‘ศรีสุวรรณ’ ร้อง พศ.จี้สอบ ‘พระอานนท์’ ละเมิดจริยาสงฆ์กรณีไปให้กำลังใจ ‘ผกก.โจ้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598191

'ศรีสุวรรณ'ร้อง พศ.จี้สอบ'พระอานนท์'ละเมิดจริยาสงฆ์กรณีไปให้กำลังใจ'ผกก.โจ้'

‘ศรีสุวรรณ’ร้อง พศ.จี้สอบ’พระอานนท์’ละเมิดจริยาสงฆ์กรณีไปให้กำลังใจ’ผกก.โจ้’

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.33 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธฺการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้สั่งการไปยังเจ้าคณะปกครองสงฆ์จังหวัดนครสวรรค์ให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดพระอานนท์ ธัมโชโต พระวัดภัทรสิทธาราม ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ที่พระธรรมวินัยและพระจริยาสงฆ์อย่างร้ายแรง กรณีที่เดินทางมาให้กำลังใจผู้กำกับโจ้ ผู้ซึ่งกระทำการร่วมกับตำรวจคนอื่นๆรวม 7 นายใช้พลาสติกคุมหัวผู้ต้องหายาเสพติดจนถึงแก่ความตาย อันเป็นอาญาแผ่นดินที่เป็นกรรมหนักนั้น

โดยที่การฆ่าผู้อื่นจะโดยเจตนาหรือไม่นั้นในพระวินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้าระบุไว้ชัดว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งบัญญัติไว้ในศีล 5 ข้อที่ 1 ที่ว่า “ปาณาติปาตาเวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการฆ่าชีวิตทุกชนิด” การที่พระภิกษุสงค์ผู้ต้องถือศีล 227 ข้อ และต้องขอบิณฑบาตอาหารจากฆารวาสเป็นอาจิณ มาแสดงออกถึงการสนับสนุนผู้ที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้ที่รักษากฎหมายเสียเองเยี่ยงนี้ ย่อมทำให้ชาวโลกติเตียน หรือเป็น “โลกวัชชะ”

ทั้งนี้พระอานนท์ ย่อมต้องรู้ดีว่าการถือเพศบรรพชิตในประเทศไทยนั้น มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุสงค์ ซึ่งหากคิดจะยังถือครองเพศบรรพชิตต้องเอื้อเฟื้อต่อกฎหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คําสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช สังวร และปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด อันถือเป็นจริยาของสงฆ์ หากภิกษุผู้ใดประพฤติละเมิดจริยา ต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยา ตั้งแต่ภาคทัณฑ์ ตำหนิโทษ ปลดออกจากหน้าที่ หรือถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ กระทั่งให้สึกออกจากการเป็นพระ

นอกจากนั้น ยังมีคำสั่งจากพระเถระและเจ้าคณะปกครองหลายระดับส่งถึงวัดต่างๆในพื้นที่ ให้ดูแลภิกษุสามเณรให้อยู่ในธรรมวินัย งดการกระทำที่ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธา เช่น ห้ามวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆอย่างไม่เหมาะสม ส่อยั่วยุ ปลุกปั่น ก้าวร้าว กระทบกระเทือนความมั่นคงต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ห้ามเรื่องโลกวัชชะ ห้ามเดินทางไปในสถานที่ไม่ควรแก่บรรพชิต เป็นต้น

“การกระทำของพระอานนท์จึงเป็นการละเมิดต่อพระจริยาสงฆ์ ขัดต่อคำสั่งมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะปกครองสงฆ์ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงส่งหนังสือร้องเรียนไปยัง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อสั่งการไปยังคณะผู้ปกครองสงฆ์ในจังหวัดนครสวรรค์เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดพระอานนท์ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในบวรพระพุทธศาสนาต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598092

สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน

สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.19 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมทางไกล เพื่อชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายนักเรียน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนที่รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ผ่านระบบห้องประชุมออนไลน์ ZOOM Meeting และถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง OBEC Channel

นายอัมพร กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ขอให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนการสอน โดยจัดการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ 1. การเรียนแบบ On-Hand ให้จัดส่งใบงานหรือใบกิจกรรมที่โรงเรียนจัดทำขึ้นไปยังเด็กผ่านผู้ปกครอง และนับจำนวนชั่วโมงตามกิจกรรมที่จัดผ่านใบงานนั้น 2. การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม (On-Air) ออกอากาศผ่าน DLTV เรียนได้ 2 ช่องทาง คือ ผ่านช่องทางจานดาวเทียม ดิจิทัลทีวี และดาวน์โหลดเอกสารใบงานจากเว็บไซต์ http://www.dltv.ac.th โดยนับจำนวนชั่วโมงเรียนตามตารางการเรียนการสอนของ DLTV 3. การเรียนผ่านออนไลน์ (Online) ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Group Line ของแต่ละห้องเรียน เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครองและเด็ก รวมถึงการมอบหมายงานหรือกิจกรรม ให้นับจำนวนชั่วโมงตามกิจกรรมที่จัด โดยไม่ควรให้เด็กอยู่หน้าจอนานเกิน 1 ชั่วโมง และต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง 4. การเรียนรูปแบบผสมผสาน ให้นับจำนวนชั่วโมงตามกิจกรรมที่จัดเป็นหลัก ซึ่งนอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวไปนั้น ครูสามารถจัดกิจกรรมโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเด็กได้ เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส และมีปฏิสัมพันธ์ทางบวก เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ทำให้เด็กได้เคลื่อนไหว เช่น การสำรวจ สังเกต เล่น สืบค้น ทดลอง เล่านิทาน ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เป็นต้น
ทางด้านการประเมินพัฒนาการของเด็กนั้น จะเป็นการประเมินร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครองอย่างเหมาะสมตามสภาพบริบท โดยประเมินให้เชื่อมโยงรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ (On-Hand, On-Air, Online, ผสมผสาน) ซึ่งผู้ปกครองและครูอาจตกลงกันในการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงหลักฐานการประเมิน ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพบริบท โดยผู้ปกครองอาจร่วมประเมินด้วยการใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลง่ายๆ สำหรับเด็ก เช่น แบบบันทึกความดี เพื่อไม่สร้างความเครียดในการประเมินให้กับเด็ก

นายอัมพร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายนักเรียน โดยการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท นักเรียนที่จะได้รับเงินเยียวยานั้น ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนที่ได้ลงข้อมูลไว้ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564 เมื่อมีรายชื่อเป็นนักเรียนอยู่ที่ไหน สพฐ. ก็จะจัดสรรเงินไปตามรายชื่อของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนนั้น โดยโรงเรียนจะจ่ายเงินให้เฉพาะนักเรียนที่มีตัวตนจริง ส่วนนักเรียนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนในวันที่ 25 มิ.ย. แต่มาเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนนั้น นักเรียนจะยังมีชื่ออยู่ที่โรงเรียนเดิม ทางโรงเรียนใหม่ก็ต้องเพิ่มชื่อนักเรียนเข้าไป แล้วรายงานไปยังเขตพื้นที่ฯ หากว่าโรงเรียนมีเด็กย้ายออก ก็ให้งดการจ่ายของเด็กคนนั้น และถ้ามีเด็กมาเพิ่มแล้วโรงเรียนมีเงินเหลือพอก็สามารถจ่ายเงินเด็กที่มาเพิ่มได้ พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลไปที่เขตพื้นที่ฯ หรือถ้ามีเด็กย้ายออกอย่างเดียวไม่มีย้ายเข้า ก็ให้แจ้งข้อมูลที่เขตพื้นที่ฯ พร้อมกับโอนเงินที่เหลือเข้ามา โดยโรงเรียนสามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรงหรือจ่ายเป็นเงินสดก็ได้ ส่วนจะได้รับวันที่เท่าไหร่นั้นต้องรอให้กระทรวงการคลังโอนเงินเข้ามาที่กระทรวงศึกษาธิการเสียก่อน ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ที่สภาพัฒน์ฯ เมื่อตรวจสอบเอกสารครบถ้วนก็คาดว่าจะสามารถโอนเงินได้ไม่เกินสิ้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ. ได้รับเงินจัดสรรเมื่อใดก็จะโอนเงินไปยังบัญชีของเขตพื้นที่ฯ ภายในวันเดียวกันนั้น และให้เขตฯโอนต่อไปยังโรงเรียนภายใน 3 วัน เมื่อเงินถึงบัญชีโรงเรียนแล้ว ขอให้โรงเรียนโอนเงินหรือจ่ายเงินถึงมือผู้ปกครองภายใน 3 วันเช่นเดียวกัน โดยรวมแล้วทั้งกระบวนการขอให้จบภายใน 7 วัน

ในส่วนของการจ่ายเงิน เราได้กำหนดแนวทางไว้ 2 ประเด็น คือ หากผู้ปกครองมีบัญชีธนาคารก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรง แต่หากใช้วิธีโอนเงินไม่ได้ จะให้โรงเรียนบริหารจัดการผ่านครูประจำชั้น ในการออกแบบการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครอง เช่น นัดหมายผู้ปกครองเข้ามารับเงินสดที่โรงเรียน แต่ต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคของ ศบค. โดยให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน ทั้งนี้ ขอให้ทางโรงเรียนสื่อสารกับผู้ปกครองให้เข้าใจตรงกันว่า ในขณะนี้ สพฐ. ยังไม่ได้รับเงินจัดสรรจากกระทรวงการคลังมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ จึงยังไม่มีเงินลงไปถึงโรงเรียน ซึ่งเมื่อใดที่เงินลงไปถึงโรงเรียนแล้ว ก็จะดำเนินการจ่ายเงินให้กับผู้ปกครองภายใน 3 วัน

“ทั้งนี้ นักเรียนและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียน สังกัด สพฐ. สามารถตรวจสอบสถานะการมีสิทธิ์ตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (COVID-19) ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน ได้แล้วที่เว็บไซต์ https://student.edudev.in.th โดยจะต้องมีข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและเลขประจำตัวนักเรียน ที่โรงเรียนรายงานเข้ามาในระบบและยืนยันข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2564 กรณีที่มีการย้ายสถานศึกษาหลังวันที่ 25 มิ.ย. 2564 ให้ใช้เลขประจำตัวของโรงเรียนเดิมจึงจะพบสิทธิ์ และนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ จะยังไม่ได้รับสิทธิ์ในรอบนี้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว
 

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณ รวม 20,453 อัตรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597965

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณ รวม 20,453 อัตรา

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณ รวม 20,453 อัตรา

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณสิ้นปีงบประมาณ 64 ให้ส่วนราชการในศธ.รวม 20,453 อัตรา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2564 ผ่านระบบออนไลน์ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สืบเนืองจากที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว 3/2564) รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใหม่ ทั้ง 4 สายงาน (ว 9 – ว 12 /2564) ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว จะสอดคล้องกับระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้นำผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (Performance Agreement : PA) ไปใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนจากการประเมิน ลดภาระงานของข้าราชการครูฯ ลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งเกิด การเชื่อมโยงบูรณาการกันระหว่างการประเมินแต่ละระบบ ซึ่ง ก.ค.ศ.ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติอนุมัติหลักการการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้กำหนดรูปแบบการประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินมาใช้ ทั้งการประเมินเพื่อให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ การประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อเลื่อนเงินเดือน ที่เน้นระบบการประเมินแบบ Performance-based Appraisal เป็นหลัก โดยใช้ระบบการประเมินแบบ Result-based Appraisal ร่วมด้วย โดยทุกตำแหน่งจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) (ยกเว้นครูผู้ช่วย)

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดย สอศ. ได้ขอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ.เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ.หรือ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้ง ดำเนินการต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณปี พ.ศ.2564 ให้กับส่วนราชการต่างๆ รวม 20,453 อัตรา ดังนี้ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตำแหน่ง ผู้อำนวยกานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จำนวน 42 อัตรา และ รอง ผอ.สพท.(ตำแหน่งโครงสร้าง) จำนวน 60 อัตรา ผอ.สถานศึกษา จำนวน 2,046 อัตรา รอง ผอ.สถานศึกษา จำนวน 186 อัตรา ครูผู้ช่วย จำนวน 16,553 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 128 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 292 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 32 อัตรา รวม 19,339 อัตรา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 5,041 อัตรา

สังกัด สำนักงานปลัด ศธ. (สป.ศธ.) ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัทธยาศัย (กศน.) ตำแหน่ง ผอ.สนง.กศน.จังหวัด จำนวน 6 อัตรา รอง ผอ.สนง.กศน.จังหวัด จำนวน 4 อัตรา ครูผู้ช่วย จำนวน 48 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 10 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 13 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 1 อัตรา รวม 156 อัตรา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 6 อัตรา

สป.ศธ.(เดิม) ศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 13 อัตรา รองศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 2 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 42 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 46 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 5 อัตรา รวม  08 อัตรา

สอศ.ตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษา จำนวน 51 อัตรา รอง ผอ.สถานศึกษา จำนวน 49 อัตรา ครูผู้ช่วย จำนวน 738 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 10 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 1 อัตรา รวม 850 อัตรา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 275 อัตรา

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ที่ประชุมอนุมัติการย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 3 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ และอนุมัติ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและ ผ่านการพัฒนาก่อนการแต่งตั้งฯให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 17 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ รวมถึงอนุมัติ การย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัด สพม. ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 37 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ และอนุมัติ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและ ผ่านการพัฒนาก่อนการแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 11 ราย โดยคงให้ได้รับเงินเดือนและได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ

มรภ.สงขลา ใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงผสมแป้งทำ ‘ขนมเจาะหู’ สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597881

มรภ.สงขลา ใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงผสมแป้งทำ 'ขนมเจาะหู' สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ

มรภ.สงขลา ใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงผสมแป้งทำ ‘ขนมเจาะหู’ สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.03 น.

คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีทุ่นแรงผสมแป้งทำขนมเจาะหู ขนมคู่ประเพณีสารทเดือนสิบท้องถิ่นใต้ หวังลดเวลาเตรียมวัตถุดิบ ช่วยชุมชนมีรายได้เลี้ยงครอบครัว    

27 ส.ค.64 ดร.กันตภณ มะหาหมัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่าโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นและภูมิภาค ครั้งที่ 11 สาธิตทำขนมเจาะหู ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Zoom ที่ ลานอเนกประสงค์ อาคาร 74 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ทางคณะฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จึงได้เชิญวิทยากร นางมณฑา เพชรสุวรรณ์ บุคลากรสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการทำขนมพื้นบ้านภาคใต้ มาบรรยายให้ความรู้ในเรื่อง ความเป็นมาและขั้นตอนการทำขนมเจาะหู พร้อมทั้งสาธิตการทำขนมเจาะหู โดยคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมได้นำความรู้ด้านเทคโนโลยีมาช่วยทุ่นแรงในการผสมแป้ง ช่วยลดเวลาในการเตรียมแป้งสำหรับทำขนมเจาะหู ทั้งยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว 

ดร.ศรีวรรณ ขำตรี ผู้ช่วยคณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ยังกล่าวว่า ขนมเจาะหูเป็นหนึ่งในขนมที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับ หรือสำรับ ในประเพณีสารทเดือนสิบของคนใต้ หรือที่คนคุ้นเคยว่างานทำบุญชิงเปรต เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้ที่ตกนรกหรือเรียกว่าเปรต จะได้รับอนุญาตให้มาพบกับญาติ ของตนในเมืองมนุษย์ได้ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ (10) และกลับไปสู่นรกดังเดิม ในวันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ โดยในงานบุญเดือนสิบเมืองนครศรีธรรมราชจะเรียกขนมเจาะหูว่า ขนมดีซำ มีความหมายแทนเงินหรือเบี้ย เพราะมีลักษณะคล้ายกับเบี้ยหอย แต่จังหวัดอื่นๆ ก็จะเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ขนมเบซำ และขนมเจาะรู 

ทางด้าน ผศ.วีรชัย มัฎฐารักษ์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนานักศึกษาและกิจการพิเศษ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ผู้เสนอโครงการ กล่าวว่า ด้วยความสำคัญดังกล่าวคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ขึ้น โดยได้ประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนในรายวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมเพื่อชุมชน ซึ่งอาจารย์ผู้สอนได้ให้โจทย์นักศึกษาในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ปัญหาชุมชน โดยงานกลุ่มดังกล่าวมี นายสุริยา สิงเนี่ยว นายพงศธร สยมพร นายวัชรพล สุวรรณชาตรี และ นายนที นวลแก้ว สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม (ต่อเนื่อง) ได้นำเสนอการแก้ปัญหาการผสมแป้ง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและส่งเสริมการผลิตของผลิตภัณฑ์ขนมเจาะหูเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สืบทอด อนุรักษ์และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นภาคใต้ ให้นักศึกษา มรภ.สงขลา และประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น 

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597850

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 20.18 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้คะแนน 87.59 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่ในระดับ A ซึ่งเกณฑ์ตัวชี้วัดการประเมินผล มีทั้งหมด 10 ด้าน โดย สอศ.ได้คะแนนในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.การป้องกันการทุจริต 100.00 คะแนน 2.การเปิดเผยข้อมูล 96.00 คะแนน 3.การปฏิบัติหน้าที่ 85.70 คะแนน 4.คุณภาพการดำเนินงาน 85.44 คะแนน 5.ประสิทธิภาพการสื่อสาร 84.47 คะแนน 6.การปรับปรุงการทำงาน 84.34 คะแนน 7.การใช้อำนาจ 78.52 คะแนน 8.การใช้ทรัพย์สินของราชการ 74.00 คะแนน 9.การแก้ไขปัญหาการทุจริต 72.58 คะแนน และ 10.การใช้งบประมาณ 71.90 คะแนน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การประเมิน ITA มีกลุ่มเป้าหมายเป็นหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เข้าร่วมการประเมินฯ ได้รับทราบคุณลักษณะและสถานการณ์ดำเนินงานในด้านคุณธรรม และความโปร่งใส เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งให้มีคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 “สอศ.ได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้ง นโยบายและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมุ่งหมายให้การบริหารงานและการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่ง สอศ. มีนโยบายและสร้างความตระหนักเรื่องความโปร่งใสในการทำงานแก่ผู้บริหารและบุคลากร โดยถือหลักเกณฑ์ที่ว่า “อาชีวะยุคใหม่ ต้องโปร่งใส่ ตรวจสอบได้”” นายสุเทพ กล่าว
 

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597704

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสด น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กรณีการฉีดวัคซีนโควิดให้นักเรียนว่า จะดำเนินการได้เมื่อใด เพราะทุกวันนี้โรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ การเรียนออนไลน์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงอยากให้เด็กได้ฉีดวัคซีนจะได้กลับไปเรียนได้ อยากทราบว่า กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณซื้อวัคซีนมาฉีดให้นักเรียนโดยเฉพาะหรือไม่ จะทำได้เมื่อไร โดยน.ส.กนก วรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ตอบชี้แจงแทนรมว.ศึกษาธิการว่า จำนวนครูและบุคลากรการศึกษามีเกือบ 9 แสนคน ยอดล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ได้ฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลาการการศึกษาไปแล้วเกือบ 6 แสนคน เหลืออยู่ประมาณ 3.2 แสนคน ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ส่วนจำนวนนักเรียนอายุ 12 – 18 ปี มีอยู่ 4 ล้านกว่าคน แม้กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ตั้งงบประมาณซื้อวัคซีนฉีดให้เด็กนักเรียนไว้ แต่ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขว่า ทันทีที่วัคซีนไฟเซอร์ที่สามารถฉีดให้เด็กและเยาวชนอายุ 12 -18 ปี เข้ามาปลายเดือน ก.ย. 2 – 3 ล้านโดส เมื่อเข้ามาถึงแล้วจะวางแผนยุทธศาสตร์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายวัคซีนไปฉีดให้นักเรียน 4 ล้านกว่าคน

“เร็วที่สุดคาดว่าใช้เวลา 1 เดือนกว่า จะฉีดได้ตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อเปิดโรงเรียนให้เด็กกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความปลอดภัยช่วงนั้นๆ ว่าจะเปิดเรียนได้หรือไม่” น.ส.กนกวรรณ กล่าว

สวนดุสิต จัดกิจกรรมหาทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597516

สวนดุสิต จัดกิจกรรมหาทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.เฉิดฉิน สุกปลั่ง ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และรัฐบาลมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งจากมาตรการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะผลกระทบ ทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ปกครอง ขาดรายได้ ซึ่งส่ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวของนักศึกษา ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ และด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาเป็นคณะกรรมการ มีบทบาทหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ให้คําแนะนําปรึกษาแก่มหาวิทยาลัย และสนับสนุนให้มีทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้มีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัย ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย จึงร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าการเรือน-สวนดุสิต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดโครงการจัดหาทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งที่ 2 เพื่อช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัยอีกช่องทางในการช่วยเหลือนักศึกษา

รศ.พัชรี สวนแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การเปิดรับบริจาคเงินสมทบทุนการศึกษา “ทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19” ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยผู้ที่ร่วมบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดบริจาค ในการนี้จึงขอเชิญผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฯ รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจ ร่วมให้โอกาสทางการศึกษา โดยสามารถบริจาคสมทบทุนการศึกษาผ่านเลขบัญชี 079-7-19691-2 ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้รับความช่วยเหลือ และสามารถจบการศึกษาได้ตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dusit.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์สนเทศแนะแนวการศึกษาและอาชีพ

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597520

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ  ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับวัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Assistant อย่าง Google Assistant,Amazon Alexa, Siri, ระบบCustomer Service เช่น Chat Bot และคอลเซ็นเตอร์อัจฉริยะขององค์กรต่างๆ รวมไปถึงระบบเครื่องไม้เครื่องมือด้านการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งการพัฒนา AI และ Machine Learning จำเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collecting) เป็นจำนวนมากและหลากหลาย มีต้นทุนสูงทั้งค่าใช้จ่าย กำลังคนและเวลา

ดังนั้น จะดีสักแค่ไหนหากเราสามารถใช้เวลาว่างสร้างรายได้ และยังช่วยนักวิจัยพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพไปด้วย โดยแนวคิดนี้เกิดจากสองหนุ่มนิสิตวิศวฯ จุฬาฯ
ผู้พัฒนา “Wang” (ว่าง) แพลตฟอร์มที่แมทชิ่งเวลาว่างกับโอกาสทางธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้สังคม ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นมากมายการันตี ความเป็นสุดยอดสตาร์ทอัพ

ด้วยโอกาสดังกล่าวกลายเป็นโอกาสให้สองนิสิตหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างสรรค์ธุรกิจเชื่อมการพัฒนา AI ที่ต้องอาศัย “ข้อมูล” เข้ากับ “คนที่มีเวลาว่าง” เกิดเป็นแพลตฟอร์ม “Wang” (ว่าง) ที่ให้ “คนว่าง” มาร่วมงานติดแท็กข้อมูลและเก็บข้อมูล ซึ่งถือเป็นงานที่ใช้เวลานานที่สุดในการสร้าง AI เลยทีเดียว

กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ นิสิตปริญญาโท จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ K.G. &Patrick Co., Ltd. เจ้าของแพลตฟอร์ม“Wang” เล่าถึงจุดเริ่มต้นแนวคิดธุรกิจนี้ว่า “ช่วงที่เรียนระดับปริญญาโท ผมทำงานวิจัยเกี่ยวกับ AI และ Machine Learning ก็ได้เห็นว่า จุดอ่อน หรือ pain point ในตลาดด้าน Machine Learning และ AI คือ ข้อมูลไม่เพียงพอ ทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล ซึ่งสิ่งนี้สวนทางกับตลาดด้าน Machine Learning ที่เติบโตสูงขึ้นและจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ผมจึงอยากพัฒนาตรงนี้เพื่อแก้ปัญหาในมุมของผู้ต้องการใช้ข้อมูล

กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ กล่าวต่อไปว่า “การสร้าง AI ขึ้นมาสักตัวให้ลองนึกถึงการสอนเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารก เราจะต้องค่อยๆ สอนให้เขารู้จักว่าสิ่งนี้คืออะไร ถ้าเราต้องการให้เขาทำอะไร ต้องคอยป้อนข้อมูลให้เขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ Machine Learning ก็คือ “ข้อมูล” AI ใดๆ จะไม่สามารถทำงานได้หากขาดข้อมูลที่เพียงพอ ข้อมูลยิ่งมากยิ่งทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น

กฤตย์ กล่าวถึงแนวคิดหลักในการดำเนินงานธุรกิจ Wang : Data Market ว่ามันคือแพลตฟอร์มสำหรับเก็บข้อมูลและติดแท็กข้อมูล (data labeling) เพื่อนำไปใช้พัฒนางานวิจัยด้าน AI ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลไปตอบโจทย์งาน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยด้านการศึกษา งานวิจัยทางการตลาด สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค สำรวจตลาดเพื่อออกแบบบริการและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและธุรกิจ หรืองานวิจัยเก็บความคิดเห็นสาธารณะเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เป็นต้น และ “Wang จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลหรือที่เรียกว่า Requester กับคนที่มีเวลาว่างซึ่งออนไลน์อยู่ในแพลตฟอร์มจากทั่วประเทศ หรือเรียกย่อๆ ว่า “คนว่าง”โดยทำการกระจาย task หรืองานติดแท็กข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนว่าง ทำให้การเก็บข้อมูลทำได้อย่างได้รวดเร็ว ควบคุมได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และมีความหลากหลายมากกว่าวิธีเก็บข้อมูลโดยทั่วไป และคนว่างก็ได้ใช้เวลาว่างในการหารายได้เสริมได้อีกด้วย

อีกคนหนึ่งคือ กฤติน เดชหอมชื่นนิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ร่วมก่อตั้ง K.G.& Patrick Co., Ltd. และรับผิดชอบดูแลหาคนว่างมาทำงาน รวมถึงงานด้านการตลาดต่างๆ กล่าวเสริมว่า “รอบๆ ตัวเรามีคนที่ว่างงาน หรือมีเวลาว่างหลังเลิกงาน หรือเลิกเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาสามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หารายได้เสริม พร้อมทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกใบนี้ได้ด้วย โดย เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้มีโอกาสนำ Wang ไปเข้าร่วมโครงการของ Thailand Institute of Justice หรือสถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้กลุ่มคนชายขอบ เช่น เยาวชนในสถานพินิจ ผู้ต้องหาในเรือนจำผู้ที่มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด ได้มีรายได้เสริม เป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ปัจจุบันมี “คนว่าง”ที่เข้ามาเป็นสมาชิกในระบบของ Wang แล้วกว่า 18,000 คน และได้รับค่าตอบแทนจริงจากการทำงานติดแท็กข้อมูล เช่น งานอัดเสียง งานจำแนกวัตถุจากภาพ เป็นต้น ซึ่งในอนาคต เราอยากจะพัฒนาให้เกิดเป็น Community ของ “คนว่าง” โดยพยายามหางานที่มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นและตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของเรา” กฤติน กล่าวเสริม

