10 เรื่องจริงของยีนส์ ที่คนรักยีนส์ยังเข้าใจผิด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 6 มิ.ย. 2559 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631275

 

กางเกงยีนส์อาจเป็นสิ่งที่ดูเรียบง่ายที่เราเห็นกันจนชินตา เคยสวมใส่ครอบครองหลายทรงจนซีด ขาด แต่กับเรื่องราวที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าเดนิมสีฟ้าครามนี้มักมีเสน่ห์ชวนติดตามเสมอ จนทำให้จำนวนของผู้คลั่งไคล้ยีนส์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่จึงเป็น 10 เรื่องจริงของยีนส์ที่อาจทำให้คุณหันกลับมามองกางเกงยีนส์ด้วยความคิดที่ต่างออกไป

1. เริ่มต้นจากคนงานเหมือง


กางเกงยีนส์ที่เราสวมใส่กันในทุกวันนี้เป็นนวัตกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคตื่นทองในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งผลิตออกมาเพื่อเอาใจนักขุดเหมืองที่มีความจำเป็นต้องสวมใส่กางเกงที่มีความเหนียว ทนทานเป็นพิเศษ

2. 501


เมื่อปฏิทินเวียนมาถึงวันแรงงานแห่งชาติของทุกปีคนรักยีนส์ก็มักจะจับตามองเป็นพิเศษว่าแบรนด์ไหนจะทำการตลาดออกมาในรูปแบบใด รวมไปถึงกางเกงยีนส์ระดับตำนานอย่างลีวายส์ที่มักออกคอลเลกชั่นใหม่ออกมาในวันนี้ด้วยเช่นกัน เป็นผลให้หมายเลข 501 กางเกงยีนส์รุ่นดังของลีวายส์ถูกคาดเดาว่ามาจากรหัสของ May Day หรือวันแรงงานซึ่งตรงกับเดือน 5 วันที่ 1 ของทุกปี แต่บางกระแสก็บอกว่าเป็นเพียงรหัสของผ้าที่ใช้ในการผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกเท่านั้น

3. Loeb


เรามักจะรู้จักบุคคลสำคัญของวงการกางเกงยีนส์ในชื่อ ลีวาย สเตราส์ แต่จริงๆ แล้วชื่อดั้งเดิมของเขาไม่ได้ชื่อลีวายอย่างที่เราเข้าใจ แต่เขามีชื่อว่า Loeb ถ้าเขาไม่เปลี่ยนชื่อเราอาจจะได้รู้จักและเรียกกางเกงยีนส์ยี่ห้อนี้ว่า กางเกงยีนส์ Loeb’s

4. Rebel Without a Cause (1955)


น่าเสียดายที่ เจมส์ ดีน ไม่ได้มีชีวิตอยู่นานพอที่จะได้รู้ว่าเขาทำให้กางเกงยีนส์เข้ามาสู่วงการแฟชั่น และทำให้กางเกงยีนส์กับเสื้อยืดกลายเป็นไอเท็มสำคัญของชายหนุ่มทุกวัย จากบทบาท จิม สตาร์ค ที่เขาแสดงใน Rebel Without a Cause เพราะเขาจากโลกนี้ก่อนภาพยนตร์จะออกฉายราวหนึ่งเดือน

5. ทหารอเมริกันเผยแพร่


ถ้าไม่นับ เจมส์ ดีน แล้ว กลุ่มคนที่ถือว่าเป็นคนทำให้กางเกงยีนส์ฮิตกระจายไปทั่วโลกนั้นก็คือทหารอเมริกันนี่แหละ เพราะด้วยความฮิตของมัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารอเมริกันแทบทุกคนจะนำกางเกงยีนส์ติดตัวไปด้วยและมักจะนำมันมาสวมใส่ในช่วงที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เสมอ โดยที่ตอนนั้นโลกรู้จักกางเกงยีนส์ในชื่อ ‘Waist Overalls’

6. เจมส์ ดีน ไม่ได้ใส่ลีวายส์


แม้จะมาทีหลัง แต่ Lee มาโด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อตอนไอคอนระดับโลกผู้พลิกวงการแฟชั่นในยุค ‘50s อย่างเจมส์ ดีน หยิบมาใส่เล่นภาพยนตร์นี่แหละ ช่วงนั้นใครก็ถามหาแต่กางเกง Lee เพราะอยากดูขบถเหมือนเจมส์ ดีน

7. Lee คือร้านขายของชำขนาดใหญ่


Lee ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1889 แต่ในช่วงเวลานั้นพวกเขาไม่ใช่บริษัทที่ผลิตกางเกงยีนส์ พวกเขาคือร้านค้าขนาดใหญ่ที่รัฐแคนซัสในชื่อ H.D. Lee Mercantile Company ก่อนที่จะเริ่มผลิตชุดช่างจากผ้ายีนส์และกลายเป็นกางเกงยีนส์ในช่วงยุค ‘20s โดยใส่เอกลักษณ์ไปด้วยการใช้ซิปที่พวกเขาเรียกว่า Whitz it

8. คาวบอยไม่ได้ใส่แต่ Wrangler


ภาพลักษณ์ของกางเกงยีนส์ Wrangler นั้น มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกางเกงยีนส์ที่คาวบอยชอบสวมใส่เสมอ แต่นั่นมาจากการตลาดล้วนๆ เพราะกางเกงยีนส์ยี่ห้อนี้เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1947 เท่านั้น และกางเกงยีนส์ก็มีมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปี

9. ผลผลิตที่ยอดเยี่ยม


ว่ากันว่าช่วงปี 1955-1958 นี่คือยุคที่ดีที่สุดของกางเกงยีนส์เลย โดยเฉพาะลีวายส์ เพราะช่วงนั้นสภาพแวดล้อมดี ผลผลิตฝ้ายเป็นเลิศที่เกิดจาก ดิน น้ำ อากาศ อีกทั้งการทอและการย้อมยังถูกพัฒนาไปจนจุดสูงสุด ป้ายหนังที่เคยใช้ก็มาเปลี่ยนเป็นป้ายปะเก็นช่วงนี้แหละ นักสะสมหลายคนจึงชื่นชอบกางเกงยีนส์ในยุคนี้เป็นพิเศษ

10. กระเป๋าเล็กๆ ที่ใส่นาฬิกา


เชื่อว่าหลายคนคงใช้กระเป๋าใบเล็กๆ ที่สอดแทรกมาตรงด้านขวาของผู้สวมใส่กางเกงยีนส์เพื่อใส่เหรียญ แต่ความจริงแล้ว กระเป๋าเล็กๆ นี้มีมาตั้งแต่สมัยกางเกงยีนส์ยังเป็นเพียงกางเกงผู้ใช้แรงงานเท่านั้น กระเป๋าเล็กๆ ก็เลยมีไว้ใส่นาฬิกาต่างหาก

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

แฟชั่นเดือด! เซเลบฯ ท้าชนบิวตี้ บล็อกเกอร์ ยอมได้ที่ไหน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2559 14:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/626812

 

ออกอีเวนต์ทีไร ไทยรัฐออนไลน์ ไม่เคยพลาดเก็บสีสันแฟชั่นมาฝากแฟนๆ อย่างงานล่าสุดนี้ก็เช่นกัน กับงานเปิดตัวสกินแคร์บำรุงผิวหน้าตัวใหม่จาก ‘ซาน่า นาเมรากะโฮมโปะ (Sana Namerakahonpo)’ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้จัดเอ็กซ์คลูซีฟซีฟเวิร์กช็อป ชวนสื่อมวลชน และบิวตี้ บล็อกเกอร์เบอร์ต้นๆ ของประเทศมาลองทดสอบผลิตภัณฑ์คุณภาพด้วยตัวเอง เราก็ไม่พลาดจับแฟชั่นฮอตๆ มาฝากกันเหมือนเคย โดยงานนี้เป็นการท้าชนกันระหว่างเหล่าเซเลบริตี้สุดแซ่บ และบิวตี้ บล็อกเกอร์สาวสวย-น่ารัก ใสๆ … รับประกันว่าเห็นแล้ว คุณต้องบอกว่าแต่ละคน ‘ตัวแม่’ มาเอง !


กิ๊ฟ-ญาดา รุ่งวัฒนภักดิ์

ไปอีเวนต์ไหนๆ ก็น่ารักตลอด

กิ๊ฟ-ญาดา รุ่งวัฒนภักดิ์
เปิดตัวที่เซเลบฯ สาวคนแรก เจ้าของธุรกิจสปาใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ “เอสเตรลลา สปา” (Estrella Spa) ที่วันนี้มาในลุคเรียบหรูสีขาวตัดดำ ออกเป็นชุดทำงานหน่อยๆ ทว่าเน้นแอคเซสเซอรี่ซะมากกว่า อย่างกำไลข้อมือ แหวนเพชร กระเป๋าดีไซน์เรียบๆ และรองเท้าส้นเตี้ยมีลูกเล่นเป็นโบเล็กๆ พอมาแมตช์กับชุดแล้วดูเข้ากันอย่างลงตัว…คุณคิดเหมือนกันไหมล่ะ ?!


ตาต้า – สะคราญกมล อุทัยศรี

ใครๆ ต่างก็ยกให้เธอเป็นแฟชั่นนิสต้าระดับไฮเอนด์

ตาต้า-สะคราญกมล อุทัยศรี
อีกหนึ่งเซเลบฯ สาวที่เดี๋ยวนี้เจอะเจอตามอีเวนต์บ่อยเหลือเกิน และทุกครั้งที่ปรากฏตัวก็เรียกความสนใจได้ไม่น้อยกับการแต่งตัวที่เป็นแฟชั่นนิสต้าระดับไฮเอนด์ ลุควันนี้เธอมาในแบบพลิ้วๆ สบายๆ จัมพ์สูทขาสั้น โทนสีขาวสบายตา เว้าหน้าโชว์ความเซ็กซี่นิดๆ แต่ที่เห็นจะเด่นสะดุดสุดก็คงเป็นกำไล และส้นสูงสุดเปรี้ยวดีไซน์เก๋ ขับผิวขาวให้เจ้าตัวดูเป็นสาวแซ่บ และมั่นใจในตัวเอง อวดเรียวขาสวยโดดเด่นกว่าใครในงาน


จัสมิน-สมัชญา อัศวนิเวศน์

‘คาวาอิ’ แบบฉบับสาวญี่ปุ่น

จัสมิน-สมัชญา อัศวนิเวศน์
มาทางบิวตี้ บล็อกเกอร์สาวสวยกันบ้าง หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเจอเธอทีไรก็ใจเต้นตึกตักให้กับความน่ารักทุกที ซึ่งไม่เพียงหน้าตาของเธอจะดึงดูดหนุ่มๆ ให้เข้าหาแล้ว สไตล์การแต่งตัวก็ยังน่ารัก-เก๋ไก๋ไม่เป็นรองใคร อย่างในอีเวนต์นี้เธอมาในลุคคุณหนูหวานๆ แต่แอบซ่อนความเซ็กซี่เล็กๆ รวบผมขึ้นเป็นบันเก๋ๆ เผยให้เห็นใบหน้าเล็กเว่อร์-เนียนสวยอย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นยังหยิบส้นสูงสีน้ำตาลคู่ใจ และกระเป๋าถือสีเขียวสลับขาว ตัดเข้ากับชุด ให้อารมณ์ ‘คาวาอิ’ แบบฉบับสาวญี่ปุ่นสุดๆ


ตูนน์-ชนกกานต์ วีรคติธรรม

แนวสุดต้องยกให้เธอเลย !

ตูนน์-ชนกกานต์ วีรคติธรรม
บิวตี้ บล็อกเกอร์ที่หลายคนรู้จักกันในนาม ‘Tuniez83’ แน่นอนว่าถ้าสาวๆ คนไหนชื่นชอบการแต่งหน้าคงจะรู้จักเธอดีอยู่แล้ว และติดตามผลงานอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นยูทูบ หรือบล็อกเมคอัพต่างๆ สำหรับอีเวนต์นี้เธอก็ไม่ทำให้ผิดหวังเหมือนเคย จัดเต็มทั้งเมคอัพ และเดรสอัพ โดยลุควันนี้เธอมาแบบเด็กแนวเซอร์นิดๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวแมตช์กับยีนส์เอวสูงดีไซน์ขาดๆ เสริมด้วยแอคเซสเซอรี่หมวกสีแดงใบเก๋ กระเป๋าเป้สีแดงสุดแนว และผ้าใบชมพูสีสุดจี๊ด ดูยังไง้ ยังไงก็ร้อนแรงไม่เบา !


ไอซ์-ภาวิดา ภาควิวรรธ

บิวตี้ บล็อกเกอร์สาวสวย เสน่ห์ล้น ใครเห็นเป็นต้องแพ้รอยยิ้มเธอ …

ไอซ์-ภาวิดา ภาควิวรรธ
ประชันด้วยบิวตี้ บล็อกเกอร์คนสุดท้ายที่ผ่านผลงานวงการบันเทิงมาแล้วมากมาย ล่าสุดเจอเธอในงานอีเวนต์ เชื่อไหมว่าแค่เห็นรอยยิ้มของเธอก็ใจละลายซะแล้ว เธอมาในลุคใสๆ เบาๆ วัยรุ่นชอบ มองไม่มีเบื่อกับเดรสสั้นแขนกุดดีไซน์ศิลปะน่ารักๆ พร้อมแมตช์ส้นสูงสีน้ำตาลอ่อน แต่แค่นี้เธอก็เอาอยู่แล้วล่ะ … คนอะไรน่ารักเว่อร์ !

นอกจากนี้ยังมีแฟชั่นเซเลบฯ คนอื่นๆ ที่การันตีความแซ่บให้ชมกันอีกเพียบ…


แฟชั่นเหล่าเซเลบฯ คนดัง…ใครเกิดสุด !

มิ้นต์-จินดาภา บุณยากร

‘มิ้นต์-จินดาภา บุณยากร’ ดีไซเนอร์สาวสวย มาในลุคเรียบหรูโทนสีขาว


บัว-สโรชา (ตันจรารักษ์) วิริยะเมตตากุล

แบ๊วๆ อะ !

 

 

ให้รางวัลชีวิตด้วยประกายเจิดจ้าเต็มพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631202

 

เพราะชีวิตมีไว้ให้ใช้ ก็ต้องใช้ให้คุ้ม ก่อนหมดลมหายใจน็อกไปไม่รู้ตัว แล้วจะต้องมานั่งเสียดายทีหลัง!! เวิร์กกิ้งวูแมนยุคใหม่ ทุ่มเทพลังลุยงานหนักเพื่อความสำเร็จ ก็ต้องหาเหตุผลให้รางวัลตัวเอง

สาวก CHANEL กรี๊ดสลบ!! กับคอลเลกชั่น เครื่องประดับไฮจิวเวลรี่ล่าสุด “LION HIGH JEWELRY” สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจของจักรราศีสิงห์ สัญลักษณ์เดือนเกิดของ “โคโค่ ชาแนล” มีให้เลือกหลากสไตล์ ตั้งแต่สร้อยคอ “Lion Protecteur” ทำด้วยทองคำ 18K ประดับเพชรเหลี่ยมเกสร และไข่มุกเลี้ยงญี่ปุ่น เข้าเซตกับต่างหู “Lion Protecteur” ยังมีแหวน “Lion Protecteur” ทำด้วยทองคำขาว 18K ประดับเพชรทรงหยดน้ำ-มาคีส์-เหลี่ยมเกสร และไข่มุกเลี้ยงญี่ปุ่นหรือจะเป็นชุดสร้อยคอ “Lion Antique” ทำด้วยทองคำและทองคำขาว 18K ประดับเพชร แมตช์กับกำไลข้อมือ “Lion Antique” โดดเด่น รวมถึงแหวน “Lion Birman” ทำด้วยทองคำขาว 18K ประดับทับทิมพม่า และเพชรเหลี่ยมเกสร กับแหวน “Lion Antique” ทำด้วยทองคำและทองคำขาว 18K ประดับเพชรเหลี่ยมเกสร

แบรนด์จิวเวลรี่โก้หรูจากอิตาลี SETTE หยิบเสน่ห์ลวดลายหางนกยูงมารังสรรค์เป็นอัญมณีคอลเลกชั่นพิเศษ “PAVONE 2016” โดยถ่ายทอดเฉดสี รูปทรง และสัดส่วนของนกยูงรำแพน ผ่านสร้อยคอยาว และต่างหู ชวนหลงใหลด้วยรูปทรงหยดน้ำซ้อนกันสองชั้นดัดแปลงจากนัยน์ตาของลายหางนกยูง พิเศษยิ่งกว่าคือ การใช้สีน้ำเงินลี้ลับจาก “ลอนดอน บลู โทปาซ” และสีม่วงกล่ำเปี่ยมเสน่ห์ของอเมทิส ให้อารมณ์หรูหราสง่างามเหนือกาลเวลาแบรนด์เครื่องประดับ


TILDA

เพชรแท้อมตะ TILDA เผยเสน่ห์น่าค้นหาของประกายเพชรแฟนซี ผ่านคอลเลกชั่น “Moonlight Romance” ดึงความงามเจิดจรัสของ “แฟนซี ไลท์ เยลโล่ ไดมอนด์” สร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับโก้หรูน่าครอบครอง มีครบเซตทั้งแหวน, จี้ และต่างหู รับประกันความพิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อคุณค่าที่คุณคู่ควร


MIKIMOTO

MIKIMOTO

MIKIMOTO

แบรนด์เครื่องประดับมุกไฮเอนด์ MIKIMOTO นำเสนอคอลเลกชั่นสุดจี๊ด “Mikimoto High Jewelry 2016” งดงามประณีต ด้วยการผสานไข่มุกเม็ดงามกับดีไซน์โดดเด่น ผลิตเพียงชิ้นเดียวในโลกเพื่อเอกลักษณ์ เหนือระดับ เด็ดสุดยกให้สร้อยคอไข่มุกอะโกย่า ถักทอประดับเพชร นำไข่มุกเม็ดใหญ่เล็กวางเรียงถักทอเป็นสร้อยคอสุดพลิ้วไหว สวมใส่ได้หลายสไตล์ตามจินตนาการ นอกจากนี้ ยังมีดีไซน์คลาสสิกสร้างสรรค์จากไข่มุกเซาธ์ซีสีขาวประดับเพชร


CHARRIOL

CHARRIOL ถือคติน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ นำเสนอเทรนด์เครื่องประดับใหม่ผ่านคอลเลกชั่น “Bangle Mania” ดีไซน์กำไลข้อมือหรูน่าสะสม ฝีมือ “โคราลี ชาร์ริโอลล์ พอล” ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ชื่อก้องของชาร์ริโอลล์ มีให้เลือก 6 โทนสี จับคู่มิกซ์แอนด์แมตช์ตามใจชอบ เหมาะกับสาวเดิร์นยุคใหม่ ที่ไม่ชอบซ้ำใคร.


CHANEL

CHANEL




ทรงพระสิริโฉมงดงาม พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานสัมภาษณ์พิเศษ Vogue Thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 31 พ.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/628538

 

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานสัมภาษณ์ตรัสถึง แรงบันดาลพระทัยที่ทรงมีต่อวงการแฟชั่น งานอดิเรกทรงโปรด และพลังหลงใหลในศิลปะ


Younger Than Spring Time – ฉลองพระองค์ราตรียาวแขนกุด ผ้าไหมซาตินพิมพ์ลายตัดต่อผ้าไหมชีฟองปักเลื่อมและคริสตัล พร้อมเข็มขัดริบบิ้นตัดต่อสองสีจาก SIRIVANNAVARI สร้อยพระศอรูปซิปทองคำประดับเพชรตกแต่งพู่ลูกปัดรูเบลไลต์และลูกปัดไพลิน พระธำมรงค์แพลทินัมประดับเพชร และทับทิม ทั้งสองจาก VAN CLEEF & ARPELS

แสงแดดที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระจกห้องแกรนด์รอยัลสวีต โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ แม้จะถูกม่านกรองแสงทอนความจัดจ้าลงไปบ้าง แต่ก็ยังมากพอที่จะสร้างความสว่างไปทั่วห้อง หากที่สร้างความอบอุ่นเจิดจ้าให้กับบรรยากาศโดยรอบคือพระจริยวัตรอันงดงามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ที่ประทานอนุญาตให้นิตยสารโว้กประเทศไทยฉายพระรูปและสัมภาษณ์เป็นกรณีพิเศษ

แม้จะทรงงานนี้ตั้งแต่เช้าและเลยเวลามาบ่ายคล้อยจนเกือบเย็นแล้ว แต่ไม่ทรงมีท่าทีเหน็ดเหนื่อยกับการสวมบทเป็นนางแบบอาชีพ ดังที่พระองค์หญิงกล่าวในภายหลังว่าถ้าพระองค์ท่านจะทำอะไรแล้วก็จะทำให้เต็มที่ ซึ่งผลงานภาพแฟชั่นงดงามที่ได้เห็นนี้เป็นการทำงานที่ผสานกลมกลืนของทีมงานทุกคน และเจ้าหญิงมากความสามารถพระองค์นี้

เมื่อการถ่ายภาพแฟชั่นเสร็จสิ้นลง พระองค์หญิงตรัสขอบคุณทีมงานถ่ายภาพแฟชั่นแล้วหันมาบอกว่าพร้อมที่จะประทานสัมภาษณ์เลย เมื่อทูลถามว่าไม่ทรงพักผ่อนพระอิริยาบถก่อนหรือ พระองค์หญิงทรงตอบว่า “ก็เหนื่อยนะคะ เพราะต้องเกร็งโพสท่าต่างๆ ทั้งวัน แต่สนุกค่ะ มาเริ่มสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ”

อยากให้พระองค์หญิงทรงเล่าถึงคอลเลกชั่นล่าสุดนี้สักเล็กน้อย

“จริงๆ คอลเลกชั่นล่าสุดเกิดขึ้นที่แวร์ซายนะคะ ชานเมืองยุโรป ออกจากแวร์ซายไปจนถึงมอเน (Monet) ช่วงศิลปะยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องของต่างจังหวัดของฝรั่ง ท้องทุ่งและธรรมชาติที่ไม่ใช่ในเมือง อิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ออกไปทางยุคต้นๆ สีสวยๆ เบลอๆ แสงสว่างเยอะๆ บวกกับความโรแมนติกของสมัยศตวรรษที่ 18 กว่าๆ ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส เราถอยไปจากคอลเลกชั่นที่แล้วนิดหนึ่งในเรื่องของช่วงพีเรียด คือพอดีว่าช่วงที่คิดงานนี้ได้แรงบันดาลใจจากการไปวิ่งตอนเช้า เดินทัวร์ชมสถานที่ต่างๆ สีสัน และมารี อ็องตัวแน็ต ที่เราไม่ได้ไปแตะที่ตัวมารี แต่นำเรื่องของสี เทกซ์ไทล์ของมารีมาตีความ ความโรแมนติก แต่ก็ทำให้ดูใหม่ขึ้น ผลไม้ เบอร์รี่พวงๆ พวกสีแจ๊ดๆ ธรรมชาติ แต่คงความเป็นคนเมือง มีความเป็นตัวเองคือความเป็นร็อก เซ็กซี่ ความโมเดิร์นในส่วนที่เป็นตัวเราแทรกเข้าไปด้วย”


She’s Like the Wind – ฉลองพระองค์ราตรียาวเปลือยไหล่ ผ้าไหมชีฟองจับเดรปตกแต่งดอกไม้ประดิษฐ์จากผ้าไหมชีฟองปักคริสตัล จาก GIAMBATTISTA VALLI HAUTE COUTURE ตุ้มพระกรรณทองคำสลับทองคำขาวประดับทับทิม มรกต และเพชร เข็มกลัดทองคำสลับทองคำขาวประดับทับทิม มรกต และเพชรเข้าชุด ทั้งสองจาก VAN CLEEF & ARPELS

แล้วเรื่องของซิลูเอตหรือโครงชุด

“มีรูปทรงของดอกไม้ ทรงทิวลิปคว่ำ หงาย เวลาเราเอาทิวลิปปักแจกัน เขากินน้ำมากหรือน้อยเส้นโค้งของกลีบจะแตกต่างกัน อันนี้ส่วนหนึ่งพูดถึงเส้นสายจากธรรมชาติ อีกส่วนก็คือความไม่เท่ากัน คอนสตรักชั่นนิดๆ เสื้อทุกตัวอยากให้พลิ้วไหว บางเบา มีความโปร่งบางนิดๆ ไม่โปร่งจนมองทะลุนะคะ แต่โปร่งบางมองเห็นได้รางๆ แล้วก็ทำอย่างไรให้ดูเหมือนมีสัมผัสของสีน้ำมันหน่อยๆ บนผืนผ้าก็จะมีรายละเอียดต่างๆ เป็นมารี อ็องตัวแน็ตนิดๆ คว่ำๆ ยาวๆ เหมือนดอกทิวลิปคว่ำ ช่วงสมัยโรแมนติกที่คนใส่โครงสุ่ม (crinoline) ข้างใน แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ใส่โครงสุ่มเข้าไป”

แสดงว่าเป็นเพราะโครงชุดกับเนื้อผ้าที่ทำให้ชุดอยู่ทรงเองได้

“ใช่ค่ะ แต่ก็มีโครงนิดหนึ่ง คือไม่ใช่สุ่มแบบสมัยก่อน มีเป็นแบบเอ็นนิดๆ หน่อยๆ พยายามให้ชุดอยู่ได้ด้วยตัวเอง ถ้าเราใส่โครงเหล่านี้ลงไปเยอะก็จะกลายเป็นโอตกูตูร์มากๆ เลยพยายามใช้ให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงเอาเส้นบางเส้นออก บางทีเราก็พยายามเล่นกับเนื้อผ้า อย่างผ้ากาวมาเล่นบนตัวผ้าจริง แล้วไม่อัดผ้ากาวบนผืนผ้าเดียวกันทั้งหมด จะทำให้ผ้าดูมีมิติขึ้นบนตัวของชุดเลย”

ความจริงงานของท่านหญิงก็นำเอาเทคนิคแบบโอตกูตูร์มาใช้ค่อนข้างมาก

“ใช่ บวกกับความเป็นสตรีต ความเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ความเป็นร็อกแอนด์โรล พอเป็นโอตกูตูร์มากคนจะไม่กล้าแตะ บอกว่าโอตกูตูร์หมายถึงเสื้อผ้าชั้นสูง วัฒนธรรมชั้นสูง ถ้าสมมติเราเอาไปทำโดยใส่ความเป็นตัวเอง ความเป็นสตรีต ใส่เอกลักษณ์ของเราลงไปในความเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปก็จะดูน่าสนใจขึ้น”

กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้กประเทศไทยกล่าวเสริม ถึงผลงานครั้งนี้ว่า “คอลเลกชั่นนี้มียีนส์ที่กระหม่อมชอบมาก อยากให้ทรงเล่าเรื่องยีนส์เพิ่มเติมพ่ะย่ะค่ะ”

“ยีนส์นี่คือสิ่งที่ขอมาเป็นการส่วนตัว เป็นคนชอบใส่ยีนส์ ยีนส์ขาด ยีนส์ฟอก บลูยีนส์ก็น่ารักดีนะ แต่ถ้ามีผิวสัมผัสที่ขาดหน่อยๆ จะประทับใจมาก สำหรับตัวเองชอบสไตล์ร็อกเกอร์ ยุค 1980, 1990 แล้วก็ต้องเป็นอารมณ์แบบไบเกอร์ แบบนักบิดมอเตอร์ไซเคิลนิดหนึ่ง ยีนส์ขาดๆ ดูเป็นตัวเราดี ใส่กับเสื้อโอตกูตูร์ เสื้อสบายๆ หรือบางทีก็เสื้อไม่สบาย ชอบใส่แจ็กเกต คิดว่าแจ็กเกตเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงตัวเองมากที่สุด เหมาะสำหรับผู้หญิงสมัยใหม่ยุคนี้ทุกโอกาส ในคอลเลกชั่นมีซิกเนเจอร์แจ็กเกตที่เป็นหางยาว แจ็กเกตตัวสั้นแบบไบเกอร์ มีแบบทรงเรียบง่ายแต่เข้ารูป แล้วที่ใหม่ล่าสุดก็คือซาฟารีแจ็กเกต คิดว่าซาฟารีแจ็กเกตน่าจะเหมาะ เพราะดูลำลองแบบชนบทได้ด้วย”


The Scarlet Lady – ฉลองพระองค์ราตรียาวทรงตรงแขนกุด ผ้ากำมะหยี่พิมพ์ลาย ซับในผ้าไหมชีฟองจับจีบ จาก VALENTINO HAUTE COUTURE สร้อยพระศอ (สวมเป็นเทียร่า) แพลทินัมประดับเพชรรูปทรงเกล็ดหิมะ ตุ้มพระกรรณรูปดอกพีโอนีพิงก์โกลด์ตกแต่งเพชรและทับทิม (Pivoine Mystérieuse) เข็มกลัดทองคำขาวรูปช้างประดับเพชรพร้อมจี้โทแพซเจียระไน ทั้งหมดจาก VAN CLEEF & ARPELS

ในคอลเลกชั่นที่แล้วท่านหญิงมีโอกาสได้ใช้ผ้าไหมไทยมาเป็นวัสดุหลัก ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดต่างๆ ด้วยลักษณะของเนื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ ท่านหญิงทรงหาทางแก้ไขปัญหาอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ

“จริงๆ ผ้าไหมไทยไม่มีข้อจำกัดนะคะ เป็นข้อดีด้วยซ้ำ ด้วยความที่สัมผัสกับผ้าไหมไทยบ่อย เลยรู้ว่าลักษณะของเนื้อผ้าทำได้มากน้อยแค่ไหน แล้วอะไรที่สามารถโชว์ความเป็นตัวตนของผ้าไหมได้ อะไรที่ทำแล้วไม่มีทางจะออกมาสวย เพราะตัวผ้าไหมเหมือนมีวิญญาณของตัวเอง เป็นบุคลิกของผ้าไหมเองที่มีความหรูหรา ถ้าเราบิดเอกลักษณ์ของเขามากๆ นี่เหมือนเขาจะไม่ให้ความร่วมมือ แต่คราวนี้ด้วยความที่เรารู้จักผ้าไหม รู้ว่าจะประยุกต์ใช้อย่างไร แล้วพยายามโชว์ข้อดีให้เยอะที่สุด เก็บรายละเอียดและใช้เทคนิคโอตกูตูร์ บวกกับการบอกเล่าเรื่องราวให้มีความต่อเนื่องว่าคอลเลกชั่นต่อไปจะเป็นอย่างไร เช่น เราจะเห็นซิลูเอตนี้นะ บวกกับความเป็นไทยบ้าง อย่างเอกลักษณ์ของชุดผ้าไหมไทยครั้งที่แล้ว คือแม้กระทั่งมองข้างใต้ตะเข็บข้างล่าง เราจะเห็นว่าทุกอย่างมันกลม แม้กระทั่งด้านในก็จะเก็บหมด จะไม่เห็นซับใน โครงชุดจะอยู่ที่ตัวของชุดเอง ใส่ง่าย พูดทีเดียวจบ (รูดซิป) หรือว่าใส่ง่ายพูดสองทีจบ คือรูดซิปแล้วก็ติดตะขอ”

เป็นชุดที่ดูงดงามหรูหรา แต่การสวมใส่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ

“ไม่ค่ะ ให้อยู่ในทรงของชุดเองเลย อย่างมากสุดก็เอาความเป็นชุดไทยมาเล่นใหม่ แต่เล่นใหม่อย่างไรให้ดูเบาขึ้น ง่ายขึ้น คือสัมผัสได้ง่ายขึ้น การปักที่ดูลงตัว คือมีลูกเล่นด้วยตัวเขาเอง เวลาทำสไตล์โชว์ก็จับเอายุค 1950 ดึงตาดึงอะไรมาเล่น (เขียนขอบตาปลายตวัดขึ้น)”

ทรงพึงพอใจมากน้อยแค่ไหนกับการทำคอลเลกชั่นล่าสุด เมื่อเปรียบเทียบกับคอลเลกชั่นแรกๆ เมื่อหลายปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ

“พึงพอใจมาก เพราะมาไกลมาก ตอนที่เริ่มงานครั้งแรกอายุ 17 ปี ตั้งแต่ปี 2005 จนถึงตอนนี้ 29 จะ 30 อยู่แล้ว รู้สึกว่าเติบโตขึ้นด้วยประสบการณ์จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่และดีขึ้นเรื่อยๆ คือความเป็นอาร์ตแอนด์คราฟต์ (ศิลปะประดิษฐ์) ที่เริ่มต้นกับเรามาด้วยกัน คืองานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเรานี่แหละที่ดีขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกภูมิใจว่าตัวเองมาไกลพอสมควร แต่ก็ไปได้อีกนะ ส่วนตัวไม่ได้หยุดนิ่งเลย”

กุลวิทย์ได้ให้ความเห็นว่า “คอลเลกชั่นนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากๆ เพราะผมเห็นการสร้างสรรค์ผลงานของท่านหญิงตั้งแต่วันแรก พอได้เห็นผลงานทั้งหมดในวันนี้นี่ต้องบอกว่ามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก แล้วที่สำคัญก็คืองานอาร์ตแอนด์คราฟต์ของท่านนี่ไม่เคยทรงลืม คือจริงๆ แล้วทรงโปรดงานอาร์ตแอนด์คราฟต์มาตั้งแต่เริ่มแรก เพราะฉะนั้นพระองค์ท่านจะใช้ตรงนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นเสมอ อย่างวิธีการประดับเสื้อผ้าก็จะใช้เอกลักษณ์นี้ตลอด”

พระองค์หญิงทรงรับสั่งว่า

“คือเราบอกตัวเองเสมอว่าเราเป็นอาร์ทิสต์ เราไม่ใช่ดีไซเนอร์ ฉะนั้นการคิดของเราก็ต้องคิดแบบอาร์ทิสต์ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วเราก็ต้องคิดแบบดีไซเนอร์บ้างบวกเรื่องการทำธุรกิจบ้าง แต่ก็จะบอกตัวเองว่าเราคิดแบบดีไซเนอร์ได้เท่านี้นะ เพราะถ้าเราคิดแบบดีไซเนอร์ไปเรื่อยๆ มันก็ตัน เบื่อ สำหรับตัวท่านหญิงเองนะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องลืมๆ อะไรไปบ้าง แล้วก็กลับมาเป็นอาร์ทิสต์เหมือนเดิมดีกว่า”


BLUE BlOOD – ฉลองพระองค์สั้นเข้ารูปแขนกุด ผ้าลูกไม้ปักเลื่อม คริสตัล และดอกไม้ประดิษฐ์ จาก GIAMBATTISTA VALLI HAUTE COUTURE ตุ้มพระกรรณทองคำขาวประดับเพชร พระธำมรงค์แพลทินัมรูปเกล็ดหิมะคู่ประดับเพชร กำไลข้อพระกรแพลทินัมรูปเกล็ดหิมะประดับเพชร ทั้งหมดจาก VAN CLEEF & ARPELS

ดูจากผลงานท่านหญิงจะออกแนวศิลปะมากกว่าดีไซน์นะพ่ะย่ะค่ะ

“จริงๆ แล้วอยากเรียนทัศนศิลป์มากกว่านฤมิตศิลป์ แต่ก็มาไกลเกินกว่าจะกลับไปตั้งต้นเรียนใหม่ รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ชัดเจนกับตัวเองว่าเราจะทำอะไรต่อ ดีไซน์ก็มีความหนักแน่น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น และดีใจที่ทีมงานโดยเฉพาะผู้ช่วยทั้งหลายนี่ค่อนข้างจะช่วยผลักดันท่านหญิงมาก คือเขาพูดกับเราว่าคอลเลกชั่นที่แล้วดีมากเลย แต่อยากให้เราอยู่กับคอลเลกชั่นนี้ให้นานนิดหนึ่ง คืออยากให้ท่านหญิงอยู่กับคอลเลกชั่นนี้มากขึ้นนั่นเอง พูดอย่างนี้ท่านหญิงก็เลยต้องให้เวลากับคอลเลกชั่นนี้มากขึ้น คืออยู่จนเครียดเลย (ทรงสรวลเบาๆ)

“เชื่อไหมคะว่าชุดผ้าไหมไทย 7 ชุดออกแบบภายในหนึ่งชั่วโมง สเกตช์นะคะ ถ้าไปต่างประเทศก็ทำงานจากที่นั่น พอกลับมาเมืองไทยก็มาดูชิ้นงาน คุยเรื่องลายปักต่างๆ แล้วเราก็ไปซื้อสะดึงจากเมืองนอกมา เด็ดดอกไม้แห้ง กลีบดอกไม้แห้งทีละกลีบๆ มาเย็บลงบนผ้า แล้วค่อยมาตัดผ้าไหมที่เหลือ คือเล่นด้วยตัวของผ้าเอง อย่างที่บอกว่าถ้าจับบุคลิกของผ้าไหมไทยถูก เขาจะช่วยเรา ไม่ใช่ของสวยๆ อยู่แล้วเรามาทำลาย เข้าใจนะว่าเราตั้งใจจะทำให้มันดี แต่ทำผิดลักษณะของเขาก็อาจจะฆ่าผลงานของเราได้ ผ้าไหมไทยก็เหมือนผู้หญิงดื้อ ผู้หญิงดื้อๆ แบบนี้ถ้าเอาใจเขา เขาก็จะดีกับเรา”

อยากให้ทรงเล่าเรื่องกีฬาบ้างพ่ะย่ะค่ะ

“เรื่องกีฬาขี่ม้าตอนนี้ก็เหนื่อยมากค่ะ ได้ระดับที่สูงขึ้น (ของ Dressage Tests การขี่ม้าแบบเยอรมัน) Prix St. George Intermediaire ทั้งระดับหนึ่งและสอง รวมทั้งฟรีสไตล์ทูมิวสิก (Free Style to Music) ก็เป็นระดับที่สูงขึ้น อนาคตคงจะกรองด์ปรีซ์สเปเชียล (Grand Prix Special) อาจจะแข่งเยอะขึ้นที่ต่างประเทศ ซ้อมที่เมืองนอกบ้าง ที่เมืองไทยบ้าง แต่ตอนนี้ม้าอยู่ที่ต่างประเทศหมดเลย ทั้งกระโดด ทั้งเดรสสาจ คิดว่าจะไปให้ไกลมากเท่าที่ไปได้ ไม่อยากคิดว่าต้องไปให้ถึงโอลิมปิกให้ได้ แต่จะโฟกัสที่อาชีพของเราไว้ก่อน คือดีไซเนอร์และแฟชั่นดีไซน์ แล้วก็การทำงานศิลปะ นี่คือสิ่งที่ให้ความสำคัญอันดับแรก ม้าเป็นอันดับที่สอง ไม่อยากกดดันตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นแชมป์โลก คือถ้าได้ตั๋วไปแข่งโอลิมปิกนี่ก็ถือว่าที่สุดละ คือเป็นเป้าหมายที่จะไปให้ไกลที่สุด ถามว่าซ้อมหนักไหม ซ้อมหนักมากค่ะ เหนื่อยมาก”

นอกจากนี้พระองค์หญิงทรงกีฬาอื่นๆ ไหม

“มีดำน้ำค่ะ ตอนนี้เป็นเรสคิว (Rescue Diver ต้องเข้าอบรมหลักสูตรที่นักดำน้ำถือว่าดีที่สุดแล้ว) กำลังจะขึ้นอินสตรักเตอร์ (Scuba Diving Instructor) แล้วถ้าขึ้นไประดับนั้นได้ก็จะต้องมีสอนบ้าง แต่ตอนนี้คือไปดำน้ำทุกจุดที่ว่าสวยๆ ในเมืองไทยหมดแล้ว จบทุกซอกทุกมุม”

ทรงโปรดสถานที่ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ

“ที่ประทับใจดีกว่านะคะ ที่ประทับใจคือหินแดงหินม่วง ดำไปเจอปลากระเบนแมนตา (manta ray) 2 ตัว 2 วัน ตื่นเต้นมากที่ได้เห็น แล้วก็ดำลงไปในจุดที่มีฉลามชุม เจอฉลามทรายนอนอยู่กับพื้นใต้ทะเลรอรับเสด็จอยู่เสียอย่างนั้น (ทรงสรวลเบาๆ) เอาเป็นว่าเป็นทริปที่ไม่บอกดีกว่าว่าที่ไหน แต่เป็นจุดที่เห็นแล้วต้องอุทาน
เลยว่าพระเจ้า บางวันก็เจอโลมาฝูงใหญ่มากอยู่อีกด้านหนึ่งของทะเลไทยนี่แหละ แล้วก็เจอเต่า ว่ายน้ำไปกับเต่า และล่าสุดที่ไปมาคือเจอปลานโปเลียน (เรียกอีกอย่างว่าปลานกขุนทองหัวโหนก Napoleon Fish) ตัวใหญ่มาก ตัวใหญ่เท่าหมอนนี่ (ทรงชี้หมอนอิงขนาดใหญ่บนโซฟา) แล้วหัวโหนกเหมือนปลานกแก้วเลยนะคะท่านผู้ฟัง (พระองค์หญิงทรงนึกสนุกทำเสียงเหมือนเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟัง) เหมือนปลานกแก้วที่โดนเขกกบาลให้หัวโหนกขึ้นมา ปากเหมือนโดนฉีดให้เจ่อขึ้นอะไรอย่างนี้ แล้วเราก็ว่ายน้ำตามนะ ว่ายน้ำข้างๆ เจ้าปลานี่ ดำน้ำรอบ
ที่ผ่านมานี่ชอบมาก แฮปปี้ดี๊ด๊ามาก” ทรงแย้มสรวลอย่างพอพระทัยมาก

ทรงมีโอกาสดำน้ำในต่างประเทศหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ

“เคยไปที่อิตาลีค่ะ แต่ตอนนั้นอากาศหนาวมาก ดำลงไปก็รู้สึกว่าหนาวมากอย่างเดียว ต่อจากนี้คงจะไปดำแถวๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่แหละ มีจุดดำน้ำที่น่าสนใจอีกเยอะค่ะ ของไทยนี่ก็เริ่มกลับไปดำซ้ำๆ บางจุดเพราะดำน้ำมาจนเรียกว่าเกลี้ยงทุกจุดแล้ว”


Through the Looking Glass – ฉลองพระองค์ยาวเข้ารูป ผ้าทวีดปักเลื่อมและดอกไม้ประดิษฐ์ช่วงบน ตกแต่งพู่ผ้าทวีดรอบองค์ จาก CHANEL HAUTE COUTURE ฉลองพระบาทส้นสูงหนังเมทัลลิก จาก JIMMY CHOO ตุ้มพระกรรณทองคำขาวประดับเพชรและบุษราคัม สร้อยพระกรรูปซิปทองคำประดับเพชรตกแต่งพู่ลูกปัดรูเบลไลต์และลูกปัดไพลิน ทั้งสองจาก VAN CLEEF & ARPELS

กลับมาที่เรื่องของแฟชั่นกันต่อ ทรงวางแผนอนาคตและของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ไว้อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ

“คงจะเน้นเรื่องดีไซน์เป็นส่วนใหญ่ ถ้ามีอะไรให้กลับไปที่ปารีสแฟชั่นวีกได้อีกครั้งหนึ่งด้วยตัวเราเองก็จะดีมาก ไปแล้วก็ต้องขายได้ด้วย คือตั้งใจว่าหลังแฟชั่นโชว์อยากให้มีบาย (การสั่งซื้อเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นที่โชว์นั้นจากตัวแทนห้างร้านต่างๆ เพื่อจะนำไปจำหน่าย) อยากทำเป็นเฮาส์โชว์ คือไม่ต้องการมีช็อปหรือบูติกของแบรนด์เอง เราเข้าไปอยู่ในร้านมัลติแบรนด์ก็ได้ หรือบูติกเล็กๆ ก็ได้ ทำอย่างไรถึงจะสามารถทำให้แบรนด์เราเข้าไปในระดับนานาชาติได้ ไม่ใช่เราออกจากเอเชียแล้วก็คิดว่าเราอินเตอร์แล้ว เราต้องการทำธุรกิจของแบรนด์ให้แข็งแกร่งจริงๆ อันนี้สำหรับแบรนด์

“ส่วนเรื่องอื่น ถ้าได้ร่วมงานกับสิ่งใหม่ๆ อย่างครั้งที่แล้วที่ทำแล้วประสบความสำเร็จเกินคาดก็คือการได้ร่วมงานกับ BSO (Bangkok Symphony Orchestra) เรื่องของดนตรีที่เราได้ทำเอง ถ้าเกิดเราได้ร่วมงานหรือจัดกับสิ่งอื่นๆ ที่เหนือกว่าการเป็นดีไซเนอร์แล้วเราได้ใส่อะไรที่เป็นตัวเราเองลงไปก็จะเป็น
อะไรที่ดีมาก”

ทรงหมายถึงเพลงธีมที่ทรงนิพนธ์เองเป็นเพลงประจำคอลเลกชั่นล่าสุด บรรเลงโดยวง BSO และควบคุมวงโดยอาจารย์วานิช โปตะวนิช พระองค์หญิงทรงมีความสนพระทัยในศาสตร์หลายแขนงและทรงทำได้สำเร็จเป็นอย่างดีหลายอย่างพ่ะย่ะค่ะ

“มีความสนใจค่อนข้างกว้างค่ะ รวมถึงความสนใจที่จะนำเอกลักษณ์ของแบรนด์ตัวเองไปใส่ตรงนั้นตรงนี้ตรงโน้น คือไม่อยากย่ำอยู่กับที่ อยากให้ผลงานของเราไปข้างหน้าค่ะ นึกเหมือนกันว่าถ้ามีโอกาสก็อยากทำคอสเมติกสักคอลเลกชั่นหนึ่งบ้าง ส่วนเรื่องม้าก็ตอบไปแล้ว นอกนั้นก็มีความสุขดี คิดแต่ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้แบรนด์ของเราอยู่ได้ด้วยตัวเองเท่านั้นแหละค่ะ แบรนด์ต้องแข็งแรงและยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

“ท่านหญิงสนใจด้านธุรกิจแฟชั่นมาก ไม่ได้ทำแค่ดีไซน์อย่างเดียว แต่ทำอย่างอื่นหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน คือไม่ให้ตัวเองหยุดนิ่งค่ะ เป็นคนหยุดนิ่งไม่ได้ แต่อยู่เฉยๆ ได้นะ สำหรับตัวท่านหญิงถ้าอยู่เฉยๆ คือไม่ทำอะไรเลย วันหนึ่งคือดูทีวี นอนนิ่งอยู่บนโซฟา แอร์เย็นฉ่ำ ขี้เกียจก็ขี้เกียจเลย สักพักก็จะไม่ไหวละ แต่สิ่งที่ทำทุกวันคือออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส ขี่ม้า กลางคืนก็คิดงานนี่นั่น อะไรที่เราขยันขึ้นมาก็จะขยันมาก แต่ถ้าทั้งเดือนว่างจัดนี่ก็จะอยู่ไม่ไหวนะ ถ่ายภาพนิ่งเหรอ (ทรงหมายถึงอยู่นิ่งๆ เฉยๆ) ไม่…ไม่มีทาง

“ท่านหญิงอยู่เฉยๆ อย่างนั้นไม่ได้แน่ๆ แล้วจะรู้สึกมีความสุขมากที่ได้เจออะไรที่ท้าทาย หนึ่งคือเล่นกีฬา สองคือได้ทำอะไรใหม่ๆ เช่น อยู่ดีๆ อยากจะปักผ้าก็ปักเลย ซึ่งไม่เคยเรียนมาก่อน บางทีก็วาดรูปๆ แล้วก็ต้องเก็บงานเอาไว้ก่อนเพราะเราต้องไปทำอย่างอื่นต่อ จนผู้ช่วยบอกว่าไม่ต้องทำอะไรแล้วนะคะ อย่าทำอะไรนะคะ อย่าวาดรูปนะคะ ถ้าท่านเริ่มทำอะไรอีกจะมัดมือแล้วนะคะ กรุณาอยู่เฉยๆ บ้าง เพราะท่านหญิงจะคิดทำอะไรต่างๆ ได้เสมอ อย่างจิวเวลรีไม่เคยทำมาก่อนก็มาทำจิวเวลรี ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวที่เรามี ไม่เคยทำเรื่องดนตรีจริงจังมากเท่านี้ก็กัดฟันทำ (มีคนทูลว่าแล้วก็ทรงประสบความสำเร็จเกินคาดทีเดียว) ค่ะ ซึ่งก็แปลกใจมาก

“ที่ทำได้หลายอย่างเพราะเราเป็นคนชัดเจน ท่านหญิงจะไม่มีอะไรกลางๆ (ไม่ลังเล) ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ อาจจะมีการลังเลบ้าง แต่ลังเลในที่นี้ก็คือท่านหญิงสามารถแก้ไขตรงจุดนั้นได้ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกกับทุกท่านก็คืออย่าหยุดหาความรู้ใส่ตัว หมายความว่า ถึงเราจะเล่นจะอะไรเพลิดเพลินแต่อย่าลืมเอา ก ข ค ง มาใส่ตัวเองบ้าง ให้ตัวเองมีเชื้อหน่อย มีไฟหน่อย อย่างปลายปีนี้ท่านหญิงจะกลับไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีกที่ฝรั่งเศส คือท่านหญิงจะไปทุกปี ปีละ 2 – 3 เดือน ไปหาความรู้ต่างๆ ใส่ตัว ได้ฝึกภาษาด้วย

“ภาษาอังกฤษภาษาเดียวสำหรับตัวท่านหญิงไม่พอ อันนี้อยากจะฝากสำหรับคนที่ต้องการทำงานด้านดีไซน์แฟชั่น ว่าจะต้องมีความรู้เรื่องศัพท์แฟชั่น มีคลังศัพท์เป็นของตัวเอง อย่างบุสติเยร์ (Bustier เสื้อรัดทรง) หรือบางทีเป็นเรื่องสี เทคนิคการตัดเย็บซึ่งสำคัญมาก ทำไมต้องมีเทคนิคนี้ เราต้องตอบให้ได้ การเรียนรู้นี่ไม่มีวันหมด เรียนรู้ไปได้เรื่อยๆ เรียนรู้ให้จริง ไม่ต้องรีบค่ะ”


The Dawn of New Day – ฉลองพระองค์เข้ารูปคอปาดแขนกุด ผ้าไหมตกแต่งดอกไม้ประดิษฐ์และลูกปัด จาก SIRIVANNAVARI สร้อยพระศอ (สวมเป็นเทียร่า) แพลทินัมประดับเพชรรูปดอกไม้และเพชรเจียระไน ตุ้มพระกรรณเพชรเจียระไน กำไลข้อพระกรแพลทินัมรูปเกล็ดหิมะประดับเพชร พระธำมรงค์หว่างนิ้วพระหัตถ์ทองคำขาวประดับเพชรเข็มกลัดทองคำขาวประดับเพชร ทั้งหมดจาก VAN CLEEF & ARPELS

การประทานสัมภาษณ์ครั้งนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ ทรงให้แง่คิดดีๆ ต่างๆ มากมาย และอย่างที่พระองค์หญิงทรงย้ำว่าความรู้ไม่มีวันเรียนหมด เราจึงได้เห็นผลงานอันหลากหลายของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านทำแล้วประสบความสำเร็จมาโดยตลอด สมกับเป็นเจ้าหญิงยุคใหม่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกๆ คนด้วยพระจริยวัตรอันงดงาม

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

5 ความเชื่อผิดๆ เรื่องครีมกันแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สุดสัปดาห์ 30 พ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622401

 

แม้ว่าสาว ๆ จะเคยชินกันการทาครีมกันแดดอยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังมีความเชื่อเรื่องการใช้แบบผิด ๆ จนทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร รู้อย่างนี้แล้วรีบแก้ไขกันโดยด่วน!

1. จะออกจากบ้านค่อยทา

ก่อนอื่นควรอ่านฉลากให้ละเอียดว่าควรใช้อย่างไร เพราะครีมกันแดดมีอยู่ 2 ประเภท คือ Chemical Sunscreen จะต้องทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15 – 20 นาที เพื่อรอให้เนื้อครีมซึมลงสู่ผิวก่อนออกแดดแต่ถ้าเป็น Physical Sunscreen สารกันแดดจะเคลือบบนผิว สามารถทาแล้วออกแดดได้ทันที

2. ทาบางๆ ผิวจะได้ไม่มัน

การป้องกันรังสียูวีให้ได้ผลที่สุดควรจะทาให้เนื้อครีมครอบคลุมทั่วบริเวณที่ต้องการในปริมาณหนาพอสมควร แต่ถ้าใครกลัวว่าหน้าจะมันเดี๋ยวนี้ครีมกันแดดเนื้อบางเบาและดีไซน์มาเพื่อผิวมันก็เริดไม่แพ้กัน

3. ทาเฉพาะวันที่มีแดด

ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร รังสียูวีก็ยังส่องผ่านมาทำร้ายผิวได้อยู่ดี ทางที่ดีทากันแดดทุกวันจะดีกว่า สาว ๆ อาจเลือกกันแดดชนิดมีสีหรือเป็นเบสเพื่อเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าก็ดีงามอยู่นะยูว์

4. ใช้กันแดดผิดประเภท

กันแดดสำหรับผิวหน้านำมาทาตัวได้ (ถ้าไม่กลัวเปลือง) แต่กันแดดผิวตัวนำมาทาหน้าคงไม่ดี เพราะผิวหน้าบอบบางและระคายเคืองง่ายกว่า

5. กันเหงื่อ VS กันน้ำ

ผลิตภัณฑ์กันแดดทั่วไปจะเหมาะกับวันที่ไม่มีเหงื่อหรือเหงื่อออกแค่ซึม ๆ เท่านั้น แต่หากต้องทำกิจกรรมทางน้ำหรือมีเหงื่อออกมากควรเลือกชนิดกันน้ำ (Water Resistant) ไม่เช่นนั้นครีมกันแดดไหลตามเหงื่อไปหมดเป็นแน่

ที่มา – สุดสัปดาห์
www.sudsapda.com

 

รู้จัก “คุชชั่น” รองพื้นขั้นเทพก่อนใช้ผิดวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 29 พ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622316

 

Cushion: บิวตี้ไอเท็มสัญชาติเกาหลีที่ครองใจสาวๆ ทั่วโลกจนแบรนด์เมกอัพชั้นนำต่างแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์ มาทำความรู้จักจุดเริ่มต้นการผลิต พร้อมแนะนำคุชชั่นรุ่นใหม่ ที่ออกแบบให้ตรงความต้องการของสาวเอเชียมากยิ่งขึ้น

The Creator

Kyungho Choi นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางจากบริษัท AmorePacific ประเทศเกาหลีใต้ คือผู้อยู่เบื้องหลังการให้กำเนิดผลิตภัณฑ์คุชชั่นรุ่นแรกในปี 2000 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมเอาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์รองพื้นแต่ละประเภทอย่างบีบีครีม รองพื้นเนื้อลิควิด และแป้งผสมรองพื้นเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทรองพื้นแบบใหม่ที่พกพาสะดวก เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของสาวออฟฟิศ



The Inspiration

แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์คุชชั่นมาจากตัวแสตมป์หรือ “ตราประทับ” ซึ่งทำให้เกิดการคิดค้นโฟมแบบพิเศษชื่อว่า Polyurethane ที่ภายในประกอบไปด้วยหลุมฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บโมเลกุลของเหลวไว้ไม่ให้ไหลเลอะออกมา เหมือนตลับหมึกของตราประทับสามารถกักเก็บน้ำหมึกจำนวนมากไว้ได้ และคุณลักษณะเนื้อนุ่มแน่นของโฟมชนิดนี้ยังเป็นที่มาของชื่อ Cushion ที่แปลว่าหมอนอิงด้วย



Sheer Perfection

เนื้อบีบีครีมในคุชชั่นแตกต่างจากที่บรรจุในแพ็กเกจจิ้งชนิดขวดหรือหลอดอย่างสิ้นเชิง โดยจะต้องดัดแปลงโมเลกุลในเนื้อผลิตภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กเท่ากับหลุมฟองอากาศในเนื้อโฟมโพลิยูริเทน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดของการพัฒนาคุชชั่นรุ่นแรกๆ และอาจจะเป็นเพราะขนาดโมเลกุลที่เล็กลงนี่เอง จึงทำให้เมื่อทาแล้วเนื้อจะดูเรียบเนียนไปกับผิว เสมือนเป็นผิวธรรมชาติจริงๆ



The Facts

1. คุชชั่นหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและทำให้ใบหน้ามันเยิ้มหรือไม่ คุชชั่นรุ่นใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนจาก Oil- Based (น้ำมันเป็นตัวกลาง) มาเป็น Water-Based (น้ำแร่เป็นตัวกลาง) เพื่อลดความมันบนผิวหน้า และอีกหลายแบรนด์ใส่ส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยปลอบประโลมผิวอย่างสาหร่ายทะเลจึงทำให้รู้สึกเย็นสบายผิว

2. คุชชั่นเหมาะสำหรับใช้กับคนที่ผิวดีอยู่แล้วหรือไม่ผลิตภัณฑ์คุชชั่นรุ่นใหม่ๆ พัฒนามาจากรองพื้นรุ่นขายดีให้มาอยู่ในรูปแบบคุชชั่น โดยผสานเทคโนโลยีเม็ดสีที่ช่วยกระจายแสงจึงสามารถลดเลือนริ้วรอยหรือจุดด่างดำได้เสมือนใช้รองพื้นที่มีระดับการปกปิดสูง



3. พัฟฟ์ที่ใช้ซ้ำบ่อยๆ จะกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียได้หรือไม่โฟมโพลิยูริเทนที่ใช้ผลิตคุชชั่นทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเติบโตได้ แต่แนะนำให้ทำความสะอาดพัฟฟ์ประมาณอาทิตย์ละครั้ง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางประเภทออยล์ที่จะช่วยดึงเอาออยล์ที่ตกค้างอยู่ในพัฟฟ์ออกมาได้ดีกว่า

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

แกะกล้าแดนซามูไร อิซเซ่ มิยาเกะ ผู้พลิกโฉมนวัตกรรม แฟชั่นโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/627256

 

ถือเป็นหนึ่งในตำนานของนักคิดนักสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ของแฟชั่นโลกอย่างแท้จริง สำหรับ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ผู้ทิ้งมรดกมากมายไว้ให้คนรุ่นหลัง จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมการแต่งกาย ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาอุทิศชีวิตให้กับ การค้นคว้าวิจัยเรื่องของเส้นใยอันล้ำสมัย ขณะเดียวกัน ก็เปิดพรมแดน ใหม่ให้วัสดุไฮเทคอย่างโพลีเอสเตอร์ ทำให้เกิดผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่ใกล้ชิดกับร่างกายมนุษย์มากที่สุด โดยเป้าหมายสำคัญสูงสุดของเขาก็คือ ทำให้เกิดความงดงามอย่างทะลุมิติ


การกะเทาะเปลือกเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของเจ้าพ่อแห่งโลกดีไซน์นาม “อิซเซ่ มิยาเกะ” จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องงานฝีมือ และจิตวิญญาณแท้จริงของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในแบบเซนของชาวอาทิตย์อุทัย นับเป็นปรากฏการณ์น่าทึ่งอย่างยิ่งที่ผลงานสร้างสรรค์ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ได้ถูกรวบรวมนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ภายใต้นิทรรศการ “The Work of Miyake Issey” ณ ศูนย์แสดงศิลปะแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16 มี.ค.-13 มิ.ย.นี้ (ปิดทุกวันอังคาร) เพื่อเชิดชูยกย่องความยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ของ “แกะกล้าแห่งวงการแฟชั่นโลก” โดยจะนำเสนอชีวิตการทำงานทั้งหมดของ “มิยาเกะ” ตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปัจจุบัน ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าล้ำจินตนาการมากกว่า 100 ชิ้น ซึ่งได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีให้เข้ากับธีมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงแนวคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวทางการทำงานของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา


สำหรับประวัติชีวิตของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” เกิดวันที่ 22 เม.ย.1938 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ตอนเขาอายุ 7 ขวบ เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ และรอดชีวิตมาได้หวุดหวิดจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.1945 เขาร่ำเรียนจบด้านการออกแบบกราฟฟิกจากมหาวิทยาลัยทามะ อาร์ต ยูนิเวอร์ซิตี้ กรุงโตเกียว ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “บทโคลงกลอนแห่งวัตถุและก้อนหิน” ซึ่งถือเป็นคอลเลกชั่นแรกในชีวิตก็ว่าได้


หลังสำเร็จการศึกษาในปี 1964 เขาเดินทางไปกรุงปารีส เพื่อศึกษาต่อที่สถาบันออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง “Chambre Syndicale dela Couture Parisience” และที่ประเทศฝรั่งเศสนี่เอง โลกใบใหญ่ได้เปิดอ้อมกอดต้อนรับชายหนุ่มมากพรสวรรค์จากแดนซามูไร โดย “มิยาเกะ” เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์ที่ห้องเสื้อกีลาโรช จากนั้นจึงย้ายไปอยู่กับ Givenchy ในปี 1968 และเดินทางกลับมาโตเกียวในปี 1970


ต่อมาในปี 1971 “มิยาเกะ” เปิดตัวคอลเลกชั่นแรกของเขาในนิวยอร์ก และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานปารีสแฟชั่นวีก ตั้งแต่ปี 1973 แนวคิดอันแปลกใหม่ไม่มีใครเหมือนของเขา แสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าเป็นเสมือน “A Piece of Cloth” ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกตั้งแต่แรกเริ่ม “มิยาเกะ”เปรียบเสมือนนักค้นคว้าผู้ไม่เคยย่อท้อ และมักจะเปิดมุมมองใหม่ๆในการสร้างสรรค์เสื้อผ้า ผ่านงานค้นคว้าวิจัย ทดลอง และพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ศึกษาและตีความความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายมนุษย์กับเครื่องแต่งกายอย่างล้ำจินตนาการ


ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของ “มิยาเกะ” ส่งผลให้เขานำเสนอผลงานที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นโลกมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเสื้อผ้าจับพลีตที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1989 และต่อมาได้พัฒนาเป็นแบรนด์ดัง “PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE” โดยดีไซเนอร์มากพรสวรรค์ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้งหมดจากแดนไกลมาก่อตั้งสตูดิโอของตัวเอง ภายใต้ชื่อ “The Miyake Design Studio” ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เริ่มต้นทดลองการจับพลีต ซึ่งทำให้เกิดความเคลื่อนไหวขณะสวมใส่ และง่ายต่อการดูแลรักษา ต่อมาเขาได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ชื่อว่า “garment pleating” และในปี 1993 เสื้อผ้าชิ้นแรกของ “Pleats Please” ก็ถือกำเนิดขึ้นในโลกแฟชั่น โดยเขาตัดเย็บชุดด้วยเทคนิคจับพลีตแหวกแนวให้คณะแสดง “Ballett Frankfurt” ภายใต้คอนเซปต์ “the Loss of Small Detail” และมีโอกาสร่วมงานกับนักปั้นเซรามิกชาวออสเตรเลีย “ลูซี่ ไร” ผลิตกระดุมจากดินเผาเพื่อตกแต่งเสื้อผ้า นอกจากนี้ เขายังซี้ปึ้กกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ให้กำเนิด Apple โดยเป็นคนออกแบบ เสื้อสีดำคอเต่า ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวจ็อบส์



ส่วนแนวคิดและกระบวนการพื้นฐานของ “A-POC” เกิดขึ้นในปี 1997 โดยในครั้งนี้ เขาได้ร่วมงานกับ “ไดอิ ฟูจิวาระ” ซึ่งต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นดีไซน์โซลูชั่นล้ำจินตนาการ ที่เรียกว่า “A-POC INSIDE” และถูกรวมเข้ามาในคอลเลกชั่นต่างๆของอิซเซ่ มิยาเกะ กรุ๊ป


ในปี 1994 และ 1999 “มิยาเกะ” ขอวางมือจากการดีไซน์เสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง โดยส่งไม้ต่อให้ “นาโอกิ ทากิซาวา” เพื่อที่เขาจะได้กลับไปมุ่งมั่นทุ่มเทเวลาให้กับงานค้นคว้าทดลองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ให้วงการแฟชั่น กระนั้น ในปี 2007 “นาโอกิ” ลาออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเอง ทำให้อิซเซ่ มิยาเกะ กรุ๊ป เปลี่ยนครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ใหม่เป็น “ไดอิ ฟูจิวาระ” กระทั่งปี 2012 จึงแต่งตั้ง “โยชิยูกิ มิยาเมะ” เข้ากุมบังเหียนแทนจนถึงปัจจุบัน


ตลอดชีวิตของ “มิยาเกะ” ให้ความสำคัญในการฟูมฟักทรัพยากรมนุษย์อันหลากหลาย และเทคโนโลยีที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆสู่วงการแฟชั่น ตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อตั้งแบรนด์ จิตวิญญาณในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆของเขาได้ถูกส่งต่อ มายังดีไซเนอร์เจนเนอเรชั่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า พร้อมๆกับการเดินหน้ารับมือกับความท้าทายต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ด้วยมุมมองและไอเดียสดใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้ผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างลงตัวน่าทึ่ง


ปรบมือรัวๆให้กับผู้สร้างตำนานบทสำคัญ เจ้าของแนวคิด… “งานดีไซน์ไม่ใช่ปรัชญาชั้นสูง แต่งานดีไซน์คือชีวิต!!”

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

มัดมุก – แพรดาว พานิชสมัย สาวผู้มีสไตล์โดดเด่นไม่แพ้พี่สาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แพรว 28 พ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622282

 

“มัดมุกกับพี่มัดหมี่สนิทกันมาก มีกิจกรรมอะไรก็ทำด้วยกันตลอดอย่างพี่มัดหมี่อยากเรียนร้องเพลง เต้น วาดรูป ก็เรียนด้วยกัน พี่มัดหมี่เขาชอบด้านนี้ มีความเป็นศิลปินสูง มัดมุกเรียนได้ เพียงแต่เรื่องแพสชั่นคงไม่ใช่ มัดมุกชอบด้านธุรกิจ การบริหารมากกว่า

“จึงเลือกเรียนคณะ International Management ที่ SOASUniversity of London และเลือกทำงานตำแหน่ง Sale Executive ดูแลแบรนด์ลักชัวรี่ต่าง ๆ ในห้าง และด้านการตลาดที่สยามพิวรรธน์ เพราะคุณแม่ (เกล็ดดาว พานิชสมัย) ทำงานพาร์ตไทม์ให้สยามพารากอนตั้งแต่ห้างเปิด และมัดมุกเองก็คลุกคลีอยู่กับห้างทั้งช็อปปิ้ง กินข้าวดูหนัง จนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง จึงทำให้อยากเรียนรู้งานด้านนี้



“ส่วนในอนาคตก็อยากมีธุรกิจของตัวเองนะคะ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นแนวไหน จึงขอเก็บประสบการณ์ให้มากที่สุดก่อน มีหลายคนถามว่า ทำไมไม่ลองทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เพราะเห็นเราชอบแต่งตัว แต่คือวาดรูปไม่เป็นค่ะและไม่ได้มีหัวด้านแฟชั่นขนาดนั้น (หัวเราะ) เราแค่สนุกกับการแต่งตัวและช็อปปิ้ง

“มัดมุกไม่ได้ตามเทรนด์แฟชั่นตลอด ต้องเลือกว่าอะไรที่เหมาะกับเรา เพราะไม่ใช่สาวรูปร่างผอมบางที่ใส่ชุดอะไรก็ได้ ส่วนเทคนิคในการเลือกไม่มีค่ะ ต้องลองเท่านั้นถึงจะรู้ (หัวเราะ) อย่างสไตล์ของมัดมุก คือชุดที่ดูทะมัดทะแมง ไม่หวาน ชอบใส่สูท เบลเซอร์กับกางเกง มีเบลเซอร์เยอะมากจนเรียกว่าสะสมก็ได้นะคะ เริ่มชอบตั้งแต่ช่วงไปเรียนที่ลอนดอน เพราะอากาศหนาว ได้ใส่เสื้อคลุมบ่อย จึงเริ่มติดใจ และซื้อมาเรื่อย ๆ พอกลับมาเมืองไทยก็ยังซื้อ



“สามารถนำเบลเซอร์มามิกซ์ได้กับทั้งเสื้อเชิ้ต เสื้อกล้าม หรือใส่ตัวเดียวก็ยังได้แมตช์กับกางเกงขาบานจะได้ลุคทำงานที่ดูน่าเชื่อถือ หรือถ้าแมตช์กับกางเกงขาสั้น ก็ลงตัวสำหรับวันสบาย ๆ แบรนด์ที่ชอบมากคือ Asava เพราะเด่นเรื่องเบลเซอร์ สูททำงานกับกางเกง ดีไซน์ได้สวย อีกแบรนด์คือ Senada ที่ดูหวานขึ้นมาอีกนิดแต่ยังคงเป็นสไตล์ของเราอยู่

“เสื้อผ้าส่วนใหญ่ของมัดมุกเป็นโทนสีเรียบ ๆ ค่ะ แล้วเพิ่มแอกเซส-เซอรี่เข้าไปให้ดูน่าสนใจขึ้น เช่น ถ้าทั้งเสื้อและกางเกงเป็นสีดำ จะเลือกรองเท้าสีแดง หรือเข็มขัดสีทอง ให้ดูไม่เรียบจนเกินไป แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ รองเท้าส้นสูง ติดมาก…ก ซึ่งเรื่องนี้เริ่มจากคุณแม่ค่ะ เพราะท่านติดรองเท้าส้นสูง ขนาดไปทะเลยังไม่ยอมลงจากส้นสูงเลยค่ะ พอมัดมุกกับพี่มัดหมี่อายุประมาณ 14 ปี ท่านก็ฝึกให้ใส่ส้นสูง เพราะช่วยให้บุคลิกดูดี เดินสง่า ขายาว จึงทำให้มัดมุกติดใส่ส้นสูงมาตลอดค่ะ


“ที่ใส่ประจำคือ รองเท้าส้นตึก ใส่เหมือนกับที่คนอื่นใส่รองเท้าแตะเลยค่ะคือใส่ไปทุกที่ จะเดิน วิ่ง ได้หมด ไม่มีปัญหา อย่างล่าสุดไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นแล้วล้มเส้นเอ็นหัวเข่าอักเสบ คุณหมอให้ใส่เฝือกอ่อนและห้ามใส่รองเท้าส้นสูงเด็ดขาด แต่มัดมุกทนได้แค่ 2 อาทิตย์ก็ต้องขอใส่เหมือนเดิมทั้งที่ยังไม่หายดี เพราะถ้าไม่ใส่ส้นสูงจะรู้สึกไม่เป็นตัวเอง (ยิ้ม)


“มัดมุกชอบรองเท้าส้นตึกของ KurtGeiger เพราะใส่สบายมาก ส่วนรองเท้าส้นสูงชอบ Christian Louboutin ไว้ใส่เวลาไปงานต่าง ๆ เวลามัดมุกซื้อรองเท้าอย่างแรกที่ดูคือ ดีไซน์ว่าเข้ากับรูปร่างของเรา จะไม่เลือกแบบที่มีสายรัดข้อสูง ๆ เพราะจะยิ่งทำให้ขาดูตัน แต่สำคัญที่สุดคือต้องใส่สบาย จะไม่ซื้อมาแล้วต้องทนเจ็บมัดมุกใช้ของแต่ละอย่างคุ้มมาก ใส่จนพังของที่ซื้อมาแล้วต้องได้ใช้จริง ๆ ไม่ใช่ใส่ได้แค่ 2 – 3 ครั้ง แล้วไม่หยิบอีกเลย หรือบางแบบที่ใส่แล้วสบาย ก็จะซื้อแบบเดิม

แต่หลายสี อย่างรองเท้าส้นสูงของ Christian Louboutin เป็นคู่ที่เพื่อน 10 คนแชร์กันซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุ 18 ปี และเป็นคู่ที่ใส่สบายมาก จากนั้นมัดมุกเลยไปซื้อทรงเดียวกันเพิ่มอีกหนึ่งสีมาเลย เพราะรู้สึกว่าคุ้มค่าและใช้ได้บ่อยจริงๆ



“ของบางอย่างแม้ราคาสูง แต่สามารถใช้ได้บ่อยไม่ตกเทรนด์ ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การลงทุน (ยิ้ม) อย่างที่บอกมัดมุกไม่ได้แต่งตัวตามเทรนด์มากนัก แต่เน้นการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง เพราะเทรนด์มาแล้วก็ไป แต่สไตล์ต่างหากที่อยู่ตลอด

“เราจึงต้องคงความเป็นตัวเองไว้ ไม่ว่าเทรนด์จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม”

ที่มา – แพรว
www.praew.com

 

DVF falls in love with dance

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/DVF-falls-in-love-with-dance-30293684.html

FASHION

Designer’s glamorous new collection takes a cool approach to late season

DESIGNER DIANE VON Furstenberg, has revealed her new “Love Power” autumn collection, inspired by the movement of dancing.

Porndej Chantavanich and Vikanda Pattanabum-rung, executives of DVF (Thailand), recently hosted the launch of the new collection at the brand’s boutique at the Emquartier shopping complex.

The new looks are seen through a palette of peacock blues and light greys. There is a chiffon apron dress and crisp shorts with a bow blouse to add a bit of vintage fashion to the collection. Rediscovering print in new ways, an intarsia print vest is embellished with jacquard appliques edged in beads. A print grows into three dimensions on a jacket woven with fine threads |and a carefully finished bustier top, with a leather skirt that reveals insets of soft chiffon.

The collection exhibits a love of fox fur as it crosses the body. Perhaps a Thai lady travelling in a cold country would enjoy the fur in a wrap that extends over her boot, lending a bohemian air. Fringes in suede and Mongolian lamb on soft bags leave a lasting impression.

Layers in rich hues of rubiate, amethyst and carnelian are one of DVF’s signatures. There are lots of unexpected layers of print, punctuated by fresh and familiar textures. The proportions reveal femininity, long sleeves balance a mini jump suit while a high-necked gown falls open to reveal leg.

The coats collection is comfortable and very light, seen in double bonded leather with softness, structure and dimension. There is a vest of leather pebble shapes hand cut and stitched to make an organic patchwork of colour layers over a light chiffon blouse in a petite, contrasting print.

A silk jump suit is an explosion of vibrant colours.

The new wardrobe is glamorous with a familiarity and ease. Beneath a soft jersey top, a skirt cascading with a petite floral design brings life to a chiffon garment embroidered in metallic jacquard. Hand beading and edging in custom dyed chain brings a new dimension to a wrap of gold sequins.

Probably one of the most nostalgic pieces is a drawstring bag in playful coloured satin.

Meanwhile, apart from the new collection, Furstenberg has named London designer Jonathan Saunders as Chief Creative Officer to be responsible for the overall creative direction of the brand.

Furstenberg notes that Saunders’ extraordinary talent for colours and prints, his effortless designs, and his desire to make women feel beautiful make him the perfect creative force to lead DVF into the future. “I could not have found a cooler, more intelligent designer and I cannot wait to watch him shine as our chief creative officer,” she says.

 

Military stripes |for every wrist

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Military-stripes-for-every-wrist-30293680.html

FASHION

The Nato strap takes a salute at the Central International Watch Fair

ONE OF THE biggest trends to invade the watch industry in recent years, Nato straps are now being seen on just about every watch from cheap timepieces to Rolex masterpieces. The strap made its debut the British Ministry of Defence in 1973 as a hard-wearing alternative to leather and metal, and today is available in a variety of bold colours and different, though tough, materials.

Bangkok watch lovers wanting to cash in the trend should be sure to make a date with the annual Central International Watch Fair running through September 25 at Central Chidlom’s Event Hall, where the striped straps are very much in evidence.

Take the Issey Miyake Watch Project, for example, which recently released its new “C” series by leading Japanese designer Ichiro Iwasaki. The C boasts an elegant grey Nato strap, which goes perfectly with its simple but smart dial.

For Iwasaki, the challenge of taking on the chronograph design was how to achieve a quality watch in a conventional style but with a beautiful face. He found the answer lay in delicate numerals and markers and in removing unnecessary elements to isolate the pure chronograph.

The striking Gucci’s GG2570 model also incorporates a Nato-style nylon strap bearing the green-red-green or blue-red-blue stripe. Named as a homage to Gucci Creative Director Alessandro Michele’s lucky number, “25” and Gucci’s hallmark decade, the 1970s, it has a squared-off, slightly rounded design.

This typically 1970s geometric form is the canvas for alternate variants around the GG2570 theme; some have a depth of texture achieved through brushed and polished bezels, which gives the watch a sportive allure; other styles have a polished stainless steel bezel, for a more classic look. The sun-brushed dials feature the “G” monogram shadow in a three dimensional interpretation which gives iconic identity where indexes are presented in a variety of styles. All pieces are Swiss made with a stainless steel or gold-plated case.

Also complementing the military style and mood is Daniel Wellington’s Classic Oxford 36 model, whose simple and minimalistic dial is offset by the playful colours of the Nato strap. Perfect for both formal and casual occasions, the watch with its ultra-thin case is available in rose-gold and silver.