‘คุณหญิงกัลยา’สั่งเร่งตรวจสอบ กรณีโซเชียลแชร์พบหนังสือการ์ตูนปลุกระดม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604989

'คุณหญิงกัลยา'สั่งเร่งตรวจสอบ กรณีโซเชียลแชร์พบหนังสือการ์ตูนปลุกระดม

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.37 น.

“คุณหญิงกัลยา”สั่งเร่งตรวจสอบ กรณีโซเชียลแชร์พบหนังสือการ์ตูนปลุกระดม ให้ข้อมูลเข้าข่ายบิดเบือน พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจประสานฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ว่าขณะนี้มีการผลิตหนังสือนิทานสำหรับเด็กคล้ายตำราเรียน และนำออกมาจัดจำหน่ายให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายบิดเบือนและอาจให้เด็กเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ หากไม่ได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้องโดยครูหรือผู้ปกครอง

โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว และมีความเป็นห่วงอย่างมาก จึงได้สั่งให้ตั้งทีมเฉพาะกิจ โดยมี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย เป็นประธานในเรื่องนี้ พร้อมด้วย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

“คุณหญิงกัลยาท่านได้ทราบเรื่องนี้แล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งเร่งให้ตรวจสอบโดยด่วน ซึ่งหากพบว่าหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาที่ปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง และครอบงำความคิดเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาในหลายด้าน จึงอยากให้ครูและผู้ปกครอง รวมถึงประชาชนโดยทั่วไปที่เสพข้อมูลดังกล่าว จะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริง แยกแยะ และไม่ยอมรับหรือสนับสนุนให้เชิดชูความรุนแรง รวมถึงการสร้างข้อมูลเท็จหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อปลุกปั่นเยาวชนให้หลงผิดได้” นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่า ท่านรัฐมนตรีมีมุมมองที่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนมาโดยตลอดและเชื่อในหลักสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้จัดทำข้อมูลต้องไม่มีเจตนาให้ร้าย บิดเบือน หรือสร้างความแตกแยก ยุแหย่ให้เกิดความเกลียดชังขึ้นในสังคมไทย จึงอยากร้องขอให้ผู้ที่มีเจตนาไม่หวังดีต่อประเทศได้ยุติการกระทำดังกล่าว ทั้งนี้ ทีมเฉพาะกิจดังกล่าวจะประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงต่อไป หากพบว่าเนื้อหาที่ปรากฎในนิทานดังกล่าวมีเจตนาปลุกระดม ล้างสมอง หรือปลุกปั่นเด็กๆ หรือไม่ และมีใครเป็นผู้ที่อยู่เบืองหลัง ซึ่งหากพบว่าผิดจริงถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก และจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป – 006

‘ตรีนุช’ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604931

'ตรีนุช'ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.51 น.

สกศ.จัดมหกรรมการศึกษาไทย “Education in Thailand” ผ่านระบบออนไลน์ เชิญ”ตรีนุช-คุณหญิงกัลยา-กนกวรรณ”ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด ด้าน”สุวิทย์”ชู 7 ประเด็นต้องทำ ขณะที่องคมนตรี”หมอเกษม”ย้ำต้องไม่ลืมสร้างความเป็นไทยยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมมหกรรมการศึกษาไทย “Education in Thailand” ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Cisco Webex meeting และ ถ่ายทอดสดบน Facebook และ YouTube ของ สกศ.โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี , น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. , ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) ร่วมเปิดการประชุม มอบนโยบาย และปาฐกถาพิเศษ

โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2565 ตอนหนึ่งว่า สกศ.ถือเป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศ ซึ่งตนขอให้ สกศ.ประเมินผลการดำเนินงานของแผนปฏิรูปการศึกษา 5 ปีที่ผ่านมา และการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ 11 เรื่อง การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต และ 12 เรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อนำผลมาใช้ขับเคลื่อนการศึกษา และสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขณะเดียวกัน สำหรับนโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อ และ นโยบายเร่งด่วน (Quick Win) อีก 7 ด้าน ของตนนั้น มีเป้าหมายหลักสำคัญครอบคลุม 4 เรื่องหลัก คือ การพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาโดย Big Data ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง และการสร้างอาชีพสร้างคนให้เหมาะกับงานและตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิต และการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จึงเป็นโจทย์สำคัญให้ สกศ.เตรียมข้อมูล และแนวทาง ที่จะช่วยสนับสนุนองคาพยพ การจัดการศึกษาของ ศธ. เช่น การเตรียมความพร้อม การเปิดภาคเรียน หรือการจัดการเรียนการสอนที่ต้องจัดหลังจากนี้ การประเมินและวัดผลผู้เรียนอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ.กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2565 ตนมีนโยบายที่อยากให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ Coding for All คนไทยต้องเรียนรู้ Coding โดย ศธ.จะมีการขยายกลุ่มเป้าหมายการเรียนรู้ ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ซึ่งปัจจุบันเราอบรมครูของ ศธ.ได้มากกว่า 300,000 คนแล้ว มีการปรับการเรียนรู้ สเต็มศึกษา (STEM) เป็น STEAM โดยเพิ่มเรื่องของ Arts หรือ คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ซึ่งเป็นต้นทุนของคนไทย เข้าไปผสานกับการเรียนสะเต็มศึกษา และเดินหน้าดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อให้คนไทยทุกช่วงชั้นได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมอย่างเท่าเทียม และมีคุณภาพ ถือเป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน 2 ปีนี้ ได้บอกอะไรกับศธ. และประชาชนมากมาย ว่า มิติการจัดการศึกษาจะไม่ได้มองแต่การศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ต้องมองถึงการศึกษานอกระบบ และการศึกษาเอกชนด้วย ซึ่งจากการลงพื้นห่างไกล ทำให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น จำเป็นที่ ศธ.ต้องร่วมกับทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกมิติ ต้องสร้างเด็กให้เป็นนวัตกรน้อย  เป็นนักคิด และนักปฏิบัติ การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสำคัญอย่างมาก การศึกษานอกระบบจะต้องไม่ใช่เน้นแต่การเรียนแบบการศึกษาพื้นฐานเท่านั้น ต้องให้บริการประชาชนที่เข้ามาอย่างหลากหลายรูปแบบ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ในเรื่องการศึกษาเอกชน เราจะต้องทำให้เรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงในการลงทุนทางการศึกษา และดูแลให้โรงเรียนเอกชนได้รับการพัฒนา ผู้ปกครองก็มีความสุข นักเรียนก็มีความสุข

จากนั้น ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า การจัดการศึกษาเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไหนจะเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนแค่ไหน เราจัดจัดการศึกษาไปทำไม ถ้าบ่อนทำลายความเป็นไทยไปทุกขณะ ซึ่งทุกประเทศมีเป้าหมายการศึกษา คือ ต้องการสร้างความยั่งยืน ในความเป็นอารยธรรม วัฒนธรรมของเขาเสมอ ซึ่งประเทศไทยก็เช่นกัน เราต้องทำให้มีความยั่งยืนในความเป็นไทย-ครอบครัว-ชุมชน และความยั่งยืนขององค์กรทั้งรัฐและเอกชน ซึ่ง ศธ.และ อว.ต้องสนับสนุนดูแลภาพรวมของการศึกษา ขณะเดียวกัน สกศ.ถือเป็นหัวใจ เป็นมันสมอง และดูแลปรับปรุงการศึกษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ ระบบการแนะแนวต้องทำให้เด็กมีเป้าหมายในชีวิต มีสัมมาอาชีวะ แนะแนวการเป็นคนดี ไม่ใช่แนะแนวจะต้องเรียนต่อในด้านใดเท่านั้น สิ่งที่ตนของฝาก ศธ. , อว.และ สกศ.มี 5 เรื่อง คือ 1.เรื่องประวัติชนชาติไทย ต้องสืบสานให้ยั่งยืน 2.วิเคราะห์สังคมไทยในปัจจุบัน 3.นำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของรัชกาลที่ 10 ทั้ง 4 ด้าน ไปปฏิบัติ 4.สานต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 5.ศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ

ขณะที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.อว.กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการศึกษาไทยหลังโควิด-19 ตอนหนึ่งว่า เราจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยเพื่อให้สอดรับกับพลวัตโลกหลังโควิด ใน 7 เรื่อง คือ 1.อยู่ในโลกที่ไม่ใช่ใบเดิม โดยปรับเปลี่ยน Mindset ก่อนเปลี่ยน Skill-Set 2.ท่องโลกกว้าง เรียนรู้เชิงประจักษ์ จาก My School is My World สู่ My World is My School 3.เติมเต็มศักยภาพ มุ่งสิ่งที่ชอบ ทำสิ่งที่ใช่ จาก Basic Academic Disciplines สู่ Personalized Education 4.ผนึกกำลัง ร่วมรังสรรค์ จาก Teacher-Centric Education สู่ Teacher / Parent / Youth Partnership 5.รับมือกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต จาก 3-Stage Life สู่ Multi-Stage Life 6.เตรียมพร้อมสู่การเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ จาก On-Site / Online Education สู่ Hybrid Education และ 7. เสริมปัญญามนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ จาก Human / Artificial Inteligences  สู่ Collaborative Intelligences

ด้าน ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ สกศ.กล่าวว่า การจัดประชุมมหกรรมการศึกษาไทย เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางการศึกษาของ สกศ.และคณะกรรมการสภาการศึกษา ที่ได้ดำเนินการในปีงบฯ 2564 รวมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาการศึกษาไทยร่วมกัน โดยได้ปรับรูปแบบเป็นการประชุมออนไลน์ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จัดประชุมระหว่างวันที่ 27 – 29 ก.ย. 2564 ประกอบไปด้วย 4 ประเด็น 17 หัวข้อการประชุม ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ประเด็นร่วมสมัยทางการศึกษา จำนวน 4 หัวข้อ ประเด็นที่ 2 การศึกษาตลอดช่วงชีวิต จำนวน 5 หัวข้อ ประเด็นที่ 3 การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จำนวน 6 หัวข้อ และประเด็นที่ 4 ห้องปฏิบัติการทางนโยบาย (Policy Lab) จำนวน 2 หัวข้อ

สปน.เชิญชวนหน่วยงานรัฐ-เอกชน-ปชช.ร่วมกิจกรรม เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604888

สปน.เชิญชวนหน่วยงานรัฐ-เอกชน-ปชช.ร่วมกิจกรรม เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.21 น.

สปน.เชิญชวนหน่วยงานรัฐ-เอกชน-ปชช.ประดับธงชาติไทย-ร้องเพลงชาติพร้อมกัน เนื่องในวันครบรอบ 104 ปีพระราชทานธงชาติไทย

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ก.ย.เป็นวันสำคัญของชาติ เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย ซึ่งธงชาติ ถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2559 ได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 ก.ย.ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) และเริ่มในวันที่ 28 ก.ย.2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักธงและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติและเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้พระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย

“แม้ว่าเราจะยืนตรงเคารพธงชาติทุกวันอยู่แล้ว แต่วันที่ 28 ก.ย.2564 เป็นวันที่ครบรอบ 104 ปี ของการพระราชทานธงชาติไทย จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ร่วมจัดกิจกรรมประดับธงชาติไทยตามอาคารสถานที่ราชการ สถานศึกษาและบ้านเรือน สำหรับหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศจะร่วมกันจัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติพร้อมกัน ในวันที่  28 ก.ย.2564

เวลา 08.00 น.ที่บริเวณเสาธงชาติของหน่วยงาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่และผู้เชิญธงชาติ ร่วมงานไม่เกิน 12 คน และดำเนินการตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ธงไตรรงค์ถือเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติ ธงชาติและเพลงชาติเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ เพื่อความภาคภูมิใจในเอกราชและการเสียสละของบรรพบุรุษไทย” – 006

เด็กอาชีวะไทยเจ๋งจริง! คว้ารางวัลรองชนะเลิศ’แข่งหุ่นยนต์อัตโนมัติ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604869

เด็กอาชีวะไทยเจ๋งจริง! คว้ารางวัลรองชนะเลิศ'แข่งหุ่นยนต์อัตโนมัติ'

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.12 น.

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยการศึกษากุ้ยโจว จัดงาน 2021 China-ASEAN Education Cooperation Week (CAECW) ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีกิจกรรม China – ASEAN (International) RoboMaster Robot Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติ ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สั่งงานทางออนไลน์ โดยในการแข่งขัน ผู้เล่นจะลงโปรแกรมในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อบังคับให้หุ่นยนต์วิ่งไปเก็บอุปกรณ์ และยิงสัญลักษณ์ โดยใช้หุ่นยนต์ของทางเจ้าภาพ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ส่งทีมจากวิทยาลัยเทคนิคบางแสน ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีนักเรียน นักศึกษาที่มีพื้นฐานภาษาจีนเป็นอย่างดี เข้าร่วมการแข่งขัน มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 12 ทีม จาก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย , สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , เวียดนาม , มาเลเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวิทยาลัยเทคนิคบางแสน ได้รางวัลรองชนะเลิศ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า สอศ.ต้องการพัฒนาให้นักเรียน นักศึกษาสามารถใช้ทักษะของตนเองให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแรงงานคุณภาพสูง พร้อมสำหรับตลาดแรงงานทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับโลก จึงได้สนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษา ในสังกัดเดินทางไปศึกษา และเยี่ยมชมสถาบันในสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆซึ่งหลังจากกลับมาประเทศไทยแล้วพบว่า นักเรียน นักศึกษาได้แสดงความสามารถและศักยภาพทางด้านภาษาจีน ความรู้และทักษะ รวมถึงคุณลักษณะต่างๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความอดทน และความตรงต่อเวลา

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษายังได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา ในสาธารณรัฐประชาชนจีน พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนอีกด้วย อาทิเช่น หลักสูตรรถไฟความเร็วสูง หลักสูตรอีคอมเมิร์ซ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาบุคลากร และเศรษฐกิจของประเทศไทย – 006

บทความพิเศษ : ‘วิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ’ สนับสนุน‘รักษาโรคแบบแม่นยำ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604747

บทความพิเศษ : ‘วิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ’  สนับสนุน‘รักษาโรคแบบแม่นยำ’

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.41 น.

โลกก้าวหน้า วิทยาการรักษาก็เช่นกัน “การแพทย์แบบแม่นยำ” ถูกนำมาใช้ในทุกแขนงการรักษาและสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แม่นยำและตรงจุดคือ “ฐานข้อมูล” ดังนั้นในโลกยุคใหม่ ต่อไปนี้ คนที่จัดการฐานข้อมูล เชื่อมโยงได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพ จะกลายเป็น “คีย์แมน” อีกหนึ่งฟันเฟือง คนสำคัญ กอปรกับเมื่อเร็วๆ นี้ เกิด หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

ซึ่งกำลังจะมีนักศึกษาจบมาเป็นรุ่นแรก ดังนั้นเพื่อให้น้องๆ รุ่นต่อมา ได้รู้จักกับคณะและหลักสูตรกู้โรคอันสมัยล่าสุดในตอนนี้ เราจึงบุกไปตะลุยแถวหลักสี่ ที่ตั้งของวิทยาลัยฯ เพื่อเปิดรั้วหลักสูตรกันเลย ทุกคนเป็นเพชรเม็ดงาม เริ่มจาก เจมส์-พีรวิชญ์ อามาตรมนตรี, ฟลุ๊ค-ธนัชชา ทองจิตติพงศ์, บอล-ณัฐวุฒิ แถมเงิน, ต้นข้าว-อสมา ตั้งปรมัตถ์สกุล ต่อไปเราจะจาระไนอย่างละเอียด! ด้วยประเด็นคำถามดังนี้

– มีความสนใจในด้านนี้ได้อย่างไร? มีแรงบันดาลใจหรือเรื่องราวที่ทำให้เกิดความสนใจเรียนทางด้านนี้?

เจมส์-พีรวิชญ์ : แรงบันดาลใจที่เลือกเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ก็คือเป็นเพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงบูมของวงการดาต้าไซน์ ตอนนั้นจะมีบทความ หนึ่งที่ฮิตมากในวงการเดต้าไซน์คือเรื่องของ ฮาร์วาร์ด บิสสิเนส สคูล ซึ่งบทความนี้บอกว่าอาชีพดาต้าไซน์เป็นอาชีพที่ฮิตสุดในศตวรรษที่ 21 ประมาณนั้น ซึ่งตอนนั้นผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเดต้าไซน์ในเมืองไทยมีน้อยมาก เพิ่งมาเปิดเมื่อ 2-3 ปีย้อนหลังนี้เอง และยิ่งเป็นด้านเฮลท์ โดยส่วนตัวของผม ผมชอบเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว ชอบชีวะทางการแพทย์ เป็นทางด้านสาธารณสุขมันก็เลยประจวบเหมาะกับหลักสูตรนี้พอดี

ฟลุ๊ค-ธนัชชา : ตอนแรกสนใจทางด้านนี้เพราะว่า สายวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพเป็นสิ่งที่ใหม่มากในตอนนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่หนูเข้าปีหนึ่งแรกๆ มันใหม่มากสำหรับหนูและอาจจะเป็นเรื่องใหม่มากๆ ในสังคมด้วย พอได้เข้ามาเรียน สายงานทางข้อมูลสุขภาพมันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเกี่ยวกับข้อมูล และข้อมูลมันก็อยู่รอบๆ ตัวเรา มันอาจจะได้นำไปใช้ในสังคม และที่เรียนอยู่มันก็เป็นข้อมูลสุขภาพคิดว่าในอนาคตข้อมูลเหล่านี้จะต้องเป็นที่ต้องการในปัจจุบันมากพอสมควร

บอล-ณัฐวุฒิ : เบื้องต้นผมก็สนใจเรื่องของวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่ม เฮลท์ไซน์ (Health Science) เป็นต้น ผมก็หาข้อมูลตอนที่จะกำลังศึกษาต่อ และก็มาเจอหลักสูตรนี้ โดยตอนแรกเราก็ไม่รู้รายละเอียดว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร แต่เราก็ไปลองหาข้อมูลมา แล้วพบว่า เทรนด์ในโลกอนาคต เรื่องของการใช้ข้อมูล มันจะสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเราก็อยากทำงานซัพพอร์ตทางด้านสายเฮลท์อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าตรงนี้น่าจะตอบโจทย์ ที่เราจะเข้ามาเรียน

ต้นข้าว-อสมา : ตอนมัธยมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับดาต้าไซน์ ก็เลยทำให้ทราบว่ามันกำลังเป็นเทรนด์ ก็เลยทำให้สนใจด้านนี้ พอเห็นหลักสูตรนี้ก็สนใจเพราะว่ามันน่าเรียน คิดว่ามันเป็นอาชีพมาแรง คือเราโฟกัสว่าอยากทำอาชีพอะไรก็เรียนอย่างนั้น

– การเตรียมตัวเรียนในหลักสูตรนี้ ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง?

เจมส์-พีรวิชญ์ : โดยสรุปเตรียมพร้อมทั้งหมด 3 อย่าง ส่วนแรกก็คือ โปรแกรมมิ่ง เบสิกโปรแกรมมิ่งตรงนี้ควรที่จะมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นภาษาอาร์หรือภาษาไพทอน (R และ Python) ก็ควรจะมีมาก่อน ส่วนที่สองคือ คณิตศาสตร์ (Mathematics) ในเรื่องของสแตทเบื้องต้น ตรงนี้ควรที่จะรู้มาก่อนก็จะดี ส่วนที่สามคือ ความรู้ (Knowledge)การสาธารณสุข เรื่องของสุขภาพเบื้องต้น อันนี้ยังไม่ต้องเจาะลึก ให้รู้พื้นฐานของชีววิทยามาก่อนก็จะดีมากๆ

ฟลุ๊ค-ธนัชชา : ต้องเตรียมใจให้พร้อมในการไปเรียน เตรียมใจที่จะรับความรู้ใหม่ๆ ต้องบอกก่อนว่าตอนเรียนแรก เราไม่รู้ว่าสาขานี้มันเกี่ยวกับอะไร มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มากๆ มันต้องเรียนทางด้านข้อมูลคอมพิวเตอร์และทางด้านข้อมูลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน และการเรียนนี้ต้องนำสองศาสตร์นี้มาประยุกต์เข้าด้วยกัน ก็เลยคิดว่าถ้าเรามีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆก็จะสามารถเรียนหลักสูตรนี้ได้

บอล-ณัฐวุฒิ : หนึ่งก็ต้องชอบโปรแกรมมิ่งระดับหนึ่ง หรือถ้าไม่ชอบก็ต้องทำใจให้ได้ว่าต้องอยู่กับศาสตร์ด้านนี้ เพราะมันเหมือนเป็นเครื่องมือหลักที่เราจะใช้ในการทำงานด้านนี้ ส่วนต่อไปก็คือเราต้องคงความรู้ด้านเฮลท์ คือต้องมีเรื่องของชีวะเรื่องของเจเนติก และอนาโตมี่บางส่วน และส่วนสุดท้ายเลยก็คือเบื้องหลังของเครื่องมือที่ใช้ในดาต้าไซน์ คือเราต้องใช้ในเรื่องคณิตศาสตร์โดยเฉพาะสถิติ ถ้ามี 3 ส่วนนี้มาก่อนจะทำให้การเรียนในมหาวิทยาลัย น่าจะง่ายขึ้น

ต้นข้าว-อสมา : ศึกษาข้อมูลก่อน ถ้าเข้ามาแล้วต้องเรียนอะไร ไปดูตัวหลักสูตรว่าเราต้องเรียนอะไรบ้างในอนาคต พอเข้ามาเรียนแล้ว คิดว่าไม่ต้องเตรียมตัวอะไรพิเศษเพราะพอเราเข้าปี 1 เขาก็จะมีการปูพื้นฐานให้ใหม่อยู่ดี เพียงแต่ว่า เราจะต้องรู้ว่าเราจะต้องไปเรียนอะไร

– ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่?

เจมส์-พีรวิชญ์ : มีหลายมุมมอง หลายมิติ ตอนที่ตัดสินใจเลือกเรียนจริงๆ เพราะว่า หนึ่ง ที่นี่มีทุนการศึกษาให้ อย่างที่สองคือเรื่อง ที่นี่มีความเป็นเลิศเรื่องของวิทยาศาสตร์สุขภาพอยู่แล้วก็เลยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ก่อนการตัดสินใจก็ได้ไปอ่านที่หลักสูตร ว่าเขามีรายละเอียดอย่างไร มีใครเป็นอาจารย์ที่สอนบ้าง และด้วยความที่รุ่นของผมเป็นรุ่นแรก ก็จะเป็นทีแคส 5 รอบ

ตอนนั้นก็มีโอกาสมากมาย แต่ที่ตัดสินใจให้เลือกได้เพราะเรากลับมาถามตัวเองว่าอยากอยู่ตรงจุดไหนมากกว่า อยากทำงานในฟีลไหน เพราะแต่ละคณะ แต่ละสาขาต่างมีจุดที่ยูนีคของตัวเองอยู่แล้ว เราก็ต้องหาตัวตนของตัวเองจริงๆ ว่าตัวตนชอบอะไรกันแน่ ไม่ใช่สังคมบอกว่าเราชอบอะไร พอหาตัวเองก็ทำให้รู้ว่าเราชอบเรื่องของข้อมูลเพราะข้อมูลเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง

ฟลุ๊ค-ธนัชชา: สาเหตุที่เลือกเพราะถูกดึงดูดด้วยชื่อสาขาที่ค่อนข้างแปลกใหม่ ซึ่งเราก็เห็นว่าสาขานี้มีที่นี่แค่ที่เดียว และรู้สึกว่าค่อนข้างน่าเรียนและเป็นประโยชน์มากในอนาคต ก็เลยคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเรียนเกี่ยวกับข้อมูล ซึ่งปัจจุบันสังคมเราถูกขับเคลื่อนไปด้วยข้อมูล ด้วยเทคโนโลยี คิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเรา บวกกับเรียนสายวิทย์มา อยากลองดูเพราะรู้สึกว่าหลักสูตรนี้น่าจะเป็นประโยชน์จริงๆ

บอล-ณัฐวุฒิ : ผมอยากทำงานด้านเฮลท์อยู่แล้ว และจากที่ดูถ้าดูตั้งแต่เริ่มต้นหน่วยงานที่นี่ จะเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญทางด้าน สุขภาพที่พยายามจะเคลื่อนไหวด้านสุขภาพมาโดยตลอด และตัวสาขาเองผมก็มองว่า ทั้งเฮลท์ที่เป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่แล้ว รวมทั้งตัวดาต้าไซน์ เป็นเทรนด์ในอนาคต เมื่อสาขานี้นำสองส่วนนี้มารวมกัน ผมมองว่ามันมีโพรเทนเชียลที่เราจะสามารถหาความรู้และนำไปใช้ต่อได้ในอนาคตก็เลยมาศึกษาที่นี่แรกๆ ผมก็ต้องประเมินคะแนนของตัวเองก่อนเป็นหลักว่าคะแนนของตัวเองก่อนว่าคะแนนประมาณนี้เราจะอยู่ช่วงไหนได้บ้าง หลักเกณฑ์เริ่มต้นคือความชอบบวกกับคะแนนที่เรามี แล้วค่อยมาวิเคราะห์ดูว่ามีที่ไหนที่จะตอบโจทย์ ที่เราต้องการ

ต้นข้าว-อสมา : เพราะสนใจหลักสูตรนี้อยู่แล้ว และตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีที่ไหนเปิด ที่นี่เป็นที่แรกๆ ที่สอนด้านนี้ก็เลยเรียนที่นี่เลยค่ะ หลักการเลือกคณะ หนึ่งต้องเป็นสิ่งที่เราสนใจ สองเรียนจบแล้วมีงานทำไหม? ซึ่งค่อนข้างวอรี่ตรงนี้สามมาเรียนแล้วชอบ เรียนไปเรียนมาสนุกดี อย่างวิชาดาต้าไซน์หรือแมชชีนเลิร์นนิ่งจะมีงานที่แบบให้ทำโมเดลโน่นนี่ พอเราได้สร้างโมเดลแล้วมันเป็นงานที่สนุก ทำไปทำมาก็อยากทำโมเดลให้เก่งขึ้นแม่นขึ้นค่ะ ทั้งนี้มีเสน่ห์และความท้าทายอยู่ที่ แต่ละคนมีวิธีสร้างโมเดลต่างกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าเราต้องการสร้างแบบไหนแล้วมันเหมาะไหม แต่ละคนทำก็จะไม่เหมือนกัน

– ทราบว่าไปเรียนถึงสองสถาบันฯ อยากให้เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศการเรียนการสอนแต่ละฝั่งให้ฟังหน่อย?

เจมส์-พีรวิชญ์ : บรรยากาศการเรียนการสอน ถ้าที่บางมด (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) ก็เน้นเลคเชอร์เป็นพื้นฐานเสียส่วนใหญ่ มีดิสคัทบ้าง แต่ที่เป็นดิสคัทซิกเนเจอร์ น่าจะเป็นที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยความที่ว่ามีผู้เรียน 25 คน การจัดกลุ่มย่อย การเรียนแทบจะตัวต่อตัวเลย และในหนึ่งรายวิชา มีอาจารย์เป็นสิบคน มันก็เลยจะสนุกไปอีกแบบ แต่บรรยากาศที่บางมดก็จะแปลกไปจากวิทยาลัยจุฬาภรณ์ตรงที่เราจะได้เรียนร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเราก็จะมีเพื่อน
ต่างภาควิชาด้วย

ฟลุ๊ค-ธนัชชา : ใน มจธ. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) ในรายวิชาหนึ่งก็จะมีอาจารย์วิชาสอนเลคเชอร์และก็มีทำแล็บกลับมาในส่วนของราชวิทยาลัย ในหนึ่งรายวิชาก็จะมีอาจารย์หลายคนสอน บางคาบจะมีอาจารย์พิเศษจากข้างนอกมาช่วยให้ความรู้ด้วย ต่างกันคนละแบบ ทางด้าน มจธ. ก็จะรู้สึกมันโฟร์มากกว่า เพราะคนเดียวสอนเขาจัดการคนเดียว แต่ว่าทางด้านจุฬาภรณ์ บางครั้งการโคกันมันจะไม่ต่อเนื่อง มันก็จะมีความแตกต่าง แต่อาจารย์แต่ละท่านสอนดี

บอล-ณัฐวุฒิ : ที่ผ่านมาเบื้องต้นเราเรียนกับสถาบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี เป็นหลัก อันนั้นก็จะเหมือนกับบ้าน เพราะเราจะเรียนที่โน่นเยอะเป็นพิเศษ ทุกอย่างก็ค่อนข้างส่งเสริมต่อการเรียนรู้ได้ดี แต่ทางด้าน วิทยาลัยจุฬาภรณ์ของผมก็จะเรียนแค่อาทิตย์ละวัน เหมือนเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ในแต่ละอาทิตย์ ก็จะได้เปลี่ยนบรรยากาศมาเรียนที่นี่บ้างช่วงก่อนโควิด และทางด้านวิทยาลัยฯ ก็จะมีกิจกรรมมาให้เราตลอด พอให้ได้พบปะกับคนอื่น และจะมีบทบาทเหมือนกับได้เจอกับญาติที่ห่างหายกันไป ในขณะที่ที่บางมดก็จะเหมือนกับเราอยู่กับบ้านอยู่แล้ว การที่เราได้เรียน 2 ที่ก็จะได้เปรียบตรงที่มีหลากหลายบรรยากาศ หลากหลายอารมณ์

ต้นข้าว-อสมา : ส่วนใหญ่ก็จะเรียน มจธ. แต่จะมีแค่วันพุธที่ต้องไปเรียนกับวิชาฝั่ง มจพ. เขาก็จะมีรถบัสรับส่งให้ สนุกมาก ได้รู้จักอาจารย์เก่งจาก 2 มหาวิทยาลัย ถามว่าทั้ง 2 ที่สอน ต่างกันไหม มันต่างกันตรงที่ตัววิชา อย่าง ววจ.ก็จะเป็นวิชาฝั่งเฮลท์หรือทางด้านสุขภาพ แต่ว่า ฝั่ง มจธ.หรือว่าบางมดจะเป็นวิชาวิศวะคอม ก็จะมีการเขียนโค้ด เนื้อหาก็ตามรายวิชานั้นๆ

– ช่วยบอกน้องๆ ที่กำลังหาข้อมูล คิดว่า สำหรับหลักสูตรนี้ เหมาะกับใคร?

เจมส์-พีรวิชญ์ : สำหรับน้องๆ ที่จะมาเรียนหลักสูตรนี้ เหมาะกับน้องๆ ที่เก่งในการตั้งคำถาม ถ้ากล้าคิด กล้าตั้งคำถาม เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้แน่นอน กล้าตั้งคำถามไม่พอ แต่ต้องกล้าที่จะหาคำตอบด้วย ดังนั้น น้องๆ ที่มีบุคลิกที่จะมาเรียนดาต้าไซน์ หนึ่งคือต้องกล้าตั้งคำถาม สองกล้าหาคำตอบ อย่างที่สามก็คือจะต้องมีความกล้าแสดงออกนิดหนึ่ง เพราะการเป็นเฮลท์ ดาต้าไซน์ที่ดีจะต้องสื่อสารกับบุคคลภายนอกได้ด้วย เพราะดาต้าไซน์จะไม่เหมือนดาต้าเอ็นจีเนียร์ที่จะต้องนั่งเฉพาะคอมพ์คลิกข้อมูล แต่ดาต้าไซน์จะต้องนำอินไซด์ข้อมูลนั้นๆ มาพูดกับผู้บริหารหรือว่าคนที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อเข้าใจได้ด้วย ตรงนี้คือคีย์เวิร์ดสำคัญ

ฟลุ๊ค-ธนัชชา : หลักสูตรนี้เป็นการรวม 2 ด้านไว้ด้วยกัน ทั้งข้อมูลทางด้านคอมพิวเตอร์ และข้อมูลทางด้านสุขภาพ แต่พอเข้ามาเรียนๆ คิดว่ามันเหมาะสมกับคนที่สนใจทางด้านโปรแกรมมิ่งเป็นหลัก เพราะการทำงานด้านดาต้า ถ้าเราทำโปรแกรมมิ่งได้ มันก็จะดีกว่า อย่างข้อมูลสุขภาพมันสามารถใช้ข้อมูลทางด้านอื่นได้ เลยคิดว่าถ้ามีความชอบทางด้านโปรแกรมมิ่งเป็นหลัก ก็น่าจะเหมาะสมกับสาขานี้มากกว่า ถ้าไม่อยากเสียเวลาไปเรียนทางด้านข้อมูลอื่น ข้อมูลทางด้านสุขภาพก็สำคัญเหมือนกัน รู้ 2 ด้านก็ดี สรุปคือหลักๆ เรื่องโปรแกรมมิ่ง รองลงมาคือข้อมูลสุขภาพ พวกชีวะและคอมพิวเตอร์ และอาจจะมีทางด้านสถิติด้วย

บอล-ณัฐวุฒิ : ถ้ารู้ตัวเองว่าชอบโปรแกรมมิ่งแต่ว่าไม่ได้อยากทำในสายงานที่โดยปกติมีอยู่แล้ว นี่ก็ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่เอาโปรแกรมเมอร์ในสาขาใหม่ ก็จะได้เลือกให้ตัวเอง และคนที่มาเรียนแล้วผมคิดว่าน่าจะมีความสุขก็คือคนที่สนใจเรื่องโปรแกรมเมอร์ด้วย เรื่องของโค้ดดิ้ง และด้านของชีววิทยา เขาน่าจะมีความสุขกับการทำงานสาขานี้ เพราะว่าก่อนหน้านี้ มันไม่มีสาขาไหนที่เอา 2 เรื่องนี้มารวมกันเป็นจริงจังเท่ากับสาขานี้ คนที่สนใจ 2 ศาสตร์นี้น่าจะเรียนตรงนี้ได้ สำหรับคนที่จะมาเรียนตรงนี้ ผมก็ขอฝากนิดหนึ่งว่า สาขาของเราเฉพาะมุมมองของชาวโปรแกรมเมอร์เครื่องมือต่างๆ หรือองค์ความรู้ต่างๆ มันไปไวมาก ๆ เพราะฉะนั้นคนที่มาเรียนผมก็อยากฝากให้ไม่กลัวที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ผมว่าแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็น่าจะเพียงพอ และสามารถที่จะเรียนรู้ตรงนี้ได้

ต้นข้าว-อสมา : น่าจะเป็นคนที่ชอบเขียนโค้ด ชอบคอมพิวเตอร์ ชอบเรียนด้านไบโอ (ชีววิทยา) ชอบเรียนด้านสุขภาพไบโอ หรือถ้ามีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาเยอะๆ ก็ดีเพราะว่าเวลาเรียนต้องอ่านเปเปอร์เยอะมาก เพราะเปเปอร์ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าภาษาอังกฤษแน่นก็จะค่อนข้างได้เปรียบ ถ้าตัว ม.ปลายวิชาคอมพิวเตอร์ไม่สอนเขียนโค้ดมาอยู่แล้ว

– สุดท้าย ฝากถึงน้องๆ เพื่อให้เห็นภาพ สี่ปีที่จะต้องเจอในหลักสูตรนี้แน่ๆ

เจมส์-พีรวิชญ์ : ถามว่าเครียดไหม เอาจริงๆ ก็แอบเครียดพอสมควร เพราะว่าการที่เราจะเข้าใจข้อมูลได้เราต้องเอาตัวของเราไปอยู่กับข้อมูล ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถหาอินไซด์ของข้อมูลได้ ก็แอบเครียด แต่ถ้าถามว่าคลายเครียดอย่างไร ผมว่าการหาอินไซด์ของข้อมูลหรือการทำงานของเรา เหมือนเรากำลังเล่นเกมอยู่ พยายามมองในมุมของการทำข้อมูลมันไม่ใช่การมาทำงาน เพราะพวกเราจะโดนอาจารย์สอนมาแบบนี้ ว่าการทำข้อมูลมันอาจจะเครียด ข้อมูลมีเป็นแสนๆ ล้านๆ คอลัมน์ ข้อมูลเป็นบิ๊กดาต้า แต่สุดท้ายแล้วเราสามารถใช้โปรแกรมมิ่งในการซีเล็กซ์และอินไซด์ข้อมูลออกมาได้

ถามว่าช่วงหนึ่งถ้ามันเครียดมากๆ ผมก็จะอยู่กับตัวเอง ตั้งสติและอยู่กับตัวเอง หรืออาจจะไปพูดคุยกับอาจารย์ว่าขัดข้องตรงไหน ไม่สบายใจตรงไหน ก็ปรึกษากับอาจารย์ได้ หรือว่าอาจจะดูหนัง ฟังเพลง ใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ ได้ เพราะบางครั้งแล้วการคลายเครียดที่ดีที่สุดอาจจะเป็นแค่การทำอะไรง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องแอดวานซ์มากเกินไป เพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะคิดอะไรที่แอดวานซ์มากๆ ทั้งๆ ที่มันอาจจะแก้ปัญหาได้ง่ายๆ บางข้อมูลอาจจะใช้แค่เอ็กเซลแก้ปัญหาได้แต่เราอาจจะคิดไปไกลว่าต้องใช้โปรแกรมมิ่ง ต้องใช้ภาษาอาร์ ต้องใช้ไพทอลนะถึงจะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายแล้ววิธีการคลายเครียดก็คือการกลับมาดูในสิ่งที่แก้ปัญหาได้ง่ายที่สุด เท่านั้นเอง

ฟลุ๊ค-ธนัชชา : งานข้อมูลเป็นงานที่หนักมากๆ เพราะถ้าข้อมูลผิดพลาดแค่นิดเดียวมันก็จะทำให้ผิดพลาดทั้งหมด ถ้าไปทำงานจริงๆ ข้อมูลมันมีจำนวนมาก และมีขั้นตอนในการจัดการที่เยอะ ถ้าเราจัดการไม่ดีก็จะส่งผลไปยังขั้นตอนถัดๆ ไป ซึ่งเราจะต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งาน แต่การเรียนหลักสูตรนี้ ทำให้เราจัดการกับข้อมูลง่ายขึ้นการคลีนข้อมูลให้พร้อมใช้งาน บางส่วนที่ขาดหายไปควรจะทำอย่างไร และการนำข้อมูลตรงนี้ไปใช้ต่อ สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อ จริงๆ ขั้นตอนยังมีอีก แต่หลักๆ ก็มีประมาณนี้ ส่วนตัวมองว่านำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้รวมถึงงานทุกแขนง

– บอล-ณัฐวุฒิ : 4 ปีที่มาเรียนหลักสูตรนี้ จะเจอความท้าทายและความสนุกเป็นอันดับแรก (หัวเราะ) ภาพรวมทั้งหมด เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่การเรียนอย่างเดียว เรายังกิจกรรมให้ทำร่วมกันด้วย และถ้าพูดถึงเรื่องของการเรียน ปีหนึ่ง เราก็จะเรียนเรื่องพื้นฐานหมดเลย พื้นฐานโปรแกรมมิ่ง พื้นฐานคณิตศาสตร์ พื้นฐานทางชีววิทยา หรือว่าทางด้านสาธารณสุขทางการแพทย์

พอมาปี 2 เราก็จะได้จับเรื่องข้อมูลแล้ว แต่ก็จะเป็นเรื่องดาต้าเบส เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูล ดาต้า สตรัคเจอร์ (DATA STRUCTURE) ข้อมูลเป็นอย่างไร มีแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างไร มีการโปรข้อมูลอย่างไร ในปี 3 ก็จะเป็นเรื่องของดาต้าไซน์ล้วนๆ ก็จะเรียนวิชาดาต้าไซน์ เรียนวิชาบิ๊กดาต้า เรียนบิสซิเนส อินเทลลิเจนท์ (BUSINESS INTELLIGENT) เริ่มหาอินไซด์ของข้อมูลแล้ว

แล้วพอมาปี 4 ซิกเนเจอร์ของเราคือช่วงเวลาของโปรเจกท์ ช่วงที่เราเรียนมา 3 ปี เราจะเอาความรู้ตรงนั้น มาทำโปรเจกท์อะไรได้บ้างเพื่อที่จะนำมาแก้ปัญหาสังคมของเรา อันนี้มุมของการเรียน แต่ในมุมของกิจกรรม กิจกรรมของเรา ก็อย่างที่ถามมาเลย เพราะว่าเราเป็นนักศึกษาที่เรียน 2 สถาบัน ดังนั้นเราเหมือนเป็นนักศึกษา 200 เปอร์เซ็นต์ ก็คือเรามีบัตรนักศึกษา 2 ใบ มีชุดนักศึกษา 2 ชุด และการทำกิจกรรมของเราก็จะอยู่ทั้ง 2 ที่เราก็จะมีกิจกรรมคูณ 2 เลือกได้ตามสบายเลย ว่าอยากจะร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง

– ต้นข้าว อสมา : เครียดบ้างแต่ก็ไม่ได้เครียดตลอดเวลา ก็มีแบ่งเวลา มาทำ ฮอบบี้ของเรา
แบ่งเวลามาฟังเพลง ดูหนัง ก็ปกติ คิดว่าคณะอื่นก็น่าจะเป็นเหมือนกัน โดยย่อหลักสูตรนี้ ปีหนึ่ง
ปีสอง ก็จะเป็นวิชาทางด้านเฮลท์และคอมพ์ที่เรียนแยกกัน แต่ช่วงปี 3 เทอมสองและปี 4 ได้เอาวิชาที่เรียนมาก่อนหน้านั้น เอามารวมกันจริง คือด้านคอมพ์และเฮลท์คือได้ทำโปรเจกท์ ซึ่งปี 4 จะได้ทำ ซีเนียร์โปรเจกท์ แล้วตอนฝึกงานก็จะได้ทำจริงๆ ความสนุกสนาน น่าจะอยู่ที่การทำโปรเจกท์นี่แหละค่ะ สนุกมาก มีทำทั้งรายคนและรายกลุ่ม

และเป็นการทำที่ได้นำวิชาที่เรียนมาใช้จริงๆ ท้ายสุด อยากบอกว่า ข้อมูลคือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาแหละ เราจะสามารถนำข้อมูลที่เกิดขึ้นมาสร้างอะไรได้บ้าง อย่าง หลักสูตรที่เรียนนี้คือการเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นมาสร้างข้อมูลใหม่ขึ้นมา ซึ่งอนาคตถ้านำไปใช้เกี่ยวกับสุขภาพ จะทำให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี เกิดการพัฒนาทางด้านการรักษาและยา ส่งผลให้สุขภาพของมนุษย์ทุกคนดีขึ้น

คงดีไม่น้อย ถ้าอาชีพการงานของเราได้มีส่วนช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากโรคภัยและความเจ็บปวดไม่นับรวมถึงสาขาอื่นที่หลักสูตรนี้ต่อยอดไปได้ทุกทาง อาทิ 1.นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล 2. 3.นักวิเคราะห์ข้อมูล 4.นักพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบข้อมูล 5.ผู้จัดการซอฟต์แวร์และข้อมูล 7.นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pccms.ac.th/?p=3821 Facebook: Health Data Science PCCMS KMUTT

‘กทม.’ฉีดวัคซีนนร.กลุ่มเสี่ยงกว่า2,000ราย ไม่พบผลข้างเคียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604735

'กทม.'ฉีดวัคซีนนร.กลุ่มเสี่ยงกว่า2,000ราย ไม่พบผลข้างเคียง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.20 น.

กทม. ฉีดวัคซีน นร.กลุ่มเสี่ยง กว่า 2,000 ราย ไม่พบผลข้างเคียง รัฐบาลเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่นักเรียน สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาและเด็ก เริ่มตุลาคมนี้  

26 ก.ย.64 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมครามพร้อมการฉีดวัคซีนไฟเซอรให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด จำนวนกว่า 4.5 ล้านคน เริ่มฉีดวัคซีนเดือนตุลาคม 2564  ผ่านสถาบันการศึกษา ครอบคลุม ทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่อาจจะมีการเปิดภาคเรียน ขณะที่ กทม. รายงานการฉีดวัคซีนโควิด-19 (ไฟเซอร์) ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มีนักเรียน/เยาวชน กลุ่มเสี่ยง 7 โรค ใน กทม.ได้รับ 1 เข็มจำนวน 1,681 รายและได้รับครบ 2 เข็ม จำนวน 614 ราย ไม่พบการรายงานผลข้างเคียง 

ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้มีการสำรวจจำนวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองยินยอมฉีด/ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งจะทำการฉีดวัคซีนภายในพื้นที่สถาบันการศึกษาในจังหวัดนั้นๆ ขณะเดียวกัน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้รวบรวม จำนวนนักเรียนที่พักอาศัยในจังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาต้นสังกัด เพี่อเสนอต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้จัดสรรยอดวัคซีนเพิ่มรายจังหวัด และให้สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้กำหนดวัน เวลา และสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าวด้วย 

ในส่วนกรุงเทพมหานคร รายงานมีเด็กนักเรียนอายุ 12 – 18 ที่เป็น 7 โรคกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพมหานคร และเด็กนักเรียนในสังกัดกทม. และสังกัดอื่นๆ มีการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์รับการฉีดวัคซีนกว่า 5,000 คน ฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 2,000 คน ยังคงเหลืออีก 3,000 คน ซึ่งกทม.ก็จะได้เร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับการจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุขต่อไป  

น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่า จากการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน/เยาวชนใน กทม. กว่า 2,000 รายที่ผ่านมา ยังไม่พบการรายงานผลข้างเคียง ยืนยันว่าวัคซีนที่รัฐบาลนำมาให้บริการแก่เด็กนักเรียน/เยาวชน ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ใหญ่ ผ่านการรับรองจากสำนักงานองค์การอาหารและยา องค์การอนามัยโลก และมีหลักฐานทางวิชาการที่บ่งชี้ว่า มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย จึงขอให้ความมั่นใจแก่น้องๆ นักเรียน เยาวชน อย่างไรก็ตาม การให้ฉีดวัคซืนโควิด-19 ให้แก่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองก่อนด้วย

นายกฯ กำชับ “เงินเยียวยา” นักเรียน-นักศึกษา ต้องถึงมือผู้ปกครองเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481439

01 ก.ย. 2564

“รัชดา ธนาดิเรก” เผย มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โอนแล้ว 2.17 หมื่นล้านบาท เร่ง “เงินเยียวยา” นักเรียน-นักศึกษา นายกฯ กำชับเงินต้องถึงมือผู้ปกครองเด็ก

วันที่ 1 กันยายน 24564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19

ขณะนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการ โดยมีความคืบหน้าดังนี้

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ “อว.ลดค่าเทอม” แล้วตั้งแต่ 26 ส.ค.2564 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ขณะนี้มีจำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท

ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการ

ทางกระทรวงฯ ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด เงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุน ต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา คืนให้กับคนที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว หรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษา

สำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายแก่สถาบันที่เหลือ อีกประมาณ 100 กว่าแห่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป

ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ จำนวน 1.95 หมื่นล้านบาท สำหรับเด็กนักเรียน 9.79 ล้านคน เมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา

และทำการจัดสรรไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 

โดยแต่ละสำนักงาน จะโอนเงินไปให้โรงเรียนภายใต้สังกัดต่อไป และโรงเรียนจะโอนเงินหรือจ่ายเป็นเงินสด (หากไม่สามารถโอนเงินได้) ถึงมือผู้ปกครองตั้งแต่วันที่ 1-7 ก.ย. ซึ่งผู้ปกครองที่ไม่ได้รับเงินภายในเวลาดังกล่าว ขอให้ติดต่อโรงเรียนที่บุตรหลานศึกษาอยู่ หรือโทร หมายเลข 1579 / 1693

“นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทั้งสองกระทรวง ติดตามตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอน ไม่ให้มีการทุจริต ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และต้องถึงมือผู้ปกครองนักเรียน และนักศึกษาอย่างครบถ้วน”น.ส.รัชดา กล่าวในที่สุด

อัปเดตตารางโอน “เงินเยียวยานักเรียน” เริ่มโอน 31-ส.ค.-ต้นก.ย. 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481117

01 ก.ย. 2564

“เงินเยียวยานักเรียน” พร้อมจ่าย ทั้งโรงเรียนรัฐบาล และเอกชน โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่ 31 ส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย. 64 นี้

ความคืบหน้าแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการลดภาระทางการศึกษาของรัฐบาลนั้น ในส่วนของเงินเยียวยานักเรียน รัฐบาลจะจ่ายให้นักเรียนทุกคน ทุกสังกัด ทั้งภาครัฐและเอกชน ระดับอนุบาล-ม.ปลาย และ ปวช./ปวส. ทั่วประเทศ คนละ 2,000 บาท ยอดรวมกว่า 11 ล้านคน วงเงินราว 21,600 ล้านบาท

อัปเดตตารางโอน "เงินเยียวยานักเรียน" เริ่มโอน 31-ส.ค.-ต้นก.ย. 64อัปเดตตารางโอน “เงินเยียวยานักเรียน” เริ่มโอน 31-ส.ค.-ต้นก.ย. 64

โดยหลังจากกระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณแล้ว จะโอนเงินให้ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียนเอกชน/กศน.) สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เขตพื้นที่การศึกษาของรัฐ) และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (วิทยาลัย อาชีวศึกษา/เทคนิค) ภายใน 5-7 วัน

ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบสิทธิกับสถานศึกษาถึงวิธีการรับเงิน ทั้งผ่านเลขบัญชีธนาคาร พร้อมเพย์ หรือรับเงินสด โดยจะเริ่มโอนเงินภายในวันที่ 31 ส.ค. – ก.ย.2564 เป็นต้นไป

อัปเดตตารางข้อมูลสำหรับผู้ได้สิทธิ

  • โรงเรียนรัฐบาล / เขตพื้นที่การศึกษา /หรือโรงเรียนในสังกัดวิธีรับเงิน โอนเข้าบัญชี/เงินสด ตั้งแต่ 5 กันยายน 64
  • โรงเรียนเอกชน / จ่ายตามรายชื่อนักเรียน/ค่าใช้จ่ายรายหัววิธีรับเงิน โอนเข้าบัญชี/เงินสด ตั้งแต่ 7 กันยายน 64
  • กศน จว./กศน.เภอ / วิธีรับเงิน รับเป็นเงินสดตั้งแต่ 7 กันยายน 64
  • ปวช – ปวส/ผู้ปกครองไปรับที่สถานศึกษา/เงินสด/ตั้งแต่ 5 กันยายน 64


การตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์

โรงเรียนรัฐบาล เช็กที่นี่  https://student.edudev.in.th 

โรงเรียนเอกชน เช็กที่นี่ https://regis3.opec.go.th/

วิทยาลัยอาชีวศึกษา/เทคนิค เช็กที่นี่ https://www.vec.go.th/

เช็กที่นี่ ประกาศรายชื่อรร. ที่อนุญาตให้ “เปิดเรียนเต็มรูปแบบ” 1 ก.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481354

31 ส.ค. 2564

ศบค.จังหวัดอุตรดิตถ์ ออกประกาศ อนุญาตให้โรงเรียน ใน 4 อำเภอ “เปิดเรียนเต็มรูปแบบ” ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 พร้อมเผยรายชื่อโรงเรียนแนบท้าย

นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประธานคณะกรรมการโรคติตต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ออกประกาศอนุญาตให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบเต็มรูปแบบ พร้อมรายชื่อโรงเรียนแนบท้ายประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ มีใจความดังนี้

เรื่อง มาตรการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ฉบับที่ 33)

ตามที่ได้มีประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2564

ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษางตการจัดการเรียนการสอนแบบ Onsite ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่

31 สิงหาคม 2564 นั้น

เนื่องจากสถานกรณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ในบางพื้นที่มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อลดลงและเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังทวัดอุตรดิตถ์ในคราวประชุม ครั้งที่ 39/2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2564 ได้มีการพิจารณาความพร้อมของสถานศึกษา เพื่อพิจารณาการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทุกแห่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID – 19) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

อาศัยอำนาจตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.๒๕๕๘ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2579 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2564

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์จึงกำหนดมาตรการและแนวทางสำหรับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ดังนี้

ข้อ 1 คำว่าโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในประกาศฉบับนี้หมายรวมถึง โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก-อุตรดิตถ์(จังหวัดอุตรดิตถ์)โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานการอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ 

สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยรวมทั้งโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาเอกชน หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆที่มีลักษณะเดียวกัน สถาบันกวดวิชา หรือโรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับใบอนุญาตหรือยังมิได้รับใบอนุญาตทุกแห่งในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์

ข้อ 2 มาตรการสำหรับโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา กรณีที่ผ่านการตรวจประเมินความพร้อม ตามเกณฑ์การประเมินที่ทางราชการกำหนด และผ่านการพิจารณาความเห็นชอยจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์แล้วให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ n-site (เรียนในห้องเรียน)ได้ โดยโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาจะต้องจัดให้มีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด DMHTTA อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาตามบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป

ข้อ 3 มาตรการสำหรับโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษานอกจากข้อ 1 ให้งดทำการเรียนการสอน

แบบ Onsite จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยให้พิจารณาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่เหมาะสม อาทิเช่น เรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (On-line) เรียนผ่านช่อง DLTV (KU-BAND) (On-air) เรียนผ่านแอพพลิเคชัน (On-demand) หรือเรียนที่บ้านโดยหนังสือเรียนแบบฝึกหัด (On-hand

ข้อ 4 มาตรการสำหรับการติดตาม กำกับดูแล ประเมินผล และบังคับใช้มาตรการป้องกันโรคให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอ(ศปก.อ.) ประสานการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าตรวจสอบการปฏิบัติหรือการดำเนินการของบุคคล สถานที่ กิจการ หรือกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบและระเบียบ 

รวมทั้งมาตรการ ป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ในกรณีที่พบผู้ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือนและสั่งให้ผู้นั้นปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ย่อมมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ/หรือความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2548

เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าาไปจะก่อให้เกิดผลเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้งตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม ฟ.ศ. 2564

(นายผล ดำธรรม)

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์

ประธานคณะกรรมการโรคติตต่อจังหวัดอุตรดิตถ์

ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดอุตรดิตถ์

ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อโรงเรียนหรือสถบันการศึกษาที่เปิดจัดการเรียนการสอนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป

แนบท้ายประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ฉบับที่ 33 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2564

1.โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอท่าปลา จำนวน 15 แห่ง

(1) โรงเรียนท่าแฝกอนุสรณ์ 2

(2) โรงเรียนชุมชนผาเลือดวิทยาคาร

(3) โรงเรียนนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านสงเคราะห์ 1

(4) โรงเรียนนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านสงเคราะห์ 2

(5) โรงเรียนบ้านย่านดู่

(6) โรงเรียนบ้านซำบ้อ

(7) โรงเรียนบ้านน้ำสี

(8.) โรงเรียนบ้านน้ำต๊ะ

(9) โรงเรียนนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านสงเคราะห์ 5

(10) โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ศึกษา

(11) โรงเรียนอนุบาลท่าปลา (ชุมชนร่วมจิต)

(12) โรงเรียนบ้านน้ำหมัน

(13) โรงเรียนบ้านวังหัวดอย

(14) โรงเรียนบ้านนาต้นโพธิ์

(15) โรงเรียนจริมอนุสรณ์ 1

2. โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอน้ำปาด จำนวน 6 แห่ง

(1) โรงเรียนบ้านนาผักฮาด

(2) โรงเรียนบ้านโป้งพาน

(3) โรงเรียนบ้านห้วยโป่ง

(4) โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง

(5) โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 13

(6) โรงเรียนป่ากั้งวิทยา

3.โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอฟากท่า จำนวน 8 แห่ง

(1) โรงเรียนวัดโพธิ์ชัย

(2) โรงเรียนวัดปากไพร

(3) โรงเรียนบ้านนาไพร

(4) โรงเรียนวัดวังกอง

(5) โรงเรียนบ้านห้วยสูน

(6) โรงเรียนชุมชนวัดมหาธาตุ

(7) โรงเรียนบ้านห้วยลึก

(8.) โรงเรียนบ้านนาแซง

4.โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านโคก จำนวน 14 แห่ง

(1) โรงเรียนบ้านปางคอม

(2) โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย

(3) โรงเรียนบ้านห้วยครั่ง

(4) โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 106

(5) โรงเรียนชด.ศึกษาสงเคราะห์ 1

(6) โรงเรียนน้ำลัดสามัคคี

(7) โรงเรียนวัดนาขุม

(8.) โรงเรียนบ้านม่วงชุม

(9) โรงเรียนวัดวังสัมพันธ์

(10) โรงเรียนบ้านน้ำแพ

(11) โรงเรียนวัดจอมแจ้ง

(12) โรงเรียนบ้านห้วยยาง

(13) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบุญธรรม-บุญพริ้ง

(14) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนยอดโพธิ์ทอง 1

ดูรายละเอียดเอกสารประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์

เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3 ฆ่าเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481240

31 ส.ค. 2564

คณะแพทยศาสตร์-คณะวิศวะฯจุฬาฯ Smile Robotics และ มจพ. ร่วมพัฒนานวัตกรรม น้องไฟฉาย รุ่น3 โคม UV-C ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อบุคลากรด่านหน้า ปลอดภัยมั่นใจ 100 %

ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มคนด่านหน้าที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องคลุกคลีกับผู้ติดเชื้อทุกวันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเชื้อโควิด-19 สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แถมอยู่บนพื้นผิวต่างๆ ได้นานหลายชั่วโมงถึงนานนับวัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ดังนั้น การฆ่าเชื้อสถานที่ปฏิบัติงานสำหรับบุคลากรด่านหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3  ฆ่าเชื้อโควิด-19เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3 ฆ่าเชื้อโควิด-19

คณะแพทยศาสตร์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห่วงใยในเรื่องนี้ จึงได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และSmile Robotics พัฒนา Robocovid UV-C หรือ “น้องไฟฉาย” ฆ่าเชื้อโรคและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่การระบาดระลอกแรก คณะนวัตกรรมได้พัฒนาหุ่นยนต์มาแล้ว 2 รุ่น จนล่าสุด เผยโฉม “น้องไฟฉายรุ่น 3” การันตีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรคได้เร็วและเข้มข้นกว่าเดิม

จุดเริ่มต้น “น้องไฟฉาย”

ศาสตราจารย์ นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาโคม UV-C ประสิทธิภาพสูงฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 เผยถึงแนวคิดจูงใจในการสร้างนวัตกรรมว่า

เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3  ฆ่าเชื้อโควิด-19เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3 ฆ่าเชื้อโควิด-19

“ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกระดับล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นหากมีวิธีป้องกันการติดเชื้อและสร้างความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ เราก็ไม่ลังเลที่จะทำ ซึ่งการสร้างสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ปราศจากเชื้อมีความสำคัญมาก อย่างการทำความสะอาดหลังจากการใช้งานห้องต่างๆ เราก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในเรื่องนี้ปลอดภัย ไม่ติดโรค”

ทีมจากคณะแพทยศาสตร์ นำโดย ศ.นพ.สมรัตน์ จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากรองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.โปรดปราน บุณยพุกกณะ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวฯ จุฬาฯ เพื่อให้คิดค้นอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคในห้องผ่าตัดโดยไม่เป็นอันตรายกับผู้ปฏิบัติงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.บุญรัตน์ โล่ห์วงศ์วัฒน ภาควิชาวิศวกรรมโลหะการ และ ดร.เจนยุกต์ โล่วัชรินทร์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นส่วนหนึ่งของคณะพัฒนานวัตกรรม

“โจทย์ของนวัตกรรมนี้คือการสร้างอุปกรณ์ที่ใช้ฆ่าเชื้อช่วงที่ไม่มีคนอยู่ปฏิบัติการณ์ในห้อง เป็นการฆ่าเชื้อเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเข้ามาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เช็ดถูบนพื้นผิว ผนัง และอุปกรณ์ต่างๆ อีกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ” ดร.เจนยุกต์กล่าว

ทำไมต้องน้องไฟฉาย “รังสี UV-C”

ดร.เจนยุกต์ อธิบายว่าในทางวิศวกรรม รังสี UV-C อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 280 นาโนเมตร หรือเรียกว่าเป็นช่วง germicidal range ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากในการฆ่าเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา

“ความเข้มข้นของรังสี UV-C ที่ตกกระทบบนพื้นผิวมีความสำคัญกับการฆ่าเชื้อโรค เปรียบได้กับความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ฆ่าทำความสะอาดเชื้อโรค ถ้ารังสีเข้มข้นมากก็ใช้เวลาน้อย ถ้าเข้มข้นน้อยก็ต้องใช้เวลามากขึ้น” ดร.เจนยุกต์ อธิบาย

“ความเข้มข้นของแสง (fluence) มีหน่วยวัดเป็นจูล/ตารางเซนติเมตร ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าปริมาณความเข้มข้นของแสง UV-C ที่ประมาณ 1.2 จูล/ตารางเซนติเมตร หรือ 1,200 มิลลิจูล/ตารางเซนติเมตร เป็นอย่างน้อยสามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีต่อ 1 จุด ตรงนี้เองเป็นที่มาของจำนวนหลอด UV-C ที่เราคำนวณเพื่อติดตั้งบนตัวหุ่นยนต์ รวมถึงองศาในการติดตั้งหลอดว่าต้องเอียงกี่องศาเพื่อให้มีความเข้มข้นเพียงพอที่จะฆ่าเชื้อได้”

“น้องไฟฉาย” ตั้งแต่รุ่นแรกจนรุ่นปัจจุบันเป็นฝีมือการอออกแบบของ คุณอดิศักดิ์ ดวงแก้ว วิศวกรหุ่นยนต์ แชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก 2 สมัย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ Smile Robotics โดยออกแบบให้หลอด UV-C เป็นหลอดขนาดยาวแนวตั้ง มีความสูงเท่ากับมนุษย์ที่ปฏิบัติงานจริงๆ ติดล้อเพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ได้และควบคุมได้จากระยะไกล

“น้องไฟฉายรุ่นแรก ตัวหลอด UV-C ถูกติดตั้งในแนวตรง การฉายแสง (projection) ลงบนพื้นหรือบริเวณที่ตัวหุ่นยนต์วิ่งผ่านยังทำได้ไม่เต็มที่ คือ แผ่ลำแสงออกมาได้ประมาณ 3 เมตรโดยรอบ คิดเป็นพื้นที่คร่าวๆ ประมาณ 20-25 ตารางเมตร จึงมีการพัฒนาสู่การผลิตในรุ่นที่ 2 ซึ่งมีการทดลองเอียงตัวหลอด UV-C เพื่อเพิ่มพื้นที่ของรังสีที่ตกกระทบบนพื้นผิวได้มากกว่า ทั้งในเชิงการควบคุมพื้นที่และปริมาณความเข้มของรังสีซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการฆ่าเชื้อโรค” ดร.เจนยุกต์ เล่าถึงหุ่นยนต์ “น้องไฟฉาย” สองรุ่นที่ผ่านมา

“น้องไฟฉาย รุ่น 3” ฆ่าเชื้อโรคเข้มข้น รวดเร็ว ทุกทิศทาง

ไวรัสโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ถูกฆ่าทำลายได้ง่ายอยู่แล้ว การทดสอบของทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ผลสอดคล้องกับการทดสอบของทางคณะแพทย์และงานวิจัยในต่างประเทศ ที่พบว่าโดสความเข้มข้นของรังสีที่ใช้กับน้องไฟฉายสองรุ่นแรกสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ 99.99 – 99.999 % ขึ้นไป

แต่น้องไฟฉายรุ่นที่ 3 ทำได้เหนือกว่านั้น คณะผู้พัฒนาได้ปรับปรุงและพัฒนาน้องไฟฉายรุ่นที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพในการกระจายรังสี UV-C ได้เข้มข้นขึ้น ในทุกทิศทุกทาง ช่วยร่นระยะเวลาในการฆ่าเชื้อลงเหลือเพียงจุดละ 3 นาที อีกทั้งมีขนาดเล็กกะทัดรัด สะดวกในการใช้งาน เคลื่อนย้ายและการจัดเก็บ เมื่อเทียบกับทั้ง 2 รุ่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ น้องไฟฉาย 3 สามารถควบคุมการทำงานด้วยระบบ Internet of Things (IoT) หรือผ่านเครือข่าย 4G ทาง Smart Phone ทั้งระบบ Android และ IOS

“ในการตรวจสอบประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อที่ระยะทางต่างๆ ทั้งที่ระดับพื้นดิน ระดับ 50 เซนติเมตรเหนือพื้น บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ทั้งแก้ว พลาสติก โลหะ มีการนำเชื้อโรคอื่นๆ ที่ถูกกำจัดหรือฆ่าได้ยากกว่าไวรัสโควิด-19 หลายเท่า มาใช้ทดสอบเป็นคู่เทียบ (surrogate) ก็พบว่าหุ่นยนต์น้องไฟฉายสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลตอบรับจากโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ได้นำไปใช้ก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม” ศ.นพ. สมรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพหุ่นยนต์ไฟฉาย รุ่น 3 โดยภาควิชาวิสัญญีวิทยา ร่วมกับหน่วยแบคทีเรียวิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

น้องไฟฉายทุกรุ่นออกปฏิบัติการแล้ว พร้อมศึกษาพัฒนารุ่นต่อไป

ปัจจุบัน “น้องไฟฉาย 3” ได้ให้บริการฆ่าเชื้อทำความสะอาดแล้วในหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศ เช่น ในห้องทำคลอดของแผนกสูตินารีเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมีแผนขยายและส่งมอบน้องไฟฉายให้โรงพยาบาลอื่นๆ ที่สนใจด้วย

ดร.เจนยุกต์ กล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตของ “น้องไฟฉาย” รุ่นต่อไปว่า “ชนิดหลอด UV-C ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอาจมีการปล่อยก๊าซโอโซนออกมา ซึ่งถึงแม้โอโซนจะสามารถช่วยฆ่าเชื้อและสลายไปได้เอง แต่ก็ข้อกังวลเรื่องการตกค้างของโอโซนที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นผิวอุปกรณ์ได้ ดังนั้น เราจึงกำลังศึกษามองหาหลอดประเภทอื่นที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดีที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าตัวที่เราใช้อยู่ก็มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากในระดับหนึ่งอยู่แล้วก็ตาม”

ผู้สนใจสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา หรือต้องการหุ่นยนต์ “น้องไฟฉาย” ไปใช้ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม สามารถติดต่อหรือสอบถามที่ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ (02) 256 4000 ต่อ 81513