GJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480403

25 ส.ค. 2564

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สนองรับมาตรการ Home Isolation จัด“ถุงยังชีพ”ให้ผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโควิด-19 กักโรคที่บ้าน

ท่ามกลางวิกฤติโรคโควิด-19 ที่กลับมาแพร่ระบาดจนทำให้ปัจจุบันพบว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่เตียงเต็ม จนไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่ม

“Home Isolation” หรือการกักโรคที่บ้าน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการและดูแลตัวเองสำหรับผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยที่มีอาการยังไม่มาก จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นที่สุดในยามนี้

เช่นเดียวกับที่ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และสถานที่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

GJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้านGJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้าน

รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์การแพทย์ฯ ได้สนองรับนโยบาย Home Isolation จากกระทรวงสาธารณสุข ให้ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยอาการน้อยที่มีสถานที่พักห่างจากศูนย์การแพทย์ฯ ไม่เกิน 10 กิโลเมตร ทำการ Home Isolation กักโรคที่บ้าน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการและดูแลตัวเอง 

โดยได้จัด “ถุงยังชีพ” ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด ยาที่จำเป็น และอาหารปรุงสำเร็จ พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลคอยโทรศัพท์ติดตามสอบถามอาการ และให้คำแนะนำตลอดระยะเวลา 14 วัน

GJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้านGJ ม.มหิดล จัด “ถุงยังชีพ” ให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกักโรคที่บ้าน

GJมหิดล แจก “ถุงยังชีพ”

แม้ในส่วนของชุมชน ทางศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล จะไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยตรง แต่ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์อำนวยการหลักที่คอยเตรียมพร้อม

ทั้งในด้านบุคลากร ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย โรคโควิด-19 เมื่อมีการส่งต่อกรณีฉุกเฉิน การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งได้มีการจัดซื้อเตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่ก่อนช่วงโรคโควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังได้มีการปรับห้องฉุกเฉิน หรือ Emergency Room บางส่วนมาจัดทำเป็นห้อง Negative Pressure Room หรือห้องปลอดเชื้อความดันลบอย่างเต็มรูปแบบ

รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำ “Negative Pressure Cabinet” เพื่อใช้ในการตรวจผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคโควิด-19

ซึ่งประกอบด้วยโครงท่อ PVC สวมคลุมด้วยพลาสติกกั้นอย่างหนา โดยเป็นโครงที่มีเลขกำกับบนทุกชิ้นส่วน สามารถถอดเก็บและสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในทุกสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนจากปัญหาการเพิ่มขยะได้อีกด้วย

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ แนะนำว่าถึงผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ หรือผู้ป่วยที่มีอาการน้อยซึ่งจะต้องทำ Home Isolation ที่บ้านของตัวเองว่า ควรเตรียมห้องนอน และห้องน้ำที่ไม่ปะปนกับผู้อื่น หรือมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ตลอดจนเว้นระยะห่างที่เหมาะสมจากบุคคลอื่นในบ้าน

รวมทั้งคอยตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกายให้ไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส และระดับออกซิเจนในเลือดให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ซึ่งสามารถโทรศัพท์ปรึกษาอาการได้กับทางทีมแพทย์และพยาบาลของศูนย์การแพทย์ฯ

“หากมีสติ ไม่ประมาท และคอยดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม แม้โรคโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกกี่ครั้ง ก็จะสามารถปรับตัวได้ไม่ยาก เนื่องจากผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคโควิด-19 มีเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทาง ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (GJ) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดไว้ให้ในถุงยังชีพ จึงมีไม่เพียงพอ และเนื่องจากไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในทันที จึงจำเป็นต้องมีการระดมทุนจัดซื้อจากผู้บริจาค โดยสามารถแสดงความจำนงได้ทาง FB: ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ กล่าวทิ้งท้าย

ศธ.เร่งจ่ายเงินเยียวยาครูเสียชีวิตจากไฟใต้ 162 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604711

ศธ.เร่งจ่ายเงินเยียวยาครูเสียชีวิตจากไฟใต้ 162 ราย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.39 น.

ศธ.เร่งจ่ายเงินเยียวยาครูเสียชีวิตจากไฟใต้ 162 ราย ตามมติ ครม. จ่ายย้อนหลังถึง 1 ม.ค.47 รายละ 4 ล้านบาท

26 ก.ย. 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า มีครูถูกผู้ก่อเหตุรุนแรงทำร้ายจนเสียชีวิตคนแรก เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2547 และจนถึงวันที่ 31 ก.ค.2556 ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย มีครูเสียชีวิตรวม 162 ราย ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2556 ได้เห็นชอบสนับสนุนสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตย้อนหลังไปถึง วันที่ 1 ม.ค. 2547 โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดสรรงบประมาณเยียวยารายละไม่เกิน 4 ล้านบาท โดยให้หักลบจากเงินเยียวยาที่เคยได้รับไปแล้ว 5 แสนบาท เหลือ 3.5 ล้านบาท ในกลุ่มที่เคยได้รับเงินเยียวยาไปแล้ว พร้อมทั้งให้ ศธ.จัดสวัสดิการด้านอื่นๆ ให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกับส่วนราชการต่างๆด้วย ดังนั้น เพื่อให้การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2564 ตนจึงได้ลงนามในประกาศ ศธ.เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“จากการติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2564 ถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับผลกระทบยื่นคำขอรับเงินช่วยเหลือต่อสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่อยู่ในภูมิลำเนาของผู้เสียหาย จำนวน 67 ราย จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 162 ราย ซึ่ง ศธจ.ได้ตรวจสอบสิทธิทายาทผู้มีสิทธิทุกรายและเสนอเรื่องให้คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของผู้ได้รับความเสียหาย พบว่า คณะอนุกรรมการฯ รับรองจำนวน 62 ราย ประกอบด้วย ปัตตานี 30 ราย นราธิวาส 16 ราย ยะลา 15 ราย และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา 1 ราย ซึ่งทางศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) ได้ตรวจสอบในรอบที่ 1 และเสนอให้คณะกรรมการบริหารฯ อนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาแล้ว จำนวน 14 ราย และ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับความสียหายและผู้ได้รับผลกระทบที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาในรอบแรก จำนวน 14 รายไปแล้ว ” นางสาวตรีนุช กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า จนถึงขณะนี้ผู้เสียชีวิต 162 ราย ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาไปแล้วประมาณ 185 ล้านบาท และมีงบฯที่ ศธ.ต้องใช้ช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มติมประมาณ 463 ล้านบาท ทั้งนี้ การจ่ายเงินเยียวยา รอบที่ 1 จำนวน 14 ราย มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาไปแล้วประมาณ 18 ล้านบาท เหลือเป็นเงินที่ต้องจ่ายตามมติ ครม.ประมาณ 37 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบฯ 2564 ภายในเดือน ก.ย.นี้ และ จะดำเนินการจ่ายเงินรอบแรกในเดือน ต.ค.2564 ส่วนรายที่เหลือที่ยื่นคำขอมาแล้วอีก 48 ราย ศปบ.จชต.จะเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารฯ พิจารณาในเดือน ต.ค.นี้ จากนั้นจะประชุมคณะกรรมการบริหารฯ พิจารณาทุกเดือนจนกว่าจะครบทุกราย

จุฬาฯประกาศขยายเวลาปิดสถานที่ทำการ จัดการเรียนการสอน ปฏิบัติงาน ถึง 31 ต.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604679

จุฬาฯประกาศขยายเวลาปิดสถานที่ทำการ จัดการเรียนการสอน ปฏิบัติงาน ถึง 31 ต.ค.

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.25 น.

วันที่ 25 กันยายน 2564 ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีประกาศ เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ฉบับที่ 8 ประกาศ วันที่  24 กันยายน พ.ศ. 2564 ว่า เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดและลดโอกาสติดเชื้อโรค COVID-19 แก่นักเรียน นิสิตและบุคลากร และเพื่อให้การดำเนินงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการ ขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการที่ตั้งทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนอกเขตกรุงเทพมหานคร ออกไปตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

รวมถึงการจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงดังกล่าวให้ดำเนินการตามประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การขยายเวลาการปิดสถานที่ทำการชั่วคราว การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 (ฉบับที่ ๕)  ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ต่อไป

และ บุคลากรหรือนิสิตที่ได้รับคำสั่งหรือได้รับอนุญาตเข้ามาในพื้นที่มหาวิทยาลัย หรือพักอาศัยในหอพักของมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับวัคซีนที่ราชการกำหนดหรือที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรอง แล้วแต่กรณี โดยบุคลากรหรือนิสิตนั้นจะต้องได้รับวัคซีนดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน

เนื่องจากขณะนี้โรค COVID-19 ยังมีการแพร่ระบาดในประเทศไทยเป็นวงกว้างมหาวิทยาลัยมีความห่วงใยนักเรียน นิสิตและบุคลากรทุกคน จึงขอให้นักเรียน นิสิต และบุคลากรเคร่งครัดในเรื่องมาตรการในการปัองกันการติดต่อของโควิด-19 ทั้งการรักษาระยะห่างระหว่างกัน การสวมหน้ากากอนามัยและ การล้างมือ  หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือออกจากที่พักโดยไม่จำเป็น และหากเริ่มมีอาการของโรคหรือสงสัยว่าจะติดโรค COVID-19 ขอให้รีบประสานงานมายังมหาวิทยาลัย เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ให้ความช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป         

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงเป็นประการใด มหาวิทยาลัยจะประกาศให้ทราบโดยเร็วต่อไป

ศธ.แจงปมเลิกจ้างครูดอย ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604635

ศธ.แจงปมเลิกจ้างครูดอย ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.28 น.

วันที่ 25 กันยายน 2564 นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีที่นางสาววรกานต์ เกตุรัตนสมบูรณ์ หรือครูบีม อดีตครูอัตราจ้างในโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ออกมาร้องเรียนกับสื่อว่าตนเองถูกผู้อำนวยการโรงเรียนเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงได้สอบถามไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว

นางสาวอรพินทร์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับการชี้แจงจากนายคุณาพิชศน์ แซมสีม่วงผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ในกรณีดังกล่าวว่า นางสาววรกานต์ ได้รับการจ้างให้เป็นลูกจ้างชั่วคราว ตําแหน่งครูรายเดือน แก้ปัญหาสถานศึกษาขาดแคลนครูขั้นวิกฤติ ให้โรงเรียนคู่พัฒนาของโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน (ตชด.) วิชาเอกภาษาไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสรรอัตราลูกจ้างชั่วคราว ตําแหน่งดังกล่าวเพื่อให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน และ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 มีหน้าที่ดําเนินการสรรหาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ สพฐ. กําหนด และเบิกจ่ายค่าจ้างตามการรับรองการปฏิบัติงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงาน ประจําเดือน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้าง 

จากนั้น ศูนย์การเรียนรู้ตํารวจตระเวนชายแดนบ้านวาทู ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผล การปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับจัดสรรจาก สพฐ. ที่ 16/2562 ลงวันที่ 20 กันยายน 2562 ประกอบด้วย 1. ด.ต.อริยะ ธันยพรประทาน ครูใหญ่ ศกร.ตชด.บ้านวาทู เป็นประธานกรรมการ 2. นายสุภัค อมรใฝ่วจี ประธานกรรมการสถานศึกษา เป็นกรรมการ และ 3. ส.ต.ท.ณัฐภูมิ จันทร์บ่อแก้ว ครู ต.ช.ด.บ้านวาทู เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของนางสาววรกานต์ เกตุรัตนสมบูรณ์ ตําแหน่งครูขาดแคลนขั้นวิกฤต โดยสรุปผลการประเมินได้ต่ำกว่าร้อยละ 60 (ประเมินเฉลี่ย ร้อยละ 59.33) และกรรมการลงความเห็นควรเลิกจ้าง พร้อมทั้งแจ้งให้ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 รับทราบ และมีหนังสือแจ้งรายละเอียดการประเมินผลการปฏิบัติงาน (เพิ่มเติม) ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งในการประเมินผลดังกล่าว มีลูกจ้างชั่วคราวในสังกัด สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ได้รับคะแนนประเมินผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าร้อยละ 60 และไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้างจํานวน 2 ราย (รวมนางสาววรกานต์)

หลังจากได้รับผลการประเมินแล้ว นางสาววรกานต์ แจ้งขอเข้าพบ ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 เพื่อขอดูผลคะแนนการประเมินจากครูใหญ่ รร.ต.ช.ด. บ้านวาทู ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 แต่เนื่องจาก ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ติดราชการ จึงให้เข้าพบ รอง ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ผู้รักษาราชการแทน โดยนางสาววรกานต์ ได้ยื่นแบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่มีผู้ลงนามในคําสั่งแต่งตั้ง และมีกรรมการประเมินจํานวน 2 ราย ซึ่งกรรมการตามคําสั่งที่อ้างถึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ สพฐ. กําหนด 

ทั้งนี้ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ได้มีแผนในการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น คือให้จ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตําแหน่งครูดูแลนักเรียนประจําโรงเรียนพักนอน ก่อนมีการฟ้องศาลปกครองเกิดขึ้น โดยนางสาววรกานต์ ได้ฟ้องเป็นคดีปกครองต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและมีเจตนากลั่นแกล้งให้การประเมินไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา เพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่ต่อสัญญา โดยมีการทําคําให้การแก้ฟ้อง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 จากนั้นทําคําให้การเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 และขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการของศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนดําเนินกระบวนการนั่งพิจารณาคดี 

“ขณะนี้ทาง ศธ. กำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาระสำคัญของเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งกำกับและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด” เลขานุการ รมว.ศธ. กล่าว -007

มฟล.ครบรอบ 23 ปี สถาปนามหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมประจำปีผ่านช่องทางออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604613

มฟล.ครบรอบ 23 ปี สถาปนามหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมประจำปีผ่านช่องทางออนไลน์

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.11 น.

23 ปี มฟล. ปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาครบถ้วน หวังก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนําของอาเซียนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มุ่งพัฒนาการการเรียนการสอนให้นักศึกษาพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานในอนาคต พร้อมอัพเกรดสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัลเต็มรูปแบบ เปิด 3 หลักสูตรใหม่สอดคล้องสถานการณ์ ด้านวิจัยมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการ ได้รับอันดับ 1 จาก THE World University Rankings ต่อเนื่องกัน 3 ปีซ้อน ส่วนโรงพยาบาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รับผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 เข้ารับการรักษาไปแล้ว 1,515 คน

วันที่ 25 กันยายน 2564 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้ดำเนินพันธกิจกรรมของสถาบันอุดมศึกษาทั้งการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง และครบรอบ 23 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย ในวันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2564 นี้ จึงได้จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 23 ปีแห่งการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ่านช่องทางออนไลน์  http://www.facebook.com/MFUconnect  

โดยพิธีการเริ่มตั้งแต่ 10.30 น.เป็นต้นไป ด้วยพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พิธีทางศาสนา และพิธีถวายผ้าป่าเพื่อการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564 จากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งและนายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวแสดงความยินดี และกิจกรรมอธิการบดีรายงานประชาชน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชยาพร วัฒนศิริ ก่อนจะเข้าสู่พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับผู้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัย มอบใบประกาศเกียรติคุณให้พนักงานดีเด่น ทั้งสายวิชาการ และสายปฏิบัติการวิชาชีพและบริหารทั่วไป และมอบใบประกาศเกียรติคุณผู้สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่มีความจำเป็น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งและนายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในการปฏิบัติภารกิจที่มีความสำเร็จครบถ้วนทุกประการตามที่ได้มุ่งหวังไว้ วันนี้มหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาเติบโตเป็นอย่างมาก และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในระดับประเทศและในนานาชาติ ดังที่ปรากฎในการจัดอันดับและการยอมรับโดยทั่วไป ปัจจุบันมีนักศึกษามาจากทุกจังหวัดในประเทศไทยและอีกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก มีบัณฑิตที่จบการศึกษาไปแล้วกว่า 33,000 คน กระจายตัวออกไปทำงานอยู่ทุกภาคส่วน ซึ่งสิ่งต่างๆ ทั้งหลายย่อมแสดงให้เห็นถึงความยอมรับในคุณภาพของการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี ความสำเร็จทั้งหลายมาจากความพยายามความมุ่งมั่นของบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกฝ่าย การสนับสนุนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน รวมทั้งคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี

รองศาสตราจารย์ ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี กล่าวในกิจกรรมรายงานประชาชนว่า ในปีนี้สถานการณ์โควิด มฟล.ได้ปรับการเรียนการสอนออนไลน์ ทั้งยังส่งเสริมอาจารย์ได้พัฒนาการสอนรูปแบบใหม่ ที่ทันสมัย ก้าวข้ามข้อจำกัดของการเรียนออนไลน์เพื่อคงคุณภาพมาตรฐานการเรียนรู้ พัฒนาให้นักศึกษาทั้งทางวิชาการควบคู่กับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือ MFU Learning Innovation Institute (MLii) เพื่อขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้บรรลุเป้าหมาย

ทั้งนี้ยังสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปต่อยอด ผ่านโครงการ MFU Academy โดยเผยแพร่กิจกรรมบริการวิชาการรูปแบบใหม่ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบสนองการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในสังคม (Lifelong learning)

และเพื่อรองรับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และการบริหารมหาวิทยาลัยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน Disruption นี้ มหาวิทยาลัยจึงดำเนินงานด้าน Digital Transformation นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกภารกิจ เพื่อเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล (Digital University) อย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางดิจิทัลเพื่อตอบสนองการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงได้จากทุกพื้นที่ ทุกเวลา

มหาวิทยาลัยยังเปิดหลักสูตรใหม่ เพื่อให้ตรงกับสถานการณ์-ความต้องการของผู้เรียน ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางเชิงสร้างสรรค์ (ระดับปริญญาโท สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง), หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพและชีวการแพทย์ (ระดับปริญญาโท สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ) และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์ (ระดับปริญญาเอก สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ)

ด้านงานวิจัย ในปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติถึง 289 ผลงาน ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และในปีที่ผ่านมาได้รับงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมจากภายนอกมากเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังเป็น 1 ใน 13 สถาบัน ที่ได้รับงบประมาณสนุนภายใต้โครงการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2564 หรือ Reinventing University

23 ปีของ มฟล. ได้สั่งสมองค์ความรู้จนมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการ ได้รับอันดับ 1 จาก THE World University Rankings ต่อเนื่องกัน 3 ปีซ้อน ทั้งด้านภาพรวม ด้านการอ้างอิงผลงานทางวิชาการ และด้านความเป็นนานาชาติ

ทั้งยังได้รับคะแนนการประเมิน 94.96 คะแนน อยู่ในระดับ A ในการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment:ITA) ประจำปี 2564 โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)

เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 นอกจากมหาวิทยาลัยลดค่าธรรมเนียมการศึกษาพร้อมจัดหา SIM Internet เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนออนไลน์ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังได้ เปิดหอผู้ป่วยรวม (Cohort Ward) รองรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 ของจังหวัด-โครงการเจียงฮายปิ๊กบ้าน ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 – ปัจจุบัน มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาไปแล้ว 1,515 คน ให้บริการเป็นศูนย์การฉีดวัคซีนไปแล้ว 21,599 คน

23 ปีแห่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในองค์กร ด้วยหลักการ New Different Better และ Together เพื่อก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนําของอาเซียนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เช็คที่นี่! ‘ตรีนุช’กางรายละเอียดแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบเริ่มทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604583

เช็คที่นี่! 'ตรีนุช'กางรายละเอียดแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบเริ่มทันที

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.58 น.

“ตรีนุช”กางแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบเริ่มทันที พร้อมอบรมวินัยทางการเงินปีละ1 แสนคน เริ่มอบรมรุ่นแรก 1-15 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 25 ก.ย.64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดทำแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งในระยะแรกจะดำเนินการ 3 แผนงาน ดังนี้ แผนงานที่ 1.โครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง 4 ภาค ๆ ละ 3 แห่ง ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัด ภายในเดือนตุลาคมนี้ และขยายผลการดำเนินไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศที่มีความพร้อม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

สำหรับรูปแบบการดำเนินงานในโครงการดังกล่าว ได้มีการถอดบทเรียนจากสหกรณ์ตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ซึ่งพบแนวทางการแก้ไขปัญหาในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ต่ำลงไม่เกิน 3%

2.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์และสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5%

3. จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น ไม่น้อยกว่า 30% ของผลกำไร

4. การบริหารความเสี่ยง การลดค่าธรรมเนียมและการค้ำประกันที่ไม่จำเป็น

5. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยกเลิกการฟ้องคดี รวมหนี้จากทุกสถาบันการเงินมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในอัตรา 2.5 % การปรับโครงสร้างหนี้ครูก่อนเกษียณ อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่ครูที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ 0.25-0.50.% ปรับลดการส่งค่าหุ้นรายเดือน

6. จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงิน และต้นสังกัด

7. ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ จะต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%

และ 8. ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สร้างระบบพัฒนาและดูแลสมาชิกให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและ การวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เพิ่มการออม และไม่ก่อหนี้เพิ่ม

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนแผนงานที่ 2.คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เจรจากับสถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาครูรายที่ถูกฟ้อง พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาของผู้ค้ำประกัน และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 โดยให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันในระดับพื้นที่จังหวัดในการปรับโครงสร้างหนี้ ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สถาบันการเงิน และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับจังหวัด

และแผนงานที่ 3.การจัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มอายุราชการ 1- 5 ปี ให้มีความรู้ทางด้านการวางแผนและการสร้างวินัยทางการเงินและการออม โดยมีเป้าหมายอบรม 1 แสนคนต่อปี โดยเริ่มอบรมรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2564 ออนไลน์ผ่านศูนย์ Deep กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ข้อมูลภาพรวมปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา พบว่า ครูฯทั่วประเทศประมาณ 9 แสนคน หรือ 80% มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู วงเงิน 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 64 % รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน วงเงิน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็น 25 % ของหนี้สินครูทั้งหมด

เคาะแล้ว! อว.คลอดเกณฑ์‘เปิดมหาวิทยาลัย’ 3 เฟส เริ่ม พ.ย.64-ม.ค.65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604479

เคาะแล้ว! อว.คลอดเกณฑ์‘เปิดมหาวิทยาลัย’ 3 เฟส เริ่ม พ.ย.64-ม.ค.65

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.30 น.

เคาะแล้ว! อว.คลอดเกณฑ์‘เปิดมหาวิทยาลัย’ 3 เฟส เริ่ม พ.ย.64-ม.ค.65

24 กันยายน 2564 ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวง อว.ได้ออกหลักเกณฑ์การให้เข้ามาปฏิบัติงานหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ดังนี้

1) ในระยะที่ 1 อนุญาตเฉพาะคณาจารย์ บุคลากร นักวิจัย และนิสิตนักศึกษาที่เข้ามาปฏิบัติงานจัดการเรียนการสอน หรือทำกิจกรรมในพื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษา

2) กำหนดจำนวนผู้ที่เข้ามาในพื้นที่สถาบันอุดมศึกษา โดยคำนึงถึงการป้องกันการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันของผู้ปฏิบัติ เช่น มีผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยร้อยละ 90 ของบุคคลทั้งหมดที่เข้ามาในพื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น

3) จำนวนของผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่สถาบันอุดมศึกษาไม่เกินร้อยละ ดังนี้

3.1) ระยะที่ 1  ไม่เกิน 25% ของจำนวนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในสถานการณ์ปกติ 

3.2) ระยะที่ 2 ไม่เกิน 50% ของจำนวนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในสถานการณ์ปกติ

3.3) ระยะที่ 3 ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของภาครัฐ หรือพื้นที่ ในขณะนั้น

4) การเข้ามาปฏิบัติงาน จัดการเรียนการสอน หรือทำกิจกรรมกลุ่ม จำแนกตามพื้นที่ควบคุม(ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามประกาศของ ศบค.) ดังนี้

4.1 พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ไม่เกินกลุ่มละ 25 คน

4.2) พื้นที่ควบคุมสูงสุด ไม่เกินกลุ่มละ 50 คน

4.3) พื้นที่ควบคุม ไม่เกินกลุ่มละ 100 คน

4.4 พื้นที่เฝ้าระวังสูง ไม่เกินกลุ่มละ 200 คน

4.5 พื้นที่เฝ้าระวัง ไม่เกินกลุ่มละ 500 คน

โฆษกกระทรวงอว. กล่าวอีกว่าสำหรับเงื่อนไขในการเปิดสถานที่ทำการของสถาบันการอุดมศึกษา มีรายละเอียด 1.เมื่อสถานการณ์ในระดับพื้นที่คลี่คลายและให้ใช้อาคารสถานที่ได้ 2.จัดให้มีระบบการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกัน เฝ้าระวัง ดูแลเมื่อมีการติดเชื้อ 3.มีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงแรกทุก 2 สัปดาห์และสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้

ส่วนช่วงเวลาของการเปิดสถานที่ทำการของสถาบันอุดมศึกษานั้น ให้มีการประเมินร่วมกันกับทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 เดือนพ.ย.64

ระยะที่ 2 เดือนธ.ค.64

ระยะที่ 3 เดือนม.ค.65

ทั้งนี้สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจะดำเนินการตามมาตรการและจัดทำประกาศในส่วนที่เกี่ยวข้องของสถาบันอุดมศึกษาต่อไป

‘ณรงค์’ไขก๊อกรอง สกสค.อีกราย อ้างดูแลธุรกิจครอบครัว ‘ธนพร’ยันไร้ขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604398

'ณรงค์'ไขก๊อกรอง สกสค.อีกราย อ้างดูแลธุรกิจครอบครัว 'ธนพร'ยันไร้ขัดแย้ง

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.28 น.

เมื่อวันที่ 24 กันยายน นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยว่า นายณรงค์  แผ้วพลสง รองเลขาธิการ สกสค.ได้ยื่นจดหมายขอลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่า ต้องกลับไปดูแลธุรกิจครอบครัว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างหนัก ทั้งนี้ นายณรงค์ ได้เข้ามาหารือตนเป็นการส่วนตัวแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา และประเมินสถานการณ์ แต่หลังจากหารือกับทางครอบครัวแล้ว อยากให้กลับไปช่วยดูแลธุรกิจ เพราะหากนายณรงค์ไม่กลับไปช่วยดูแลด้วยตัวเองอาจถึงขั้นปิดกิจการได้ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจเหตุผล อีกทั้งนายณรงค์เอง ก็ทำงานให้กับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาเป็นเวลานานแล้ว ตนจึงไม่คัดค้าน โดยการลาออกจะมีผลในวันที่ 9 ตุลาคม นี้ ซึ่งยังพอมีเวลาให้นายณรงค์สะสางงานที่คั่งค้างอยู่

“การที่ นายประเสริฐ บุญเรือง ลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการ สกสค.ไปแล้ว และต่อมานายณรงค์ ก็ลาออกด้วยนั้น ผมยืนยันว่า ไม่ได้มีปัญหาความขัดแย้งกันแน่นอน แต่ละคนมีเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ผมตัดสินใจเชิญทั้ง 2 คน มาช่วยตั้งหลักทำงานให้ สกสค.ซึ่งตอนนี้งานต่างๆ ก็เดินไปได้มาก การสะสางทุจริตต่างๆ ก็เกือบเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความกังวล เพราะอะไรก็ไม่เท่ากับความรักที่มีต่อกัน ซึ่งในอนาคตหากผมมีปัญหาอะไร ก็สามารถหารือทั้ง 2 คนนี้ได้ตลอด” นายธนพร กล่าว

นายธนพร กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้แต่งตั้ง นายพิพัฒน์ พุ่งยี่สุ่น ที่ปรึกษาเลขาธิการ สกสค.ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในช่วงที่นายณรงค์ เป็นเลขาธิการ กอศ.และเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คิดว่ามีประสบการณ์เพียงพอที่จะเข้ามาดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครู – 006

สอวช.เชิญ 2 กูรูสมาร์ทฟาร์มมิ่ง ถกแนวทางทำเกษตรอัจฉริยะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604367

สอวช.เชิญ 2 กูรูสมาร์ทฟาร์มมิ่ง ถกแนวทางทำเกษตรอัจฉริยะ

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.23 น.

สอวช. เชิญ 2 กูรู สมาร์ทฟาร์มมิ่ง ถกแนวทางการทำเกษตรอัจฉริยะ สร้างนวัตกรรมแบบเปิด ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย แนะรัฐสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการบริหารจัดการน้ำเต็มรูปแบบ

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เชิญสองผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอัจฉริยะ ดร. องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) และนายนริชพันธ์ เป็นผลดี ผู้ช่วย วิจัยอาวุโส ทีมวิจัยระบบเกษตรดิจิทัล (DAT) ผู้วิจัยระบบเกษตรอัจฉริยะ HandySense จากเนคเทค สวทช. มาร่วมพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ ในรายการ Future Talk by NXPO หัวข้อสนทนาในครั้งนี้คือ “Smart Farming ส่งเกษตรกรไทยก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี” โดยมี ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.เป็นผู้ดำเนินรายการ

ดร.องอาจ เล่าถึงการดำเนินกิจการของบริษัท ซันสวีทฯ ผู้ประกอบการทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการผลิตและส่งออก มีการเพาะปลูกแบบเกษตรอัจฉริยะ (smart farming) ในลักษณะเกษตรพันธสัญญาหรือ contract farming โดยพื้นที่โรงงานและบริษัทตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง แช่แข็ง และสุญญากาศ ไปยังต่างประเทศประมาณ 50-70 ประเทศ มีจำนวนลูกค้ากว่า 200 ราย และมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกวัตถุดิบประมาณ 150,000 ตันต่อปี โดยมีเกษตรกรอยู่ในคอนแทค ฟาร์มมิ่ง ทั่วพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนรวมกว่า 20,000 ครอบครัว

ในมุมการมองภาพอนาคตของเกษตรกรไทย ดร. องอาจ กล่าวว่า เป็นส่วนสำคัญมากเพราะประเทศไทยมีรายได้จากการเกษตรเป็นสัดส่วนถึง 30% และมีความเกี่ยวข้องกับประชากรจำนวนมากในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร แต่ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยยังขาดแคลนการพัฒนาเรื่องการเกษตร อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องดีที่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และราคาไม่แพงเหมือนในอดีต

อย่างบริษัท ซันสวีทฯ เอง ที่ได้เริ่มทำการเกษตรแม่นยำสูง ตั้งแต่ปี 2012 ในช่วงแรกหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่จำเป็น อีกทั้งเกษตรกรไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้อย่างแท้จริง เริ่มเข้าไปถึงเกษตรกรมากขึ้น และแก้โจทย์ให้ภาคการเกษตรได้ ทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่องระบบน้ำ ดิน การให้ปุ๋ย หรือเรื่องของเมล็ดพันธุ์ หากไม่ได้นำเอาเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ต่างๆ ในยุคสมัยใหม่มาใช้ เกษตรกรจะดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างยากลำบาก

ด้านนายนริชพันธ์ ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ ได้คิดค้นเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เรียกว่า HandySense เป็นนวัตกรรมแบบเปิด ขึ้นมา ซึ่งทาง สวทช. และเนคเทคมีการผลักดันนวัตกรรมนี้ ให้เป็นนวัตกรรมที่เข้าถึงผู้ประกอบการและเกษตรกร เพื่อเป็นจุดตั้งต้นในการใช้เทคโนโลยีสำหรับภาคการเกษตร

โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดนวัตกรรมนี้ นายนริชพันธ์ เปิดเผยว่า มาจากความตั้งใจส่วนตัวจากการที่พ่อแม่ปู่ย่าเป็นเกษตรกรที่ทำงานหนัก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จึงอยากสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้าไปช่วย และมองถึงเรื่องการทำการเกษตรแม่นยำสูง ที่มีข้อดีคือสามารถทำเกษตรในพื้นที่น้อยๆ แต่ได้ผลผลิตในปริมาณมาก หรือได้คุณภาพที่สูงขึ้น จึงทำให้เกิด HandySense ที่เป็นเซ็นเซอร์ในการตรวจสอบ ควบคุม ดูแลสภาพแวดล้อมในการปลูกพืชชนิดต่างๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงควบคุมกระบวนการให้น้ำ ใส่ปุ๋ย ให้ธาตุอาหารต่างๆ ของพืช ซึ่งในปัจจุบันทำได้ถึงระดับ crop requirement หรือแบ่งความต้องการตามชนิดของพืชได้ อีกทั้งยังมีการเก็บข้อมูล ทำดาต้าแพลตฟอร์มเพื่อที่ในอนาคตเกษตรกรจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้

เมื่อพูดถึงเป้าหมายของการทำเทคโนโลยี HandySense ในรูปแบบนวัตกรรมแบบเปิด สิ่งที่สำคัญที่สุด นายนริชพันธ์ กล่าวว่า คือการมองภาพความยั่งยืน ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เกษตรกรเริ่มเห็นประโยชน์ ทั้งเรื่องการเพิ่มผลผลิต การพยากรณ์ผลผลิต การรู้ช่วงเวลาในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว เรื่องของการบริหารจัดการต่างๆ สิ่งที่ต้องมองเพิ่มเติม คือเรื่องของความยั่งยืน ด้วยการเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เมื่อทำเป็นนวัตกรรมแบบเปิดการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ของผู้ประกอบการก็มีความเป็นไปได้ ทำให้เกษตรกรและนักพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยี และได้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน อีกสิ่งหนึ่งคือการสร้างชุมชนหรือระบบนิเวศ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องการทำเกษตรอัจฉริยะ อยากให้เทคโนโลยีนี้ เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย และเพราะเป็นนวัตกรรมแบบเปิด เราจึงเปิดเผยให้ทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการผลิต วัตถุดิบต่างๆ เทคโนโลยีการผลิต การออกแบบ รวมทั้งเราเอาอุปกรณ์ไปผ่านการทดสอบระดับมาตรฐาน เพื่อให้เหมาะกับบริบทของประเทศ นี่เป็นสิ่งที่เราส่งผ่านให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรให้สามารถนำไปใช้ได้เองทั้งหมด

ด้าน ดร.องอาจ ที่เริ่มนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาใช้ในธุรกิจกว่าสิบปี กล่าวว่า ทางบริษัทฯ ทำตั้งแต่เรื่องน้ำ โดยได้ร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยี ทำแอปพลิเคชันให้เกษตรกรใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยพยากรณ์สภาพภูมิอากาศได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึง 9 เดือน มีความแม่นยำ 60-70% ทำให้เกษตรกรรู้ว่าในอนาคตพวกเขาจะมีน้ำเพียงพอในการเพาะปลูกหรือไม่ และในปัจจุบันใช้น้ำได้เหมาะสมหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งมีการทำแอปพลิเคชันการจองปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการปลูกพืชผลทางการเกษตรได้อย่างเป็นระบบ ในส่วนการส่งขายสินค้า มีระบบส่งโดยใช้การจองผ่านโทรศัพท์มือถือเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกษตรกรทำได้ เข้าถึงได้ง่าย และเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในการทำการเกษตรได้อย่างครบวงจร ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยใช้เทคโนโลยีและด้วยการบริหารการจัดการที่ดี สุดท้ายแล้วจะเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการผลิตได้มากขึ้น และทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างมั่นคง

ดร.องอาจ กล่าวเสริมว่า ต้องการผลักดันให้สิ่งที่ทำอยู่ ขยายผลไปในกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อยากให้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ มากกว่าการซื้อพืชผลการเกษตรที่เป็นไปตามภาวะตลาดอย่างเดียว สำหรับกลุ่มเกษตรกร เริ่มใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้มากขึ้น แต่ยังต้องมีการกระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยีในวงกว้าง ให้เกษตรกรเห็นประโยชน์จากการใช้งานจริง ในส่วนของภาครัฐ ต้องมองในเรื่องระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเกษตรของประเทศ ในการแก้ไขเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วม ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งการลงทุนนั้นคุ้มค่า ทั้งด้านการเงินและสังคม

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการลงทุนในส่วนนี้ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ  โดยเฉพาะเรื่องน้ำชลประทาน ทั้งภาคการเกษตร น้ำกิน น้ำใช้ ของประเทศอย่างถาวร อีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญ คือสถาบันการศึกษา ต้องปรับให้เป็นการเรียนแบบลงไปในสนาม การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การเรียนรู้ต่างๆ ต้องเปลี่ยนไปอยู่หน้างาน เชื่อว่าภาคเอกชนพร้อมเปิดกว้าง ร่วมมือกับทางภาคสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปพร้อมกัน

นายนริชพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำเกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย เกษตรกรผู้ใช้งานยังเป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มที่ปลูกพืชมูลค่าสูง หรือกลุ่มเกษตรพันธสัญญา ซึ่งมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรทั้งหมด ในมุมของการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการมองภาพในอนาคต เช่นตัวอย่างของบริษัท ซันสวีทฯ ที่มีแนวคิดเรื่องการใช้เทคโนโลยีไปตอบโจทย์ตั้งแต่กระบวนการผลิต กระบวนการบริหารจัดการ จนกระทั่งถึงการขาย ที่ครบวงจร เมื่อเกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ ก็จะไปตอบโจทย์ในเรื่องของรายได้ที่กลับมาหาตัวเกษตรกรเอง ส่วนในเรื่องการพัฒนาบุคลากร มองว่า ในอนาคตต้องพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนเชื่อมโยงกันทั้งหมด

สำหรับการพูดคุยในครั้งนี้ ดร. กิติพงค์ กล่าวว่า สอวช. เองก็จะเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่อนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการแข่งขันในอนาคต รวมถึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนได้ และสำหรับผู้ที่สนใจลงทะเบียนขอรับพิมพ์เขียว HandySense Open Innovation สามารถติดตามข้อมูลได้ผ่านเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/groups/handysense 

ศธ.กางปฏิทินสำรวจจำนวนนักเรียนผู้ปกครองยินยอม ฉีด-ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604348

ศธ.กางปฏิทินสำรวจจำนวนนักเรียนผู้ปกครองยินยอม ฉีด-ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.22 น.

ศธ.กางปฏิทินสำรวจจำนวนนักเรียนผู้ปกครองยินยอม ฉีด-ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ขีดเส้น 26 ก.ย.นี้ ข้อมูลถึงมือศึกษาธิการจังหวัด นักเรียนพักอาศัยอยู่จริงที่จังหวัดไหนได้ฉีดวัคซีนที่จังหวัดนั้น

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่จะมีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด กว่า 4.5 ล้านคน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และ กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 นั้น ในการจัดเตรียมรายชื่อนักเรียนและจำนวนนักเรียนขอให้สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้ 1.สรุปรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองประสงค์ให้ฉีดวัคซีน โดยระบุรายละเอียด ชื่อ-นามสกุล /เลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลัก /วัน-เดือน-ปีเกิด / ฉีด – ไม่ฉีด พร้อมกับสรุปยอดรวมจำนวนนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ต่อศึกษาธิการจังหวัด

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า 2.ในกรณีสถานศึกษามีนักเรียนในสังกัดที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน แต่นักเรียนรายนั้นไม่ได้พักอยู่ในจังหวัดที่ตั้งของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่นักเรียนไปพักอาศัยอยู่จังหวัดไหน ให้สถานศึกษาจัดทำรายชื่อนักเรียนรายนั้นแยกต่างหาก เสนอต่อศึกษาธิการจังหวัด ภายในวันที่ 26 กันยายน 2564 โดยระบุข้อมูล ดังนี้ 1. ชื่อ – นามสกุล 2.เลขบัตรประชาชน 13 หลัก 3.วัน-เดือน-ปีเกิด และ 4.อำเภอและจังหวัดที่เด็กไปพักอาศัย จากนั้นให้ศึกษาธิการจังหวัด เสนอคณะกรรมการจัดเตรียมรายชื่อนักเรียนกลุ่มนี้ เพื่อสรุปรายชื่อนักเรียนและจำนวนนักเรียน และรายชื่อแยกรายจังหวัด ส่งมายังสำนักบูรณาการกิจการการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2564 หลังจากนั้นในวันที่ 29 กันยายน 2564 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สรุปจำนวนนักเรียนที่พักอาศัยในจังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาต้นสังกัด รวม 77 จังหวัด แล้วนำเสนอต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในวันที่ 30 กันยายน 2564 เพื่อให้กรมควบคุมโรค สธ.จัดสรรยอดวัคซีนเพิ่มรายจังหวัด และให้สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้กำหนดวัน เวลา และสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้นักเรียนได้ฉีดวัคซีนในจังหวัดที่ตนเองพักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระการรับ-ส่งของผู้ปกครอง ในการเดินทางไปฉีดวัคซีน – 006