‘บิ๊ก สพฐ -สอศ.’ พร้อมปรับการเรียนการสอนตามบริบท เพื่อลดความเครียดนักเรียน ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597271

'บิ๊ก สพฐ -สอศ.'พร้อมปรับการเรียนการสอนตามบริบท เพื่อลดความเครียดนักเรียน ครู

‘บิ๊ก สพฐ -สอศ.’พร้อมปรับการเรียนการสอนตามบริบท เพื่อลดความเครียดนักเรียน ครู

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.03 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2564 จากกรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กำชับให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ขจัดความเครียดจากการเรียนออนไลน์ เนื่องจากที่ผ่านมาศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  พบว่า จำนวนการบ้านมากขึ้น, เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง เครียด วิตกกังวล จึงขอให้เขตพื้นที่การศึกษาไปติดตามให้ทุกสถานศึกษา ปฏิบัติตามนโยบายลดเวลาเรียนหน้าจอ-ลดการบ้าน-ลดการสอบให้เห็นภาพชัดเจน นั้น 

ล่าสุด ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การลดการผ่อนคลายความเครียดของนักเรียน ครู และผู้ปกครองในช่วงที่มีการเรียนออนไลน์ นั้น สพฐ.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เขตพื้นที่ฯดำเนินการให้ทางโรงเรียนปรับวิธีการเรียน เช่น 1.เรียนออนไลน์สลับวันกับการทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น 2.ให้จัดตารางเรียนแบบบูรณาการ 3.เรียนวิชาการสลับกับการเรียนทักษะชีวิต ทักษะอาชีพที่จำเป็นเพื่อให้เด็กสามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์โควิด-19 นี้ และให้ยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียน รวมถึงการวัดผลประเมินผลก็ไม่ให้เน้นการทดสอบ แต่ให้วัดด้วยวิธีอื่น เช่น จากการสังเกตุ การส่งชิ้นงานที่เด็กปฏิบัติ

ดร.อัมพร กล่าวต่อว่า สพฐ.มีนักเรียน 6 ล้านกว่าคน ครูกว่า 4 แสนคน การจัดการศึกษาแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน คุณภาพการศึกษาวันนี้จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จะต้องร่วมมือกันในการออกแบบการเรียนบนข้อจำกัดที่คนไปหากันไม่ได้ แต่สามารถสื่อสารกันได้ ถ้าเด็กตั้งใจพร้อมที่จะเรียน และเข้าใจในสิ่งที่จะเรียน และผู้ปกครองพร้อมที่จะดูแลสนับสนุน ครูก็ออกแบบการเรียนร่วมกันผลก็จะออกมาดี รวมถึงต้องอาศัยคนในชุมชนในหมู่บ้าน ที่ไม่มีคนติดเชื้อเลยก็สามารถเอานักเรียนไปรวมกันไม่เกิน 5 คน แล้วจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมีมาตรการดูแลเรื่องความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรก ส่วนการเรียนก็เรียนเท่าที่ทำได้ภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ และเรียนในสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของเด็กเป็นหลัก ส่วนเด็ก ป.6 ที่จะเข้าเรียรต่อชั้น ม.1และเด็ก ม.6 ที่เตรียมไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เขาอ่านออกเขียนได้และเรียนรู้ด้วยตนเองได้อยู่แล้วถ้าตั้งใจ เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่บ้านมีฐานะยากจน แต่สามารถสอบเข้าเรียนต่อโรงเรียนเตรียมทหารอันดับที่ 1 ได้ถึง 3 เหล่าทัพ ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่มีความพร้อม แต่เขาใฝ่รู้ใฝ่เรียนและมีความตั้งใจก็สามารถไปเรียนต่อได้ ดังนั้น การศึกษาจะต้องอาศัยแรงบันดาลใจจากตัวเด็กด้วยส่วนหนึ่ง ต่อไปการศึกษาแค่เติมเครื่องมือให้ เด็กที่มีแรงบันดาลใจก็สามารถเรียนต่อได้ ผู้ปกครองและครูแค่เป็นผู้สนับสนุน แต่วันนี้ห่วงเด็กตัวเล็ก ๆคนที่พ่อแม่ออกไปทำงานไม่ได้เด็กก็โชคดีได้เรียนรู้ไปด้วยกัน คนที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน น่าห่วง ทุกคนจึงอยากให้เรียนได้ตามปกติที่โรงเรียน

“แม้ไม่มีผลสำรวจออกมา เราก็รู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรอยู่ แต่เราก็ทำได้ในบริบทของแต่ละพื้นที่ จะสั่งให้ทำเหมือนกันทั้งหมดทุกพื้นที่คงไม่ได้ ต้องจัดตามบริบท เราอยากให้คนทุกคนมีมาตรฐานเท่ากันหมดทุกครอบครัว แต่วันนี้เราทำให้ทุกครอบครัวมีเท่ากันไม่ได้ จึงต้องปรับให้เขาได้พัฒนาตามบริบทของเขาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรมากกว่า ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ และอยู่กับความเป็นจริง” ดร.อัมพร กล่าว      

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่นักเรียน นักศึกษาต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ จึงเป็นปกติที่จะเกิดความเครียดได้ เพราะการเรียนในห้องเรียนเด็กได้พบกับคุณครูและได้พบกับเพื่อนร่วมห้องเรียนในระหว่างเรียน จึงทำให้เด็กแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาเรียนออนไล์คนเดียว ความน่าดึงดูดใจในการเรียนก็ลดลง เพราะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียน จึงอาจจะมีอาการเนือย ๆ หรือเกิดความเครียดตามที่ผลสำรวจออกมา 

“สอศ.ได้พยายามให้ครูหาวิธีการสอนที่หลากหลาย ครูบางคนก็มีเทคนิคในการสอนที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ตามที่มีคลิปเผยแพร่ออกมาให้เห็น เช่น ครูแต่ตัวรูปแบบต่างๆ บางคนแต่งเป็นดีเจสอนนักเรียน ก็ขึ้นอยู่กับครูว่าจะมีเทคนิคการสอนอย่างไรเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน หรืออาจจะใช้วิธีการสาธิตให้ผู้เรียนดูเพื่อให้เกิดความตื่นเต้นบ้าง มอบใบงานที่ผู้เรียนสามารถทำได้เองที่บ้าน โดยเฉพาะสาขาคหกรรมฯ ก็ให้ผู้เรียนแกะสลักงานแล้วถ่ายภาพส่งครูก็ได้ ให้ทดลองเรียนรู้จำลองการทำงานจากสื่อ Simulation เพื่อดึงดูดความสนใจ  ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เด็กเรียนออนไลน์อาจจะเครียด  แต่ สอศ ก็ได้ลดแรงกดดัน โดยไม่กำหนดว่าผู้เรียนจะต้องเรียนวิชาต่างๆให้จบภายในภาคเรียนที่หนึ่ง โดย สอศ.ขยายเป็นทั้งปีการศึกษา เพื่อลดความเครียดของนักเรียน ส่วนเรื่องการบ้าน  นักเรียนอาชีวะ จะไม่มีการบ้าน ส่วนใหญ่จะให้เป็นใบงานให้ผู้เรียนไปค้นคว้าเพื่อมานำเสนอ หรือให้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง  แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สอศ.มีหนังสือคู่มือการเรียนการสอนไปให้สถานศึกษาต่าง ๆแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ ศธ.และของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และผมก็จะย้ำไปยังสถานศึกษาในสังกัด สอศ.อีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของการลดภาระของครู และภาระผู้เรียน ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนต่อไป ซึ่งในช่วง 2-3 วันนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดกำลังลดลง ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ภาคเรียนหน้า อาจจะเรียนออนไซต์ หรือเรียนที่สถานศึกษาได้บ้าง เพราะเด็กก็อย่างมาเรียนที่สถานศึกษา แต่ด้วยสถานการณ์นี้ ทุกคนจึงต้องปรับตัว” ดร.สุเทพ กล่าว 

ผู้ปกครองเฮ! ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพ 10 ประเภทวิชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597175

ไตรศุลี ไตรสรณกุล

ผู้ปกครองเฮ! ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพ 10 ประเภทวิชา

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.18 น.

ผู้ปกครองเฮ! ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพ 10 ประเภทวิชา

24 สิงหาคม 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบและอนุมัติอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาต่อคน ตามประเภทวิชา ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ปี 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจำนวน 10 ประเภทวิชา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป ดังนี้ 

ประเภทวิชาอุตสาหกรรมอัตราค่าเครื่องมือ  2,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา
พาณิชยกรรม  1,000 บาท

ศิลปกรรม 1,000 บาท

คหกรรม 1,200 บาท

เกษตรกรรรม 1,600 บาท

ประมง 1,200 บาท

อุตสาหกรรมสิ่งทอ 1,200 บาท

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1,800 บาท

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 1,200 บาท

อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี 1,000 บาท

ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะฝีมือให้เต็มศักยภาพ ฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ต่อเนื่องตลอดหลักสูตร เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา และยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง สร้างแรงจูงใจให้มีการเรียนต่อสายอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในปีการศึกษา 2564 จำนวนทั้งสิ้น 383.209 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพระดับปวช.ปีที่ 1 ในสถานศึกษาของรัฐ 429 แห่ง จำนวน 275.233 ล้านบาท และสถานศึกษาของเอกชน 445 แห่ง จำนวน 107.976 ล้านบาท

‘นายกฯ’ มอบโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทน ถวายเครื่องสักการะเทศกาลเข้าพรรษาปี 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597128

‘นายกฯ’มอบโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทน ถวายเครื่องสักการะเทศกาลเข้าพรรษาปี64

‘นายกฯ’มอบโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทน ถวายเครื่องสักการะเทศกาลเข้าพรรษาปี64

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.28 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 เวลา 08.30 น. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางไปยังวัดราชาธิวาสวิหาร เข้าถวายเครื่องสักการะ ประกอบด้วย ธูปเทียนแพ พุ่มดอกไม้ ผ้าไตร และเครื่องไทยธรรม ถวายแด่พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร เจ้าคณะภาค 16, 17, 18 และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2564

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596948

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช  ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมืองนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรตามพรลิงค์ในราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือลิกอร์ ในเอกสารของชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวว่าเป็นศูนย์กลางของการติดต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป คือ อินเดีย จีน โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ

สมัยอยุธยา เมืองนครศรีธรรมราช มีฐานะเป็นเมืองชั้นนอก และหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปเมืองนครศรีธรรมราชจึงเป็นรัฐอิสระ จนถึงสมัยธนบุรี เป็นหัวเมืองขึ้นอยู่กับส่วนกลางสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ชุมชนดั้งเดิมอาศัยอยู่บริเวณรอบนอกกำแพงเมือง ได้แก่ ย่านตลาดท่าวัง ตลาดแขก ตลาดท่าม้า มีชุมชนเก่าหลายชุมชน หนึ่งในนั้น คือ ชุมชนวัดพรหมโลก 1 ใน 30ชุมชนคุณธรรมที่ผ่านเข้ารอบชิง 10 ชุมชนต้นแบบ โครงการ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงในสัปดาห์นี้

วัดพรหมโลก ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลพรหมโลกเดิมชื่อว่าวัดหัวทุ่ง สร้างเมื่อปี พ.ศ.2325 ปัจจุบันเป็นชุมชนเกษตรทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน มีอาหารปักษ์ใต้พื้นบ้านที่โดดเด่น เช่น แกงส้มมังคุดคัด แกงไตปลา น้ำพริกกะปิผักเหนาะ ผัดสะตอ น้ำพริกลูกประ ลูกเห็ด ทอดมันกุ้ง สะตอดอง ผักกูดราดน้ำกะทิ ผักเหลียง
ราดน้ำกะทิ เป็นต้น มีประเพณีทางพุทธศาสนาที่โดดเด่น คือ ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ และประเพณีทำบุญให้ทานไฟด้านการแต่งกายจะเป็นผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก มีการให้ยาสมุนไพรในการรักษาผู้ถูกงูกัด ด้านที่อยู่อาศัย จะมีลักษณะเป็นบ้านครึ่งปูน ครึ่งไม้ และขนำไม้ไผ่ มุงจาก และมีโนราห์เพลงบอก เป็นศิลปะการแสดงพื้นถิ่น

มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น ป่าไม้ ภูเขา ถ้ำลอด น้ำตก ทะเล ชายหาด ป่าชายเลน จุดชมวิวน้ำพุร้อน น้ำแร่ มี “ยอดเขาหลวง” ที่เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุด และยาวที่สุดในภาคใต้ ซึ่งความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,835 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลาย ทางชีวภาพมากมายแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ที่โดดเด่นมีเชื่อเสียงอีกแห่งของจังหวัด คือ น้ำตกพรหมโลก ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีลานหินกว้าง และสวยงาม มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราชไหลลงมาบนแผ่นหิน 4 ชั้น (หนาน) ได้แก่ หนานบ่อน้ำวน หนานวังไม้ปัก หนานวังหัวบัว หนานวังอ้ายเล มีสายน้ำไหลผ่านหมู่ไม้นานาพันธุ์ ริมเชิงเขา แล้วไหลไปเป็นคลองท่าเพ และลงสู่อ่าวไทยที่ ต.ปากพูน

น้ำตกพรหมโลกเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2502ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆด้วยกันเป็นครั้งแรก

ซึ่งขณะนั้น หากลำดับเหตุการณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทางภาคใต้ จะเริ่มเสด็จฯในวันที่ 6 มีนาคม 2502 โดยเริ่มต้นที่ จ.ชุมพร ผ่านระนอง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และย้อนมาที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดสุดท้าย ก่อนเสด็จฯกลับถึงกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 26 มีนาคม 2502 รวมเป็นระยะเวลา 20 วัน

นอกจากนี้ ชุมชนคุณธรรมวัดพรหมโลก ถือได้ว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงทั้งชุมชน ผู้นำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
กับคณะกรรมการ ผู้บริหารสถานศึกษา มีเจ้าอาวาสวัดพรหมโลกเป็นที่ปรึกษาของชุมชน ทุกฝ่ายร่วมดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวรโดยแท้จริง

อาชีวะเกษตรจัดการน้ำชุมชน หลักสูตรแรกระดับ ปวส.ร่วมกับกองทัพบก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596944

อาชีวะเกษตรจัดการน้ำชุมชน หลักสูตรแรกระดับ ปวส.ร่วมกับกองทัพบก

อาชีวะเกษตรจัดการน้ำชุมชน หลักสูตรแรกระดับ ปวส.ร่วมกับกองทัพบก

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปรัชญา ตะภา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม พร้อมคณะผู้บริหาร ให้ความร่วมมือกับพลเอกธัญญาเกียรติสาร ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบกและคณะเสนาธิการกองทัพบก พร้อมร่วมประชุมการขับเคลื่อนหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ตามนโยบายของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำในระดับ ปวส. เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปี โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และยกระดับคุณภาพชีวิตแก้ไขความยากจน

จุฬาฯวิจัย องค์ความรู้ทางเคมีเพื่อเกษตรกร ประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลในก้านทุเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596946

จุฬาฯวิจัย องค์ความรู้ทางเคมีเพื่อเกษตรกร ประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลในก้านทุเรียน

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงงานวิจัยหาวิธีช่วยเกษตรกรให้ประเมินอายุทุเรียนสุกได้อย่างแม่นยำก่อนการตัดเพื่อจำหน่าย ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา งานวิจัยทางเคมีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของผลทุเรียนที่ตัดออกจากต้นแล้วเพื่อหาความสุกที่เหมาะสม แต่งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการประเมินอายุของทุเรียนจากก้านทุเรียนซึ่งมีผู้ศึกษาค่อนข้างน้อย” รศ.ดร.ธนิษฐ์ กล่าว

อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลและกรดอะมิโนในก้านทุเรียน จะช่วยบ่งชี้อายุของผลทุเรียนก่อนตัดออกจากต้นช่วยเกษตรกรให้ตัดทุเรียนที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายและส่งออกเล็งพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัดทุเรียนสุกได้ทุกสายพันธุ์ซึ่งหนึ่งในปัญหาสำคัญของเกษตรกรคือการประเมินอายุทุเรียนว่าเหมาะสมพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วหรือไม่ เพราะหากเก็บทุเรียนก่อนอายุที่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพ ทำให้ไม่อาจจำหน่ายทุเรียนได้ในราคาดี ดังนั้น รศ.ดร.ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ ภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงวิจัยหาวิธีช่วยเกษตรกรให้ประเมินอายุทุเรียนสุกได้อย่างแม่นยำก่อนการตัดเพื่อจำหน่ายซึ่งโดยทั่วไป วิธีการส่วนใหญ่ที่ชาวสวนทุเรียนนิยมใช้คือการนับอายุของทุเรียนโดยนับตั้งแต่วันหลังดอกบานจนถึงวันที่พร้อมเก็บเกี่ยววิธีการนี้จึงมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ แม้ช่วงอายุที่พร้อมเก็บเกี่ยวจะเป็นข้อมูลที่เป็นที่ทราบกันดี เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทองมีอายุที่เหมาะสมที่ราว 120 วันผลทุเรียนแต่ละกิ่งที่แม้อยู่บนต้นเดียวกันอาจเติบโต ไม่พร้อมกัน การนับอายุจึงต้องอาศัยความเอาใจใส่ในการติดตามที่มาก” รศ.ดร.ธนิษฐ์ อธิบาย

นอกจากนี้ อีกวิธีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำสืบต่อกันมานานคือการชิมของเหลวบริเวณขั้วของผลทุเรียนถ้าชิมแล้วมีความหวานก็แสดงว่าทุเรียนมีอายุเหมาะสมพร้อมจะตัดจากต้น แต่ความแม่นยำของวิธีการนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของชาวสวนแต่ละคนด้วย ภูมิปัญญาชาวสวนทุเรียนในการชิมขั้วทุเรียนจุดประกายให้ รศ.ดร.ธนิษฐ์ นำองค์ความรู้ทางเคมี มาวิเคราะห์อายุของทุเรียนจากก้าน ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นวิธีการวิเคราะห์แบบที่ไม่จำเป็นต้องตัดผลทุเรียนออกจากต้นได้

ในการวิจัย รศ.ดร.ธนิษฐ์ใช้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากสวนที่จังหวัดระยอง โดยแบ่งอายุทุเรียนเป็น 3 ช่วง คือ 13 สัปดาห์ 15 สัปดาห์ และ 17 สัปดาห์ ซึ่งทุเรียนแต่ละผลในแต่ละช่วงอายุได้มาจากคนละต้นเพื่อให้ได้ผลวิจัยที่แม่นยำยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการดูองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในก้านทุเรียนว่าสามารถบ่งชี้อายุของทุเรียนที่เหมาะสมจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่

“เราพบว่าองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในก้านทุเรียนจะประกอบไปด้วยสารประกอบพวกน้ำตาลซึ่งสอดคล้องกับความหวานจากการชิม แต่การวิเคราะห์ทางเคมีทำให้ทราบว่าเมื่อทุเรียนเริ่มสุกจะมีน้ำตาลซูโครสเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ในขณะที่น้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสจะลดน้อยลง นอกจากนี้ยังพบว่ากรดอะมิโนบางชนิดก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่ออายุของทุเรียนมากขึ้น” รศ.ดร.ธนิษฐ์ เผยข้อค้นพบจากงานวิจัย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสาร Scientific Reports ซึ่งเป็นวารสารนานาชาติ ในเครือ Nature

“งานวิจัยนี้นับเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีการที่จะช่วยให้เกษตรกรประเมินอายุของทุเรียนที่ยังไม่ได้ตัดจากต้นได้ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการตัดทุเรียนก่อนเวลาที่สมควร” รศ.ดร.ธนิษฐ์กล่าวเน้นความสำคัญของงานวิจัย พร้อมเล่าถึงแผนงานวิจัยในอนาคตว่าจะเพิ่มจำนวนตัวอย่างทุเรียนที่วิเคราะห์ให้มากขึ้น และขยายการวิจัยกับทุเรียนพันธุ์อื่นๆ นอกเหนือจากพันธุ์หมอนทอง รวมถึงมีแผนการผลิตเซ็นเซอร์ที่พกพาได้ เช่น เซ็นเซอร์ฐานกระดาษเพื่อตรวจวัดปริมาณสารที่ค้นพบจากการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้เข้าถึงทางเลือกในการประเมินอายุทุเรียนที่ใช้งานได้ง่ายและลดความผิดพลาดจากตัวผู้ประเมินเอง

สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37 ม.มหาสารคาม จัดงานรูปแบบออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596945

สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37  ม.มหาสารคาม จัดงานรูปแบบออนไลน์

สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37 ม.มหาสารคาม จัดงานรูปแบบออนไลน์

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37 ประจำปี 2564 ภายใต้ชื่องาน“จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม”ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม วันที่ 4-5กันยายน และวันที่ 11 กันยายน 2564 ดำเนินการจัดงานรูปแบบออนไลน์ 100% โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไลอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธาน พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย และเปิดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37ประจำปี 2564

ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานดำเนินการในรูปแบบออนไลน์ รับชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ (รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 9และรัชกาลที่ 10) นิทรรศการผลงานด้านวิชาการของคณาจารย์ และกิจกรรมผลงานของนิสิต ในวันที่ 4กันยายน 2564 เป็นการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ นิทรรศการทางด้านวิชาการของแต่ละภาควิชา/หน่วยงานภายนอกต่างๆ และรับชมรายการบันเทิง Science Show

สำหรับวันที่ 5 กันยายน 2564 เป็นการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเป็นการแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การประกวดโครงงานคณิตศาสตร์ การแข่งขัน crossword ระดับมัธยมศึกษา ชมนิทรรศการทางด้านวิชาการของแต่ละภาควิชา/หน่วยงานภายนอกต่างๆ และรับชมรายการบันเทิง Science Show และวันที่ 11 กันยายน 2564 (การแข่งขันระดับประถมศึกษา) มีการแข่งขันวาดภาพการ์ตูนวิทยาศาสตร์ การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของนักวิทยาศาสตร์น้อย การแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์และการแข่งขันวาดภาพความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จินตนาการทางวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา อีกด้วย

‘ตรีนุช’ จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597025

'ตรีนุช'จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา

‘ตรีนุช’จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.48 น.

“ตรีนุช” จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา ปฏิบัติตามนโยบายลดเวลาเรียนหน้าจอ-ลดการบ้าน-ลดการสอบให้เห็นภาพชัดเจน
 

วันที่ 23 สิงหาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการวิจัยของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK)  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ โดยระบุว่า จำนวนการบ้านมากขึ้น, เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง,เครียด วิตกกังวล โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ป.6 เตรียมศึกษาต่อ ม.1และ ม.6 เตรียมศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เพราะกังวลว่าจะไม่มีโรงเรียนที่ดีรับเข้าเรียน นั้น ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนออนไลน์แล้ว เช่น มีนโยบายลดภาระผู้เรียน ทั้งสายสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา โดยปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ต้องรู้ ลดเวลาเรียนหน้าจอ, ให้การบ้านเท่าที่จำเป็น โดยครูแต่ละวิชาร่วมบรูณาการในการให้การบ้าน, การวัดประเมินผลเน้นหลักฐานการเรียนรู้ มากกว่าการสอบ, เลิกใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นองค์ประกอบของผลการตัดสินจบการศึกษาและการเข้าศึกษาต่อทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้รัฐบาล ได้มีมาตรการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนทุกคน คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สนับสนุนอินเทอร์เน็ตบอรดแบนด์สำหรับการเรียนออนไลน์ด้วย เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและผู้ปกครอง  

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบการศึกษาทางไกล ซึ่งการสอนออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่งที่ต้องนำมาใช้จัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนในสถานการณ์นี้ ทำให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองบางส่วนไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ทัน ไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ ซึ่ง ศธ.ทราบปัญหาเหล่านี้ โดยมีนโยบาย มาตรการและแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ทุกกลุ่มมาโดยตลอด ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งก็ปรับได้เร็ว แต่บางแห่งก็ไม่ปรับตัวจัดตารางสอนออนไลน์เหมือนที่เรียนในโรงเรียน ไม่ลดเวลาเรียน ครูยังให้การบ้านนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งดิฉันได้สั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ให้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ติดตามสถานศึกษาเป็นรายโรงเรียน ได้ปฏิบัติตามนโยบายลดภาระผู้เรียน ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง สพฐ. และ สอศ.ได้ประกาศแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลที่ยืดหยุ่นในสถานการณ์โควิด-19 ไปแล้ว โดยหลังจากนี้เวลาเรียนหน้าจอ และการบ้านของนักเรียนต้องลดลงอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งเร็วๆนี้ ดิฉันจะเปิดช่องทางรับฟังปัญหาจากครูโดยตรง เพื่อให้ครูสามารถสะท้อนปัญหาการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในบริบทที่แตกต่างกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะรับไปพัฒนาแนวทางช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับแต่ละบริบทต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘สุเทพ’ ไม่หนักใจ เจอกระแสข่าว ขรก.-นายทุน ลงขัน 50 ล้าน ซื้อเก้าอี้เลขาฯ กอศ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597005

‘สุเทพ’ ไม่หนักใจ เจอกระแสข่าว ขรก.-นายทุน ลงขัน 50 ล้าน ซื้อเก้าอี้เลขาฯ กอศ.

‘สุเทพ’ ไม่หนักใจ เจอกระแสข่าว ขรก.-นายทุน ลงขัน 50 ล้าน ซื้อเก้าอี้เลขาฯ กอศ.

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.57 น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการวิ่งเต้นของข้าราชการบางคนเพื่อขอรับตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรณมการการอาชีวศึกษา โดยให้โยกย้ายตนไปอยู้ในตำแหน่งอื่นในช่วงที่จะมีการเสนอชื่อโยกย้ายข้าราชการแทนตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.2564 นี้ ว่า ตนก็พึ่งจะทราบข่าวจากสื่อเช่นกันว่าจะถูกแซะเก้าอี้  ซึ่งตนไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะถือว่าเรื่องการแต่งั้งโยกย้ายเป็นอำนาจของท่านรัฐมนตรี จึงแล้วแต่ท่านรัฐมนตรีจะพิจารณา  ซึ่งตอนนี้ตนให้ความสำคัญว่าทำอย่างไรจะให้การเรียนออนไลน์ของนักเรียน นักศึกษามีคุณภาพ โดยเฉพาะเรียนอาชีวะจะต้องมีการฝึกปฏิบัติ รวมถึงการจัดส่งเงินเยียวยา จำนวน 2,000 บาท ให้ถึง นักเรียน นักศึกษาผู้ปกครอง ครูที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุดมากกว่า  ซึ่งถ้าเงินโอนมาสำนักงานคณะกรณมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ก็พร้อมดำเนินการส่งต่อเงินได้ภายใน 7 วัน ตามที่รัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้  เพราะที่ผ่านมาสอศ.ได้ทำการซักซ้อมส่วนต่างๆไว้แล้ว ส่วนเรื่องโยกย้ายขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา 

“ผมไม่มีศัตรูกับใคร คงไม่ใช่เรื่องขัดผลประโยชน์ใคร เพราะผมไม่ได้ฝักใฝ่เรื่องนี้ ผมก็ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ผมทำงานสนองนโยบายรัฐมนตรีเต็มที่อยู่แล้ว ผมเหลืออายุราชการอีก 5 ปี จึงไม่กังวลอะไร ก็ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะขยับโยกย้าย หรือให้ทำงานอยู่ต่อในตำแหน่ง เลขาธิการการอาชีวศึกษา ก็ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา  ที่ผ่านมาผมก็ขับเคลื่อนงานอาชีวะตามที่ท่านรัฐมนตรีมอบหมายอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องวาระเร่งด่วน (Quick Win) และนโยบายหลัก ล่าสุดก็ทำเรื่องการลดภาระของครู และการเยียวยา นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และทำอย่างไรที่จะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสถานการณ์ปกติ  ผมว่าเอาสมองมาคิดเรื่องนี้ดีกว่า ไม่หวั่นนไหว่หรือวิตกกังวลกับเรื่องย้าย ผมมองว่าพอถึงฤดูกาลก็จะมีข่าวแบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกยุกต์สมัยอยู่แล้ว จึงไม่วิตกกังวลอะไร” ดร.สุเทพ กล่าว

ดร.สุเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามีข้าราชการคนหนึ่งร่วมกับพ่อค้าขายคุรุภัณฑ์อาชีวะใช้เงิน 50 ล้านบาท วิ่งเต้นเข้าหานักการเมืองพรรคใหญ่ เพื่อให้ช่วยย้ายตนออก เพื่อจะได้เข้ามาเสียบแทนนั้น ตนไม่ทราบจริงๆ และไม่แน่ใจว่าข่าวจริงหรือข่าวลือ จึงไม่ได้ใส่ใจ สนใจแต่ตอนนี้จะทำอย่างไรให้เด็กอาชีวะมีคุณภาพไม่ยิ่งหย่อนกว่าปกติเท่านั้น 

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ ทางออก ‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ ไทยพร้อม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596769

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’  ทางออก‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ไทยพร้อม?

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ ทางออก‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ไทยพร้อม?

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“..ถามต่อไปอีกว่า ถ้าเราบอกว่าเงินทองเปลี่ยนประเทศได้ แล้วจะร่ำรวยได้อย่างไรในประเทศนี้ คำตอบคือ 76% บอกว่าต้องมีครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อรวย เกิดมารวย 11% ตอบว่าต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แล้วจำนวนหนึ่งบอกว่าต้องถูกติดกันหลายๆ รอบด้วยอีก 8% บอกว่าทำงานหนัก ขยันอดออม อีก 5% บอกว่ากตัญญูทำความดีทำบุญ นี่คือคำตอบของคนที่ตอบมาว่าทำอย่างไรถึงจะรวยได้..”
(ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยาย “พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทั้งสนุกและได้สาระ” 24 ต.ค. 2561)

“..ผมเคยวิจารณ์งานของศูนย์การพนันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมบอกว่ามันทำหน้าที่หลายอย่างอันแรกคือความหวังที่จะเลื่อนชนชั้นโดยที่ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงกับชีวิตตัวเอง อันที่ 2 คือ ถ้าคุณเป็นคนจน ความบันเทิงในชีวิตมีอะไรบ้าง ถ้ามีเงินก็ไปดูหนัง เพ้อฝันมีความสุขสนุกไป แต่เวลาซื้อหวย ซื้อวันที่ 5 ออกวันที่ 16 ใบละ 80 บาท ฝันว่าถูกรางวัลที่ 1 ฝันว่าจะเอาไปทำอะไรดี ฝันไป 10 วัน วันละ 8 บาท ถูกกว่าดูหนังอีก คุ้มค่าแล้ว ไม่ถูกก็คุ้มค่าแล้วเวลาที่ผ่านมา..” (ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยาย “พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทั้งสนุกและได้สาระ” 24 ต.ค. 2561)

“..แรงงานเขาก็เคยถามผมนะ..อาจารย์! พวกเศรษฐีเขาเล่นไก่ตีไก่ (ไก่ชน) ทีละ 10-20 ล้าน (บาท) หรือพวกคนรวยๆ ไปแทงพนันม้า ทำไมเวลาเราเล่นพนันบอลเล่นหวย ถึงมองว่ามันร้ายแรงจังเลย?..เขาสร้างพื้นที่สาธารณะตรงนี้ขึ้นมา เพื่อทดแทนบางอย่างที่มันขาดหายไปในชีวิตส่วนตัวของเขา รายได้ก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายไม่มีช่องทางเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ ก็เพราะเป็นประชากรแฝง จะไปเลือกตั้งหรือเสนอนโยบายได้อย่างไร ก็ปราศจากความช่วยเหลือจากรัฐท้องถิ่น..” (ผศ.ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา , เสวนา “ชีวิตเสี่ยงพนัน..จะป้องกันเยาวชนอย่างไร?” 17 พ.ค. 2561)

ADVERTISEMENT

ข้างต้นเป็นทรรศนะจากข้อค้นพบของนักวิชาการที่ไปทำวิจัยประเด็น “สังคมไทยกับการพนัน” โดยเฉพาะ “หวย” (ทั้งหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล) ว่า “สำหรับชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำแล้ว..หวยดูจะเป็นความหวังในการทำให้ชีวิตลืมตาอ้าปากในสังคมเหลื่อมล้ำ” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ทุกๆ ช่วงบ่ายวันที่ 1 และ 16 ของเดือน สายตาแทบทุกคู่ในประเทศไทยจะจับจ้องไปที่การถ่ายทอดสดการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งในวันนี้จะมีทั้งคน “ปล่อยโฮเพราะถูกกิน..ร้องเฮเพราะถูกหวย” เป็นภาพที่คุ้นชินตามานานแสนนาน

แต่อีกด้านหนึ่ง มีผู้ที่พยายามตั้งคำถามว่า “สังคมไทยจะดีกว่านี้ได้หรือไม่?” ซึ่งหมายถึงการที่คนแต่ละคนมีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว หรือแม้กระทั่งสามารถใช้ชีวิตไล่ตามความฝันโดยไม่ต้องละทิ้งมันแล้วมาทนทำงานที่ไม่ชอบเพื่อหารายได้มาดูแลคนที่รัก นั่นหมายถึงการมี “รัฐสวัสดิการ” และไปจนถึง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI)” ดังล่าสุดกับงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คุยกันหลังวันหวยออก-UBI” จัดโดยเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายหลักในการเสวนาครั้งนี้ เริ่มจากการอธิบายว่า เดิมนั้นคนวัยทำงานถูกกำหนดหน้าที่จากรัฐว่าต้องมีงานทำหรือหากไม่มีก็ต้องพยายามหางานทำ เนื่องด้วยเมื่อประชาชนมีงาน-มีรายได้รัฐก็จะมีรายรับจากภาษี โดยหากประชาชนว่างงานรัฐอาจจ่ายเงินชดเชยให้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากจะขอความช่วยเหลือหลังพ้นระยะเวลานั้นต้องแสดงหลักฐานว่าได้ทุ่มเทพยายามหางานทำอย่างเต็มที่แล้ว แม้จะเป็นในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีก็ตาม

กระทั่งในช่วง 10-20 ปีล่าสุด รูปแบบการทำงานได้เริ่มเปลี่ยนไป คนไม่ได้ทำงานแบบมีนายจ้างตายตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคนเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่ทำงานแบบอาชีพอิสระ (Freelance) ที่ลักษณะการทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น
จึงเป็นที่มาของคำถาม “คนวัยทำงาน (อายุ 18-59 ปี) ทุกคนควรมีรายได้พื้นฐานโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือไม่?” ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นคำถามที่ท้าทายมาก และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้ UBI เต็มรูปแบบ

หลักคิดของ UBI นั้นมีอยู่ 2 แนวทางคือ 1.เสรีนิยม มองว่า UBI ควรมาแทนสวัสดิการของรัฐทุกชนิด พร้อมกับการลดขนาดขององค์กรและกลไกรัฐให้เล็กลง โดยเชื่อว่า UBI ลักษณะนี้จะทำให้กลไกตลาดทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย กับ 2.สังคมนิยม มองว่า UBI ควรเป็นตัวเสริมจากสวัสดิการรัฐที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อว่าจะทำให้คนสามารถจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้นและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

อาจารย์ษัษฐรัมย์ อธิบายต่อไปว่า ตามแนวคิดแบบทุนนิยม มนุษย์จะถูกกำหนดให้ต้องทำงานที่มีมูลค่าหรือราคา หมายถึงการทำอะไรแล้วบอกว่าเป็นงานนั่นคือต้องขายงานได้ และงานที่มีรายได้มากคืองานที่ดีหรืองานที่สูงส่ง แต่ UBI จะทำให้มนุษย์สามารถคิดถึงสิ่งอื่นที่เห็นว่าสำคัญกับชีวิตตนเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สามารถวิพากษ์รัฐและทุนได้มากขึ้นด้วย

“เราสร้างสวนสาธารณะ เราบอกว่าอยากให้มีสวนสาธารณะคนจะได้มีสุขภาพดีมากขึ้น แต่นึกถึงภาพจริงๆ คนจะมีเวลาไปใช้สวนสาธารณะมากแค่ไหนถ้าเกิดเราอยู่ในสังคมที่มันเหลื่อมล้ำมากๆ คนที่จะมีเวลาไปสวนสาธารณะก็จะมีจำกัด เพราะคนก็จะไปทำมาหากิน หรือในอีกด้านคือคนไม่มีเงินไม่มีเวลา คนก็ไม่สามารถเข้าถึง Service (บริการ) ได้แบบเท่าเทียม ก็จะเข้าถึงได้เพียง Service ที่จะลากเราเข้าไปสู่ระบบทุน สมมุติเช่นรถไฟฟ้า รถเมล์อะไรอย่างนี้ ที่จะขนเราจากบ้านไปที่ทำงาน ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง” อาจารย์ษัษฐรัมย์ ยกตัวอย่าง

กลับไปที่เรื่องหวยตามหัวข้อการเสวนา อาจารย์ษัษฐรัมย์เปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างเงินจากการถูกหวยกับเงินที่เป็นรายได้ประจำ (เช่น เงินเดือน) คนจะมีพฤติกรรมการใช้เงิน 2 ก้อนนี้ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ “เมื่อคนถูกหวยเงินจากหวยมักถูกรีบใช้อย่างรวดเร็ว” อาทิ ซื้ออาหารจำนวนมากแล้วชวนญาติสนิทมิตรสหายมาสังสรรค์ เพราะไม่รู้ว่าจะได้แบบนี้อีกเมื่อใด ส่วน UBI ที่เป็นรายได้ประจำ คนจะใช้อย่างวางแผนไม่ว่าเพื่อการบริโภค ใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน หรือนำไปลงทุนทำธุรกิจ

แต่แนวคิดเรื่อง UBI ที่ผ่านมาก็มีข้อกังวล เช่น “คนจะเกียจคร้านไม่ทำงานหรือไม่?” ประเด็นนี้จริงๆ แล้ว UBI ก็ไม่ต่างจากสวัสดิการรัฐอื่นๆ ที่ไม่ได้ให้มากเกินไปจนทำให้คนไม่ทำงาน เช่น สมมุติทุกคนได้เงิน 5,000 บาท ต่อเดือนทุกเดือน คงไม่มากพอที่จะทำให้คนไม่อยากทำงาน แต่ก็อาจมีการเปรียบเทียบกันเองว่าบ้านหนึ่งคนออกไปทำงานแต่อีกบ้านหนึ่งคนยังไม่ออกไปทำงาน ซึ่งต้องอธิบายว่า การเลือกไม่ทำงานที่ตนเองรู้สึกไม่อยากทำ ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจมากกว่าก็ได้

“สิ่งที่เป็นผลเสียกับระบบเศรษฐกิจอย่างหนึ่งคือเราต้องไปทำงานที่ไม่ถนัด ไม่มีความสุข แต่ต้องไปทำเพื่อประทังชีวิต แต่ผมมองกลับกัน ถ้าสมมุติมีรายได้พื้นฐาน 5,000 บาท 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำ มันก็อาจจะทำให้รู้สึกว่าฉันน่าจะต่อรองกับนายจ้างได้มากขึ้น ฉันสามารถเอาเงินตัวนี้ไปพัฒนาทักษะของฉันในแง่อื่น แล้วฉันก็อาจเปลี่ยนงานได้

ผมคิดว่าเรื่อง UBI มันฮิตขึ้นมาเพราะว่าคนรุ่นใหม่เริ่มนิยามการทำงานที่มันต่างไป นิยามลักษณะคำว่างานที่มันเปลี่ยนไป มันมีอาชีพนักแคสต์เกม มันเป็นอาชีพที่รายได้สูงมากนะ เรานึกไม่ออกว่ามันจะมีอาชีพแบบนี้ แต่กว่าจะมาแคสต์เกมได้คุณต้องเข้าใจจิตวิทยาของคนที่มาดู
คุณต้องมีการลองผิดลองถูก คุณต้องทำอะไรหลายอย่างซึ่ง UBI นี่แหละที่มันจะสามารถทำให้คนว่างไปลองผิดลองถูกได้”
อาจารย์ษัษฐรัมย์ ระบุ

อีกคำถามสำคัญและเชื่อว่าเป็นคำถามที่ใหญ่มากคือ “จะหางบประมาณมาจากไหน?” โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย อาจารย์ษัษฐรัมย์ ชวนย้อนคิดไปถึงสวัสดิการอื่นๆ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากมองกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่ระบบนี้จะถือกำเนิดขึ้น เวลานั้นไทยก็ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย และประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาระบบสวัสดิการก็เริ่มดำเนินการในช่วงที่ประเทศยังไม่ร่ำรวยเช่นกัน

ส่วนงบประมาณนั้นหากดูผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทยซึ่งอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท หากจะทำรัฐสวัสดิการจะใช้งบประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท หรือหากจะทำ UBI เฉลี่ย 4-5 พันบาทต่อคนต่อเดือนสำหรับคนวัยทำงาน จะใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท และหากทำทั้ง 2 อย่างจะใช้งบประมาณเกือบ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณร้อยละ 30 ซึ่งไมได้เพิ่มขึ้นมากมายนักอย่างที่กังวลกัน

แต่เรื่องนี้อยู่ที่ “วิธีคิด” อาจารย์ษัษฐรัมย์ ยกตัวอย่างหลากหลายข้อกังวล เช่น 1.ประเทศไทยยังมีคนเสียภาษีน้อย
แต่อีกมุมหนึ่งหากมีระบบสวัสดิการที่ดีก็จะเพิ่มโอกาสให้คนเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง และเมื่อทำงานดีมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็จะสามารถจ่ายภาษีให้รัฐได้ 2.การเก็บภาษีความมั่งคั่งกับคนที่ร่ำรวยมากๆ ทำได้จริงหรือ หากเก็บสักร้อยละ 3-5 ต่อปี คงไม่ถึงขั้นทำให้คนเหล่านี้ยากจนลง และการเก็บภาษีความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเพียงการหางบประมาณ แต่ยังสร้างความตระหนักว่าเมื่อร่ำรวยแล้วก็ควรรับผิดชอบกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย

3.คนที่เสียภาษี 2 ต่อ นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วยังมีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย เนื่องจากทำงานมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีที่ตนเสียไปช่วยเหลือคนที่ไมได้เสียภาษี คำถามนี้หากเปรียบเทียบง่ายๆ กับน้ำบรรจุขวดพลาสติกที่แต่ละคนซื้อมาบริโภค จริงอยู่ที่รู้สึกว่าน้ำขวดนี้ตนเองเป็นเจ้าของเพราะใช้เงินซื้อมา แต่อีกมุมหนึ่งกว่าจะมาเป็นน้ำบรรจุขวดก็ต้องอาศัยแรงงานมากมาย ตั้งแต่คนงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน คนขนส่งน้ำ ฯลฯ ดังนั้นทรัพย์สินที่เรามีก็ต้องตระหนักว่ามาจากส่วนประกอบที่เกิดขึ้นจากสังคมเช่นกัน

“ผมเคยทำโพลล์มาประมาณพันกว่าคน สัก 3 ปีที่แล้วสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือพอแบ่งตามรายได้ คนที่มีรายได้7 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งก็คือชนชั้นกลางในสังคมไทย ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้โอเคกับรัฐสวัสดิการ ไม่ได้ต่อต้าน ทีแรกผมก็แปลกใจ คนที่มีรายได้ 7 หมื่นต้องเป็น Ignorance (เพิกเฉย) ไม่สนใจใดๆ แล้ว แต่ปรากฏว่าคนที่มีรายได้ 7 หมื่นขึ้นในสังคมไทย ส่วนมากเข้าสู่วัยกลางคน อายุ 40 ปีขึ้นไป

ภาระในชีวิตพ่อแม่เริ่มแก่ ลูกเข้ามัธยม ตัวเองเปลี่ยนงานไม่ได้ บ้านผ่อนมากลางเทอมแล้ว อีกสัก 5-10 ปี ก็คงจะหมด คือขยับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จริงๆ แล้วต่อให้เงินเดือน 7 หมื่น พอประเทศไม่มีสวัสดิการ 7 หมื่นไม่รู้ว่าได้ใช้เท่าไร อาจจะได้ใช้เดือนละ 5 พัน Fix Cost (รายจ่ายประจำ) เลี้ยงลูก 3 คน 7 หมื่นมันพอไหม ผมคิดว่าในยุคนี้ไม่น่าพอ สมมุติว่าแค่ค่ากินอย่างเดียวก็คนละหมื่นกว่าแล้ว ค่าเรียน ค่ารถ ค่าอุปกรณ์ ผมว่าหมด” นักวิชาการผู้นี้ เล่าถึงการสำรวจความคิดเห็นเรื่องรัฐสวัสดิการ

อาจารย์ษัษฐรัมย์ ให้ข้อสรุปว่า ชนชั้นกลางไม่ได้ต่อต้านรัฐสวัสดิการมากอย่างที่เข้าใจกัน แต่อาจจะรู้สึกไม่ไว้วางใจรัฐ เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้โดยการทำให้กลไกรัฐมีความเป็นประชาธิปไตย ตรวจสอบได้ มีการกระจายอำนาจหรือกำหนดว่าภาษีบางประเภทให้นำไปใช้ในบางเรื่องเป็นการเฉพาะ ดังเช่นปัจจุบันที่มีการกำหนดให้เงินภาษีจากยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและสื่อสาธารณะ อาทิ หากเก็บภาษีความมั่งคั่งได้ ให้นำเงินส่วนนี้ไปจัดสวัสดิการให้ทุกคนเรียนมหาวิทยาลัยฟรี หรือเก็บภาษีจากกิจการที่ก่อผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ก็จะทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น

และเมื่อเริ่มมีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้นให้เห็นแล้ว ความไว้ใจก็จะเพิ่มขึ้นเองไปโดยปริยาย!!!