“หลักสูตรฐานสมรรถนะ” แนวคิดสวยหรู ดูดี ของเล่นใหม่ศธ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480799

27 ส.ค. 2564

ผู้บริหารจะเอาแบบนี้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” แต่ครูไม่มีส่วนร่วม สุดท้ายไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ทำให้ครูเสียเวลา เด็กเสียโอกาส การศึกษาไทยเวลาหมดไปกับการหลงทาง…. กมลทิพย์ ใบเงิน… รายงาน

ลำพังการรับมือจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้นักเรียนมีคุณภาพ ในยุคการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 มาปีกว่า คุณครูค่อนประเทศก็ตกอยู่ใน “ความเครียด” ไม่ด้อยไปกว่าพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ตกงานขาดรายได้ แต่ “คุณครู” ยังต้องมารับรู้นโยบายเร่งด่วนจากกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่ต้องลงมือปฏิบัติทันที

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการวางแผนนำ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ไปใช้โดยเริ่มในปีการศึกษา 2565 จะมีกรอบการใช้ 3 ปีที่จะครบทุกโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2567 และคาดว่าจะจัดให้นำร่องทดลองใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประมาณวันที่ 1 กันยายน 2564

หลักสูตรฐานสมรรถนะ คืออะไร  เป็นคำถามที่ “คุณครู” ส่วนมากตอบไม่ได้ รับรู้เพียงว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อสั่งการให้ดำเนินการ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของ “องค์กรครู” และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยเหตุผลหลายประการ

นายไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์  ได้สะท้อนความไม่เห็นด้วยขององค์กรครู ในชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ที่มีสมาชิกจำนวนประมาณ 32,000 สมาชิก และแชร์ไปยังชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทยที่มีสมาชิกจำนวนประมาณ 119,000 สมาชิก ปรากฏว่า ครูส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เป็น “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” หรือมีส่วนร่วมอยู่ในระดับน้อยที่สุด

เข้าทำนองสุภาษิตไทย “คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด ” ครูเป็นผู้สอนต้องใช้หลักสูตรใหม่ แต่กลับไม่มีส่วนร่วม ผิดกระบวนการออกหลักสูตร และเรียกร้องให้ นางสาวตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้มีอำนาจเหนือกระทรวงศึกษาธิการ ได้โปรดทำการทบทวนในเรื่องนี้ด่วน 

ดูเหมือนว่า จนถึงวันนี้  ยังไม่มีความชัดเจนจากนักการเมืองฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ  รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ

เกี่ยวกับการจะนำ”หลักสูตรฐานสมรรถนะ” มาใช้ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา นั้น  ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาด้านการศึกษา ตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดหลักการสวยหรูดูดีมาก เป็นการปรับการเรียนการสอน ที่ผู้สอนหรือคุณครูไม่สอนนักเรียนให้มีความรู้เพียงอย่างเดียว

แต่การเรียนรู้ของนักเรียนต้องเป็นการเพิ่มขึดความสามารถในการทำงาน ในการแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดี

ศ.ดร.กนก  แจกแจงอีกว่า โลกของการทำงานและแก้ไขปัญหาไม่ใช้ความรู้วิชาเดียว แต่บูรณาการใช้หลายวิชา เช่น ต้องการให้นักเรียนค้าขายเป็น นักเรียนต้องเรียนรู้หลายวิชา

อาทิ 1.วิชาคณิตศาสตร์เพื่อคิดคำนวน 2.มีความรู้เรื่องสินค้าที่จะขาย เป็นสินค้าที่ลูกค้าหรือตลาดต้องการหรือไม่ 3.นักเรียนต้องเรียนวิชาบัญชีเพื่อให้มีความต้นทุนการผลิต กำไร ขาดทุน รายรับ รายจ่าย ฯลฯ จึงบอกได้ว่านักเรียนมีสมรรถนะทางด้านการค้าขาย แต่วิชาเรียนในอดีตสอนแยกส่วนไม่บูรณาการ

“แนวคิดและหลักการผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่คุณครูของเรามีความพร้อม มีความรู้ ความสามารถที่จะสอนหรือไม่ ผมถามกลับกระทรวงศึกษาธิการ นี่คือปัญหาใหญ่ รัฐมนตรีศึกษาฯเดินไปข้างหน้า แต่ต้องย้อนกลับมาสำรวจดูว่าฝ่ายปฏิบัติพร้อมที่จะเดินตามหรือไม่ ขอให้สติผู้บริหารศธ.ไว้ 2 ประการ ดังนี้”ศ.ดร.กนก วิพากษ์การนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้ในระบบการศึกษาไทย

1.ศธ.อย่าตื่นเต้นแนวคิดใหม่จากต่างประเทศและเร่งรีบนำมาใช้กับการศึกษาประเทศไทย เพราะในอดีตเคยล้มเหลวมาแล้ว

2.ศธ.ควรกลับไปให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานความรู้แต่ละวิชาให้ถูกต้อง เช่น  วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย  วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ฯลฯ สอนให้นักเรียนมีความรู้ รู้จักการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น เมื่อพื้นฐานแน่นแล้วสามารถบูรณาการแต่ละวิชาเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

“คุณครูภายใต้วัฒนธรรมศธ. เมื่อบังคับให้ทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ ครูก็ต้องเอาตัวรอด เน้นเขียนรายงาน การจดบันทึกให้ดี เมื่อผู้บริหารมาประเมินจะได้ผ่านที่เขียนไว้ แต่คุณภาพการศึกษาของนักเรียนไม่ดีขึ้น สุดท้ายไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร    ทำให้ครูเสียเวลา เด็กเสียโอกาส แต่การจะให้ครูมายอมรับว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ นี่คือของเล่นใหม่ศธ. มาอีกแล้ว เราหมดเวลากับการหลงทางมาตลอด การศึกษาไทยจึงไม่พัฒนาและไปไม่ถึงไหน” ศ.ดร.กนก ระบุ

ศ.ดร.กนก ตั้งข้อสังเกตว่า หากไทยเรียนรู้จากประเทศในกลุ่มเอเชีย อย่างเช่นการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ และญี่ปุ่น เขาใช้เวลาในการปูพื้นฐานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและด้านอาชีวะศึกษา นานร่วม 20 ปี ที่เน้นภาษา ความีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม ฯลฯ เมื่อการศึกษาขั้นพื้นฐานแข็งแกร่งแล้วถึงมาให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา

” ผู้บริหารบอกจะเอาหลักสูตรฐานสมรรถนะแบบนี้นะ ครูตามไม่ทัน เพราะไม่ให้ครูได้มีส่วนร่วมในช่วงการร่างหลักสูตร ผมท้าเลยนะลองให้เลขาธิการกพฐ.มาสอนหลักสูตรฐานสมรรถนะนักเรียนมัธยมศึกษา เพื่อสร้างสมรรถลองมาสอนผมจะมานั่งเรียน ดูซิว่าเลขาธิการกพฐ.สอนเด็กแล้วทำได้ไหม”ศ.ดร.กนก ฝากให้คิด

“ม.รามคำแหง” เตรียมเปิด ศูนย์พักคอย ผู้ป่วยโควิด 1 กันยายนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480747

27 ส.ค. 2564

“ม.รามคำแหง” จับมือรพ.นพรัตนราชธานี และเครือซีพี เปิดศูนย์พักคอย สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ เปิด 1 กันยายน นี้

วันที่  27  สิงหาคม 2564  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.รามคำแหง) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบจากโรงพยาบาล ม.รามคำแหงจึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน

ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งสำนักงานเขตบางกะปิ ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) เพื่อช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ติดเชื้อที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ 

"ม.รามคำแหง" เตรียมเปิด ศูนย์พักคอย ผู้ป่วยโควิด 1 กันยายนนี้“ม.รามคำแหง” เตรียมเปิด ศูนย์พักคอย ผู้ป่วยโควิด 1 กันยายนนี้

โดยใช้อาคารยิมเนเซียม 1 บริเวณใกล้ประตูทางออกด้านหลังม.รามคำแหง เป็นสถานที่ดำเนินการ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 170 เตียง และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพิ่มเติม ทางม.รามคำแหง และภาคีเครือข่ายพร้อมจะดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการปรับปรุงด้านสถานที่ และสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์- พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย

"ม.รามคำแหง" เตรียมเปิด ศูนย์พักคอย ผู้ป่วยโควิด 1 กันยายนนี้“ม.รามคำแหง” เตรียมเปิด ศูนย์พักคอย ผู้ป่วยโควิด 1 กันยายนนี้

ศูนย์พักคอย ม.รามคำแหง

โดยสำนักงานเขตบางกะปิ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง รายชื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จะเข้าพักรักษาตัว ณ ศูนย์พักคอย ม.รามคำแหง

อธิการบดี ม.รามคำแหง  กล่าวในตอนท้ายว่า ขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนในทุกด้านอย่างดียิ่งจนทำให้ศูนย์พักคอย มหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมจะเปิดบริการ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป 

โดย ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) จะเป็นประธานเปิดศูนย์พักคอย สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวันที่ 1 กันยายน 2564 เวลา 08.30 น.

พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเดชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะมาร่วมงานและเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์พักคอยฯ ที่ม.รามคำแหงด้วย

หากปิดรร. ศ.ดร.กนก หวั่นเกิด “ความเหลื่อมล้ำ” เด็กเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480726

27 ส.ค. 2564

หากต้องกลับไปสู่การเรียนออนไลน์ ศธ.จะรับมืออย่างไร ไม่ให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำ” ในเด็กด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเป็นห่วงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกสาม ที่ส่งผลต่อการศึกษาของเด็กไทยว่า ประเทศไทยเผชิญหน้ากับการออกอาละวาดของโควิด-19 มาแล้วหลายครั้ง

“ทุกครั้งเราแก้ปัญหาด้วยการปิดโรงเรียนหรือปิดสถานศึกษาให้ เด็กนักเรียนเรียนออนไลน์” ศ.ดร.กนก กล่าว

และแนวโน้มก็คงจะใช้วิธีปิดสถานศึกษา และให้เด็กนักเรียนเรียนออนไลน์นี้อีก หากยังควบคุมไม่อยู่

คำถามคือกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้แก้ปัญหาที่มีเสียงสะท้อนผ่านทั้งนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ เกี่ยวกับการเรียนออนไลน์หรือยัง

โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำในเด็กที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และอินเทอร์เน็ต ที่เป็นเครื่องมือหลักในการเรียนออนไลน์

“ผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการ ควรออกมาแถลงความชัดเจนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม รวมถึงแนวทางแก้ปัญหา หากต้องกลับไปสู่การเรียนออนไลน์ ว่าจะรับมืออย่างไร ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเด็กที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี

จะมีการจัดชั้นเรียนพิเศษเพื่อช่วยเด็กที่ไม่สามารถเรียนออนไลน์อย่างไร ที่สำคัญคือ การปิดโรงเรียน อาจส่งผลทางอ้อมที่ทำให้เด็กด้อยโอกาส ถูกกดดันให้ไปใช้แรงงานแทนการเรียน จนหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องทำการบ้านเพิ่มเติมในเรี่องนี้ด้วย” ศ.ดร.กนก กล่าว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม  2564 ยูนิเซฟ ได้ออกแถลงการณ์ ห่วงเด็กได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียนเพราะพิษโควิด-19 โดยให้ข้อมูลว่านักเรียน 1 ใน 3 เรียนทางไกลไม่ได้ เสี่ยงถูกทำร้าย และหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งจากสถิติล่าสุดพบเด็กทั่วโลกออกจากระบบการศึกษาเพิ่มถึง 24 ล้านคน และเสนอว่าการปิดโรงเรียนควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

เช็กสิทธิ์เงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท รร.รัฐบาล เอกชน ครบทุกขั้นตอนที่นี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478760

27 ส.ค. 2564

ผู้ปกครองนักเรียนทั้ง โรงเรียนของรัฐและเอกชน สามารถ”ตรวจสอบสิทธิ์” รับ”เงินเยียวยา” นักเรียนรายละ 2,000 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้แล้ว ตรวจสอบสิทธิ์ https://student.edudev.in.th/

ความคืบหน้าหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียนด้านค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา จำนวน 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึง ม.6

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ระดับอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในกรอบวงเงิน 23,000 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้แก่ผู้ปกครอง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการเปิดตรวจสอบสิทธิตามโครงการดังกล่าวแล้ว

สำหรับ ขั้นตอนการตรวจสอบ ผ่านทางเว็บไซต์ https://student.edudev.in.th/ >> คลิกตรวจสอบ

เมื่อเข้าสู่เว็บไซต์แล้วให้กรอกข้อมูล ดังนี้

– กรอกเลขประจำตัวนักเรียน

– กรอกรหัสให้ตรงตามรูปที่กำหนด

– จากนั้นกดปุ่มค้นหาเพื่อตรวจสอบข้อมูล

ข้อมูลการมีตัวตน ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2564 จากระบบนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center: DMC) ศูนย์พัฒนาระบบข้อมูลทางการศึกษา สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สามารถตรวจสอบได้โดยใช้รหัส G-Code ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด สามารถขอทราบรหัส G-Code ได้ที่โรงเรียนที่นักเรียนศึกษาอยู่ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้แล้ว บน ‘Application สช. On Mobile’ สามารถดาวน์โหลด ‘Application สช. On mobile’ ในระบบแอนดรอยด์ และระบบ iOS ดังนี้

– ระบบแอนดรอยด์ >> คลิกดาวน์โหลด

– ระบบ iOS  >> คลิกดาวน์โหลด

ทั้งนี้ วิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือนี้ จะจ่ายผ่านสถานศึกษา และให้สถานศึกษาจ่ายตรงให้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง ในรูปแบบของเงินสด หรือนำเข้าบัญชีธนาคาร ประมาณ 11 ล้านคน วงเงินราว 21,600 ล้านบาท

คำแนะนำสำหรับการตรวจสอบข้อมูล
1. ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สถานศึกษารายงานและยืนยันรายชื่อนักเรียนที่มีตัวตนอยู่จริง ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564 ในระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center: DMC)

2. หากนักเรียนมีการย้ายสถานศึกษาหลังวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ให้ใช้ เลขประจำตัวประชาชน และ รหัสประจำตัวนักเรียน ของสถานศึกษาเดิม (สังกัด สพฐ. เท่านั้น) ในการตรวจสอบสิทธิ์

3. กรณีนักเรียนที่ตรวจสอบสิทธิ์และพบว่ามีสิทธิ์ และได้ย้ายสถานศึกษาแล้ว ท่านจะได้สิทธิ์ไปที่สถานศึกษาใหม่โดยสถานศึกษาจะรวบรวมและบริหารจัดการให้อีกครั้ง

เช็กสิทธิ์เงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท รร.รัฐบาล เอกชน ครบทุกขั้นตอนที่นี่เช็กสิทธิ์เงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท รร.รัฐบาล เอกชน ครบทุกขั้นตอนที่นี่

ตัวอย่างการตรวจสอบสิทธิ

4. กรณีที่นักเรียนอายุน้อยกว่า 3 ปี และมากกว่า 20 ปี หลังวันที่ 15 พฤษภาคม 2564 จะยังไม่ได้แสดงชื่อในรอบนี้ให้รอติดตามแนวทางจาก สพฐ. ต่อไป

5. กรณีพบชื่อ – นามสกุลไม่ถูกต้อง (ขาดเกิน ผิด) ให้แจ้งให้สถานศึกษาที่กำลังศึกษาทราบและเตรียมแก้ไขในการรายงานข้อมูล DMC ต่อไป และท่านก็จะยังได้รับสิทธิ์เมื่อสามารถแสดงตัวตนต่อสถานศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ได้

ทั้งนี้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และนักเรียนสามารถตรวจสอบสิทธิ รับเงินเยียวยา 2,000 บาท ผ่านลิ้งนี้ได้ทันที >> คลิกตรวจสอบ

กูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ” ธุรกิจ 3P อย่าทำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480647

26 ส.ค. 2564

อาจารย์ด้านการตลาดจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ” ธุรกิจ อย่าทำ 3 สิ่งและอย่าเพิ่งถอดใจ วิกฤตโรคโควิด-19 ระลอกสี่จะผ่านไปอีกไม่นาน

ประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มา 4 ระลอกแล้ว ซึ่งความรู้สึกของผู้คนที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวในแต่ละระลอกนั้นแตกต่างกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ

ระลอกแรกของการระบาด ผู้ประกอบการหลายรายรู้สึก “ท้าทาย” เห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หรือช่องทางธุรกิจที่สร้างสรรค์ มาถึงระลอกสอง หลายคนเริ่ม “ตกใจ” แต่พอรับสภาพและไปต่อได้

เมื่อระลอกสามเข้ามา หลายคนเริ่ม “เหงื่อตก” สายป่านเริ่มสั้น ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป และยังไม่ทันจะคิดตก โควิด-19 ระลอกที่สี่ก็โถมเข้าใส่อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำเอาผู้ประกอบการหลายคนรู้สึก “หมดแรง” และหลายราย “ยกธงขาว” ประกาศปิดตำนานทางธุรกิจอย่างถาวรไปหลายรายตามที่เป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา

“เราโต้คลื่นมา 4 ระลอกแล้ว หมดแรงไม่ได้ ขอให้มีแรงต่อไป กลั้นใจอีกนิด ดูประเทศต่างๆ ที่สถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย ก็จะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์” ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ผู้ช่วยอธิการบดี งานด้านสื่อสารองค์กร บริหารแบรนด์ และนิสิตเก่าสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวให้กำลังใจผู้ประกอบการผ่านรายการ “Biz Genius” ตอน สิ่งที่ธุรกิจไม่ควรทำช่วงโควิดระลอกสี่ ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 FM เมื่อเร็วๆ นี้

ในสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต่อสายป่านธุรกิจ คิดกลยุทธ์การแข่งขันด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งกลับกลายเป็นหลุมพรางที่อาจพาธุรกิจดิ่งเหว ผศ.ดร.เอกก์ จึงชี้ให้ผู้ประกอบการธุรกิจเห็น “กับดัก 3 ประการที่ธุรกิจห้ามทำ” หรือ 3 Pอย่าทำ หากอยากประคองธุรกิจให้อยู่ยืด อยู่ยาวผ่านวิกฤตโควิดระลอก 4 จนวันฟ้าหลังฝน

1.Price อย่ามุ่งแข่งขันตัดราคา ถ้าไม่อยากร่วงเร็ว

ในวันที่ธุรกิจเหมือนจะถึงทางตัน ทางออกยอดนิยมที่ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มงัดออกมาใช้คือการแข่งกันเรื่องราคา ซึ่งเป็นอาวุธทางการตลาดที่รุนแรงที่สุด แต่ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ผศ.ดร.เอกก์ ประธานหลักสูตร Master in Branding and Marketing (MBM) ภาษาอังกฤษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเตือนว่า “อย่ามุ่งแต่เรื่องราคา”

“แม้คู่แข่งจะตัดราคาเก่งแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่ควรมองที่ราคาเพียงอย่างเดียวแล้วตัดราคาสู้กับคู่แข่ง หากทำอย่างนั้น เราจะกระอักเลือดได้ อย่าติดกับดักเรื่องราคาเพราะราคาไม่ใช่ทั้งหมดของส่วนผสมทางการตลาด”

ส่วนผสมทางการตลาดยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เรานำมาใช้พิจารณาปรับธุรกิจยามวิกฤตได้ ผศ.ดร.เอกก์ ยกตัวอย่าง 7P สำหรับการตลาดในธุรกิจบริการ ประกอบด้วยสินค้าและบริการ (Product) ราคา (Price) ช่องทางจัดจำหน่าย (Place) การส่งเสริมการตลาด (Promotion) บุคลากร ลูกค้า (People) กระบวนการ (Process) องค์ประกอบทางกายภาพที่ส่งเสริมประสบการณ์ให้กลุ่มเป้าหมาย (Physical evidence)

กูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ" ธุรกิจ 3P อย่าทำกูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ” ธุรกิจ 3P อย่าทำ

“ถ้าไม่ใช้เรื่องราคา เราก็อาจทำเรื่องส่วนผสมทางการตลาดอื่นๆ เช่น อาจจะแถมของ ทำกระบวนการให้ดี หรือทำลักษณะกายภาพให้มีพื้นที่น่าสนใจ ถ่ายรูปได้ ดึงดูดใจลูกค้า เป็นต้น สมมติว่าเราเปิดคลินิกฉีดโบท็อกซ์ แทนที่จะแข่งขันโดยการตัดราคา เราอาจจะทำโปรโมชันสำหรับเจ้าสาว แล้วตั้งราคาเหมือนเดิม เพียงเราเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าโดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน” ผศ.ดร.เอกก์ ยกตัวอย่างการใช้กลยุทธ์อื่นนอกจากเรื่องราคา

2.Postpone อย่าเอาเงินก่อน ผ่อนบริการทีหลัง เสี่ยงเสียลูกค้า

หลายธุรกิจเริ่มใช้วิธีการที่เรียกว่า Postpone เช่น การเสนอขายคอร์สการเรียน คอร์สเสริมความงาม หรือบัตรกำนัล (voucher) สำหรับใช้บริการ ที่นำเสนอมูลค่าในราคาที่เร้าใจให้ลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้า แล้วมาใช้บริการภายหลัง

“ตอนที่เราต้องการเงินเข้ามาหมุนเวียนในธุรกิจ เราก็ใช้วิธีการนี้เรียกเงินลูกค้าเข้ามาก่อน แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายหรือเวลาผ่านไป พอลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ผู้ประกอบการหลายรายไม่รู้สึกอยากให้บริการ เพราะลูกค้าซื้อคอร์สในราคาถูก เราต้องการรับลูกค้าที่จ่ายในราคาปกติมากกว่า เมื่อเรารู้สึกไม่เต็มที่กับการบริการ ลูกค้าก็ไม่พอใจ รู้สึกโดนโกง และอาจไปเขียนข้อความต่อว่าในโลกโซเซียล ทีนี้ก็พังกันหมด” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับหลายธุรกิจที่ผ่านมา

“เรื่องนี้ต้องระมัดระวังให้ดี ถ้าเป็นไปได้ควรเลี่ยงไปใช้กลยุทธ์อื่นจะดีกว่า เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการมักจะทำใจไม่ได้เองเมื่อลูกค้าที่ซื้อแพ็กเกจราคาถูกมาใช้บริการในเวลาที่ธุรกิจเปิดเป็นปกติแล้ว” ผศ.ดร. เอกก์ กล่าวเตือน

3.Psuedo อย่าละเมิดกฎหมาย

หลายธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการของรัฐที่จำกัดและควบคุมการระบาด เช่น ปิดสถานที่ให้บริการต่างๆ จำกัดจำนวนลูกค้าที่เข้ารับบริการ เป็นต้น ยิ่งการระบาดยืดเยื้อ การล็อกดาวน์ยาวนาน หลายรายเริ่มรู้สึกไม่ไหวและเลือกที่จะหลบ เลี่ยง และละเมิดกฎหมาย ยกตัวอย่าง ร้านสปาแอบเปิดให้ลูกค้าเข้าทางหลังร้าน มีการขายสุราใส่ขวดทึบ หรือเปิดร้านอาหารแบบเงียบๆ

“เรื่องนี้ขออย่าได้ทำ” ผศ.ดร.เอกก์ สะกิดเตือน “นอกจากโทษการละเมิดกฎหมายจะสูงแล้ว มากกว่านั้นคือชื่อเสียงและความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนมากธุรกิจที่ละเมิดกฎหมายจะโดนจับ และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างที่ได้ไม่คุ้มเสีย อย่าคิดว่ารู้กันแค่เรากับลูกค้าแล้วจะไม่เป็นอะไร เพราะส่วนมากคนที่แจ้งตำรวจไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นคู่แข่งของเรา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด”

กูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ" ธุรกิจ 3P อย่าทำกูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ” ธุรกิจ 3P อย่าทำ

แม้การดำเนินการธุรกิจในช่วงโควิด-19 จะยากลำบากเพียงใด แต่ก็ไม่ควรพาธุรกิจลงไปในหลุมพราง “3P” หรือหากผู้ประกอบการคนใดถลำตัวลงไปแล้ว ก็ให้รีบขึ้นมาให้เร็วที่สุด

กูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ" ธุรกิจ 3P อย่าทำกูรูการตลาด จุฬาฯ เตือน “ผู้ประกอบการ” ธุรกิจ 3P อย่าทำ

“ช่วงนี้นับเป็นห้วงเวลาท้าทาย ขอให้เราคิดหากลยุทธ์อื่นๆ ที่จะดึงดูดใจผู้บริโภค ซึ่งสามารถใช้ส่วนผสมทางการตลาด 7P เข้ามาช่วยเพื่อให้เรามองได้ครบและรอบด้าน และเมื่อเรามองครบทุกด้านแล้ว เชื่อว่าจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในไม่ช้า” ผศ.ดร. เอกก์ กล่าวให้กำลังใจทิ้งท้าย

“ศ.ดร.กนก” แนะ 3 เรื่องจัดการศึกษายุคโควิด-19 ศธ.ต้องชัดเจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480611

26 ส.ค. 2564

1 ปี มีเด็กกว่า 10 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ กระทบอนาคตและความมั่นคงของชาติ “ศ.ดร.กนก” แนะ 3 เรื่องจัดการศึกษายุคโควิด-19 ศธ.ต้องชัดเจน เร่งลงมือแก้ไขทันทียังไม่สาย

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทบพลเมืองโลก ที่หนักสุดกระทบต่อการเรียนการสอนของเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ

หลายประเทศเลือกที่จะ“หยุดเรียน1ปี” เมื่อโควิด-19 ลดการแพร่ระบาดก็มาเปิดเรียน ขณะเดียวกันหลายประเทศเลือก“เรียนออนไลน์” ให้กับนักเรียนในประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย มีทั้งเปิดเรียนเต็มรูปแบบ และเรียนออนไลน์

แต่โรคโควิด-19 อยู่กับประเทศไทยมานาน และส่งผลกระทบต่อนักเรียนและเยาวชนของชาติ เมื่อการเรียนออนไลน์เด็กเครียด การบ้านเยอะและยังเป็นการจัดการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์กับครอบครัวไทยทุกครัวเรือน  ล่าสุดมีความห่วงใยจากนักการศึกษาระดับชาติ ที่เฝ้ามองการขับเคลื่อนงานกระทรวงศึกษาธิการมาอย่างต่อเนื่อง 

ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึกออนไลน์” ถึงความห่วงใยต่ออนาคตเยาวชนไทย ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ว่า การจัดการศึกษายุคโควิด-19  มีความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น ต้องจัดการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19ให้ได้คุณภาพและครอบคลุมให้มากที่สุด  

“กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) อย่าลืมว่าพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน มีความพร้อมไม่เท่ากัน การเข้าถึงคุณภาพการศึกษาต้องยอมรับก่อนว่าไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาของชาติ จะต้องลดการเสียโอกาสของผู้เรียน ซึ่งการจะทำได้ ศธ. ต้องมีความชัดเจนในเรื่องที่จะทำ 3 เรื่องดังนี้” ศ.ดร.กนก  กล่าว

1. เนื้อหาสาระหลักสูตรที่นักเรียนจำเป็นจะต้องรู้ ถือว่าเป็นเป้าหมายพื้นฐานสำคัญที่ศธ.ต้องทำให้ได้  ยกตัวอย่างเช่น เดิมเนื้อหาสาระที่ต้องเรียนในสถานการณ์ปกติมี 8 เรื่อง แต่สถานการณ์โควิด-19 อาจจะลดเหลือ 5 เรื่อง

2.วิธีการสอนของครู  ครูทบทวนการสอนนักเรียนภายใต้ข้อจำกัดของโควิด-19 การรักษาระยะห่างกรณีเปิดการสอนในห้องเรียน การเรียนทางไกลหรือเรียนออนไลน์  เหล่านี้ครูจะใช้วิธีการสอนอย่างไร ให้นักเรียนได้เข้าใจ เช่น การทำคลิปสอนง่ายๆ  การบรรยายของครูในสาระจำเป็นต้องรู้ อาจจะแขวนไว้ในเพจโรงเรียน เพจกระทรวงศึกษาฯ หรือช่องทางยูทูป ของศธ. ให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ รวมถึงการให้การบ้าน ที่เหมาะสม

3.จิตสำนึกของครู  ครูต้องเห็นใจในข้อจำกัดของนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีความยากลำบากจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครูต้องคิดช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองให้มากที่สุด  ครูต้องเข้าถึงครอบครัวเด็กนักเรียน และเข้าใจนักเรียนว่านักเรียนอยากจะให้ครูช่วยอย่างไรบ้าง

“นี่คือระยะสั้น ที่ศธ.ควรระดมสมอง ทั้งสพฐ. ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา  ผอ.รร. เพราะช่วงโควิด-19 เรามีงานทำมากขึ้นเป็นพิเศษ งานยากกว่าเดิม งานมากกว่าเดิม  และฝ่ายบริหารต้องเข้ามาช่วยเหลือ สนับสนุนฝ่ายปฏิบัติการสอน และช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กนักเรียนเกิดความต่อเนื่อง” ศ.ดร.กนก กล่าว

ศ.ดร.กนก กล่าวอีกว่า ระวังอย่าใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเดียวกันกับทุกโรงเรียน หรือกับเด็กทุกคน เพราะแต่โรงเรียน เด็กแต่ละชั้นเรียนไม่เหมือนกัน นี่คือความยากในการบริหารและการจัดการ แต่เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา ต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นเด็กนักเรียนจะเสียโอกาสไม่ได้เรียน ลองนึกสภาพเด็กนักเรียนรุ่นโควิด-19 จำนวนกว่า 10 ล้านคน ไม่ได้เรียนหนังสือเป็นเวลา 1 ปี จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยมากมายแค่ไหน

หนังสือด่วนที่สุด ประกาศ “เปิดเทอม” 1 พฤศจิกายน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480603

26 ส.ค. 2564

การเปิดเรียนของสถานศึกษาระหว่างวันที่ 1 ก.ย.- 10 ต.ค.ให้จัดรูปแบบการ เรียนการสอนแบบ On Air/On Line/On hand และ On Demand เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และผู้ปกครอง ระบุ ตั้งแต่ 1 พ.ย. “เปิดเทอม” จัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายพลชัย ชุมปัญญา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ได้มีหนังสือด่วนที่สุด เกี่ยวกับการเปิดเทอม เรื่อง การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ภาคเรียนที่1ปีการศึกษา 2564 ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งในสังกัด ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ  มีเนื้อหาดังนี้

ด่วนที่สุด

ที่ ศธ .๔๒๗๔๒ส๙๘

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ

๕๑๑ หมู่ที่ ๗ ถนนชาญสินธุ์ ตำบลวิศิษฐ์

อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ๓๘๐๐๐

๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

เรื่อง การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่ง ในสังกัด

อ้างถึง ๑. หนังสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด่วนที่สุด ที่ ศ5 o๔๒๗๔/๒๔๑๒ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔

๒. หนังสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด่วนที่สุด ที่ ศ5 -๔๒๗๔/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ ที่ ศธ ๑๒๑๒๕/ว ๙๔๐ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒0๑๙ (COVID-19) ผู้ติดเชื้อ

รายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งระดับประเทศและระดับจังหวัดบึงกาฬ อีกทั้งจังหวัดบึงกาฬได้กำหนดให้แต่ละ

อำเภอใช้สถานที่เป็นโรงพยาบาลสนามตามลำดับ คือ (๑) โรงแรมหรือรีสอร์ท (๒) สถานศึกษา (๓) วัด โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบึงกาฬได้พิจารณาในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ๒๕๖๔ ณ ห้องประชุมภูทอก ชั้น ๒ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ มีมติเห็นชอบให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬสามารถตัดสินใจ

ในการปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ประจำภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ดังนี้

๑. การเปิดเรียนของสถานศึกษาระหว่างวันที่ ๑ กันยายน – ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๔ ให้จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบ On Air/On Line/On hand และ On Demand เพื่อความปลอดภัยของครู, บุคลากรทางการศึกษานักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน

๒. การเปิดเรียนของสถานศึกษา ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ให้จัดรูปแบบการ เรียนการสอนแบบเต็มรูป (On Site) หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา เพื่อความปลอดภัยของครู, บุคลากร, นักเรียน และผู้ปกครอง

จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติ

ขอแสดงความนับถือ

(นายพลชัย ชุมปัญญา)

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ

กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา

โทรศัพท์ ๐๔๒-๔๙๑๒๔๗ ต่อ ๑๔

โทรสาร ๐๔๒-๔๙๑๓๔๕

(จนท. เสนอ รัมพณีนิล : ๑๘ o๔๖๓ ๙๔๕๓)

ทั้งนี้การเปิดเทอม ของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดช่องให้อำนาจที่สามารถดำเนินการได้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

NR ม.มหิดลติดอาวุธนักรบเส้นด้าย คืนศักดิ์ศรีคุณค่าให้ “คนเคยป่วย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480507

25 ส.ค. 2564

NR ม.มหิดล คืนศักดิ์ศรีคุณค่า มนุษย์จิตอาสาโควิด-19 จัดอบรมออนไลน์ให้ “คนเคยป่วย”ได้เป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19

ไม่มีใครจะเข้าใจผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ได้ดีเท่ากับผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคแล้ว  หรือ“คนเคยป่วย”

คงน่าเสียดายหากประสบการณ์ที่เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากดังกล่าวด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ของบุคคลเหล่านี้ จะปล่อยผ่านไปให้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ หากไม่ได้นำมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังส่งต่อวิธีการเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคโควิด-19 และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยรายใหม่ต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (NR) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นครั้งแรกที่โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (NR) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ จิตอาสากลุ่มเส้นด้าย จัดโครงการ “ติดอาวุธนักรบเส้นด้าย” อบรมออนไลน์ให้แก่ผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคแล้วหรือ “คนเคยป่วย”ได้เป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 

ใน Community Isolation หรือพื้นที่กักโรคตามชุมชนต่างๆ ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ชุมชนได้ใช้ศูนย์รวมทางสังคม เช่น โรงเรียน วัด และสถานที่ราชการต่างๆ

เป็นที่ๆ ชุมชนสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 11 ซึ่งว่าด้วยเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) ต่อไป ในยามที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ของประเทศประสบปัญหาผู้ป่วยโควิด-19 มีจำนวนมากจนไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม

“บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินข่าวว่า “คนเคยป่วย”หรือผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 แม้จะหายจากโรคแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจที่มีต่อโรคโควิด-19 ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19  ซึ่งหายจากโรคแล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อโรค และจะไม่แพร่กระจายสู่ผู้อื่น” รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ที่สามารถบอกเล่าให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ให้ทราบได้ว่าควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งการได้มาทำหน้าที่จิตอาสาจะทำให้ผู้เคยติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหายจากโรคแล้วเหล่านี้หรือ“คนเคยป่วย”เกิดความรู้สึกมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น 

“แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้มีหลายสายพันธุ์ จึงยังคงต้องมีการป้องกันอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อและป่วยอีก” รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข กล่าว

ซึ่งในการอบรมออนไลน์โครงการ “ติดอาวุธนักรบเส้นด้าย” ได้มีการจัดส่งเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีส่วนร่วม เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ และเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อทดลองใช้ประกอบการสาธิตวิธีการใช้ทางออนไลน์

นอกจากนี้ ยังได้แนะนำถึงวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อม และทำอย่างไรให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ได้โดยที่ตัวเองไม่ติดเชื้อ

รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ได้กล่าวถึงกรณีเมื่อพบผู้ป่วย COVID-19 นอนหมดสติอยู่ข้างทางว่า ไม่ควรผลีผลามเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ได้สวมชุดป้องกัน ควรสังเกตการเคลื่อนไหวของหน้าอกผู้ป่วยว่ายังหายใจอยู่หรือไม่ แล้วรีบโทรเรียก 1669 เพื่อให้มีการช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสม และส่งต่อให้เร็วที่สุด

ต่อจากการจัดฝึกอบรมออนไลน์โครงการ “ติดอาวุธนักรบเส้นด้าย” นี้ จะได้มีการขยายผลสู่การดูแลผู้ป่วย COVID-19 ในกลุ่มสีเหลืองเข้มที่ต้องคอยประเมินอาการ ก่อนส่งต่อให้เข้ารับการปรึกษาอาการจากทีมแพทย์ และส่งต่อโรงพยาบาลในกรณีฉุกเฉินต่อไป

“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480420

25 ส.ค. 2564

ทีม “ม.วลัยลักษณ์”จับมือจุฬาฯ วิจัยเซรั่มจากสารสกัดเปลือกมังคุดและส้มแขก ที่มีฤทธิ์ในการลดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมูลค่าผลไม้เมืองคอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ชาตาธิคุณ อาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์และสมาชิกศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Innovation and Health Products มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) หรือ  ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ตนและทีมนักวิจัยจาก ม.วลัยลักษณ์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยฤทธิ์ของสารสกัดจากเปลือกส้มแขกในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยผลจากการศึกษาวิจัย พบว่า สารสกัดจากเปลือกส้มแขกที่สกัดด้วยน้ำมีปริมาณ ฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูง มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างอนุมูลอิสระและเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างเมลานินในผิวหนังชั้นนอกสุด สาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำบนผิวหนัง

"ม.วลัยลักษณ์" วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์

และยังมีฤทธิ์ยับยั้ง เมลานินในเซลล์เมลาโนไซต์ชนิด B16F10 ที่ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเมลาโนไซต์สติมูเลติง ซึ่งผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pharmacognosy Journal ปี 2020

ส่วนผลการวิจัยในเปลือกมังคุดพบว่า มีปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูง ซึ่งประกอบด้วย สารแซนโทนและสารแทนนินเป็นองค์ประกอบหลัก มีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวได้

ดังนั้นทีมนักวิจัยจึงได้นำสารสกัดจากผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์นาโนอิมัลชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว 

"ม.วลัยลักษณ์" วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์

ที่สำคัญได้ผ่านการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและการทดสอบการระคายเคืองจากอาสาสมัครจำนวน 24 คน และผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงินจาก ผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษาปี 2563 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต กล่าวอีกว่า จากนั้นทีมนักวิจัยได้นำสารสกัดจากเปลือกมังคุดและส้มแขกมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มาส์กหน้า โดยใช้เทคโนโลยีนาโนอิมัลชันและเซรั่ม (Nora serum) ที่มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ เพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ลดปัญหาผิวที่เกิดจากการสะสมของสารเคมี โดยไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และพาราเบน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันตนได้เป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Mora bright ซึ่งมีสมาชิกในทีม ได้แก่

1) นายพิทักษ์สิทธิ์ ทรัพย์เจริญ 2) นางสาวพัชราภรณ์ พรมลัทธิ์ 3) นายอิทธิ คงแก้วและ 4) นางสาวอาทิตยา เพชรรัตน์ นักศึกษาสาขาเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ซึ่งนักศึกษาได้เป็นตัวแทนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบมาส์กหน้าในโครงการ Startup Prototype Showcases of the Entrepreneurial university และคว้ารางวัลชนะเลิศ ทุนสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จากโครงการ Walailak Enterpreneurial Ecosystem Development 2020 จากผลิตภัณฑ์เซรั่ม อีกด้วย

“ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยประเภทบุคคลภายใน ม.วลัยลักษณ์ และทุนสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก Startup Prototype Showcases of the Entrepreneurial university และ Walailak Enterpreneurial Ecosystem Development 2020 ซึ่งดิฉันและทีมนักวิจัยประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.จิตรบรรจง ตั้งปอง คณบดีสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มวล. และนักศึกษาทีม Mora bright รวมถึงได้รับความร่วมมือจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี เฉียบฉลาด อาจารย์ประจำคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายแพทย์ชนัทธ์ กำธรรัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ สาขาตจวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันค้นคว้าวิจัยจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้งานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ในเชิงพาณิชย์ 

"ม.วลัยลักษณ์" วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์“ม.วลัยลักษณ์” วิจัยมังคุด-ส้มแขก สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงพาณิชย์

และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับมังคุดและส้มแขกที่ผลผลิตราคาตกต่ำในบางฤดูกาล และการนำเอาสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่มักถูกทิ้งไปอย่างไร้ค่ามาพัฒนาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสารสกัดจากธรรมชาติที่ปลอดภัยและได้แจ้งจดทะเบียนกับ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ Facebook มอรา ไบร์ท (Mora Bright)” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต กล่าวในตอนท้าย

เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480413

25 ส.ค. 2564

กว่า40ปีที่ทุ่มเท และอุทิศตนศึกษาวิจัยด้านไวรัสวิทยาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564 มีผลงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่นำไปสู่การดูแลรักษาและป้องกันโรคเป็นที่ประจักษ์

วันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายแพทย์สถาพร วงษ์เจริญ ประธานกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564 ว่า มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้คัดเลือกบุคคลซึ่งเป็นผู้สร้างหรือริเริ่มงาน และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์

โดยมีผลงานที่มีประโยชน์ต่อการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยอันเป็นที่ประจักษ์ เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างให้แก่บุคคลในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และบุคคลทั่วไป เพื่อรับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ 

และผู้ที่ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี พ.ศ.2564 คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านเป็นผู้อุทิศตนในการศึกษาวิจัยด้านไวรัสวิทยาอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยมีผลงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่นำไปสู่การดูแล รักษาและป้องกันโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขจำนวนมาก

สำหรับผลงานเด่นที่ผ่านมาของ “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” อาทิ เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยทางด้านไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย ทำการศึกษาตั้งแต่อณูชีววิทยาไวรัสตับอักเสบ ระบาดวิทยา อาการทางคลินิก การรักษา และป้องกันด้วยวัคซีน เป็นรากฐานของการให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย ทำให้อุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบบีลดลงอย่างมาก

เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564

การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน การตรวจวินิจฉัยโรคทางอณูชีววิทยา และแนวทางการรักษา โดยเฉพาะโรคไวรัสอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ เช่น โรคไข้หวัดนก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจชนิดต่างๆ ที่เกิดจากไวรัส โรคท้องเสียที่เกิดจากไวรัส

โรคมือเท้าปาก โรคที่นำโดยยุงและแมลง ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้ไวรัสชิก้า ไข้ปวดข้อยุงลาย มีผลงานต่อเนื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก

นอกจากนี้ “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” ยังได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสถาบันวัคซีนนานาชาติ ทำการศึกษาการให้วัคซีนป้องกัน HPV เพียงโดสเดียว ที่จังหวัดอุดรธานีและบุรีรัมย์ โดยทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก เป็นผู้รับผิดชอบการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

จากการระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี พ. ศ. 2562 และเข้าสู่ประเทศไทย ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 มาจนถึงปัจจุบัน ทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ได้ทำการศึกษาพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนาการตรวจวินิจฉัยสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

รวมทั้งการตรวจในระบบภูมิต้านทาน และการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีน ปรับวิธีการใช้ให้เหมาะสมสำหรับประเทศไทยตามทรัพยากรที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564เชิดชู “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2564

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

“ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ที่ได้อุทิศตนให้กับการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี นอกจากนี้ท่านยังมีความซื่อสัตย์ อดทน และกตัญญู ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทำให้เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงาน เป็นผู้ใช้ชีวิตแบบสมถะ ดำรงไว้ซึ่งจริยธรรมของนักวิจัย อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ และเป็นที่เคารพรักของลูกศิษย์จำนวนมาก”ประธานกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว