‘เด็กหลุด’ระบบศึกษาอีก 2 หมื่นคน ศธ.เร่งติดตาม กางงบอุดหนุนสกัดซ้ำรอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616621

‘เด็กหลุด’ระบบศึกษาอีก 2 หมื่นคน ศธ.เร่งติดตาม กางงบอุดหนุนสกัดซ้ำรอย

‘เด็กหลุด’ระบบศึกษากว่า 2 หมื่นคน ศธ.เร่งติดตาม กางงบอุดหนุนสกัดซ้ำรอย

18 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบึกทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยคุณภาพครู และสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยความร่วมมือระหว่าง ศธ. และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ สช.ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา 3 ด้าน คือ

1.สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน

2.ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ

3.สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัด ศธ. 

“หลายคนยังคิดว่าผู้เรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นคนที่มีฐานะทางบ้านดี แต่ในความจริงแล้วยังมีโรงเรียนเอกชนที่ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ยากไร้อยู่เป็นจำนวนมาก โดย กสศ. จะใช้แอพพลิเคชั่น เพื่อติดตามนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาสให้ได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือครั้งนี้ อาจจะช่วยเด็กไม่ตรงตามเป้าที่ กสศ.วางไว้ เนื่องจากติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และการประชาสัมพันธ์ ซึ่ง ศธ.โดย สช.จะนำเรื่องนี้ไปปรับปรุงเพื่อทำให้โอกาสในการเข้าถึงนักเรียนยากจนได้มากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายรัฐบาล นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของ กสศ.ที่จะทำให้เป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาได้ทุกมิติและครอบคลุมเด็กด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์” นางกนกวรรณ กล่าว

ด้านนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.​กล่าวว่า การนำนวัตกรรมการคัดกรองนักเรียนยากจน ของ กสศ.มาใช้ในสถานศึกษาเอกชน ถือเป็นเรื่องดีเพื่อช่วยเหลือติดตามนักเรียนได้อย่างทันเวลา ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ศักยภาพครู และคุณภาพโรงเรียน ความร่วมมือของ ศธ. และกสศ. ได้แก้ไขปัญหาความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ ช่วยให้เด็กได้รับโอกาสในการศึกษามากขึ้น และในช่วยสถานการณ์โควิด-19 จะต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย ซึ่ง กสศ.จะเข้าไปช่วยยกระดับขีดความสามารถของครู โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้จัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

นายสุภัทร ระบุว่า นักเรียนทั่วประเทศที่เรียนในสถานศึกษาทุกสังกัดมีความแตกต่างกัน และมีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกัน สภาวะทางเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ปกครองต้องย้ายถิ่นฐาน ผู้ปกครองต้องว่างงาน ส่งผลกระทบต่อเด็กไทยทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก

“จากตัวเลขที่สำรวจพบว่ามีนักเรียนทุกสังกัดใน ศธ. หลุดจากระบบการศึกษากว่า 40,000 คน ซึ่ง ศธ.ได้ตามกลับมาสู่ระบบการศึกษาได้แล้วกว่า 20,000 คน ส่วนที่เหลือจะเร่งรัดติดตามให้นักเรียนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ หรืออาชีวศึกษาต่อไป ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ศธ.กับ กสศ.จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสในการเข้ารับการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจน พิการ ด้อยโอกาส จะทำให้เด็กเหล่านั้นอาจจะเปลี่ยนชีวิตในอนาคต ซึ่งบางคนอาจจะกลายเป็นคนสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศในอนาคตได้” นายสุภัทร กล่าว

ขณะที่ นายสุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ขณะนี้เด็กยากจน จำนวนมาก มีชีวิตที่ยากลำบากจนทนไม่ไหว ต้องหลุดจากระบบการศึกษา กสศ.ทำงานครอบคลุมทั่วประเทศ  และขยายสังกัดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้มากกว่า 1.2 ล้านคน การช่วยเหลือนักเรียนยากจนกลุ่มนี้ กสศ.เริ่มจากช่วยเด็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด และมีความพร้อมของข้อมูล และได้ขยายไปสู่สังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด .) ยังเหลือสังกัดที่ยังไม่ครอบคลุมอีก

หนึ่งในนั้นคือ สช. กสศ.จึงพยายามต่อสู้เรื่องการของบประมาณมาอย่างน้อย 3 ปีแล้ว  และในปีนี้มีโอกาสเริ่มต้นดำเนินการร่วมกับ สช. เป็นปีแรกการดำเนินงานจะมีเงื่อนไข คือ การใช้เครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) ของกสศ. เพื่อให้ รัฐบาล รัฐสภา สำนักงบฯ มั่นใจว่าสนับสนุนงบประมาณคนยากจนจริงๆ  ทั้งนี้ ความร่วมมือยังนำมาสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช. กว่า 3,902 แห่ง

“ในปีแรกนี้ กสศ.จะเริ่มต้นทำงานกับโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่ง จากการคัดกรอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน ที่จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คนละ 3,000 บาท/ปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสนับสนุนอาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เราเชื่อว่าอาจมีจำนวนนักเรียนที่ยากลำบากมากกว่านี้อีก ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ได้ให้นโยบายว่าจะต้องมีการสำรวจ คัดกรองเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถจัดทำงบประมาณ ช่วยเหลือนักเรียนกว้างขึ้นในปีถัดไป ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ.ยังสนับสนุนโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 จำนวน 27 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษา จำนวน 10,000 คน  ในการหาวิธีการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับความจำเป็นในชีวิตของเด็ก และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ของ ศธ.” นายสุภกร กล่าว

นายสุภกร กล่าวต่อว่า ข้อจำกัดของการช่วยเหลือเป็นรายคน คือ ถ้างบฯหมด หรือ งบประมาณน้อย จะเป็นปัญหาอุปสรรคมาก กสศ.จึงพยายามทำงานกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก  เน้นงานวิจัยพัฒนาระบบงานไปด้วย  เพื่อช่วยเหลือลดอุปสรรคเฉพาะหน้า และสนับสนุนงานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการแก้ไข  โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน นอกจากนี้ กสศ.จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน และส่งเสริมให้โรงเรียนมีการพัฒนาทั้งระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น

รักษาการ ผอ.กสศ. กล่าวต่อว่า ภาพรวมของเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับมีประมาณ 8 ล้านคน พบว่ามีนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวยากจน 15% ซึ่งในจำนวนนี้มีประมาณ 5% หรือประมาณ 500,000 คน ที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งจะพบว่านักเรียนในกลุ่มยากจนจะหลุดจากระบบการศึกษาไปกว่า 1 ใน 3 แม้จำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 5% อาจจะดูเป็นจำนวนที่น้อย แต่ถ้าดูข้อมูลเชิงลึกแล้วจะพบว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องหาทางช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เด็กยากจนหลุดจากระบบการศึกษา แต่ถ้า กสศ.จะไปตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามา อาจจะดำเนินการได้ยากเพราะไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนอยู่ที่ไหน แม้เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วอาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะยังเจอปัญหาเก่าๆคือปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นโจทย์สำคัญของ กสศ.คือจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดย กสศ.จะให้ทุนอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คนละ 3,000 บาทต่อปี เพื่อให้ครอบครัวไม่เดือดร้อนจนนำลูกออกจากระบบการศึกษาโดยมีเงื่อนไขว่านักเรียนจะต้องมาโรงเรียน

“ผลการดำเนินงานของ กสศ.ใน 3 ปี ที่ผ่านมา พบว่าเมื่อนักเรียนได้รับทุนจะเข้าเรียนมากกว่าเดิม ซึ่งเดิมอาจจะมาโรงเรียนสัปดาห์ละ 3 วัน แต่เมื่อได้รับทุนแล้วนักเรียนมาโรงเรียนถึง 4 วันครึ่ง ถือว่ามาตรการนี้ได้ผลอย่างมาก ทั้งนี้ กสศ.ไม่ได้ให้เงินไปลอย ๆ แต่ต้องดำเนินการตามเป้าที่วางไว้ คือ ต้องคัดกรองให้ได้ว่าเด็กคนนั้นมาจากครอบครัวที่ยากจนจริง และ ต้องตรวจสอบว่าเด็กมาโรงเรียนจริง” นายสุภกร กล่าว

ข่าวดี!‘ทิพานัน’แจ้งคนผิดชำระ‘หนี้กยศ.’อย่าหนี ไม่มีคุยกันได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616452

ข่าวดี!‘ทิพานัน’แจ้งคนผิดชำระ‘หนี้กยศ.’อย่าหนี ไม่มีคุยกันได้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 10.24 น.

“ทิพานัน” แจ้งข่าวดีคนผิดชำระ “หนี้ กยศ.” อย่าหนี ไม่มีคุยกันได้ “ยธ.-กยศ.” จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี บรรเทาความเดือดร้อนกลุ่มลูกหนี้การศึกษา ปลื้มรัฐบาลแก้ปัญหาถูกทาง ไม่ทอดทิ้งประชาชน

18 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือกยศ. และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระลูกหนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ หรือไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้กยศ.อยู่ประมาณ 6 ล้านราย ปิดยอดการกู้ไปแล้ว 1.5 ล้านกว่าราย อยู่ระหว่างการเรียน 8 แสนกว่าราย อยู่ระหว่างการผ่อนชำระ 3.5 ล้านราย มีการผิดนัดชำระ 2.3 ล้านราย

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ลูกหนี้กยศ. เป็นเยาวชนที่รักเรียนจึงได้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  และเข้าสู่วัยทำงานที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และฟื้นฟูประเทศ หากตกงาน หรือได้รับผลกระทบทำให้รายได้ลดลงจากเดิม ไม่สามารถผ่อนชำระได้อย่างต่อเนื่องหากถูกฟ้องดำเนินคดีก็จะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมและถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด และยังเดือดร้อนถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้ค้ำประกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูผู้สอนก็ต้องรับภาระชำระหนี้แทนลูกศิษย์ ซึ่งกลายเป็นปัญหาทับถมหนี้สินครูอีกด้วย จึงเป็นข่าวดีที่รัฐบาลโดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จึงร่วมกับ กยศ.จัดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีขึ้น  ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพื่อให้บริการประชาชนสามารถยื่นเรื่องปรับโครงสร้างหนี้และยื่นคำร้องขอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทางwww.studentloan.or.th หรือสอบถามที่สายด่วน กยศ. 02 016 4888

“อยากแจ้งน้องๆ ทุกคนว่าหากกำลังแบกภาระหนี้ จากผลกระทบโควิด-19 หรืออื่นๆ อย่าหนีหาย ให้มาพูดคุยกันได้ ตนเชื่อว่ารัฐบาลมาถูกทางในการแก้ไขปัญหาลูกหนี้ กยศ. ซึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ยจะให้โอกาสกับเยาวชน และคนวัยทำงานได้เจรจา ทำให้ไม่ต้องเป็นคดีความ ในขณะเดียวกันกองทุนก็จะมีความมั่นคงสามารถส่งต่อโอกาสให้เยาวชนที่มี่รายได้น้อยรุ่นต่อไป  ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจไม่ทอดทิ้งประชาชนทุกกลุ่ม” น.ส.ทิพานัน กล่าว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดรับนศ.พยาบาล 4ปี เรียนหลักสูตร Inter Professional Education #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616319

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดรับนศ.พยาบาล 4ปี  เรียนหลักสูตร Inter Professional Education

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (พย.บ) คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ได้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Inter Professional Education และมีจุดเด่นของหลักสูตรในการสร้างพยาบาลให้เป็นผู้ประกอบการ มีความเป็นเลิศทางวิจัยและนวัตกรรม เสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการเสมือนจริง เพื่อเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านระบบสุขภาพระดับประเทศ  ปีการศึกษา 2565 เปิดรับสมัครรอบที่ 1 โครงการเพชรจุฬาภรณ์ (Portfolio) จำนวน 60 คน ระยะเวลาการรับสมัคร วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2564

รายละเอียดการรับสมัครดังต่อไปนี้คือ กำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทยาศาสตร์,  มีสัญชาติไทย, มีความประพฤติเรียบร้อย, สุขภาพแข็งแรง,ไม่มีความพิการที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ไม่มีตาบอดสีชนิดรุนแรง,ความสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร,มีคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) รวม 5 ภาคการศึกษาไม่ต่ำกว่า 3.50, ความสามารถภาษาอังกฤษระดับดีมาก  คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับ 3.50 ขึ้นไป (กรณีมีผลการทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษด้วยข้อสอบมาตรฐาน ได้แก่ MU-ELT, CU-TEP, TU-GET, TOEIC, TOEFL, IELTS จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

สำหรับผู้สนใจสมัครที่ https://reg.cra.ac.th/cra_erp_edu/admission หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0-2576-6700 ต่อ 8222 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสาร https://www.facebook.com/nurse.pccms

แอน จักรพงษ์ จับมือ มทร. รัตนโกสินทร์ จัดโชว์ ‘โปรเจกต์รันเวย์’ รายการแฟชั่นระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616321

แอน จักรพงษ์  จับมือ มทร. รัตนโกสินทร์  จัดโชว์ 'โปรเจกต์รันเวย์' รายการแฟชั่นระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เผยว่า ทางมทร.รัตนโกสินทร์ ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันผลิตและออกอากาศ รายการโปรเจกต์รันเวย์ ซึ่งเป็นเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์ทางด้านแฟชั่นชื่อดัง โดยมีวัตถุประสงค์ในการเฟ้นหาสุดยอดแฟชั่นดีไซน์เนอร์ โดยโอกาสนี้ มทร.จะเป็นสถาบันการศึกษาพันธมิตรถ่ายทำรายการระดับโลกในครั้งนี้

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) เผยว่า รายการโปรเจกต์รันเวย์ เป็นรายการเรียลลิตี้โชว์ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแฟชั่นดีไซน์เนอร์  มีสถาบันการศึกษาพันธมิตร เช่น สถาบัน Parsons School of Design ซึ่งเป็นโรงเรียนการออกแบบแฟชั่นชั้นนำของสหรัฐอเมริกา รายการนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีการผลิตต่อเนื่องกันถึง 18 ซีซั่น  รายการนี้จะออกอากาศให้ได้ชมกันในปี 65 ทางช่องJKN18  ทั่วโลก

“การที่บริษัทเจเคเอ็น  โกลบอลมีเดีย จำกัด (มหาชน) รับลิขสิทธิ์รายการเรียลลิตี้โชว์ระดับโลกด้านแฟชั่นอย่างโปรเจกต์รันเวย์ มาผลิตและออกอากาศในประเทศไทยครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับเหล่าแฟชั่นดีไซน์เนอร์ของไทยได้มีพื้นที่โชว์ความสามารถและก้าวไกลไปถึงระดับโลก นอกจากนั้นการนำโปรเจกต์รันเวย์เข้ามาที่ไทย ไม่เพียงแต่เพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์แก่เยาวชนและแวดวงการศึกษาของไทยในการเปิดโลกทัศน์ ค้นหาและส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานภายใต้เงื่อนไขและกรอบเวลาที่จำกัด รวมถึงความกดดันอื่น ๆ รายการ นี้จึงจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของประเทศไทยในการ “ผลักดันแฟชั่นดีไซน์เนอร์ไทยสู่รันเวย์โลก”จักรพงษ์กล่าว

สำหรับดีไซน์เนอร์ไทยที่สนใจร่วมงานโปรเจกต์รันเวย์ไทยแลนด์ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 15 ธค.นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวของ โปรเจกต์รันเวย์ไทยแลนด์ ได้ทุกช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางFacebook: https://www.facebook.com/ProjectRunwayThailand/

มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ส่งเสริมอ่านอังกฤษ จัดประกวดคลิปเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616317

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดร่วมกับ “ซีเอ็ด” จัดการประกวดคลิปเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ Oxford Reading Club  เปิดรับสมัครนักเรียนระดับอนุบาล – มัธยมศึกษา โดยมีกติกาคืออ่านหนังสือจาก www.oxfordreadingclub.com แล้วอัดคลิป VDO ความยาวไม่เกิน 2 นาที เล่าเรื่องที่อ่านจากหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นแชร์คลิปลงใน Facebook ของตนเอง เปิดเป็นสาธารณะ แล้วส่งลิ้งค์คลิป VDO ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันที่ www.se-ed.com ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2564 ประกาศผลการแข่งขัน 15 มกราคม 2565

มรภ.สงขลา ลงนามร่วมกับพันธมิตร รณรงค์งดเหล้า ช่วงโควิด-19 ระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616318

มรภ.สงขลา ลงนามร่วมกับพันธมิตร  รณรงค์งดเหล้า ช่วงโควิด-19 ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.สุระพรรณ์ จุลสุวรรณ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ลงนามความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร  อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สถานีโทรทัศน์ไทยเคเบิลบรอดแคสติ้ง 37HD และภาคีเครือข่ายวิชาการวิชาชีพ เครือข่ายนักสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและสุขภาวะชุมชน จัดทำโครงการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมทางสังคมในการไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงสถานการณ์โควิด  

ในการนี้ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการผลิตสื่อรณรงค์ และให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การดื่มเหล้าของประชาชนไทย เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักรู้และสื่อสารรณรงค์ออกมาในรูปแบบคลิปวิดีโอ และนำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ให้ประชาชนได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการดื่มเหล้า

‘ตรีนุช’ปูพรมปักหมุดการศึกษาเด็กพิการทั่วไทย มุ่งนำมาเข้าสู่ระบบการศึกษา และช่วยเหลือทุกด้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616322

'ตรีนุช'ปูพรมปักหมุดการศึกษาเด็กพิการทั่วไทย  มุ่งนำมาเข้าสู่ระบบการศึกษา และช่วยเหลือทุกด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ตามโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” ว่า ตามที่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษาเพื่อค้นหาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยใช้ Google Maps ปักหมุดสถานที่ (Location) ที่บ้านของนักเรียน พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน และรูปภาพของผู้รับบริการลงในระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของตน ในการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาของประชากรวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยในส่วนของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้มุ่งแก้ปัญหาให้เด็กพิการในวัยเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยปักหมุดบ้านเด็กพิการทั่วประเทศ และให้ความช่วยเหลือให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต และด้านสุขภาพ 

“ วันนี้ดิฉันได้ติดตามจากการปักหมุด และมาเยี่ยม น้องหนูนา หรือ ด.ญ.ปาลิตา บุตรสัน อายุ 6 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นเด็กพิการซ้อน  พบว่า มีความพิการซ้อนตั้งแต่กำเนิด และเข้ามารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา น้องหนูนาได้รับการประเมินคัดกรอง ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individual Education Program : IEP) ฟื้นฟูสมรรถภาพและทำกายภาพบำบัด จนสามารถปรับพฤติกรรมทางอารมณ์ พัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีขึ้น จนสามารถช่วยเหลือตนเองได้   จึงได้ปรับลดเวลามารับบริการที่ศูนย์ฯ สัปดาห์ละ 2 วัน ตามความสะดวกของผู้ปกครอง จนกระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในปีการศึกษา 2564 ทางศูนย์ฯ จึงได้ปรับการเรียน โดยครูประจำชั้นได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล พร้อมติดต่อผู้ปกครองมารับสื่อ ใบงาน ชุดกิจกรรม แบบฝึก และก่อนการสอนครูประจำชั้นจะติดต่อ สื่อสารกับผู้ปกครองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และโทรศัพท์ แจ้งว่าจะสอนอะไรบ้าง ให้พ่อแม่เตรียมอุปกรณ์ พร้อมให้คำแนะนำผู้ปกครองในการฝึกผู้เรียนที่บ้าน ขณะเดียวกันมีครูไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้าน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตพฤติกรรม อารมณ์ และผลสำเร็จระหว่างการสอน รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองรายงานผลการจัดการเรียนการสอนทุกวันจันทร์ เพื่อให้คำแนะนำและติดตามผลการเรียนร่วมกันอย่างใกล้ชิด” ตรีนุช กล่าว       

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทำให้เห็นสภาพจริงและความตั้งใจของครูและบุคลากรที่ทำงานในหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการทางการศึกษาแก่เด็กพิการ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตั้งแต่แรกเกิด หรือแรกพบความพิการ จนถึง 18 ปี ในชุมชนที่อยู่ห่างไกล ผู้ปกครองมีฐานะยากจนมีความยากลำบากในการเดินทางมาส่งบุตรหลานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. ได้จัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษใน 76 จังหวัด จำนวน 624 หน่วยบริการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้ดำเนินงานตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู โดยมีกลุ่มเป้าหมายให้เด็กพิการ ซึ่งรับบริการที่บ้านแล้วมากกว่า 9,500 คนทั่วประเทศ

“กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัยเป็นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของการศึกษาพิเศษ เราจะเดินหน้าค้นหาเด็กที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อแรกพบจะส่งเสริม สนับสนุน ครูศูนย์การศึกษาพิเศษให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจในการดูแลช่วยเหลือเด็กพิการในช่วงที่อยู่ที่บ้าน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระหว่างกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชน ทั้งนี้ ดิฉันได้มีนโยบายให้ สพฐ. ขยายการจัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกอำเภอทั่วประเทศ พร้อมทั้งประสานให้ความช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ ในด้านคุณภาพชีวิตกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) เป็นต้น เพื่อให้เด็กพิการได้รับการช่วยเหลือครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

สวยดุสิตจับมือบริษัทเอกชนด้านวิชาการเครื่องสำอาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616316

สวยดุสิตจับมือบริษัทเอกชนด้านวิชาการเครื่องสำอาง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

 ผศ.ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ คุณเศรษฐลัทธ์ หลิ่มโตประเสริฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ครีมเมอรี่พลัส จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านเครื่องสำอาง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการร่วมกันในด้านการเรียนการสอน และฝึกงาน  สนับสนุนทุนการศึกษา และให้การสนับสนุนงานวิจัยร่วมกันในทุกมิติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทักษะทางการทำงานด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางของนักศึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต

กสศ. จับมือเครือข่าย ยึด 6 แนวทางสำคัญ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616390

กสศ. จับมือเครือข่าย ยึด 6 แนวทางสำคัญ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาช่วงโควิด-19

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.15 น.

กสศ. ร่วมกับ สพฐ. สถ. และ ตชด. ยึด 6 แนวทางสำคัญ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาช่วงโควิด-19 พร้อมบูรณาการส่งต่อข้อมูลคุณภาพ ติดอาวุธเครื่องมือติดตามนักเรียนและมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ผ่านระบบสารสนเทศเพิ่มหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ ให้เด็กนักเรียนยากจนพิเศษได้รับทุนการศึกษาเพื่อดำรงชีพต่อเนื่อง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ครูและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือนักเรียนทุนเสมอภาค ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการจัดสรรทุนเพื่อให้มีค่าครองชีพ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และไม่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

นายสุรินทร์  สว่างอารมณ์  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานศึกษาได้เกิดความเข้าใจ ในแนวทางการดำเนินงานคัดกรองเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ เพื่อเข้ารับทุนนี้ตามที่ สพฐ. และ กสศ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.การดำเนินงานในภาคเรียนที่1ปีการศึกษา2564 ที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของครู บุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศนั้น สพฐ.และกสศ. เล็งเห็นถึงผลกระทบดังกล่าวจึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโครงการเพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น การปรับเปลี่ยนแนวทางการคัดกรอง ไม่ต้องลงเยี่ยมบ้านนักเรียนสนับสนุนการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและช่องทางสอบถามข้อมูลแบบออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลและเพิ่มโอกาสช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการใช้ข้อมูลจากความร่วมมือของทุกฝ่าย สามารถให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนผ่านการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ของ สพฐ. ได้จำนวน1,689,641คน รวมไปถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข จาก กสศ.เพิ่มเติมให้กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน1,208,367 คน ครอบคลุมโรงเรียน 27,834 แห่ง จากการดำเนินงานโครงการร่วมกันในภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2564 นี้ สพฐ. และกสศ. ยังคงยึดแนวทางการทำงานที่สำคัญและลดความเสี่ยงต่อไป

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกสศ.ได้จัดสรรเงินแก่นักเรียนยากจนพิเศษ แบบมีเงื่อนไข ประจำปีการศึกษา 2564 ในการดำเนินงานในช่วงภาคเรียนที่1 ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานการปกครองท้องถิ่นจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูอาจารย์ในท้องถิ่น ระดมความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนทุนเสมอภาคให้ได้รับการศึกษาไม่หลุดออกนอกระบบการศึกษาและเข้าสู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการควบคุมความปลอดภัยของแต่พื้นที่ ซึ่งในภาคเรียนที่ 1/2564 มีนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับจัดสรรเงินภายใต้สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวนทั้งหมด 16,463 คน จากสถานศึกษา 659 แห่ง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนในสังกัด อปท. มีนักเรียนยากจนที่ประสงค์ขอรับทุนการศึกษาอย่างมาก

สำหรับการดำเนินงานภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกสศ. ได้วางแนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการส่งต่อข้อมูล มาตรการป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ เพื่อเข้าถึงข้อมูลนักเรียนที่มีความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนฐานข้อมูลและเครื่องมือติดตามนักเรียน มีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องผ่านการอบรมในระบบออนไลน์ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับการพัฒนากลไก และสนับการทำงานของหน่วยกำกับติดตามระดับพื้นที่ ทั้งในระดับท้องถิ่นจังหวัด อปท. เพื่อสนับสนุนสร้างความเข้าใจ สนับสนุนการจัดสรรเงินที่มีเงื่อนไข ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในระดับสถานศึกษา เพื่อวางแผนชี้เป้าให้มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ พล.ต.ต.พันธุ์พงษ์ สุขศิริมัช รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครูและนักเรียน ทาง ตชด. ได้เล็งเห็นผลกระทบและปรับการดำเนินการลดงานที่ไม่จำเป็น เช่นการปรับเปลี่ยนการคัดกรองที่ไม่ต้องลงเยี่ยมบ้านพร้อมสนับสนุนการดำเนินการผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ และช่องทางการสอบถามข้อมูลผ่านออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนักเรียนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเทอม 1/2564 โรงเรียนในสังกัด ตชด. สามารถจัดเงินอุดหนุนให้นักเรียน 18,376 คน ในสถานศึกษา 220 แห่ง 

นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสถานศึกษา ใช้สนับสนุนการวางแผนปฏิบัติงาน เชื่อมโยงระบบคัดกรองนักเรียนทุน ทำให้การคัดกรองนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างเร่งด่วน ทางตชด.หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนกลุ่มนี้ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อ

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า  ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีนี้ แนวโน้มของรายได้เฉลี่ยต่อสมาชิกของบุคคลในครัวเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจนักเรียนยากจนพิเศษที่เพิ่มสูงขึ้น พบว่า นักเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด มีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนกว่า 200,000 คน ทั้งการขาดโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จึงได้ส่งข้อมูลไปยังต้นสังกัด เพื่อให้ผู้บริหารนำไปใช้ประโยชน์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น ส่วนการกลับมาเรียนของนักเรียนยากจนพิเศษนั้น พบว่า ทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในช่วงชั้นรอยต่อ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 ประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้จัดสรรเงิน พร้อมการสอบถามด้วยว่าจะมีการศึกษาต่อหรือไม่ พบว่า มีเด็กจำนวนกว่า 43,000 คน ยังไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 เนื่องจากต้องช่วยครอบครัวทำงาน เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 หรือดูแลผู้ปกครองที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งได้ส่งข้อมูลไปยังต้นสังกัดทั้งหมดแล้ว หากผู้บริหารได้พบข้อมูลทั้งหมดนี้หรือมีโอกาสได้ติดตามเด็กกลุ่มนี้ ขอให้นำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาต่อไป 

ดังนั้น กสศ. จึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สพฐ. สถ. ตชด. หน่วยงานในภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เด็กยากจนพิเศษสามารถเข้าถึงการจัดสรรทุนของ กสศ. ด้วยการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ ให้เกิดการคัดกรองนักเรียนที่มีความยากจนได้รับทุนทางการศึกษา ส่งความช่วยเหลือได้อย่างรอบด้าน โดยการทำงานในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จะต้องดำเนินการภายใต้นโยบายทั้งหมด 6 ข้อคือ 1.เฝ้าระวังและติดตามภาวะทุพโภชนาการเป็นรายบุคคล ขอให้ครูช่วยบันทึกข้อมูลเหล่านี้ เข้าสู่ระบบสารสนเทศมาด้วย เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่า เด็กมีผลกระทบอย่างไรหลังจากที่ปิดโรงเรียนไปเป็นเวลานาน 2. เฝ้าระวังติดตาม และส่งต่อเด็กที่มีความเครียดและซึมเศร้าเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีความพร้อมทางสภาพจิตใจในการเรียน 3.เฝ้าระวังติดตาม ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เป็นรายบุคคล เพราะบางส่วนอาจจะไม่ได้เรียนอย่างเต็มที่ในช่วงที่หยุดเรียนไปแม้จะมีการเรียนออนไลน์ 4.ติดตาม ค้นหา และส่งต่อเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ 5.วางแผนและบริหารจัดการความเสี่ยง จากการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ทำงานด้วยกระบวนการจัดการเชิงพื้นที่ บูรณาการทั้งในระดับท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และ 6.การบูรณาการระบบสารสนเทศให้เป็นแบบ ONE Application เชื่อมโยงระบบ CCT ของกสศ. และ DMC ของ สพฐ. เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อติดตามและให้มีความสะดวกในการให้เด็กยังอยู่ในระบบการศึกษาต่อไป

ขณะที่ นายจีรศักดิ์  กาสรศิริ  นักวิชาการ สำนักบริหารเงินอุดหนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ กสศ.  กล่าวว่า  ปฏิทินการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขโดยให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในครั้งนี้จะเป็นค่าครองชีพจำนวน 1,500 บาท/คน โดยจัดสรรเงินเข้าบัญชีเพียงรอบเดียว ในช่วงวันที่ 20-24 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะแจ้งผ่าน SMS ไปยังครูผู้รับผิดชอบ และผู้บริหาร ซึ่งสถานะการเงิน โอนเงินจะตรวจสอบได้ในวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม เป็นต้นไป สถานศึกษาต้องเร่งจ่ายเงินไปยังนักเรียนทุนเสมอภาคและบันทึกแบบรายการจ่ายเงิน ภายใน 20 วันทำการ โดยให้ครูประจำชั้นบันทึกแบบรายการจ่ายเงินรายห้องเรียน โดยครูแอดมินสถานศึกษาติดตามตรวจสอบการจ่ายเงินของครูประจำชั้นแล้วบันทึกรายงานส่งมายัง กสศ. โดยหากพบว่ามีเด็กไม่สามารถรับทุนได้ ทั้งลาออก ย้ายออก หรือเสียชีวิตให้คืนเงินในรูปแบบ e-payment เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น พร้อมกันนี้ กสศ. ขอความร่วมมือสถานศึกษาให้ความสำคัญของ 2 เงื่อนไขการรับเงินทุนเสมอภาค คือ เงื่อนไขการบันทึกน้ำหนักส่วนสูงและการมาเรียนของเด็กนักเรียนทุนเสมอภาค

ยธ. MOU กยศ. เล็งจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศธ.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616362

ยธ. MOU กยศ. เล็งจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.51 น.

ยธ. MOU กยศ. เล็งจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศธ.ค.นี้

17 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงยุติธรรม มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ระหว่าง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานในพิธี โดยมี นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 รับทราบตามที่คณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย รัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีเสนอนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง เพื่อการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชนภายใต้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยกระทรวงมีนโยบายด้านการอำนวยความเป็นธรรม  ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนดำเนินการการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนที่เป็นหนี้รายย่อย หนี้ครัวเรือน หนี้เกษตรกร และหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ด้วยการนำกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องคดีและหลังฟ้องคดีมาใช้ยุติหรือระงับข้อพิพาท

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณนายโฆสิต สุวินิจจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีให้สามารถยุติหรือระงับข้อพิพาทได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม ไม่เสียค่าใช้จ่าย และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร

“หลังจากนี้กระทรวงยุติธรรมจะร่วมมือกับกรมบังคับคดี กรมคุ้มครองสิทธิฯ และกยศ. จัดกิจกรรมมหกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้สินในช่วง ธ.ค.นี้ โดยหลังจากได้กำหนดการเรียบร้อยแล้วจะแจ้งให้ทราบถึงวันที่จะจัดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้คนที่เป็นหนี้ได้รับรู้ ว่านายกฯจะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ ให้บริการประชาชนให้มายื่นเรื่องปรับโครงสร้างหนี้และไกล่เกลี่ย หากได้ผลการตอบรับที่ดีเราจะจัดกระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า “กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้อง ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 โดยคำนึงถึงความยินยอมของคู่กรณีเป็นสำคัญ ทำให้ข้อพิพาทยุติได้ก่อนขึ้นสู่ศาล ลดปัญหาความขัดแย้ง ลดค่าใช้จ่าย ในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่กรณีและความสมานฉันท์ในสังคม ภายหลังจากลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ทั้งสองหน่วยงานจะได้ร่วมกันจัดมหกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้แก่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่มีจำนวนกว่าหนึ่งล้านรายทั่วประเทศ

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า กองทุนได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการให้ความช่วยเหลือ ผู้กู้ยืมที่มีหนี้ค้างชำระติดต่อกันหลายงวด ซึ่งอาจถูกบอกเลิกสัญญาและถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ยืม ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม ลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล รวมถึงเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยสามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทาง http://www.studentloan.or.t