‘บ้านยางชุม-วังศิลา’ จ้างงานคนพิการ ต้นแบบสร้างอาชีพ-ความมั่นคงอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596768

‘บ้านยางชุม-วังศิลา’จ้างงานคนพิการ  ต้นแบบสร้างอาชีพ-ความมั่นคงอาหาร

‘บ้านยางชุม-วังศิลา’จ้างงานคนพิการ ต้นแบบสร้างอาชีพ-ความมั่นคงอาหาร

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังระบาดเป็นวงกว้างส่งผลกระทบต่อทุกคนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาแรงงานถูกเลิกจ้างงาน สถานประกอบการบางแห่งต้องปรับลดอัตรากำลังการจ้างงานให้น้อยลง ลดเวลาการทำงาน ส่งผลกระทบต่อรายได้ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้

จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2564 พบคนพิการวัยทำงานที่ยังไม่มีอาชีพ จำนวน 72,466 คน จากจำนวนคนพิการวัยทำงานทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบ 857,253 คน ซึ่ง สสส. ได้ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ เพื่อพัฒนาการจ้างงานคนพิการระยะยาวในวิกฤตโควิด-19 โดยใช้กลไกชุมชนด้านความมั่นคงทางอาหารมาจ้างงานเชิงสังคม ให้คนพิการทำงานที่บ้านและในท้องถิ่นของตัวเองได้

เช่น เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เพราะการจ้างงานลักษณะนี้คนพิการมีความรู้พื้นฐานเป็นทุนเดิม ทำให้ไม่ต้องปรับตัวจากการทำงานมาก และเป็นอาชีพที่สามารถทำงานที่บ้านและไม่ขาดแคลนอาหารในการบริโภค โดยโมเดลความมั่นคงทางอาหารและสนับสนุนอาชีพคนพิการมีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ 1.พัฒนาทักษะคนพิการให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพที่ท้องถิ่นของตัวเองในภาวะวิกฤต 2.พัฒนาให้คนพิการทำงานตามแผนการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.พัฒนาเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อถอดบทเรียนการทำชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ ระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ในอนาคต

“ในวิกฤตโควิด-19 นี้ ถือเป็นโอกาสสร้างอาชีพแก่คนพิการซึ่งเป็นอีกกลุ่มประชากรที่ควรได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพในทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม การที่คนพิการสามารถประกอบอาชีพ และมีรายได้จากการทำงานเหมือนคนทั่วไป ทำให้เกิดความภูมิใจในตัวเอง และช่วยให้มีพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดีขึ้น เกิดการยอมรับจากสังคม ที่ผ่านมา สสส. ได้สนับสนุนเรื่องการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำ ทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมของทั้งคนพิการ สถานประกอบการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชนอยู่แล้ว” นางภรณี กล่าว

ด้าน นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ ซึ่งสนับสนุนโดย สสส. เป็นการร่วมกันพัฒนาอาชีพไปยังคนพิการและครอบครัวในต่างจังหวัด ที่ตั้งใจพัฒนาเรื่องอาชีพและต้องการมีรายได้ในช่วงโควิด-19 ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างหรือมีรายได้น้อยลง

โดยบริษัทที่จ้างงานจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องวัตถุดิบอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ และประสานเรื่องการจัดทำเอกสารและติดตามส่งรายงานให้บริษัทที่เข้าร่วมการจ้างงานเชิงสังคมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 โดยคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีบัตรคนพิการ อายุ 20-70 ปี และผู้ดูแลจะต้องมีชื่อหลังบัตรคนพิการให้สามารถใช้สิทธิแทนคนพิการ เพื่อนำเงินไปเตรียมพื้นที่สำหรับการประกอบอาชีพ ซึ่งครอบครัวคนพิการส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผัก สมุนไพร ผลไม้ และเลี้ยงสัตว์

และหลังจากผลผลิตถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะถูกจำหน่ายหรือมีผู้ค้าเข้ามารับซื้อ และผลผลิตส่วนที่เหลือหรือแบ่งเก็บไว้ครอบครัวคนพิการจะนำมาบริโภคเป็นอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยผลกำไรหรือรายได้ทั้งหมดที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนพิการและครอบครัว บริษัทจะไม่เรียกรับเงินคืนเพราะต้องการสร้างอาชีพให้คนพิการในระยะยาวและสามารถต่อยอดไปถึงอนาคตได้

ปัจจุบันได้จัดทำนำร่องไปแล้วตั้งแต่โควิด-19 ระลอกแรกเมื่อปี 2563 ที่บ้านยางชุม และบ้านวังศิลาอ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ และเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มไปยังจังหวัดอื่นๆ ในอนาคตโดยมีโมเดลนำร่องจากที่นี่เป็นแบบอย่าง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ค คนพิการต้องมีงานทำ-มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 02-2799385

‘ส.ศิวรักษ์’ ซัดแรง! มติถอด ‘สุชาติ’ พ้นศิลปินแห่งชาติ เป็นการกระทำที่สิ้นเกียรติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596533

'ส.ศิวรักษ์'ซัดแรง! มติถอด'สุชาติ'พ้นศิลปินแห่งชาติ เป็นการกระทำที่สิ้นเกียรติ

‘ส.ศิวรักษ์’ซัดแรง! มติถอด’สุชาติ’พ้นศิลปินแห่งชาติ เป็นการกระทำที่สิ้นเกียรติ

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 21.27 น.

20 สิงหาคม 2564 เพจเฟชบุ๊ก Sulak Sivaraksa ของนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียน ปัญญาชนสยาม โพสต์ข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยกรณีคณะกรรมการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีมติเอกฉันท์ถอดนายสุชาติ สวัสดิ์ศรี พ้นศิลปินแห่งชาติ โดยระบุว่า ศิลปินแห่งชาติเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม บ้านเมืองที่เป็นอารยะมักจะยกย่องศิลปิน ไม่ว่าจิตรกร ประติมากร กวี นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ฯลฯ และการที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ ก็เป็นเกียรติแก่ชาติบ้านเมือง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:’สุชาติ สวัสดิ์ศรี’โดนแล้ว! มติคกก.วัฒนธรรมแห่งชาติถอดพ้น’ศิลปินแห่งชาติ’)

การที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติถอดถอนเขาออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ นับเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน และเป็นการกระทำอันบัดซบของคณะกรรมการเหล่านั้น แสดงว่าแต่ละคนไม่มีเกียรติอะไรเลย

ผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสุชาติ หลายอย่างผมไม่เห็นด้วยกับเขาเลย แต่มันเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเขาในการแสดงออก เข้าไปก้าวก่ายไม่ได้

ที่ผมพูดมานี้ ผู้มีอำนาจที่บัดซบในบ้านเมืองนี้คงไม่สามารถเข้าใจได้ ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่ถอดถอนเขา ผมเห็นว่าเลวร้ายพอ ๆกัน

ขณะที่นายสกุล บุณยทัต นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะถอดถอน สุชาติ สวัสดิ์ศรี ออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวก็สร้างผลงานไว้เป็นที่ประจักษ์ แม้จะมีท่าทีในการแสดงความคิดเห็นตอบโต้กับรัฐบาล แต่นี่คือสิทธิของนักเขียน ที่สามารถวิจารณ์สภาวะสังคมทางการเมืองของคนในสังคมได้

“หากมีการถอดถอน ตนเองและกลุ่มนักเขียนพร้อมจะแสดงท่าทีตอบโต้ต่อกระบวนการพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งตอนนี้มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการพิจารณาของคณะกรรมการรางวัล ที่ผ่านมา สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้ยึดมั่นอุดมการณ์ความคิดของตนเองมาตลอด แม้ช่วงหลังๆ จะมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น แต่ก็เป็นไปด้วยสภาวะบางอย่างที่ถูกบีบคั้น ขณะที่การทำงานเบื้องหลังในฐานะบรรณาธิการของนิตยสารโลกหนังสือ และวารสารช่อการะเกด ก็เป็นผลงานที่สร้างนักเขียน รวมถึงคนวรรณกรรมต่างๆ มามากมาย และหลังจากได้รางวัลศิลปินแห่งชาติ ก็ได้ช่วยเหลือสังคมในแวดวงวรรณกรรมในด้านต่างๆ อยู่เสมอ”นายสกุล กล่าว

‘สทป.-ม.บูรพา’ จุดประกายความฝัน ผ่านค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ ครั้งที่ 10 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596489

‘สทป.-ม.บูรพา’ จุดประกายความฝัน ผ่านค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ ครั้งที่ 10

‘สทป.-ม.บูรพา’ จุดประกายความฝัน ผ่านค่ายวิทย์จรวดประดิษฐ์ ครั้งที่ 10

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.21 น.

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) ผนึกกำลังบูรณาการความรู้ จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 10 ขึ้นเป็นครั้งแรกของภาคตะวันออก การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของ 2 หน่วยงาน โดยมีพลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 10 ในครั้งนี้เพื่อร่วมกันเผยแพร่ความรู้สู่ประชาสังคม จุดประกายความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชน ให้ก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์และเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ให้กับประเทศต่อไปในอนาคต

กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2564 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 สายวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ซึ่งมีความพิเศษที่ต่างจากทุกปีคือได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) โดยได้ดำเนินกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ มีเยาวชนจำนวน 17 ทีม เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งทุกทีมต้องทำการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อการสอนออนไลน์ จากนั้นทุกทีมจะนำเสนอแนวคิดการออกแบบจรวดในรูปแบบของVDO Presentation และต้องนำเสนอแนวคิดผ่านระบบ Zoom Video Conference เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา โดยมีทีมที่ได้คะแนนConceptual Design สูงสุดจำนวน 3 ทีม โดยได้รับรางวัล จำนวน 3 รางวัล ดังนี้

– รางวัลConceptual Design  ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ทีม First Point Aries โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กทม.

– รางวัลConceptual Design การออกแบบตามทฤษฎี ได้แก่ ทีม Rocket with my friends โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม จ.สระบุรี 

– รางวัลPresentation ยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีม Emmalyn โรงเรียนวัดป่าประดู่จ.ระยอง

ในการนำเสนอทุกทีมจะได้รับคำแนะนำจากกรรมการ เพื่อทำการประดิษฐ์จรวด เมื่อทุกทีมประดิษฐ์จรวดเรียบร้อยแล้วจะทำการโหวตจรวดที่ออกแบบได้โดนใจผู้ชมมากที่สุด ผ่านทาง Facebook Fanpageค่ายวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งทีมที่ได้รับการกด Like มากที่สุด และได้รับรางวัล Popular Vote ไปครองได้แก่ ทีม Space Bar โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จ.พิษณุโลกมีคนกด Like จำนวนถึง 1,451 Like

ในส่วนของการทดสอบยิงจรวดประดิษฐ์ ทุกทีมจะต้องคิดวิธีในการส่งจรวดประดิษฐ์มาให้ทางคณะผู้จัด ซึ่งจรวดที่ส่งมานั้นจะต้องมีสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะทำการยิงทดสอบมากที่สุด เพื่อที่นักวิจัย สทป. จะได้นำจรวดของน้องๆ ไปประกอบมอเตอร์เพื่อทำการยิงทดสอบ โดยคณะกรรมการจะใช้เกณฑ์การตัดสิน ดังนี้

– จรวดสามารถขึ้นได้สูงที่สุด 40%

– จรวดสามารถตกลงมาสมบูรณ์ 30% (การปล่อยร่มจรวด,ร่มจรวดกางสมบูรณ์,ระบบ Deployment สมบูรณ์, ชิ้นส่วนจรวดหลังตกมีความสมบูรณ์)

– จรวดสามารถตกลงมาในเขตพื้นที่ตกลงในพื้นที่ราบที่กำหนดในรัศมี 400 เมตร 10%

– การรักษาเวลาในการส่งผลงาน 10%

– การดำเนินการให้เป็นตาม Proposal ที่เสนอไว้ 10% รวม 100%

คณะกรรมการทำการเก็บรวบรวมคะแนนและสรุปผลการทดสอบจรวดประดิษฐ์ของแต่ละทีมโดยทีมที่มีคะแนนมากที่สุดใน 3 อันดับ ที่สามารถคว้ารางวัลไปครอง ดังนี้

– รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม BlackSmith Guy โรงเรียนน้ำพองศึกษา จ.ขอนแก่น

– รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Jupiter โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กทม.

– รางวัลชนะเลิศในปีนี้มีทีมที่สามารถทำคะแนนสูงสุดถึง 2 ทีม ได้แก่  ทีม nine zaโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี จ.นนทบุรี ทีม Skyrocket โรงเรียนองครักษ์ จ.นครนายก

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา และยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่องในรูปแบบใหม่ แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เยาวชนไม่สามารถมารวมตัวกันได้ แต่เราก้อยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการจุดประกายความคิดให้เยาวชนมีความคิดริเริ่มเพื่อเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ต่อไปในอนาคต

ดีป้า เดินหน้าติดอาวุธทักษะดิจิทัลให้ครูไทยทั่วประเทศ ผ่านโครงการ depa Teacher Boost Camp #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596205

ดีป้า เดินหน้าติดอาวุธทักษะดิจิทัลให้ครูไทยทั่วประเทศ ผ่านโครงการ depa Teacher Boost Camp

ดีป้า เดินหน้าติดอาวุธทักษะดิจิทัลให้ครูไทยทั่วประเทศ ผ่านโครงการ depa Teacher Boost Camp

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.08 น.

ดีป้า ลุยจัดแคมป์เวิร์กชอปออนไลน์ในโครงการ depa Teacher Boost Camp พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อคุณครู เร่งเครื่องอัพสกิลดิจิทัลสำคัญคือ Coding-STEM-IoT แก่ 200 ครูไทยทั่วประเทศ ก่อนต่อยอดสู่การเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความรู้และศักยภาพ พร้อมเฟ้นหา 12 สุดยอดครูไอดอลถ่ายทอดซีรีส์สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมส่งต่อความรู้แก่โรงเรียน 4 ภาคทั่วไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือ การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทักษะเยาวชนให้มีความเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเอง ก่อนต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีศักยภาพ ‘คุณครู’ จึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอดความรู้ พัฒนาทักษะ ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ปัจจัยดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการ depa Teacher Boost Camp พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อคุณครู ผ่านกิจกรรมแคมป์เวิร์กชอปออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คุณครูสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้ไปต่อยอด และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการพัฒนาศักยภาพคุณครูไทยควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเรียนรู้เยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต โดย ดีป้า ตั้งเป้าพัฒนาและยกระดับทักษะด้านโค้ดดิ้ง (Coding) สะเต็มศึกษา (STEM) และอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ให้กับคุณครูในระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จำนวน  200 คนทั่วไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่าย ต้นแบบ และแรงบันดาลใจ เพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน และถ่ายทอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

แคมป์เวิร์กชอปออนไลน์ใน โครงการ depa Teacher Boost Camp พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อคุณครู ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คุณครู ไม่ว่าจะเป็น ผศ.ดร.สุทธิดา จำรัส อาจารย์ ดร.วชิรศรณ์ แสงสุวรรณ และอาจารย์ พงษ์ศธร สุยะมูล ฯลฯ เพื่อให้คุณครูทุกคนมีความรู้เท่าทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน และถ่ายทอดให้แก่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้คุณครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีโอกาสสร้างเครือข่าย พบปะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนซึ่งกันและกัน และจะได้รับประกาศนียบัตรเมื่อจบหลักสูตร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับ โครงการ depa Teacher Boost Camp พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อคุณครู ประกอบด้วย 3 กิจกรรมต่อเนื่องคือ แคมป์เวิร์กชอปออนไลน์ (STEM x Coding) กิจกรรมอบรมหลักสูตรสะเต็มศึกษาร่วมกับโค้ดดิ้งและการสร้างนวัตกรรม IoT ที่ตอบโจทย์บริบทของท้องถิ่น ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับฟังการบรรยายและทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคการเรียนการสอนผ่านโปรแกรม Zoom

โดยกิจกรรมดังกล่าวจะแบ่งการอบรมออกเป็นภูมิภาค ภูมิภาคละ 2 วัน เริ่มต้นที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 28-29 สิงหาคม ภาคใต้ วันที่ 4-5 กันยายน และภาคเหนือ วันที่ 11-12 กันยายน เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมอบรมในแต่ละภาค คุณครูทุกคนจะต้องส่งผลงานนวัตกรรมหรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่การศึกษา เพื่อค้นหาสุดยอดครูไอดอล โดยจะประกาศผลคัดเลือกครูไอดอล ภูมิภาคละ 3 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 12 โรงเรียน และนำผลงานของครูไอดอลทุกคนไปสร้างสรรค์เป็นผลงานต้นแบบให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21

กิจกรรมต่อมาคือ Teacher Idol & 12 Inspiration Series โดยสุดยอดครูไอดอลจาก 12 โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจะร่วมถ่ายทำซีรีส์สร้างแรงบันดาลใจตามติดชีวิตครูไอดอล เพื่อบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่การสร้างสรรค์การเรียนการสอน Coding, STEM และ IoT สู่การนำผลงานไปใช้จริงในแต่ละโรงเรียน สร้างแรงบันดาลใจให้ครูทั่วประเทศ พร้อมเผยแพร่ผ่าน Facebook: CodingThailand by depa , YouTube: depa Thailand และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียของครูไอดอลทั้ง 12 โรงเรียน

ปิดท้ายโครงการด้วยกิจกรรม The Coding Idol โรดโชว์ไปกับคุณครูไอดอล 4 ภาคทั่วไทย ร่วมโชว์เคสสุดยอด 12 ผลงานครูไอดอล พร้อมฉายซีรีส์สร้างแรงบันดาลใจ จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะ Coding, STEM และ IoT ให้กับโรงเรียนในแต่ละภาค และเชิญชวนโรงเรียนในภูมิภาคเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้าง Ecosystem ของการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ depa Teacher Boost Camp พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อคุณครู ได้ทาง Facebook: CodingThailand by depa และ YouTube: depa Thailand

มสด. ร่วมมือการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์กับโรงเรียนไทรน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595851

มสด.ร่วมมือการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์กับโรงเรียนไทรน้อย

มสด.ร่วมมือการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์กับโรงเรียนไทรน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สวงศ์ บุญปลูก รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ผศ.ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมลงนามผ่านระบบ Online กับ นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย ร่วมมือการสอนด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีความเข้มแข็งพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการผสมผสานกับแนวทางชีวิตใหม่ โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กับโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการ ของมหาวิทยาลัย

ม.สงขลานครินทร์ พัฒนาด้านนานาชาติและดิจิทัล มุ่งขับเคลื่อนและยกระดับสู่มหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595853

ม.สงขลานครินทร์ พัฒนาด้านนานาชาติและดิจิทัล  มุ่งขับเคลื่อนและยกระดับสู่มหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลก

ม.สงขลานครินทร์ พัฒนาด้านนานาชาติและดิจิทัล มุ่งขับเคลื่อนและยกระดับสู่มหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดในปี 2563-2564 ม.อ.เป็น 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดำเนินโครงการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย (Reinventing University System)  

ทั้งนี้ โครงการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย ม.อ. มุ่งให้สอดรับกับยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านความเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติและด้านดิจิทัลเพื่อรับกับโลกในปัจจุบันและอนาคต โดยจะขับเคลื่อนสู่ความเป็นนานาชาติผ่าน 4 โครงการย่อย อาทิ 1.โครงการยกระดับหลักสูตรสู่การรองรับระดับนานาชาติ (Leveraging to international Accreditation) โดยคัดเลือกหลักสูตรเด่นที่นานาชาติยอมรับและพยายามให้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และการขับเคลื่อนเรื่อง Dual/Double/Joint Degree ให้มากขึ้น  2.โครงการ PSU Open Mobility โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศร่วมสอนพร้อมจัดสัมมนาออนไลน์ที่มีอาจารย์และนักวิจัยชาวต่างประเทศมาเป็นวิทยากร และเปิดให้นักศึกษาและบุคลากรเรียนหลักสูตรนานาชาติผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก 3.โครงการพลิกโฉมการยอมรับในระดับสากล (Reinventing Global Visibility) มุ่งสร้างการรับรู้ให้กับ ม.อ. โดยทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลก เช่น QS Asia-Pacific Professional Leaders in Education (QS-APPLE) Conference and Exhibition โดยจัดการประชุมร่วมกับพันธมิตรระดับโลก  และ 4.โครงการความเป็นนานาชาติภายในมหาวิทยาลัย ส่งเสริมศักยภาพพลเมืองโลกเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและงานวิจัย (Internationalization at Home : Enhancing Global Competency for innovation creativity and research) ซึ่งจะจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นนานาชาติแก่นักศึกษาทั้ง 5 วิทยาเขต โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้ความรู้ผ่านทางออนไลน์ในช่วงที่เกิดแพร่ระบาดไวรัส COVID-19  

สำหรับการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลภายใต้โครงการ “วิทยาศาสตร์ดิจิทัลเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถหลากหลายให้กับบุคลากรและองค์กรและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมืองและเชื่อมโยงความเจริญสู่ชนบท เปิดหลักสูตร Data Science ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มีนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 40 คน ผ่านการเรียนรูปแบบออนไลน์ ซึ่งนักศึกษาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งล่าสุดกำลังจะมีบัณฑิตคนแรกในหลักสูตรนี้ 

“ม.อ. พร้อมเดินหน้าระบบสนับสนุนการศึกษาก้าวสู่ความเป็นสากล และส่งเสริมให้นักวิชาการผลิตผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติอย่างมีคุณภาพ โดยโครงการ Reinventing University
System มุ่งหวังให้นักศึกษาทุกระดับที่ต้องการพัฒนาตนเอง รวมทั้งอาจารย์ซึ่งมหาวิทยาลัยได้จ้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถสูงทั้งชาวไทยและต่างประเทศประมาณ 40 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนและสร้างสรรค์งานวิจัยร่วมกัน และสนับสนุนให้กับบุคลากรอื่นๆ ที่ต้องการพัฒนาตนเองด้านภาษาและเทคโนโลยี เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก”ผศ.ดร.เถกิง กล่าว  

ทีเซลส์ จับมือ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงาน Bio Asia Pacific 2021 ส่งเสริมผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์สู่พาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595854

ทีเซลส์ จับมือ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงาน Bio Asia Pacific 2021 ส่งเสริมผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์สู่พาณิชย์

ทีเซลส์ จับมือ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงาน Bio Asia Pacific 2021 ส่งเสริมผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์สู่พาณิชย์

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS : Thailand Centre of Excellence for Life Sciences) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences Industry) ในประเทศไทยซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมยา (Pharmaceuticals)เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ (Medical Device and Equipment)เครื่องสำอาง-อาหารเสริม (Cosmetics and Food Supplement) และบริการสุขภาพ (Healthcare)มีมูลค่ามากกว่า 1.3 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน  โดยมีปัจจัยหนุนมาจากความต้องการด้านการแพทย์และสุขภาพที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนการค้นคว้าวิจัยจนถึงกระบวนการผลิต ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ได้กลายเป็นตัวเร่งให้อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ทั้งในด้านการค้นคว้าพัฒนาวัคซีน การผลิตยา นวัตกรรมเกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดส่งผลให้ทิศทางของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศไทยและของโลกมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ยังเป็นในหนึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตหรือ New S-Curve ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศ มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ทีเซลส์ ได้เล็งเห็นโอกาสจากการเติบโตดังกล่าวและตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งด้านคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ จึงได้ร่วมมือกับวีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงาน Bio Asia Pacific 2021 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ในทุกสาขา เข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ รองรับความต้องการของตลาดและมีส่วนในการขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในทุกมิติ หลังจากสถานการณ์โรคโควิด-19คลี่คลาย รวมถึงมุ่งหวังขยายเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานวิจัยเพื่อเข้าสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

งาน Bio Asia Pacific 2021 ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน 2564บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Virtual Exhibition & Conference เต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด From Recovery to Resilience After COVID-19 พบกับการประชุมสัมมนาและนิทรรศการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม การค้นคว้าวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์ในหลากหลายสาขา ร่วมเปิดมุมมองวิเคราะห์ทิศทางของอุตสาหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพในประเทศไทยหลังโควิด-19 จากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของไทยและนานาชาติ พร้อมกิจกรรมการนัดหมายเจรจาธุรกิจทางออนไลน์ เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักลงทุนและองค์กรชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สร้างโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ และการประกวดเฟ้นหาสุดยอดหุ่นยนต์ทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ต่อยอดเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังวิกฤติโควิด-19 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ ที่ www.bioasiapacific.com สอบถามข้อมูลที่ info@bio-asiapacific.com

มทร.ศรีวิชัย มอบอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อ COVID-19 ให้โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ใช้ในห้องอาหารและหอผู้ป่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595852

มทร.ศรีวิชัย มอบอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อ COVID-19  ให้โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ใช้ในห้องอาหารและหอผู้ป่วย

มทร.ศรีวิชัย มอบอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อ COVID-19 ให้โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ใช้ในห้องอาหารและหอผู้ป่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.จารุวัฒน์ เจริญจิต รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 ได้แก่ อุปกรณ์ฉากกั้นอะคริลิก และกล่องป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อไวรัส ซึ่ง ดวงใจ นพวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และบุคลากรโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ร่วมรับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์    

การส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ในการติดตั้งป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในห้องพักรับประทานอาหารของเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยใน และนำไปใช้ในการทำหัตถการกับผู้ป่วยโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสCOVID-19 ในขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ศธ.หนุนเดินหน้าเรียนออนไลน์ แม้โควิดกระทบ เร่งพัฒนาการเรียนการสอนให้เข้ากับสถานการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595855

ศธ.หนุนเดินหน้าเรียนออนไลน์ แม้โควิดกระทบ เร่งพัฒนาการเรียนการสอนให้เข้ากับสถานการณ์

ศธ.หนุนเดินหน้าเรียนออนไลน์ แม้โควิดกระทบ เร่งพัฒนาการเรียนการสอนให้เข้ากับสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงประเด็นเสนอให้หยุดการเรียนการสอน 1 ปี เพราะมองว่าการเรียนออนไลน์จะทำให้การเรียนไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณภาพนั้น ว่า แม้ภาคการศึกษาจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่การเรียนการสอนยังต้องดำเนินการต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบ On-site On-air On-demand On-hand หรือ On-lineทุกอย่างไม่สามารถหยุดได้ แม้แต่ละรูปแบบการเรียนการสอนอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่อย่างน้อยนักเรียนแต่ละระดับชั้นยังมีโอกาสเขาถึงระบบการเรียนการสอน ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พัฒนาการเรียนการสอนโดยเฉพาะรูปออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการสอนออนไลน์ Project 14 ซึ่งจัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยรวบรวมบทเรียน และจัดทำสื่อการสอนออนไลน์ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ขึ้นมากว่า 2,000 ชุด เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา

“ไม่ว่าจะการเรียนหรือการทำงานย่อมมีปัญหา ถึงจะไม่มีเรื่องโควิด-19 การเรียนการสอนก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุค ตามสถานการณ์อยู่แล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้สร้างปัญหาทุกคน แต่อาจเกิดปัญหาบางกลุ่ม บางระดับ บางอาชีพผู้ปกครอง ซึ่งต้องขอแสดงความเห็นใจผู้ปกครองทุกท่าน น้องๆ นักเรียนที่วันนี้ต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีกเมื่อไร แต่ถึงอย่างไรทุกคนก็ต้องปรับตัวภายใต้วิถีใหม่หรือ New Normal ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในอนาคตเชื่อว่าแม้จะสามารถกลับมาสอนในห้องเรียนตามปกติได้แล้ว แต่การเรียนการสอนในบางวิชาอาจเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ซึ่งจะดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดรูปแบบการเรียนการสอนไว้ถึง 5 รูปแบบเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เมื่อสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลง เราคงต้องอยู่กับวิถีชีวิตแบบใหม่ การเรียนการสอนอาจต้องผสมผสานกันทั้งในรูปแบบออนไลน์และรูปแบบเดิม รูปแบบการเรียนออนไลน์คาดว่าจะอยู่กับเราตลอดไป จึงจำเป็นต้องวางแผนพัฒนาทักษะครูและนักเรียนให้มีความพร้อมมากขึ้นทั้งการจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน และการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนออนไลน์

ส่วนเรื่องอุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญ จะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็กไทย โดยขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับภาคเอกชนและสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ได้จัดหาอุปกรณ์ (smart devices) ประกอบการเรียนออนไลน์ให้แก่นักเรียนได้ยืมใช้งานจากโรงเรียน รวมไปถึงทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางด้านอินเตอร์เนต เพื่อลดภาระทั้งครูและผู้ปกครองเป็นเวลา 2 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ถึง 15 ตุลาคม 2564 หรือจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ปรับแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระเพิ่มสำหรับครู โดยยังคงเดินหน้าปฏิรูปหลักสูตร ให้การศึกษาพัฒนาเด็กไทยให้มีความรู้และทักษะให้ทำงานเป็น ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี โดยได้มีการปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะใหม่ที่แตกต่างจากเดิมในสาระสำคัญ เช่น ช่วงชั้นประถมศึกษาตอนต้น หรือ ชั้น ป.1-ป.3 เวลาเรียนลดลง โดยลดจาก 1,000 ชั่วโมง เป็น 800 ชั่วโมง ปลดล็อกด้านตัวชี้วัด เด็กเรียน 7 สาระการเรียนรู้ แทน 8 สาระการเรียนรู้ เป็นต้น

ทั้งนี้คณะกรรมการอำนวยการปรับปรุงหลักสูตรฯ ได้นำแผนที่ปรับเปลี่ยนใหม่ดังกล่าว เสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ และคาดว่าจะจัดให้นำร่องทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้ประมาณวันที่ 1 กันยายน 2564 โดยจะทยอยเผยแพร่คู่มือ หลักสูตร ที่มีตัวอย่างสถานการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับใช้ในพื้นที่และในรูปแบบการสอนออนไลน์ได้

“ดิฉันขอให้กำลังใจครู ผู้ปกครอง นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ในการก้าวผ่านภาวะวิกฤติ และขอยืนยันว่าเราจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังความตั้งใจของดิฉันในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาภายใต้แนวคิด ทันสมัย-เท่าเทียม-ยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

20 สิงหานี้ ชวนชม ‘ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596007

20 สิงหานี้ ชวนชม'ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี'

20 สิงหานี้ ชวนชม’ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี’

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 22.00 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 นี้ ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ โลก และดาวพฤหัสบดีจะเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันโดยมีโลกอยู่ตรงกลาง นับเป็นตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 600 ล้านกิโลเมตร เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จะเห็นดาวพฤหัสบดีปรากฏสว่างทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นจะสังเกตได้ยาวนานจนถึงรุ่งเช้า หากฟ้าใส ไร้เมฆฝน สามารถเห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า และถ้าสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว และมีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะสังเกตเห็นแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในคืนดังกล่าวยังมีดาวเสาร์ปรากฏสว่างถัดจากดาวพฤหัสบดีไปทางทิศตะวันตกอีกด้วย

“ดาวพฤหัสบดีจะโคจรเข้ามาในตำแหน่งใกล้โลกทุกๆ 13 เดือน ครั้งต่อไปจะเข้ามาใกล้โลกในวันที่ 27 กันยายน 2565 ขอเชิญชวนผู้สนใจชมความสวยงามของดาวพฤหัสบดีในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้สนใจสามารถสังเกตการณ์อยู่ที่บ้านได้อย่างปลอดภัย ห่างไกลโควิด-19 รับชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2564 เริ่มตั้งแต่เวลา 20.00 – 21.00 น.ทางเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ https://www.facebook.com/NARITpage เตรียมพร้อมสัญญาณภาพจากหอดูดาวทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และสงขลา” นายศุภฤกษ์ กล่าว