ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599046

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.37 น.

ศธ.ชงแผนถึง ศบค. ลุ้น ต.ค.ฉีดวัคซีนเด็กอายุ 12-18 ปี ลุยเปิดเรียน

1 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12-18 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา สังกัด ศธ. ที่อยากเห็นการเปิดเรียนในรูปแบบ Onsite หรือมาเรียนที่โรงเรียนได้ทั้งหมด ซึ่ง ขณะนี้ ศธ.ได้เตรียมข้อมูลที่จะเสนอเป็นแผนให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) พิจารณา ไว้เรียบร้อยแล้ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เตรียมสมุดปากกา!‘ตรีนุช’ลุ้นเด็กฉีดวัคซีนตามแผน ‘เทอม 2’กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้)

ทั้งนี้ เด็กที่อายุตั้งแต่ 12-18 ปี ในสังกัด ศธ.มีอยู่ จำนวน 4,500,000 คน แต่ขึ้นอยู่กับ ศบค. และวัคซีนที่จะเข้ามา ซึ่ง ศธ. ได้พยายามผลักดันในเรื่องนี้อยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องขึ้นอยู่กับบริบทและภายใต้ความสมัครใจของผู้ปกครองด้วย เพราะบางคนยังมีความกังวลตรงนี้อยู่ และภายใต้การพิจารณาของแพทย์ด้วย รวมถึงต้องดูสถานการณ์ของประเทศ ณ ขณะนั้นด้วยว่าจะมีความเร่งด่วนในการฉีดวัคซีนให้กลุ่มไหนก่อนหลังหรือไม่ด้วย หากวัคซีนเข้ามาตามแผนปฏิทิน ก็สามารถเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12-18 ปี ได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้

‘นพ.ธีระวัฒน์’ เตือนระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ต้องไม่ลืมว่ามีการกลายพันธุ์-ดื้อยาฟาวิพิราเวียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599033

'นพ.ธีระวัฒน์'เตือนระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ต้องไม่ลืมว่ามีการกลายพันธุ์-ดื้อยาฟาวิพิราเวียร์

‘นพ.ธีระวัฒน์’เตือนระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ต้องไม่ลืมว่ามีการกลายพันธุ์-ดื้อยาฟาวิพิราเวียร์

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.10 น.

วันที่ 1 กันยายน 2564 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า

โควิด-19 ระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 แม้ว่าสถานการณ์คล้ายจะดูดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า มีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น เช่น สายแอฟริกาใต้ ปรับตัวใหม่ดื้อกว่าเก่า ที่วัคซีนเอาไม่อยู่อยู่แล้ว

ตอนนี้ยิ่งหนักข้อขึ้น เข้าหลายประเทศแล้ว ยังเป็นระลอกสามชุดใหญ่ไฟกะพริบ เพราะยังคุมไม่ได้ต่อเนื่องยาวไปเรื่อยๆ

ตอนนี้ก็ดูคล้ายดื้อยาฟาวิพิราเวียร์ แล้วไหม เรายังสั่ง 340 ล้านเม็ด (1 คนใช้ 70 เม็ด) และเรมเดสิเวีย 200,000โดส (1คน ใช้ 10 โดส) จะเป็นสั่งเรมเดสิเวีย เพิ่มขึ้นได้ไหม

ม.รามฯ เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ‘ซีพี-รามคำแหง-นพรัตนราชธานี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599023

ม.รามฯ เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 'ซีพี-รามคำแหง-นพรัตนราชธานี'

ม.รามฯ เปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ‘ซีพี-รามคำแหง-นพรัตนราชธานี’

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.45 น.

ม.รามคำแหง จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เปิดศูนย์พักคอย (Community Isolation: CI) “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี” ขนาด 170 เตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยสำนักงานเขตบางกะปิและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นหน่วยคัดกรองผู้เข้าพัก 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี” ณ อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมด้วย นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต้อนรับ และมีผู้แทนภาคีเครือข่าย ได้แก่ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ร่วมในพิธี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ณ อาคารพิริยราม ชั้น 2  

โอกาสนี้  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบจากโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งสำนักงานเขตบางกะปิ ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ติดเชื้อที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ โดยใช้อาคารยิมเนเซียม 1 บริเวณใกล้ประตูทางออกด้านหลัง ม.ร. เป็นสถานที่ดำเนินการ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 170 เตียง และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพิ่มเติม ทางมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายพร้อมจะดำเนินการต่อไป 

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการปรับปรุงด้านสถานที่ และสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย โดยสำนักงานเขตบางกะปิ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง รายชื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จะเข้าพักรักษาตัว ณ ศูนย์พักคอย มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

ด้าน นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยินดีที่ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ประสานความร่วมมือกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ซึ่งการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยรองรับผู้ติดเชื้อที่มีเป็นจำนวนมาก กรมการแพทย์ยินดีให้การสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์ โดยมอบโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ระดมจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน รวมทั้งเป็นศูนย์ประสานรับส่งต่อเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินด้วย 

นายสุภกิต  เจียรวนนท์  ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์  กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19ที่ยังคงระบาดรุนแรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลสนามมีไม่เพียงพอรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อให้มีจำนวนเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19  ซึ่งวันนี้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สร้างศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์พักคอยแห่งนี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของประเทศ และขอขอบพระคุณ กรมการแพทย์ สำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ ที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันเปลี่ยนโรงยิมเนเซียม 1 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้เป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมในยามที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากนี้  

นายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นแห่งที่ 3 ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีเข้ามาช่วยในเรื่องการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย ถือเป็นการให้บริการเชิงรุกของโรงพยาบาล ช่วยสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะของโรคที่รุนแรงมากขึ้น  

ขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ความห่วงใยสังคมและประชาชน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ช่วยส่งเสริมสังคมและประชาชนไทยมาโดยตลอด ตลอดจนสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ด้วย 

จากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวในพิธีเปิดว่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความรัก สามัคคี และการช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันและกันของภาครัฐและเอกชน ที่พร้อมจะร่วมมือกันทำให้ประโยชน์ในด้านต่างๆที่ให้แก่ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติไปได้ 

“ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมในทุกวงการอาชีพแล้ว ยังมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ โดยครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ให้ใช้จัดตั้งศูนย์พักคอย “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี” พร้อมประสานความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการปรับปรุงพื้นที่ และดำเนินการด้านสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย และสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ร่วมสนับสนุน ทุ่มเทแรงกายแรงใจสู้กับวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน” 

ทั้งนี้ ภายในงานมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการสร้างศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation หรือ CI) ระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที 

หลังจากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ตลอดจนผู้แทนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เยี่ยมชมสถานที่ปฏิบัติงานของแพทย์และพยาบาล ศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) ณ อาคารโรงยิมเนเซียม 1 และชมการสาธิตการรับผู้ป่วยเข้าศูนย์พักคอยด้วย 

สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ต้องการเข้าพักที่ศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) “ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี”สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์โควิดมหาวิทยาลัยรามคำแหง โทร. 0-2310-8101 หรือที่ Call Center สายด่วน 1330 สปสช. และ “สายด่วนโควิด” ของเขตบางกะปิ 0-2483-5001

ภาคีเครือข่ายต้านยาสูบเอเชีย-แปซิฟิก 40 ชาติ เข้าร่วมประชุม ‘13th APACT 2021 Bangkok’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598842

ภาคีเครือข่ายต้านยาสูบเอเชีย-แปซิฟิก40ชาติ  เข้าร่วมประชุม‘13th APACT 2021 Bangkok’

ภาคีเครือข่ายต้านยาสูบเอเชีย-แปซิฟิก40ชาติ เข้าร่วมประชุม‘13th APACT 2021 Bangkok’

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศจย. ร่วมกับ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และ สสส. เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 หวังสร้างความตระหนักถึงพิษภัยยาสูบร้ายแรงกว่าโควิด-19 ระบุคนตายจากบุหรี่ ต่อปีมากกว่าโควิด 3-4 เท่า พร้อมออกปฏิญญาทั้งระดับปฏิบัติงานและกลุ่มเยาวชน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการควบคุมยาสูบระดับนานาชาติ ด้านนักวิชาการไทยและต่างประเทศตบเท้าเข้าร่วม กว่า 2,700 คน พร้อมงานวิจัยเกี่ยวกับยาสูบและสุขภาพอัพเดตล่าสุด กว่า 300 ผลงาน

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะ ประธานจัดงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok กล่าวถึงที่มา และความน่าสนใจของงานประชุมด้านยาสูบระดับนานาชาติในครั้งนี้ว่า งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13หรือ 13th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13th APACT 2021 Bangkok) ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 3 ตลอดระยะเวลาการจัดประชุมที่ APACT ที่ยาวนานกว่า26 ปี นั้น ในปีนี้เป็นความร่วมมือ ระหว่างศจย. แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 12 องค์กรพันธมิตร ตกลงจัดงานประชุม ในลักษณะลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแบบ Live Stream ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 หวังสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของยาสูบที่ร้ายแรงกว่าโรคระบาดอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 เพราะจำนวนผู้ที่เสียชีวิต ทั่วโลกจากยาสูบต่อปีมากกว่าโควิด-19 ถึง 3-4 เท่าและบุหรี่ยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก

ขณะที่ในประเทศไทย บุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งนี้ ภายในงาน 13th APACT 2021 Bangkok ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือ การประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association of Thailand 1921-2021 โดย แพทยสมาคม-แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19

หรือ TRC INTERNATIONAL CONFERENCE 2021 “Empowering Policy Implementation on Tobacco Control” โดย ศจย. ที่จะดำเนินไปพร้อมกัน นับเป็นการเสริมพลังวิชาการด้านงานควบคุมยาสูบ ที่จะแปรเป็นนโยบายเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้เข้มแข็งทั้งในปัจจุบันและต่อเนื่องไปยังอนาคต โดยประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถรับทราบข่าวสารงานประชุมได้ที่เว็บไซต์ http://www.apact2021.com

ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ในฐานะภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบจาก ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ราว 2,700 คน จาก 40 ประเทศ ตอบรับเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนให้สังคมปลอดบุหรี่ โดยเป็นคนไทยประมาณ 2,200 คน ต่างชาติ 500 กว่าคน มากที่สุดตั้งแต่จัด APACT มา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักวิชาการ ด้านยาสูบโดยเฉพาะกว่า 120 คน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและผลงานวิชาการเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการควบคุมยาสูบ และสุขภาพด้านต่างๆ อีก 300 กว่าชิ้น จาก 36 ประเทศ

ที่จะมาอัพเดตให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ากับโควิด-19 ที่มีงานวิจัยออกมาชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกัน นโยบายเพื่อหยุดการใช้ยาสูบ ผลกระทบการเก็บ ภาษีผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคติน อนาคตการควบคุมยาสูบ รวมถึงกรณีเยาวชนในเอเชีย-แปซิฟิกจับมือออกปฏิญญา รณรงค์ต้านยาสูบ ซึ่งนับเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ที่คนวัยใสหันมาสนใจเรื่องยาสูบและสุขภาพมากขึ้น

ศ.ดร.นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ในฐานะ เลขาธิการการประชุม APACT 2021 กล่าวว่า ภายในงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok ได้ให้ความสำคัญ กับกลุ่มเยาวชนที่กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะมีการประชุมกลุ่ม Youth ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกอบด้วยเยาวชนไทย 100 คน เยาวชนจากเอเชีย-แปซิฟิก 73 คน ซึ่งเยาวชนแต่ละคน มีแผนงานรณรงค์ต้านยาสูบของตนเอง

วงประชุมที่จัดแยกออกมานี้ก็เพื่อให้กลุ่มเยาวชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหาข้อสรุปในการออกปฏิญญาต้านยาสูบสำหรับเยาวชนเอเชีย-แปซิฟิกโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี จะมีการติดตามปฏิญญาหลัง ประชุมเสร็จด้วยว่ามีความคืบหน้าหรือผลสำเร็จอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยปฏิญญา Youth จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของปฏิญญา APACT 2021 ซึ่งเมื่อผนวกรวมกับภาคส่วนอื่นๆ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการควบคุมยาสูบระดับ นานาชาติได้อย่างแท้จริง

“การออกปฏิญญาการควบคุมการบริโภคยาสูบและผลิตภัณฑ์ยาสูบข้อควรปฏิบัติ และความร่วมมือระดับนานาชาติ ในงาน APACT 2021 จะมีด้วยกันทั้งสิ้น 4 ฉบับ คือ ปฎิญญาเยาวชน ปฏิญญาเครือข่ายทำงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และปฏิญญาของกลุ่มผู้ทำงานด้านยาสูบระดับชาติกว่า 900 องค์กรที่ทำงานร่วมกัน โดยทั้ง 3 ปฏิญญาจะกลายเป็น
ปฏิญญา ใหญ่ของ APACT 2021” เลขาธิการการประชุม APACT 2021 ระบุ

นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การที่แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ หน่วยงานแพทย์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในเจ้าภาพจัดงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินงานด้านยาสูบมาตลอด โดยเป็นผู้แต่งตั้งเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่

จนได้รับรางวัลจาก สมาพันธ์เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพแห่งโลก (WHPA) เมื่อปี 2558 และยังเป็นผู้ผลักดันกฎหมายต้านบุหรี่ฉบับแรก พ.ศ. 2517 จนถึงกฎหมายต้านบุหรี่ ฉบับปัจจุบัน นับรวมเป็นระยะเวลา 40-50 ปี ที่สำคัญคือในปีนี้เป็นการครบรอบ 100 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงมีแนวคิด จัดงานประชุมวิชาการร่วมกับ APACT ซึ่งสิ่งที่คาดหวังจากการเข้าร่วม APACT 2021 ในครั้งนี้ คือการสร้างเครือข่ายแพทยสมาคมที่มีอยู่ในแต่ละประเทศเอเชีย-แปซิฟิกให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

และร่วมดำเนินงานขยายเครือข่ายสมาชิกแพทยสมาคมในแต่ละประเทศ ให้กลายเป็นกำลังช่วยขับเคลื่อนการกระตุ้นให้ประชาชน ลด งด และเลิกสูบบุหรี่ โดยมีแพทยสมาคมของประเทศนั้นๆ เป็นโหนดนำ และส่งไม้ต่องานต้านบุหรี่ให้กลุ่มเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของเรื่องนี้ต่อไป รวมถึงนำองค์ความรู้ถึงพิษภัยบุหรี่ที่ได้แลกเปลี่ยนกันภายในงานไปปฏิบัติในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะองค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยของหลายๆ ประเทศ ที่ว่าด้วยผลร้ายของนิโคตินในบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า สามารถทำลายเนื้อเยื่อปอด ซึ่งเกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่จะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในบุหรี่ไฟฟ้าที่สามารถเพิ่มปริมาณและความเข้มข้นของนิโคตินได้ไม่จำกัด

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ รองเลขาธิการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพในเครือข่ายมหาวิทยาลัย อาเซียน และอาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือระดับอาเซียนในการรณรงค์ต้านยาสูบที่จะเกิดขึ้นในการประชุม 13th APACT 2021 Bangkok ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาคือการจับมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 30 สถาบัน

ซึ่งเป็นเครือข่าย ASEAN University Network – Health Promotion Network ที่สร้างกรอบในการพัฒนามหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ และยกประเด็นบุหรี่เป็นเรื่องสำคัญในลักษณะ Zero Tolerance คือไม่ให้มีบุหรี่ทั้งการสูบการขาย ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัย ทั้งหมดในทุกระดับ ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงาน มหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษา ที่ผ่านมาสามารถขยายผลการ ดำเนินงานดังกล่าวสู่นโยบายระดับชาติ

เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขยายผลไปสู่ทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย และไปสู่พื้นที่สาธารณทั่วประเทศ นอกจากนี้จะมีการจัดเรตติ้งของมหาวิทยาลัย หรือ Healthy University Rating System (HURS) ว่าพร้อมเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพหรือไม่ โดยมีบุหรี่เป็นปัจจัย ในการจัดอันดับด้วย พร้อมกับทำข้อตกลงไม่รับทุนวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจากบริษัทผู้ผลิตยาสูบ หรือบริษัทที่แฝงมากับ บริษัทยาสูบในทุกกรณี

การประชุม APACT จัดครั้งแรกในปี 2532 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2538 ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 4 ที่ จ.เชียงใหม่ และเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในการจัดครั้งที่ 13 หรือปี 2556
โดยจัดที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกAPACT นับเป็นงานประชุมวิชาการด้านบุหรี่และสุขภาพระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่!!!

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)

สพม.สุโขทัยคว้าเหรียญเงินระดับประเทศ ในการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598558

สพม.สุโขทัยคว้าเหรียญเงินระดับประเทศ ในการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ

สพม.สุโขทัยคว้าเหรียญเงินระดับประเทศ ในการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายมนตรี คงเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) ร่วมแสดงความยินดีกับ เด็กชายคุณัชญ์ กิจสนาโยธิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้รับเหรียญเงินระดับ Grade 6 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ World Mathematics Invitational 2021 (WMI) และเหรียญทองแดงระดับ Grade 6 ในการแข่งขัน Asia International Mathematical Olympaid 2021 (AIMO 2021)ว่าการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ World Mathematics Invitational 2021 (WMI) และการแข่งขัน Asia International Mathematical Olympaid 2021 (AIMO 2021) เป็นการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันและองค์กรทางด้านคณิตศาสตร์ทั่วโลก ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกมากกว่า20 ประเทศ อาทิ ไทย ไต้หวัน อเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไนจีเรีย ฮ่องกง มาเก๊า อิหร่าน บัลแกเรีย อินเดีย คาซัคสถาน กัมพูชา เมียนมาออสเตรเลีย บราซิล ตุรกี เวียดนาม มองโกเลีย และลาว โดยเป็นการจัดการแข่งขันผ่านระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019

เด็กไทย คว้ารางวัลนวัตกรรมการอนุรักษ์น้ำ ในงาน World Water Week กรุงสตอกโฮล์ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598555

เด็กไทย คว้ารางวัลนวัตกรรมการอนุรักษ์น้ำ ในงาน World Water Week กรุงสตอกโฮล์ม

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความสำเร็จของเด็ก นักเรียนไทยระดับ ม.4 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์หลังคว้ารางวัล The Winner of Diploma of Excellence ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมการอนุรักษ์น้ำ Stockholm Junior water prize 2021 (SJWP 2021) ด้วยเครื่องมือสร้างเข็มขัดดูดซับความชื้น เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ท่อนพันธุ์อ้อยระยะแรกปลูก และประหยัดน้ำในการเพาะปลูกแม้ในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งเป็นการสนับสนุน SDGs และโมเดล BCG Economy ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

คุณหญิงกัลยา เปิดเผยว่า จากการที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้คัดเลือกนักเรียนไทย 2 คน ได้แก่ นายธนวิชญ์ น้ำใจดี และนายฟิวเจอร์คงชู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ เข้าร่วมการประกวด จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ Stockholm Junior Water Prize 2021 (SJWP 2021) ในงาน World Water Week ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 23-27 สิงหาคม 2564 และ ได้คว้ารางวัล The Winner of Diploma of Excellence จาก ผลงานวิจัยชื่อ “Bio-Moisture-Nutrient Absorbing Belt for Promoting the Sugarcane Seedlings Growth from the Local Waste” หรือ เข็มขัดดูดซับความชื้นและให้ธาตุอาหารจากวัสดุเหลือทิ้งในชุมชนเพื่อการดูแลท่อนพันธุ์อ้อยระยะแรกปลูก สร้างความปีติยินดีให้กับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นความภาคภูมิใจให้กับตัวนักเรียน ครอบครัว ครูผู้สอน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพราะน้ำ และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ถือเป็นเทรนด์สำคัญของโลก

การประกวด Stockholm Junior Water Prize เป็นการประกวดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนทั่วโลกอายุระหว่าง 15-20 ปี เกิดความตระหนักและร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดย H.R.H. Crown Princess Victoria ทรงให้ความสำคัญและเป็นองค์อุปถัมภ์มาตลอด 25 ปี ซึ่งการประกวดนี้จัดขึ้นร่วมกับการประชุม World Water Week ณ กรุงสตอกโฮล์ม ในปี 2021 นี้มีเยาวชนเข้าร่วมประกวด จำนวน 44 คนจาก 32 ประเทศ เยาวชนเหล่านี้จะต้องผ่านการประกวดในแต่ละประเทศและได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนระดับประเทศ การประกวดปีนี้ มีรางวัลทั้งสิ้น 3 รางวัลได้แก่ รางวัล The Winner of Stockholm Junior Water Prize 2021 เป็นของเยาวชนจากประเทศสหรัฐอเมริกา รางวัล The Winner of Diploma of Excellence เป็นของเยาวชนจากประเทศไทย และรางวัลสุดท้ายเป็นรางวัลที่ให้ผู้สนใจร่วมโหวตคือ รางวัล The Winner of People Choice’s Award เป็นของเยาวชนจากประเทศบราซิล

เทคโนสงขลา สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ อบรมปฏิบัตการเทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงชาวบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598557

เทคโนสงขลา สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ อบรมปฏิบัตการเทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงชาวบ้าน

เทคโนสงขลา สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ อบรมปฏิบัตการเทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงชาวบ้าน

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.กันตภณ มะหาหมัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นและภูมิภาค ครั้งที่ 11สาธิตทำขนมเจาะหู ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Zoom ณ ลานอเนกประสงค์ อาคาร 74 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ว่า ทางคณะฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จึงได้เชิญวิทยากร นางมณฑา เพชรสุวรรณ์ บุคลากรสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการทำขนมพื้นบ้านภาคใต้ มาบรรยายให้ความรู้ในเรื่อง ความเป็นมาและขั้นตอนการทำขนมเจาะหู พร้อมทั้งสาธิตการทำขนมเจาะหู โดยคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมได้นำความรู้ด้านเทคโนโลยีมาช่วยทุ่นแรงในการผสมแป้ง ช่วยลดเวลาในการเตรียมแป้งสำหรับทำขนมเจาะหู ทั้งยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวอีกด้วย ซึ่งการทำขนมเจาะหู จัดให้เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างหนึ่งของตนภาคใต้ การที่คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ได้ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาใช้ก็เพื่อทุ่นแรงในการผสมแป้งทำขนมเจาะหู เพื่อหวังลดเวลาเตรียมวัตถุดิบ ช่วยชุมชนมีรายได้เลี้ยงครอบครัว อีกทางหนึ่งด้วย

ดร.ศรีวรรณ ขำตรี ผู้ช่วยคณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา กล่าวว่า ขนมเจาะหูเป็นหนึ่งในขนมที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับ หรือสำรับ ในประเพณีสารทเดือนสิบของคนใต้ หรือที่คนคุ้นเคยว่างานทำบุญชิงเปรต เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้ที่ตกนรกหรือเรียกว่าเปรตจะได้รับอนุญาตให้มาพบกับญาติ ของตนในเมืองมนุษย์ได้ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ (10) และกลับไปสู่นรกดังเดิม ในวันแรม 15 ค่ำเดือนสิบโดยในงานบุญเดือนสิบเมืองนครศรีธรรมราช จะเรียกขนมเจาะหูว่า ขนมดีซำ มีความหมายแทนเงินหรือเบี้ย เพราะมีลักษณะคล้ายกับเบี้ยหอย แต่จังหวัดอื่นๆ ก็จะเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ขนมเบซำ และขนมเจาะรู

ด้าน ผศ.วีรชัย มัฎฐารักษ์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนานักศึกษาและกิจการพิเศษ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ผู้เสนอโครงการ กล่าวว่า ทางคณะฯ ได้ประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนในรายวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมเพื่อชุมชน ซึ่งอาจารย์ผู้สอนได้ให้โจทย์นักศึกษาในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ปัญหาชุมชน โดยงานกลุ่มดังกล่าวมี นายสุริยา สิงเนี่ยว นายพงศธร สยมพร นายวัชรพล สุวรรณชาตรี และ นายนที นวลแก้ว สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม (ต่อเนื่อง) ได้นำเสนอการแก้ปัญหาการผสมแป้ง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและส่งเสริมการผลิตของผลิตภัณฑ์ขนมเจาะหูเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมสืบทอด อนุรักษ์และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นภาคใต้ ให้นักศึกษา มรภ.สงขลา และประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นต่อไป

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์วัฒนธรรมแดนสวรรค์ตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598559

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์วัฒนธรรมแดนสวรรค์ตะวันตก

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์วัฒนธรรมแดนสวรรค์ตะวันตก

วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 19,473 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงใหม่ และถือเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกมีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯประมาณ129 กิโลเมตร สามารถเดินทางไป-กลับได้ จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในเมืองหลวงที่มักจะเลือกเดินทางมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์

ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี คือ 1 ใน30 ชุมชน ที่ร่วมลุ้นเป็น 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ประกอบด้วย3 ชุมชนย่อย ได้แก่ ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ชุมชนคุณธรรมริมฝั่งแควน้อย ชุมชนคุณธรรมพัฒนาทองผาภูมิ มี พระครูวิลาศกาญจนธรรม ดร. เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการชุมชนและเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างชัดเจน ร่วมกับคณะกรรมการ ชุมชนที่มีความรู้ความสามารถทั้ง 3 ชุมชน บริหารจัดการชุมชนด้วยพลังบวร ตามแนวทางร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง รวมพลังพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นภูมิคุ้มกัน น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ วัฒนธรรมจังหวัด ภาคเอกชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมทั้งคนในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม

ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ประกอบกับคนในชุมชนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์จึงมีศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยวและวิวทิวทัศน์ที่มีความสวยงามมากมาย

วัดท่าขนุน ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญภายในชุมชน โดยภายในวัดมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมและกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายจุด เช่น สมเด็จองค์ปฐม 21 ศอก พระพุทธรูปเงิน ทอง นาก สรีระสังขารหลวงปู่สาย (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ซึ่งมรณภาพมา 28 ปีแล้ว แต่กายสังขารยังไม่เน่าเปื่อย พระพุทธรูปและพระพุทธเจติยคีรีบนยอดเขา และเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของวัดท่าขนุน

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น ศาสนาสถาน ตลาดวัฒนธรรม ถนนสายวัฒนธรรม ตลาดน้ำพิพิธภันฑ์พื้นบ้าน ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาตร์ เช่น โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี อุทยานประวัติศาตร์ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสำคัญของยุคสมัย

ส่วนใครที่ชอบทางด้านการเกษตร ที่นี่ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น สวนเกษตรอินทรีย์ สวนสมรม ไร่ สวน นา ฟาร์ม เกษตรผสมผสาน มีโครงการในพระราชดำริ ให้เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติบุกป่าเขาถ้ำลอด น้ำตก ทะเล ชายหาด ป่าชายเลย จุดชมวิวน้ำพุร้อน น้ำแร่ ที่นี่มีครบแลนด์มาร์คจุดเช็คอินภายในบริเวณวัดท่าขนุนจะมีอยู่ 7 แห่ง คือ 1. สะพานแขวนหลวงปู่สาย วัดท่าขนุน 2.ศาลาร้อยปีหลวงปู่สาย 3.บ้านหลบภัยเชลยศึก 4.เส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ 5.ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 6.สักการะพระพุทธรูปและพระพุทธเจติคีรี บนยอดเขา7.สักการะรอยพระพุทธบาท รอยพระบาทและจุดชมวิว ภายในชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเป็นภูเขาสูงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของอำเภอทองผาภูมิได้แบบ 360 องศา และบนยอดเขามีรอยพระพุทธบาทให้นักท่องเที่ยวได้สักการะ

อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ได้แก่ ผ้าทอกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นผ้าทอของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนโดยใช้กี่กระตุกในการทอ มีสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ มีทั้งเสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง ย่าม และอื่นๆ รวมทั้งเครื่องจักสาน ที่พัฒนาแปรรูปไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในชุมชนทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม นำไปจักสานทำเป็นของใช้ เช่น ตะกร้า กระเป๋า ฯลฯ รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถเลือกซื้อเป็นของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึกได้ และอีกมากมายหลายอย่างที่น่าสนใจแต่บรรยายไม่หมด มีโปรแกรมแพ็กเกจท่องเที่ยวไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวด้วย

เอาเป็นว่าถ้า หากใครสนใจลองติดต่อไปที่ เฟซบุ๊คชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ดูนะคะ แล้วทุกคนจะได้ผ่อนได้พักได้รักษ์วัฒนธรรมไปพร้อมกันค่ะ

‘คุณหญิงกัลยา’ หารือความร่วมมือการศึกษาและท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598696

'คุณหญิงกัลยา'หารือความร่วมมือการศึกษาและท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา

‘คุณหญิงกัลยา’หารือความร่วมมือการศึกษาและท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 21.43 น.

“คุณหญิงกัลยา”หารือที่ปรึกษาสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ถึงความร่วมมือการศึกษาและท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ให้การต้อนรับ ดร.ซกกรัดทะยา ซก (Dr.SOK SOKRETHYA) ที่ปรึกษา สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา ทำหน้าที่ผู้แทนนายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสที่มาเยือนประเทศไทย โดยมี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรี ร่วมให้การต้อนรับ

ในการนี้ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในด้านการศึกษาและการท่องเที่ยวในอนาคตของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะแนวทางที่จะผลักดันให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรูปแบบของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในวิทยาลัยเกษตรฯ มาผนวกกับการท่องเที่ยวเกษตรผสมผสาน ด้วยระบบการบริหารจัดการที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากร นักเรียน นักศึกษา

ฟันเปรี้ยง! สวธ.ทำหนังสือแจ้ง ‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ ถูกถอดจากศิลปินแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598673

ฟันเปรี้ยง!สวธ.ทำหนังสือแจ้ง‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ ถูกถอดจากศิลปินแห่งชาติ

ฟันเปรี้ยง!สวธ.ทำหนังสือแจ้ง‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ ถูกถอดจากศิลปินแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.53 น.

“กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ทำหนังสือแจ้งมติคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติ “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ศิลปินแห่งชาติ ระบุมีเวลา 30 วันทำหนังสือชี้แจง

30 สิงหาคม 2564 นางสาวอัจฉราพร พงษ์ฉวี รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตามที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา เรื่องที่ประชุมได้พิจารณาในวาระการประชุมลับ เรื่องนายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจําปีพุทธศักราช 2554 ว่า “คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยมติด้วยคะแนนเสียงมากกว่าสองในสามของจํานวนคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่เข้าร่วมประชุม ให้ยกเลิก การยกย่องเชิดชูเกียรติ นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสียต่อการเป็นศิลปินแห่งชาติ ตามข้อ 10 วรรคสอง ของกฎกระทรวงกําหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และแก้ไขเพิ่มเติมในกฎกระทรวงกําหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ข้อ 2”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 แจ้งมติข้างต้นแก่นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี และหากไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวให้นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี มีหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ สํานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง