เลี้ยงลูกเชิงบวก! สสส.จับมือเพจดัง ลุยโครงการ ‘คุณเปลี่ยน-ลูกเปลี่ยนปี 2’ สู้ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598668

เลี้ยงลูกเชิงบวก! สสส.จับมือเพจดัง ลุยโครงการ'คุณเปลี่ยน-ลูกเปลี่ยนปี 2'สู้ยุคโควิด

เลี้ยงลูกเชิงบวก! สสส.จับมือเพจดัง ลุยโครงการ’คุณเปลี่ยน-ลูกเปลี่ยนปี 2’สู้ยุคโควิด

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.40 น.

สสส. ร่วมมือเพจดัง เดินหน้าโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ปี 2 เหตุครอบครัวเครียดหนักช่วงลูกเรียนออนไลน์ ชวนผู้เชี่ยวชาญและพ่อแม่อาสา ขยายห้องเรียนผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ แนะวิธีเลี้ยงลูกเชิงบวก สร้างบรรยากาศเรียนออนไลน์ให้ลูก

30 สิงหาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ทูลมอโร จำกัด จัดเสวนาออนไลน์ ‘ลูกหลานเรียนออนไลน์ จะสื่อสารอย่างไรให้เข้าใจ’ ภายใต้โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ให้ครอบครัวรู้วิธีการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กระหว่างเรียนออนไลน์ช่วงโควิด-19

นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19  ทำให้เด็กต้องเรียนออนไลน์ตามแผนการสอนของโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองอาจต้องพบอุปสรรคโดยเฉพาะ ปัญหาเด็กขาดสมาธิและรู้สึกกดดันกับการเรียนผ่านจอ  จึงเป็นความท้าทายของผู้ปกครองที่ต้องมีทักษะสื่อสารและวิธีเลี้ยงลูกเชิงบวกให้เหมาะสมกับเด็กยุคนี้ สสส. จึงเดินหน้าโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ปกครอง โดยจะมีพ่อแม่อาสา นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ กระบวนกร นักพัฒนาเด็กและครอบครัว ร่วมดำเนินงานเป็นผู้นำกลุ่มระหว่างเรียนด้วยจำนวน 60 คน

นางสาวณัฐยา กล่าวว่า จากการติดตามผลกระทบช่วงเรียนออนไลน์ของเด็กไทย พบสาเหตุเบื้องลึกที่ทำให้เครียดกันทั้งบ้าน คือ 1.เด็กถูกปล่อยให้เรียนออนไลน์เพียงลำพังซึ่งเป็นเรื่องยาก ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของช่วงวัย 2.เด็กและผู้ปกครองสื่อสารกันน้อยลงเพราะใช้เวลากับโลกออนไลน์มากขึ้น และ 3.ผู้ปกครองขาดทักษะสมัยใหม่ในการเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะการเลี้ยงลูกเชิงบวกส่งผลให้การสื่อสารไม่ได้ผล  สาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด และไม่มีความสุข ส่งผลเสียต่อพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ และสมองของเด็ก โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน มุ่งพัฒนาห้องเรียนออนไลน์ในรูปแบบ “กลุ่มพ่อแม่” เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้และฝึกทักษะการเลี้ยงลูกในยุคใหม่ภายใต้การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มพ่อแม่อาสาที่ผ่านการเรียนด้วยตัวเองและพบว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น โดย สสส. มุ่งหวังให้ครอบครัวเป็นพื้นที่สุขภาวะสำหรับสมาชิกทุกวัยเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ในอนาคต

นายสุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทูลมอโร จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19ผู้ปกครองมีความเครียดและความกังวลต่อเรื่องรายได้ที่ลดลง ภาระหน้าที่ต่าง ๆ แถมต้องแบ่งเวลามาช่วยดูแลลูกเรื่องการเรียนมากขึ้น ภาวะที่ผู้ปกครองต้องแบกรับความเครียดและความกดดันที่มากขึ้น มีแนวโน้มทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าบุตรหลานมีพฤติกรรมที่ไม่ได้ดั่งที่ผู้ปกครองคาดหวัง โครงการคุณเปลี่ยนลูกเปลี่ยน ที่ทำร่วมกับ สสส. เป็นปีที่ 2 จึงนำเสนอการสอนทักษะการสื่อสารเชิงบวกในรูปแบบออนไลน์ ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบ Online Support Group  ใช้เวลาเรียน 7 วัน เพื่อให้ผู้ปกครองมีวิธีจัดการอารมณ์ได้ดีเมื่อต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง และมีวิธีการสื่อสารในสิ่งที่ต้องการกับบุตรหลานตามหลักการสื่อสารเชิงบวกอย่างถูกต้อง เพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพและลดความรุนแรงในครอบครัว จากการดำเนินงานที่ผ่านมาปัจจุบันมีผู้ร่วมเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ กว่า 4,200 คน สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเข้ากลุ่มเรียนรู้ก็สามารถเรียนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยหลักสูตรในปีที่ 2 เน้นการสื่อสารระหว่างเด็กกับผู้ปกครองเรื่องการเรียนออนไลน์ของเด็ก เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่มีพฤติกรรมเชิงลบต่อกัน หลักสูตรแบ่งช่วงอายุเด็ก 2 กลุ่ม คือ 1.เด็กประถม อายุ 7-12 ปี และ 2.เด็กวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี ทั้ง 2 หลักสูตรจะช่วยเรื่องการดูแลเด็กที่ไม่มีสมาธิเรียนออนไลน์ รวมถึงการแก้ปัญหาเด็กติดจอที่แอบเล่นเกมระหว่างเรียนออนไลน์ โดยเปิดรับสมัครผู้ปกครองจำนวน 600 คน จากนั้นจะคัดเลือกผู้ปกครอง 100 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทางแอปพลิเคชั่นไลน์แล้วนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติจนเกิดผลดีมาพัฒนาเป็นผู้ปกครองอาสา เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้ปกครองคนอื่นๆ เลี้ยงลูกเชิงบวกกันในวงกว้าง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลหรือสอบถามได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก Toolmorrow และ http://www.คุณเปลี่ยนลูกเปลี่ยน.com

พ.ญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษาหลักสูตรการเรียนรู้โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน กล่าวว่า เด็กต้องเรียนออนไลน์เป็นเวลานาน ผู้ปกครองต้องมีความรู้พื้นฐาน 3 อย่าง คือ 1.จัดสถานที่ให้เด็กมีสมาธิในการเรียนรู้ 2.จัดตารางเรียนให้เด็กมีโอกาสผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย เล่นโซเชียลมีเดียได้ แต่ต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง/วัน 3.ดูแลการบ้านของเด็ก ถ้าเป็นเด็กเล็กหรือเด็กประถม ผู้ปกครองต้องใส่ใจมากกว่าเด็กมัธยมที่ส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดเองได้  4.ทำใจยอมรับว่าการเรียนออนไลน์มีข้อจำกัดสำหรับเด็กบางคน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจไม่เหมือนกับอยู่ที่โรงเรียน และ 5.ผู้ปกครองต้องจัดตารางพ่อแม่ให้มีเวลาพักผ่อน หรือปล่อยวางจากสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดในการเลี้ยงเด็ก และที่สำคัญต้องใช้พฤติกรรมเชิงบวกกับลูก ซึ่งจะช่วยให้หลายครอบครัวผ่านปัญหาเรียนออนไลน์ได้ ที่สำคัญต้องสร้างวงจรพฤติกรรมเชิงบวกให้กับเด็ก โดยลดคำบ่น เพิ่มคำชม และไม่สื่อสารแบบประชดประชัน เพื่อทำให้เด็กสัมผัสถึงความรัก ความห่วงใย

น.ส.ภิญญา วิทยฐานกรณ์ ผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน กล่าวว่า ตนเข้าร่วมหลักสูตรนี้ เพราะต้องการนำองค์ความรู้มาพัฒนาตัวเองเพื่อปรับใช้ในการเลี้ยงดูลูกๆ และส่วนตัวสนใจเรื่องการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กๆ เป็นพิเศษอยู่แล้ว หลังจากการเรียนก็ได้ผันตัวเองมาเป็น ‘พ่อแม่อาสา’ นำความรู้มาต่อยอด และส่งต่อให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครองหลายๆ คน ได้แก่ การจัดการอารมณ์ผู้ปกครองเพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก เทคนิกการใช้ I-Message เพื่อสื่อสารและรับฟังเด็กเชิงบวก และการให้คำชม เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกยินดีทุกครั้ง ซึ่งการใช้องค์ความรู้เหล่านี้ทำให้ลูกสามารถเรียนออนไลน์ได้อย่างมีสมาธิ โดยไม่รู้สึกกดดันหรือถูกบังคับจากผู้ปกครอง เพราะมีตารางเวลาชีวิตที่ชัดเจน จึงอยากให้พ่อแม่ทุกคนมาเข้าร่วมโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยนด้วยกัน เพราะความรู้และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทุกคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง

ศธ.เผยคลังส่งเงินเยียวยา 2 พันบาทให้แล้ว เร่งจัดสรรส่งตรงถึงผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598623

ศธ.เผยคลังส่งเงินเยียวยา 2 พันบาทให้แล้ว เร่งจัดสรรส่งตรงถึงผู้ปกครอง

ศธ.เผยคลังส่งเงินเยียวยา 2 พันบาทให้แล้ว เร่งจัดสรรส่งตรงถึงผู้ปกครอง

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.50 น.

ศธ.เผยคลังส่งเงินเยียวยา 2 พันบาทให้แล้ว เร่งจัดสรรส่งตรงถึงผู้ปกครอง

30 สิงหาคม 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้า การดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ.ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน โดยจ่ายผ่านสถานศึกษา และให้สถานศึกษาจ่ายตรงให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองรวม 11 ล้านคน วงเงิน 21,600 ล้านบาท ขณะนี้ ศธ.ได้รับงบประมาณดังกล่าวจากกระทรวงการคลังแล้ว

สำหรับการจ่ายเงินเยียวยาให้นักเรียน นักศึกษาในสังกัด ศธ. แต่ละหน่วยงานจะจัดสรรเงินตามกระบวนการที่ได้วางแผนไว้  ซึ่งผู้ปกครองอาจจะไม่ได้รับเงินในเวลาเดียวกัน เพราะแต่ละหน่วยงานมีขั้นตอนและวิธีการที่แตกต่างกัน ในส่วนของสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ในวันนี้ตนได้ส่งงบประมาณไปให้หน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)

“เมื่อ สช.ได้รับเงินแล้วก็จะโอนไปที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และทาง กศจ.ก็โอนเงินให้ทางโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนก็โอนไปให้ผู้ปกครองและนักเรียน สำหรับในส่วนของ กศน.  เมื่อได้รับเงินจาก สป.ศธ.แล้ว กศน.ก็จะโอนเงินไปให้ กศน.อำเภอ ทาง กศน.อำเภอก็จะโอนไปให้ กศน.ชุมชน เพื่อทำการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาต่อไป  ซึ่งการดำเนินการโอนเงินก็ให้ดำเนินไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้” นายสุภัทร กล่าว

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า เพื่อให้เงินถึงมือผู้ปกครองโดยเร็วและสะดวกขึ้น ตนจึงได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอเปลี่ยนข้อกำหนดการจ่ายเงิน ซึ่งจากเดิมกำหนดว่าต้องโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ขอเป็นจ่ายเงินสดหรือโอนต่างธนาคารได้หรือไม่  เพราะผู้ปกครองและนักเรียนบางคนอาจมีปัญหาต้องเปิดบัญชีใหม่  ดังนั้น เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้น  ซึ่งขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างติดตามว่าทางกระทรวงการคลังจะให้ดำเนินการในรูปแบบที่เสนอขอไปได้หรือไม่

ปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองว่า มีโรงเรียนเอกชนอาจจะหักเงิน 2,000 บาท กับผู้ปกครองที่ยังค้างจ่ายค่าเทอมในภาคเรียนที่ 1 อยู่นั้น ทางโรงเรียนเอกชนคงไม่สามารถทำได้  อย่างไรก็ตามตนจะส่งหนังสือทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ปกครอง ถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อีกครั้ง เพราะตามมติ ครม.เงินจำนวนนี้ต้องส่งถึงผู้ปกครองโดยตรงโรงเรียนไม่สามารถหักเงินในส่วนนี้ได้

เตรียมสมุดปากกา! ‘ตรีนุช’ ลุ้นเด็กฉีดวัคซีนตามแผน ‘เทอม 2’ กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598575

เตรียมสมุดปากกา!‘ตรีนุช’ลุ้นเด็กฉีดวัคซีนตามแผน ‘เทอม 2’กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้

เตรียมสมุดปากกา!‘ตรีนุช’ลุ้นเด็กฉีดวัคซีนตามแผน ‘เทอม 2’กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.19 น.

เตรียมสมุดปากกา!‘ตรีนุช’ลุ้นเด็กฉีดวัคซีนตามแผน ‘เทอม 2’กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้

30 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในรูปแบบ Onsite หรือเรียนที่โรงเรียน ว่า ถ้าวัคซีนที่จะฉีดให้กับเด็กที่มีอายุ 12-18 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ส่งเข้ามาตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการคาดเคลื่อน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดเรียนตามปกติที่โรงเรียนได้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและมีความเป็นห่วงครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนมาโดยตลอด ส่วนเด็กระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษานั้น จะต้องประเมินความปลอดภัยอีกครั้ง ซึ่งระหว่างนี้จะให้นักเรียนรับการเรียนการสอนในรูปแบบ On-Air  Online และ On hand ไปก่อน

วัดภัทรสิทธาราม ออกคำสั่งให้ ‘พระอานนท์’ พ้นวัด ปมให้กำลัง ‘ผกก.โจ้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598521

วัดภัทรสิทธาราม ออกคำสั่งให้'พระอานนท์'พ้นวัด ปมให้กำลัง'ผกก.โจ้'

วัดภัทรสิทธาราม ออกคำสั่งให้’พระอานนท์’พ้นวัด ปมให้กำลัง’ผกก.โจ้’

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.37 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 จากกรณีที่ พระอานนท์ ธัมโชโต พระวัดภัทรสิทธาราม จ.นครสวรรค์ ให้กำลังใจ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ หรือ ผู้กำกับโจ้ หลังถูกจับข้อหาทำร้ายผู้ต้องหายาเสพติดจนเสียชีวิต โดยนำอาหารมาให้ เนื่องจากไม่เชื่อว่า ผู้กำกับโจ้จะตั้งใจกระทำดังกล่าว 

ล่าสุด วัดภัทรสิทธาราม ได้ออกหนังสือคำสั่งเจ้าอาวาส ลงนาม พระครูปลัดวันชาติ วิชาโต ประกาศเรื่อง ให้พระอานนท์ พ้นออกจากวัดภัทรดิทธาราม ตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากปฏิบัติตนผิดทางโลกวัชชะ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสมณาสารูปอันควรแก่การประพฤติ ข้อความในประกาศ ระบุว่า

“ด้วย พระอานนท์ ธมฺมโชโต สังกัดวัดไพรสณฑ์ศักดาราม ตำบลหล่มสัก อำเภอพล่มสัก จังหวัดเพรรบูรณ์ ได้มาของพักอาศัยเพื่อเข้าศึกษา ปริญญาตรี ได้ตั้งแต่ ปี 2563 ได้ปฏิบัติตนประพฤติผิดทางโลกวัชชะ จึงเป็นที่ติเตียนไปทั่วคณะสงฆ์ที่ได้ออกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ซึ่งไม่เหมาะสม กับสมณสารูปอันควรแก่การประพฤติ และได้ส่งผลกระทบต่อคณะสงฆ์โดยรวมในเขตพื้นที่ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์ภายในวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงามดำรงไว้ซึ่งคุณงามแห่งสมณะนั้น

ดังนั้น จึงอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พิจารณาให้ พระอานนท์ ธมุมโชโต (คนธาร์) สังกัดวัดไพรสณฑ์ศักดาราม ตำบลหล่มสัก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พ้นออกจากวัดภัทรสิทธาราม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ พระครูปลัดวันชาติ วิชาโต เจ้าอาวาสวัดภัทรสิทธาราม ยังได้ทำหนังสือส่งไปยัง เจ้าอาวาสวัดไพรสณฑ์ศักดาราม เพื่อรายงานการดำเนินการพระประพฤติผิดด้วย

อว.เบิกจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย 2 พันกว่าล้านบาท ‘ลดค่าเทอม’ คืนเงินให้นิสิตนักศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598471

อว.เบิกจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย 2 พันกว่าล้านบาท 'ลดค่าเทอม' คืนเงินให้นิสิตนักศึกษา

อว.เบิกจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย 2 พันกว่าล้านบาท ‘ลดค่าเทอม’ คืนเงินให้นิสิตนักศึกษา

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 12.45 น.

อว. เดินหน้าโครงการ “อว. ลดค่าเทอม” ตามนโยบายรัฐบาล เบิกจ่ายเงินส่งให้มหาวิทยาลัยที่ยืนยันข้อมูลครบถ้วนแล้ว 29 แห่ง จำนวน 2,250 ล้านบาท “เอนก” ย้ำ เงินทุกบาทที่รัฐสนับสนุนต้องถึงมือนักศึกษา

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้  อว. ดำเนินโครงการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นั้น  ขณะนี้ อว. ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ “อว.ลดค่าเทอม” แล้วตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2564 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง เสนอมายัง อว. ครบถ้วนแล้ว จำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ได้แจ้งไปแล้ว โดยได้เน้นย้ำให้กระบวนการอนุมัติงบประมาณมีความรวดเร็ว รอบคอบ รัดกุม ขั้นตอนจ่ายเงินขอให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส สามารถติดตามตรวจสอบการจ่ายเงินทุกขั้นตอน ไม่ให้เกิดการทุจริตอย่างเด็ดขาด

รมว.อว.กล่าวต่อว่า อว. ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด โดยเงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุน ต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา โดยมหาวิทยาลัยจะจ่ายเงินคืนกับนิสิตนักศึกษาที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้วหรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาสำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด

ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. รายงานเพิ่มเติมว่า สำนักงานปลัด อว. ได้ตั้งศูนย์ประสานงานเรื่องดังกล่าวและทำงานร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.), ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล( ทปอ.มทร.), สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษานอก อว. กันอย่างใกล้ชิด ใช้ระบบฐานข้อมูลการอุดมศึกษากลางของประเทศ ซึ่งดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมาก โดยเมื่อสภาพัฒน์ สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังได้ตรวจสอบโครงการแล้ว ส่งต่อให้กรมบัญชีกลางเพื่อโอนเงินโครงการนี้มาให้ อว. ซึ่ง อว. ได้สั่งการเบิกจ่ายไปยังมหาวิทยาลัยที่ได้จัดส่งและยืนยันข้อมูลเข้ามาครบถ้วนแล้วในสัปดาห์เดียวกันเลย

“การดำเนินงานต่างๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยดี  อย่างไรก็ตาม อว. ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป” ปลัด อว. สรุป

‘มข.’ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 วิจัย-พัฒนา ‘นวัตกรรมเพื่อสังคม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598387

‘มข.’ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19  วิจัย-พัฒนา‘นวัตกรรมเพื่อสังคม’

‘มข.’ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 วิจัย-พัฒนา‘นวัตกรรมเพื่อสังคม’

