‘อัษฎางค์’ ชี้เปรี้ยง! 2 พส. อาบัติปาจิตตีย์ คือ ‘การละเมิดอันยังกุศลให้ตกมี 92 ข้อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600158

‘อัษฎางค์’ ชี้เปรี้ยง!2พส. อาบัติปาจิตตีย์ คือ‘การละเมิดอันยังกุศลให้ตกมี92ข้อ’

‘อัษฎางค์’ ชี้เปรี้ยง!2พส. อาบัติปาจิตตีย์ คือ‘การละเมิดอันยังกุศลให้ตกมี92ข้อ’

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.00 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ด้านประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ระบุว่า  อาบัติปาจิตตีย์

คือ “การละเมิดอันยังกุศลให้ตก มี ๙๒ ข้อ เช่น

๑.ห้ามพูดปด

๒.ห้ามด่า

๓.ห้ามพูดส่อเสียด

พูดส่อเสียด หรือ ปิสุณาวาจา โดยทั่วไปหมายถึง เจตนาพูดส่อเสียดเหน็บแหนม กระทบกระเทือบ ถากถาง เย้ยหยันให้ผู้อื่นได้รับความเสียใจ คับแค้นใจ ขุ่นเคือง โกรธ อับอาย มีความทุกข์

แต่ “การพูดส่อเสียด ตามพระศาสดาบัญญัติ” เป็นหนึ่งในสัมมาวาจา ในมรรคแปด

……………………………………………………………………

มรรค 8 คือหนทางสู่การดับทุกข์

เป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา

มรรค คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ เป็นหนึ่งใน อริยสัจ 4 จึงเรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์

มรรค 8 ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ คือ

๑)สัมมาทิฏฐิ ๒)สัมมาสังกัปปะ ๓)สัมมาวาจา ๔)สัมมากัมมันตะ ๕)สัมมาอาชีวะ ๖)สัมมาวายามะ ๗(สัมมาสติ ๘)สัมมาสมาธิ

จากข้อ ๓)สัมมาวาจา(วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ

……………………………………………………………………

ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลผู้ประพฤติไม่เรียบร้อย คือ ไม่ประพฤติธรรมด้วยวาจา ๔ อย่าง

๑. เว้นจากการพูดเท็จ

ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กล่าวคำเท็จ … เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่

๒. เว้นจากการพูดส่อเสียด

เป็นผู้พูดส่อเสียด คือ ได้ฟังแต่ข้างนี้แล้วนำไป

บอกข้างโน้น … และกล่าววาจาที่เป็นเครื่องทำให้แตกกันเป็นพวก ด้วยประการฉะนี้

๓. เว้นจากการพูดหยาบคาย

เป็นผู้มีวาจาหยาบ คือกล่าววาจาหยาบที่เป็นโทษ

เป็นผู้กล่าวไร้ประโยชน์ คือ พูดในเวลาที่ไม่ควรพูด

พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย

๔.เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร

ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลผู้ประพฤติไม่เรียบร้อยคือ ไม่ประพฤติธรรมด้วยวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้แล

……………………………………………………………………

สรุป

การพูดส่อเสียด คือ การเอาเรื่องของอีกคน ไปเล่าให้อีกคนฟัง ด้วยการกล่าววาจาที่เป็นเครื่องทำให้แตกกัน

ซึ่งสังคมที่กำลังแตกแยกก็เพราะ พูดส่อเสียด

•การพูดส่อเสียด เป็นส่วนหนึ่งของ”สัมมาวาจา”

•สัมมาวาจา เป็นส่วนหนึ่งของ”มรรค 8”

•มรรค 8 เป็นส่วนหนึ่งของ”อริยสัจ 4”

•มรรค 8 และ อริยสัจ 4 เป็นหนทางสู่การดับทุกข์

ซึ่งเป็นแก่นแท้อันสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา

ผู้ที่พูดส่อเสียด ต้องอาบัติปาจิตตีย์

แต่การพูดของ พส. 2 คนนี้จะถือเป็นเป็นอาบัติปาจิตตีย์ หรือไม่ต้องรอผู้มีอำนาจพิจารณา

……………………………………………………………………

ผมรู้เรื่อง มรรค 8 เพราะชื่อผม”อัษฎางค์” แปลว่า องค์ ๘

ซึ่งองค์ ๘ ก็คือ มรรค ๘ นั้นเอง

อัษฎางค์ ยมนาค

เริ่มแล้ว 10 หลักสูตร START UP อบรมผู้ประกอบการออนไลน์ กับ สอศ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600137

เริ่มแล้ว 10 หลักสูตร START UP อบรมผู้ประกอบการออนไลน์ กับ สอศ.

เริ่มแล้ว 10 หลักสูตร START UP อบรมผู้ประกอบการออนไลน์ กับ สอศ.

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.21 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมออนไลน์ “การเป็นผู้ประกอบการออนไลน์” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 6 – 17 กันยายน 2564 ถ่ายทอดสดผ่าน Youtube : BC-BAT (บีซี แบท) Channel เวลา 09.00 – 12.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การผลิตและพัฒนากำลังคนที่มี สมรรถนะ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้สามารถปรับตัวและรู้เท่าทันต่อกระแส ความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นคุณภาพของ ผู้สำเร็จการศึกษา เสริมสร้างทักษะและสมรรถนะผู้เรียน และกำลังแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะต้องดำเนินการ และเป็นการดำเนินงานที่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการพัฒนาทักษะอาชีพของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพ และการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด (MOE CEC) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน

โครงการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ (MOE CEC) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาทักษะอาชีพให้กับครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้มีความรู้และทักษะอาชีพตามความเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีและธุรกิจในปัจจุบัน สามารถนำไปสร้างอาชีพอิสระของตนเอง ถือเป็นการเพิ่มโอกาส และการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตามความต้องการของผู้เรียน ผู้สนใจทั่วไปได้เป็นอย่างดี สามารถดำรงชีวิต ในสังคมในยุคปัจจุบันและสามารถดำเนินการได้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ทั้งนี้การฝึกอบรมในโอกาสข้างหน้ารูปแบบของการอบรม ก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นตามบริบท และสถานการณ์ เช่น อาจเป็นการฝึกอบรมแบบออนไซต์ (on site)

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การจัดอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์  สอศ.ได้รับเกียรติจากวิทยากรมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจออนไลน์ มาให้ความรู้ เพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรม สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง โดยมีหลักสูตรจำนวน 10 หลักสูตร ดังนี้ 1.Start-Up Business สร้างแบรนด์สินค้าให้ปังบนโลก Online 2.Business Model Canvas เข็มทิศนักธุรกิจพิชิตความสำเร็จ 3.เริ่มต้นเป็น Youtuber สู่การสร้างรายได้และอาชีพ 4.เทคนิคการแต่งภาพและตัดต่อวิดีโอ App canva 5.กฎหมายและความรับผิดชอบ ที่ผู้ประกอบการออนไลน์ต้องรู้ 6.พื้นฐานการขายสินค้าออนไลน์บน Facebook 7.การยิงแอดโฆษณาอย่างไร ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย 8.พื้นฐานการขายสินค้าออนไลน์บน IG marketing 9.พื้นฐานการขายสินค้าออนไลน์บน Tik tok marketing และ 10.เทคนิคนักธุรกิจยุค Covid ปั้นยอดขายสู่หลักล้าน

สำหรับผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเรียน และเข้าเรียนออนไลน์ได้ที่ https://sites.google.com/view/neterpreneur-2021 พร้อมรับประกาศเกียรติบัตรเมื่อสำเร็จการฝึกอบรม

‘ศรีสุวรรณ’ ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด ‘2พส.’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600109

‘ศรีสุวรรณ’ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด‘2พส.’

‘ศรีสุวรรณ’ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด‘2พส.’

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.55 น.

6 กันยายน 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ทำคำร้องส่งไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) ผ่าน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้มีบัญชาสอบสวนเอาผิดภิกษุอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย) ที่ชอบเล่นโซเชียลมีเดียโดยไลฟ์สดเอาธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่พอมีคนสนใจเข้ามาดูมากๆ รวมทั้งมีเพจที่มาคอมเมนท์ขายสินค้า มาโปรโมทแบรนด์ตัวเอง กลับมาทวงถามให้จ่ายค่ามาใช้พื้นที่เพจของตนในขณะไลฟ์สดนั้น

พฤติกรรมดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า พส. ดังกล่าวมิใช่วัตรปฏิบัติของภิกษุ ที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุ่งแสวงหาปรมัติอันเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสสงสาร เพื่อถึงการดับทุกข์ โดยมีพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ภิกษุทุกๆรูปที่บวชมาในพระศาสนาต้องปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยบัญญัติทุกรูป ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นเพียงคนโกนหัวแล้วเอาผ้ามาห่มตนให้ดูเหลืองคล้ายดั่งพระภิกษุ ที่ไม่สังวรณ์ว่าตนต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพเป็นอาจิณ หาใช่มาแสวงหาเงินทองความร่ำรวยจากการบวชเป็นพระ ที่บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อเหมือนประชาชนทั่วไปเท่านั้น

ข้ออ้างของการไลฟ์สดเพื่อต้องการเผยแพร่ธรรมะให้เท่าทันยุคสมัยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นคนรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงธรรมะได้นั้น เห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้างที่ไร้น้ำหนักของเหล่า พส.พวกนี้เท่านั้น เพราะคนจะซาบซึ้งในธรรมะต้องมาจากระบบการสั่งสอนอบรมมาตั้งแต่ครอบครัว วัด โรงเรียนร่วมกัน มิใช่มาจากภิกษุที่ทำตนเป็นคณะตลกที่เปลี่ยนหน้าจากหม่ำ เท่ง โหน่ง มาเป็น 2 พส.กลุ่มนี้แต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่มีใครซาบซึ้งจากข้อธรรมะ ที่นำมาพูดให้ขบขันได้ แต่กลับเป็นการทำให้ศาสนามัวหมองถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากเหล่า พส.ดังกล่าว โดยสังเกตดูได้จากการโพสต์ทวงเพจต่างๆที่มาโปรโมทแบรนด์ของตนในขณะที่ พส.ไลฟ์โดยให้เบอร์พร้อมเพย์ อย่างไม่ละอายต่อพระธรรมวินัย

ทั้งนี้ ตามพระวินัยปิฎก ได้ระบุเอาไว้ในพระมหาวิภังค์ ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” อันถือเป็นอาบัติ เป็นโลกวัชชะ หรือการกระทำที่ทำให้ขาวโลกติเตียนได้ และการเผยแพร่ธรรมะด้วยวิธีตลกขบขัน ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เหล่า พส.พวกนี้ก็เคยมีปัญหาจากข้อขัดแย้งเกี่ยวกับค่าตัวที่ไปเป็นวิทยากรในเวทีต่างๆมาแล้ว หรือบางรูปก็ไปช่วยไลฟ์โฆษณาสินค้าต่างๆด้วย ซึ่งก็เข้าข่ายต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัยนั้นหากต้องอาบัติลักษณะนี้บ่อยครั้งต้องหลุดจากความเป็นพระดั่งโทษปาราชิกเลยทีเดียว

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจปล่อยให้ภิกษุอลัชชีเหล่านี้กระทำการย่ำยีพุทธศาสนาได้อีกต่อไป จึงส่งคำร้องไปยังมหาเถรสมาคมผ่านสำนักพุทธฯเพื่อให้มีบัญชาวางกฎเหล็กห้ามภิกษุใดๆกระทำเยี่ยงนี้อีกและให้สอบสวนเอาผิด พส.ที่ต้องอาบัติซ้ำดังกล่าวเพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อไป

‘SACIT’ คลอดแผนปฏิบัติการระยะ 3 เสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600027

‘SACIT’คลอดแผนปฏิบัติการระยะ3  เสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย

‘SACIT’คลอดแผนปฏิบัติการระยะ3 เสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ตามที่มี พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันส่งเสริม ศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564 ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เป็น สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ “SACIT” นั้น SACIT จะมีภารกิจในการดำเนินงานที่เข้มข้นขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยในทุกมิติอย่างยั่งยืนในฐานะองค์กรหลักในการดูแลและสนับสนุนศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริมให้ก้าวไกลสู่สากล และสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย

โดยได้ดำเนินการพัฒนาแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563-2565) ส่วนเพิ่มปี พ.ศ. 2566 และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2565 ทั้งในส่วนกระบวนการ/เครื่องมือ/ตัวชี้วัดการ ประเมินผล และค่าเป้าหมายทั้งเป้าหมายรายปี และเป้าหมายสิ้นสุดของแผนยุทธศาสตร์ และนำเสนอรูปแบบ และ/หรือบทบาทการดำเนินงานของ SACIT ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต โดยทำการวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขปัญหา ศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทย

พร้อมปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแข่งขัน ประเมินความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคต ของงานศิลปหัตถกรรมไทย รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางสนับสนุนของภาครัฐ แผนผังแสดงความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนปฏิบัติราชการกระทรวงพาณิชย์

นายพรพล กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาพันธกิจ อำนาจหน้าที่ ของ SACIT พบว่า มีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใน 3 ประเด็น ได้แก่ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาค ทางสังคม และด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การสร้างแผนยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมาย

ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การตลาดบูรณาการงานศิลปหัตถกรรมไทย ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยและผลิตภัณฑ์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 สืบสาน ส่งเสริมคุณค่า และเผยแพร่ภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทย ยุทธศาสตร์ที่ 4 การยกระดับองค์กรสู่ความเป็นเลิศ อย่างไรก็ดี แม้ประเด็นยุทธศาสตร์ของ SACIT นั้นจะมีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐในหลากหลายประเด็น แต่ SACIT ยังคงต้องรับฟังความคาดหวังของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มุ่งหวังให้บทบาทของ SACIT ส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีความ
เข้มแข็งรอบด้าน

ตลอดจนเดินหน้าสืบสาน อนุรักษ์ความเป็นพหุปัญญาของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรมและทายาทช่างศิลปหัตถกรรมตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ของงานด้านศิลปหัตถกรรมไทย เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องเพิ่มศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยที่เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และการสร้างงานในกลุ่มงาน ฝีมือและงานหัตถกรรมให้กับประชากรไทยด้วย

“แม้ผลประเมินความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มในอนาคตของงานศิลปหัตถกรรมไทยยังคงพบอุปสรรคในมิติต่างๆ และปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกรวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาช่วย ทั้งการผลิต การจัดจำหน่าย การส่งออกสินค้า เน้นส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และมีเอกลักษณ์ประจำชาติ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางการตลาดเพิ่มขึ้นซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี ที่จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทางเศรษฐกิจได้”นายพรพล กล่าว

พศ.ชี้ ‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600055

พศ.ชี้‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม

พศ.ชี้‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.28 น.

พศ.ชี้‘มหาสมปอง-มหาไพรวัลย์’ไลฟ์ตามยุคสมัย ยกให้เจ้าอาวาสพิจารณาความเหมาะสม

5 กันยายน 2564 จากกรณีการไลฟ์เฟซบุ๊กของ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” และ “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” พระภิกษุวัดสร้อยทอง กทม. ที่สร้างความฮือฮาต่อเนื่อง 2 คืนที่ผ่านมา มียอดผู้ชมไลฟ์เกิน 2 แสนคน โดยเนื้อหาการไลฟ์พูดคุยมีความบันเทิงเป็นเนื้อหาหลัก สอดแทรกธรรมะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น

ล่าสุดนายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และโฆษก พศ. เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่า การพิจารณาถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั้น จะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ หรือเจ้าอาวาส ที่เป็นผู้บังคับบัญชาขั้นต้นของพระทั้ง 2 รูป โดยตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 38 ว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่อบรมบ่มนิสัยบรรพชิตและคฤหัสถ์ ให้ตั้งอยู่บนความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และหากบรรพชิตและคฤหัสถ์ไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสสามารถขับไปเสียจากวัดได้

“โดยส่วนตัวจะไม่ไปวิเคราะห์แทนพี่น้องประชาชน เพราะเชื่อว่าประชาชนมีองค์ความรู้ มีความคิดเป็นของตนเอง สามารถวินิจฉัย พินิจพิเคราะห์ได้เองว่า การแสดงลักษณะนี้อยู่ในความสำรวมของสงฆ์หรือไม่” นายสิปป์บวร กล่าว

นายสิปป์บวร กล่าวอีกว่า แม้หลายคนจะเห็นว่าการแสดงธรรมเช่นนี้เป็นวิธีการใหม่ รูปแบบใหม่ เป็นนวัตกรรมหนึ่งในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาออกสู่สังคม ตนมองว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะสังคมเราต้องการให้พระนำหลักธรรมคำสอนสู่สังคม เพื่อให้ทุกคนมีหลักธรรมประจำใจในการดำรงชีวิต ไม่ให้เกิดความผิดพลาดและสร้างความเดือนร้อนต่อสังคม แต่สิ่งสำคัญในความเป็นพระภิกษุสงฆ์ คือ ความสำรวมในความเป็นสงฆ์ ซึ่งตนเชื่อว่าประชาชนสามารถพิจารณาได้เองว่าพระทั้ง 2 รูป ที่เผยแผ่พุทธศาสนาผ่านไลฟ์นั้น มีความเหมาะสมหรือไม่

ข่าวดี! อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงบริษัทไต้หวัน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600025

ข่าวดี! อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงบริษัทไต้หวัน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า1.5หมื่น

ข่าวดี! อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงบริษัทไต้หวัน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า1.5หมื่น

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.05 น.

อว.จับมือบีโอไอ ป้อนแรงงานคุณภาพสูงตามความต้องการอุตสาหกรรมไฮเทคจากไต้หวัน ได้ฝึกทักษะควบคู่ทำงานจริง รูปแบบโรงเรียนในโรงงาน รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่า15,000/เดือน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังการประชุมหารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เรื่องการสนับสนุนกำลังคนทักษะสูงตามความต้องการของอุตสาหกรรมระดับสูงจากต่างประเทศ โดยกล่าวว่า อว. พร้อมสนับสนุนบีโอไอ ในการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนักลงทุนเก่าและนักลงทุนใหม่ ที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งต้องการแรงงานคุณภาพสูง มีทักษะที่จำเป็นในการทำงานในโรงงานที่มีเทคโนโลยีระดับสูง โดย สอวช. และ สวทช. มีประสบการณ์ในการจัดหา ดูแล ประสานงาน และฝึกอบรมแรงงาน ภายใต้โครงการบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (Work-integrated Learning: WiL) ในรูปแบบ โรงเรียนในโรงงาน โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในวันนี้ คือ บริษัทแคล-คอมพ์ จากไต้หวัน เป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยมากว่า 30 ปี มีความต้องการขยายฐานการผลิตร่วมกับบริษัทที่ย้านฐานการผลิตจากประเทศจีน เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา โดยต้องการแรงงานทักษะสูงประมาณ 400 ตำแหน่ง ภายในปีนี้ แรงงานดังกล่าวจะได้รับการฝึกฝนทักษะไปพร้อมๆ กับการทำงานจริง ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท โดยมีนักศึกษาระดับปริญญาโทเป็นพี่เลี้ยง ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยายโรงงานและรับแรงงานเพิ่มไม่ต่ำกว่า 2,000 ตำแหน่ง ในอนาคต

“นี่เป็นเพียงตัวอย่างของหนึ่งบริษัทจากต่างประเทศที่เลือกลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูงในประเทศไทย เมื่อมีการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมของประเทศไทยโดยบีโอไอ ประกอบกับการดำเนินการจัดตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนเพื่อสนับสนุนการลงทุน โดย อว. จะทำให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะมีแรงงานทักษะสูงที่พร้อมป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมไฮเทค สร้างงานและรายได้ให้แก่คนไทย เพิ่มจีดีพีให้แก่ประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวหรือ Resiliency ของประเทศไทย ที่จะผ่านพ้นวิกฤตและมุ่งสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

มรภ.สวนสุนันทา หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีนานาชาติ หลังคว้าแชมป์เหรียญทองมาหลายรุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599970

มรภ.สวนสุนันทา หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีนานาชาติ หลังคว้าแชมป์เหรียญทองมาหลายรุ่น

มรภ.สวนสุนันทา หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีนานาชาติ หลังคว้าแชมป์เหรียญทองมาหลายรุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.18 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยให้เป็นรู้จักในระดับประเทศและระดับนานาชาติ สามารถนำไปต่อยอดขยายผลสู่การปฏิบัติ พัฒนาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย สร้างชุมชนที่มีความเข้มแข็งมีรายได้ที่ยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.รจนา จันทราสา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า สถาบันวิจัยและพัฒนา ได้ผลักดันให้มีการจัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ และนักวิจัยของ มรภ.สวนสุนันทา ได้พัฒนาสร้างสรรค์งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ เรียกได้ว่า “ เป็นคลังความรู้ สร้างปัญญาและนวัตกรรมด้านวิจัย บริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่สากล” ที่สามารถส่งเสริมในการสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือนักวิจัยสามารถพัฒนาผลงานของตนเองไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ต่อไป

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สามารถคว้ารางวัลมาได้กว่า 100 รางวัล โดยแต่ละผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้พิจารณาประเมินผลงานให้กับนักวิจัยที่ต้องการเข้าร่วมการประกวดผลงานวิชาการในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยคัดเลือกจากผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น และมีศักยภาพ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนักวิจัยให้ไปแข่งขันยังเวทีของแต่ละประเทศ ประกอบไปด้วยเวที เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย โรมาเนีย และแคนาดา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องนำผลงาน โปสเตอร์ และข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไปจัดแสดงในแต่ละเวทีเพื่อให้คณะกรรมการตัดสิน แต่นับตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการเปลี่ยนเป็นรูปแบบการประกวดออนไลน์ ซึ่งแต่ละเวทีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน โดยการส่งผลงานเข้าประกวด จะเป็นการนำเสนอแบบ Poster หรือการนำเสนอแบบ Presentation

โดยในปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้นจำนวน 29 ผลงาน ตัวอย่างผลงานที่มีความโดดเด่นและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ ได้แก่ ผลงาน “ภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝก Eco-friendly containers from vetiver fibers” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 International Innovation & Invention Competition (2020IIIC) ประเทศไต้หวัน ผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง RE-NO-WASTE” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 IIDC Hong Kong International Invention and Design Competition เกาะฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ผลงาน “กระดาษจากเปลือกถั่ว Peanut shell Paper” ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที X European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T 2021 ประเทศโรมาเนีย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์ รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าว ถึงผลงานภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝกว่า จากการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากใบหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มหัตถกรรมจักสานหญ้าแฝกจังหวัดพะเยา อุดรธานีและสุรินทร์ ซึ่งพบว่าใบหญ้าแฝกสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องของการแปรรูปใบหญ้าแฝกที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากขึ้น หรือมีคุณลักษณะของสมบัติทางกายภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ออกมาเป็นผลงานจานจากกระดาษหญ้าแฝก ที่มีคุณสมบัติมีความเหนียว แข็งแรงทนทานต่อการดึงและการฉีกขาดได้ดี สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรองรับกระแสนิยมการอนุรักษ์ธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

การสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความต้องการและศักยภาพความสามารถของชุมชนเครือข่ายกลุ่มหญ้าแฝกที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร ด้านบุคลากร และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเริ่มจากการมีส่วนร่วมเรียนรู้ ทั้งร่วมคิด ร่วมทำ และการใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากที่ชุมชนได้ฝึกปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานซ้ำๆ จนมีคุณภาพมาตรฐานสม่ำเสมอ ก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การผลิตเพื่อการค้าได้

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภดล สังวาลเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า แนวคิดในการออกแบบผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง” เป็นการนำทรัพยากรที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสาหร่ายในนากุ้ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าสาหร่ายผมนาง (วัชพืชที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง) ลักษะคล้ายเส้นใย มีความเหนียว เงา สีเขียวอ่อน แต่ถ้ามีสาหร่ายมากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสีย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะตักสาหร่ายขึ้นจากบ่อนำไปทิ้งทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวคิดที่จะนำสาหร่ายในนากุ้งนี้มาพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้ จากการวิเคราะห์ทั้งลักษณะของสาหร่ายและสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่าการแปรรูปที่มีความเหมาะสม ควรเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษสาจากสาหร่ายในนากุ้ง

จุดเด่นและเอกลักษณ์ของผลงานกระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ สามารถใช้เป็นวัสดุทดแทนกระดาษในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระดาษมีความโปร่งแสงสามารถนำมาผลิตเป็นโคมไฟ ดูดซับน้ำได้ดีสามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กระจายน้ำหอมเพื่อปรับอากาศในห้องหรือที่พักอาศัย หรือที่รองแก้วน้ำ มีเส้นใยยาวและจำนวนมากสามารถนำมาผลิตเป็นแผ่นซับเสียง หรือนำไปอัดขึ้นรูปเป็นภาชนะบรรจุอาหาร นอกจากนี้ ยังมีพื้นผิวและสีที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก เช่น ปกสมุด ที่คั่นหนังสือ หรือนำมาห่อช่อดอกไม้ ซึ่งการออกแบบผลงานกระดาษจากสาหร่ายในนากุ้งนี้ เป็นการแก้ปัญหาทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากปริมาณของสาหร่ายที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพการทำนากุ้ง ทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย กลายเป็นขยะมูลฝอยปริมาณมาก และส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ทั้งยังเป็นแนวทางการสร้างรายได้และอาชีพเสริมให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวถึงผลงานกระดาษจากเปลือกถั่วว่า แนวคิดการออกแบบผลงานกระดาษจากเปลือกถั่ว เริ่มต้นจากต้องการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและชุมชนสามารถผลิตได้เอง กิจกรรมทั้งหมดชาวบ้านสามารถทำได้และได้ผลผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยจุดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นผิวของกระดาษจากเปลือกถั่ว ซึ่งปกติไม่เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะพบในการนำไปทำปุ๋ย กระดาษจากเปลือกถั่วจึงมีความน่าสนใจในตัวของมันเอง ในกระบวนการผลิตก็สามารถใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนนั่นคือการทำกระดาษสา แต่เรามีสูตรพิเศษในสัดส่วนและการเตรียมเปลือกถั่วในขั้นต้น นอกจากนี้ยังมีซังข้าวโพดซึ่งมีความเป็นเส้นใยสูงพอสมควรเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่เหมาะสม ก็จะได้กระดาษที่มีพื้นผิวสวยงามและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกถั่ว อย่างไรก็ตาม หัวใจของงานออกแบบในลักษณะนี้คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ถ้าเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

“NIA” เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480397

“NIA” เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

25 ส.ค. 2564

“NIA” เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เสริมความคิดสร้างสรรค์สู่ทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 40 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เดินหน้าจัดกิจกรรม Startup Thailand League 2021 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

ตลอดจนทรัพยากรที่จะส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมจากความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้ในอนาคต

ซึ่งจะประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การอบรม Coaching Camp ภายใต้ระบบพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมของสตาร์ทอัพ

และ 2) กิจกรรม Pitching Startup Thailand League เป็นการประกวดแข่งขันไอเดียแผนงานธุรกิจสตาร์ทอัพของนิสิต นักศึกษา ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ
 

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรรม (องค์การมหาชน)หรือ NIA  กล่าวว่า NIA ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทย (Thailand Startup Ecosystem) ตั้งแต่ปี 2559

ซึ่งหนึ่งในแผนการส่งเสริมสตาร์ทอัพของประเทศคือการเพิ่มบทบาทสถาบันการศึกษาในการสร้างความตระหนักและบ่มเพาะสตาร์ทอัพรวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่นิสิตนักศึกษา

เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรม โดยพยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ(Entrepreneurial Universities)

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

และได้ร่วมกับ 40 มหาวิทยาลัยเครือข่าย ดำเนินโครงการ “Startup Thailand League” ขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในการสร้างระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่จะจุดประกายและส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

"NIA" เปิดแผน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

รวมทั้งก่อให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จะส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจจากความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ พร้อมเป็นกลไกหลักในการขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต 

Startup Thailand League เป็นโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งสร้างเมล็ดพันธุ์เถ้าแก่น้อย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ในภาคธุรกิจ หรือเป็นพนักงานที่มีคุณภาพของบริษัทเอกชน

ซึ่งตลอด 5 ปีของการดำเนินกิจกรรมมีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 70,000 คน จาก 40 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชน โดยได้รับเงินสนับสนุนในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมทั้งสิ้นกว่า 1,350 ทีม

ทั้งนี้ สามารถต่อยอดจัดตั้งเป็นบริษัทและปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจอยู่มากกว่า40 บริษัทก่อให้เกิดรายได้รวมต่อปีมากกว่า 400ล้านบาท (เฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อปีต่อบริษัท)

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการกระจายตัวของสตาร์ทอัพไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เกิดการกระจายรายได้ออกสู่ภูมิภาค รวมถึงเกิด
การจ้างงานและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนได้มากขึ้นอีกด้วย 

นอกจากการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่แล้ว กิจกรรมนี้ยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น เช่น การเกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ใน 40 มหาวิทยาลัย

การสร้างเครือข่าย StartupThailand League(FacebookGroup)ซึ่งเป็นพื้นที่รวมตัวสร้างเครือข่ายพลังสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ทั่วประเทศ สำหรับการแชร์ไอเดียแลกเปลี่ยนประสบการณ์หาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ หาพาร์ทเนอร์ แลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจสตาร์ทอัพ

โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 2,240 คน พื้นที่ Co-Working Space ในมหาวิทยาลัย กองทุนสนับสนุนนักศึกษาในบางมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเกิดการลงทุนจากบริษัททั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัย

เช่นหลักสูตรการเรียนการสอน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนานักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีส่วนสร้างกระแสความตื่นตัวในธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” ที่เป็นความสนใจของกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ 

 ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเสริมถึงการจัดกิจกรรมในปีนี้ว่า“ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้หลายกิจกรรมต้องปรับรูปแบบเป็นออนไลน์

ซึ่งพบว่านิสิต/นักศึกษาส่งแนวคิดและแผนธุรกิจสตาร์ทอัพในกลุ่ม Health Tech มากขึ้นกว่าทุกปี และมาเป็นอันดับต้น ๆ สะท้อนให้เห็นว่านิสิต/นักศึกษาสามารถใช้วิกฤติเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานในการเริ่มต้นธุรกิจได้

ทั้งนี้ NIA จะจัดกิจกรรมแสดงผลงาน/ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก “IDEA สู่ Prototype” ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 200 ผลงาน เพื่อสร้างโอกาสสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและแสดงผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน ภาคเอกชน และผู้สนใจธุรกิจสตาร์ทอัพ

