ปลัดศธ. เผย “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท ถึง ศธ.แล้ว เร่งโอนให้ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481186

30 ส.ค. 2564

สิ้นสุดการรอคอย “ดร.สุภัทร” ปลัดศธ. เผยเงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท ส่งถึง ศธ.แล้ว ขณะที่ “สพฐ.-สอศ.”เตรียมดีเดย์จัดสรรให้เสร็จภายใน 7 วัน

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจ่ายเงินเยียวยานักเรียน ให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.  2564 ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท ตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ขณะนี้งบประมาณตามโครงการดังกล่าวได้ถูกส่งมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรียบร้อยแล้ว

“ผมได้ส่งงบประมาณไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแล คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้กระจายไปสู่สถานศึกษาในสังกัดแล้ว”ปลัดศธ. กล่าว

สำหรับประเด็นก่อนหน้านี้ ศธ.ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ว่า เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้มีความสะดวกขึ้น ศธ. จึงเสนอให้มีการจ่ายเงินทั้งในรูปแบบโอนผ่านบัญชีธนาคาร และเงินสดนั้น อยู่ระหว่างการติดตามว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้หรือไม่ ทั้งนี้ตนคาดว่าเงินดังกล่าวจะถึงมือผู้ปกครองโดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทราบว่าทางเลขาธิการกอศ.ได้โอนเงินเยียวยานักเรียนดังกล่าวไปยังสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทุกแห่งแล้วทั้งรัฐและเอกชน โดยทุกวิทยาลัยจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

เช่นเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จะโอนเงินเยียวยานักเรียนไปยังบัญชีของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และให้เขตพื้นที่โอนต่อไปยังโรงเรียน เมื่อถึงบัญชีโรงเรียนแล้ว ขอให้โรงเรียนโอนเงินหรือจ่ายเงินถึงมือผู้ปกครอง โดยกระบวนการทั้งหมดขอให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน

“สจล.” นำร่อง 7 จังหวัดดูแล ผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481157

30 ส.ค. 2564

สจล. ผนึกกำลัง สบส. – กลุ่มทรู ปักธงปฏิรูป ระบบดูแลสุขภาพผู้สูงวัย-ทันตกรรมทางไกล ดึงดิจิทัลเทคโนโลยี ร่วมยกระดับบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ นำร่อง 7 จังหวัด

30สิงหาคม2564 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เป็นผลจากอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลง

สวนทางกับประชากรกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความเสื่อมถอยของร่างกายตามลำดับ โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19และมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากภัยพิบัติ จึงนับเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนระดับชาติ

ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งเครื่องระบบสาธารณสุข เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์อย่างทั่วถึง สจล. ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งบูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมขับเคลื่อนสังคมในหลากมิติ

จึงร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และ กลุ่มทรู ดำเนินโครงการ “พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ” เพื่อให้ผู้สูงอายุเป้าหมายในพื้นที่เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพโดยชุมชนมีส่วนร่วมกับทีมหมอครอบครัว นำร่อง7จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ระยอง ตรัง และสมุทรสงคราม

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนับเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่าง “ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน” สู่การปฏิรูปด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยที่สจล. ได้ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสุขภาพ โดยพัฒนาอุปกรณ์ ระบบการเก็บบันทึก การวินิจฉัยโดยปัญญาประดิษฐ์ และการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพอย่างปลอดภัย

นอกจากจะเป็นการตอบสนองปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยสนับสนุนการจัดระบบการให้บริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

นับเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของสถาบัน ในฐานะThe World Master of Innovationสู่การขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขและการแพทย์ไทย และจัดตั้งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMCH)เพื่อเป็นโรงพยาบาลที่พร้อมให้การดูแล รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ รองรับสังคมแห่งอนาคตเพื่อการชราในถิ่นที่อยู่(Ageing in Place)โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth)ทันตกรรมทางไกล (Teledentistry)เชื่อมโยงการดูแลจากบ้านสู่โรงพยาบาล และพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์แบบครบวงจรแห่งแรกของไทย ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรอด”

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)กระทรวงสาธารณสุขกล่าวเสริมว่ากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน โดยได้เริ่มดำเนินการพัฒนาแบบคัดกรองผู้สูงอายุในชุมชน (Community Screening)อย่างง่ายใน9ด้านสำคัญ พร้อมวีดิทัศน์เรียนรู้วิธีการคัดกรองด้วยตนเอง

โดยความร่วมมือทางด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยJUTENDOประเทศญี่ปุ่น กรมวิชาการต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตลอดจนราชวิทยาลัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดกรองความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ โดยใช้แบบคัดกรองดังกล่าวในจังหวัดพื้นที่นำร่องจากการคัดกรองนำไปสู่การวางแผน ออกแบบระบบบริการ และสามารถให้การดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ในรูปแบบที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับปฐมภูมิและชุมชน รวมถึง อสม. ภายใต้นโยบายระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว3คน

อย่างไรก็ตามสบส.มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่จำเป็น (Health Content) เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงระบบการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการบริการที่มีคุณภาพ เป็นการยกระดับไปสู่เป้าหมายการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อของประเทศไทยร่วมกัน ด้วยระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth)และทันตกรรมทางไกล (Teledentistry)อย่างยั่งยืน

นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่นกล่าวว่า ความร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และ สจล. ในโครงการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่กลุ่มทรูจะได้นำเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล ร่วมดูแลคนไทย

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนในจังหวัดต่างๆ ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง โดยกลุ่มทรูจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับหลากหลายพันธมิตรในภาคสาธารณสุข ผสานกับความพร้อมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรของกลุ่มทรูร่วมพัฒนาและออกแบบเว็บแอปพลิเคชันเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของ อสม.หมอประจำบ้านในชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานพยาบาลใกล้บ้าน

รวมถึง หมอครอบครัว หรือแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวในโรงพยาบาลชุมชน ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคัดกรอง นัดหมายพบแพทย์ และติดตามอาการ พร้อมมีการประมวลผลและการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งยังช่วยให้โรงพยาบาลและสาธารณสุขจังหวัด สามารถบริหารจัดการด้านบุคลากรการแพทย์ที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มทรู มั่นใจว่า โครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อร่วมกัน และจะเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่จะได้ร่วมยกระดับการให้บริการด้านสาธารณสุขของไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ทำให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้รับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง รวดเร็วทันท่วงที และสะดวกสบาย สอดคล้องกับเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของกลุ่มทรูในการนำศักยภาพด้านโทรคมนาคมดิจิทัล เชื่อมโยงคนไทยพร้อมทั้งเสริมสร้างระบบนิเวศสาธารณสุข ยกระดับการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ

ทั้งการเชื่อมต่ออุปกรณ์IoTตรวจวัดสุขภาพ บันทึกข้อมูลและประมวลผล ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU)ด้านการให้บริการเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ “โครงการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน จัดขึ้นเมื่อวันที่30สิงหาคม ณ อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานในพิธี ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ สจล. ได้ที่www.facebook.com/kmitlofficial และ https://www.kmitl.ac.th

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ “เด็ก”ในช่วง COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481152

30 ส.ค. 2564

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ”เด็ก”ในช่วง COVID-19 ชู การอ่าน – เล่นอิสระ – พื้นที่สร้างสรรค์ ช่วงคืนความสุขให้กับเด็ก

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เปิดเวทีThaihealth Watch Talk หัวข้อ  เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กในช่วง COVID-19  ชี้ เด็กยุคโควิดกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเนือยนิ่ง เครียด ไร้สุข แนะนำ 3 เครื่องมือ “การอ่าน – เล่นอิสระ – พื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อสร้างพัฒนาการที่สมวัย คืนความสุขให้กับเด็กในช่วงที่ต้องเผชิญหน้ากับการเรียนออนไลน์จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาว เกือบทุกครอบครัวกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการเรียนออนไลน์ ทั้งเรื่องของเครื่องมืออุปกรณ์ ความไม่คุ้นชิ้นและการขาดกิจกรรมทางกาย

เราพบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ขณะนี้มีกิจกรรมทางกายน้อยลงมาก เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเก้าอี้ เมื่อเคลื่อนไหวน้อย สมองก็จะเฉื่อยชา การเรียนรู้ไม่เกิดประสิทธิภาพ การเรียนออนไลน์ยังส่งผลกระทบต่อการเกิดโรคอ้วน ภาวะติดอินเทอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจจะแฝงมากับโลกออนไลน์

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ "เด็ก"ในช่วง COVID-19สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ “เด็ก”ในช่วง COVID-19

เช่น การพนันออนไลน์ การกลั่นแกล้งออนไลน์ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ครอบครัวจะต้องมีเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมสุขภาวะให้กับเด็ก เพื่อให้เด็ก ๆ  สามารถเผชิญหน้าและผ่านวิกฤตินี้ไปได้ทั้งในขณะนี้และในอนาคต 

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ "เด็ก"ในช่วง COVID-19สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ “เด็ก”ในช่วง COVID-19

โดยคุณประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ได้นำเสนอเครื่องมือการเรียนรู้สำหรับเด็กที่ทุกครอบครัวสามารถเริ่มต้นทำได้เลยภายในบ้าน นั่นคือ การเล่นอิสระ

ผู้ใหญ่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเล่นคือการเรียนรู้อย่างหนึ่งสำหรับเด็ก เป็นการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติติดตัวมากับเด็กทุกคน ในช่วงโควิดแบบนี้ แม้เด็กจะออกไปเล่นนอกบ้านไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่สามารถจัดมุมหนึ่งของบ้านเพื่อให้เด็กเล่นอิสระได้ โดยใช้สิ่งที่มีอยู่ในบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นกล่อง กระดาษ ขวดน้ำ ถังทราย หรือของใช้ในบ้านอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ได้มากกว่าของเล่นสำเร็จรูป โดยในระหว่างการเล่น ขอให้ปล่อยให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ ผู้ใหญ่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ด้วยวิธีนี้จะทำให้เราได้มองเห็นศักยภาพและตัวตนที่ซ่อนอยู่ในเด็ก ซึ่งจะแสดงออกผ่านการเล่น

นอกจากจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ถูกต้อง ตรงกับความต้องการของเด็กแล้ว ยังเป็นการช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิดในขณะนี้อีกทางหนึ่งด้วย

ในส่วนของ คุณสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ได้กล่าวเสริมว่า “ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเด็กนอกจากการเล่น ก็คือการอ่าน  สถานการณ์โควิดทำให้เกิดปัญหาติดจอ พัฒนาการของเด็กล่าช้ามากขึ้น เครื่องมือง่าย ๆ ที่พ่อแม่จะช่วยเสริมให้ลูกได้ก็คือการอ่าน

วิธีง่าย ๆ เพียงคุณพ่อคุณแม่หาเวลาอย่างน้อย 10 นาทีต่อวัน จัดเวลาอ่านหนังสือร่วมกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ในเด็กเล็กพ่อแม่ใช้วิธีอ่านออกเสียงให้ลูกฟัง การอ่านจะช่วยทำให้เด็กเปิดโลก ขยายวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลไปจากบริเวณบ้านและโลกที่คุ้นเคย

นอกจากนี้การอ่านยังช่วยทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เข้าใจภายในตัวเอง ขยายต่อไปยังความรักของครอบครัว และยังนำไปสู่การสร้างความเกื้อกูลเพื่อส่งต่อไปสู่สังคมวงกว้างต่อไปอีกด้วย

ปิดท้ายที่ คุณสายใจ คงทน ผู้ริเริ่มโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3 ดีวิถีสุข กับการใช้พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ในเด็ก

โดยกล่าวว่า “สถานการณ์โควิดทำให้เกิดความเครียด ทุกคนใช้สื่อหน้าจอมากขึ้น เจอหน้ากันน้อยลง การดูแลใจกันและกันในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ต่าง ๆ ในการช่วยส่งต่อความรู้ สอนคุณพ่อคุณแม่จัดมุมเล่นหรือพื้นที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในบ้าน

ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกพื้นที่ในบ้านสามารถเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นในห้องนั่งเล่น ห้องครัว สนามหน้าบ้าน ฯลฯ เด็กสามารถเรียนรู้และสนุกกับการเล่นอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่มีอยู่ในบ้าน

กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ฯลฯ  ทุกที่ทุกกิจกรรมเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สร้างเรียนรู้ให้เด็กได้ คุณพ่อคุณแม่เองก็เป็นสื่อสร้างสรรค์ให้ลูกได้เช่นกัน ขอเพียงผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ใจของตัวเองก่อน เราก็จะสามารถที่จะช่วยกันสร้างความสุขและความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับเด็กได้ในทุกวัน แม้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ก็ตาม

เรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481107

30 ส.ค. 2564

วรัท “เลขาธิการกศน.” เปิดตัวหลักสูตร 5 กลุ่มอาชีพ เพื่อการมีงานทำ Re-Skill และ Up-Skill เพิ่มทักษะอาชีพของผู้เรียนตอบโจทย์ คนว่างงาน สร้างอาชีพและรายได้

วันที่ 30 สิงหาคม 2564  นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ตามที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกาาธิการ(รมว.ศธ.)ได้กำหนดนโยบายการจัดการศึกษาและภารกิจเร่งด่วน  เพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาทักษะทางอาชีพ ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ 

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

รวมทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงาน กศน. ดำเนินการส่งเสริมการจัดการศึกษาพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานทำ Re – Skill และ Up – Skill ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นั้น

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

 สำนักงาน กศน. จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพ Re – Skill และ Up – Skill ใน 5 กลุ่มอาชีพขึ้น ได้แก่ กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพเฉพาะทาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 หลักสูตร เพื่อให้สถานศึกษาหรือผู้จัดกิจกรรมนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

สำหรับการจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพ Re – Skill และ Up – Skill เราคำนึงถึงสภาพปัญหา และความต้องการของสถานศึกษาและประชาชนในพื้นที่ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสำคัญ จึงได้มอบหมายให้กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาวางแผนขับเคลื่อนโครงการนี้ขึ้น

ภายใต้แนวคิดที่ใช้บริบทของชุมชน และทรัพยากรที่จำเป็นในพื้นที่ เป็นฐานการออกแบบการดำเนินงานพัฒนาหลักสูตรที่จำเป็นเพื่อตอบโจทย์ในภาวะเช่นนี้ 

โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่กำลังเป็นกระแสและความต้องการใกล้ตัว เช่น ผลผลิตทางเกษตรกรรม ซึ่ง กศน.ได้มีการปูพรมในการระดมสรรพกำลังของหน่วยงาน สถานศึกษาของเราเพาะพันธุ์และแจกจ่ายฟ้าทะลายโจรให้แก่ประชาชนไปแล้วทั่วประเทศกว่าล้านต้น ตามนโยบาย กศน. ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด-19 ในกิจกรรมล้านเมล็ดพันธุ์ สู้ภัยโควิด ที่ผ่านมา 

ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรนี้ จึงนับว่าเป็นโครงการที่เชื่อมโยง โดยนำพืชสมุนไพรที่จำเป็นมาขยายผลเพื่อนำไปสู่การมีอาชีพได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ขิง กระชาย และมะขามป้อม เป็นต้น

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

ซึ่งถือว่าอยู่ในเทรนด์ความสนใจของประชาชนในขณะนี้ เปรียบเสมือนเป็นอาชีพต้นน้ำ และนำมาสู่การพัฒนาและขยายผลเชื่อมโยงเป็นอาชีพกลางน้ำและปลายน้ำ ตามลำดับ 

โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนใน 5 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ อาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพเฉพาะทาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 หลักสูตรพร้อมเอกสารประกอบหลักสูตรทุกหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นใบความรู้ ใบงาน คลิปวิดีโอ เป็นต้น  เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ ดังนี้

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

1) กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ประกอบด้วย

1. หลักสูตรการปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ฟ้าทะลายโจร

2. หลักสูตรการปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้านขมิ้นชัน

3. หลักสูตรการทำอาหารคาวเพื่อสุขภาพ

4. หลักสูตรการทำอาหารหวานเพื่อสุขภาพ

5. หลักสูตรการทำอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

6. หลักสูตรการทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

 2) กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรม ในหลักสูตรการออกแบบ/พัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างง่าย

 3) กลุ่มอาชีพพาณิชยกรรมและบริการในหลักสูตรการขายของออนไลน์ผ่านช่องยูทูบ (YouTube) 

4) กลุ่มอาชีพความคิดสร้างสรรค์ ในหลักสูตรการทำแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อการค้าออนไลน์ และ

5) กลุ่มอาชีพเฉพาะทาง ในหลักสูตรเส้นทางสู่การเป็น “ยูทูบเบอร์” (YouTuber)

นอกจากนี้เรายังได้ผลิตสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบของคลิปวิดีโอ เพื่อใช้ประกอบการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรต่าง ๆ อีกจำนวน 24 ตอน ในชื่อรายการ “ต่อยอดอาชีพ”และพัฒนาระบบหลักสูตรเพื่อการพัฒนาอาชีพ Quick – Win (ต่อยอดอาชีพ) โดยดำเนินการออกแบบและพัฒนา platform ในรูปแบบ On Pc และ On mobile application เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ 

“และส่งเสริมการมีอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ได้ตามลิงค์ http://pattana.nfe.go.th/quick-win และรูปแบบ Mobile application “ต่อยอดอาชีพ” ในระบบ Android ผ่าน Google play store ซึ่งสามารถรองรับโทรศัพท์ในระบบ android Version 5.1 – version ปัจจุบัน ซึ่งสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศก็จะนำหลักสูตรเหล่านี้ไปขยายผลจัดอบรม ฝึกอาชีพให้กับประชาชนที่สนใจต่อไป” เลขาธิการ กศน. กล่าว

นางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา (กพ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับหลักสูตรทั้ง 10 หลักสูตร เราได้วางแผนและพัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้น โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนและประชาชนที่สนใจสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนา สร้างอาชีพต่อไปได้ตามความสนใจใน 5 กลุ่มอาชีพ และเพื่อให้สถานศึกษาหรือผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามนโยบายดังกล่าว ตลอดจนมีความเข้าใจถึงความเป็นมา หลักการ จุดหมาย โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการจบหลักสูตร 

เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ

นางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ

สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความพร้อม ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสภาพความแตกต่างของผู้เรียนได้ทั้งรายบุคคลหรือรายพื้นที่ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตรที่ตนสนใจในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งหรือเรียนหลายหลักสูตร ทั้งหลักสูตรต้นน้ำ กลางน้ำ และหลักสูตรปลายน้ำควบคู่กันไปได้ 

และเช่นเดียวกันการจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนรู้เป็นชุมชน โดยที่ชุมชนหนึ่งเรียนหลักสูตรต้นน้ำ ชุมชนต่อมาเรียนหลักสูตรปลายน้ำหรือหลักสูตรกลางน้ำตามความสนใจและความถนัดของประชาชนในชุมชน หรืออาจจัดให้เรียนหลักสูตรต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำในชุมชนเดียวกันก็ได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพในชุมชน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพและการสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน

” และสำหรับระบบการเรียนรู้ผ่าน platform ในรูปแบบ On Pc และ On mobile application นั้น เราจะมีการUpdate และพัฒนาสื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นตัวช่วยให้แก่ครูผู้สอน ผู้เรียนและประชาชนผู้สนใจในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้านต่อไป” ผู้อำนวยการ กพ.กล่าวในที่สุด

สถานศึกษา ภาคีเครือข่าย รวมถึงนักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจสามารถเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ที่เว็บไซต์ของกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา http://pattana.nfe.go.th/quick-win และ platform ในรูปแบบ Mobile application : Google play store “ต่อยอดอาชีพ” ในระบบ Android Version 5.1 – version ปัจจุบัน หรือลิงค์ https://play.google.com/store/apps/details?id=chaloemphon.example.torcareer หรือตาม QR Code นี้

“เด็กอาชีวะ” เฮ ครม.นุมัติ อัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481075

29 ส.ค. 2564

แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง “รมว.ศธ.” เผย ครม.อนุมัติอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะวิชาอาชีพ ระบุ “เด็กอาชีวะ” ทุกสังกัดใน 10 ประเภทวิชาตามหลักสูตรปวช.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตรีนุช เทียนทอง ใจความว่า 

การประชุม ครม. ในวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการของเราได้รับอนุมัติ ‘#อัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพ’ สำหรับ #นักศึกษาอาชีวศึกษา ทุกสังกัด ใน 10 ประเภทวิชาตามหลักสูตร ปวช. ปี 2562 ชั้นปีที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป โดยประมาณการค่าใช้จ่ายกว่า 380 ล้านบาทค่ะ

โดยรายการนี้อนุมัติเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษามีเครื่องมือพื้นฐานประจำตัวสำหรับใช้ในการฝึกปฏิบัติและการประกอบอาชีพ เช่น

เครื่องวัดแอมมิเตอร์ โวลมิเตอร์ สำหรับนักศึกษาสาขาไฟฟ้า ชุดมีดทำครัว อุปกรณ์ช่วยตวงวัด อุปกรณ์ทำอาหารและเบเกอรี่ สำหรับนักศึกษาสาขาอาหาร

เงินสนับสนุนในส่วนนี้จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับใช้ทำงานในสาขาอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากอุปกรณ์ประจำตัวผู้เรียนจากค่าใช้จ่ายรายหัวเงินอุดหนุนเรียนฟรี

เพื่อให้นักศึกษาได้รับการฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ตลอดหลักสูตร และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอีกด้วย

การจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในปัจจุบันพัฒนาขึ้นมากค่ะ เราออกแบบหลักสูตรที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนมีทักษะวิชาชีพที่ตอบโจทย์และสามารถป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดงานได้จำนวนมากในแต่ละปี

ดิฉันขอขอบคุณ ครม. ที่เล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนการพัฒนาวงการอาชีวศึกษาให้ได้รับโอกาสและพัฒนาศักยภาพมากยิ่งขึ้นต่อไปค่ะ

ทั้งนี้ อัตราค่าเครื่องมือต่อคนต่อปีการศึกษาของทั้ง 10 ประเภทวิชา มีดังนี้

อุตสาหกรรม 2,000 บาท

พาณิชยกรรม 1,000 บาท

ศิลปกรรม 1,000 บาท

คหกรรม 1,200 บาท

เกษตรกรรรม 1,600 บาท

ประมง 1,200 บาท

อุตสาหกรรมสิ่งทอ 1,200 บาท

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1,800 บาท

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 1,200 บาท

และ อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี 1,000 บาท

หล่อหลอมแต่เด็ก จีนเตรียมบรรจุความคิด “สี จิ้นผิง” ใส่ในหลักสูตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481072

29 ส.ค. 2564

กระทรวงศึกษาธิการจีนเตรียมจะเพิ่ม “ความคิดของ สี จิ้งผิง” ไว้ในหลักสูตรการศึกษาของชาติ เพื่อช่วยปลูกฝังความรู้สึกรักชาติในหมู่เยาวชนของจีน เริ่มตั้งแต่หลักสูตรประถมจนถึงอุดมศึกษา

อ้างถึงสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม ว่า กระทรวงศึกษาธิการจีนกล่าวไว้ในแนวทางด้านการศึกษาฉบับใหม่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “ความคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่”

จะถูกนำมาสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงขั้นมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นตั้งใจรับฟังและปฏิบัติตามพรรคคอมมิวนิสต์จีน แนวทางยังกำหนดด้วยว่า สื่อการเรียนการสอนใหม่ต้อง “ปลูกฝังความรู้สึกรักชาติ”

บีบีซีรายงานว่า โกลบอลไทม์ สื่อของทางการจีน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ของจีนว่า ในโรงเรียนประถมศึกษาจะเน้นที่การปลูกฝังความรักต่อประเทศชาติ, ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน และลัทธิสังคมนิยม

ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจะเน้นสอนผสมผสานระหว่างประสบการณ์การรับรู้และการศึกษาความรู้ เพื่อช่วยให้นักเรียนสร้างการตัดสินใจและความคิดทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยจะเน้นย้ำมากขึ้นด้านการสร้างความคิดเชิงทฤษฎี

นับแต่สีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2555 สี จิ้นผิง พยายามเสริมสร้างบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงภาคธุรกิจ, โรงเรียน และสถาบันทางวัฒนธรรม

“ความคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่” ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจีนเมื่อปี 2561 อำนาจของเขายังแข็งแกร่งขึ้นจากการยกเลิกการจำกัดสมัยดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี

ในสุนทรพจน์ฉลอง 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงให้คำมั่นว่าเขาจะยกระดับความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์, รักษาความเป็นผู้นำ“แกนกลาง” ของเขา และเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของชาวจีน

“ลดค่าเทอม“ร้อยละ50-70 ดีไหม ถามครูโอ๊ะ-ครูเหน่ง เมื่อไม่มีการเรียนการสอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481030

29 ส.ค. 2564

พ่อแม่ผู้ปกครองเดือดร้อนหนัก พักค่าเทอมหรือ”ลดค่าเทอม”ดีไหม เมื่อข้อเท็จจริง ไม่มีการเรียนการสอน เพื่อความเป็นธรรมกับผู้เรียนและประชาชน

ต้องยอมรับความจริงร่วมกันก่อนว่า  การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่ที่เป็นปัญหาและน่าเป็นห่วง คือนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 

เด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้นม.6 รวมถึงการอาชีวะศึกษา ระดับปวช. และปวส. โดยเฉพาะนักเรียนในชนบทห่างไกลเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเข้าไปไม่ถึง

ประกอบกับการเลื่อนปิด-เปิดเทอม ภาคเรียนที่1 / 2564 จากเดิม 16 พฤษภาคม ออกเป็น 1 มิถุนายน และเลื่อนอีกครั้งเป็น 14 มิถุนายน แต่เพราะพิษโควิด-19 สถานศึกษาเปิดเรียนแบบเต็มรูปแบบได้ไม่ถึงครึ่ง เมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ จำนวนสถานศึกษาที่เปิดสอนจริงๆ ลดเหลือแค่ 2,000 โรงเรียน จากทั้งหมด 34,887 แห่ง

“ครูเหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และ “ครูโอ๊ะ” ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  รู้หรือไม่ว่าสถานศึกษาไม่สามารถเปิดเรียนได้

เมื่อทั้งคุณครูและนักเรียนหลายพื้นที่กลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 การเรียน การสอนเต็มรูปแบบจึงไม่มีอยู่จริง

“ครูเหน่ง-ครูโอ๊ะ” รู้ไหม การเรียนการสอนในสถานศึกษาไม่มีอยู่จริง เมื่อเด็กต้องหยุดเรียนอยู่บ้านกับพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งตกงานขาดรายได้มาเลี้ยงครอบครัว แต่ลูกต้องเรียนออนไลน์ ต้องมีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ อย่างน้อยคือมือถือ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ

ในทางปฏิบัติต้นทุนการศึกษาของนักเรียน ในภาคเรียนที่ 1 / 2564  พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นคนแบกรับค่าใช้จ่าย เมื่อลูกจำเป็นต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แต่ค่าเทอมโรงเรียนเอกชนยังให้จ่ายเท่าเดิม

และยังมีกระแสออกมาว่าจะหักเงินเยียวยานักเรียนที่ได้รับการจัดสรรคนละ 2,000 บาท  เอาไว้เป็นค่าเทอมกรณีมีนักเรียนยังไม่จ่ายค่าเล่าเรียนภาคเรียนที่ 1/ 2564 หรือที่จ่ายค่าเล่าเรียนแล้ว แต่จ่ายไม่ครบ ก็จะอาศัยช่องโหว่นี้ยึดเงินแทนที่จะส่งให้ผู้ปกครอง

ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รู้ทันกลลวงของผู้บริหารโรงเรียน ถึงได้ออกโรงกำชับ “ห้ามเด็ดขาด” ฮุบเงินเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท

เมื่อการเรียนการสอนไม่มีเกิดขึ้นจริง  และภาระตกที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ทางออกที่เป็นธรรมกับประชาชน  รัฐบาลควรลดค่าเทอม ร้อยละ50-70 เมื่อไม่มีการเรียนการสอนในสถานศึกษาจริง

ถาม”ครูโอ๊ะ-ครูเหน่ง”เมื่อไม่มีการเรียน การสอน ในสถานศึกษาจริง ควร“ลดค่าเทอม“ ร้อยละ50-70 ดีไหม

ม.มหิดลต่อลมหายใจเศรษฐกิจชาติส่งเสริม “ผู้สูงวัย” สู่การเป็นผู้ประกอบการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480983

29 ส.ค. 2564

แรงงานของคนหนุ่มสาว อาจไม่เพียงพอต่อการทำให้เศรษฐกิจชาติฟื้นตัว “ม.มหิดล” เผยกลุ่มผู้บริโภคสูงวัยนับวันเติบโต การเตรียมความพร้อมให้ “ผู้สูงวัย” ด้วยกันเองได้เป็นผู้ประกอบการอาจจะตอบโจทย์ความมั่นคงและยั่งยืน

ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 8 ซึ่งว่าด้วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Decent Work And Economic Growth) ในโลกยุคปัจจุบัน ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางเศรษฐกิจ และการก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ 

ลำพังแรงงานของคนหนุ่มสาวอาจไม่เพียงพอต่อการทำให้เศรษฐกิจชาติเกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติ โควิด-19 พบกุญแจสำคัญในการตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคสูงวัย คือ การเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงวัยด้วยกันเองได้มีโอกาสลุกขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ

อาจารย์ ดร.สุเทพ นิ่มสาย หัวหน้าสาขาการจัดการและกลยุทธ์ (Management and Strategy) และสาขาการจัดการธุรกิจอาหาร (Food Business Management) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวในฐานะหัวหน้าทีมผู้สอนรายวิชาอบรมออนไลน์ “ผู้ประกอบการและนวัตกรรมสำหรับธุรกิจผู้สูงวัย” (Entrepreneurship And Innovation For Aging Business) ทางระบบ MUx ของมหาวิทยาลัยมหิดล

ว่า วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล (CMMU) ไม่ได้มุ่งเน้นการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานักบริหารและผู้ประกอบการที่มุ่งหวังผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะพยายามส่งเสริมให้มีทักษะการเป็นนักบริหารและผู้ประกอบการที่มีมุมมองที่มุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืน และส่งผลดีต่อสังคมและชุมชน ซึ่งต้องอาศัยการพึ่งพาตนเองเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Next Normal ที่เปลี่ยนแปลง และการที่นับวันยิ่งมีสัดส่วนของประชากรผู้สูงวัยมากขึ้น จึงไม่อาจมองข้ามการขยายตลาดแรงงานสู่กลุ่มประชากรผู้สูงวัย ซึ่งการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการจะเป็นการตอบโจทย์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงวัยด้วยกันเองได้ดีที่สุด

โดยปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ คือ การที่จะต้องทำธุรกิจที่ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Build Data-Driven Culture) “รู้เขา” “รู้เรา” และ “เข้าใจตลาด” อย่างแท้จริง

โดยจะต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยมีแนวโน้มการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง “รู้เขา” คือ จะต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายว่า เป็นผู้สูงวัยที่มีการใช้ชีวิต (Life Style) อยู่ในกลุ่มใด ซึ่งปัจจุบันพบโดยทั่วไปใน 3 แบบแบ่งตามลักษณะทางสังคมและสุขภาวะ คือ 

ผู้สูงวัยแบบ “ติดบ้าน” “ติดเตียง” และ “ติดสังคม” แล้วให้มาพิจารณา “รู้เรา” หรือปัจจัยความพร้อมทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของตัวผู้ประกอบการเอง รวมทั้งจะต้อง “เข้าใจตลาด” โดยศึกษาได้จากแนวโน้มความสนใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

แนวโน้มการประกอบการ หรือธุรกิจที่น่าจับตาของผู้สูงวัยในปัจจุบัน ได้แก่ การประกอบการ หรือธุรกิจที่มีความเฉพาะด้าน อาทิ ด้านอาหาร ด้านที่อยู่อาศัย และด้านสุขภาวะ 

นอกจากนี้ ยังมีการประกอบการ หรือธุรกิจที่น่าสนใจรองลงมา อาทิ ด้านการท่องเที่ยว และด้านการเงิน ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเป็นโสด และพักอาศัยอยู่คนเดียว ดังนั้นรูปแบบในการอยู่อาศัยจึงเปลี่ยนไปจากเดิม จึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจให้เหมาะสม และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

เพื่อการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการสำหรับธุรกิจผู้สูงวัยที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการสร้างเครือข่าย และเพิ่มพูนทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการประกอบการในโลกยุคปัจจุบันอยู่เสมอ

โดย ม.มหิดล ได้เปิดอบรมออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่างๆ ในการดำรงชีพ และประกอบวิชาชีพที่ทันสมัยในระบบ MUx ซึ่งได้เปิดกว้างให้ประชาชนโดยทั่วไปสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการอบรมออนไลน์พร้อมรับประกาศนียบัตรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทาง http://mux.mahidol.ac.th

ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์”คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480806

27 ส.ค. 2564

ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์”คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563 มุ่งเน้นให้ผู้รับรู้สื่อมีพฤติกรรมด้านคุณธรรม หรือวิถีวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย จำนวน 9 ประเภท

วันที่ 27 ส.ค.64 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานประกาศผลรางวัลโครงการสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563 (Moral Media Awards 2020)

ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์"คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์”คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563

โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมเป็นประธานมอบรางวัลและโล่เกียรติคุณ พร้อมด้วยรศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โดยจัดขึ้นในรูปแบบ Virtual Live ผ่านเฟซบุ๊กเพจศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand และเฟซบุ๊กกองทุนฯในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งที่ 11

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยงานที่ได้ร่วมกันจัดทำ และขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล ที่ทำให้เกิดการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในวงกว้าง เพื่อให้สังคมได้รับสื่อที่มีคุณภาพ จะได้เป็นแรงบันดาลใจในการผลิตสื่อที่ดีมีคุณภาพในปีต่อ ๆ ไป

ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์"คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์”คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมฯและ กองทุนพัฒนาสื่อฯ คณะกรรมการปฎิรูปด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเป็นปีแรก มุ่งเน้นให้ผู้รับรู้สื่อมีพฤติกรรมด้านคุณธรรม หรือวิถีวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย จำนวน 9 ประเภท

ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์"คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สื่อสร้างสรรค์”คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563

โดยมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมมากถึง 315 ผลงาน แบ่งเป็น ประเภทละคร 25 ผลงาน ภาพยนตร์ 18 ผลงาน คลิปวิดีโอสั้นที่เผยแพร่ทางโซเซียลมีเดีย 93 ผลงาน โฆษณา 27 ผลงาน บทเพลง 25 ผลงาน รายการวิทยุ 6 ผลงาน รายการโทรทัศน์ 38 ผลงาน สื่อสิ่งพิมพ์ 47 ผลงาน และสื่อดิจิทัล 36 ผลงาน
  

สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่

1.เป็นสื่อสร้างสรรค์คุณธรรม ที่มีเนื้อหาแง่มุมด้านคุณธรรมหรือสื่อสารเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านคุณธรรม

2.เผยแพร่ในสื่อช่องทางต่างๆ แล้วภายในปี 2562 – 2563

3.เป็นสื่อที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ไม่สื่อถึงการยุยง ปลุกปั่น และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง

และ 4.เกณฑ์อื่น ๆ ให้เป็นไปตามมติของคณะทำงาน
 

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผจก.พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนฯมีวัตถุประสงค์รณรงค์ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เราอยากเห็นการใช้สื่อเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ดีงาม เป็นความดีของคนในสังคมและทำให้ได้รับการขยายผลสู่สาธารณชนต่อไป

ผลการคัดเลือกสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด ปี 2563 ทั้ง 9 ประเภท มีดังนี้

1.ประเภทละคร จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ ปลายจวัก โดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง โดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 โดย สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

2.ประเภทภาพยนตร์ จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ Mother Gamer เกมเมอร์เกมแม่ โดย บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, รักนะซุปซุป โดย บริษัท มณวิจิตร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, หัวใจทองคำ โดย บริษัท สยามแพนโดร่า จำกัด

3.ประเภทคลิปวิดีโอสั้นที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ จนแต่มีน้ำใจ โดย กุลิ ฟิล์ม, ท่านจงมีน้ำใจต่อกัน โดย บางรัก ชาแนล, Blood Hero กลุ่มฮีโร่ หลั่งเลือดจากชมรมผู้บริจาคโลหิต ๑๐๐ ครั้ง สภากาชาด โดยเพจมนุษย์ต่างวัย 

4.ประเภทโฆษณา จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ ไฟ-ฟ้า by TMB / เด็กธรรมดา…คือสิ่งที่สวยงาม โดย ธ.ทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) , คุณเคย bully ใครหรือเปล่า? | ความสุขประเทศไทย โดย ความสุขประเทศไทยและธนาคารจิตอาสา, โปรโมชั่นที่ดีที่สุด | Air Asia โดย JourneyD/ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด

5.ประเภทบทเพลง จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ แสงศรัทธา โดย ส่วนประชาสัมพันธ์ ม.แม่ฟ้าหลวง, ด้วยใจรัก โดย นายวีระ มนตรีวงษ์, เชิญอริยมรรค จากโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม โดย หน่วยงานทรูปลูกปัญญา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

6.ประเภทรายการวิทยุ จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ รายการ GIVE NEVER STOP มอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต โดย บริษัท วิไลเซ็นเตอร์แอนด์ซันส์ จำกัด ผู้ผลิตรายการข่าวจราจร สวพ.FM91 และผู้สนับสนุน รายการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), รายการห้องรับเเขก สวีทเอฟเอ็ม โดย FM 89.5 MHz., รายการสโมสรวัฒนธรรม โดย สถานีวิทยุกระจายเสียง ม.ธรรมศาสตร์ AM981 KHz 

7.ประเภทรายการโทรทัศน์ จำนวน 3 ผลงาน โดยมีการจัดอันดับรางวัล ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 8 จากโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม โดย หน่วยงานทรูปลูกปัญญา บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 รองฯอันดับ 1 รายการชัวร์ก่อนแชร์ โดยศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท, รองฯอันดับ 2 รายการท้าให้อ่าน The Reading Hero โดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

8.ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ จำนวน 3 ผลงาน โดยมีการจัดอันดับรางวัล ดังนี้ ชนะเลิศ ได้แก่ หนังสือ Water Wide Web พายเรือเก็บขยะ 7 ประเทศ ผู้แต่ง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, รองฯอันดับ 1 หนังสือ เด็กชายชาวดง ผู้แต่ง มาลา คำจันทร์ จากสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง จำกัด, รองฯอันดับ 2 หนังสือ หอมกลิ่นความดี ผู้แต่ง ประสาร มฤคพิทักษ์ จากสำนักพิมพ์ศยาม และ

9.ประเภทสื่อดิจิทัล จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ สารคดี หัวใจตื่นรู้ โดย มูลนิธิสหธรรมิกชน, ธรรมlife โดย มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ, เปิดใจ – แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ครูเข้าถึงหัวใจวัยรุ่นได้มากกว่าที่เคย โดย บริษัท มายด์เซ็ทเมคเกอร์ จำกัด

“สจล.” เปิด ศูนย์ โฮม ไอโซเลชัน พระจอมเกล้าลาดกระบัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480804

27 ส.ค. 2564

สุชัชวีร์ เผย ศูนย์ โฮม ไอโซเลชัน เน้นดูแลผู้ป่วยเขตลาดกระบัง พร้อมดึงมือแพทย์จากรพ.พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และคลินิกเวชกรรม “สจล.” สำหรับผู้ป่วยสีเขียว ย้ำ6แนวทางดูแลตนเองที่บ้าน

วันที่  27 สิงหาคม2564 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า จากสถิติผู้ติดเชื้อสะสมและต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสวนทางกับจำนวนเตียงที่มีรองรับในปัจจุบัน สจล. โดย คลินิกเวชกรรม สจล. คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMCH) จึงเดินหน้าโครงการ 

ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่เข้าระบบการดูแลที่บ้าน” (Home IsolationKMITL Clinic) ประจำปีงบประมาณ2564เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ที่มีผลตรวจAntigen Test Kit (ATK)เป็นผลบวก และกักตัวรักษาที่บ้าน (Home Isolation)ที่มุ่งให้การช่วยเหลือนักศึกษา บุคลากร เจ้าหน้าที่ ตลอดจนประชาชนบริเวณใกล้เคียงสถาบันฯ

โดยมีบุคลากรทางการแพทย์คลินิกเวชกรรม สจล. สังกัดคณะแพทยศาสตร์ และ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารร่วมประเมินอาการ และให้การรักษา ตลอดจนให้คำแนะนำหรือส่งต่อทั้งนี้ สจล. ได้เปิดให้บริการดังกล่าวตั้งแต่เดือนสิงหาคม2564

“สจล.” เปิด ศูนย์ โฮม ไอโซเลชัน พระจอมเกล้าลาดกระบัง“สจล.” เปิด ศูนย์ โฮม ไอโซเลชัน พระจอมเกล้าลาดกระบัง

รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์

รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และ ผู้อํานวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMCH)กล่าวเสริมว่าสำหรับผู้ป่วยที่ประสงค์ขอรับบริการสามารถลงทะเบียนเข้าระบบHome Isolationได้ ผ่านสายด่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)1330โดยในกรณีที่ผู้ป่วยสีเขียวพักอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงสถาบันฯ ระบบของ สปสช. จะดำเนินการจับคู่กับคลินิกเวชกรรม สจล.

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะต้องปฏิบัติตัวใน 6 แนวทางดังนี้

(1) แยกตัวอยู่ในพื้นที่ ห้ามออกจากที่พัก ห้ามผู้อื่นเข้าเยี่ยม และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

(2) เว้นระยะห่างขั้นต่ำ2เมตร กรณีมีผู้อาศัยร่วม (3) แยกของใช้ส่วนตัว

(4) แยกการทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

(5) แยกซักเสื้อผ้ากับผู้อื่น และ

(6) แยกขยะมัดปากถุงให้แน่น

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการจ่ายยา และอุปกรณ์เพื่อการรักษาขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ป่วยแบบHome Isolationจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบุคลากรทางการแพทย์ในการพิจารณารายบุคคล พร้อมทั้งจัดส่งไปยังบ้านของผู้ป่วยผ่าน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

ขณะที่เมนูข้าวกล่องที่จัดส่งไปร่วมด้วย ก็เป็นของร้านค้าในโรงอาหารของ สจล. ที่เข้าร่วมโครงการ อันเนื่องมาจากขาดแคลนรายได้ช่วงนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่เข้าระบบการดูแลที่บ้าน” (Home IsolationKMITL Clinic)ติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์02-329-8143ได้ทุกวัน เวลา8.30 – 17.00น.ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ สจล. ได้ที่https://www.facebook.com/kmitlofficialและhttp://kmitl.ac.th