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” หรือ “โควิด-19” ไปทั่วโลก ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึง สุขภาพ และการ
สูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากมาย บนโลกใบนี้ จนถึงวันนี้ มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 5 ล้านราย เฉพาะประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทะลุ 1 ล้านคน และเสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นรายแล้ว โดย “เดลต้า” ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดและคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยด้านการวิจัย มีคณะแพทยศาสตร์และที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุขอีกหลายคณะรวมถึงโรงเรียนแพทย์ มีนโยบายที่จะช่วยเหลือนักศึกษา บุคลากร และสังคมในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มข. กล่าวว่า กว่า 2 ปีของการระบาดของไวรัสโควิด-19 มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้พัฒนานวัตกรรมหลากหลายเพื่อช่วยเหลือสังคมโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ คณะแพทยศาสตร์ ทีมสำนักหอสมุด KKU maker สำนักงานเทคโนโลยีดิจิทัลคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันนาโนฯ โรงงานต้นแบบแบตเตอรี่สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและเครือข่าย ที่ได้ร่วมกันคิดค้น “นวัตกรรมสู่สังคม” เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์และโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่ขาดแคลน จำนวนกว่า 28 รายการ

อาทิ ระบบ ThermoScan เพื่อตรวจคัดกรองอุณหภูมิผู้ใช้บริการ, ระบบ VDO สื่อสารสองทาง สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ติดเชื้อ COVID-19, หุ่นยนต์สื่อสารสองทิศทางและระบบลำเลียงอาหารและยา, SWAP box จากแผ่นอะคริลิกป้องกันการไอหรือจามขณะเก็บสิ่งส่งตรวจ, Aerosol box จากแผ่นอะคริลิกป้องกันการไอหรือจามขณะสอดท่อหายใจ, Wireless/extended stethoscope ลดการสัมผัสผู้ป่วยด้วยหูฟัง

รวมทั้ง ห้องตรวจไม่ต้องใช้หมอ (คนไข้ใน), ตู้อบฆ่าเชื้อด้วย UVC สำหรับ reuse ชุด PPE เพื่อส่งให้บุคลากรทางการแพทย์, ตู้อบฆ่าเชื้อด้วย ozone สำหรับ reuse หน้ากาก N95, ตู้อบฆ่าเชื้อ ด้วย ozone สำหรับ reuse ชุด PPE เพื่อ
ส่งให้บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์, การควบคุมการให้น้ำเกลือแบบรีโมทคอนโทรล (PAPR ประดิษฐ์)
ให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์, Negative Pressure จัดทำโดย ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมฯ, PAPR (Powered Air-Purifying Respirator) และแบตเตอรี่สำรอง, ถังขยะไร้สัมผัสสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัย เพื่อใช้ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น, หุ่นยนต์ลำเลียงของในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ covid, Portable HEPA (High EfficiencyParticulate Air) ให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์, PPE(Personal Protective Equipment) ให้บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์, Positve Pressure Mask ให้บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 27.) Mobile UVC สำหรับฆ่าเชื้อ และ TOT Positve Pressure สำหรับกั้นเก็บตัวอย่างเชื้อ

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าเนื่องจากการระบาดที่รุนแรงขึ้นทำให้ยอดผู้ติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้น เกิดภาวะเตียงเต็มในโรงพยาบาลต่างๆ มข.จึงได้จัดทำระบบการจัดการผู้ป่วยกักตัวอยู่ที่บ้าน “Home Isolation มข.” เพื่อปูทางให้โรงพยาบาลทั่วประเทศนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยอาการไม่มากซึ่งกักตัวที่บ้านโดยสามารถดูแลตัวเองและติดต่อกับหมอที่โรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ระบบ “Home Isolation Management System” เป็นไปตามมาตรฐาน Telemedicine ที่แพทยสภาได้ประกาศไว้ มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

1.ผู้ใช้งาน หรือผู้ป่วยจะต้องยืนยันตัวตน และ 2.ต้องมีบันทึกข้อมูลที่ผู้ป่วยบันทึกเข้ามาในระบบและการสื่อสารระหว่างทำการรักษาไว้ในระบบฐานข้อมูล (Database) เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลังซึ่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ได้สั่งการให้สถานพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดใช้ระบบ Home Isolation มข.เพื่อเตรียมพร้อมรับคนไข้ที่อาจมาจากพื้นที่สีแดงหรือสีแดงเข้มเข้าไปสู่ระบบการดูแลแบบแยกตัวที่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงที่นำระบบดังกล่าวไปใช้ เช่น รพ.สุทธาเวช จ.มหาสารคาม รพ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ รพ.สต.จ.ร้อยเอ็ด รพ.หลังสวน จ.ชุมพร และรพ.ที่จ.ระนอง กำลังจะเริ่มใช้งาน

สำหรับนวัตกรรมสำหรับการดูแลผู้ป่วยอย่าง “ระบบการดูแลและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกตัว” จัดทำขึ้นเพื่อใช้บริหารจัดการกลุ่มผู้ป่วยแบบแยกตัว ทั้งแบบ Home Isolation และการดูแลตนเองในระบบชุมชน (Community Isolation) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วขึ้นและติดตามดูแลอาการผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด สะดวกต่อตัวผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยจุดเด่นของระบบ คือ 1.ผู้ป่วยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่ในโทรศัพท์ ยกเว้นกรณีไม่มีแอปพลิชั่นไลน์ 2.บัญชีผู้ใช้ไลน์หนึ่งๆ ใช้กับผู้ป่วยได้หลายคน

3.บันทึกข้อมูลระบบได้รวดเร็วโดยให้กรอกเฉพาะข้อมูลสัญญาณชีพ และอาการเนื่องจากระบบเชื่อมบัญชีไลน์กับฐานข้อมูลผู้ป่วยแล้ว และ 4.เป็นไปตามมาตรฐานการแพทย์ทางไกล(Tele-medicine) สากล โดยเริ่มใช้งานแล้วที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ซึ่งช่วยให้ระบบการดูแลผู้ป่วยแบบแยกตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียสร้างความมั่นใจ และอุ่นใจให้กับผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวที่บ้าน

“มข.พัฒนาระบบนี้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดีเพื่อนำไปปฏิบัติได้จริงในภาคสนามและตั้งใจเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังมองหาระบบไอทีในการช่วยเหลือประชาชน ได้ใช้ระบบนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา ทั้งด้านไอที และการบริหารจัดการผู้ป่วยเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” อธิการบดี มข. ระบุ

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวในตอนท้ายว่า มาตรการการช่วยเหลือนวัตกรรมและงานวิจัยต่างๆ ที่ มข.ได้พัฒนาขึ้น รวมไปถึง ระบบ Home Isolation มข. เป็นไปตามนโยบายด้าน CSV ที่มุ่งเน้นการบริการวิชาการสู่สังคมการอุทิศเพื่อชุมชนและสังคม เป็นการยกระดับจิตสำนึกในการรับใช้สังคม โดยใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการรับใช้สังคมอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยินดีให้โรงพยาบาลต่างๆ นำไปใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทั้งหมดที่กล่าวมามข.ได้ดำเนินการมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 นับเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำ เป็นเสาหลักและเป็นที่พึ่งพิงให้กับสังคมในยามที่ประเทศชาติบ้านเมืองเกิดวิกฤต!!

11 หนังสือสร้างตัวตน และอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598386

11 หนังสือสร้างตัวตน  และอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้

11 หนังสือสร้างตัวตน และอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำหรับหนอนหนังสือ ทุกวันคือการอ่าน เป็นความธรรมดา เป็นธรรมชาติของชีวิต เหมือนหายใจ เหมือนกินข้าว และเพราะเราเชื่ออย่างหมดหัวใจเลยว่า “หนังสือสร้างตัวตนและเปลี่ยนชีวิตคนได้” สังเกตง่ายๆ ได้จากคนที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ ของโลกล้วนถูกหล่อหลอมด้วยหนังสือเล่มที่ใช่แทบทั้งสิ้น แต่สำหรับคนที่ยังไม่เจอเล่มที่ใช่ อาจจะต้องเริ่มด้วยเล่มที่ “ชอบ” หรือถูกชะตากัน เราจึงถือโอกาสแนะนำหนังสือ 11 เล่ม ที่น่าจะทำให้คุณชอบได้ไม่ยาก เผื่อสักวันคุณจะเจอเล่มที่ “ใช่” และเลือกมันเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตตัวเอง

1. “๑๐๐ ข้อคิดจากอิฐ ๑ ก้อน” (ผู้เขียน : กอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร) บทเรียนชีวิตของนักธุรกิจ & CEO หญิงสุดแกร่ง ผู้ say yes! กับทุกโอกาส ตั้งแต่เด็ก ทั้งคำสอนและแบบอย่างที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่พบเจอเมื่อไปเรียนต่างแดน การผันตัวมาทำงานที่ต่างจากสิ่งที่เรียน สิ่งที่ได้เมื่อเข้ามาทำงานที่กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย บทบาทที่ปรึกษาให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเมื่อหมดวาระก็กลับมารับตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพราะทุกสิ่งที่เข้ามาล้วนดีเสมอ เธอจึงตอบรับทุกโอกาสเข้ามาในชีวิตด้วยคติที่ว่า “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต!”

2. “Changemaker เสียงเล็กๆของเด็กเปลี่ยนโลก” (ผู้เขียน : ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา) เรื่องราวการต่อสู้ของเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้ผลักดัน เรียกร้อง และดำเนินการขอแก้ พ.ร.บ. สุขภาพจิต ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าพบจิตแพทย์ได้โดยไม่ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองเธอจะมาบอกเล่าเส้นทางที่เลือก ทั้งจุดเริ่มต้นปัญหา การได้เข้าไปทำงานในสภาเด็กและเยาวชน ปัญหาต่างๆ ที่เด็กต้องพบเจอจนทำให้เกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิต คนรอบข้างจะทำอย่างไรได้บ้าง สิทธิที่เด็กควรรับรู้ และเรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย การเดินทางของเธอจะพาให้คุณเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน และยังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้คุณเลือกเส้นทางในแบบของคุณอีกด้วย

3. “ปลุกพลังหญิงให้ยิ่งใหญ่” (ผู้เขียน : Melinda Gates) หนังสือติดอันดับ New York Times Bestseller ผลงาน เขียนชิ้นโบแดงของเมลินดา เกตส์ อดีตภรรยาคนเก่งของบิลล์ เกตส์ อภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ที่จะสะกิดให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ
ของ “ความเท่าเทียม” และ “ความเหลื่อมล้ำ” ว่าส่งผต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างไร โดยเฉพาะ “เด็กหญิง” และ“ผู้หญิง” นี่คือหนังสือที่จะช่วยยกระดับและสร้างแรงบันดาลใจด้วยการเล่าเรื่องความเข้มแข็งและความหวัง ซึ่งเมลินดาผลักดันเราให้ท้าทายกับสถานะที่เป็นอยู่โดยไม่สยบยอม

4. “100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก (เล่ม 1)” (ผู้เขียน : Elena Favilli และ Francesca Cavallo) หนังสือที่ร้อยเรียงเรื่องจริงของ “100 ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของโลก” ผู้กล้าคิดนอกกรอบและคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็น เจน ออสเตน, เซเรนา และวีนัส วิลเลียมส์, ฟรีดา คาห์โล, มาลาลา ยูซัฟไซและคนอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ (เด็ก) ผู้หญิง ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองและสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับโลก

เพราะผู้หญิงเป็นผู้นำได้ ทั้งด้านชีวิตและสังคม นอกจากนี้ ภาพประกอบของหญิงสาว 100 คน ยังรังสรรค์ขึ้นด้วยสไตล์การวาดอันเป็นเอกลักษณ์จากศิลปินหญิงชื่อดังกว่า 60 คนทั่วทุกมุมโลก และเป็นต้นฉบับหนังสือที่ผู้คนช่วยบริจาคมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการระดมทุนชีวิตที่ดีมากๆ

5. “ร้อยเรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก (เล่ม 2)” (ผู้เขียน : Elena Favilli และ Francesca Cavallo) เล่มต่อ
ของหนังสือ “100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก” ที่ติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์ที่ “สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงทั่วโลกกล้าฝันให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น และสู้ให้หนักขึ้น” เป็นเรื่องเล่าก่อนเข้านอนเล่มใหม่ล่าสุดเพื่อสรรเสริญ ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของโลก ตั้งแต่เนเฟอร์ติติไปจนถึงบิยอนเซ โรซาลินด์แฟรงคลิน ไปจนถึง เจ.เค. โรว์ลิ่ง พระราชินี นักเคลื่อนไหว และอีกมากมาย เป็นการนำความแตกต่างหลากหลายอันน่าตื่นตาตื่นใจ มาร้อยเรียงไว้ด้วยกัน จนทำให้รู้สึกว่า… “อะไรก็เป็นไปได้!”

6. “บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์” (ผู้เขียน : Jill Kolongowski) หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณพบว่าข้อคิดและบทเรียนที่สอดแทรกในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ แท้จริงแล้วเป็นสากลและนำมาปรับใช้กับชีวิตมักเกิ้ลอย่างเราๆ ได้ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า “แฮร์รี่ พอตเตอร์” จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณตลอดไป

เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็น 16 บท โดยใช้คาถาต่างๆ ในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์มาสรุปแง่คิดที่ได้รับจากหนังสือชุดนี้ทั้ง 7 เล่ม ผู้เขียนผสมผสานกลวิธีการเขียนในเชิงวิเคราะห์วรรณกรรมผ่านการบอกเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อค้นพบความหมายที่ซ่อนไว้ในเวทมนตร์ ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อน ความสำคัญของครอบครัว ความกล้าหาญ และความรัก ได้เวลาแล้วที่เราจะกลับไปเยี่ยมฮอกวอตส์กันอีกครั้ง!

7. “ชีวิตนี้ลิขิตได้” (ผู้เขียน : Louise Hay) การดำเนินชีวิตไปอย่างราบรื่นในทุกด้านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก คุณเป็นคนหนึ่งที่บรรลุผลเช่นนั้นได้ ถ้าเพียงแต่รู้ว่าประตูสู่ชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุขอยู่ที่ใด และทำอย่างไรจึงจะเปิดประตูนั้นได้ หนังสือเล่มนี้เป็นทั้งแผนที่และกุญแจที่จะช่วยเปิดหนทางไปสู่สิ่งดีๆ ในชีวิต

ลูอิส เฮย์ นักเขียนแนวพัฒนาตนเองชื่อดังได้อธิบายถึงสาเหตุของปัญหาต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นรวมถึงความไม่สบายต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนใหม่ มีวิถีชีวิตใหม่ และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ตามที่คุณคิดหวังไว้รวมทั้งมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

8. “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป” (ผู้เขียน : Spencer Johnson) เราทุกคน ย่อมรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้ทุกขณะแต่ความเคยชินกับสิ่งที่ทำอยู่ซ้ำเดิม และคิดว่าสิ่งนั้นดีที่สุดแล้ว ทำให้อดเป็นกังวลและต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ได้เนยแข็งชิ้นเดิมที่เราว่าอร่อยล้ำนั้น แท้จริงเป็นเพราะเรายังไม่เคยได้ลิ้มรสเนยแข็งแบบอื่นฉะนั้นเมื่อต้องสูญเสียเนยแข็งชิ้นเดิมไปคนเป็นจำนวนมากจึงรู้สึกเหมือนกับสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุด บ่อยครั้งที่การเปลี่ยนแปลงได้นำโอกาสใหม่ๆ มาให้แต่ละคน ฉะนั้น ถ้าเราเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็เท่ากับเตรียมตัวเปิดทางกว้างไกลให้แก่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน ชีวิตส่วนตัว และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

9. “ออกจากเขาวงกตได้แล้ว” (ผู้เขียน : Spencer Johnson) ออกจากเขาวงกตได้แล้ว (Out of the Maze) ภาคต่อของ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป (Who Moved My Cheese?) เปรียบเทียบ สถานการณ์ยากลำบาก/อุปสรรค ที่ต้องเผชิญซึ่งขัดขวางไม่ให้เราออกไปตามหาเนยแข็งก้อนใหม่กับความซับซ้อนวกวนของเขาวงกต หลายคนสงสัยว่ากว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้นั้นต้องทำอย่างไร ผู้เขียนจึงให้คำตอบผ่านตัวละครเฮมในเล่มนี้ นั่นคือไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่าจนไม่ยอมรับอะไรใหม่ๆ เมื่อความเชื่อ/ความคิดเดิมไม่ได้ผล อย่าลังเลที่จะมองหาความเชื่อใหม่ๆ ประเด็นหลักยังคงอยู่ที่การรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ภาษาเรียบง่ายเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน แต่ทิ้งอะไรไว้ให้ผู้อ่านคิด

10. “ชีวิตไม่ง่าย แต่รับมือได้ไม่ยาก” (ผู้เขียน : นัมอินซุก) หนังสือจุดประกายความหวังที่น่ารักและอบอุ่น กับ 55 ข้อคิดการใช้ชีวิตให้คลายความเจ็บปวด เต็มเปี่ยมความมุ่งมั่น ความรัก และความสุข จาก “นัมอินซุก” นักเขียนหนังสือขายดีและโค้ชการใช้ชีวิตชาวเกาหลี
ที่มีผลงาน Bestseller ทั่วเอเชียกว่า 4 ล้านเล่ม! จะปลอบโยนและปลุกพลังให้ใจทุกดวงสว่างไสว ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด มีความหมายและมีความสุขได้ทุกวัน

หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเป็นที่ปรึกษายามเราไปต่อไม่ไหว เหมือนมีรุ่นพี่หรือโค้ชชีวิตคอยให้คำแนะนำอยู่เคียงข้าง โอบกอดให้เราคลายความสับสน แค่เราเปลี่ยนวิธีคิดเท่านั้น ก็จะพร้อมเดินไปข้างหน้าและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอีกครั้ง…เหมาะสำหรับเป็นคู่มือปลอบใจข้างกายหรือมอบให้คนที่คุณห่วงใย

และ 11. “แซลมอนสอนคน” (ผู้เขียน : Ahn Do-hyeon) นี่คือหนังสือที่ตราตรึงใจผู้คนไม่แพ้ “เจ้าชายน้อย” คุณจะซาบซึ้งกับเรื่องราวแฝงข้อคิดที่จะทำให้คุณ “เข้าใจความหมายในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง” เรียนรู้ไปกับเจ้าแซลมอนสีเงินและแซลมอนตาประกาย ทั้งเรื่องสุข ทุกข์ ความสับสนและเจ็บปวด ความห่วงใย ความยินดี การเอาชีวิตรอดมิตรภาพ และความรัก…เรื่องราวอบอุ่น ดีงามและอ่านง่าย พร้อมที่จะอยู่ในดวงใจคุณ ผ่านภาษาที่งดงาม เหมือนกับเราได้ว่ายทวนน้ำฝ่าอุปสรรคตามติดฝูงแซลมอนไปด้วย

หวังว่า 1 ใน 11 เล่มนี้จะมีเล่มที่คุณสนใจ เมื่ออ่านแล้วหวังว่าจะ “ชอบ” และ ถูกจัดอยู่ในทำเนียบเล่มที่ “ใช่” จนเปลี่ยนความคิดหรือชีวิตคุณได้บ้าง ซึ่งผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือได้ที่ โทร.0-26223000 กด 0 หรือwww.nanmeebooks.com,www.facebook.com/nanmeebooksfan รวมถึงติดตามข่าวสารและหนังสือที่น่าสนใจอีกมากมายเพียง ADD LINE @nanmeebooks และ @nmbadult

นานมีบุ๊คส์

‘สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต’ นั่งตําแหน่งกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย IOI #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598274

'สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต'นั่งตําแหน่งกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย IOI

‘สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต’นั่งตําแหน่งกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย IOI

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 20.03 น.

“สมศักดิ์ สวุรรณสุจริต” ขึ้นนั่งตําแหน่งกก.บริหารระดับภูมิภาคเอเชียของสถาบันผู้ตรวจการ แผ่นดินระหว่างประเทศ (IOI) หนุนความร่วมมือขยายเครือข่ายเชื่อมต่อองค์กรตรวจสอบอํานาจรัฐ 

วันที่ 28 สิงหาคม 2564 สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย ได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารในระดับภูมิภาคเอเชีย ของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ(International Ombudsman Institute หรือ IOI) ด้วยคะแนนอันดับ 1จากเสียงโหวตของสมาชิกสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ (IOI) พร้อมปักธงเดินหน้าสนับสนุนความ ร่วมมือขยายเครือข่ายเชื่อมต่อองค์กรตรวจสอบภาครัฐ ชูจุดแข็งด้านความเป็นธรรมหนึ่งในมาตร ฐานผู้ตรวจการ แผ่นดินระดับสากล

นายสมศักดิ์ กล่าวถึงการได้รับเลือกให้ดํารงตําแหน่ง กรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย (Asian Director) ครั้งนี้ว่านับเป็นความภาคภูมิใจที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แห่งราชอาณาจักรไทยได้รับความไว้วางใจจากนานาประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านมามุ่งมั่นในการดําเนินภารกิจ สร้างความร่วมมือตลอดจนขยายเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม และปกป้อง สิทธิเสรีภาพของประชาชน บริหารราชการแผ่นดินด้วยหลักนิติธรรม ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินไทยได้มีความร่วมมือกับนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีกับคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและส่งเสริมสิทธิ ทางพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี, ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน, สํานักตรวจสอบการบริหาร กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น และล่าสุดเมื่อต้นปี 2564 ได้ลงนามในเอกสารบันทึก เจตนารมณ์ (MOI) ว่าด้วยการก่อตั้งเวทีผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asian Ombudsman: SEAOF) ร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และผู้ตรวจการแผ่นดิน แห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อแสดงจุดยืนของการปฏิบัติหน้าที่ที่ไมไ่ด้มุ่งหวังเพียงแค่ให้ความเป็นธรรมหรือดูแลเฉพาะประชาชนทุกคนที่พํานักในประเทศตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลประชาชนของตนที่พํานักในประเทศสมาชิกอื่นอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม

โดยนับจากนี้ยังคงเดินหน้ามุ่งให้ความสําคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างองค์กร ผู้ตรวจการแผ่นดินในภูมิภาคเอเชียทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี นํานวัตกรรมดิจิทัลมาปรับใช้ในการทํางานให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมแบบใหม่ หรือ New Normal เพื่อสื่อสารกับสาธารณะย้ำถึงความสําคัญของบทบาท หน้าที่และ อํานาจในการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชน และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในฐานะกลไกตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐที่มีประสิทธิภาพและมีอิสระอย่างแท้จริงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อไป นายสมศักดิ์ กล่าว
 
สําหรับการเลือกตั้งกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย (IOI Asian Regional Director) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2564 โดยสํานักงานเลขาธิการสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ (International Ombudsman Institute: IOI) เพื่อสรรหาบุคคลทดแทนตําแหน่งที่ว่างลง มีผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเพื่อดํารง ตําแหน่งกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย (IOI Asian Regional Director) จํานวนทั้งสิ้น 3 ราย ประกอบด้วย

1) นายอาจัส อาลี คาน (Mr. Ajaz Ali Khan) ตําแหน่ง ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐซินด์ (Sindh) สาธารณรัฐ อิสลามปากีสถาน

2) นายโมฮัมหมัด นาจิ (Mr. Mokhammad Najih) ตําแหน่ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งสาธารณรัฐ อินโดนีเซีย

3) นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ตําแหน่ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย 

สมาชิกที่มีสิทธิออกเสียง (Voting member) ได้แก่ องค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินในภูมิภาคเอเชียที่เป็นสมาชิกของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ จํานวน 20 สถาบัน ด้วยการลงคะแนนเสียงผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic ballot) ในระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2564 

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 สํานักงานเลขาธิการสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ ได้ประกาศผลการเลือกตั้งครั้งนี้โดยมีสมาชิกลงคะแนน จํานวน 18 สถาบัน คิดเป็นร้อยละ 90 ของสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด  ผลการนับคะแนนปรากฏว่า นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด และ นายอาจัส อาลี คาน ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐซินด์ (Sindh) สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน มีคะแนนเป็นลําดับที่สอง ส่งผลให้ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต และนายอาจัส อาลี คาน ได้รับเลือกให้ดํารงตําแหน่งกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชีย(IOI Asian Director) ของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ 

ปัจจุบันกรรมการบริหารระดับภูมิภาคเอเชียของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ จึงมีจํานวนครบ 4 ตําแหน่ง ได้แก่ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย นายอาจัสอาลีคาน (Mr.AjazAliKhan)ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐซินด์ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน นางสาว จอน ฮยอน-ฮี (Ms. Jeon Hyun-Heui) ประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและคุ้มครองสิทธิพลเมือง (Anti-Corruption and Civil Rights Commission: ACRC) สาธารณรัฐเกาหลี นายชานาวาซ ทาริก (Justice Shahnawaz Tariq) ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐซินด์ เพื่อการคุ้มครองสตรีจากการล่วงละเมิดในสถานที่ ทํางาน (Provincial Ombudsman Sindh for the Protection against Harassment of Women at the Workplace)สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน

‘คุรุสภา’ คว้าเกรด A องค์กรคุณธรรม-โปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598242

'คุรุสภา'คว้าเกรด A องค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

‘คุรุสภา’คว้าเกรด A องค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.58 น.

“ดิศกุล” ปลื้มผลการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ 2564 คะแนนคุณธรรมและความโปร่งใส ได้  93.25 คะแนน อยู่ในระดับ A  ตัวชี้วัดการเปิดเผยข้อมูล-ป้องกันการทุจริต ได้เต็ม 100 คะแนน ติดอันดับ 3 ของกระทรวงศึกษาธิการ

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา  เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment หรือ ITA ) ประจำปี งบประมาณ 2564 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ผลปรากฏว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับผลคะแนน 93.25  จากคะแนนเต็ม 100 อยู่ในระดับ A ของเกณฑ์การประเมิน ซึ่งหมายถึง หน่วยงานสามารถดำเนินการได้ค่อนข้างครบถ้วน และมีแนวปฏิบัติที่ดีในการดำเนินการตามตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมิน ITA โดยมีบางส่วนที่ต้องปรับปรุงหรือเปิดเผยข้อมูลราวร้อยละ 5-15 ของตัวชี้วัดหรือข้อคำถามทั้งหมด ซึ่งเกณฑ์ตัวชี้วัดการประเมินผลมีทั้งหมด 10 ด้าน โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้คะแนนในด้านต่างๆ ดังนี้ 1.การเปิดเผยข้อมูล 100 คะแนน  2.การป้องกันการทุจริต 100 คะแนน  3.การปฏิบัติหน้าที่ 96.16  คะแนน  4.การแก้ไขปัญหาการทุจริต 93.46 คะแนน  5.การใช้อำนาจ  93.17 คะแนน 6.การใช้งบประมาณ  93.14 คะแนน 7.การใช้ทรัพย์สินของราชการ 92.05 คะแนน 8.คุณภาพการดำเนินงาน 87.36  คะแนน 9.ประสิทธิภาพการสื่อสาร 83.06 คะแนน และ 10.การปรับปรุงการทำงาน  81.25 คะแนน  และเมื่อพิจารณาในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ผลการประเมินเป็นลำดับที่ 3 โดยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้อันดับ 1 และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้อันดับ 2

“การประเมิน  ITA  เปรียบเสมือนเครื่องมือตรวจสุขภาพองค์กร ประจำปี ที่ทำให้คุรุสภาได้รับทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงาน ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในทุกๆ ด้าน โดยปีนี้เราได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ในตัวชี้วัด 2 เรื่อง คือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูล และเรื่องการป้องกันการทุจริต เพราะคุรุสภา มีความตระหนักถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูล โดยได้ดำเนินการปรับปรุงการให้บริการในรูปแบบออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพตอบสนองต่อนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งในรูปแบบของการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ ในทุกๆช่องทาง และเผยแพร่ที่เว็บไซต์ของคุรุสภาเอง “ ดร.ดิศกุล กล่าว

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันคุรุสภาก็ได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตามนโยบายรัฐบาลและมาตรการของ ศธ.โดยคุรุสภาได้กำหนดนโยบายและมาตรการ ในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีระบบการตรวจสอบและประเมินผลสัมฤทธิ์ตามหลักธรรมาภิบาล สร้างกลไกและพัฒนาระบบการตรวจสอบ ให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ และมีการปลูกฝังจิตสำนึกค่านิยมที่ดี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เกิดความตระหนักในความสำคัญและร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อมุ่งหมายให้การบริหารงานและการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มาจากความร่วมมือของบุคลากรในคุรุสภา ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะนำข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.ที่ได้จากการประเมิน ITA  มาปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนายกระดับการดำเนินงานตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสได้อย่างมีสัมฤทธิผล รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา สร้างความไว้วางใจแก่สาธารณชนได้มากยิ่งขึ้นในปีต่อๆไป

ลูกหนี้ ‘กยศ.’ รีบด่วน! ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยผ่านทางออนไลน์-สนง.บังคับคดีทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598202

ลูกหนี้'กยศ.'รีบด่วน! ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยผ่านทางออนไลน์-สนง.บังคับคดีทั่วประเทศ

ลูกหนี้’กยศ.’รีบด่วน! ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยผ่านทางออนไลน์-สนง.บังคับคดีทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.38 น.

ลูกหนี้กยศ.รีบยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยผ่านทางออนไลน์-สนง.บังคับคดีทั่วประเทศ ก่อนหมดกำหนด 30 ก.ย.นี้  กรมบังคับคดี เผยช่วยลูกหนี้ไกล่เกลี่ยหลังคำพิพากษาสำเร็จ 119 เรื่อง ทุนทรัพย์กว่า 13 ล้านบาท

วันที่ 28 ส.ค.64 นางอรัญญา ทองน้ำตะโก อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตระหนักถึงสถาน การณ์โควิดระบาดในขณะนี้ ซึ่งส่งผลให้ภาวะเศรษฐ กิจถดถอยตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังกระทบบริษัท ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม การผลิตและการส่งออกสินค้าลดลง มีการเลิกจ้างเพิ่มมากขึ้นและประชาชนบางส่วนว่างงาน รวมไปถึงผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา เมื่อจบการศึกษาแล้วยังไม่สามารถหางานทำได้ก็เท่ากับไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญาจึงเกิดปัญหาชำระหนี้ไม่ได้ตามกำหนด ซึ่งเกิดหนี้สินครัวเรือน หนี้บัตรเครดิต และหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีมากขึ้น

ดังนั้นจึงมีนโยบายให้กรมบังคับคดี จัดโครงการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนผ่านโครงการ “บังคับคดีร่วมใจช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หลังคำพิพากษา” ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. – 15 ก.ย.64 ณ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรมบังคับคดี และสำนักงานบังคับคดีจังหวัด , สาขาทั่วประเทศ รวมจำนวน 116 แห่ง โดยผลจากการจัดโครงการดังกล่าวช่วงวันที่ 1 ก.ค. – 23 ส.ค. 2564 ที่ผานมา กรมบังคับคดีสามารถไกล่เกลี่ยช่วยสำเร็จ 119 เรื่อง ทุนทรัพย์ 13,903,608.34 บาท

“เรายินดีและพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ต้องเจอวิกฤตถาโถมเข้าใส่ และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรมว.ในการเยียวยา ผลจากการจัดโครงการเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าเราช่วยไกล่เกลี่ยได้เป็นที่น่าพอใจ ทำให้หลายคนที่กำลังเดือดร้อนไม่ต้องประสบปัญหาหนี้สินอีกต่อไป จึงอยากเชิญชวนลูกหนี้ กยศ. ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว และอยู่ระหว่างการบังคับคดีให้รีบเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยภายในวันที่ 30 ก.ย.64 นี้ ยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทผ่านออนไลน์ทางเว็บไซต์กรมบังคับคดี www.led.go.th“นางอรัญญา กล่าว