‘คุณหญิงกัลยา’ ติวเข้มผู้บริหารและอาจารย์ วษท. 11 แห่งเป็นต้นแบบขยายองค์ความรู้จัดการน้ำสู่นักศึกษาและชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610189

‘คุณหญิงกัลยา’ ติวเข้มผู้บริหารและอาจารย์ วษท. 11 แห่งเป็นต้นแบบขยายองค์ความรู้จัดการน้ำสู่นักศึกษาและชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 11 แห่ง จำนวน 32 คน ลงพื้นที่ศึกษาแผนงาน และแนวทางระบบธนาคารน้ำใต้ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองนครพนม ภายใต้โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer
หลักสูตรชลกร โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเป็นต้นแบบที่ถูกต้องในการขยายองค์ความรู้ไปสู่นักศึกษาและประชาชนในชุมชนต่อไปในอนาคต

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวว่า องค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำจะช่วยให้ประชาชนในชุมชนและเกษตรกรมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำหลากและทำให้ประชาชนในชุมชนและเกษตรกรมีรายได้ที่มากขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer หลักสูตรชลกร โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ที่จัดขึ้นนี้ก็เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้องกับผู้บริหารและอาจารย์ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อที่จะได้นำไปถ่ายทอดขยายองค์ความรู้ไปสู่นักศึกษาและประชาชนในชุมชนได้อย่างถูกต้อง

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ผู้เข้าเข้าร่วมการอบรมทั้ง 32 คน จาก 11 วิทยาลัยได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับศาสตร์การบริหารจัดการน้ำใน 3 หลักการใหญ่ คือมีที่ให้น้ำอยู่ มีที่ให้น้ำไหล และเก็บน้ำไว้ใต้ดิน จากนั้นจะร่วมกันวางแผน วิเคราะห์และออกแบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตัวเอง ก่อนลงพื้นที่ศึกษาดูงานการขยายผลการทำธนาคารน้ำใต้ดิน (กลุ่มเพาะกล้าไม้ชุมชน) ที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านผึ้งได้มีการบูรณาการร่วมกันกับโรงเรียน สถานีเพาะชำกล้าไม้ เพื่อสร้างอาชีพของคนในชุมชน และเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและประชาชนที่สนใจ พร้อมดูตัวอย่างธนาคารน้ำใต้ดินที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านผึ้งได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ

“การเรียนรู้ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่ใช่เฉพาะอาชีวะ แต่ชุมชน รวมถึงคนไทยทั่วประเทศจะได้ประโยชน์ด้วยหากเราจะสามารถขยายผลสิ่งที่เราเรียนรู้ในวันนี้นำไปปฏิบัติจริงต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ภายในปีเศษสามารถพัฒนาเป็นหลักสูตรชลกรได้ ขอความร่วมมือกับพวกเราทุกคนให้สืบทอดพระราชปณิธานศาสตร์พระราชาเรียนรู้ ทำ และถ่ายทอดให้ชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ สิ่งแรกคือถ่ายทอดให้ลูกศิษย์เพื่อที่ลูกศิษย์ จะขยายผลต่อไปถึงชุมชน ตำบลจังหวัด จนไปทั่วประเทศ” ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว

วธ.ตรวจเยี่ยมกองถ่ายภาพยนตร์ ‘บุพเพสันนิวาส 2’ พบรักษามาตรการป้องกันโรค COVID-19 เคร่งครัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610192

วธ.ตรวจเยี่ยมกองถ่ายภาพยนตร์ ‘บุพเพสันนิวาส 2’ พบรักษามาตรการป้องกันโรค COVID-19 เคร่งครัด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ตนเองได้ไปตรวจเยี่ยมกองถ่ายภาพยนตร์ เรื่อง บุพเพสันนิวาส 2 ที่โกดังมติชน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมด้วย ยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ซึ่งอยู่ระหว่างการถ่ายทำ และได้รับความสนใจและติดตามความเคลื่อนไหวจากประชาชนต่อเนื่องจากภาคแรกที่เป็นละครโทรทัศน์ เนื่องจากมีนักแสดงบทเนื้อหา เรื่องราว ที่มีคุณภาพ และใช้สถานที่ถ่ายทำที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นการส่งเสริมศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่เอื้อต่อการขยายธุรกิจภาพยนตร์ของผู้ประกอบการของไทยสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต นอกจากนี้จากการตรวจเยี่ยมกองถ่ายภาพยนตร์ เรื่อง บุพเพสันนิวาส 2 พบว่ามีการให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเป็นอย่างดี เช่น มีจุดลงทะเบียน วัดอุณหภูมิก่อนเข้าพื้นที่ จุดพยาบาล ATK สำหรับการตรวจทีมงานทุก 3 วัน ทีมงานในการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในพื้นที่ควบคุสูงสุดและเข้มงวดจะต้องมีไม่เกิน 50 คน มีการแบ่งโซนทำงานมิให้แออัดทีมงานสวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้า2 ชั้นตลอดเวลา พ่นแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆที่ถ่ายทำ และรักษา โดยมีการบริหารความเสี่ยงเมื่อพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จะคัดแยกบุคคลออกจากพื้นที่และส่งตัวเข้ารับการตรวจทันที หากพบผู้ติดเชื้อ จะนำส่งสถานพยาบาล และพักการปฏิบัติงานเพื่อทำความสะอาด พ่นแอลกอฮอล์ในพื้นที่ทันที

นายอิทธิพลกล่าวด้วยว่า วธ.บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เอกชน สมาคมและผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) มีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญคือ การพัฒนาตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในประเทศ การส่งเสริมและพัฒนาตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทย โดยการเข้าร่วมงานเทศกาลและตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในต่างประเทศในนามทีมประเทศไทย มีการเปิดการเจรจากับนักลงทุนทั่วโลกและจัดสัมมนาผ่านรูปแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่องแม้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคCOVID-19 วธ.ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว อีกทั้ง วธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำหนังสือแจ้งเวียนแนวปฏิบัติการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไปยังทุกจังหวัด รวมถึงผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ให้ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค COVID-19 อย่างเคร่งครัดอีกด้วย

ดีป้า จับมือ 6 มหา’ลัย พัฒนาสื่อการสอนดิจิทัล หวังครูที่ผ่านอบรมส่งต่อความรู้ให้เด็ก 100,000 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610188

ดีป้า จับมือ 6 มหา’ลัย พัฒนาสื่อการสอนดิจิทัล  หวังครูที่ผ่านอบรมส่งต่อความรู้ให้เด็ก 100,000 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จับมือ 6 สถาบันการศึกษาแนวหน้า พัฒนาสื่อการสอน “โลกแห่งอุปกรณ์อัจฉริยะ” หวังส่งต่อให้กับคุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วประเทศ เดินหน้าเสริมความรู้ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันให้กับเด็กและเยาวชน กระตุ้นความสนใจ ก่อนนำไปสู่การขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมนอกห้องเรียน คาดบทเรียนถูกใช้สอนจริงแก่เด็กและเยาวชนมากกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ พร้อมเตรียมต่อยอดสู่โครงการ Coding in Your Area และ Codekathon

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่ง ดีป้า เล็งเห็นความสำคัญในจุดนี้ โดยเฉพาะการมุ่งปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงร่วมกับ 6 สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศพัฒนาสื่อการสอนในบทเรียน “โลกแห่งอุปกรณ์อัจฉริยะ” ขึ้น เพื่อส่งต่อให้กับคุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเสริมความรู้ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันให้กับเด็กและเยาวชน ทำให้เด็กและเยาวชนได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ จากบริบทใกล้ตัว ช่วยกระตุ้นความสนใจในเทคโนโลยีดิจิทัล และนำไปสู่การขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมนอกห้องเรียน

โดยบทเรียน “โลกแห่งอุปกรณ์อัจฉริยะ” ครอบคลุมพื้นฐานความรู้ด้าน Smart Farm, Smart Living, Smart Environment และ Smart Community
นำเสนอผ่านเกม เพื่อเป็นสื่อกลางสอดแทรกความสนุกสนานพร้อมกับสาระความรู้ ซึ่งจะช่วยให้การเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความหมายกับเด็กและเยาวชนยิ่งขึ้น บทเรียนดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของ ดีป้า และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขณะที่ทีมวิทยากรจากแต่ละมหาวิทยาลัยประยุกต์เนื้อหาบทเรียนให้สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาคนั้นๆ ก่อนถ่ายทอดให้กับคุณครู โดย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับหน้าที่ถ่ายทอดบทเรียนให้กับครูจากโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ่ายทอดสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ่ายทอดสู่พื้นที่

ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออกมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดสู่พื้นที่ภาคใต้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ถ่ายทอดสู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)

ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ดีป้า ตั้งเป้าให้คุณครูสามารถดาวน์โหลดสื่อการสอนและเรียนรู้วิธีการใช้สื่อฯตัวเองผ่านทาง Youtube : depa Thailandซึ่งคาดว่า บทเรียนนี้จะถูกนำไปใช้สอนจริงแก่เด็กและเยาวชนมากกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ ก่อนเตรียมต่อยอดสู่โครงการ Coding in Your Area ที่มุ่งเน้นจุดประกายการเรียนโค้ดดิ้งของเยาวชนให้เป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยการใช้ตัวอย่างนวัตกรรมในท้องถิ่น อาทิ การโค้ดดิ้งเพื่อควบคุมเครื่องวัดอุณหภูมิการหมักปลาร้า การโค้ดดิ้งเพื่อสร้างนวัตกรรมวัดปริมาณน้ำยางพารา และนวัตกรรมมัสยิดอัจฉริยะ ซึ่งมีแผนจะลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้เยาวชนกว่า 15,000 คนทั่วประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสร้างสรรค์ และแสดงผลงานนวัตกรรมจริงผ่านเวทีประกวดแข่งขันในโครงการ Codekathon ซึ่งจะสามารถเปิดรับสมัครโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมภายในสิ้นปี 2564

อาชีวะอุบลฯ เตรียมโชว์ ‘ตัดเย็บผ้าไหมไทย’ แด่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-คูเวต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610305

อาชีวะอุบลฯ เตรียมโชว์ ‘ตัดเย็บผ้าไหมไทย’ แด่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-คูเวต

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.35 น.

อาชีวะอุบลฯ ประชุมออนไลน์เตรียมโชว์ความเป็นเลิศ ตัดเย็บผ้าไหมไทยให้ เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย และประเทศคูเวต ในงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11

20 ตุลาคม 2564 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ณ ห้องประชุมจามจุรี นำโดย นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางสมจิตร  บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วย นางอรสา แถบเกิด นายชาติชาย คนขยัน ครูแผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ เข้าร่วมประชุมออนไลน์ผ่าน  Zoom  กับสถานทูตคูเวต นำโดย Mr.Edward Kitti  ประธานมูลนิธิช่วยเหลือนักท่องเที่ยว คณะกรรมการจัดงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11  Ms.Aman Jehdoloh ผู้แทนสถานทูตคูเวตประจำประเทศไทย เพื่อปรึกษาหารือการออกแบบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศคูเวต  ซึ่งโครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2564 เวลา 17.00 น. ณ  โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

ในส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เมื่อปี 2563 ที่ผ่าน ได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้รับผิดชอบตัดเย็บชุดผ้าไหมให้กับเอกอัครราชทูต และคู่สมรส ประเทศอินเดีย สำหรับในปีนี้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบตัดเย็บชุดผ้าไหมให้กับเอกอัครราชทูตประเทศคูเวต 1 ชุด และประเทศมองโกเลีย 2 ชุด ในงานปีนี้

เบื้องต้นจากการประชุมทางคณะสถานทูตประเทศคูเวตได้เลือกแบบชุดผ้าไหมที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำเสนอจำนวนทั้งหมด 5 รูปแบบ เรียบร้อยแล้ว ส่วนคณะสถานทูตจากประเทศมองโกเลีย ยังไม่มีกำหนดการประชุม ซึ่งจะหารือในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้หากเลือกแบบผ้าไหมที่ต้องการแล้ว ลำดับต่อไปจะเข้าสู่การวัดตัว การเลือกผ้าและการตัดเย็บเป็นลำดับต่อไป จึงนับเป็นความภาคภูมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยเฉพาะ นักเรียน นักศึกษา สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะวิชาชีพในสาขาที่เรียน นำมาโชว์ศักยภาพเผยแพร่ผ้าไหมไทย สู่สายตาชาวโลก เกิดสันติไมตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาประเทศทั่วโลก

‘องคมนตรี’เป็นประธานน้อมรำลึกในหลวง รัชกาลที่ 9 ณ เขื่อนแก่งกระจาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610303

'องคมนตรี'เป็นประธานน้อมรำลึกในหลวง รัชกาลที่ 9 ณ เขื่อนแก่งกระจาน

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.30 น.

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 10.40 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง  และนายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี รองประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง  เป็นประธานในพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ เขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี  โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมรำรึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ และความเป็นมาของโครงการฝนหลวง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงอำนวยการสาธิตการทำฝนหลวงให้แก่นักวิทยาศาสตร์สาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ชม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ณ เขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี  

ทั้งนี้ องคมนตรีได้น้อมนำพระบรมราโชบายในการให้ความช่วยเหลือราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากำหนดแผน เพื่อให้ราษฎรได้รับประโยชน์สูงสุด ปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทำการเกษตร และการเติมน้ำให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ จำนวน 3 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่  หน่วยปฏิบัติการจังหวัดตาก  และหน่วยปฏิบัติการจังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ การปฏิบัติการฝนหลวงทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. – 18 ต.ค.64 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน  221 วัน รวม 4,211 เที่ยวบิน (6,185:58 ชั่วโมงบิน) คิดเป็นร้อยละ 94.9 มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 64 จังหวัด ทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 187.9 ล้านไร่ และมีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อน และอ่างเก็บน้ำ รวม 133 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 220.8 ล้านลูกบาศก์เมตร

ในโอกาสนี้ องคมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการ “ตามรอยพระบิดาแห่งฝนหลวง” และร่วมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาสวาย จำนวน 30,000 ตัว และปลาตะเพียน จำนวน 20,000 ตัว รวม 50,000 ตัว  ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้เจริญเติบโตขยายพันธุ์รักษาความสมดุลของธรรมชาติ ณ บริเวณสันเขื่อนแก่งกระจาน  ด้วย

ในตอนบ่าย  องคมนตรี พร้อมคณะ  เดินทางไปยังโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด อันจะเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น บริเวณสะพานดำ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ โดยมี นายสมเกียรติ แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี  รายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงาน ปัจจุบัน กรมชลประทานได้มีการดำเนินการขยายคลองส่งน้ำ ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาตลอดจนคลองซอย และคลองระบายน้ำ D9 เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สามารถตัดยอดน้ำจากหน้าเขื่อนเพชร(ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่ายาง) ระบายลงทะเล  โดยจะทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำแม่น้ำเพชรบุรีไม่เกินความจุ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยของตัวเมืองเพชรบุรีและประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ริมน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบ จำนวน 27 เครื่อง โดยกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่เสี่ยงน้ำท่วม อาทิ บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเพชรบุรี  

ต่อจากนั้น องคมนตรี และคณะ เดินทางไปเดินทางไปยังบริเวณสะพานวัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามความพร้อมการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่บริเวณสะพานวัดเขาตะเครา จำนวน 8 เครื่อง บริเวณบ้านทุ่งเฟื้อ จำนวน 2 เครื่อง และบริเวณคันกั้นน้ำเค็มคลองต้นมะพร้าว จำนวน 2 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 12 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งผลักดันมวลน้ำให้ระบายไหลออกทะเลได้เร็วขึ้น  ทำให้มวลน้ำไม่ชะลอตัว  ส่งผลดีต่อการระบายน้ำของลำน้ำเพชรบุรีและช่วยบรรเทาการเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจของตัวเมืองเพชรบุรีได้เป็นอย่างดี ราษฎรชาวจังหวัดเพชรบุรี ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
 

‘ตรีนุช’เปิดตัวแอปฯ’ช่างอาชีวะ’ บริการฟรีถึงบ้าน พร้อมดาวน์โหลดแล้ววันนี้! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610275

'ตรีนุช'เปิดตัวแอปฯ'ช่างอาชีวะ' บริการฟรีถึงบ้าน พร้อมดาวน์โหลดแล้ววันนี้!

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.15 น.

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ที่วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี นางสาวตรีนุช  เทียนทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานพิธีเปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ” (ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย) ว่า การดำเนินงานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix it Center แบบถาวรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้รับการตอบรับและเสียงชื่นชมจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่วงการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นอย่างมาก ซึ่งตนเห็นความสำคัญในการพัฒนาการให้บริการได้เข้าถึงประชาชนได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการและยกระดับมาตรฐานการให้บริการ จึงมอบหมายให้ สอศ. พัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ” สำหรับการให้บริการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) แบบถาวร จำนวน 100 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการให้บริการได้สะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องนำเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้มาที่ศูนย์บริการ อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับสภาพสังคม และวิถีชีวิตยุคใหม่ New Normal สร้างความมั่นใจการใช้บริการช่างอาชีวะ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เรียน และผู้ปกครองซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการพลิกโฉมระบบการศึกษาไทย ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับ และวาระเร่งด่วนด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ที่เหมาะสม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

“ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix it Center อาชีวะต้องการให้ นร. นศ.อาชีวะที่นอกจากเรียนภาคทฤษฎีในสถานศึกษาแล้วให้ได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยการเข้าไปให้บริการชุมชนเพื่อพัฒนาทักษะและสร้างจิตอาสาไปช่วยเหลือชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 และในโลกเทคโนโลนีที่เปลี่ยนแผลงไป สอศ.จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น ”ช่างอาชีวะ” เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการให้บริการได้มากยิ่งขึ้นจากเดิม ขณะนี้ ศูนย์ Fix it Center มี 100 ศูนย์ครอบคุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วน กทม.ซึ่งมีชุมชนหนาแน่น ซึ่งมี  ศูนย์ Fix it Centerอยู่ 4 แห่ง ก็ให้เพิ่มเป็น 10 แห่ง เป้าหมายเพืาอเพื่อให้ นร.นศ.อาชีวะพัฒนาทักษะ และได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมและชุมชน โดยให้บริการซ่อมฟรี” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้าน ดร.สุเทพ  แก่งสันเทียะ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า การให้บริการซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าและ เครื่องจักรกลทางการเกษตรแก่ประชาชนของศูนย์ Fix it Center จำนวน 100 ศูนย์  ทั่วประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้นำความรู้ทักษะวิชาชีพมาใช้ปฏิบัติได้จริง เกิดทักษะความชำนาญในวิชาชีพ สามารถแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริง สร้างจิตอาสาบริการชุมชนและสังคม ยกระดับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความทันสมัย  เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงการให้บริการประชาชน และการรายงานข้อมูลสภาพปัญหาความต้องการของประชาชนและศูนย์บริการได้อย่างรวดเร็ว  สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจใช้บริการช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยค้นหาชื่อ “ช่างอาชีวะ” ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งรองรับทั้งระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟน (IOS) และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย(ฟรี)

สำหรับขั้นตอนการใช้งาน Application ช่างอาชีวะ มีดังนี้ 1. เข้าไปที่ Google Play Store หรือ App Store ทำการค้นหาคำว่า “ช่างอาชีวะ” เลือกไปที่ Application “ช่างอาชีวะ” และกดติดตั้ง 2.ทำการเปิด Application “ช่างอาชีวะ” กดอนุญาตเพื่อให้ App สามารถใช้งานแผนที่ เพื่อระบุพิกัดสถานที่ในการแจ้งซ่อม ซึ่งในการใช้งานครั้งแรกต้องกดสมัครสมาชิกก่อน โดยสามารถเลือกจังหวัด และเลือกศูนย์ซ่อมที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อไปให้บริการซ่อมถึงบ้านได้
 

นร.เศร้า! ‘รร.อำนวยศิลป์ธนบุรี’ ร่อนประกาศปิดตัว-คืนเงินผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610137

นร.เศร้า! 'รร.อำนวยศิลป์ธนบุรี' ร่อนประกาศปิดตัว-คืนเงินผู้ปกครอง

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.46 น.

นักเรียนเศร้า! โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี ออกหนังสือประกาศปิดตัว-พร้อมคืนเงินผู้ปกครอง

20 ตุลาคม 2564 มีรายงานว่า โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี ได้ออกหนังสือแจ้งถึง นักเรียนและผู้ปกครอง เรื่อง การปิดสถานศึกษา/เลิกกิจการโรงเรียน ณ สิ้นปีการศึกษา 2564 (30 เมษายน 2564 ) เนื่องจากโรงเรียนประสบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องประสบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และ โรงเรียนได้พิจารณาคืนเงินค่าแรกเข้า ที่จ่ายให้โรงเรียนและเงินบริจาคที่มอบให้แก่มูลนิธิอำนวยศิลป์ จิตร-เอิบ ทังสุบุตร ให้ตามที่ได้จ่ายจริง

โรงเรียนมีความเสียใจที่จะแจ้งให้ทราบว่า คณะกรรมการบริหารโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2564 ได้พิจารณาและมีมติที่จะปิดสถานศึกษา ณ สิ้นปีการศึกษา 2564 (สิ้นเดือนเมษายน 2565) เนื่องจากโรงเรียนประสบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งมาประสบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยาวนานกว่าที่คาดคิดโรงเรียนจึงประสบปัญหาสภาพคล่อง ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิอำนวยศิลป์มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองที่ให้ความวางใจและสนับสนุนโรงเรียนตลอดเวลาที่ผ่านมาโรงเรียนจึงพิจารณาคืนเงินค่าแรกเข้าที่จ่ายให้โรงเรียนและเงินบริจาคที่มอบให้แก่มูลนิธิอำนวยศิลป์ จิตร-เอิบ ทังสุบุตร ให้ตามที่ได้จ่ายจริง โดยจะทำการคิดเป็นส่วนลดของค่าเทอมของภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2564 เว้นแต่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในการนี้ฝ่ายบัญชีจะทำหนังสือแจ้งรายละเอียดแก่ผู้ปกครองแต่ละท่านเป็นรายบุคคลอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ โรงเรียนได้สำรวจข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อให้พิจารณาตามเอกสารแนบ โรงเรียนพร้อมให้ความช่วยเหลือในการประสานงานกับโรงเรียนที่ผู้ปกครองสนใจ หรือ หาข้อมูลของโรงเรียนอื่นเพิ่มเติม

.

009

‘ตรีนุช’เตรียมแถลงแนวทางเปิดภาคเรียนสัปดาห์หน้า เล็งไม่ใช้ตรวจ ATK นักเรียนเป็นเกณฑ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610136

‘ตรีนุช’เตรียมแถลงแนวทางเปิดภาคเรียนสัปดาห์หน้า เล็งไม่ใช้ตรวจ ATK นักเรียนเป็นเกณฑ์

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.42 น.

‘ตรีนุช’เตรียมแถลงแนวทางเปิดภาคเรียนสัปดาห์หน้า เล็งไม่ใช้ตรวจ ATK นักเรียนเป็นเกณฑ์

20 ตุลาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ ว่า ศธ.ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาโดยตลอดในการกำหนดเงื่อนไขรองรับการเปิดภาคเรียน ซึ่งขณะนี้เงื่อนไขยังมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความเหมาะสม และเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะแถลงความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ ศธ. พร้อมเปิดภาคเรียนได้อย่างแน่นอน แต่ต้องดูว่าแต่ละพื้นที่จะเปิดเรียนในรูปแบบใด ซึ่งโรงเรียนที่จะเปิดแบบออนไซต์ได้ จะต้องผ่านกรอบมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของจำนวนครูและนักเรียนที่ฉีดวัคซีนแล้วว่ามีจำนวนเท่าใด ซึ่งขณะนี้นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนแล้วกว่า 40% ส่วนจะเป็นตัวเลขเท่าใดนั้นกำลำลังรอข้อสรุปอีกครั้ง ขณะนี้ ศธ.กำลังเร่งให้ครูที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ หากโรงเรียนใดเตรียมความพร้อมและผ่านกรอบมาตรฐานที่ ศธ.และ สธ.กำหนดร่วมกัน จะมีการแถลงตัวเลขในสัปดาห์หน้า หากโรงเรียนใดผ่านกรอบมาตรฐานก็สามารถเปิดออนไซต์ได้ 

ทั้งนี้ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ยังเป็นกลไกลสำคัญเพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกันและมีความหลากหลาย เพราะฉะนั้น ผู้ว่าฯ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) จะทราบดีและมีรายละเอียดว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีแดง หรือสีแดงเข้ม แต่ในบางตำบลอาจจะเป็นพื้นที่สีเขียวไม่มีการติดเชื้อ ก็อาจจะสามารถเปิดเรียนแบบออนไซต์ได้ตามปกติ ซึ่งศธ.ก็พยายามจะทำให้มีความยืดหยุ่นบนเงื่อนไขที่เน้นในเรื่องความปลอดภัยตามกรอบมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข และให้ทางจังหวัดดูสภาของพื้นที่ด้วยว่าพื้นที่ใดสามารถเปิดเรียนแบบออนไซต์ได้ และต้องมีมามาตรการในเรื่องการป้องกัน เช่น การใส่แมส นิวนอร์มอล การเว้นระยะห่าง ก็สามารถเปิดเรียนได้ตามหลักเกณฑ์ในแต่ละจังหวัด

สำหรับการตรวจ ATK  นักเรียน ในเบื้องต้น ศธ. ได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขแล้วได้ข้อสรุปว่าอาจจะไม่ได้นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการเปิดภาคเรียน แต่จะใช้ในกรณีพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงหลังจากเปิดภาคเรียนไปแล้วเด็กมีอาการก็จะนำ ATK มาตรวจ เพื่อให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยการตรวจทางโรงเรียนจะต้องประสานกับโรงพยาบาลในพื้นที่ให้เข้ามาตรวจ ซึ่งการตรวจ ATK นี้ เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ที่ต้องเน้นคือการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและครูให้ได้ตามเกณฑ์ ดังนั้นการตรวจ ATK นักเรียนจะต้องนำเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ พิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันศุกร์นี้” รมว.ศธ. กล่าว

งานวิจัย‘ม.ขอนแก่น’ดันรัฐไฟเขียว ‘เส้นเลือดสมองโป่งพอง’สิทธิ์บัตรทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609964

งานวิจัย‘ม.ขอนแก่น’ดันรัฐไฟเขียว  ‘เส้นเลือดสมองโป่งพอง’สิทธิ์บัตรทอง

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.นพ.พิชเยนทร์ ดวงทองพล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง เป็นโรคที่คนไข้จะมาพบแพทย์เมื่อมีภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งอยู่ในภาวะเร่งด่วนในการรักษา และมีโอกาสเส้นเลือดจะแตกซ้ำได้สูง อันจะนำมาสู่การเสียชีวิตหรือพิการ สำหรับวิธีการรักษาจะมีการผ่าตัดเพื่อหนีบกระเปาะหลอดเลือดโป่งพองนั้น (Clipping) หรือใส่ขดลวดสปริง (Coiling) ขึ้นอยู่กับรอยโรคของผู้ป่วย

“ปัจจุบันมีวิธีการรักษาโดยการใส่ขดลวดสปริง ที่ได้ผลดี มีบาดแผลน้อย สามารถทำได้ในบริเวณที่ผ่าตัดได้ยาก แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ที่ผ่านมาผู้ใช้สิทธิ์บัตรทองในประเทศไทย ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาโดยการใส่ขดลวดสปริง ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงต้องผ่าตัดแบบเปิดกะโหลกศีรษะ ส่งผลต่อการรักษาออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะพิการและชีวิตสูง ซึ่งจะส่งผลต่องบประมาณการดูแลประชากรผู้ป่วยของรัฐ”รศ.นพ.พิชเยนทร์ กล่าว

รศ.นพ.พิชเยนทร์ กล่าวต่อไปว่า รพ.ศรีนครินทร์ โดย ศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง จึงได้ผลิตงานวิจัย เรื่อง ความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวดขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยทีมนักวิจัย ได้เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากผู้ป่วยในประเทศไทย กว่า 10 ปี และเก็บข้อมูลจากผู้ป่วย รพ.ศรีนครินทร์ กว่า 5 ปี เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวดมีความคุ้มค่า และลดอัตราการพิการหรือเสียชีวิตได้

ซึ่งงานวิจัยที่ว่าด้วยความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวด ทีมนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเมื่อได้ผลการศึกษาวิจัยแล้ว จึงได้นำเสนอต่อที่ประชุมของ สปสช.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย รศ.นพ.อำนาจกิจควรดี เป็นผู้นำเสนอให้เห็นถึงความคุ้มของการรักษาพยาบาลประชาชนผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองโดยวิธีใส่ขดลวด จนกระทั่งได้รับความเห็นชอบ ผ่านการอนุมัติให้ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง สามารถเบิกจ่ายเงินค่าผ่าตัดโดยวิธีการใส่ขดลวด (Coiling) ได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

โดยมีประกาศว่า ให้ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองแล้วแตกต้องทำการผ่าตัดโดยใช้วิธีใส่ขดลวด สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ เส้นละกว่า 10,000 บาท หรือ 1 คนจะใช้ ประมาณ 4 เส้น สามารถเบิกจ่ายได้กว่า 50,000 บาท จากปกติผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์บัตรทองไม่สามารถเบิกจ่ายการรักษาด้วยวิธีใส่ขดลวดได้เลยซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงกว่า 100,000 บาท

ด้าน รศ.นพ.อำนาจ กิจควรดีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยแพทย์ ประจำ รพ.ศรีนครินทร์ กล่าวว่ารพ.ศรีนครินทร์ ได้ก่อตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ในแต่ละปีผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองของ รพ.ศรีนครินทร์ มีจำนวนมากกว่า 100 ราย ที่ต้องรับการผ่าตัด แต่สามารถรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการใส่ขดลวดได้แค่10% เท่านั้น เนื่องจากค่าผ่าตัดแบบใส่ขดลวดจะมีค่าใช้จ่ายเกือบหนึ่งแสนบาท ที่เป็นปัญหาสำหรับประชาชนผู้มีความยากจน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้

“ข้อจำกัดที่ความยากจนจึงได้ถูกหยิบขึ้นมาเพื่อเป็นโจทย์ของงานวิจัยที่ว่าด้วยความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวด พบว่า ผลการศึกษาของการรักษาเมื่อรักษาโดยการใช้ขดลวด มีความคุ้มในด้านค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด เมื่อเทียบกับผลการรักษาหรือค่าใช้จ่ายหากเกิดความพิการขึ้น ส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of NeuroInterventional Surgery ในระดับ Q1 Impact factor 5.836” รศ.นพ.อำนาจ ระบุ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง สามารถเบิกจ่ายเงินค่าผ่าตัดโดยวิธีการใส่ขดลวด (Coiling) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป นับว่างานวิจัย ความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวดชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนผู้มีข้อจำกัดในค่ารักษาพยาบาล โดยมี ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานสำคัญในการร่วมผลักดันโครงการ จนเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างดีต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้เข้าถึงบริการเพื่อสุขภาพโดยไม่มีข้อจำกัด

ทีมวิจัย‘วิศวะมหิดล’คิดค้น ระบบชาร์จเร็วยานยนต์ไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609959

ทีมวิจัย‘วิศวะมหิดล’คิดค้น  ระบบชาร์จเร็วยานยนต์ไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทีมวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งประกอบด้วย
สมนิดา ภัทรนันท์ และ ธนทิพย์ อ้วนอ่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และนักศึกษา คือ กรวรรณ ยี่สุ่น และ ลลิสา เอกวรชาติ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรม ระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้า (Alternative Design of EV Quick Charger) เพื่อลดระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย โดยออกแบบให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทย และมุ่งหวังว่าการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มนั้นจะใช้เวลาลดลง สามารถต่อยอดพัฒนาให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

ทั้งนี้ ภาวะโลกร้อนซึ่งนานาประเทศต่างตระหนักถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้นทุกปี ผลักดันให้โลกยานยนต์
พลิกเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยหลายประเทศได้กำหนดเป้าหมายที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าเดิม แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงาน ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าน้ำมัน และร่วมกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society)

ด้าน สมนิดา ภัทรนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เนื่องจากในประเทศไทยมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ผุ้ใช้รถไฟฟ้าส่วนมากจึงพี่งพาการชาร์จแบตเตอรี่ภายในที่อยู่อาศัยด้วยอุปกรณ์ EV Home Charger ที่มีระยะเวลาชาร์จยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ทางทีมวิจัยจึงได้เริ่มต้นศึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรม ระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้า (Alternative Design of EV Quick Charger)

ประกอบด้วย Power Converters ซึ่งถูกออกแบบให้แปลงไฟฟ้ากระแสสลับเป็นไฟฟ้ากระแสตรงที่เหมาะสมกับการชาร์จประจุตรงเข้าไปที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion Battery) ภายในตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ Solid State ภายใน Converter ในรูปแบบ CCCV (Constant Current Constant Voltage) ที่จะสามารถช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จประจุได้

และใช้ระบบควบคุมแบบ PI Controller ในการควบคุมกระแสและแรงดันไฟฟ้าขณะชาร์จประจุให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion Battery) ส่วน วิธีการใช้งาน ตัวอุปกรณ์ต้องใช้งานกับระบบไฟฟ้าสามเฟส โดยด้านที่ต่อเพื่อทำการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นหัวต่อชนิด CCs Type2 ทั้งนี้บ้านโดยทั่วไปเป็นไฟฟ้าระบบ 1 เฟส 15(45) แอมป์ ต้องไปขอการไฟฟ้าเปลี่ยนเป็น 3 เฟส 30(100) แอมป์

จุดเด่นของ ระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้า (Alternative Design of EV Quick Charger) คือการชาร์จประจุแบตเตอรี่ด้วยไฟฟ้ากระแสตรง
โดยไม่ผ่าน On Board Charger ภายในตัวรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้การชาร์จประจุรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากอุปกรณ์ EV Home Charger ส่วนใหญ่ในท้องตลาด
ที่ชาร์จประจุโดยใช้ไฟฟ้ากระแสสลับผ่านไปยัง On Board Charger ภายตัวรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ระยะเวลาชาร์จนานประมาณ 6-10 ชั่วโมง

“ผลการทดสอบแบบจำลองของวงจรต้นแบบของระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้านี้ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-on Battery) แบบที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ตั้งแต่ 0 จนถึง 100% ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ในอนาคตประเทศไทยจะได้พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์ยานยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาแบบให้มีขนาดเหมาะสมกับการใช้งานในบ้านที่อยู่อาศัย สะดวกต่อการใช้งานต่อเนื่อง” สมนิดา กล่าว