‘ตรีนุช’คลอด 6 กฎเหล็ก แนวปฏิบัติ‘ตรวจราชการ’ เน้นเรียบง่าย-งดป้ายต้อนรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601822

‘ตรีนุช’คลอด 6 กฎเหล็ก แนวปฏิบัติ‘ตรวจราชการ’ เน้นเรียบง่าย-งดป้ายต้อนรับ

‘ตรีนุช’คลอด 6 กฎเหล็ก แนวปฏิบัติ‘ตรวจราชการ’ เน้นเรียบง่าย-งดป้ายต้อนรับ

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.50 น.

‘ตรีนุช’คลอด 6 กฎเหล็ก แนวปฏิบัติ‘ตรวจราชการ’ เน้นเรียบง่าย-งดป้ายต้อนรับ

13 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 และเพื่อเป็นการลดภาระสถานศึกษาและหน่วยงาน ซึ่งมีภาระงานมาก เมื่อเร็วๆนี้ ตนจึงได้ลงนามในบันทึกข้อความแจ้งแนวปฏิบัติในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และการติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และหน่วยงานในกำกับ ศธ.โดยขอให้ส่วนราชการดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของผู้บริหารระดับสูง ดังนี้

1.ดำเนินการตรวจเยี่ยมโดยให้มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนน้อยที่สุด

2.การลงพื้นที่ต้องไม่เป็นภาระของหน่วยงานในการต้อนรับ

3.การต้อนรับให้ดำเนินการโดยประหยัดเท่าที่จำเป็น และเรียบง่าย

4.งดแผ่นป้ายในการต้อนรับ

5. การรายงานข้อมูล/ การนำเสนอข้อมูลให้กระชับและตรงประเด็น

6.ไม่ควรจัดให้มีของฝากหรือของที่ระลึก หากมีควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสถานศึกษา อันแสดงถึงความภาคภูมิใจในการเสนอผลงานของนักเรียน นักศึกษา หรือ ผู้เรียน

“ที่ผ่านมาได้มีผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ รมว.ศธ. , รมช.ศธ. ตลอดจนผู้บริหารระดับต่าง ๆ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นระยะ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ แต่เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความไม่สะดวกในการเดินทาง และสถานศึกษา ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีภาระงานมากอยู่แล้ว ดิฉันจึงเห็นควรให้แนวปฏิบัติในการตรวจเยี่ยมนี้ เป็นการลดภาระสถานศึกษาและหน่วยงาน จึงขอให้ส่วนราชการที่จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของผู้บริหารระดับสูงอย่างเคร่งครัด” รมว.ศธ. กล่าว

‘คุรุสภา’ชู 4 นโยบายบริหารงานปี 65 เน้นพัฒนาคน –ทำงานออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601803

'คุรุสภา'ชู 4 นโยบายบริหารงานปี 65 เน้นพัฒนาคน –ทำงานออนไลน์

‘คุรุสภา’ชู 4 นโยบายบริหารงานปี 65 เน้นพัฒนาคน –ทำงานออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.16 น.

“คุรุสภา” เร่งผลัก 4นโยบายการบริหารงาน ปีงบฯ 65 เน้นพัฒนาคน ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ทำงานออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานเป็นหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้เรายังพบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็น New Normal หรือต้องทำให้เป็น Now Normal ให้ได้ ดังนั้นทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีแนวนโยบายการบริหารงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่ยังคงเน้นนโยบายสำคัญการดำเนินงาน 4 นโยบายคือ นโยบายที่ 1 เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้พร้อมกับการดําเนินงานภายใต้สถานการณ์    โควิด-19 และรองรับสภาวะวิกฤติฉุกเฉินอื่น ๆ ในอนาคต โดยทำงานภายใต้นโยบาย ‘คุรุสภา ONE’ หรือ One Network for Everyone      ที่บุคลากรของคุรุสภาสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างที่ผ่านมาคุรุสภาได้ปรับลดเวลาและวันทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มอบหมายให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัยตามความเหมาะสมหรือ Work From Home ซึ่งผลการทำงานถือว่าดี

ดร.ดิศกุล  กล่าวต่อว่า ส่วนการทำงานต่อไปจะยังคงเป็นการทำงานออนไลน์ร่วมกันผ่านระบบ KSP e-Service และระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ (MIS) ที่จะทำให้การทำงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยระบบเครือข่ายอินทราเน็ตของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (VPN) พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานมากขึ้น ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ   คุรุสภาในการปฏิบัติงานทุกชนิด  อีกทั้งจะลดการประชุม onsite มุ่งเน้นการประชุม online มากขึ้น เนื่องจากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะทำงานในรูปของคณะทำงาน ซึ่งมีจำนวนมาก ถ้าประชุม online ก็จะทำให้สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งเป็นการปรับตัวแบบองค์กรสมัยใหม่ และขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เตรียมความพร้อมห้องประชุมต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว สามารถประชุม online ได้ตลอดเวลา

ดร.ดิศกุล  กล่าวต่อไปว่า  ส่วนนโยบายที่ 2 เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ IoT (Internet of Things) ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มุ่งเน้นการบริหารและการบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล  โดยจะจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อรองรับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูผ่านระบบออนไลน์ (Online) การประชุมทางไกล การรักษาความปลอดภัย และการให้บริการด้วยระบบดิจิทัล การจัดทำระเบียบปฏิบัติและคู่มือการบริหารและการดําเนินงานนอกที่ตั้งผ่านระบบดิจิทัลของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ตลอดจนการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับยุคใหม่ เน้น Content online แบบมีปฏิสัมพันธ์ และจัดทำหลักสูตร Training Course ในรูปแบบ Digital และพัฒนา Content online รวมทั้งคู่มือปฏิบัติงานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  ส่วนนโยบายที่ 3 เรื่องการสร้างความร่วมมือระดับองค์กรและบุคคล เพื่อการใช้และสนับสนุนทรัพยากรร่วมกัน  อย่างขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เร่งจัดทำแพลตฟอร์ม ระบบบริหารจัดการองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งเป้าหมายครู บุคลากรทางการศึกษาใช้พัฒนาตนเอง และต่อยอดได้ คาดว่าเร็ว ๆ นี้ ทุกคนสามารถเข้ามาค้นหาความรู้ได้  อีกทั้งจะสร้างเครือข่ายการสืบสวนและสอบสวนด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ แสวงหาพันธมิตรความร่วมมือด้านการพัฒนาวิชาชีพ การบูรณาการความร่วมมือด้านการยกย่องเชิดชูเกียรติกับหน่วยงานต้นสังกัด แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการพัฒนาองค์กรกับหน่วยงานตามพระราชบัญญัติเฉพาะ และสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

“และนโยบายที่ 4 เรื่องการเร่งดำเนินการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่ระบุถึงความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาเอกและระดับคุณภาพ ตามมาตรฐานวิชาชีพรายบุคคลโดยการเพิ่มกิจกรรม  การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สภาครูฯ และกฎหมายลำดับรองการพัฒนารูปแบบการพิจารณาคดีทางจรรยาบรรณวิชาชีพให้สะดวกรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ การปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับให้บริการผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดความสะดวก รวดเร็วและเร่งรัดการพิจารณาคดีทางจรรยาบรรณวิชาชีพที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้เร็วขึ้น  อย่างไรก็ตามการทำงานจะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานเป็นหลัก เพื่อเพิ่มประประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ  เชื่อว่าแม้โควิดจะยังไม่หายไปเราก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และดีด้วย “ ดร.ดิศกุล  กล่าว.-001

‘ทมยันตี’คุณหญิงวิมล เจียมเจริญ นักเขียนชื่อดังเสียชีวิตในวัย 85 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601765

'ทมยันตี'คุณหญิงวิมล เจียมเจริญ  นักเขียนชื่อดังเสียชีวิตในวัย 85 ปี

‘ทมยันตี’คุณหญิงวิมล เจียมเจริญ นักเขียนชื่อดังเสียชีวิตในวัย 85 ปี

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.07 น.

วันที่ 13 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ นามปากกา “ทมยันตี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555 ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 เวลาประมาณ 10.00 น. ถึงแก่กรรมในท่านั่งสมาธิ ณ ล้านนาเทวาลัย ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สิริรวมอายุ 85 ปี ในส่วนกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ การสวดพระอภิธรรมศพ อยู่ระหว่างทายาทกำหนดวัน เวลา สถานที่จัดงานในกรุงเทพมหานคร และทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จะดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ (รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป)

อธิบดีสวธ.เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1500,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือ “ทมยันตี” ได้สร้างสรรค์ผลงานซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักกันเฉพาะในหมู่นักอ่านคนไทยเท่านั้น มีนวนิยายหลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น คู่กรรม แปลเป็นภาษาญี่ปุ่น พิศวาส แปลเป็นภาษาอังกฤษ และบทประพันธ์จำนวนมากถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ละครเวที และภาพยนตร์ นวนิยายของทมยันตีมีพลังทางวรรณศิลป์อย่างสูง สามารถโน้มน้าว อารมณ์ผู้อ่านให้เพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องตัวละครมีชีวิตชีวา ปลูกฝังความคิดเรื่องความกตัญญู ความเคารพกฎระเบียบ ความเสียสละ ความรักชาติรักแผ่นดิน ความยึดมั่นในความดี ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การมุ่งสร้างบุญละบาป ความเป็นผู้หญิงที่แกร่ง อดทน ความเชื่อและเคารพตนเองฯลฯ ความคิดเหล่านี้ประสานอยู่ในเรื่องราวที่สร้างสรรค์ด้วยภาษาที่กินใจและรสวรรณศิลป์ที่ตรึงอารมณ์อย่างหาใครเปรียบได้ยาก นวนิยายของทมยันตี จึงไม่เพียงให้ความบันเทิงใจแต่กระตุ้นสำนึกและจิตวิญญาณด้วย ท่านจึงได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555

-007

เผย’ในหลวง’รับ’ส.ต.ต.’ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601754

เผย'ในหลวง'รับ'ส.ต.ต.'ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม  ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

เผย’ในหลวง’รับ’ส.ต.ต.’ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.05 น.

“ในหลวง” รับส.ต.ต.ธนาวุฒิเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมกลุ่มทะลุแก๊ส ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว พร้อมขอประณามกลุ่มผู้ชุมนุมที่สร้างความรุนแรง และประณามคนสนับสนุน ปลุกระดม “เต้น- บก.ลายจุด- เจี๊ยบ” ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

วันที่ 13 กันยายน 2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่ ส.ต.ต.ธนาวุฒิ จิรคเชนทร ผบ.หมู่กองร้อยที่ 1 กก.คฝ.2 บก.อคฝ. ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จากการชุมนุมบริเวณแยกดินแดง และแพทย์ทำการวินิจฉัยว่ามีเลือดออกในสมอง กระดูกเบ้าตาด้านขวาแตก มีแผลฉีกขาดบริเวณใบหน้าและตาขวา โดยตำรวจคนดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณทรงรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว

นายเสกสกล ยังขอประณามการกระทำของม็อบกลุ่มทะลุแก๊สที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ได้ออกมาชุมนุมตามข้อเรียกร้อง แต่ตั้งใจอยากออกมาชุมนุมเพื่อที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และตั้งใจที่จะมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น เพราะการชุมนุมมีการขว้างปาสิ่งของ ยิงหนังสติ๊ก ลูกแก้ว พลุไฟ ปาระเบิดแบบไปป์บอมบ์ และระเบิดประทัดยักษ์ ที่มีความรุนแรงมากขึ้น
นายเสกสกล ยังขอเรียกร้องให้คนที่อยู่เบื้องหลังหรือสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งม็อบ 3 นิ้วและม็อบทะลุแก๊ส

โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล และส.ส.พรรคก้าวไกล บางคนออกมารับผิดชอบกับการกระทำของม็อบกลุ่มนี้ เพราะที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ม็อบออกมาชุมนุม มีการปลุกระดม และยังให้ท้ายด้วยการตามประกันตัวให้

“พร้อมกันนี้ก็ขอประณามทั้งนายณัฐวุฒิ นายสมบัติ นางอมรัตน์ ที่ออกมาสนับสนุน และปลุกระดมม็อบเหล่านี้ ซึ่งหากกล้าที่จะออกมาสนับสนุนแล้ว ก็ควรที่จะกล้าออกมายอมรับและรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย รวมถึงต้องกล้ายอมรับด้วยว่าม็อบไม่ได้ชุมนุมตามกฎหมาย ตั้งใจออกมาทำร้ายร่างกายคนอื่นเท่านั้น   อย่ามาหลอกเด็กให้ออกไปชุมนุมสร้างความเดือดร้อน สร้างความรุนแรง แล้วจะมาตีกินทางการเมือง เพราะหวังว่าการชุมนุมจะเคลื่อนไหวสำเร็จ เพื่อผลประโยชน์ตนเองโดยไม่นึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ช่างเห็นแก่ตัวที่สุด คนดีๆเขาไม่คิดกระทำเช่นนี้ นอกจากคนขั่วช้าสารเลวเท่านั้น ”นายเสกสกล กล่าว  -007

ป.ป.ช.โชว์สัญญาหุ้น ‘ตรีนุช’ โอน ‘กองทุนบัวหลวง’ ดำเนินการ 8 บริษัท 63 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601735

ป.ป.ช.โชว์สัญญาหุ้น ‘ตรีนุช’ โอน ‘กองทุนบัวหลวง’ ดำเนินการ 8 บริษัท 63 ล้าน

ป.ป.ช.โชว์สัญญาหุ้น ‘ตรีนุช’ โอน ‘กองทุนบัวหลวง’ ดำเนินการ 8 บริษัท 63 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 12.37 น.

เผยโฉมสัญญาจัดการหุ้น “ตรีนุช เทียนทอง” นั่งเก้าอี้ “รมว.ศึกษาธิการ” โอนหุ้นให้ “กองทุนบัวหลวง” ดำเนินการแทนตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นฯ 8 บริษัท 63.9 ล้านบาท

วันที่ 13 กันยายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สัญญาการจัดการหุ้นของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ โดยโอนหุ้นที่ถือเกิน 5% ในบริษัทต่าง ๆ ให้นิติบุคคลดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543

น.ส.ตรีนุช ดำเนินการโอนหุ้น 8 แห่งให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ดำเนินการ โดยเสียค่าธรรมเนียจัดการในอัตรา 1.8 แสนบาท/ปี โดยจัดเก็บเป็นรายเดือน ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 

โดยหุ้นในบริษัท 8 แห่ง รวมมูลค่า 63,959,980 บาท ได้แก่  1.บริษัท เค.ที.มาร์ท จำกัด จำนวน 99,800 หุ้น มูลค่า 998,000 บาท (99.8% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) 2.บริษัท โชคทองธุรกิจ จำกัด จำนวน 99,800 หุ้น มูลค่า 998,000 บาท (99.8% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) 3.บริษัท โกลเด้น มาร์ท จำกัด จำนวน 97,998 หุ้น มูลค่า 979,980 บาท (97.99% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) 4.บริษัท กรทวี จำกัด จำนวน 8,990 หุ้น มูลค่า 899,000 บาท (89.9% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) 5.บริษัท กรเจริญ จำกัด จำนวน 9,800 หุ้น มูลค่า 980,000 บาท (98% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) 6.บริษัท คอฟฟี่ คูล จำกัด จำนวน 9,800 หุ้น มูลค่า 980,000 บาท (98% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท) 7.บริษัท สระแก้ว เวลธี กรุ๊ป จำกัด จำนวน 8,000 หุ้น มูลค่า 5 ล้านบาท (20% ของทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท) 8.บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ อาคเนย์ จำกัด จำนวน 10,625,000 หุ้น มูลค่า 53,125,000 บาท (10.62% ของทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ตรีนุช แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีรับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2562 มีทรัพย์สิน 416,016,596 บาท ได้แก่ เงินฝาก 36,163,608 บาท เงินลงทุน 38,587,406 บาท ที่ดิน 298,447,200 บาท (ส่วนใหญ่อยู่ใน สระแก้ว สุพรรณบุรี นนทบุรี) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 31,160,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 11,699,382 บาท เป็นต้น 

ส่วน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข คู่สมรส มีทรัพย์สิน 70,449,104 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 8,474,773 บาทรวมมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 494,981,474 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 2,536,193 บาท -007

‘ไพศาล’การันตี 2 พส.’ ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ซัดพวกกาเหว่าหยุดไอโอได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601688

'ไพศาล'การันตี' 2 พส.'ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ซัดพวกกาเหว่าหยุดไอโอได้แล้ว

‘ไพศาล’การันตี’ 2 พส.’ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ซัดพวกกาเหว่าหยุดไอโอได้แล้ว

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.26 น.

วันที่ 13 กันยายน 2564 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า หยุดไล่พระไปเป็นพวกล้มเจ้าได้แล้ว!!!

1.ขณะนี้มีการจัดกระบวนการไอโอ ถล่ม 2 พระมหาเป็นการใหญ่ โดยมีข้อหาลึกๆ ว่า เป็นพวกกาเหว่าล้มเจ้า ทำให้เกิดความขัดแย้งกระแสใหม่ขึ้นในวงการพุทธศาสนา เพราะ 2 พระมหาก็มีแฟนคลับหลายแสนคน

2.ข้อกล่าวหาเรื่องเป็นอลัชชี หรือล่วงพระวินัยนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ฆราวาสจะไปตัดสิน หรือวินิจฉัยพระ เพราะนั่นคือการล่วงละเมิดพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ ซึ่งต้องตั้งผู้แทนสงฆ์ขึ้นพิจารณาอธิกรณ์โดยเฉพาะ แต่วันนี้ฆราวาส ตั้งตนเป็นผู้ชำระอธิกรณ์เสียเอง โดยมีวาระซ่อนเร้น เพื่อกำจัด 2 พระมหา โดยสำคัญว่า เป็นพวกกาเหว่าล้มเจ้า ทำให้เกิดความขัดแย้งขยายเป็นวงกว้าง

3.ผมไม่ก้าวล่วงไปวินิจฉัยอธิกรณ์ แต่ความจริงหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ 2 พระมหานี้ ไม่ใช่พวกกาเหล่าล้มเจ้าท่านเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมีผู้นิยมชมชอบมาก และคำเทศน์สั่งสอนของท่านโดยทั่วไป ก็เป็นคำสอนให้ประชาชนยึดมั่นในพระศาสนา มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ท่านได้แสดงธรรม แสดงพระคุณอันประเสริฐของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นอันมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ถ่ายทอดทางโทรทัศน์

การเทศน์ที่แสดงทางโทรทัศน์เป็นเรื่องของกิจนิมนต์ที่ผู้จัดรายการได้จัดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีการโฆษณา มีการเอื้อเฟื้อ เพื่อให้รายการนั้นดำรงอยู่ได้ ดังนั้นการแสดงลีลาเพื่อให้มีผู้ชมรายการมากขึ้น จึงถูกยกขึ้นโจมตี 2พระมหานี้ 

และเป็นช่องให้พวกกาเหว่าล้มเจ้า ฉวยโอกาสแพร่ข่าวอ้างว่า 2 พระมหาเป็นพวกเดียวกัน! จึงมีผู้งับเหยื่อ!!! ผลักไส 2 พระมหาไปเป็นพวกล้มเจ้า!!!! ผลคือผลักพระสงฆ์ที่ประชาชนชื่นชอบเป็นพวกล้มเจ้า!!!!

พระมหาสมปอง สำนักอยู่วัดสรัอยทอง เป็นสหายธรรมกับพระมหาไพรวัลย์ ทั้ง 2 รูปเป็นพระนักเทศน์ที่มีไหวพริบปฏิภาณมาก 

ท่านเป็นศิษย์ของพระมหานุ่ม พระผู้ทรงพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์แห่งสำนักวัดสร้อยทอง ซึ่งเป็นสำนักศึกษาปริยัติธรรมที่ใหญ่และสำคัญ และผมรู้จักเป็นอันดี!!! 

เพราะท่านเป็นพระที่แม่ผมส่งเสียให้ขึ้นมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อ 70 ปีก่อน!
 
พระมหานุ่มอบรมสั่งสอนศิษย์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย เป็นจำนวนมาก หลายรูปได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเป็นนาคหลวง เพราะสำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยคตั้งแต่เป็นสามเณร!

เลิกผลักไสผู้คนให้เป็นพวกล้มเจ้าเสียทีเถอะ เพราะนี่คือการสร้างศัตรูให้เจ้า สร้างความเดือดร้อนให้กับพระองค์ท่านโดยไม่เป็นธรรมเลย -007

‘คณะเกษตรฯ มข.’ อบรมทำสบู่ ช่วยชุมชนสร้างรายได้เสริมยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601577

‘คณะเกษตรฯมข.’อบรมทำสบู่  ช่วยชุมชนสร้างรายได้เสริมยุคโควิด

‘คณะเกษตรฯมข.’อบรมทำสบู่ ช่วยชุมชนสร้างรายได้เสริมยุคโควิด

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.สุกัลยา เชิญขวัญ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) พร้อมคณะผู้จัดทำโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล : U2T) ลงพื้นที่ ณ บ้านโนนสมบูรณ์ ต.โพธิ์สัย อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ดจัดโครงการอบรมเชิงปฏบัติการ การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติ สร้างอาชีพเสริม โดยมี น.ส.ปาริชาติ หาญไชยนะ ผู้จัดการสมาคมเพื่อนธรรมชาติ จ.กาฬสินธุ์ เป็นวิทยากรในการดำเนินกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านมีองค์ความรู้ในนำทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นวัสดุใช้สอยในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่าย และเปิดโอกาสทางด้านการตลาด ผลักดัน
ให้สินค้าในชุมชนเกิดมูลค่าพร้อมกับยังคงสร้างอาชีพในชุมชน ลดปัญหาการว่างงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในชุมชน ซึ่ง น.ส.สุกัลยา กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ เกิดจากกลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุในชุมชน ต้องการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และนำทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นวัสดุใช้สอยในครัวเรือน

โดยการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้นอกจากการบรรยายให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำสบู่ และอธิบายถึงคุณค่าต่อสุขภาพผิวของการนำสมุนไพรมาเป็นองค์ประกอบในการทำสบู่แล้วยังมีการสาธิตและการฝึกปฏิบัติของผู้เข้าร่วมอบรม ในการฝึกปฏิบัติทำสบู่ 3 สูตร ประกอบด้วย การทำสบู่กลีเซอรีน การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติสูตรเย็น และการทำสบู่น้ำมันธรรมชาติสูตรร้อน ไขมันธรรมชาติที่ใช้ได้นั้นได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลืองน้ำมันงา น้ำมะกอก น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันรำข้าว และผสมด้วยสมุนไพรและพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ดอกมะลิ มะนาว มะกรูด มะขาม กระชาย ขมิ้น และว่านห่างจระเข้

“คณะผู้จัดทำโครงการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดอบรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชุนชนบ้านโนนสมบรูณ์ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับชุมชนรอบข้าง และสามารถเกิดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่” น.ส.สุกัลยา กล่าว

ประวัติศาสตร์ ‘ลูกหนัง’ เมืองไทย จากวัฒนธรรมนำเข้า..สู่กีฬามหาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601579

ประวัติศาสตร์‘ลูกหนัง’เมืองไทย  จากวัฒนธรรมนำเข้า..สู่กีฬามหาชน

ประวัติศาสตร์‘ลูกหนัง’เมืองไทย จากวัฒนธรรมนำเข้า..สู่กีฬามหาชน

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ฟุตบอล” แม้จะไม่ใช่กีฬาประจำชาติไทย แต่เป็นกีฬาขวัญใจมหาชนชาวไทยอย่างแท้จริง หลายคนมีทีมเชียร์ทั้งระดับสโมสรลีกไทยและต่างประเทศ ตลอดจนทีมชาติที่มาฟาดแข้งกันในมหกรรมใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร ฯลฯ ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ ฟุตบอลกับเมืองไทยก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปีดังเรื่องเล่าจากงานบรรยาย “จากรั้ววังรั้วโรงเรียน สู่รั้วอคาเดมี : ประวัติศาสตร์เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในสังคมไทย” จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับแผนงานคนไทย 4.0 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้

พงศกร สงวนศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้ แบ่งพัฒนาการของวงการฟุตบอลไทยเป็น 3 ยุคคือ 1.ยุครั้ววังเริ่มตั้งแต่ปี 2444 วังหรือราชสำนักเป็นสถานที่แรกที่รับกีฬาลูกหนังมาจากประเทศอังกฤษ โดยเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 และหลังจากนั้นได้มีการแปลกฎกติกา ให้กระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) บรรจุเข้าหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนต่างๆ

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนในสมัยนั้นยังไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศอย่างในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากเขตวังมากนัก เนื่องจากเป็นยุคที่ประเทศไทยแบบรัฐสมัยใหม่เพิ่งถูกสร้างขึ้นผ่านการจัดระเบียบการปกครองแทนที่ระบบหัวเมืองแบบเดิม อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ เช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบการศึกษาในยุคนั้นก็เป็นไปเพื่อสร้างพลเมืองในสังคมใหม่ โดยหนึ่งในลักษณะนิสัยอันพึงประสงค์ในสังคมใหม่คือการเคารพกติกา และกีฬาฟุตบอลก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาผู้คนให้มีนิสัยดังกล่าว

ฟุตบอลมีบทบาทในฐานะกลไกสร้างชาติไทย (หรือสยามในเวลานั้น) ชัดเจนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีการตั้งทีมฟุตบอลทีมชาติไทยขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ฟุตบอลยังมีบทบาทในฐานะเครื่องมืออบรมชายไทยให้มีบุคลิกภาพสมกับเป็นชายชาตรีด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2475 เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รายการแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานต่างๆ ที่ริเริ่มจัดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ได้ถูกรัฐบาลคณะราษฎรระงับไป โดยเว้นว่างระหว่างช่วงปี 2475-2490

ฟุตบอลยุครั้ววังคาบเกี่ยวมาถึงช่วงสงครามเย็น หรือประมาณปี 2500-2520 เพราะแม้ฟุตบอลเริ่มออกจากรั้ววังไปบ้างแล้วผ่านโรงเรียนและการพัฒนาด้านต่างๆ ในยุคที่ สหรัฐอเมริกา สนับสนุน
งบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาประเทศไทยตามนิยาม “น้ำไหล-ไฟสว่าง-ทางดี” แลกกับการไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้คนไทยเริ่มได้ดูฟุตบอลต่างประเทศและเล่นฟุตบอลกันแพร่หลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่นักฟุตบอลส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้วัง เช่น กลุ่มโรงเรียนจตุรมิตร

2.ยุครั้วโรงเรียน เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2520 ฟุตบอลเริ่มเป็นกีฬาที่สังคมรับรู้ผ่านระบบโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนกีฬาประจำจังหวัดจะมีบทบาทสำคัญในการปลุกปั้นนักฟุตบอล เมื่อประกอบกับระบบโทรคมนาคมพัฒนายิ่งขึ้นกว่ายุคก่อนหน้า การดูฟุตบอลต่างประเทศจึงกลายเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งในชีวิตของคนไทย หลายคนเริ่มมีนักกีฬาในดวงใจ และคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า “คนไทยเริ่มบ้าบอลในยุคนี้”เห็นได้จากเด็กและเยาวชน ดูฟุตบอลทางโทรทัศน์แล้วไม่สะใจ ต้องมาวาดลวดลายโชว์ฝีเท้ากันจนเหงื่อไหลไคลย้อยในสนามของโรงเรียนก่อนเข้าเรียน

แต่วงการฟุตบอลไทยในยุครั้วโรงเรียนยังอยู่ในระดับกึ่งอาชีพ หมายถึงนักกีฬาไม่ได้เล่นฟุตบอลเพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างจริงจังเนื่องจากยังไม่มีระบบการจัดการแข่งขันที่มีมาตรฐานระดับอาชีพรองรับ แต่มีรายได้ในฐานะพนักงานขององค์กรต่างๆ ถึงกระนั้น ฟุตบอลยุครั้วโรงเรียนพบที่มาของนักกีฬาหลากหลายมากขึ้นทั่วทุกภูมิภาค เนื่องจากรายการแข่งขันที่กระจายไปทั่วประเทศซึ่งผู้จัดการแข่งขันมีทั้งหน่วยงานรัฐและธุรกิจเอกชน

“พอรายการแข่งขันมันกระจายออกไป มันเริ่มมีช่องทางให้นักฟุตบอลจากต่างจังหวัดได้โชว์ตัว เหมือนมีเวทีได้โชว์ตัว เช่น กีฬาเขต รายการแข่งขันเหล่านี้ก็เป็นช่องทางให้นักฟุตบอลจากต่างจังหวัดได้แสดงตัวในระดับประเทศ ถ้าผลงานโดดเด่นหน่อยเดี๋ยวโรงเรียนกีฬา ตรงนั้นตรงนี้ก็จะดึงไปเล่น เดี๋ยวสโมสรก็จะดึงไปเล่น อย่างไรก็ตาม ในด้านการจัดการแข่งขัน พวกสโมสรที่มีอยู่ในตอนนั้นก็ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคารและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จะมีสโมสรแนวนี้เยอะมาก” พงศกร กล่าว

พงศกร ยังกล่าวถึงฟุตบอลในยุครั้วโรงเรียนอีกว่า ด้วยความที่สโมสรมีตั้งกระจุกตัวในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คนไทยในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับฟุตบอลระดับสโมสรมากนัก ถึงขนาดต้องจ้างตลกมาแสดงระหว่างพักครึ่งเวลาก็มีมาแล้ว เมื่อเทียบกับการแข่งขันฟุตบอลระดับจังหวัดที่ได้รับความนิยมมากกว่า เห็นได้จากรายการ “ไทยแลนด์คัพ” ที่เริ่มจัดครั้งแรกในปี 2520 ฟาดแข้งตั้งแต่รอบจังหวัด ภาค จนสุดท้ายมาชิงชนะเลิศกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งเคยเกิดปรากฏการณ์ “สนามแตก”มาแล้ว เนื่องจากผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับทีมที่เข้าแข่งขันมากกว่าสโมสร

และ 3.ยุครั้วอะคาเดมี เริ่มตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เหตุที่ต้องเริ่มนับยุคนี้ในปี 2552 เนื่องจาก สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ออกระเบียบสำหรับการแข่งขันฟุตบอลที่สมาพันธ์เป็นผู้จัด กำหนดให้ 1.จะต้องให้เอกชนเป็นผู้จัดการลีก ห้ามรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยจัดการแข่งขันอย่างเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานของ AFC เช่น ไฟต้องสว่างเท่าไร ขนาดสนามเท่าไร จำนวนที่นั่ง ความปลอดภัย ฯลฯ ระเบียบที่ AFC ตั้งขึ้นมา

ดังนั้นการปฏิรูปนี้เรียกว่ามาจากปัจจัยภายนอก กับ 2.สโมสรต้องจัดตั้งในรูปแบบนิติบุคคลหรือบริษัทเอกชนเท่านั้น ทำให้สโมสรต่างๆ ของหน่วยงานรัฐรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนธนาคารต้องปรับตัว “หลังการปฏิรูปใหญ่วงการฟุตบอลไทย เกิดลีกอาชีพขึ้นอย่างชัดเจน มีสโมสรฟุตบอลก่อตั้งตามจังหวัดต่างๆ ก็พบความนิยมในฟุตบอลสโมสรของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก” เห็นได้จากรายได้ในปี 2557 ไทยลีกมีเม็ดเงินจากการขายตั๋วรวม 216 ล้านบาท เพิ่มมาหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2552 อันเป็นปีแรกที่เริ่มปฏิรูป ซึ่งอยู่ที่ 2.69 ล้านบาท

ตลอดจนเกิด “วัฒนธรรมแฟนบอล”ที่ผูกโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สโมสรการท่าเรือ กับชาวชุมชนย่านคลองเตย การไปสนามจึงเป็นอะไรมากกว่าเพียงการไปชมฟุตบอล เพราะมีการรวมกลุ่มด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน “ยุคนี้การเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวสามารถทำได้จริง และหากฝีเท้าดีรายได้ก็ยิ่งสูงขึ้นไปด้วย” อย่างไรก็ตามบทบาทในการสร้างนักฟุตบอลของโรงเรียนกีฬาลดลง โดยมีอะคาเดมีของสโมสรฟุตบอลมาแทนที่ และอะคาเดมีเหล่านี้ลงทุนในการปั้นนักกีฬาสูงกว่าที่โรงเรียนกีฬาดำเนินการ

“เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดก็มีความหวังขึ้นมาว่า การเป็นนักฟุตบอลอาชีพจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้ ก็สะท้อนผ่านการลงทุน ผ่านการผลักดันให้ลูกๆ หลานๆของเขา ได้เข้าสู่โรงเรียนฟุตบอล อะคาเดมีฟุตบอลของสโมสร เพราะว่าหวังว่าโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอลมันจะเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพต่อไป” พงศกร กล่าวในท้ายที่สุด

‘สสส.’ ชูตัวอย่างบทเรียนจาก ‘ไทย’ ประชุมป้องกัน ‘มะเร็ง’ เอเชีย-แปซิฟิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601575

‘สสส.’ชูตัวอย่างบทเรียนจาก‘ไทย’  ประชุมป้องกัน‘มะเร็ง’เอเชีย-แปซิฟิก

‘สสส.’ชูตัวอย่างบทเรียนจาก‘ไทย’ ประชุมป้องกัน‘มะเร็ง’เอเชีย-แปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าร่วมการประชุมนวัตกรรมวิทยาศาสตร์สุขภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC LIFE SCIENCES INNOVATION FORUM : LSIF) ประเด็นการป้องกันมะเร็ง ในหัวข้อ“การพัฒนาการป้องกันมะเร็งอย่างยั่งยืน”(Sustaining and Improving Cancer Prevention Efforts) จัดโดยกระทรวงสาธารณสุขไต้หวัน (Ministry of Health and Welfare, Chinese Taipei) ซึ่งมี

ผู้เข้าร่วมประชุมจาก 8 ประเทศผ่านระบบออนไลน์

การประชุมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นโยบายการป้องกันมะเร็งของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เพื่อป้องกัน หรือลดอุบัติการณ์ของมะเร็ง โดย นายสุปรีดา นำเสนอตัวอย่างการทำงานป้องกันโรคมะเร็งของไทยในระดับต้นน้ำ ว่า จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของโลก มีผู้เสียชีวิตราว 9.6 ล้านคนในปี 2561 ในกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มะเร็งเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของสาเหตุการตาย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทยในทุกเพศ

“สำหรับโรคกลุ่มนี้ การป้องกันการเกิดโรคคุ้มค่ากว่าการรักษามาก ส่วนการป้องกันที่อาจแยกเป็นการป้องกันรายบุคคล เช่น การตรวจคัดกรอง การให้บริการสุขศึกษา และการป้องกันระดับปฐมภูมิในประชากร ที่ใกล้เคียงกับการสร้างเสริมสุขภาพ จะประกอบด้วยการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพและวิถีชีวิต ตลอดจนสังคมสิ่งแวดล้อมให้ปลอดต่อปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงตัวสำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การกินผักและผลไม้น้อย การขาดการออกกำลังกาย และน้ำหนักตัวเกิน การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เป็นต้น” นายสุปรีดา ระบุ

นายสุปรีดา กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีบทบาทหลักในการให้บริการป้องกันโรครายบุคคลและรายกลุ่มในระบบบริการสุขภาพ ในขณะที่ สสส. มุ่งให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงในระดับประชากรเป็นหลัก โดยการสนับสนุนและเชื่อมประสานสามพลัง อันประกอบด้วย พลังวิชาการ พลังนโยบาย และพลังสังคม ของทุกภาคส่วน ทั้งในหน่วยงานด้านสุขภาพและนอกวงการสุขภาพไม่ว่าภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน

ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกระแสสังคมที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพ และสังคมสิ่งแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงต่างๆ ข้างต้น ซึ่งจะเอื้อต่อการป้องกันการเกิดมะเร็ง สำหรับตัวอย่างการทำงานขับเคลื่อนไตรพลังของ สสส. นำไปสู่นโยบายและมาตรการสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ฯ รวมทั้งกระแสสังคมที่สนับสนุนการขยายเขตปลอดบุหรี่ และการจัดเทศกาลและงานสังคมต่างๆ ที่ปลอดเหล้า

“มาตรการเหล่านี้ร่วมกันส่งผลให้คนไทยดื่มเหล้า สูบบุหรี่ลดลง ทำนองเดียวกับการประสานและผลักดันมาตรการที่ลดปัจจัยเสี่ยงตัวอื่นๆ” นายสุปรีดา กล่าว

อย่าลืมเตรียมรับมือ ‘แผ่นดินไหว’ แม้ในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601578

อย่าลืมเตรียมรับมือ‘แผ่นดินไหว’แม้ในยุคโควิด

อย่าลืมเตรียมรับมือ‘แผ่นดินไหว’แม้ในยุคโควิด

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลายเดือนที่ผ่านมา เครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวในหลายๆ ประเทศ สามารถตรวจพบแผ่นดินไหวได้บ่อยขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วแผ่นดินไหวเหล่านี้เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ซึ่งในภาวะปกติแล้วค่อนข้างที่จะทำการตรวจจับได้ยาก เนื่องมาจากว่าหลักการตรวจวัดแผ่นดินไหวนั้น เครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวต้องวางอยู่บนพื้นดินเพื่อวัดการสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เกิดจากแผ่นดินไหว

ดังนั้น “การที่เมืองทั้งเมืองถูกปิดหรือล็อกดาวน์ ผู้คนสัญจรบนถนนหนทางและทำกิจกรรมในสถานที่สาธารณะกันน้อยลงจึงทำให้สัญญาณรบกวนการวัดแผ่นดินไหวก็น้อยลงตามไปด้วย” เช่น เมื่อเดือนส.ค. 2564 มีรายงานการตรวจพบแผ่นดินไหวใกล้กับกรุงเดลี เมืองหลวงของประเทศ “อินเดีย” ขนาด 3.8 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร โดยมีระยะห่างจากใจกลางเมืองหลวง (นิวเดลี) เพียง 8 กิโลเมตร

“โดยปกติแล้วเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากเรากำลังสัญจรเดินทางกันอยู่ เช่น ขับรถหรือ เดินอยู่นอกอาคาร เราจะไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนขนาดเล็ก แต่เมื่อชาวเมืองเดลีหยุดเดินทางไปทำงานและกิจกรรมนอกบ้าน ทำงานที่บ้าน หรือ อาศัยอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในกรุงเดลี สามารถรู้สึกถึงแผ่นดินไหวนี้ได้

หากเปรียบเทียบปี 2563 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.0 ที่เคยเกิดในบริเวณใกล้กรุงนิวเดลี มีผู้รายงานความรู้สึกรับรู้การสั่นไหวจำนวนเพียง 32 รายงาน แต่ในเดือนส.ค. 2564 แผ่นดินไหวขนาด 3.8 เมื่อช่วงล็อกดาวน์ มีจำนวนคนรายงานเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 242 รายงาน ซึ่งช่วยยืนยันได้ว่า มีการตรวจวัดได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นถี่ขึ้น แต่เป็นเพราะสัญญาณรบกวน หายไปนั่นเอง”

ในช่วง 2 ปี ตัวอย่างเมืองหลายๆ แห่งในโลกที่ได้รับทั้งผลกระทบรุนแรงจากการระบาดไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมด้วยภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว หรือจะเรียกว่าภัยพิบัติซ้ำซ้อนก็ได้ เช่น แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.0 ในทะเลอีเจียน ซึ่งคั่นระหว่าง “ตุรกี-กรีซ” ในวันที่ 30 ต.ค. 2563 ทำให้เมืองชายฝั่งของสองประเทศเสียหาย มีผู้เสียชีวิต 14 คน เกิดคลื่นสูงระดับ “มินิสึนามิ”พัดกระหน่ำ น้ำทะเลยกสูงพัดเข้าชายฝั่งทำให้ถนนกลายเป็นแม่น้ำไหลเชี่ยว

ด้าน “ญี่ปุ่น” มีแผ่นดินไหวใน จ.ฟุกุชิมะ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดนอกชายฝั่งทางตะวันออกของโทโฮกุ ขนาด 7.1 ถึง 7.3 แมกนิจูด มีศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่ง 60 กิโลเมตร ความลึกราว 51.9 กิโลเมตร หลังแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้งในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง โดย 3 ครั้งมีขนาดเกิน5.3 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 186 คน ไฟดับมากกว่า 9 แสนครัวเรือน อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย

สิ่งที่ชาว “โครเอเชีย” ไม่คาดฝันเมื่อเกิดแผ่นดินไหวใกล้ กรุงซาเกร็บเมืองหลวงของประเทศ ขนาด 6.3 เมื่อ 22 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 140 ปีของเมือง ทำให้อาคารได้รับความเสียหาย เกิดเพลิงไหม้หลายแห่งประชาชนวิ่งหนีออกมาอยู่บนท้องถนนเด็กวัย 15 ปี โดนอาคารถล่มทับเสียชีวิต

ขณะที่ “เมียนมา ลาว และภาคเหนือของไทย” มีหลายรอยเลื่อน เมื่อเร็วๆ นี้ แผ่นดินไหวขนาด 4.8 จากรอยเลื่อนหงสาในสปป.ลาว เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ที่ระดับความลึก 1 กิโลเมตร ซึ่งประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดของไทย คือ น่าน พะเยา และเชียงราย พบว่าสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ทั้งนี้รอยเลื่อนหงสาในลาวเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 6.4 ซึ่งสร้างความเสียหายในปี 2562 มาแล้ว

ภัยอันน่าเศร้าสลดล่าสุดวันที่ 14 ส.ค. 2564 แผ่นดินไหวขนาด 7.2 ที่ประเทศ “เฮติ” ทำให้อาคารบ้านเรือนพังเสียหายนับพันหลัง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดในบริเวณ
แหล่งอาศัยที่ผู้คนไม่หนาแน่นเท่ากับในเมืองหลวงปอร์โตแปรงซ์ (Port-au-Prince)จึงทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตน้อยกว่าแผ่นดินไหวที่เคยเกิดในเฮติเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

“ดังนั้นสำหรับประเทศไทย ในแผนการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะโรคระบาดโควิด-19 ควรคำนึงถึงภัยพิบัติซ้ำซ้อน จากภัยธรรมชาติประเภทอื่นๆ ที่ยังเกิดขึ้นตลอดเวลาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยแผ่นดินไหวซึ่งไม่มีคำเตือนล่วงหน้าและอาจจะย้อนกลับมาหาเราได้ทุกเมื่อเช่นกันหากเราลืมมันไป”

สำหรับการเตรียมการรับมือเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อนในระดับพื้นที่ สามารถดำเนินการอย่างประสานสอดคล้องกันซึ่งครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติและโควิด-19 เป็นการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ความรุนแรงและการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินและพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน เช่น 1.ซักซ้อมความร่วมมือกับหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง

จัดทำข้อมูลแผนที่ชุมชน กลุ่มเปราะบางกลุ่มคนป่วยติดเตียง ข้อมูลการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดภัย เป็นต้น 2.เตรียมความพร้อมแหล่งข้อมูลและซัพพลายเชน ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีในการกู้ภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้มากขึ้นกว่าเดิม 3.วิเคราะห์และวางแผนจุดอพยพ จุดปลอดภัยในมิติที่ครอบคลุมผู้ติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มเสี่ยงผู้สัมผัสคนติดเชื้อ กลุ่มเปราะบาง ที่อาจจำเป็นต้องย้ายที่อยู่

4.ใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารมาสร้างระบบเชื่อมโยงระหว่างชุมชน ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพ ข้อมูลในพื้นที่มีความแม่นยำ และได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชนและทุกฝ่าย และ 5.ประสานเครือข่ายและหน่วยงานในการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านสุขภาพกายและใจ ปัจจัยสี่ คมนาคมขนส่ง การให้คำแนะนำรศ.ดร. ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์

ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล