10 เทคนิคชะลอการหลั่ง ยืดเวลารักได้ดั่งใจนึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576626

โดย FHM 24 ก.พ. 2559 16:01

 

ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงกว่าจะบรรลุถึงดวงดาว ใช้เวลายาวนานกว่าผู้ชาย คนรักที่ดีย่อมต้องรู้วิธีไปถึงดวงดาวนั้น โดยพร้อมเพรียงกัน…

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง อีกทั้งต้องเป็นการนอนหลับอย่างสนิท!

2. ไม่รับประทานไขมันสัตว์มากเกินไป

หรือทานปิ้งย่างจนเคยชิน เพื่อป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงองคชาต และต้องออกกำลังเป็นประจำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พละกำลังจะแกร่งกล้า การไหลเวียนของเลือดดี ผลวิจัยพบว่า สุขภาพที่ไม่ดี คือปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้หลั่งเร็ว

3. ฝึกควบคุมการหายใจ

ด้วยหายใจเข้าและออกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการฝึกการใช้กระบังลม ใช้สมาธิ เพื่อควบคุมไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ไม่เกิดอาการเกร็ง ถึงเวลาจริง…สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ ลดอาการตื่นเต้น เร่งเร้า หรือเกร็งผิดจังหวะ และมีส่วนช่วยให้ยืดเวลารักออกไป

4. ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ที่เรียกว่า “คีเกล เอกเซอไซส์” (Kegel Exercises) กระทำได้โดยการฝึกขมิบก้น คล้ายกลั้นอุจจาระ พอรู้สึกถึงการบีบกระชับของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว ให้นับในใจช้าๆ 1-10 แล้วจึงคลาย ฝึกแบบนี้สัก 10-20 ครั้ง และฝึกอยู่เป็นประจำ หรือให้เป็นท่าหนึ่งของการออกกำลังกายเป็นประจำของคุณ!

5. Squeeze Technique

โดย มาสเตอร์ & จอห์นสัน ปรมาจารย์ด้านเพศศาสตร์ แนะนำว่า ฝึกการช่วยตนเองเหมือนปกติ แต่พอใกล้จะถึงดวงดาว ภูเขาไฟใกล้จะปล่อยลาวา ให้ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ข้างที่ถนัด บีบคอคอดของปลายอวัยวะเพศอย่างแรง บีบจนแน่ใจว่าจะไม่หลั่งแล้ว ค่อยปล่อยรอให้มังกรไฟคลายตัว จึงค่อยจัดการกระตุ้นใหม่อีกครั้ง

6. ก่อนมีอะไรกัน อาบน้ำอุ่นสัก 5 นาที

เพราะช่วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนโลหิต หลังจากปรับตัวกับน้ำอุ่นได้แล้ว ให้เอามือจับของลับของตน กระตุ้นนวดให้พอมีเลือดคั่ง สัก 5 นาที

7. เพิ่มการโหมโรงให้นานขึ้น

คุณอาจใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้าช่วย เช่น ครีมลดความไวของประสาทสัมผัส หรือถุงยางอนามัยที่มีสารชะลอการหลั่ง จะช่วยให้คุณผู้ชายอยู่ได้นานขึ้น แต่ข้อเสียก็คือความสุขในการร่วมรักอาจลดน้อยลง

8. ขอความร่วมมือจากคนรัก

โดยให้เธอเป็นฝ่ายรุก พูดง่ายๆ คือ คุณจงทำตัวเป็นม้าให้เธอขี่ และในจังหวะที่เธอเคลื่อนไหวไปตามลีลานั้น คุณต้องส่งเสียงหรือสัญญาณบอกเป็นนัยๆ ให้เธอรู้ว่าภูเขาไฟใกล้ระเบิดแล้ว ก็ให้เธอถอนกายออก และคุณจึงจัดการใช้เทคนิค Squeeze Technique (ตามข้อ 5) กระทั่งรอให้มังกรคลายตัว เมื่อนั้นคุณก็สามารถกระตุ้นรักให้เธอโดยใช้ส่วนอื่นทดแทนไปก่อน

9. พยายามเปลี่ยนท่า

ท่าบางท่าอาจทำให้คุณถึงจุดสุดยอดไวกว่าท่าอื่นๆ เช่น ท่ามิชชันนารี หรือท่าที่ให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้คุมเกม ดังนั้น ทดลองหลายๆ ท่า เพื่อค้นหาว่าท่าไหนช่วยให้คุณอยู่ได้นานที่สุด (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Sex Positions)

10. ใช้มือร่วมด้วย

บางทีคุณอาจใกล้จะถึงก็จริง แต่ฝ่ายหญิงนั้นเธออาจยังรู้สึกชิลล์ๆ อยู่เลยก็ได้ ในช่วงเวลานี้คุณอาจใช้มือเพื่อกระตุ้นจีสปอต ในขณะที่เธอกำลังนอนหงาย จากนั้นให้ใช้นิ้วมือที่ยาว ไม่ว่าจะนิ้วกลางหรือชี้ สอดเข้าไปในช่องรักของเธอให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกระดกนิ้วขึ้นในลักษณะของ “ตัว C” เลื่อนปลายนิ้วของคุณไปตามด้านบนของช่องคลอด จนกว่าคุณจะพบพื้นที่ที่หยาบกว่าผนังช่องคลอดส่วนที่เหลือ เมื่อกระตุ้นไปได้จนเธอรู้สึกพึงพอใจ ก็คงได้เวลาสอดใส่จริงอีกครั้ง เมื่อคุณรู้เทคนิคนี้แล้ว การควบคุมและกำหนดเวลาไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมๆ กันกับเธอ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และสามารถกำหนดได้ดั่งใจนึก…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

มาลองเป็นแบดเกิร์ล (บนเตียง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576601

โดย Women’s Health 23 ก.พ. 2559 16:01

 

เห็นติ๋มๆ หงิมๆ ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะอยากเป็นเหมือนนางเอกในหนังหรือละคร เพราะแท้จริงแล้วก้นบึ้งในจิตใจ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต่างมีความต้องการที่โลดโผนพร้อมโจนทะยานได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงกิจกรรมบนเตียง

เวลาที่คุณได้ยินคนพูดถึงพวกบ้ากาม ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในสมอง คือผู้ชายท่าทางหลุกหลิก ใส่เสื้อคลุมตัวยาวยืนแอบอยู่ข้างเสาใกล้ประตูโรงเรียน หรือไม่ก็ตาแก่หน้าหื่นที่ชอบมายืนเบียดเสียดผู้หญิงบนรถไฟฟ้า แน่นอนว่าเราไม่ได้บอกให้คุณทำอย่างนั้น หรือมองหาคนที่มีพฤติกรรมข้างต้น เพราะบ้ากามอาจหมายรวมถึงการทำตัวเป็นแบดเกิร์ลบนเตียง ไม่ใช่คุณหนูพับเพียบเรียบร้อยชอบเซ็กซ์สไตล์ท่อนไม้ เพราะการเป็นแบดเกิร์ลไม่เห็นผิดหรือน่ารังเกียจตรงไหน คุณหมอเจส เบอริ่ง (Jesse Bering) ผู้แต่ง Perv: The Sexual Deviant in All of Us บอกเราว่า ผู้หญิงทุกคน ไม่สิมนุษย์ทุกรายล้วนมีความบ้ากามซ่อนอยู่ในตัว สิ่งนี้สามารถปลุกอารมณ์ผู้หญิงเราได้เช่นกัน “มันไม่ได้มีแต่เซ็กซ์พื้นฐานอย่างท่ามิชชันนารี หรือมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่อยากครองรักเดียวไปตลอดชีวิต เรื่องเพศไม่ง่ายขนาดนั้น”

จริงอยู่ที่การแสวงหาสิ่งปลุกเร้าอารมณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกลัวว่ามันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ยอมรับ) บางทีพวกเราอาจรู้สึกละอายเกินกว่าจะบอกให้อีกฝ่ายล่วงรู้ และนั่นคือบ่อเกิดของปัญหาที่ทำให้คุณไม่มีความสุข

แบดเกิร์ลเป็นอย่างไร

เด็กดีไม่ใส่กระโปรงสั้นกับรองเท้าส้นสูง ไม่กิ๊กกับผู้ชายสองคนในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญไม่โทรเรียกให้เขามาหาดึกๆ ดื่นๆ พวกเราส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังให้โตมาเป็นกุลสตรีอยู่ในกรอบ อีกทั้งสังคมยังตอกย้ำว่าผู้หญิงควรเรียบร้อยดังผ้าพับไว้ (ลองคิดถึงภาพเจ้าสาวยังจิ้นในชุดแต่งงาน) แม้จะขัดกับภาพความเป็นจริงขนาดไหนก็ตาม ขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะชอบกุลสตรีว่าไหม? แต่ใครล่ะจะยอมรับตรงๆ ว่าอยากจับคุณมัดไว้กับหัวเตียงแล้วมีเซ็กซ์อย่างดุเดือด อย่างมากก็แค่จินตนาการไว้ในหัวขณะมีเซ็กซ์กับคุณเท่านั้นเอง แล้วทำไมเราถึงไม่ทำให้ความต้องการทั้งของคุณและเขาเป็นจริง (ในกรณีที่เขามีรสนิยมเดียวกัน) ช่วงแรกๆ อาจยากสักหน่อยที่จะถามอีกฝ่ายให้ไม่รู้สึกว่าโดนจู่โจม แต่ไม่ต้องกลัวเรามีคำแนะนำดีๆ มาฝาก

รู้จักตัวเอง

ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าแท้จริงแล้วรสนิยมทางเพศของเราเป็นอย่างไร คุณชอบมีเซ็กซ์แบบไหน หรือรู้สึกถูกปลุกเร้าจากสิ่งใดได้ง่าย เพราะผู้หญิงไม่เหมือนผู้ชาย มีหลายสิ่งอย่างที่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ได้ ลองคิดถึงท่าพิสดารที่คุณอยากให้เกิดขึ้น จงซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาตัดสินคุณเรื่องนี้ (เอาจริงๆ มันก็เป็นเรื่องของคุณ ไม่เห็นต้องแคร์คนอื่น) ลองคิดย้อนกลับไปช่วงวัยรุ่นที่ฮอร์โมนยังพลุ่งพล่าน มีสิ่งใดไหมที่รุกเร้าความรู้สึกจนเกิดความต้องการ ลองคิดถึงเซ็กซ์ท่าโปรด ท่ายืน นั่งหรือนอนบนพื้น สิ่งไหนปลุกเร้าความรู้สึกคุณมากที่สุด “การเชื่อมสิ่งอีโรติกเข้ากับภาพกิจกรรมทางเพศในหัว สามารถเปลี่ยนเป็นความต้องการได้” หมอเจสกล่าว ความทรงจำในวัยเด็กของผู้หญิงจำนวนไม่น้อยส่งผลต่อความต้องการทางเพศ “ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าเรื่องดีหรือร้าย สิ่งที่ทำให้หัวเราะหรือสติหลุดสามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นสิ่งปลุกเร้าอารมณ์ได้ในภายหลัง” ซาริ คูเปอร์ (Sari Cooper) นักบำบัดกล่าว

รวมถึงวิธีอื่นที่อาศัยภาพอย่างการดูหนังสมัยเด็กที่มีฉากเซ็กซ์ตราตรึง “ถามตัวเองว่าหนังเรื่องไหนที่ดูแล้วเกิดอารมณ์ อาจเป็นพระเอกหุ่นฮอตที่คุณชอบ (อย่างเจคอบบ์ ใน Twilight) หรือถ้อยคำที่พระเอกพูดเพื่อให้นางเอกยอมขึ้นเตียงด้วย ในขณะที่แคลร์ คาวานาห์ (Claire Cavanah) ผู้ก่อตั้งร้านเซ็กซ์ทอย Babeland และผู้เขียน Moregasm: Babeland’s Guide to Mind-Blowing Sex แนะให้ลืมหนังคลาสสิกรุ่นเก่าซะ แล้วหาหนังโป๊มาดูแทน “บางเรื่องอาจแรงเกิน แต่ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นก่อนดีกว่า” เธอเสริมว่าเว็บไซต์ของเธอแบ่งดีวีดีเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เช่น หุ่นสุดฮอต มีเนื้อเรื่อง และมือสมัครเล่น หรือหากคุณชอบอ่านนิยายปกดำมากกว่า ขอบอกว่าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว “นิยายอีโรติกดีๆ สามารถสร้างแรงกระตุ้นและลงลึกถึงความต้องการทางเพศของผู้หญิง” เธอเสริมก่อนแนะนำเรื่อง Gotta Have It: 69 Stories of Sudden Sex เขียนโดย Rachel Kramer Bussel และอีกเรื่อง Bared to You by Sylvia Day

กุญแจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ตนเองตราบใดที่มันถูกกฎหมายและปลอดภัย คุณมีอิสระที่จะค้นหาสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งคิดว่า อืม…ฉันไม่น่าจะรู้สึกอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ ฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้สักหน่อย อย่างที่บอกไงว่าคุณต้องให้โอกาสตัวเองสักครั้ง

จะบอกอีกฝ่ายอย่างไร

หมดเรื่องของคุณแล้ว มาที่ฝ่ายชายกันบ้าง นักบำบัดทางเพศ คริส โดเนก (Chris Donaghue) สำทับว่า “ชีวิตเซ็กซ์ที่ดีต้องสร้างความประหลาดใจให้อีกฝ่าย” ดังนั้นจะรออะไรอยู่ จงซื่อสัตย์และเปิดโอกาสให้กันแล้วคุณทั้งสองจะรู้สึกใกล้ชิดและสบายใจเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมาก เน้นคุยกันแมนๆ อย่างการเอ่ยปากถามเขาตรงๆ ตอนอยู่กันสองต่อสอง เริ่มต้นด้วยการเผยความต้องการให้อีกฝ่ายรู้ จากนั้นรอดูปฏิกิริยาตอบสนองจากฝ่ายตรงข้ามที่อาจไม่ตอบฉับพลันทันใจ ให้เวลาเขาหน่อย ลองสังเกตว่าเขามีท่าทีอย่างไร แย่หรือประหลาดใจ แต่ถ้าเป็นอย่างหลังอาจมีสิทธิ์ สำหรับบางคู่อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือสัปดาห์กว่าเขาจะตอบว่าบทบาทเจ้านาย-ลูกน้องที่คุณโยนไปจะยอมเล่นด้วยไหม หากเขาปฏิเสธแถมยังมองคุณในแง่ไม่ดี ทำนอง เฮ้ย เรามีแฟนเป็นโรคจิต บ้าเซ็กซ์ เพี้ยนๆ รึเปล่า ฯลฯ ถ้ามาอีหรอบนี้เขาไม่ใช่คนที่คุณจะอยู่ด้วยแล้วสนุกสนานแฮปปี้นานๆ ไม่ก็เบื่อในอีกไม่ช้า การเผยสิ่งที่ต้องซ่อนเร้นให้อีกฝ่ายรู้นั้นดีเสมอ ไม่ใช่เพราะได้แบ่งปันทุกอย่างกับคนรัก แต่เรื่องแฟนตาซีเป็นเชื้อเพลิงเด็ดที่ช่วยจุดไฟรักในห้องนอนให้ร้อนแรงไม่มีดับ ในขณะที่บางอย่างเก็บไว้แค่ในหัวก็พอ เช่น หากคุณจินตนาการว่า เขากับคุณมีเซ็กซ์กันดุเด็ดเผ็ดมัน อีกฝ่ายดึงทึ้งผมคุณทุกจังหวะที่สอดใส่ ในชีวิตจริงคุณอยากจะโดนอย่างนั้นไหม?

แต่ถ้าคุณเขินอายเกินกว่าจะเริ่มแบบสุดโต่งมาลองขั้นเบบี๋ดูก่อน เช่น คุณอยากมีเซ็กซ์แบบขัดขืนเล็กน้อยเหมือนละครยามเย็น ก็ลองสะกิดเขาระหว่างนั่งดูด้วยกันว่าอยากลองแบบนั้นบ้างหรือมาเล่นเป็นพระนางคู่นี้กันไหม หากว่าแรงไปก็ลองวิธีซอฟต์ลงมาหน่อย อย่างการกระซิบเสียงกระเส่าขณะถูกเล้าโลมว่า คุณอยากให้เขาทำอะไรบ้าง การแบ่งปันจินตนาการทางเพศร่วมกันช่วยได้มากเมื่อคุณกำลังถูกปลุกเร้าอารมณ์ เพราะคุณกำลังคิดเรื่องอย่างว่าในหัว ขณะที่อีกฝ่ายก็สัมผัสตัวคุณไปด้วย อีกอย่างมีเปอร์เซ็นต์สูงที่เขาจะลองทำตาม

อย่าลืมว่าคุณแค่ขอให้เขากล้าเปิดรับความแปลกใหม่ ไม่ได้บอกให้เขาหยิบเสื้อคลุมมาใส่แล้วเที่ยวไปเปิดอ้าซ่าต่อหน้าเด็กสาวหน้าโรงเรียนสักหน่อย รับรองว่าเรื่องแค่นี้ฝ่ายชายยอมเล่นด้วยอยู่แล้ว

แปลและเรียบเรียงโดย: ดร.ชีสไบท์ | ภาพ: Corbis

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

ผอมๆ คุยกัน! 5 วิธีลดความอ้วน เร็วและเซฟ แบบไม่ต้องพึ่งยา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572682

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 06:05

 

บางทีการทานยาลดความอ้วนอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และเห็นผลไวเสมอไป ดีไม่ดีซ้ำร้ายอาจเกิดเอฟเฟกต์โยโย่ตามมา มันจะดีกว่าไหม ถ้าเรามีวิธีลดที่ง่าย และปลอดภัยกว่านั้น ดังข้อข้างล่างเหล่านี้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ทดลองมาแล้วว่า ‘เห็นผลจริง’ เพียงแค่เราทำอย่างสม่ำเสมอให้เป็นนิสัยเท่านั้นแหละ!

1. กินไข่ไก่เป็นอาหารเช้า
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยโปรตีนจากไข่ ทานทุกมื้อเช้าเป็นประจำ อาจจะวันละหนึ่งหรือสองฟอง ไม่เพียงแต่คุณจะได้สารอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทว่ายังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มเร็ว และทานได้น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งนั่นทำให้ปริมาณแคลอรีที่ทานลดลงไปด้วย แน่นอนล่ะว่า มันช่วยคุณลดน้ำหนักลงได้

‘ไข่ไก่’ ช่วยลดน้ำหนักได้

2. ปิดทีวีเมื่อทานอาหาร
เพราะการนั่งทานไปเรื่อยๆ ขณะดูทีวี จะทำให้คุณทานได้เรื่อยๆ แบบไม่รู้สึกอิ่มเช่นกัน (จนกว่าคุณจะลุกยืนขึ้นถึงจะรู้สึกจุกแน่น) และนั่นจะทำให้คุณมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น คุณรู้ไหมว่า การเปิดทีวีตอนทานข้าว หรือมื้อใดๆ ก็ตาม มันจะเพิ่มประสิทธิภาพการทานได้มากกว่าเดิมถึง 40% ฉะนั้นมันจะดีกว่าถ้าคุณปิดทีวี หรือสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจระหว่างทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ หรืองานตรงหน้า หากไม่อยากพุงโย้มีห่วงยางรอบเอวแบบไม่รู้ตัว

เปิดทีวีขณะทาน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่รู้ตัว!

3. โบกมือลาแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์นี่แหละ ‘ตัวอ้วน’ เลย ถ้าเกิดคุณเป็นคนรักปาร์ตี้หลังเลิกงาน เราก็เตือนได้แค่เพลาๆ ลงบ้าง จากเคยดื่ม 6 วัน ก็อาจลดลงเหลือวันหยุดวันเดียว หรือไม่จะดีที่สุดก็เลิกดื่มไปเลย เพราะน้ำใสๆ สีเหลืองอำพันนี้ หรืออะไรก็ตามที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ล้วนเต็มไปด้วยแคลอรีสูงปรี๊ดดด ไม่เชื่อคุณลองสังเกตตัวเองหนึ่งอาทิตย์สิ นอกจากจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่อแววมีพุงรอบเอวมาให้เห็น ไม่เฟิร์มฟิตเหมือนเดิม อย่างไรก็ดี ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เราแนะนำเป็นวอดก้า ไวน์ หรือไลท์เบียร์แทนก็เวิร์คอยู่นะ (ให้แคลอรีต่ำกว่า)

4. ต้องทานผลไม้ทุกวัน
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อะไรก็แล้วแต่ จัดเป็นสุดยอดอาหารลดน้ำหนัก (ให้น้อยแคลอรี) ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ และวิตามิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยย่อย และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ โดยคุณอาจทานสลับกันวันละ 1-2 อย่าง หรือจัดเป็นตารางการทานต่อสัปดาห์เลยก็ได้ ชมพู่บ้าง เปลี่ยนเป็นฝรั่ง แอปเปิล ส้มบ้าง ตามใจชอบ เชื่อเถอะว่า ไม่เพียงน้ำหนักคุณจะลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ มันยังช่วยเซฟไม่ให้หุ่นอ้วนเผละ ตลอดจนบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งน่าหลงใหล!

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

5. ดื่มน้ำครึ่งลิตรก่อนทานอาหารครึ่งชั่วโมง
วิธีนี้หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นไปได้เหรอ?! แต่เราขอยืนยันว่า มันเห็นผลจริง วิธีนี้ทั้งช่วยลดความอ้วน-พุงโย้ และลดน้ำหนักของคุณสาวๆ ได้ เพราะมันจะทำให้คุณเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขณะทานข้าว หรือสามารถทานได้น้อยลงอย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำที่คุณดื่มเข้าไปแทนที่อาหารในกระเพาะ ทำให้กระเพาะของคุณจุอาหาร หรือมีความต้องการอาหารน้อยลงกว่าเดิม นั่นก็หมายถึงแคลอรีที่คุณได้รับมีปริมาณน้อยลงกว่าเดิมเช่นกัน วิธีนี้ล่ะเวิร์คสุดๆ ไม่ลองก็ไม่รู้…

ความหวังที่ผู้ป่วยมะเร็งเฝ้ารอ!! การรักษาด้วยเซลล์บำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580469

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 06:01

 

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ดร.นพ.กิติพงศ์ สุนทราภา อาจารย์สังกัดภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เปิดเผยผลงานวิจัยและการค้นคว้าล่าสุดของการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยการใช้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือ “เซลล์บำบัด” (Cell Therapy) ซึ่งจะเป็นการรักษาโรคมะเร็งแนวใหม่ในอนาคต

อาจารย์หมอกิติพงศ์ อธิบายให้เข้าใจตอนต้นว่า เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่อยู่ในร่างกายเราแต่กลายร่างเป็นเซลล์ประหลาด จากเล็กๆ จนกลายเป็นก้อน แต่ร่างกายเราก็มีกลไกป้องกันตัวเอง คือ เม็ดเลือดขาว ที่จะคอยจัดการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้าเม็ดเลือดขาวจัดการไม่ทัน เซลล์มะเร็งก็จะแพร่มากขึ้น ในขณะเดียวกันเซลล์มะเร็งเองก็มีกลไกป้องกันตัวเอง ที่สามารถปล่อยสารที่จะฆ่าตัวที่จะมาทำลายมันได้ด้วย แล้วเซลล์มะเร็งก็จะไปแย่งอาหารของเซลล์ปกติ ทำให้เซลล์ปกติตายไป ปล่อยให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย การรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันคือ การผ่าตัด, การฉายรังสี และเคมีบำบัด แต่ 2 วิธีหลังนี้จะส่งผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้, ผมร่วง, และการกดภูมิคุ้มกัน การรักษาแนวใหม่ที่อยู่ในขั้นการวิจัยที่ยาวนานมาเป็นสิบปีคือ วิธีเซลล์บำบัด ซึ่งทางโรงพยาบาลศิริราชเองได้ต่อยอดทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้เซลล์เม็ดเลือดขาวมาฆ่าเซลล์มะเร็งที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย จากข้อมูลการวิจัยในต่างประเทศ พบว่า วิธีการรักษาเซลล์บำบัด ด้วยเทคนิค CIK Cells (Cytokine-Induced Killer Cells) เปลี่ยนเซลล์เม็ดเลือดขาวให้เป็นเซลล์นักฆ่า นำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งควบคู่กับการรักษาในแนวทางปัจจุบัน ซึ่งพบว่า มีประสิทธิภาพสูงมาก และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ที่เป็นอันตราย

ดร.นพ.กิติพงศ์ สุนทราภา

อาจารย์หมอกิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยการวิจัยเซลล์บำบัดชนิด CIK Cells นี้ได้ถูกนำมาศึกษาอยู่ในขั้นวิจัยที่ รพ.ศิริราชและ รพ.รามาธิบดี ซึ่งวิธีการคือ เจาะเลือดแยกเอาเซลล์เม็ดเลือดขาวจากร่างกายผู้ป่วยมะเร็งเองมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ด้วยเทคนิค Cell culture แบบเฉพาะ ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งปกติทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว ให้มีความแข็งแรงมีประสิทธิภาพทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม รวมถึงการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ให้มีจำนวนมาก แล้วจึงนำกลับมาฉีดคืนให้ผู้ป่วย จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การให้เซลล์บำบัดชนิด CIK Cells ร่วมกับการรักษามาตรฐานนั้น สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในเวลา 5 ปี หลังการวินิจฉัยเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ต้องใช้ทุนสูงมาก จึงทำการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งได้จำนวนน้อย ไม่สามารถทำการศึกษาในวงกว้างได้ เพื่อให้การวิจัยเซลล์บำบัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้จัดตั้ง “กองทุนวิจัยเซลล์บำบัดเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง รหัสกองทุน D-003658” ขึ้นภายใต้ ศิริราชมูลนิธิ เพื่อระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ ตลอดจนบุคลากร ซึ่งสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ 0-81934-1734.

5 เรื่อง SEX ที่บอกกี่ครั้งก็ยังเข้าใจผิดกันตลอด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576585

โดย Playboy Thailand 21 ก.พ. 2559 16:01

 

เหมือนกับการขับรถ บางครั้งบางเรื่องเป็นการพูดกันปากต่อปาก และปฏิบัติกันต่อเนื่องแบบไม่ถาม หรือไม่พิสูจน์จนกลายเป็นความเคยชิน และเข้าใจกันไปเองว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย

1. ขนาดใหญ่จะทำให้มีความสุข

แน่นอนว่าคนที่มีน้องชายตัวใหญ่ย่อมได้เปรียบในการสร้างความประทับใจให้กับสาวๆ ยามเมื่อโผล่หน้ามาให้เห็นครั้งแรก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เซ็กซ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีและเร้าใจ เพราะปัจจัยในการสร้างความประทับใจเวลาลงมือทำยังมีอีกมาก ทั้งการเล้าโลม การเอาใจใส่ และเอาอกเอาใจฝ่ายหญิง และที่สำคัญคือ ความอึดแบบพอเหมาะ

2. ท้องแล้วไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้

จริงๆ แล้วสามารถมีได้ตลอด เพียงแต่ต้องระวังเท่านั้นเอง นอกจากนั้น คุณอาจจะแปลกใจว่าทำไมภรรยาของคุณถึงมีอารมณ์มากกว่าปกติด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะเวลามีการตั้งครรภ์ จะมีเลือดมาเลี้ยงที่อวัยวะต่างๆ มากขึ้นกว่าปกติ และบริเวณช่องคลอดก็เช่นเดียวกัน ซึ่งการที่อวัยวะสืบพันธุ์มีเลือดมาเลี้ยงมากและบวมขึ้น จะทำให้เวลามีเซ็กซ์ ฝ่ายหญิงก็จะมีความรู้สึกทางเพศเร็วขึ้นและมากขึ้น เพียงแต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความรุนแรง ในขณะมีกิจกรรม รวมถึงฝ่ายหญิงมีปัญหาความเสี่ยงในการแท้งลูกอยู่หรือไม่

3. หลั่งนอกหมดปัญหาเรื่องท้อง

นี่คือความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ และอย่างที่เคยเขียนถึงหลายครั้งแล้ว การหลั่งนอกไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความชัวร์ 100% ว่าไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ เพราะในขณะที่กำลังมีกิจกรรมกันนั้น อวัยวะเพศชายจะมีการหลั่งน้ำเชื้อออกมาด้วยนิดหน่อย ซึ่งเพียงแค่เล็กน้อย แต่ถ้ามีคุณภาพคับแก้ว และบังเอิญอยู่ในช่วงที่ฝ่ายหญิงไข่ตกด้วยแล้ว โอกาสที่จะตั้งครรภ์มีสูงมาก

4. การปัสสาวะหลังจากเสร็จกิจของฝ่ายหญิง แสดงว่าเธอถึงจุดสุดยอด

อันนี้ไม่จริง เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะนั้น เพราะในระหว่างที่คุณกำลังมีอะไรกัน มีโอกาสที่กระเพาะปัสสาวะของทั้งฝ่ายชาย และหญิง ถูกกระตุ้นหรือกดทับ ทำให้เธอหรือคุณปวดปัสสาวะเท่านั้นเอง

5. การมีเซ็กซ์แบบดุเดือดจะทำให้ฝ่ายหญิงยิ่งพอใจ

อย่าไปเชื่ออะไรกับหนังมาก และเป็นความเข้าใจผิดกันมานานนักแล้วว่า ผู้ชายที่มีพละกำลังมากๆ จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ กับหญิงสาวได้รวดเร็ว รุนแรง และทำให้เธอไปถึงจุดสุดยอดได้ง่าย จริงๆ แล้ว การมีสัมพันธ์ที่อบอุ่นเนิ่นนาน เข้าใจกัน ช่วยกันประคับประคองนาวารัก ให้ผ่านคลื่นลมมรสุมสวาทจนบรรลุถึงฝั่งฝันต่างหาก ที่นำความสุขสมมาสู่คนทั้งสองได้มากกว่า การมีเซ็กซ์จึงควรที่จะเกิดขึ้นในบรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลาย และโรแมนติก

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

กำเนิดสมองซีกขวาและซีกซ้าย (ตอน 3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580069

โดย หมอดื้อ 21 ก.พ. 2559 05:01

 

ทั้งมนุษย์และลิง สามารถแปลการแสดงออกทางอารมณ์ ผ่านสีหน้าได้แม่นยำกว่า ด้วยสมองซีกขวา จึงสรุปได้ว่า ความสามารถในพัฒนาการจากบรรพบุรุษของสมองซีกขวา เพื่อที่จะบ่งชี้เอกลักษณ์ และความคุ้นเคย เพื่อที่จะตัดสินว่า สิ่งกระตุ้นในขณะนั้นเคยได้เห็นหรือพบเจอมาก่อนหรือไม่

การแบ่งแยกขั้นพื้นฐาน ระหว่างบทบาทของสมองซีกซ้าย ในด้านปฏิกิริยาปกติ กับบทบาทของสมองซีกขวา ในด้านสถานการณ์พิเศษแล้ว ยังมีรายละเอียดที่สมองซีกขวาของมนุษย์จะดูภาพรวมทั้งหมดมากกว่าที่จะดูเป็นจุดย่อยๆ ความสามารถนี้ทำให้เกิดผลดีในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆ ด้านตำแหน่งและขนาด ความทรงจำที่เก็บในสมองซีกขวามีแนวโน้มที่จะเป็นระบบ และเรียกออกมาใช้เป็นแบบแผน มากกว่าที่จะเป็นสิ่งย่อยๆ ในทางตรงกันข้าม สมองซีกซ้ายกลับมีแนวโน้มที่จะสนใจเฉพาะจุดของสิ่งแวดล้อมนั้นๆ หลักฐานที่เด่นในเรื่องการแบ่งเป็นภาพรวม หรือเฉพาะส่วนนี้ได้ถูกแสดงให้เห็นชัด เมื่อให้คนไข้ที่สมองถูกทำลายมาลอกภาพซึ่งถูกเขียนด้วยอักษรพิมพ์ใหญ่ตัว A ขนาดเล็กๆหลายตัวอย่างเป็นรูปแบบ ก่อให้เป็นรูปร่างของตัวอักษร H ขนาดใหญ่ คนไข้ที่สมองซีกซ้ายถูกทำลายจะเขียนเส้นรวมๆของรูปตัว H โดยไม่มีอักษร A ขนาดเล็กเลย ในขณะที่คนไข้ที่สมองซีกขวาถูกทำลาย จะเขียนเฉพาะตัว A อย่างไม่มีรูปแบบไปทั่วกระดาษ

การแบ่งแยกแบบนี้พบในไก่เช่นกัน เป็นการบอกถึงเรื่องวิวัฒนาการ ไก่บ้าน มีความสนใจ ในด้านความสัมพันธ์ของสิ่งของในด้านขนาด และตำแหน่ง โดยใช้สมองซีกขวา นอกเหนือจากนั้น ไก่ที่ถูกปิดตาขวา จะสนใจในสิ่งกระตุ้นที่หลากหลาย เป็นการบอกถึงภาพรวม ในขณะที่ไก่ที่ถูกปิดตาซ้ายเท่านั้นที่จะสามารถพุ่งความสนใจไปเฉพาะส่วนที่เด่นชัด

แล้วทำไมสมองต้องแบ่งออกเป็นสองซีก นั่นก็คือ เพื่อประเมินสิ่ง กระตุ้นที่เข้ามา สิ่งมีชีวิตจำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์สองชนิด โดยสิ่งกระตุ้นที่แปลกใหม่และต้องการการตอบสนองแบบฉุกเฉิน ซึ่งใช้สมองซีกขวาหรือสิ่งกระตุ้นนั้นจัดเข้าได้กับ กลุ่มสิ่งที่คุ้นเคยอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ เพื่อที่จะได้ตอบสนองแบบที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีแล้วได้ ซึ่งใช้สมองซีกซ้าย เพื่อที่จะกระตุ้นสิ่งแปลกใหม่ สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องสนใจลักษณะจำเพาะการรับรู้ด้านขนาดและตำแหน่ง มีความจำเป็นอย่างมากในการรับรู้นี้ ซึ่งก็คือหน้าที่ของสมองซีกขวาในทางกลับกัน ในการจัดกลุ่มประสบการณ์ สิ่งมีชีวิตต้องจดจำได้ว่า สิ่งไหนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และแยกกลุ่ม ของสิ่งจำเพาะ หรือแปลกจากกลุ่มออกไป ผลลัพธ์ก็คือ การสนใจเฉพาะสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่า ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่สำคัญที่สุดของสมอง และนั่นก็คือหน้าที่ของสมองซีกซ้าย การมีความจำเพาะของสมองสองซีก ทำให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าการไม่มีการแยก เนื่องจากข้อมูลทั้งสองชนิด จะผ่านสมองในเวลาเดียวกัน มีการเปรียบเทียบความสามารถของสัตว์ที่มีความจำเพาะของสมองสองซีกกับสัตว์ที่ไม่มีความจำเพาะของสมอง

โดยนำตัวอ่อน (Embryo) ของไก่บ้านมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก จะได้รับแสง โดยก่อนที่จะฟักตัว หัวของตัวอ่อนของไก่ได้หมุนเข้าไปทำให้ตาซ้ายถูกปิดไว้ด้วยลำตัว มีแต่ตาขวาที่ได้รับการกระตุ้นจากแสงที่ส่องผ่านเปลือกไข่ แสงจะกระตุ้นให้การมองเห็นพัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มที่สอง จะให้ไข่ ฟักตัวในที่มืด จะสามารถทำให้ไม่เกิด ความจำเพาะในสมองสองซีก และไม่พัฒนาสมองซีกซ้ายซึ่งจะช่วยเรื่อง ความสามารถพิเศษ ในการแยกธัญพืช ออกจากก้อนหินเล็กๆ และยังลดการทำงานของสมองซีกขวาที่จะตอบสนองทางด้านซ้ายต่อผู้ล่าด้วย เพื่อทดสอบไก่สองชนิดนี้ โดยไก่จะต้องหาธัญพืชที่ปะปนกับก้อนหินเล็กๆ ในขณะที่ต้องคอยระวังผู้ล่าที่อยู่ด้านบนด้วย พบว่าไก่ที่ฟักตัวโดยการกระตุ้นด้วยแสง สามารถทำได้อย่างดี ในขณะนี้ไก่ที่ฟักตัวในความมืดไม่สามารถทำได้ จึงเป็นการเน้นย้ำความสำคัญ ในเรื่องความจำเพาะของสมองสองซีก

ความไม่สมดุลทางสังคม กระบวนการที่สามารถแบ่งแยกและสอดคล้องกันไปของสมองทั้งสองซีกนั้น อาจทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง แต่ยังมีคำถามอีกมากมายที่ยังต้องการคำตอบ เช่น ในแต่ละสายพันธ์ุนั้นสมองซีกไหนเด่นกว่า ทำไมตาซ้ายและสมองซีกขวาในสัตว์ส่วนใหญ่ จึงดีกว่าในการระวังภัยจากผู้ล่า และทำไมความถนัดในการใช้มือถึงมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน แบบครึ่งต่อครึ่ง จากมุมมองทางวิวัฒนาการ ความไม่สมดุลที่มีความถนัดด้านใดด้านหนึ่งนั้น อาจเป็นข้อเสียทางพฤติกรรมต่อการถูกล่า เพราะว่าผู้ล่าสามารถเรียนรู้ที่จะเข้ามาทางที่เหยื่อไม่ถนัด ทำให้มีโอกาสระวังภัยลดลง

ในสัตว์สังคมนั้น ข้อดีของพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันทำให้สามารถคาดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน ในทางคณิตศาสตร์นั้น ประชากรที่ถนัดขวา หรือถนัดซ้ายสามารถก่อให้เกิดสิ่งที่ต้องเสียไปและสิ่งที่ได้รับ นอกจากนี้ก็ยังสัมพันธ์กับความกดดันทางด้านสังคมอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ปลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ก็จำเป็นจะต้องมีการเลี้ยวด้านที่ถนัดไปในทางเดียวกัน จึงว่ายรวมกัน เป็นฝูงได้ ในทางตรงกันข้าม ปลาที่อยู่ตัวเดียวก็อาจจะเลี้ยวอย่างไม่เป็นแบบแผน เพราะว่าไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตัวอื่น ด้วยความตระหนักว่าความ จำเพาะของสมองสองซีกไม่ได้มีเฉพาะในมนุษย์ คำถามใหม่ๆเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของสมองมนุษย์ก็ได้เกิดขึ้น เช่น อะไรคือบทบาทของสมองซีกขวาและซ้าย ในด้านความรู้ตัว สติและความเห็นใจ หรือความสามารถในการรู้จักตัวตนภายใน เรารู้เรื่องเหล่านี้น้อยมาก

แต่การค้นพบอย่างละเอียดทำให้บอกได้ว่า หน้าที่เหล่านี้จะ สามารถเข้าใจได้ในรูปแบบของการประยุกต์ เรื่องคุณสมบัติในสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาก่อนมนุษย์ ซึ่งคล้ายกับปรากฏการณ์อื่นๆที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น.

หมอดื้อ

6 ความเชื่อฝังหัว แบบผิดๆ ในการ “ลดความอ้วน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576548

โดย Cleo Thailand 20 ก.พ. 2559 16:01

 

ลดความอ้วนนี่ยากยิ่งกว่าการหาเนื้อคู่ รู้นะ แต่ทำไม่ได้เลยสักครั้ง แต่เอ๊ะ ที่น้ำหนักยังพุ่งขึ้นๆ เพราะเธอเข้าใจเรื่องการควบคุมน้ำหนักผิดไปรึเปล่า คลีโอขอเคลียร์ใจ 6 อย่างนี้ คือความเชื่อที่ผิดนะ!! รีบแก้ไขด่วนนนน

1. ลดความอ้วน = โหมออกกำลังกายหนักๆ

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบาลานซ์จำนวนแคลอรี่ที่รับเข้ามา และจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายเบิร์นออก ยกตัวอย่างเช่น วิ่งไป 1 ชั่วโมง เบิร์นไป 350 กิโลแคลอรี่ แต่หลังจากออกเสร็จ จัดพิซซ่ามื้อใหญ่ตามไปเลย 3 ชิ้น 900 กิโลแคลอรี่ สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือ 650 กิโลแคลอรี่ ซึ่งถ้าไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรต่อเพื่อเบิร์นมันออก ก็จะถูกเก็บไว้ในร่างกาย กลายเป็น ‘หมูแข็งแรง’ นั่นเอง

เปลี่ยนเป็น คำนวณการทานอาหารให้สมดุลกับการออกกำลังกาย ทำควบคู่กันไป รับรองว่าผอมลงชัวร์

2. ลดความอ้วน = งดอาหาร

การงดข้าว แบบที่ไม่กินอะไรเลยเป็นบางมื้อตามความฮึดอยากผอม แล้วพอตบะแตกก็ซัดโฮก คือการทำลายระบบเมตาโบลิซึ่มดีๆ เลยแหละ เพราะร่างกายเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนไหนอาหารจะเข้ามาในระบบ ตอนไหนที่ต้องเบิร์น ตอนไหนที่พักได้ ทำให้การหมุนพลังงานเป็นไปแบบไม่เต็มประสิทธิภาพ และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วย

เปลี่ยนเป็น กินวันละหลายๆ มื้อ อาจจะซอยเป็น 5 มื้อย่อย แต่ลดปริมาณอาหารให้อิ่มพอดี

3. ลดความอ้วน = ไม่กินแป้งเลย

คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่ตัวการที่ทำให้อ้วน แต่การกินเยอะเกินพลังงานที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแป้ง ไขมัน หรือว่าโปรตีน นั่นแหละตัวดี!

เปลี่ยนเป็น การรับคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากผักหรือธัญพืช แนะนำให้ทานข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงสุกวันละ 1 ถ้วยครึ่ง นอกจากจะมีแร่ธาตุและวิตามินครบถ้วนแล้ว ยังช่วยเรื่องการควบคุมน้ำตาลและน้ำหนักได้ด้วย

4. ลดความอ้วน = กินแต่ผักกับผลไม้อย่างเดียว

ในทางปฏิบัติก็ช่วยให้นำ้หนักเราลดลงได้นะ แต่ถ้าควบคุมอาหารด้วยวิธีนี้เป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารไป และทำให้เจ็บป่วยบ่อยขึ้น เพราะไม่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไปช่วยซ่อมแซม เพราะฉะนั้นเราไม่ขอแนะนำจ้าาา

เปลี่ยนเป็น เพิ่มเนื้อสัตว์แบบไม่ติดมันและธัญพืชเข้าไปในมื้ออาหาร แต่อาจจะให้ปริมาณผักและผลไม้นำ

5. ลดความอ้วน = ดื่มกาแฟเยอะๆ

บางคนเชื่อว่าคาเฟอีนในกาแฟจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่ม และช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย แต่ความจริงคือคาเฟอีนมีผลทำให้รู้สึกอิ่มเพียงแค่ชั่วคราว และจากผลการวิจัย ไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักลดลง ในทางกลับกัน การดื่มกาแฟเยอะเกินขนาด มากกว่า 3 แก้วต่อวัน ทำให้ความดันเลือดสูง และเร่งอัตราการเต้นของหัวใจ

เปลี่ยนเป็น ดื่มแค่พอประมาณ ไม่เกินวันละ 2 แก้ว และถ้าเป็นไปได้ ดื่มกาแฟดำดีที่สุด พยายามอย่าใส่ออฟชั่นเสริม น้ำตาล นม ครีม เพราะนั่นคือตัวอ้วนเลย!

6. ลดความอ้วน = การกินอาหาร Low Fat 

ความเชื่อที่ว่าอาหารที่มีฉลากแปะว่า Low Fat (ไขมันต่ำ), Low Carb (คาร์โบไฮเดรตต่ำ) หรืออาหารที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลคือผอมชัวร์ๆ เราคอนเฟิร์มเลยว่าเชื่อไม่ได้!! บางโปรดักส์ที่เขียนว่าโลว์แฟต แต่จริงๆ แล้วส่วนผสมมีแต่แป้ง หรือบางอย่างที่เป็นโลว์คาร์บ ไม่มีแป้งก็จริง แต่ทอดน้ำมันชุ่มๆ เลย แถมงานวิจัยยังบอกด้วยว่าการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานสังเคราะห์ อย่างเช่นในพวกน้ำอัดลมสูตร Diet หรือ Zero มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น มากกว่าการทานน้ำตาลจริงๆ ในปริมาณที่เท่ากัน

เปลี่ยนเป็น อ่านฉลากด้านหลังก่อนทุกครั้ง และพยายามเช็กปริมาณกิโลแคลอรี่ต่อ 1 หน่วยบริโภค กำหนดเอาไว้ว่าไม่ควรกินเกินเท่าไรในครั้งหนึ่งๆ

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

‘DIY เกลือหอม’ จากเกลือปรุงอาหาร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576541

โดย Health & Cuisine 19 ก.พ. 2559 16:01

 

การแช่ตัวหรือแช่เท้าด้วยเกลือเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะเกลือจะช่วยดึงสารพิษออกจากร่างกาย และขณะเดียวกันร่างกายจะดูดซึมแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์จากเกลือ แถมยังช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิดด้วย

จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า เกลือสำหรับแช่ตัว แช่เท้า สีสวยๆ และกลิ่นหอมๆ นั้น อาจทำจากสีและน้ำหอมสังเคราะห์ เมื่อเรานำมาใช้ร่างกายก็ดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย

เราสามารถทำเกลือแช่ตัวใช้เองได้จากเกลือปรุงอาหาร โดยใช้สีสวยๆ จากผักผลไม้ และเติมกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์กลิ่นโปรด ซึ่งวิธีทำก็ง่ายแสนง่าย

อุปกรณ์และส่วนประกอบ

เกลือป่น 200 กรัม (ต่อ 1 สี) / น้ำมันดอกทานตะวัน ½ ช้อนชา (ต่อ 1สี) / สีธรรมชาติจากผักผลไม้สมุนไพรตามชอบ / กระปุกหรือขวดแก้วสำหรับใส่เกลือหอม / ภาชนะสำหรับผสมและช้อนคน

วิธีทำ

1. เทเกลือป่นใส่ภาชนะ เติมน้ำมันดอกทานตะวันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น คลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. ใส่สีที่เตรียมไว้ประมาณ 2 ช้อนชา ถ้าอยากได้สีเข้มขึ้นก็เพิ่มได้ แต่อย่าใส่มากเกินไป เพราะเกลือจะละลาย เมื่อได้สีที่ชอบแล้วจึงหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ 3-4 หยด แล้วคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทำขั้นตอนเดียวกันนี้กับทุกสีที่เตรียมไว้ ถ้าอยากได้สีขาว เพียงแค่ไม่ต้องเติมสีค่ะ

3. บรรจุเกลือที่เสร็จแล้วลงในขวดหรือกระปุกแก้ว สามารถทำเป็นชั้นสีต่างๆ เพื่อความสวยงาม

Tip

*เกลือที่บรรจุแล้วเก็บในตู้เย็นได้นาน 1 เดือน
*เกลือหอม 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสำหรับแช่เท้า และ 5 ช้อนโต๊ะ สำหรับแช่ตัว

สีสวยๆ จากธรรมชาติ

สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน โดยใช้ดอกอัญชันแห้งหรือสดมาแช่น้ำร้อน ให้สีน้ำเงินออกมาแล้วกรองเอาแต่น้ำ
สีเหลือง จากขมิ้น โดยใช้ผงขมิ้นป่น 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่นประมาณ 120 มิลลิลิตร กรองเอาแต่น้ำ
สีเขียว จากน้ำวีทกราส
สีม่วง จากน้ำดอกอัญชันบีบน้ำมะนาว
สีชมพูเข้ม จากน้ำบีทรูทแยกกาก (น้ำบีทรูทเมื่อผสมกับเกลือแล้ว จะให้สีสันสวยงาม แต่เก็บได้ไม่นานสีจะเปลี่ยนไป ถ้าต้องการทำเป็นของขวัญควรเลือกใช้สีอื่น)

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

พูดแล้วจะหาว่าโม้! นี่สิ เทคนิคสุดเบสิก เบิร์นน้ำหนักกระชับหุ่น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558432

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 06:05

 

ถ้าคุณลองลดน้ำหนักมาหลายวิธีแล้วไม่ได้ผล ทั้งควบคุมอาหารก็แล้ว งดทานน้ำตาลหรือของหวานก็แล้ว แต่ไม่ยักจะช่วยให้หุ่นของคุณเล็กลง อย่ารอช้า มาลองเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ ที่คอนเฟิร์มว่า ‘เห็นผลจริง’ จนคุณอดไม่ได้ที่จะต้องบอกต่อ! ไทยรัฐออนไลน์รวมมาให้เฟิร์มกัน.

1 2 3 ฮึบ ออกกำลังกายไก่โห่

ควบคุมอาหาร หรือทานอาหารน้อยลง มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่คุณลืมอะไรไปรึเปล่าว่า การออกกำลังกายก็ช่วยเบิร์นไขมันส่วนต่างๆ แถมยังเรียกเหงื่อกระชับสัดส่วนให้เล็กลง เรื่องผิวหนังหย่อนคล้อยคุณลืมไปได้เลย! จริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก เพียงแค่บังคับตัวเองให้ตื่นมาตอนเช้าทุกวัน ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งรับอากาศบริสุทธิ์ก็ดี หรือเอ็กเซอร์ไซส์เบาๆ ก็ดี อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก็ช่วยให้หุ่นคุณกระชับขึ้น ยิ่งคุณควบคุมอาหารไปด้วย ทำให้เป็นนิสัยในทุกๆ วัน บอกเลยว่าวิธีนี้เวิร์คสุดๆ!

เรียกเหงื่อยามเช้า…

หม่ำ หม่ำ หม่ำ You are what you eat

ง่ายๆ เลย คุณทานอะไรก็เป็นแบบนั้นล่ะ ถ้าทานอาหารดูแลผิว ผิวพรรณคุณก็จะสวยเปล่งปลั่ง ถ้าทานอาหารเพื่อสุขภาพ มันก็จะช่วยให้คุณเฮลตี้ หรือแม้แต่คุณเลือกทานอะไร มันก็จะส่งผลต่อตัวคุณแบบนั้น ฉะนั้นหากคุณอยากมีหุ่นที่เป๊ะเฟิร์ม และปราศจากห่วงยางหน้าท้อง คุณก็ควรงดทานอาหารที่มีไขมัน ของทอด และจำพวกของหวานทั้งหลายแหล่ ที่จะทำให้หุ่นแลดูอ้วน-ลงพุง แต่ให้เน้นทานผักใบเขียว และผลไม้แทนเป็นประจำ ที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของการทาน และระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ… ที่สำคัญคือ คุณควรทานแต่พอดีนะ ไม่มากจนเกินไปในแต่ละมื้อ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ยังไง๊ยังไงก็ไม่มีทางอ้วนฉุแน่นอน

งดของหวานเป็นดีที่สุด!

ทานแต่พอดี…

เลอค่า สวยคูณสอง

นอกจากการออกกำลังกายตอนเช้าแล้ว เราแนะนำให้คุณหากิจกรรมเสริมออกกำลังเบาๆ เพื่อเบิร์นไขมัน อะไรก็ได้ที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นขี่จักรยาน โยคะ แอโรบิค ว่ายน้ำ ต่อยมวย นานาจิตตังได้หมด ขอแค่มันทำให้คุณได้ออกกำลังในส่วนต่างๆ หากคุณอยากเบิร์นส่วนไหน ก็อาจเน้นออกกำลังในส่วนนั้นหน่อย เช่น คุณอยากกระชับช่วงแขนไม่ให้หย่อนคล้อย ก็อาจจะหันไปว่ายน้ำ หรือต่อยมวย อย่างน้อยวันละ 30-40 นาที เราอยากให้คุณหลีกเลี่ยงการออกกำลังแบบโหด หรืออะไรที่มันหนักจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ร่างกายของคุณเหนื่อย รู้สึกเพลีย และโหยหิวหนักกว่าเดิม เนื่องจากเสียพลังงานไปเยอะ…

ว่ายน้ำก็เป็นกิจกรรมที่ไม่เลวนะ

อ่านนิด ชีวิตจะดี ศึกษาประโยชน์ของอาหารต่างๆ

การศึกษาอาหารต่างๆ ก่อนทานก็เป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยได้ เพราะมันจะทำให้คุณรู้วัตถุดิบ ส่วนผสม และแคลอรี่รวมทั้งหมด คุณจะรู้ได้ว่าควรทาน หรือควรหลีกเลี่ยงทานอะไร อย่างแทนที่จะซื้อน้ำสลัดสำเร็จรูป คุณก็อาจจะลองทำเองเพื่อลดปริมาณไขมัน หรือเปลี่ยนการทานน้ำผลไม้ปั่น (ผสมน้ำเชื่อม) มาเป็นลองเลือกซื้อผัก-ผลไม้สดๆ แล้วเอาปั่นทานเองแบบไม่ใส่น้ำเชื่อม คุณก็จะได้ควบคุมทั้งปริมาณ และแคลอรี่ให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะได้ง่ายมากขึ้น

ต้องควบคุมแคลอรี่กันหน่อย…

โบกมือ ‘บาย’ รถสาธารณะนะจ๊ะ

สุดท้ายเราก็ได้แต่บอกคุณว่า อย่าขี้เกียจ! โดยเฉพาะอย่าเป็นคนขี้เกียจเดิน และพึ่งพาแต่รถสาธารณะ เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่ได้ออกกำลังกายเลย ทางที่ดีลองเปลี่ยนจากการนั่งรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ที่คุณเคยนั่งเป็นประจำ (ทั้งๆ ที่ระยะทางมันห่างกันเพียงหนึ่งสถานี) มาเป็นการเดินเรียกเหงื่อเบาๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าระหว่างไปทำงาน (ซึ่งคุณอาจตื่นให้เช้าหน่อยจะได้ดูเร่งรีบมาก) หรือตอนเย็นเดินรับลมชิลๆ ก็ดีไม่น้อย ทำให้สม่ำเสมอแบบนี้ มันจะช่วยเซฟหุ่นของคุณได้อย่างน้อยก็ 200 แคลอรี่เลยทีเดียว แถมยังช่วยกระชับเรียวขาสวย และน่องขาให้ดูเล็กลงอีกด้วย บางทีเดินออกกำลังกายบ้างก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง จริงไหม?!

เดินบ้าง กระชับหุ่นเป๊ะ!

โรคกระดูกคอเสื่อม ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575482

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 19 ก.พ. 2559 05:01

 

ศุกร์สุขภาพประจำสัปดาห์นี้จะขอนำเสนอเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม

ทุกคนคงเคยมีอาการปวดคอซึ่งส่วนมากเกิดจากกล้ามเนื้อ หรือเอ็นรอบคอเกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ซึ่งไม่รุนแรงและหายไปได้เอง แต่ไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากกระดูกคอเสื่อมก็ได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ทุกคนก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้

ลักษณะอาการของโรค

เมื่อกระดูกคอเสื่อม หินปูนที่เกาะกระดูกและเอ็นจะไปกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอยหรือลงมาบริเวณสะบัก และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง ถ้าไม่มีการปวดร้าวมาที่แขน แสดงว่ายังไม่มีการกดเส้นประสาท แต่ปวดกระดูกและข้อต่างๆ ในกระดูกสันหลังที่มีการเสื่อมสภาพไป

ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทใด จะมีอาการปวดร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทนั้นวิ่งไปเลี้ยง อาการนี้มักจะเป็นๆ หายๆ แบบเรื้อรัง โดยระดับกระดูกคอที่มีการเสื่อมบ่อยมากคือ กระดูกข้อที่ 5–ข้อที่ 7

โดยกระดูกข้อที่ 5–6 จะไปกดเส้นประสาทคอ เส้นที่ 6 และ เส้นที่ 7 ตามลำดับ

การที่เส้นประสาทคอเส้นที่ 6 ถูกกด จะมีอาการคือ ปวดหลังคอ ร้าวไปตรงกล้ามเนื้อแขน และอาจปวดร้าวไปถึงแขนท่อนล่างจนถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ส่วนอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปด้านหลังของไหล่ ไปหลังแขนตรงกล้ามเนื้อเหยียดแขนและอาจปวดร้าว ไปถึงด้านหลังของแขนท่อนล่างจนถึงนิ้วกลาง

ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลัง จะมีอาการแบบค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีจนกระทั่งเดินไม่ได้ แต่ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เดินไม่คล่อง ทำของหล่นจากมือบ่อยๆ เมื่อเป็นมากขึ้นจะเดินขากาง โน้มตัวไปข้างหน้า ในที่สุดจะเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น กลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ เขียนหนังสือลายมือไม่เหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนลายเซ็นกับธนาคาร ซึ่งเมื่อทำการตรวจร่างกายก็จะพบกล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรงลง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง มีอาการปวดแบบไฟฟ้าช็อต หรือชาไปกลางหลังเวลาก้มคอ

การวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยเพื่อรักษานั้น ในคนที่อายุมากส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอที่เห็นได้จากภาพรังสี แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอาการ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดี อาการทุกอย่างต้องดูจากภาพทางรังสี และภาพทางคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก MRI

นายแพทย์ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี