‘วิถีใหม่’สำคัญไม่แพ้โควิด ‘สูญเสียบนถนน’ลดได้‘ชุมชน’มีส่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602059

‘วิถีใหม่’สำคัญไม่แพ้โควิด ‘สูญเสียบนถนน’ลดได้‘ชุมชน’มีส่วน

‘วิถีใหม่’สำคัญไม่แพ้โควิด ‘สูญเสียบนถนน’ลดได้‘ชุมชน’มีส่วน

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเรื่อง “ตลกร้ายขำไม่ออก”กับคำกล่าวที่ว่า “เมื่อโควิดมาอุบัติเหตุทางถนนก็ซาไป..แต่เมื่อโควิดคลี่คลายคนไทยก็เจ็บ-ตายบนถนนกันเป็นเบือเหมือนเดิม” โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19ระลอกแรก ในขณะนั้นด้วยความเป็นโรคอุบัติใหม่ รัฐบาลจึงต้องใช้ “ยาแรง”ด้วยมาตรการ “ล็อกดาวน์ (อย่างเข้มข้น)” ทั่วประเทศ ตัดการเดินทาง ปิดกิจการต่างๆ เพื่อทำให้ประชาชนเคลื่อนย้ายเดินทางน้อยที่สุด ไปจนถึงการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดช่วงครึ่งหลังของเดือนเม.ย. 2563 เพื่อตัดการรวมกลุ่มสังสรรค์

มาตรการทั้งหมดถูกใช้เพื่อควบคุมไม่ให้โรคระบาดกระจายเป็นวงกว้าง แต่ผลพลอยได้คือเมื่อคนเดินทางน้อยลง รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนนก็เบาบางลงด้วย เห็นได้จากข้อมูลของ “ThaiRAP” หรือ Thailand Road Assessment Programme ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กับองค์กร International Road Assessment Programme (iRAP) ที่มีภารกิจวิเคราะห์และประเมินผลความปลอดภัยของถนนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในช่วงต้นเดือนมิ.ย. 2563 ThaiRAP ได้เผยแพร่ผลวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนของไทย ช่วงระหว่างรัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์ ลดกิจกรรมรวมกลุ่มและการเดินทางเพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 กับช่วงที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยระบุว่า

“..ตั้งแต่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้นับเป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว สถานการณ์อุบัติเหตุบนถนนไทยที่ช่วงแรกดูเหมือนจะลดลงมาก แต่เมื่อมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ สถิติอุบัติเหตุก็เริ่มกลับมาสูงขึ้นเรื่อยๆ อาทิ จำนวนผู้เสียชีวิต 840 คนในเดือนเม.ย. 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 1,005 คน ในเดือนพ.ค. 2563 (เพิ่มขึ้น19.6%) ในขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ 52,141 คน ในเดือนเม.ย. 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 67,063 คนในเดือนพ.ค. 2563 (เพิ่มขึ้น 28.6%)

นอกจากนี้ หากดูข้อมูลรายสัปดาห์ ก็จะพบชัดเจนว่าแนวโน้มความปลอดภัยทางถนนเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ และกำลังกลับคืนเข้าสู่ภาวะก่อนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. ที่ผ่านมา เรากำลังกลับสู่ Old Normal? 1 เดือนหลังล็อกดาวน์ จำนวนผู้เสียชีวิต -41% จำนวนผู้บาดเจ็บ-40% จาก Baseline, 2 เดือนหลังล็อกดาวน์ จำนวนผู้เสียชีวิต -35% จำนวนผู้บาดเจ็บ -30% จากBaseline ข้อมูลเปรียบเทียบกับ Baseline โดยใช้ค่ามัธยฐานของข้อมูลช่วง 1 เดือน ก่อน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (25 ก.พ. 2563-25 มี.ค. 2563)..”

เปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในช่วงล็อกดาวน์และคลายล็อกในปี 2563

เมื่อช่วงต้นเดือนก.ย. 2564 ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ“ร่วมสร้างตำบลขับขี่ปลอดภัย ไปกับหมออนามัยในสถานการณ์โควิด-19”โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายหมออนามัยวิชาการ ซึ่ง รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงสสส. กล่าวว่า จากข้อมูลบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พบมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน อยู่ประมาณ 20-60 รายต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นรายต่อปี

ซึ่งหากไม่ลดจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ เพราะต้องดูแลค่าใช้จ่ายผู้เสียชีวิตค่ารักษาพยาบาล ครอบครัวผู้สูญเสียเสาหลัก ล้วนเป็นปัญหาสุขภาวะ ดังนั้นต้องหาวิธีป้องกันให้ได้ โดยในช่วงกลางปี 2563 ที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 และใช้มาตรการล็อกดาวน์ รวมถึงมาตรการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้ด้วย ในขณะที่ปลายปี 2563 เช่นกัน มีการยกเลิกการตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ ก็ทำให้การเกิดอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การลดอุบัติเหตุทางท้องถนนมีแนวโน้มลดลง โดยปี 2563 มีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 17,831 ราย หรือลดลงร้อยละ 10 จากปี 2562 ส่วนปี 2564 ข้อมูลถึงเดือนส.ค. เสียชีวิต 8,862 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 49 รายต่อวัน จากเดิมเฉลี่ยวันละ 60 ราย ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่ง จากบทเรียนข้างต้นทำให้เห็นว่า มาตรการที่ใช้ลดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สามารถนำมาพิจารณาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนนได้เช่นกัน อาทิ การลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเพิ่มการตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ

“การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการทั้งประเทศไม่ใช่ทำแค่ส่วนกลาง เพราะข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขปี 2562 สรุปมี 283 อำเภอเสี่ยง หรือร้อยละ 32 ของอำเภอทั่งประเทศ มีการคำนวณคร่าวๆ ว่าหากดูแลได้ดี จะสามารถลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ถึงร้อยละ 65 โดยอำเภอที่มีความเสี่ยงเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นอำเภอเมือง เพราะที่มีพื้นที่กว้าง จึงทำให้ความเสี่ยงหลากหลายทั้งคน รถ ถนน การดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุอาจทำได้ยาก” ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยง สสส. กล่าว

ขณะที่ บุญเรือง ขาวนวล รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ (วิทยาเขตพัทลุง) ซึ่งมีอีกบทบาทหนึ่งคือ “นายกสมาคมเครือข่ายหมออนามัยวิชาการ” กล่าวว่า หน้าที่ของเครือข่ายฯ คือการให้โจทย์และความรู้ทางวิชาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทำงาน สร้างโอกาส ซึ่งจากนี้การจัดการเรื่องสุขภาพจะอยู่ที่ชุมชน

โดยหากพูดถึงหมออนามัยในชุมชนก็จะเป็นที่รู้จัก เป็นบุคคลที่ชาวบ้านในชุมชนให้ความสำคัญ “หน้าที่ของเครือข่ายหมออนามัย คือการเป็นกระบอกเสียงให้ความรู้” สร้างการตื่นรู้ให้กับคนในชุมชนได้ตระหนักถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในชุมชน รวมทั้งการดูแลและป้องกันปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ และการป้องกันโรค ดังนั้นบทบาทของหมออนามัยถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานตำบลขับขี่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

“จะทำอย่างไรให้พลเมืองตื่นรู้มาทำให้ชุมชนของตัวเองน่าอยู่ ปลอดภัย และมีความสุขกันทุกฝ่าย แม้จะมีอุปสรรคการทำงานบ้างแต่ประเมินแล้วคนให้คะแนนเกือบเต็ม 100 เพราะคนทำงานไม่มีท้อ แต่มีการปรับการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ โดยเฉพาะตอนนี้มีโควิดระบาดก็ปรับการทำงานให้เชื่อมโยงครอบคลุมป้องกันโรค และการลดอุบัติเหตุทางถนนควบคู่กันไป”บุญเรือง กล่าว

จากภาคใต้ขึ้นมายังภาคกลาง ธนาธิป บุญญาคม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ตำบลสระพัฒนา จ.นครปฐมกล่าวถึง “จุดเด่น” ของหมออนามัย ว่า “หมออนามัยมีความใกล้ชิดและรู้จักพื้นที่ชุมชนของตนเอง” ทำให้สามารถขับเคลื่อนงานนโยบายกระทรวง ระดับประเทศ จังหวัด และระดับพื้นที่ ในเรื่องการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงงานลดอุบัติเหตุทางท้องถนน

อีกทั้งยังขยายต่อการทำงานให้กับหมออนามัยรุ่นสู่รุ่น เรียกว่ายุทธศาสตร์ความดีต่อความดี เลือกจุดเสี่ยงแก้ปัญหาพื้นที่ และแก้ไขพฤติกรรมของคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน จึงเข้าไปทำงานให้ความรู้ในโรงเรียน จากเดิมทำงานแบบจิตอาสาก็มีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น รับลูกไปดำเนินการต่อทำให้งานป้องกันอุบัติเหตุเติบโต มีเจ้าภาพในชุมชน นับเป็นการฟอร์มทีมการทำงานเพื่อรองรับกับการสู้กับภัยสุขภาพต่างๆ ได้

ด้านภาคตะวันออก ดวงสมร ดวงใจ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน สำนักงานสาธารณสุข อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เปิดเผยว่า อ.อรัญประเทศ เป็น 1 ใน 3 อำเภอที่มีอุบัติเหตุและเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดใน จ.สระแก้ว จึงได้เข้าร่วมโครงการตำบลขับขี่ปลอดภัย ทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองน้ำใส โดยเริ่มวิเคราะห์จุดเสี่ยงในพื้นที่ วิเคราะห์ปัญหาชุมชน และดูความพร้อมเดิมที่มีอยู่ ก่อนวางแผนแก้ปัญหา

“เริ่มจากจุดเสี่ยงในพื้นที่ที่แก้ไขได้ง่ายก่อน แล้วดำเนินการแก้ไขโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก เช่น แขวงการทาง ดูแลเรื่องถนนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การนำยางรถยนต์เก่ามาทำแบริเออร์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หลังจากทำได้ 1 สัปดาห์ ช่วยชีวิตคนได้ 4 คน ขณะนี้มีการขยายการทำงานไปยังพื้นที่อื่นๆ มากขึ้น” ดวงสมร ระบุ

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน) อภิชาต เมืองไชยเจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญการรพ.สต.สาธารณสุข อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย กล่าวว่า ยังคงมีประชาชนที่ติดโควิดและทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาทุกวัน จึงต้องทำทั้งเรื่องการดูแลผู้ติดเชื้อ ควบคุมป้องกันโรค การขับขี่ปลอดภัย ควบคู่กันไป โดยทางฝ่ายปกครองรัตนวาปีเลือกพื้นที่นี้ และประกาศเป็นพื้นที่ขับขี่ปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนตระหนัก

“มีการอบรมนักเรียน ผลักดันขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่น ได้มีการจัดทำ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ต่างตำบล โดยดำเนินการแล้วใน 2 ตำบล รอสถานการณ์โควิด-19คลี่คลายจะขยายไปยังตำบลอื่นๆ มากขึ้น” อภิชาต กล่าว

2มหาวิทยาลัย‘มหิดล-นเรศวร’ จับมือ‘NECTEC’สร้าง‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602056

2มหาวิทยาลัย‘มหิดล-นเรศวร’  จับมือ‘NECTEC’สร้าง‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’

2มหาวิทยาลัย‘มหิดล-นเรศวร’ จับมือ‘NECTEC’สร้าง‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ชาวไทยทรงดำ” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของไทยที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่นด้วยเครื่องแต่งกายที่มีสีน้ำเงินเข้มหรือสีดำตามชื่อเรียก แต่แฝงไว้ด้วยความหมายทางวัฒนธรรมที่ลุ่มลึกด้วยอุปนิสัยที่เรียบง่ายไม่โอ้อวดโดยสังเกตได้จากวิธีการติดดอกไม้แซมผมของหญิงชาวไทยทรงดำที่นิยมติดดอกไม้ไว้หลังมวยผม หรือการสวมใส่เสื้อฮี เพื่อเป็นการแสดงคติธรรมที่ให้ความสำคัญต่อความอ่อนน้อมถ่อมตน และความงามที่จิตใจมากกว่าความงามของเครื่องแต่งกาย

ชุมชนไทยทรงดำ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ถือเป็นรกรากที่สำคัญของชาวไทยทรงดำที่พบว่ามีจำนวนประชากรหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย โดยได้มีการนำการเรียนการสอนทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทยทรงดำมาใช้ในหลักสูตรของโรงเรียนวัดหนองปรง(บุญมานุสรณ์) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำท้องถิ่นตลอดจนได้มีการรวบรวมนำเอาภูมิปัญญาต่างๆ ของชาวไทยทรงดำมาจัดแสดงใน “พิพิธภัณฑ์ปานถนอม” พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทยทรงดำก่อตั้งโดยครูถนอม คงยิ้มละมัย ที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง

โดยได้มีการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จนได้รับรางวัล Museum Thailand Award 2021 จากสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ประเภทพิพิธภัณฑ์ด้านชุมชนและท้องถิ่น รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ และสืบสาน และด้านความสัมพันธ์กับชุมชน เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้พิพิธภัณฑ์ปานถนอม สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศนี้มาได้ก็คือความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มเด็กเยาวชนและชาวไทยทรงดำที่อยู่ในชุมชนหนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

โดยมี สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และกองส่งเสริมศิลปวัฒนกรรมมหาวิทยาลัยนเรศวร ให้การสนับสนุนด้านการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำให้เกิดการต่อยอดทางภูมิปัญญาที่ยั่งยืน จากการทำหน้าที่เสมือนเป็น “พี่เลี้ยง” ที่คอยส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนซึ่งเป็นลูกหลานไทยทรงดำในชุมชน ให้ได้เป็นกำลังสำคัญในการสืบสานองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาภาษาวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

ผศ.ดร.สุมิตรา สุรรัตน์เดชา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการต่อเติมชีวิตให้กับพิพิธภัณฑ์ปานถนอมสู่โลกดิจิทัล ไปพร้อมๆ กับการสร้างเยาวชนไทยทรงดำในชุมชน ให้สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ดูแลและสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนได้ด้วยตัวเอง โดย ผศ.ดร.สุมิตรา เป็นผู้นำเอา“นวนุรักษ์แพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นคลังข้อมูลวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ได้รับการสนับสนุนจากNECTEC มาต่อยอดพิพิธภัณฑ์ปานถนอมให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ดิจิทัล” หรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

แหล่งเรียนรู้นี้มีเยาวชนไทยทรงดำในชุมชนเป็น“แอดมิน (Admin)” หรือผู้ดูแลและบริหารจัดการด้วยตนเอง โดยได้มีการจัดทำ QR Code ติดกำกับไว้ตามจุดต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ปานถนอม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ถึง 360 องศา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือสแกน นอกจากนี้ ยังได้มีการฝึกทักษะผู้ประกอบการให้กับเยาวชนไทยทรงดำในชุมชนที่เข้ารับการอบรม เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนอกจากเพื่อการอนุรักษ์แล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

สิ่งที่ผู้เข้าชมไม่ควรพลาด ได้แก่ การสาธิตการปักลายผ้าไทยทรงดำ และการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหมแบบไทยทรงดำ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความงามทางวัฒนธรรมจากการทอผ้าอันเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยทรงดำแล้ว ยังได้มีการนำ “รังไหม” ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการทอผ้าดังกล่าว มาทำเป็น “สบู่รังไหม” ที่มีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณ เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ.2556-2566 โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือ การขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดความมั่นคงของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นประชากรที่มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าประชาชนชาวไทยทุกประการ โดยฝากความหวังไว้ที่เยาวชนคนรุ่นหลังเพื่อสืบสานมรดกภาษาวัฒนธรรมและประเพณีแห่งชนชาติให้คงอยู่สืบไป

พิพิธภัณฑ์ปานถนอม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถติดตามได้ทางแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ของ NECTEC : http://www.navanurak.in.th/paikalau/site/theme/index.php หรือ Facebook ของพิพิธภัณฑ์ปานถนอม นอกจากจะทำให้คนไทยได้รู้จักวัฒนธรรมของชาวชุมชนไทยทรงดำกันมากขึ้นแล้ว ยังเป็นช่องทางที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้โดยตรงจากปราชญ์ของชุมชนไทยทรงดำอีกด้วย

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602017

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘ทมยันตี’ 16 ก.ย. สวดอภิธรรม 7 วัน ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.41 น.

สวธ.แจ้งการบำเพ็ญกุศลศพ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555

วันที่ 14 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (อธิบดี สวธ.) เปิดเผยว่า ทายาทได้แจ้งให้ทราบถึงกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือ “ทมยันตี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555 ที่ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 เวลาประมาณ 10.00น. ณ ล้านนาเทวาลัย ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สิริรวมอายุ 85 ปี โดยมีกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ดังนี้ 

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2564 เวลาประมาณ 16.00 น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 16 – 22 กันยายน 2564 เวลา 18.00 น. ณ ศาลา 10 (ท่านผู้หญิงตุ่น โกศัลวิตร) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564 เวลา 17.00 น. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

อธิบดี สวธ. เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จะดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ -007

ด่วน! ‘ประเสริฐ’ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602010

ด่วน! 'ประเสริฐ'ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ

ด่วน! ‘ประเสริฐ’ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.00 น.

ด่วน! ประเสริฐ ทิ้งเก้าอี้ รองเลขาฯสกสค. อ้างปัญหาสุขภาพ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายประเสริฐ บุญเรือง รองเลขาธิการ สกสค. ได้มาแจ้งขอลาออกจากตำแหน่ง และทราบว่านายประเสริฐ ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา แต่ตนยังไม่เห็นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ จากการพูดคุยส่วนตัวกับนายประเสริฐ ได้ให้เหตุผลว่า มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ เพราะนายประเสริฐ เองก็ทำงานหนักมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตนก็ยอมรับและเคารพการตัดสินใจของนายประเสริฐ

“เหตุผลการลาออก ของนายประเสริฐมาจากปัญหาสุขภาพ ซึ่งผมเองเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจ ส่วนการลาออกจะกระทบกับงานที่นายประเสริฐดูแลอยู่หรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่กระทบ อย่างงานนิติกร ด้านกฎหมายผมก็ลงไปช่วยดูแลด้วยตัวเองอยู่แล้ว” นายธนพรกล่าว

นายธนพร กล่าวต่อว่า ส่วนการลาออกของรองเลขาธิการสกสค. จะมีผลกระทบต่อการประเมินผลงานเลขาธิการ สกสค. หรือไม่นั้น ตนคิดว่าไม่กระทบ เพราะเป็นการประเมินงานเลขาธิการสกสค. และส่วนตัวก็คิดว่าที่ผ่านมาทำงานเต็มที่ไม่มีปัญหาแน่นอน.-001

‘เนาวรัตน์’เขียนกลอนอาลัย’ทมยันตี’ พันธุ์ พรรคอักษรารู้ รื่นซึ้งฤทัยเสมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601958

'เนาวรัตน์'เขียนกลอนอาลัย'ทมยันตี' พันธุ์ พรรคอักษรารู้  รื่นซึ้งฤทัยเสมอ

‘เนาวรัตน์’เขียนกลอนอาลัย’ทมยันตี’ พันธุ์ พรรคอักษรารู้ รื่นซึ้งฤทัยเสมอ

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.15 น.

14 กันยายน 2564 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา เขียนกลอนถึง คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์  “ทมยันตี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์  พุทธศักราช 2555 ที่ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา
 
๏รฦกรื่นฤทัย๏
รื่น ฤทัยร่วมหยาดรุ้ง  ฤทัยริน
ฤทัย สถิตลิขิตศิล-  ปศาสตร์สู้
สัจจ ธรรมด่ำดื่มกวิน  วรรณศักดิ์
พันธุ์ พรรคอักษรารู้  รื่นซึ้งฤทัยเสมอ ๚ะ๛
-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์-

ราชภัฏสวนสุนันทา เพิ่มมูลค่าดอกทองกวาว วิจัยสารสกัด ผลิตเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601819

ราชภัฏสวนสุนันทา เพิ่มมูลค่าดอกทองกวาว วิจัยสารสกัด ผลิตเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว

ราชภัฏสวนสุนันทา เพิ่มมูลค่าดอกทองกวาว วิจัยสารสกัด ผลิตเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พ.ท.ป.นรินทร์ กากะทุม อาจารย์ประจำสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่าดอกทองกวาว หรือดอกจานในภาษาอีสาน เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดอุดรธานี ซึ่งในแต่ละปีดอกทองกวาวจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน แต่เมื่อเวลาผ่านไปดอกทองกวาวก็จะร่วงหล่นลงตามพื้นอย่างน่าเสียดาย จากผลการวิจัย โดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ดอกไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อ เบซิลเลีย มีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงผิว และต้านสารอนุมูลอิสระ มหาวิทยาลัยจึงได้ผลิตออกมาเป็นเครื่องสำอาง โดยสินค้าตัวแรกคือ Sleeping Maskดอกทองกวาว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของใบหน้าสามารถใช้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะไม่ระคายเคืองผิว ขณะเดียวได้ส่งผลงานดังกล่าวประกวดงานการประกวดนวัตกรรมที่สหพันธรัฐรัสเซีย ผ่านสมาคมนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทย ซึ่งก็ได้รับความสนใจและประสบผลสำเร็จจากการประกวดในครั้งนี้ จนได้รางวัลเหรียญเงินมา ซึ่งสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์การรับรองคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ตรงตามหลักเกณฑ์การประกวดจากต่างประเทศมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากจะมี Sleeping Mask แล้วยังได้เตรียมต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทองกวาว มหาวิทยาลัยจะรับช่วงต่อในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับการส่งเสริมการขาย และมีการต่อยอดไปยังภาคเอกชนเพื่อสั่งผลิตในรูปแบบ OEM ทำเป็นซีรี่ส์เครื่องสำอางออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โทนเนอร์ เซรั่ม ต่อไปในอนาคต

ก้าวสู่ปีที่ 3 ‘คุณหญิงกัลยา’ เร่งขับเคลื่อน 7 นโยบายสำคัญ รองฯ ‘ดร.วิษณุ’ ชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าคืบหน้าเป็นรูปธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601823

ก้าวสู่ปีที่ 3 ‘คุณหญิงกัลยา’ เร่งขับเคลื่อน 7 นโยบายสำคัญ  รองฯ ‘ดร.วิษณุ’ ชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าคืบหน้าเป็นรูปธรรม

ก้าวสู่ปีที่ 3 ‘คุณหญิงกัลยา’ เร่งขับเคลื่อน 7 นโยบายสำคัญ รองฯ ‘ดร.วิษณุ’ ชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าคืบหน้าเป็นรูปธรรม

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวใน งานแถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 3 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า ได้ติดตามการทำงานของ ดร.คุณหญิงกัลยามาโดยตลอด ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตรด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ  หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียนอาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ยังมีนโยบายและโครงการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย,โครงการวิทยาศาสตร์พลัง10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ, รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพแม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19และเชื่อมั่นว่าการ “ก้าวสู่ปีที่ 3 ของคุณหญิงกัลยา”ภายใต้แนวทาง “เติม ต่อยอด ยั่งยืน” จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนเองในปีที่ 3 นับจากนี้ จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญ (Quick Win 7+) ต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.โครงการ CodingFor All  คนไทยต้องได้เรียน Coding กระทรวงศึกษาธิการจะสร้าง Coding Community ขยายผล ขับเคลื่อน ทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย 2.โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน 3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ 4.โครงการสร้างมิติใหม่
การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM  วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลด ความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง 5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริง จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตได้ 6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน

‘เอนก’ โชว์ 12 ผลงานเด่นปี’64 ทั้งระยะสั้นและยาว ทางด้านวิชาการ และการแก้ปัญหาด้านโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601817

‘เอนก’ โชว์ 12 ผลงานเด่นปี’64 ทั้งระยะสั้นและยาว  ทางด้านวิชาการ และการแก้ปัญหาด้านโควิด-19

‘เอนก’ โชว์ 12 ผลงานเด่นปี’64 ทั้งระยะสั้นและยาว ทางด้านวิชาการ และการแก้ปัญหาด้านโควิด-19

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “12 เดือน 12 ดี” ผลงานของ อว.ในรอบปีงบประมาณ 2564 ว่า ผลงานเด่นมีทั้งหมด12 เรื่อง มีทั้งการสร้างผลประโยชน์ในระยะสั้น หรือเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน และสร้างผลประโยชน์ระยะกลางและระยะยาวให้กับประเทศ โดยโครงการในระยะสั้นที่ดำเนินการ อาทิ โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศหรือ U2T ที่แก้ปัญหาการว่างงานจากวิกฤติโควิด-19 เป็นการจ้างงานของรัฐบาลที่ทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้คน 6 หมื่นคนที่เป็นลูกหลานชาวบ้านได้มีงานทำกระจายไป 3 พันตำบลทั่วประเทศ และเป็นครั้งแรกที่เอามหาวิทยาลัยกว่า 76 แห่ง ลงสู่ตำบลเพื่อทำงานร่วมกับชุมชน ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนหลายร้อยล้านบาท

เรื่องต่อมาคือด้านการแพร่ระบาดของโควิด-19 อว.ได้เปิด โรงพยาบาลสนาม 60 กว่าแห่งทั่วประเทศโดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัย รับคนไข้มาแล้ว 6-7 หมื่นคนการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 14 จุดและต่างจังหวัด 76 จุด ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 7 แสนโดส โครงการ อว.พารอด เป็นโครงการที่ดึงจิตอาสาและอาสาสมัครมาช่วยผู้ป่วยโควิดที่กักตัวอยู่บ้านหรือในชุมชน โดยการโทรศัพท์ไปให้กำลังใจและคำปรึกษาพร้อมส่งกล่องยาสมุนไพรและอุปกรณ์จำเป็นไป

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ BCG โมเดลเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลที่ ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของประเทศในระยะกลางและระยะยาวเพื่อนำไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม 4.0 และนำประเทศไทยไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจแบบทำน้อยได้มาก โครงการธัชชาหรือวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย

“ที่สำคัญยังมีผลงานเรื่องการวิจัยความยากจนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า โดยการทำวิจัยใน10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยจนได้ตัวเลขคนจนจริงๆ มากว่า 4 แสนคน เพื่อจัดทำเป็นบิ๊กดาต้านำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนที่ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมมีการติดตามประเมินผลจนกว่าจะหายจน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยไม่ต้องส่งงานวิจัยหรือตำราก็ได้ ใช้คุณสมบัติ อาทิ ทำงานรับใช้สังคมและท้องถิ่น ทำงานสร้างสรรค์หรือด้านศิลปะมีการสอนที่เป็นเลิศ เป็นต้น การลดค่าเทอมเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาและผู้ปกครองในช่วงโควิด ถือเป็นการแบ่งเบาภาระที่เป็นรูปธรรมอีกผลงานหนึ่ง การยกเลิกการกำหนดระยะเวลาสำเร็จการศึกษา เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ เป็นอีกเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนไปด้วยพร้อมกับทำงานไปด้วย โครงการ TSC สำรวจอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของไทยเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และสุดท้ายคือการเปิดหลักสูตร WINS ที่เป็นการนำผู้บริหารระดับสูงของ อว.มาอบรมและทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความรักสามัคคี พร้อมช่วยสร้างและพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศ”

ม.มหาสารคาม รับมอบข้าวสารช่วยโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601816

ม.มหาสารคาม รับมอบข้าวสารช่วยโควิด

ม.มหาสารคาม รับมอบข้าวสารช่วยโควิด

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รับมอบ ข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ 1 ตัน จากนายสุชาติ จันทร์แสงวัฒนาคณะกรรมการคณะทำงานภาคประชาชน  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยจะนำไปเติมตู้ปันสุขหอพักนิสิต ในเขตพื้นที่ขามเรียง (ม.ใหม่) และ เขตพื้นที่ในเมือง(ม.เก่า) เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤตโควิด-19 แก่นิสิตได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

สพม.ตาก เยี่ยมและให้กำลังใจโรงเรียนน้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601815

สพม.ตาก เยี่ยมและให้กำลังใจโรงเรียนน้ำท่วม

สพม.ตาก เยี่ยมและให้กำลังใจโรงเรียนน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.อวยชัย ศรีตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก นำทีม ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนโรงเรียนผดุงปัญญา อ.เมือง จ.ตาก หลังจากประสบเหตุน้ำท่วม

เหตุเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง และการระบายน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงในบริเวณหน้าโรงเรียน สนามฟุตบอล อาคารเรียน สำนักงานหอพักนอนนักเรียน และบ้านพักครู ในการนี้ ผอ.สพม.ตาก ได้ให้กำลังใจ ดูสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางในการช่วยเหลือในลำดับต่อไป