รวมทั้งจะมีการแข่งขันระดับประเทศครั้งสุดท้ายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อค้นหาสุดยอด Startup Thailand League ประจำปี 2021 โดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จะได้สนับสนุน Cloud Voucher แก่นิสิต/นักศึกษาที่ชนะเลิศระดับประเทศ รวมเป็นรางวัลกว่า 36,000 USDหรือประมาณ 1,200,000 บาท

ดร.พันธุ์อาจ ย้ำว่า “เวทีการแข่งขัน Startup Thailand League ระดับมหาวิทยาลัย ไม่เพียงเป็นพื้นที่จุดประกายและส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ทอัพให้ก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากขึ้น แต่ยังสอดรับกับนิสิต/นักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่และอาจว่างงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้

โดยจะทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้อีกทางเลือกหนึ่งของการเป็นผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ นอกเหนือจากการเข้าทำงานในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ในอนาคต NIA จะต่อยอดกิจกรรมเพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มเติมกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ ความสามารถผ่านกิจกรรมอบรมบ่มเพาะ การส่งเสริมให้สามารถจัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพได้อย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น ฯลฯ

เพื่อสร้างทรายเม็ดใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้นให้มากที่สุด และจะมุ่งเน้นให้นิสิต/นักศึกษาทำธุรกิจในนวัตกรรมเชิงลึก (Deep Tech) มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งใน 5 เทคโนโลยี ได้แก่ MED TECH, AG TECH,FOOD TECH, SPACE TECH และ ARI TECH   

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพฯ วอนศธ. ทบทวนใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480333

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพฯ วอนศธ.ทบทวนใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ”

24 ส.ค. 2564

งงมาก ศธ.ตั้งนักวิชาการเพียงไม่กี่คน ออกมาเป็น“หลักสูตรฐานสมรรถนะ” หวั่นหลักสูตรใหม่จะไม่สัมฤทธิ์ผล เหตุขาดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 นายไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์  เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์” ถึงแถลงการณ์ของชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ว่า 

ควรใช้แล้วหรือ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ”

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการวางแผนนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้โดยเริ่มในปีการศึกษา 2565 ซี่งจะมีกรอบการใช้ 3 ปีที่จะครบทุกโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2567 และคาดว่าจะจัดให้นำร่องทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาประมาณวันที่ 1 กันยายน 2564 นั้น

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ได้เห็นเสียงสะท้อนความไม่เห็นด้วยขององค์กรครูและผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยเหตุผลหลายประการตามที่มีการนำเสนอข่าวทางสื่อออนไลน์

ในส่วนของชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ได้ทำการสอบถามผ่านทางออนไลน์โดยการโพสต์ผ่านชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ที่มีสมาชิกจำนวนประมาณ 32,000 สมาชิก และแชร์ไปยังชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทยที่มีสมาชิกจำนวนประมาณ 119,000 สมาชิก เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ว่า ครูได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เป็น “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” อยู่ในระดับใด แม้จะมีผู้ตอบการสอบถามจำนวนไม่มาก แต่ส่วนใหญ่ระบุว่ามีส่วนร่วมอยู่ในระดับน้อยที่สุด

จากการมีส่วนร่วมในระดับที่น้อยที่สุด ทำให้ทางชมรมฯ มีความวิตกกังวลว่า การจะจัดให้นำร่องทดลองและจะมีการนำไปใช้ในปีการศึกษา 2565 นั้น เกรงว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะจะไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นดูเหมือนจะขาดหายไป

อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สพฐ.774/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช…(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ใช้หลักสูตรโดยตรง เช่น ครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ร่วมเป็นคณะกรรมการในสัดส่วนที่มากพอ ซึ่งจะได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรดังกล่าวให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

โดยชมรมฯ เห็นว่าการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตร นอกจากจะต้องใช้รูปแบบของคณะกรรมการหรือที่เรียกว่ารูปแบบการบริหาร (The administrative model) แล้ว ควรจะผสมผสานรูปแบบคณะกรรมการกับรูปแบบการดำเนินการจากผู้ใช้และผู้เกี่ยวข้อง (The grass-root model) เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตร ประกอบกับ George A. Beauchamp (1975: 164-168) ได้แสดงให้เห็นถึงการนำหลักสูตรไปใช้ว่าควรคำนึงถึงการจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน

โดยมีครูเป็นผู้นำหลักสูตรไปใช้ซึ่งต้องแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนาวิธีการสอน อีกทั้งการนำหลักสูตรไปใช้ให้บรรลุผล ครูควรมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร ผู้บริหารเห็นความสำคัญ สนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย

จากประเด็นทางวิชาการเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น ทางชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เห็นว่า

1) การจะจัดให้นำร่องทดลองควรจะจัดเมื่อสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้มีจำนวนลดลงมากแล้ว หรือควรจะจัดในสถานการณ์ที่มีความเป็นปกติ เพราะสภาพแวดล้อมของโรงเรียนจะเอื้ออำนวยต่อการทดลอง เมื่อนำหลักสูตรไปใช้จริงในสภาพการณ์ที่เป็นปกติจะสามารถทำให้การใช้หลักสูตรบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งแม้การบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรหรือไม่จะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากก็ตาม แต่ควรจะรัดกุมตั้งแต่เริ่มต้น จึงควรเลื่อนเวลาในการทดลองออกไปก่อน ประการสำคัญอาจจะลดภาระครูได้ด้วยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การใช้หลักสูตรประสบผลสำเร็จหรือไม่

2) แม้คำสั่งการตั้งคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่หากมีการจัดรับฟังความคิดเห็นไม่ว่าจะในรูปแบบใดที่เปิดเผยได้ ก็จะเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่เกี่ยวข้องกับหลักสิทธิเสรีภาพและการดำเนินการใด ๆ ที่อาจต้องรับฟังเพราะมีผลกระทบต่อประชาชน

การดำเนินการตามสองข้อดังกล่าว จะส่งผลดีต่อกระทรวงศึกษาธิการและเป็นประโยชน์ต่อชาติด้านการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ โดยหลักสูตรจะเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เกิดการสร้างแนวร่วมและแรงจูงใจ จะได้ไม่เป็นที่ตำหนิติติงเหมือนทุกคราวหรือไม่ว่า 

“คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด” และในภาพรวมจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการประกาศใช้หลักสูตร

ดังนั้น ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เชื่อว่าหลักสูตรต้องมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกและทำการร่างเพื่อใช้ใหม่ ก็ด้วยหลักสูตรมีความเป็นพลวัต แต่อาจไม่ใช่ ณ สถานการณ์เช่นนี้ จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการและผู้มีอำนาจเหนือกระทรวงศึกษาธิการ ได้โปรดทำการทบทวนในเรื่องนี้ จักขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

นายไกรทอง  เผยอีกว่า  ก่อนจะประกาศใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ขาดหัวใจสำคัญเพราะกระบวนการทุกขั้นตอนขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบ อาทิ นักเรียน ครุและบุคลากรทางการศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง ประชาชน  ยิ่งครูเป็นผู้สอนต้องใช้หลักสูตรใหม่ แต่กลับไม่มีส่วนร่วม  ผิดกระบวนการออกหลักสุตร ที่ต้องมีการร่างหลักสูตรจากการประเมินจุดบกพร่องของหลักสูตรเดิมว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขตรงไหน เมื่อร่างหลักสูตรเสร็จ ต้องรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนในสังคม ก่อนจะทดลองและนำมาใช้จริ

“ผมงงมาก ตั้งนักวิชาการไม่กี่คน  ครูมาจากไหนก็ไม่รู้ มีประสพการณ์สอน หรือประสพความสำเร็จในวิชาชีพครูหรือไม่  อยู่ๆมาบอกจะนำมาใช้ เป็นการปรับเปลี่ยน ที่ไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์ แต่ที่แน่นอนนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองกำลังเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ”นายไกรทอง กล่าวทิ้งท้าย

“สทป.” ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่ 10 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480317

“สทป.” ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

24 ส.ค. 2564

2 หน่วยงาน “สทป.”-ม.บูรพา เสริมแกร่งเทคฯ อวกาศไทย จุดประกายเด็ก “นิวเจน” 17 ทีม จากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สู่มือโปรด้านวิศวกรรมอวกาศ

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.)ผนึกกำลังบูรณาการความรู้ จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 10 ขึ้นเป็นครั้งแรกของภาคตะวันออก การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของ 2 หน่วยงาน

โดยมี พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (ผอ.สปท.) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม ค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 10 ในครั้งนี้

เพื่อร่วมกันเผยแพร่ความรู้สู่ประชาสังคม จุดประกายความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชน ให้ก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ให้กับประเทศต่อไปในอนาคต

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กล่าวว่าองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจรวด เป็นเทคโนโลยีหลักและเป็นจุดกำเนิดของ สทป. เป็นสิ่งน่าสนใจสำหรับเยาวชน  อีกทั้งมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ เกี่ยวข้องกับวิชาต่าง ๆ ที่เยาวชนกำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษา

ในต่างประเทศ มีการจัดกิจกรรมจรวดประดิษฐ์ หรือ Model Rocket สำหรับเยาวชนกันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในประเทศไทยประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมนี้ได้เอง 

สทป. จึงอยู่ในฐานะที่เหมาะสม ที่จะริเริ่มจัดกิจกรรม ซึ่งจะนำเทคโนโลยีจรวดมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจในวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

"สทป." ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ เป็นกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ได้มีการริเริ่มจัดกิจกรรมตั้งแต่ปี 2555 ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

ที่ผ่านมา สทป.เดินทางไปจัดกิจกรรมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และในปี 2564 นี้ ได้จัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งที่ 10 โดยในครั้งนี้ได้ขยายโอกาสให้แก่เยาวชนภาคตะวันออกเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา ในการร่วมจัดกิจกรรม 

“และขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทั้ง 17 ทีม จากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากเทคโนโลยีชั้นสูง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากผู้มีประสบการณ์ตรง แม้กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการเรียนรู้ที่ต้องศึกษาด้วยตนเองจากสื่อการสอนออนไลน์ โดยมีพี่เลี้ยงช่วยให้คำแนะนำให้กับเยาวชนในแต่ละทีม ซึ่งทุกทีมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง ในการศึกษา เรียนรู้ และประดิษฐ์จรวดได้เป็นอย่างดี” ผอ.สทป. กล่าว

ซึ่งความพิเศษของกิจกรรมในครั้งนี้ คือเยาวชนได้มีโอกาสนำความรู้ที่ได้รับจากภาคทฤษฎี มาลงมือปฏิบัติ ทั้งการออกแบบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ ควบคู่ไปกับการใช้หลักการทางวิศวกรรมออกแบบจรวดที่ต้องนำไปยิงจริง โดยจรวดที่น้อง ๆ เยาวชนออกแบบมาจะต้องประสบพบเจอกับสภาพแวดล้อมที่ รุนแรงไม่แพ้สภาพที่อุปกรณ์ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศจริง ๆ จะต้องประสบ ทั้งความเร่งหรือแรง G ที่มหาศาล การสั่นสะเทือน แรงช็อคจากการระเบิด อุณหภูมิสูงนับพันองศา ฯลฯ

"สทป." ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

จรวดจะต้องทนได้และทำภารกิจได้สำเร็จ เมื่อได้แบบจรวดมาแล้ว ต้องลงมือสร้างเอง ออกแบบให้สวยงาม แล้วจึงนำไปทดสอบตามกระบวนการ ก่อนนำไปยิงแข่งขัน

ถึงแม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของของโรคโควิด-19 ทำให้เยาวชนไม่สามารถมารวมตัวกันได้ แต่สทป.ก็ไม่หยุดให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชนในรูปแบบใหม่

“และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการจุดประกายความคิด ให้เยาวชนมีความคิดริเริ่มเพื่อเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ต่อไปในอนาคต”ผอ.สทป.กล่าว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล กล่าวว่า ในนามของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดค่ายในครั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 17 ทีมที่ได้เข้ารอบและได้ก้าวผ่านความท้าทายนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จะต้องทำการอบรมออนไลน์ การปรึกษาพูดคุยกับพี่เลี้ยงผ่านช่องทางแบบ new normal ในสถานการณ์โรคโควิด-19 

แต่ทุกทีมก็สามารถทำได้ดีและมีการนำเอาวิชาความรู้ที่มีอยู่เดิมมาผนวกกับความรู้ประสบการณ์ของพี่เลี้ยง มาพัฒนาจนออกมาเป็นจรวดประดิษฐ์ขึ้นมาได้ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่มีค่าในการที่ได้นำมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาทำให้เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์จริง สรรสร้างเป็นนวัตกรรมที่นำให้โลกมีการพัฒนาก้าวหน้า 

เทคโนโลยีอวกาศและจรวดไม่ใช่แค่การส่งจรวดขึ้นไปสู่อวกาศเพียงเท่านั้น  แต่ยังมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย มีศาสตร์ทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาจากเทคโนโลยีจรวด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุศาสตร์ขั้นสูง การคิดค้นวัสดุใหม่ที่สามารถระบายความร้อนได้ดี ทนการเสียดสี

หรือมีความแข็งแรงที่มากพอที่จะป้องกันตัวจรวดของเราให้รอดพ้นจากผลกระทบภายนอก ในช่วงเวลาของการส่งจรวดขึ้นไป รวมถึงระบบการขับเคลื่อนมอเตอร์ พวกดินขับ หรือสารเคมีเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าค่ายจรวดในครั้งนี้เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในชีวิตที่จะสร้างแรงบันดาลใจ เยาวชนที่ผ่านค่ายนี้แล้วรักในทางศาสตร์วิศวกรรม รักในศาสตร์ทางเทคโนโลยีอวกาศ อยากให้ต่อยอดได้หาความรู้เพิ่มเติมต่อไป ประเทศไทยของเรายังขาดวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ที่มีความชำนาญทางด้านเทคโนโลยีอวกาศอยู่เป็นอันมาก เพราะฉะนั้นใครที่มีความสนใจในด้านนี้ อย่าทิ้ง อยากจะให้ได้ศึกษาต่อเนื่องไป 

ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา มีความยินดีต้อนรับเยาวชนทุกคน ทางคณะมีสาขาวิชาที่จำเป็นสำหรับวิศวกรรมอวกาศหรือเทคโนโลยีอวกาศ อย่างเช่น ทางวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า หรือวิศวกรรมเคมี หรือแม้แต่สาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุขั้นสูง

นอกจากนี้ยังมีสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ที่เน้นไปทางการบริหารจัดการทางวิศวกรรม ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์สำคัญที่จะทำให้ จิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อร่วมกันได้ จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีอวกาศหรืออุตสาหกรรมอวกาศเป็นสาขาวิชาที่เป็นสหวิชาชีพ เป็นการผนวกเอาความรู้ความชำนาญหลากหลายด้านเข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อที่จะให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายหลัก ในการท้าทายแรงโน้มถ่วงและทางด้านฟิสิกส์ที่จะทำให้สามารถส่งจรวดออกไปในระยะไกล 

“ดังนั้นเยาวชนที่สนใจจะเดินต่อในสายวิชาชีพนี้อยากจะให้ทุกคนตั้งใจเรียนในรายวิชาที่จำเป็น ลองสร้างความเข้มแข็งทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เคมี และสิ่งที่เรากำลังสร้างคือรากฐานที่มั่นคงที่ย่อมนำมาซึ่งพีระมิดสูงและแข็งแกร่ง สามารถยืนต่อต้านสภาพอากาศ ความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ฉันใด ขอให้เยาวชนทุกคนสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาการซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดในอนาคตฉันนั้น”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณยศ กล่าว

สำหรับกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2564 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 สายวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ซึ่งมีความพิเศษที่ต่างจากทุกปีคือได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยได้ดำเนินกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ มีเยาวชนจำนวน 17 ทีม เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งทุกทีมต้องทำการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อการสอนออนไลน์

"สทป." ร่วมกับ ม.บูรพา จัดค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่10

 จากนั้นทุกทีมจะนำเสนอแนวคิดการออกแบบจรวดในรูปแบบของ VDO Presentation และต้องนำเสนอแนวคิดผ่านระบบ Zoom Video Conference เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา 

โดยมีทีมที่ได้คะแนน Conceptual Design สูงสุดจำนวน 3 ทีม โดยได้รับรางวัล จำนวน 3 รางวัล ดังนี้

รางวัล Conceptual Design ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ทีม First Point Aries โรงเรียนกรุงเทพ คริสเตียนวิทยาลัย กทม.

รางวัล Conceptual Design การออกแบบตามทฤษฎี ได้แก่ ทีม Rocket with my friends โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม จ.สระบุรี

รางวัล Presentation ยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีม Emmalyn โรงเรียนวัดป่าประดู่ จ.ระยอง

โดยในการนำเสนอ ทุกทีมจะได้รับคำแนะนำจากกรรมการ เพื่อทำการประดิษฐ์จรวด เมื่อทุกทีมประดิษฐ์จรวดเรียบร้อยแล้วจะทำการโหวตจรวดที่ออกแบบได้โดนใจผู้ชมมากที่สุด ผ่านทาง Facebook Fanpage ค่ายวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

ซึ่งทีมที่ได้รับการกด Like มากที่สุด และได้รับรางวัล Popular Vote ไปครองได้แก่ ทีม Space Bar โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จ.พิษณุโลก มีคนกด Like จำนวนถึง 1,451 Like

ในส่วนของการทดสอบยิงจรวดประดิษฐ์ ทุกทีมจะต้องคิดวิธีในการส่งจรวดประดิษฐ์มาให้ทางคณะผู้จัด ซึ่งจรวดที่ส่งมานั้นจะต้องมีสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะทำการยิงทดสอบมากที่สุด เพื่อที่นักวิจัย สทป. จะได้นำจรวดของน้อง ๆ ไปประกอบมอเตอร์ เพื่อทำการยิงทดสอบ

โดยทีมที่มีคะแนนมากที่สุดใน 3 อันดับ ที่สามารถคว้ารางวัลไปครอง ดังนี้

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Black Smith Guy โรงเรียนน้ำพองศึกษา จ.ขอนแก่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Jupiter โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กทม.

รางวัลชนะเลิศในปีนี้มีทีมที่สามารถทำคะแนนสูงสุดถึง 2 ทีม ได้แก่ทีม nine za โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี จ.นนทบุรี ทีม Skyrocket โรงเรียนองครักษ์ จ.นครนายก