‘มธบ.’เปิดหลักสูตร‘แพทย์แผนไทย’ ปั้นผู้เชี่ยวชาญรับกระแส‘สมุนไพร’มาแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609962

‘มธบ.’เปิดหลักสูตร‘แพทย์แผนไทย’  ปั้นผู้เชี่ยวชาญรับกระแส‘สมุนไพร’มาแรง

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอภิรัช ประชาสุภาพ หัวหน้าหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)เปิดเผยว่า การบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้พืชสมุนไพรนั้นเพราะมองว่าเป็นการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพร อีกทั้งนโยบายของภาครัฐก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจร กระชาย ขิง

รวมถึงพืชตระกูล ก. ไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง กระท่อม ที่ปลดล็อกจากสารเสพติดและส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ ทำให้พืชสมุนไพรตอนนี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ซึ่งการที่ตลาดสมุนไพรขยายตัวมากขึ้น ย่อมหมายถึงความต้องการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ต้องมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบุคลากรด้านแพทย์แผนไทย เพราะพืชสมุนไพรหากนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมก็อาจมีโทษมากกว่ามีคุณ

“การเรียนแพทย์แผนไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อรู้พืชสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถทำการวินิจฉัยอาการต่างๆ ที่ผิดปกติของร่างการและเลือกสมุนไพรมาใช้ให้เหมาะสม รวมถึงกระบวนการสกัดสารภายในพืชนั้นๆออกมาใช้ได้ ทั้งนี้ ยังสามารถนำสารสกัดต่างๆ ที่ได้จากพืชนั้นไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นอย่างมากในการผลิตแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกที่มีความรู้ด้านสุขภาพและต้องดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้” นายอภิรัช กล่าว

นายอภิรัชกล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์โควิด-19 พบมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.3 ภายหลังประกาศใช้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-2564 เป็นอัตราการเติบโตมากกว่าจีน ที่เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.06 ญี่ปุ่น ร้อยละ 0.85 และเกาหลีใต้ร้อยละ 5.43 ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า แนวโน้มการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในไทยตั้งแต่ปี 2560 – 2563 มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปีทีเดียว

ขณะที่ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เพราะต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านนี้ของไทยมีจำนวนจำกัดดังนั้น ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันจึงมีการเปิดรับทั้งในระดับปริญญาตรี/โท และหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร นำไปต่อยอดในการทำงานหรือธุรกิจ ซึ่งสมุนไพร ถือเป็นภูมิปัญญา รากเหง้าของคนไทยที่อยู่มาอย่างยาวนาน

สำหรับหลักสูตรการแพทย์แผนไทยวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ. เปิดรับทั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี และบุคคลทั่วไป โดย 2 กลุ่มนี้ จะได้รับเพียง 40 คนต่อปี และการเรียนการสอนเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่นี่ นอกจากจะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพรแล้ว ยังต้องเรียนรู้การวินิจฉัยอาการต่างๆ เรียนรู้การนำสมุนไพรต่างๆ มาปรุงเป็นตำรับยาสมุนไพร การนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน

เช่น การใช้สมุนไพรประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ หรือการทำอาหารให้เป็นยา การแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการใช้สมุนไพรในกลุ่มสารเสพติดและเรียนรู้เรื่องศาสตร์แห่งการชะลอวัยเป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้บูรณาการศาสตร์ต่างๆ และนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพได้จริง และในการเรียนนั้นต้องเรียนพร้อมกับปฏิบัติ เพื่อให้มีองค์ความรู้และต้องปฏิบัติได้ อีกทั้งต้องรู้จักสกัดสมุนไพรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคได้

“หลักสูตรแพทย์แผนไทยจะมีทั้งหมด 4 สาขา คือ สาขาเวชกรรมไทย เรียนเกี่ยวกับการวินิจฉัยอาการต่างๆ และจ่ายยาหรือ นำตำรับยาไทยมาใช้ สาขาเภสัชกรรมไทย จะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพร การปฏิบัติและการควบคุมโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทย การสกัดสารในกระบวนวิธีทางแพทย์แผนไทยและแบบใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือผลิตยาสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ

สาขาการนวดไทย จะเรียนเกี่ยวกับการนวดรักษาโรคแบบแพทย์แผนไทยและสาขาผดุงครรภ์ไทย เป็นการเรียนเกี่ยวกับการดูแลแม่หลังคลอด ซึ่งในทุกหลักสูตรของที่นี่ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะได้เรียนรู้การแพทย์ทางเลือกต่างๆ แบบบูรณาการศาสตร์เข้าร่วมกัน”นายอภิรัช ระบุ

หัวหน้าหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ. ยังกล่าวอีกว่า การรักษาโรคในขณะนี้ บางโรคจำเป็นที่ต้องนำศาสตร์หลายๆ ศาสตร์เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แพทย์แผนไทยผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบันประยุกต์ใช้กับการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ความรู้สามารถดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 มีคนสนใจเข้ามาเรียนในหลักสูตรแพทย์แผนไทยมากขึ้น ทั้งในส่วนของเด็กรุ่นใหม่ และบุคคลทั่วไป เพราะต้องการเรียนรู้ว่าสมุนไพรใช้อย่างไร

และบางคนสนใจเรียนรู้การสกัดสมุนไพร นำมาใช้ในการรักษา หรือทำเครื่องสำอางต่างๆ ดังนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลังจากนี้ต่อให้ตลาดสมุนไพรขยายมากขึ้น เราก็จะมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญรองรับ และสามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของผู้บริโภค ตนแนะนำว่า ก่อนจะซื้อสมุนไพร เพื่อจะนำไปใช้นั้น ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรืออาจจะต้องศึกษาข้อมูลเอกสารต่างๆเพื่อรู้ประโยชน์และโทษ รวมถึงข้อบ่งใช้ และข้อควรระวังต่างๆในการใช้สมุนไพรหรือยาสมุนไพรนั้นๆ และตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อถูกต้อง ไม่ใช่ของปลอม

“หากอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพร ขอให้มาเรียนรู้สมุนไพรเป็นศาสตร์รากเหง้าที่อยู่คู่กับประเทศไทยเรามาอย่างยาวนานและเรียนร่วมกับวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้อย่างถูกต้องรวมถึงวิธีการสกัดสมุนไพรหลายๆ ชนิด เพื่อมาใช้ในการรักษาดูแลสุขภาพ และยกระดับตลาดสมุนไพรไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นด้วยคุณภาพและมาตรฐาน”นายอภิรัช กล่าวในท้ายที่สุด

สำหรับผู้สนใจหลักสูตรต่างๆของ CIM DPU สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://cim.dpu.ac.th/

อาชีวะอุบลฯ เปิดบ้านต้อนรับภริยาผู้ว่าเมืองดอกบัว พร้อมโชว์ฝีมือทำ ‘ก๋วยจั๊บสูตรเด็ด-พาชมหอศิลป์ฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610045

อาชีวะอุบลฯ เปิดบ้านต้อนรับภริยาผู้ว่าเมืองดอกบัว พร้อมโชว์ฝีมือทำ 'ก๋วยจั๊บสูตรเด็ด-พาชมหอศิลป์ฯ'

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.00 น.

19 ตุลาคม 2564 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี คณะรองผู้อำนวยการ ครู บุคลากร วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมให้การต้อนรับ นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี และนลิน โฮเลอร์ (ซาร่า) พร้อมด้วยทีมงานรายการ “คุณนายจ่ายตลาด” ทางช่อง 34 อัมรินทร์ทีวี ในโอกาสบันทึกเทปรายการ “ทำก๋วยจั๊บสูตรเด็ดเมืองดอกบัว” ณ ห้องปฏิบัติการแปรรูปอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

จากนั้น บันทึกเทปเพื่อแนะนำหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล ในส่วนหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นับเป็นหอศิลปกรรมขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะรวบรวมแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลากหลายในสมัยอดีตของคนอีสานแล้ว หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล ยังจัดแบ่งพื้นที่จัดแสดงผลงานนักเรียน นักศึกษา ครู คณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี รวมถึงกลุ่มศิลปินอิสระและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย นำมาจัดแสดงให้เยาวชนและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เรียนรู้ ศึกษาผลงาน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะเกือบทุกแขนง อาทิ นิทรรศการศิลปินแห่งชาติ นิทรรศการเทียนพรรษา นิทรรศการบัวหลวง นิทรรศการศิลปินลุ่มน้ำโขง นิทรรศการภาพถ่ายประเพณีแห่เทียนพรรษา และประติมากรรมเทียนนานาชาติ เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าชมได้ ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์ 065-6516577 ในวันและเวลาราชการ

-(016)

สพฐ.ซักซ้อมความเข้าใจ ผอ.ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 1 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609987

สพฐ.ซักซ้อมความเข้าใจ ผอ.ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 1 พ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.54 น.

วันที่ 19 ตุลาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในแนวทางการเตรียมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ว่า สพฐ.จะไม่มีการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2 โดยจะเปิดภาคเรียนพร้อมกันทุกโรงเรียนในวันที่ 1 พ.ย. 2564 นี้ ส่วนวิธีการเปิด วิธีที่ 1 จะเปิดแบบออนไซต์ แต่ถ้าเปิดแบบออนไซต์ไม่ได้ ก็ให้เลือกเปิดแบบ 4 ออน์ คือ ออนไลน์ ออนแอร์  ออนดีมาน และ ออนแฮน เหมือนที่เคยปฏิบัติมา แต่เป้าหมายของการดำเนินการในเชิงนโยบาย ขณะนี้ รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ต้องการเปิดประเทศ ในเชิงนโยบายจึงต้องการให้เปิดเรียนแบบออนไซต์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้  และการที่โรงเรียนจะเปิดออนไซต์ได้ในวันที่ 1 พ.ย. ได้ทั้งหมดกี่โรง อยู่ในเขตพื้นที่ไหนกี่โรง  ทางโรงเรียนจะต้องผ่านการประเมินตนเอง 44 ข้อ ว่ามีความพร้อมที่จะเปิดเรียนได้หรือไม่ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าโรงเรียนที่ไม่ผ่าน เพราะ ผอ.โรงเรียนไม่ให้ความสำคัญกับการประเมินอย่างแท้จริง  ดังนั้น จึงขอให้ผอ.เขตพื้นที่ฯคอยกำกับดูแลให้โรงเรียนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด  และต้องกำชับให้ ผอ.โรงเรียนเป็นคนกำกับการประเมินโรงเรียนด้วยตนเอง  

ส่วนการฉีดวัคซีนครู ขณะนี้ดำเนินการฉีดไปแล้วเกือบ 90% แต่ยังพบว่ามีบางโรงเรียนครูฉีดวัคซีนไม่ถึง 30% ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯจำแนกการฉีดเป็นรายโรงเรียน เพื่อให้ทราบว่าโรงเรียนมีการฉีดวัคซีนไปและฉีดแล้วกี่คน หรือใครยังไม่ได้ฉีด และที่ไม่ฉีดด้วยสาเหตุอะไร เพื่อเป็นข้อมูลเชิงตัดสินใจและแก้ปัญหาได้  ส่วนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนอายุ 12-18 ปี ซึ่งขณะนี้มีนักเรียนประสงค์ฉีดวัคซีนแล้วรวมกว่า 80% แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่นักเรียนประสงค์จะฉีดยังมีไม่ถึง 50% จึงเป็นหน้าที่ของ เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนต้องประชาสัมพันธ์ส่งเสริมสนับสนุนทำความเข้าใจ เพราะก่อนนี้พบมีนักเรียนไม่สมัครใจฉีดวัคซีนจำนวนมาก แต่ระยะหลังนักเรียนวอคอินเข้ามาแสดงความประสงค์จะฉีดวัคซีนเพิ่มหลายแสนคนแล้ว จึงขอให้เขตพื้นที่ฯและโรงเรียนจำแนกเป็นรายโรงเรียนว่าตรงไหนที่ยังฉีดไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด สาเหตุคืออะไร แล้วจะมีวิธีการรณณงค์ส่งเสริมอย่างไร  สำหรับส่วนการฉีดวัคซีนของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในโรงเรียนอนุบาล-ป.6 ที่เด็กอายุยังไม่ถึง 12 ปี ขอให้เขตพื้นที่ และโรงเรียนรณรงค์ให้ผู้ปกครองฉีดวัคซีนด้วย เพราะเด็กในวัยนี้จะอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ผู้ปกครองและครู ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูได้ฉีดวัคซีนก็จะสามารถเปิดเรียนได้                 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเปิดภาคเรียนที่ 2 ได้หรือไม่ได้ คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  โดยสพฐ.จะยึดตำบล อำเภอ เป็นฐาน เพราะฉะนั้น เขตพื้นที่แต่ละเขต จะต้องกำหนดพื้นที่สีขาว สีส้ม สีแดง สีแดงเข้ม เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายในการเปิดภาคเรียนที่สอง เมื่อโรงเรียนประเมินตนเองผ่านเกณฑ์แล้วก็จะต้องเสนอขออนุญาตศูนย์ควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ซึ่งเหลือเวลาเตรียมการเพียง 2 สัปดาห์  ดังนั้น เขตพื้นที่ฯจะต้องทำไทม์ไลน์ประเมินตนเองและประเมินรายละเอียดต่าง ๆเพื่อจะนำเข้าคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดก่อนวันที่ 1 พ.ย.2564 นี้ อาจจะมีโรงเรียนเปิดออนไซต์ไม่ได้พร้อมกันทุกที่ ที่เปิดออนไซต์ไม่ได้ก็จะต้องทำแผนเสนอรอบ 2 ให้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา และเมื่อเปิดเรียนออนไซต์แล้ว โรงเรียนต้องออกมาตรการดูแล โดยโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง จะต้องมีมาตรการในการปฏิบัติตนเพื่อให้ปลอดโรค ปลอดภัยระหว่างมาเรียนออนไซต์  เช่น นักเรียนต้องทำอะไรบ้าง ระหว่างเดินทางมาเรียน มาถึงโรงเรียนต้องปฏิบัติอย่างไร การเว้นระยะห่าง การรับประทานอาหาร เรียนห้องละกี่คน ทุกอย่างต้องมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน  หากมีจำนวนนักเรียนเกิดต่อห้องก็อาจจะให้สลับวัน หรือสลับชั้นมาเรียน เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)กำหนด และแม้เตรียมการป้องกันดี แต่หากเกิดเหตุมีการระบาดหรือติดเชื้อในโรงเรียน จะมีแผนเผชิญเหตุอย่างไร  ซึ่งเราจะไมปิดทั้งโรงเรียน หากห้องใดติดเชื้อก็ปิดเฉพาะห้องนั้น แล้วกักตัวคนที่มีความเสี่ยงสูง ห้องอื่นก็มาเรียนปกติ  ดังนั้น จึงต้องทำแผนเผชิญเหตุในการร่วมมือกับ สาธารณสุข อสม. สถานีอามัย หรือโรงพยาบาลตำบลในการเผชิญเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 

กรณีผู้ปกครองยังกังวล หากลูกมาเรียนที่โรงเรียนแล้วจะติดเชื้อ สพฐงก็เปิดโอกาสให้เด็กสามารถเรียนอยู่ที่บ้านได้ ไม่ได้บังคับว่าเปิดออนไซต์แล้วเด็กจะต้องมาเรียนที่โรงเรียนทั้งหมด เมื่อนักเรียนจะมีความเชื่อมั่นจึงค่อยมาเรียนออนไซต์ได้ 

“ตั้งแต่สัปดาห์นี้ จนถึงวันที่ 1 พ.ย. ผมจะสุ่มถามข้อมูลจาก ผอ.เขตพื้นที่ฯเป็นรายเขต ดังนั้น ผอ.เขตจะต้องมีข้อมูลประจำวัน ว่าในวันที่ 1 พ.ย.นี้ จะสามารถเปิดออนไซตต์ได้กี่โรง เปิดไม่ได้กี่โรง  ทำไมเปิดไม่ได้ แล้วท่านมีวิธีการแก้ไขและเพิ่มจะนวนเปิดเรียนได้อย่างไร ถ้าผอ.เขตพื้นที่ คนใดตอบผมว่า ได้รับรายงานมาเท่านี้ครับ หรือผมยังไม่ได้รับรายงานจากศึกษานิเทศก์ ผมจะถือว่าท่านไม่ได้ใส่ใจต่อการบริหารจัดการที่ดีพอ เพราะผมเองก็ต้องมีข้อมูลรายงาน น.ส.จรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เป็นรายวันเช่นเดียวกัน  เพราะท่านก็มีความห่วงใยต่อการเตรียมการเปิดภาคเรียน ความท้าทายต่อศักยภาพของผอ.เขตพื้นที่ และผอ.โรงเรียนก็คือการก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคเพื่ออยู่ร่วมกัน เราไม่สามารถกำจัดโรคโควิดไปจากเราได้ แต่เราจะเรียนรู้ในการใช้ชีวิตอยู่กับโควิดอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  และขอให้ ผอ.เขตพื้นที่ สื่อสารไปยังผอ.โรงเรียน และคุณครู ว่า ในการเปิดเรียนสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สอง อย่าพึ่งมุ่งไปที่การจัดการเรียนการสอนเพราะกลัวนักเรียนจะไม่ได้รับความรู้  แต่อยากให้ใช้ช่วงเวลานี้สร้างความสัมพันธ์เชื่อมั่นให้นักเรียนรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้าน มีความปลอดภัยมากกว่าอยู่ที่บ้าน มีอาหารการกินดีกว่าอยู่ที่บ้าน จึงอยากให้มีการสร้างสัมพันธ์ความใกล้ชิดความไว้วางใจในมิติสังคมระหว่างครูกับนักเรียนให้มากที่สุดก่อนแล้วคุณครูค่อยๆจัดการเรียนการสอน หรือจัดการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาเราผูกเด็กไว้กับคอมพิวเตอร์  มือถือ ไม่รู้เรียนหรืออาจจะติดเกมส์  จึงอยากให้ใช้ช่วงเวลาสองสัปดาห์แรกสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างครูกับนักเรียน และคุณครูกับผู้ปกครอง เพื่อให้เข้าใจถึงบทบาทในการเปลี่ยนมือ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาเราใช้คุณพ่อคุณแม่เป็นครู ใช้บ้านนักเรียนเป็นโรงเรียน แต่ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ครูจะเป็นพ่อแม่คนที่สอง ให้กับนักเรียน เราจะปรับโรงเรียนเป็นบ้าน ปรับคุณครูเป็นพ่อแม่แล้วค่อยจัดการเรียนรู้  จึงอยากสื่อสารไปยังผอ.เขตพื้นที่ และผอ.โรงเรียนให้สร้างความมั่นใจว่า ถ้าลูกหลานของทุกคนมาอยู่ที่โรงเรียน เราจะเป็นพ่อแม่ที่ดีและดูแลลูกหลานเขาให้ปลอดภัยให้ได้ แล้วเราจะจัดการเรียนรู้ให้อย่างดีและมีความสุข “นายอัมพร กล่าว 

เช็คเลย!สพฐ.กางปฏิทินสอบบุคลากรทางการศึกษา-ครูผู้ช่วย ว16 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609862

เช็คเลย!สพฐ.กางปฏิทินสอบบุคลากรทางการศึกษา-ครูผู้ช่วย ว16

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.15 น.

เช็คเลย!สพฐ.กางปฏิทินสอบบุคลากรทางการศึกษา-ครูผู้ช่วย ว16 

19 ตุลาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ ว่า ตนสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้อำนวยการ สพท. ในประเด็นสำคัญเรื่องการดำเนินการสอบตำแหน่งต่างๆที่ค้างอยู่ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการศึกษาธิการจัดหวัด (กศจ.) ได้ดำเนินการประกาศรับสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตร 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เพื่อบรรจุและแต่งตั้งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว16 ไปแล้ว

ทั้งนี้ ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำปฏิทินสอบใหม่ และได้ส่งหนังสือให้เขตพื้นที่ฯ รับทราบทั่วประเทศแล้ว โดยมีรายละเอียด คือ กำหนดการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตร 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เพื่อบรรจุและแต่งตั้งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ทำการประเมินประวัติและผลการปฏิบัติงาน วันที่ 1-2 พฤศจิกายน สอบข้อเขียน ภาค ก  ความรู้ความสามารถทั่วไป  ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 6 พฤศจิกายน ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ภาค ก และภาค ข ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน สอบภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์) วันที่ 13 พฤศจิกายน และประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน

ส่วนกำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ว16 มีดังนี้ ประเมินประวัติและผลงาน วันที่ 1-9 ธันวาคม ซึ่งเป็นการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยประเมินจากประวัติและผลงานที่ได้รับการรับรองจากผู้อำนวยการสถานศึกษา สอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และสอบภาค ข ความรู้ ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 11 ธันวาคม สอบสัมภาษณ์ วันที่ 12 ธันวาคม และประกาศผลการคัดเลือกภายในวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งการสอบครูผู้ช่วย ว16 ให้ กศจ. ดำเนินการจัดสอบทั้งหมด โดยผู้สมัครสอบ ไปสมัครสอบที่จังหวัดใด ให้ดำเนินการสอบที่จังหวัดนั้น

ด้านการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคคลทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป ว14 ซึ่งดำเนินการรับสมัครไปแล้ว โดยมีผู้สมัครกว่า 1 แสนคน สพฐ.ได้หารือถึงแนวทาง และวิธีการปฏิบัติ กับคณะกรรมการข้าราชการครูแลละบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และเห็นตรงกันว่าเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโควิด-19 จากการเดินทางไปสอบ ดังนั้น สพฐ.จะเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบภาค ก และภาค ข โดยผู้สมัครอยู่ในจังหวัดใด ให้สอบจังหวัดที่ตนอาศัย ไม่ต้องเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ตนสมัครสอบ เมื่อสอบเสร็จ สพฐ. จะส่งข้อมูลมาให้หน่วยกลางประเมินผล แล้วส่งผลการสอบไปที่ กศจ. ที่ผู้สมัครได้สมัครไว้ เพื่อให้ กศจ. ดำเนินการสอบ ภาค ค ต่อไป

ส่วนปฏิทินการสอบครูผู้ช่วย รอบทั่วไป สพฐ.จะเป็นผู้กำหนด ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. อยู่ระหว่าง กำหนดแนวทาง และวิธีการทำงานร่วมกับ กศจ.และเขตพื้นที่ฯ  คาดว่าจะสามารถประกาศปฏิทินได้ในเร็วๆนี้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ผลสอบนิทานชุดวาดหวัง 3 เล่มมีประโยชน์ อีก 5 เล่มเข้าข่ายเนื้อหาต้องระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609657

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ผลสอบนิทานชุดวาดหวัง 3 เล่มมีประโยชน์ อีก 5 เล่มเข้าข่ายเนื้อหาต้องระวัง

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือนิทานชุดวาดหวัง กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจที่แต่งตั้งโดยดร.คุณหญิงกัลยาโสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้งทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ ศธ.มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน ข้อคิดเห็นทั้งหมดจะส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อาทิสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้น เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ประธานร่วมคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ กล่าวว่ามุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกิจครั้งนี้คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ให้ความเห็นว่าหนังสือนิทานชุดนี้ ผู้จัดทำระบุไว้ว่าเหมาะสมเด็กในระดับอายุ 5-12 ปี แต่โดยในข้อเท็จจริงทางการแพทย์เด็กที่มีอายุ 6 ขวบปีแรกจะยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ หากได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จากการประชุมพิจารณาหนังสือชุดนิทานวาดหวังทั้ง8 เล่ม ที่ประชุมมีความเห็นว่า นิทานเรื่องที่เป็นประโยชน์และควรให้การสนับสนุน ได้แก่ 1.นิทานเรื่องตัวไหนไม่มีหัว ซึ่งมีจุดอธิบายและขมวดปมได้ว่าตัวอักษรทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน สอนเด็กให้เรียนรู้ถึงความเท่าเทียม และเคารพความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 2.เรื่องแค็ก แค็ก มังกรไฟ สอนให้เด็กรู้จักรักสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องไฟป่า ร่วมมือร่วมใจดับไฟป่า และ 3.เรื่องเด็กๆ มีความฝัน ถือเป็นหนังสือที่ตอบโจทย์ทุกคนรวมถึงเยาวชน เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนมีความฝัน เป็นเสรีภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองนักวิชาการหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีน่าชื่นชม เด็กเยาวชนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ

ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเข้าข่ายควรระวังตามความเห็นของนักวิชาการที่มองว่าอาจบ่มเพาะเยาวชนให้นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง โดยการใช้ความรุนแรงมาตัดสินในอนาคตได้นั้นได้แก่ 1.หนังสือเรื่องแม่หมิมไปไหน 2.เรื่องเป็ดน้อย 3.เรื่องเสียงร้องของผองนก 4.เรื่อง 10 ราษฎร และ5.เรื่อง จ จิตร ซึ่งหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ไม่มีเนื้อหา มีแต่การเล่าเรื่องโดยภาพซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะเด็กวัยนี้จะเกิดการจดจำและแยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบส่วนนี้จึงเป็นข้อกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนได้จึงมีความไม่สบายใจหากหนังสือทั้ง5 เล่มนี้ถูกนำไปใช้ จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งครู ผู้ปกครองช่วยตรวจตราให้คำชี้แนะ พึงระวังบุตรหลานของท่าน

“ข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจดำเนินงานโดยปราศจากอคติโดยสิ้นเชิง และใช้หลักวิชาการในการตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินถูกผิด แต่ยึดถือประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ”นางดรุณวรรณ กล่าว

ผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคนํ้ากัดเท้า ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609649

ผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคนํ้ากัดเท้า  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงชนัตถา พลอยเลื่อมแสง คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจิตอาสา บรรจุยาและติดฉลากตลับขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้าที่ผลิตเอง จำนวน 3,500 ตลับ เพื่อนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และในจังหวัดมหาสารคาม ที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม

โครงการ‘จากคุณตา 105 ปี ถึงหลาน 5 ขวบ’ มอบหนังสือเพื่อเด็กที่ขาดแคลนกว่า 2,000 เล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609651

โครงการ‘จากคุณตา 105 ปี ถึงหลาน 5 ขวบ’  มอบหนังสือเพื่อเด็กที่ขาดแคลนกว่า 2,000 เล่ม

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษมสันต์ วีระกุล ประธานกรรมการ และกรรมการอิสระพร้อมด้วย คณะผู้บริหาร บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนโครงการ “จากคุณตา 105 ปี ถึงหลาน 5 ขวบ” โดย มูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น ส่งมอบหนังสือให้กับ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสีล้ง จ.สมุทรปราการ จำนวน 2,228 เล่ม เพื่อนำไปส่งมอบให้กับโรงเรียนและมูลนิธิในโครงการรวมทั้งหมด 4 โรงเรียน และ 1 มูลนิธิพร้อมทั้ง video conference พูดคุยและมอบหนังสือให้กับโรงเรียนอื่นๆที่ไม่ได้ร่วมงานในครั้งนี้

โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเงินบริจาคตั้งต้น 1 พันบาท ของ พล.ท.แสวง ขมะสุนทร เพื่อรวบรวมเงินไปซื้อหนังสือให้เด็กวัย 5 ขวบที่ขาดแคลน มุ่งหวังส่งเสริมสังคมรักการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชน และมีการรับบริจาคผ่าน มูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น โดยมี บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่นจำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนโครงการ ตลอดจนความร่วมมือจากทางสำนักพิมพ์ต่างๆ ทำให้สามารถจัดหาหนังสือรวมเป็นจำนวนมากเพื่อส่งมอบให้กับเด็กเล็กในโครงการดังกล่าว

เภสัชฯ จุฬาฯ ผลิตชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้น ให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609655

เภสัชฯ จุฬาฯ ผลิตชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้น  ให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตัวเอง

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า จากการรายงานของศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค “ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ ร้อยละ 67 มีปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 70% โดยปริมาตร ซึ่งไม่เพียงพอในการฆ่าเชื้อโรคยิ่งกว่านั้น ยังพบการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ จากข้อห่วงใยดังกล่าว ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ได้พัฒนาชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้นด้วยตนเอง Q-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของแอลกอฮอล์ที่ใช้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ชุดทดสอบนี้สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งชนิดและปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19

แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านจุลชีพ ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราโดยสามารถฆ่าหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ จึงสามารถใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบนผิวหนังและพื้นผิวต่างๆ แอลกอฮอล์มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างทางเคมี ได้แก่ เอทานอล และไอโซโพรพานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้กับมนุษย์ เพื่อการอุปโภคและบริโภค โดยเอทานอลเป็นแอลกอฮอล์ที่พบในสุรา สามารถใช้ได้ทั้งภายนอกและรับประทาน ส่วนไอโซโพรพานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ภายนอกเท่านั้นเช่น ใช้ล้างแผล และเมทานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมสีและเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมพลาสติก แอลกอฮอล์ทั้ง 3 ชนิดมีลักษณะคล้ายกันคือเป็นของเหลว ใสไม่มีสี ระเหยง่าย และไวไฟ สิ่งที่ต่างกันคือกลิ่น ไอโซโพรพานอลที่ล้างแผลมีกลิ่นฉุน ส่วนเอทานอลและเมทานอลมีกลิ่นอ่อนๆ จึงทำให้แยกด้วยประสาทสัมผัสยาก

ชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้น Q-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit สามารถตรวจสอบได้ทั้งวัตถุดิบแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ชนิดเจลและน้ำ หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่แต่งสีและกลิ่น โดยสารเคมีที่ใช้ในการทดสอบมีความปลอดภัย และได้รับการรับรองมาตรฐานการทวนสอบจากสถาบันมาตรวิทยาประเทศไทย สามารถตรวจสอบแอลกอฮอล์ได้ทั้ง 3 ชนิด คือ เอทานอล ไอโซโพรพานอล หรือเมทานอล และระบุความเข้มข้นของเอทานอลในช่วง 30-90% (±10%) โดยปริมาตร (v/v) ใช้เวลาในการทดสอบ 3-5 นาที

สำหรับวิธีการใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพียงตวงตัวอย่างแอลกอฮอล์ที่จะทดสอบปริมาตร 1 มิลลิลิตร ลงในภาชนะที่เตรียมให้ จากนั้นเติมน้ำยาตัวแรกซึ่งเป็นสารละลายด่าง 5 หยดและเติมน้ำยาตัวที่สองที่เป็นสารละลายสีเขียว 1 หยด ปิดฝา เขย่าให้เข้ากันและสังเกตการเปลี่ยนสีที่เวลา 3 นาที เพื่อแปลผลชนิดแอลกอฮอล์ และปริมาณเอทานอลตามชาร์ตสี หากเป็นเอทานอลจะแสดงผลเป็นสีส้ม แต่หากผลออกมาเป็นสีเหลืองแสดงว่านั่นคือเมทานอล ส่วนแอลกอฮอล์ไอโซโพรพานอลจะพบการแยกชั้น สำหรับการวิเคราะห์ปริมาณเอทานอล อ่านผลที่เวลา 3 นาที หากมีเอทานอล80% v/v จะเกิดตะกอนสีส้ม เอทานอล70% v/v จะเกิดสารสะลายสีส้มและถ้ามีเอทานอลน้อยกว่า 70% v/v จะเป็นสารละลายสีน้ำตาล หรือเขียวอมน้ำตาล แอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ผลจากการทดสอบควรเป็นสีส้ม ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ เน้น

การเก็บรักษาแอลกอฮอล์อย่างไรให้อยู่นาน การบรรจุแอลกอฮอล์ในขวดปั๊มที่มีรูขนาดใหญ่จะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยง่ายกว่าขวดสเปรย์ ควรเก็บแอลกอฮอล์ไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดให้แน่น ไม่เปิดฝาทิ้งไว้หรือทิ้งไว้กลางแดดเป็นเวลานาน หากเปิดใช้งานแล้วหรือมีการแบ่งบรรจุใส่ภาชนะอื่น ก็จะทำให้วันหมดอายุเปลี่ยนไป ระยะเวลาการใช้งานขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ถ้าใส่กระเป๋าและอยู่ในห้องทำงานที่มีเครื่องปรับอากาศ จะใช้ได้ประมาณ 6 เดือนถ้าอยู่นอกอาคารใช้ได้ 3 เดือนไม่ควรวางแอลกอฮอล์ ไว้ในรถ เพราะแอลกอฮอล์สามารถระเหยฟุ้งกระจายภายในห้องโดยสาร ถ้าเจอไฟแช็กหรือจุดชาร์จแบตเตอรี่จะทำให้เกิดประกายไฟและเป็นอันตรายได้

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ ย้ำข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชนในการใช้แอลกอฮอล์ให้ถูกวิธีว่า ทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งสาธารณะควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือที่มีเอทานอล 70% v/v โดยถูแอลกอฮอล์ให้ทั่วถึงทุกบริเวณของนิ้วมือ ฝ่ามือ และข้อมือเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วินาที หากมือสัมผัสแอลกอฮอล์แล้วไม่มีความเย็นหรือแอลกอฮอล์มีลักษณะผิดปกติเช่น แยกชั้น จับตัวเป็นก้อน ตกตะกอนสีเปลี่ยน ก็ไม่ควรใช้

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ แนะต่อไปว่า ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เจลและสเปรย์แอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากระบุเลขที่จดแจ้ง และวันหมดอายุ และหากไม่แน่ใจในประสิทธิภาพ ก็สามารถตรวจสอบกับชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้นQ-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit ได้หากทดสอบกับชุดนี้แล้ว พบความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประเภทเอทานอลมีปริมาณน้อยกว่า 70% หรือพบแอลกอฮอล์ที่มีเมทานอลเป็นส่วนประกอบ สามารถส่งตัวอย่างตรวจเพื่อยืนยันผลการทดสอบได้ที่สำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้นQ-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kitมีจำหน่ายที่ โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์จุฬาฯ โทร.02-2188428-9 (ชุดทดสอบราคา 200 บาท ทดสอบได้ 10 ครั้ง)

‘รัฐบาล’ ยัน1พ.ย.นี้‘มหาลัย-โรงเรียน’เปิดเรียนได้แล้ว ฉีดวัคซีนบุคลากรกว่า1ล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609781

‘รัฐบาล’ ยัน1พ.ย.นี้‘มหาลัย-โรงเรียน’เปิดเรียนได้แล้ว ฉีดวัคซีนบุคลากรกว่า1ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.29 น.

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ทำเนียบฯ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ถึงการเปิดเรียนในที่ตั้งและการฉีดวัคซีนให้นักเรียน นักศึกษา ว่าในระดับอุดมศึกษา ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เห็นว่ามหาวิทยาลัยจะมีความพร้อมให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละสถานที่ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัย ขณะนี้ได้ฉีดแล้วกว่า 1 ล้านคน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับนักเรียน ได้ตั้งเป้าเปิดเรียนในที่ตั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ที่อาจมีความพร้อมไม่เท่ากัน โรงเรียนบ้านแห่งที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเปิดเรียนได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ส่วนการฉีดวัคซีนมีผู้ปกครองแสดงความประสงค์ให้ลูกหลานฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น โดยฉีดให้เด็กนักเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไปถึงวันที่ 18 ตุลาคม จำนวน 1,130,000 คน ส่วนที่ยังไม่ได้ฉีดในช่วงที่ผ่านมา ทางกระทรวงศึกษาฯ จะสำรวจอีกครั้งเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนทุกคน ส่วนคำถามว่าในเด็กผู้ชายในช่วงอายุ 12-16 ปี จะต้องฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 2 หรือไม่นั้น ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการวิชาการจะตัดสินใจอีกครั้ง ขณะที่เด็กนักเรียนที่อยู่ในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง จะเริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 2 ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้

‘สุวัจน์’รวมพลังนิสิตเก่า ม.เกษตร เปิดโครงการ‘เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609777

‘สุวัจน์’รวมพลังนิสิตเก่า ม.เกษตร เปิดโครงการ‘เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19’

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.04 น.

“สุวัจน์”รวมพลังนิสิตเก่า  ม.เกษตร ช่วยผู้ประสบภัยโควิด เปิดโครงการ “เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19”

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564  นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  ประธานที่ปรึกษานายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  พร้อมด้วยนางโสภาวรรณ มงคลธรรมากุล นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ได้ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดโครงการ “เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19” ณ ห้องนนทรี อาคารสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางสมาคมนิสิตเก่าฯได้ให้ความช่วยเหลือนิสิตเก่าของมหาวิทยาลัย ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนต่างๆผ่านทางกองทุนนิสิตเก่าฯ รวมทั้งได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการต่างๆเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ เกษตรก้าวไกลไปกับ สมก. ทางสถานีวิทยุ มก. 

“ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทางสมาคมนิสิตเก่าฯได้ให้ความช่วยเหลือ แก่นิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และประชาชนโดยทั่วไปให้ได้รับการฉีดวัคซีน  โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์บริการฉีดวัคซีน KU สู้โควิด 19  และยังได้ร่วมสนับสนุน การดำเนินการของศูนย์บริการฉีดวัคซีน KU สู้โควิด 19 โดยประสานกับเครือข่ายของสมาคม และชมรมในสังกัด  โดยร่วมสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ทางการแพทย์  อาหารและเครื่องดื่ม” ประธานที่ปรึกษานายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุ

นอกจากนั้นยังได้ช่วยดำเนินการจัดหาวัคซีนชิโนฟาร์มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อฉีดวัคซีนให้กับนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และประชาชนทั่วไป เพิ่มเติมอีกด้วย  ขณะนี้สถานการณ์ COVID-19 ยังมีผลกระทบด้านสุขภาพและภาวะเศรษฐกิจในวงกว้าง

ที่คนไทยต้องร่วมใจกันฝ่าวิกฤตและต้องช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันต่อไปอีก  สมาคมนิสิตเก่าฯใคร่ขอเรียนเชิญ นิสิตเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันสนับสนุนกิจกรรม

ในการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งทางด้านสุขภาพ การรักษา การฟื้นฟูสภาพจิตใจ และการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรม “เกษตรศาสตร์รวมใจ  พาพ้นภัย COVID-19”  ในการช่วยเหลือสังคม ของสมาคมนิสิตเก่า สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการสนับสนุน การช่วยเหลือ การมอบสิ่งของต่างๆ  ได้ที่สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

อย่างไรก็ตาม นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในฐานะศิษย์เก่า KU 33 และประธานที่ปรึกษาโครงการฯ ได้ร่วมสมทบทุนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโครงการฯด้วย