลังจากนั้นมันก็แทบจะควบคุมยากไปแล้ว” พีรพล กล่าว

ล่าสุดดูเหมือนทั้งโลกจะกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อมีการตรวจพบไวรัสโควิด-19 รหัส B.1.1.529“โอไมครอน (Omicron)” ในทวีปแอฟริกา ทำให้หลายชาติรวมถึงไทยตัดสินใจระงับการเดินทางจากหลายประเทศในทวีปดังกล่าว ซึ่ง “หมอยง” ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว “Yong Poovorawan” เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2564 ตอนหนึ่งได้ฝากข้อคิดเรื่องการสื่อสารไว้ดังนี้..

“การสื่อสารทางด้านสังคม ขณะนี้มีการตื่นตัวกันอย่างมาก ดังนั้นข้อมูลที่ให้กับประชาชนทั่วไป จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส ใช้ความจริง เหตุผลทางวิทยาศาสตร์มากกว่าความรู้สึก ในการแพร่กระจายข่าวออกไป ในบางครั้งมีผลกระทบทางจิตใจค่อนข้างมากโดยเฉพาะข่าวที่ไม่เป็นความจริง และการ bully (เหยียด-รังแก) ในสังคม ไม่ได้ช่วยอะไรเลยต่อภาพรวม”

น้อมรำลึก’ในหลวง ร. 9’เปิดนิทรรศการ ‘เทิดไท้องค์อัครศิลปิน’ โชว์ผลงานศิลปะ 241 ชิ้นจาก 209 ศิลปินดัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619302

น้อมรำลึก'ในหลวง ร. 9'เปิดนิทรรศการ 'เทิดไท้องค์อัครศิลปิน' โชว์ผลงานศิลปะ 241 ชิ้นจาก 209 ศิลปินดัง

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 21.01 น.

ร่วมน้อมรำลึก “ในหลวง ร.9“ เปิดนิทรรศการ “เทิดไท้องค์อัครศิลปิน” โชว์ผลงานศิลปะ 241 ชิ้นจาก 209 ศิลปินดัง “เอนก” เผยตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ทรงทำเพื่อประเทศและประชาชนมาโดยตลอด

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564  ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานเปิดนิทรรศการ “เทิดไท้องค์อัครศิลปิน” ที่แปซิฟิค คลับ ชั้น 28 อาคาร ทูแปซิฟิคเพลส ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีศิลปินนำภาพศิลปะ ที่มีทั้งภาพวาด ภาพเขียน รูปปั้นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนารถบพิตร มาร่วมจัดแสดง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีศิลปินชื่อดังมาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ช่วง มูลพินิจ นายอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ รศ. ธีรวัฒน์ งามเชื้อชิต ผศ.ศุภวัฒน์ อภิวัฒนภิโกวิท นายนกดล โชตะสิร นายศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี  ผศ.ไพโรจน์ วังบอน  นายศักชัย อุทธิโท นายจิตต์สิงห์ สมบุญ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีศิลปินต่างชาติชาวเบลเยี่ยม นายจอร์จ คอลิน ร่วมแสดงผลงานด้วย  นอกจากนี้ ยังมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฎิรูปประเทศ รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว.มาร่วมงานด้วย

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวเปิดนิทรรศการตอนหนึ่งว่า  นิทรรศการนี้มิใช่นิทรรศการศิลปะธรรมดา หากแต่เป็นนิทรรศการที่แสดงออกถึงความรัก ความเคารพ ความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร องค์พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของคนไทย โดยปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีศิลปินกว่า 209 คน นำผลงานมาร่วมจัดแสดงกว่า 241 ชิ้นงาน ผลงานศิลปะในนิทรรศการนี้จะแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถหลายด้าน ทรงงานหนักเพื่อความสุข ความอยู่ดีกินดีของเหล่าพสกนิกร พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ในวันที่ประเทศยังไม่พัฒนา คนยากจน แต่ทุกวันนี้เราได้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน คนรู้จักทั่วโลก เป็นเพราะตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์มากว่า 70 ปี พระองค์ทรงทำเพื่อประเทศและประชาชนมาโดยตลอด

รมว.อว. กล่าวต่อว่า กว่า 5 ปีที่เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่ความทรงจำของเราที่มีต่อพระองค์ท่านยังไม่เลือนลางหายไป พวกเรายังรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอยู่เสมอ ทรงสถิตย์อยู่กับเราทั้งด้านสติปัญญาและความเป็นศิลปิน ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน ครบถ้วนทุกมิติ เป็นทั้งนักพัฒนา นักปกครอง และยังเป็นศิลปิน ทรงเป็นจิตรกรชั้นเยี่ยม ช่างภาพฝีพระหัตถ์สูง คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ และนักประพันธ์ผู้ยิ่งยง 

“คนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว ไม่เหมือนที่รู้สึกกับนักการเมือง นักการทหาร กษัตริย์ไทยใกล้ชิดประชาชน ไม่เหมือนกษัตริย์อื่นๆในโลก พระเจ้าอยู่หัวของไทยสืบทอดความคิดแบบโบราณราชประเพณี พระองค์ภูมิใจที่ประชาชนของท่านมีหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายภาษา หลากหลายศาสนา และหลากหลายวัฒนธรรม จึงทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทุกชาติทุกภาษาที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี้” ดร.เอนก กล่าวและว่า สำหรับนิทรรศการ ” เทิดไท้องค์อัครศิลปิน ” จะจัดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่แปซิฟิค คลับ ชั้น 28 อาคาร ทูแปซิฟิคเพลส ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ม.รังสิต จับมือ ทต.หลักหก และชุมชน เดินหน้าพลิกโฉมหลักหก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619294

ม.รังสิต จับมือ ทต.หลักหก และชุมชน เดินหน้าพลิกโฉมหลักหก

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.14 น.

อธิการบดี ม.รังสิต ให้การต้อนรับนายกเทศมนตรีหลักหก พร้อมหารือโครงการฯ ปักหมุดพัฒนาชุมชมร่วมกัน

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ที่ห้องประชุม 1-801 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ นายสมศักดิ์ งามแท้ นายกเทศมนตรีตำบลหลักหก พร้อมคณะทำงาน ในโอกาสเข้าหารือแนวทางการพัฒนา เสริมสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม และวัฒนธรรมระหว่างชุมชุนหลักหก และมหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมกันพัฒนาโครงการ ”พลิกโฉมหลักหก” เพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติ สร้างความเจริญท้องถิ่น การศึกษา อาชีพ สุขอนามัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชน

เช็คหลักเกณฑ์เลย!สหกรณ์ออมทรัพย์ศธ.ช่วยโควิด พักหนี้ครู 6 เดือน ม.ค.-มิ.ย.65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619229

เช็คหลักเกณฑ์เลย!สหกรณ์ออมทรัพย์ศธ.ช่วยโควิด พักหนี้ครู 6 เดือน ม.ค.-มิ.ย.65

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.49 น.

เช็คหลักเกณฑ์เลย!สหกรณ์ออมทรัพย์ศธ.ช่วยโควิด พักหนี้ครู 6 เดือน ม.ค.-มิ.ย.65

30 พฤศจิกายน 2564 สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จำกัด ออกประกาศให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยต่ออีก 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2565 ซึ่งหลักเกณฑ์การขอผ่อนผัน คือ งดส่งค่าหุ้นรายเดือน พักชำระหนี้เงินต้นที่ทำไว้กับสหกรณ์สัญญาหนึ่งหรือหลายสัญญา สมาชิกที่ขอพักชำระหนี้ ยังต้องส่งดอกทุกเดือนตามปกติ

นอกจากนี้ เปลี่ยนแปลงเวลาการให้บริการ และเวลาทำการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป ดังนี้

1. การโอนเงินฝาก/ชำระหนี้ผ่านธนาคาร จากเวลา 14.30 น. เป็นเวลา 15.00 น.

2. สหกรณ์ปิดรับ-จ่ายเงิน จากเวลา 15.00 น. เป็นเวลา 15.30 น.

3. สหกรณ์ปิดทำการ จากเวลา 16.00 น. เป็นเวลา 16.30 น.

อาลัย’นพ.จเด็ด ดียิ่ง’ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว บริจาคร่างกายทำบุญใหญ่ครั้งสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619216

อาลัย'นพ.จเด็ด ดียิ่ง'ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว บริจาคร่างกายทำบุญใหญ่ครั้งสุดท้าย

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.07 น.

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เพจเฟซบุ๊กโรงพยาบาลชุมพลบุรี โพสต์ข้อความอาลัย นพ.จเด็ด ดียิ่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพลบุรี โดยมีข้อความ ระบุว่า อาลัยยิ่งท่านผู้อำนวยการ รพ.ชุมพลบุรี นพ.จเด็ด ดียิ่ง ได้จากพวกเราไปด้วยหัวใจล้มเหลว เมื่อคืนนี้ท่านบริจาคร่างกายให้ รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น

มีพิธีรดน้ำศพ ที่วัดกลางชุมพลบุรี วันที่ 30 พ.ย.64 เวลา 09.00 น. ต่อมา ชาวโซเชียลต่างเข้าไปร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก 

บอร์ด สกสค.ชะลอประเมิน’เลขาฯธนพร’ สั่งตรวจสอบเกณฑ์​ก่อนนัดสรุป 7 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619143

บอร์ด สกสค.ชะลอประเมิน'เลขาฯธนพร' สั่งตรวจสอบเกณฑ์​ก่อนนัดสรุป 7 ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.19 น.

บอร์ด สกสค.ชะลอประเมิน”เลขาฯธนพร” มอบ ปลัด ศธ.ตรวจสอบเกณฑ์​ก่อนนัดสรุป 7 ธ.ค.นี้ ด้าน”ธนพร”ขอบคุณบอร์ดที่รับฟัง ชี้เป็นตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมมั่นใจผลงาน-เข้าประเมิน หากปรับเกณฑ์เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 มีรายงานข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งว่า วันนี้ เมื่อเวลา 08.00 น.ได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.)​ โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน โดยที่ประชุมบอร์ด สกสค.มีการพิจารณากรณีที่ นายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค.คัดค้านเกณฑ์ประเมินเลขาธิการ สกสค.ว่าไม่เป็นธรรม ในประเด็นเกี่ยวกับ​คะแนนประเมิน และร้อยละที่กำหนดให้ผ่านจากเกณฑ์ประเมิน โดยนายธนพรได้ร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อคัดค้านดังกล่าวด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมบอร์ด สกสค.เห็นว่า มีความจำเป็นต้องทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับเกณฑ์ประมเนิเลขาธิการ สกสค.ตามที่นายธนพรคัดค้านให้ถูกต้องเสียก่อน จึงมอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบไปดำเนินการศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อนำผลการตรวจสอบเข้าที่ประชุมบอร์ด​ สกสค.พิจารณาอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 ธ.ค.64

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามนายธนพร ได้รับการเปิดเผยว่า ขอขอบพระคุณบอร์ด สกสค.ที่รับฟัง และ​ให้โอกาสเข้าชี้แจงข้อคัดค้านก่อนที่จะเริ่มพิจารณาในวาระดังกล่าว แต่ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่โดยมารยาทต้องออกจากห้องประชุมในช่วงที่ที่ประชุมพิจารณา จึงไม่ได้อยู่รับฟังผลการพิจารณา ภายหลังได้ทราบจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ทางบอร์ด สกสค.ได้มีความเห็นให้ตรวจสอบเรื่องนี้ให้รอบคอบเพิ่มเติมทางกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรม ส่วนตัวขอชื่นชมว่ากระบวนการดังกล่าวที่ถือว่าเป็นไปตามครรลองของหลักธรรมาภิบาล

“คงต้องรอดูผลของการตรวจสอบที่จะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้งในวันนัดหมาย และในส่วนของการประเมินก็ยืนยันว่ามีความพร้อม และไม่ได้หนักใจ เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ตั้งใจทุ่มเทเพื่อปรับปรุงในปัญหาหลายด้านของ สกสค.และองค์การค้าของ สกสค.เพื่อยกระดับขององค์กรให้อยู่ในมาตรฐานโดยเน้นความโปร่งใส ทันสมัยและใส่ใจบริการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาลมาโดยตลอด” นายธนพร ระบุ

‘ตรีนุช’เผยผลการประเมินแบบเร่งด่วน รอบที่ 3 สะท้อนมาตรการ ศธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619121

'ตรีนุช'เผยผลการประเมินแบบเร่งด่วน รอบที่ 3 สะท้อนมาตรการ ศธ.

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.11 น.

“ตรีนุช” เผยผลการประเมินแบบเร่งด่วน รอบที่ 3 สะท้อนมาตรการ ศธ. หลังเปิดเรียน On-Site

30 พ.ย.64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  เปิดเผยข้อมูลจากกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 3 หลังเปิดให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้มีโรงเรียนส่วนใหญ่กว่า 71% สามารถเปิดเรียนแบบ On-site 50% ขึ้นไปของเวลาเรียนได้ ซึ่งผู้เรียนจากการเรียนแบบ On-Site ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน การเอาใจใส่ต่อการเรียน และความรับผิดชอบในการเรียนเพิ่มมากขึ้น สำหรับด้านสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีสุขภาพทางสายตาที่ดีและมีความสุขในการเรียนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งในด้านทักษะทางสังคม ผู้เรียนส่วนใหญ่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเพิ่มมากขึ้น สำหรับปัญหาของการเปิดเรียนแบบ On-site ส่วนใหญ่ขาดแคลนหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์มีไม่เพียงพอ และการขาดแคลนชุดตรวจ ATK ที่มีจำนวนจำกัด จึงทำให้ต้องใช้วิธีสุ่มตรวจ ตลอดจนปัญหาในเรื่องการเดินทางมาโรงเรียนที่ยังคงมีความแออัดของรถสาธารณะ จึงส่งผลให้ผู้ปกครองเกิดความวิตกกังวลและทำให้ผู้เรียนไม่สามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง  

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับความต้องการของผู้เรียนที่มีต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ส่วนใหญ่กว่า 94% ต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เนื่องจากมีความสุขและสนุกในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและเข้าใจเนื้อหาการเรียนจากครูผู้สอนมากขึ้น โดยผู้เรียนส่วนมากต้องการให้มีการสลับวันมาเรียนเพื่อลดจำนวนเพื่อนร่วมชั้นและจัดห้องเรียนโดยเว้นระยะห่าง ตลอดจนให้ลดการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวน 94% เพราะต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อลดภาระผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานในการเรียน Online ที่บ้าน แต่ยังคงมีความกังวลเรื่องการดูแลตนเองของบุตรหลาน การเตรียมมาตรการป้องกันโควิด-19 ของสถานศึกษา รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ป้องกัน โควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น 

นอกจากนี้ ครูส่วนใหญ่กว่า 93% ต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site โดยมองว่า ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่และลงมือปฏิบัติได้จริง และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างครบถ้วนตามหลักสูตร สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ แต่ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องของผู้เรียนมาเรียนไม่ครบชั้นจึงทำให้ต้องมีการจัดการเรียนการสอนหลายรูปแบบ รวมถึงการรับวัคซีนของนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ 100% จึงส่งผลให้ครูผู้สอนต้องดูแลผู้เรียนมากขึ้น ทั้งเรื่องการเรียนการสอนและการป้องกันโควิด-19 ทั้งนี้ เมื่อเปิดเรียนแบบ On-Site ครูส่วนใหญ่คิดว่า มีแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความสุขและปลอดภัย โดยจัดกิจกรรมกลุ่มโดยลดจำนวนผู้เรียนในกลุ่มลง การลดการบ้านของผู้เรียน รวมถึงการสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เรื่องการป้องกันโควิด-19 ซึ่งการเปิดเรียนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

“ขณะนี้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลตามโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 3 จากอาสาสมัครครูนักประเมิน (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ที่ได้สะท้อนความต้องการ ความพร้อม  และความกังวลต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผู้เรียนมีสุขภาวะทางด้านร่างกายและจิตใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผู้ปกครองที่เห็นด้วยว่าการเปิดเรียนแบบ On-Site ช่วยให้บุตรหลานสามารถเรียนได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับครูที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประเมินยังมีความกังวลในด้านความปลอดภัยต่อโควิด-19 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนที่มีการเปิดการเรียนแบบ On-Site ต้องดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ ขอขอบคุณอาสาสมัครครูนักประเมินทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกัน โดยหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปวางแผนการจัดการเรียนแบบ On-Site ในโรงเรียนอย่างปลอดภัยและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพด้วยความรอบคอบที่สุดต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

วธ.จัดกิจกรรม‘ลานวัฒนธรรม สร้างสุข’ ฟื้นฟู เยียวยา ช่วยเหลือ ให้กำลังใจยุคโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618986

วธ.จัดกิจกรรม‘ลานวัฒนธรรม สร้างสุข’ ฟื้นฟู เยียวยา ช่วยเหลือ ให้กำลังใจยุคโควิด

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ลานวัฒนธรรม สร้างสุข” และเยี่ยมชมกิจกรรมประกอบด้วยการแสดงกระบี่กระบอง การแสดงดนตรีไทย การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยและอาหาร และกิจกรรมออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน แบดมินตัน
โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ ลานวัฒนธรรม สร้างสุข บริเวณหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

นายอิทธิพลกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)มีแนวโน้มที่ดีขึ้น รัฐบาลจึงมีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐจัดโครงการหรือกิจกรรมที่จะช่วยฟื้นฟู เยียวยา เพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และผลักดัน “Soft Power” ความเป็นไทย เช่น งานฝีมือและหัตถกรรม ศิลปะการแสดง อาหารไทย การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F ประกอบด้วยอาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และการอนุรักษ์และ
ขับเคลื่อนเทศกาล ประเพณี สู่ระดับโลก (Festival)ดังนั้น วธ.ได้จัดกิจกรรม “ลานวัฒนธรรม สร้างสุข” ขึ้น โดยจัดงานเป็นประจำทุกวันศุกร์ เพื่อเป็นพื้นที่ ในการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างพื้นที่ให้แก่บุคลากรกระทรวงวัฒนธรรมร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติและเรียนรู้ พัฒนาทักษะนอกจากด้านวิชาการ ได้ฝึกปฏิบัติจากประสบการณ์จริง การทำงานเป็นหมู่คณะ การแสดงออกความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อาจเป็นช่องทางสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้นำมาปรับใช้กับการปฏิบัติงานและในชีวิตประจำวัน อีกทั้งส่งเสริมให้บุคลากรตระหนักถึงความสำคัญของการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพื่อลดการเจ็บป่วยของโรคต่างๆ และสร้างภูมิคุ้มกันหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคภัยไข้เจ็บ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า กิจกรรม “ลานวัฒนธรรม สร้างสุข” ทำให้บุคลากรของกระทรวงวัฒนธรรมได้มีโอกาสแสดงออกในการร่วมอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมของชาติ สร้างโอกาส   ในการได้รับประสบการณ์และเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง รวมทั้งยังสร้างความสุขทางกายและทางใจ สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน สร้างความรักความสามัคคี และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรรวมถึงประชาสัมพันธ์พื้นที่จัดกิจกรรมของวธ.ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอีกด้วย  

ศธ.เดินหน้า แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ย้ำครั้งนี้เป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618989

ศธ.เดินหน้า แก้ไขปัญหาหนี้สินครู  ย้ำครั้งนี้เป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมโครงการ “แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู (สอ.)ต้นแบบเป็นฐาน” โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสาเลขาธิการ กพฐ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ. รวมทั้งตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด,กรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู20 แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วยภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง – ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี – ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ 

โดย นายสุทธิชัยกล่าวว่า ท่ามกลางการจับตามองของสังคม ที่ตั้งคำถามว่าจะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร เพราะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูได้เกิดขึ้นมานานหลายรัฐบาลแล้ว แต่ด้วยเงื่อนไขและเวลา อาจจะยังไม่สำเร็จ และ น.ส.ตรีนุช เทียนทองรมว.ศธ. ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ครูมีหนี้สินจำนวนมาก ภาระเยอะ ย่อมส่งผลถึงขวัญกำลังใจในการสอนเด็ก และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา จึงได้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ โดยมอบหมายให้ตนเองเป็นประธานพร้อมทั้งเชิญบุคคลภายนอก เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นกรรมการเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พร้อมทั้งนำแนวทางคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของ ศธ. ชุดที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตเลขานุการ รมว.ศธ. เป็นประธาน มาสานต่อ ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและแนวทางที่จะทำงานต่อได้รวดเร็วมากขึ้น นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาระยะแรก ได้เชิญสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 2 แห่ง ซึ่งเป็นต้นแบบ คือ สมุทรปราการ และกำแพงเพชร มาเล่าให้ฟังถึงวิธีการแก้ปัญหา จากนั้นถอดบทเรียนการแก้ปัญหา จนกระทั่งได้ขยายเป็นระยะที่สอง ที่เปิดรับสมัครสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศเข้ามาร่วมโครงการ ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นอกเหนือจาก 20 แห่งนี้แล้ว จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมจนถึงเดือนธันวาคม นี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการ และขยายผลการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ด้าน นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันครู 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือประมาณร้อยละ 80 มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาทโดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นจำนวน 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน จำนวน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของหนี้สินครูทั้งหมด สาเหตุของปัญหาหนี้สิน เช่น เกิดจากข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นฝ่ายกำหนดอาจเป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบลูกหนี้ที่ต้องยอมรับเพราะไม่มีทางเลือก ลูกหนี้ไม่มีวินัยทางการเงินหรือใช้จ่ายเกินตัว ฯลฯ

รองปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า แนวทางแก้ปัญหาศธ.จะพิจารณาร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่อง 20 แห่ง เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินงานแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยมีแนวทางที่จะนำมาพิจารณาร่วมกันเช่น

-ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูให้ต่ำลงไม่เกิน 3% เพราะปัจจุบันอยู่ที่ 3.5-4.5% ถือว่าสูงผิดปกติ ต้องกำหนดเพดานเงินฝากให้ต่ำลงเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเงินกู้ – ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5.0% – จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น – นำเงินปันผลมาหักชำระหนี้เพื่อลดยอดหนี้รายเดือน – การบริหารความเสี่ยง การสร้างหลักประกันเงินกู้ – การปรับลดบุคคลค้ำประกัน ปรับลด
การซื้อประกันที่ไม่จำเป็นลง – การปรับโครงสร้างหนี้- จัดทำฐานข้อมูลสมาชิก และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงินและต้นสังกัด – ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ ให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% – สร้างระบบพัฒนาดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริมลดรายจ่าย เพิ่มการออม ไม่ก่อหนี้เพิ่ม

“ทั้งนี้ จะขยายผลการแก้ปัญหาสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ในระดับพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ภายในต้นปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง/ต้นแบบ ที่มีการบริหารจัดการที่สามารถนำไปขยายผลได้ เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเกิดการพัฒนากลไกการทำงานของภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี” รองปลัด ศธ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารจากส่วนราชการภายในและภายนอก ศธ. ชี้แจงในประเด็นต่างๆ พร้อมมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ นายขจรธนะแพสย์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวให้แนวทางการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นการยุบยอดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การบริหารความเสี่ยง                      

ส่วนตัวแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสินให้แนวทางการ Re-Finance หนี้ครูไปยังสหกรณ์ สินเชื่อบำเหน็จตกทอด เพิ่ม Funding Resource ให้สหกรณ์เพื่อทดแทนเงินฝาก

นายสุรพล โอภาสเสถียร จากบริษัทเครดิตบูโร ให้แนวทางการจัดเก็บและบริหารจัดการฐานข้อมูลหนี้สิน โดยการสนับสนุนข้อมูลจากเครดิตบูโร

นางสุรางค์ คัยนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการสหกรณ์ที่จะนำแนวทางจากการดำเนินงานร่วมกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบไปพิจารณาแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ให้แนวทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และประสบการณ์ที่เคยทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาเป็นระยะเวลา 2 ปี

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ให้แนวทางการหักเงิน ณ ที่จ่าย และการควบคุมยอดหนี้ของครูในสังกัด รวมทั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา

ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการและกำแพงเพชร ให้แนวทางเกี่ยวกับแผนการแก้ไขหนี้สินครู เพื่อเป็นแนวทางและถอดบทเรียนในการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์ หนุน จุฬาภรณฯ ศูนย์กลาง ขยายองค์ความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618991

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์  หนุน จุฬาภรณฯ ศูนย์กลาง ขยายองค์ความรู้

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2573) วงเงิน 9,619 ล้านบาท รวมไปถึงการสนับสนุนที่ให้เพิ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในเขตพื้นที่การศึกษาอีก 6 แห่ง จากเดิมมีอยู่ 12 แห่งรวมเป็นจำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินงานของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมานั้นพบว่าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมกำลังคนระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากประเทศต่างๆ ที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอื่นๆ ของประเทศ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพสูงทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงอยากให้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปยังโรงเรียนต่างๆ โดยใช้โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นฐานหรือศูนย์กลางในการพัฒนายกระดับคุณภาพการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสในการเรียนรู้และใช้ชีวิตอย่างมี STI (Science Technology & Innovation)ต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการจัดการศึกษาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงรายนั้นได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนแบบ Onsiteตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 โดยมีการจัดการเรียนการสอนแบบ hybrid  ทั้ง Onsiteสำหรับนักเรียนที่แจ้งความประสงค์และได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองในการเข้ามาเรียนที่โรงเรียน และ Online สำหรับนักเรียนที่แจ้งความประสงค์ในการเรียนที่บ้าน และในส่วนของการได้รับวัคซีนของครูและบุคลากรนั้นก็ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 99% และนักเรียนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 100%

“ต้องขอชื่นชมทางโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงรายเป็นอย่างมากที่ได้ดำเนินการเปิดโรงเรียนแบบ Onsite ตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็สามารถสอนเด็กให้มีความรู้ ความสามารถเทียบเท่าระดับนานาชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอยากจะฝากเพิ่มว่าเรามีเด็กเก่งแล้ว มีครูที่เก่งแล้ว เราจะต้องสอดแทรกเรื่อง Coding เรื่อง STI รวมถึงเรื่องคุณธรรมเข้าไปด้วย เพื่อให้เขานำไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยในการพัฒนานักเรียน ครู ผู้บริหารด้านทักษะภาษาอังกฤษ โดยสนับสนุนทุนการศึกษาในการไปศึกษาต่อในหลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษระยะสั้นสำหรับนักเรียน การสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานทางการศึกษาและมหาวิทยาลัยของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโอตาโก ประเทศนิวซีแลนด์ นักเรียนและครูกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้รับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยมหาวิทยาลัยโอตาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ในรูปแบบออนไลน์เพื่อให้นักเรียนมีศักยภาพด้านภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อและให้ครูมีศักยภาพด้านการสอนภาษาอังกฤษ