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597517

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น  มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา  หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการจัดตั้งกองบริการวิชาการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ส่งมอบอุปกรณ์ 5 นวัตกรรม เครื่องต้นแบบในการดำนาแบบใช้คนลาก เครื่อง
ต้นแบบในการสีข้าว เครื่องอบลมร้อนเครื่องโม่ข้าว และเครื่องต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หวังแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือในท้องถิ่น ร่วมพัฒนาการลดแรงงานการผลิตและแปรรูปข้าวหอมไชยา จาการบูรณาการศาสตร์องค์ความรู้ แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา โดย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่ในอำเภอไชยา พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้วิถีการทำนาแบบดั้งเดิม การดำนาโดยใช้แรงงานคน จากปัญหาเรื่องการขาดแคลนเครื่องมือในท้องถิ่นที่ปลูกข้าวของอำเภอไชยา ความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมจากชุมชนที่มีความต้องการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างเครื่องต้นแบบ ให้เครือข่ายผู้ผลิตข้าวหอมไชยาสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มากขึ้น จากการประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างเครื่องต้นแบบช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการดำนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพิ่มศักยภาพในการผลิตนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เหมาะสมกับความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ ให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี การนำองค์ความรู้ มาบูรณาการศาสตร์ร่วมกันเพื่อตอบโจทย์การสร้างประโยชน์และพัฒนาท้องถิ่น ด้วยนวัตกรรม

สำหรับอุปกรณ์ 5 นวัตกรรม ที่ได้ส่งมอบแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา ตำบลโมถ่ายอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ เครื่องต้นแบบในการดำนาแบบใช้คนลาก เครื่องต้นแบบในการสีข้าว เครื่องอบลมร้อน เครื่องโม่ข้าว และเครื่องต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ผลิตโดย อาจารย์คมกริชณ์ ศรีพันธ์ และ ดร.พีรพงศ์ หนูช่วย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ได้มีการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการหมักสมบูรณ์โดยเลือกใช้สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุอาหารหลักที่ผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร ก่อนทำการอัดเม็ดปุ๋ย ต้องให้มีความชื้นที่เหมาะสมปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านเครื่องอัดเม็ดจะได้ขนาด 6 มิลลิเมตร ที่มีขนาดเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ผลิตโดย ดร.นรานันท์ ขำมณี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุดในการเก็บเกี่ยวข้าวหอมไชยา และได้รับความรู้เทคนิควิธีการใหม่ๆ ในกระบวนการสีข้าวให้ได้คุณภาพสูงสุด

พช.ทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597359

พช.ทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้

พช.ทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.12 น.

พช.สนองพระปณิธาน เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ กระทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้ สานต่อปณิธานหัตถศิลป์ล้ำค่า พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ที่กรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานในพิธีรับมอบแบบผ้าบาติก ลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” “ท้องทะเลไทย” และ “ป่าแดนใต้” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการสืบสานภูมิปัญญาพื้นถิ่นสู่การพัฒนาผ้าถิ่นไทย ให้กับผู้ตรวจราชการกรมเข้ารับแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน จำนวน 3 ลาย เบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมีรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี ต่อด้วยการบรรยาย เรื่อง ผ้าลายพระราชทาน โดย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าไทยใส่ให้สนุก โดยทุกท่านปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) อย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้อุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทย ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทย ผ่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และพระราชทานพระอนุญาตให้กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค สามารถนำไปทอผ้า ผลิตผ้าได้ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งมอบลายผ้าพระราชทานต่อให้กับกลุ่มทอผ้าใน 76 จังหวัด ได้นำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตลอดจนเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย โดยได้พระราชทานพระอนุญาตให้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประกวดลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” นับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวด โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการจัดประกวดผ้าพระราชทาน ภายใต้โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย โดยดำเนินการประกวดในระดับภาค 4 ภาค และระดับประเทศ และได้ดำเนินการ kick off การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเคนทารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยครั้งนั้นกรมการพัฒนาชุมชนได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย ในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน“ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”ประกอบด้วย 1. “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” 2. “ท้องทะเลไทย” และ 3. “ป่าแดนใต้” ที่พระองค์ได้แรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้  ที่มีเอกลักษณ์ พระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าลายบาติกพระราชทานนี้ เพื่อพระราชทานให้กับช่างฝีมือบาติก เป็นของขวัญตอบแทนมิตรภาพ และความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์

อธิบดี พช.กล่าวต่อว่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยเรื่องราวและความหมายชวนประทับใจเป็นการยกระดับผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืนเปรียบดังแสงสว่างแห่งวิถีความงดงามของอัตลักษณ์ไทย ส่งผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน นำทางให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นพลังที่จะสืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป

“ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นการต่อยอดการพัฒนาผ้าบาติก ลายพระราชทานให้กับกลุ่มทอผ้า และช่างฝีมือบาติกได้นำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยในทุกภูมิภาคให้ร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อปวงชนชาวไทย นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างวิถีชุมชนที่ยั่งยืน ผ่านโครงการสืบสานภูมิปัญญาพื้นถิ่นสู่การพัฒนาผ้าถิ่นไทย โดยมีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 167 คน แยกเป็นระดับกรม จำนวน  15  คน ประกอบด้วย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จำนวน 3 คน ผู้ตรวจราชการกรม จำนวน 10 คน และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน และระดับจังหวัด ประกอบด้วย พัฒนาการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้แทนกลุ่มทอผ้า จำนวน 76 จังหวัด ซึ่งจะจัดพิธีมอบแบบผ้าบาติก ลายพระราชทานโดยพัฒนาการจังหวัดมอบให้กับกลุ่มทอผ้าในจังหวัดต่อไป จึงขอเรียนชาวผ้าบาติก และช่างฝีมือทั่วประเทศ ว่าลายผ้าบาติกพระราชทานทั้ง 3 ลาย ได้แก่ “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” “ท้องทะเลไทย” และ “ป่าแดนใต้” อาจจะมีรายละเอียด ยาก ต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ด้วยพระเมตตาพระองค์ทรงพระอนุญาต ให้ชาวผ้าสามารถนำไปปรับประยุกต์ได้โดยมิทรงหวงห้าม แต่ด้วยวิธีการทำผ้าบาติกในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปไกลมากด้วยเทคโนโลยี ทว่าลักษณะเฉพาะสีสันที่อิงจากธรรมชาติ และอัตลักษณ์วัฒนธรรมรอบตัวของแต่ละชุมชนที่นำเสนอความเป็นภาคใต้ได้เป็นอย่างดี จึงนับได้ว่าผ้าบาติกได้รวมอารยธรรมของภาคใต้เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และยิ่งไปกว่านั้น ผ้าบาติกยังกลายเป็นโอกาสในการสร้างอาชีพให้กับชุมชนหลายชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้จากงานหัตถศิลป์ดังกล่าว สืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป โดยสามารถดูรายละเอียดลายพระราชทานได้ทางhttps://drive.google.com/drive/folders/1_H3DK2rYW7KNaznkCdUvTFRRbTehNMc- หรือผ่านทาง Qr Code และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดทุกแห่ง” อธิบดี พช.กล่าว

ด้าน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า ด้วยแรงบันดาลพระทัยจากการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้พระราชทานแบบผ้าบาติก ลายพระราชทาน 3 ลายที่พระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าบาติกลายพระราชทานนี้ ได้แก่ ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม ลวดลายประกอบด้วย ลายนกยูง หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นน้ำ หมายถึง ท้องทะเลภาคใต้ ที่มีธรรมชาติอันสวยงาม ,ลายเรือกอและ หมายถึง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของภาคใต้ที่ควรรักษาไว้ ,ลายดอกไม้โปรย สื่อถึงมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ ลายพระอาทิตย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ลายกรอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นายธนันท์รัฐ  กล่าวต่อว่า ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ท้องทะเลไทย” ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าบาติกพระราชทาน ‘ท้องทะเลไทย’ ด้วยทรงพระดำริ ให้เป็นการจุดประกายความคิดเพื่อให้ ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า ลวดลายประกอบด้วย ลายกะละปังหา หมายถึง ต้นกะละปังหาที่แตกกิ่งก้านออกเป็นรูปพัด เป็นบ้านของสัตว์ทะเลหลายชนิด ,ลายม้าน้ำ ม้าน้ำที่ขดตัวเป็นอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่น ลูกคลื่นที่ล้อไปกับอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง ความห่วงใยใน สิ่งแวดล้อมของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายดาวทะเล หมายถึง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ,ลายขอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก  กล่าวว่า สำหรับผ้าบาติกลายพระราชทาน ‘ป่าแดนใต้’ สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้ทรงออกแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน ‘ป่าแดนใต้’ ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิด ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดม ลวดลายประกอบด้วย ลายดอกดาหลาสัญลักษณ์ของดอกไม้พื้นถิ่นภาคใต้ ,ลายนกเงือก 10 ตัว หมายถึง พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังหมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์ ,ลายเถาไม้รูปตัว S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นตัว S และลายลูกปลากุเลา หมายถึง ความห่วงใยในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคใต้ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายปารังและลายต้นข้าว สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของภาคใต้