อาการน้องจิ๊มิแบบนี้ สาวๆ เป็นไรอะ!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575639

โดย Cleo Thailand 18 ก.พ. 2559 16:01

 

นอกจากสาวๆ ยุคนี้จะเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบกันบ่อยมากแล้ว เราขออัพเดตให้ฟังว่า อาการผิดปกติของจิ๊มิดังต่อไปนี้ ที่คุณอาจกำลังเป็นอยู่ (แต่ก็ไม่กล้าไปหาหมอ เพราะคิดว่ามันไม่หนักหนาสาหัส) เราไปถามคุณหมอหลายๆ คน แล้วสรุปว่า 5 โรคนี้ล่ะ ที่สาวๆ ทำงานทุกคนมีสิทธิ์เป็น!! อาการแบบไหนถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้ จิ๊มิจะโดนทำร้ายในอีกไม่นานชัวร์

1. ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

คืออะไร: มันคือการที่ช่องคลอดอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย

อาการ: โรคนี้ทำให้มีตกขาวมากและมีกลิ่นเหม็น แต่ผู้หญิงบางคนก็อาจไม่มีอาการของโรคเลย

สาเหตุเกิดจาก: ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “สาเหตุเกิดจากการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ถึงโรคนี้จะไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่สาเหตุของโรคหลายอย่างก็เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ และเกิดบ่อยในผู้หญิงที่มีเซ็กซ์กับผู้หญิงด้วยกัน”

รักษายังไง: ถ้าคุณเป็นโรคนี้ก็ไม่ต้องกังวลเพราะมันรักษาได้ด้วยการทานยาฆ่าเชื้อ หรือใช้ยาเหน็บช่องคลอด แต่อาการของโรคอาจกลับมาอีกภายใน 6-12 เดือน ซึ่งก็สามารถรักษาได้ด้วยการรักษาที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม

2. ช่องคลอดอักเสบ

คืออะไร: การอักเสบของช่องคลอด ที่มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อ

อาการ: อาการแต่ละอย่างสุดอี๋ เพราะมันรวมถึงอาการคัน ช่องคลอดบวม แดง มีตกขาว กลิ่นเหม็น และเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ

สาเหตุเกิดจาก: แพทย์บอกว่า “มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้ช่องคลอดอักเสบได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวกับการเสียสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของยีสต์และแบคทีเรียมากเกินไป สาเหตุอื่นๆ รวมถึงเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือโรคพยาธิในช่องคลอดซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่ง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก”

รักษายังไง: มันพูดยากอยู่ แพทย์บอกว่าการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคว่าเกิดจากอะไร

3. เนื้องอกมดลูก

คืออะไร: ก้อนเนื้อที่โตบนผนังมดลูก และบางครั้งโตจนยื่นเข้าไปตรงส่วนด้านในหรือด้านนอกของมดลูกด้วย

อาการ: เนื้องอกมักมาร่วมกับการมีประจำเดือนมากและนาน ในบางเคสอาจทำให้มีลูกยาก แท้งลูก เจ็บเชิงกราน และคลอดลูกก่อนกำหนดด้วย

สาเหตุเกิดจาก: ไม่มีใครรู้เลย แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ฮอร์โมนของผู้หญิงก็มีส่วนสำคัญ เพราะเนื้องอกมักจะไม่เกิดในผู้หญิงก่อนแตกวัยสาวและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื้องอกที่มีอยู่แล้วจะหยุดโตและหดเล็กลงหลังหมดประจำเดือน”

รักษายังไง: “ถ้าไม่มีสาเหตุที่บ่งชัด เราก็ปล่อยเนื้องอกไว้ได้ แต่ถ้ามันทำให้เกิดอาการอื่นหรือโตผิดปกติก็ต้องผ่าตัดเอาออก”

4. ปีกมดลูกอักเสบ

คืออะไร: ปีกมดลูกอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ช่องคลอดที่ลามมาถึงมดลูก ท่อนำไข่ และเนื้อเยื่อรอบๆ

อาการ: การอักเสบอาจทำให้มีตกขาวมากผิดปกติ มีเลือดออก ปวดท้อง และเป็นไข้

สาเหตุเกิดจาก: “เคสส่วนใหญ่จะเกิดในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20-29 ปี และร้อยละ 60-80 ของเคสในช่วงอายุนี้จะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจากเซ็กซ์ โดยเฉพาะหนองใน นอกจากนี้ยังอาจเกิดหลังจากขั้นตอนต่าง ๆ ทางนรีเวช เช่น การขูดมดลูก การทำแท้ง หรือการใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด

รักษายังไง: รักษาหายขาดได้ถ้าพบแพทย์โดยเร็ว “การรักษาแต่เนิ่นๆ โดยใช้ยาปฏิชีวนะนั้นสำคัญมากค่ะ มันมักจะรวมถึงการให้ยาทานร่วมกับยาฉีด ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนในระยะยาว เช่นท่อนำไข่ตัน ภาวะมีบุตรยาก การท้องนอกมดลูก และการปวดเชิงกรานเรื้อรัง อาการต่างๆ เหล่านี้มักเกิดกับคนที่เป็นโรคนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณจึงควรให้แฟนทานยาปฏิชีวนะด้วย หมั่นตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่เสมอ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเซ็กซ์กับแฟนคนใหม่”

5. สิวหรือฝีที่อวัยวะเพศ

คืออะไร: อาการทางผิวหนังเรื้อรังที่ทำให้เกิดตุ่มคันเหมือนสิวหรือฝีตรงบริเวณรักแร้ เต้านม และน้องจิ๊มิ

อาการ: ตุ่มที่เกิดขึ้นจะแดง เจ็บและมีหนอง อาจทำให้อักเสบและเป็นแผลเป็นที่ผิวหนังได้

สาเหตุเกิดจาก: การอักเสบเกิดจากการอุดตันของต่อมขน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนัก ผู้เชี่ยวชาญบอกเราว่า “สาเหตุนี้ยังไม่ชัดเจนค่ะ ส่วนฮอร์โมน พันธุกรรม การสูบบุหรี่และน้ำหนักที่มากเกินไปก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งด้วย”

รักษายังไง: แม้ว่าโรคนี้จะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่ก็รักษาตามอาการได้ โดยการใส่เสื้อผ้าหลวมๆ และรักษาความสะอาดของบริเวณที่เป็น การทานยาปฏิชีวนะหรือยาที่มีสเตียรอยด์ก็อาจช่วยได้ ในกรณีที่รุนแรงมาก อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดดูดเอาหนองออก

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

นักร้องดังไม่เรียก FACE OFF /FACE LIFT… 10 ข้อการทำศัลยกรรมที่คุณต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579138

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 13:05

 

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ พร้อมกับหักมุมในท้ายสุด กับการออกมาประกาศผ่านสื่อของนักร้องดังว่า จะทำการ FACE OFF กระชากวัยให้หน้าเด็กลง จนล่าสุดผู้เกี่ยวข้องออกมาแจ้งความกรณีนี้ จนเป็นเรื่องเป็นราวกันยกใหญ่ ถ้าตัดเรื่องคดีความ คำถามก็คือ คำๆ นี้มันมีจริงหรือ แล้วศัลยกรรมมีแต่ความสวยงามหรือไม่ มีข้อพึงระวังอย่างไร ไทยรัฐออนไลน์ รวมมาให้ความรู้กัน

1. FACE OFF ศัพท์ใหม่แห่งวงการแพทย์ที่กำลังสร้างความสับสนในหมู่คนไทยจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่หมอด้วยกันเอง เนื่องจากคำว่า FACE OFF ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่หยิบยืมมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง FACE OFF ซึ่งนำแสดงโดย จอห์น ทราโวตา และ นิโคลัจ เคจ โดยภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องราวของพระเอกที่ลงทุนผ่าตัดสลับหน้ากับคนร้ายที่เป็นเจ้าชายนิทราเพื่อสืบคดี

2. ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา บอกว่า “FACE OFF” แปลตรงๆ จากอังกฤษเป็นไทยว่า “เผชิญหน้า” แต่ FACE OFF ที่ปรากฏในข่าวช่วงนี้ หมอว่าคนเอามาจากภาพยนตร์เรื่อง FACE OFF ที่มีตัวเอกเข้ารับการผ่าตัดใบหน้าเพื่อปลอมตัวเป็นคนอื่น การทำ FACE OFF ในภาพยนตร์ แพทย์ในเรื่องได้ผ่าตัดเอาใบหน้าของคนที่ใกล้เสียชีวิตมาสลับกับใบหน้าของพระเอก การผ่าตัดในลักษณะนี้มีอยู่จริงในวงการการแพทย์ แต่ไม่ใช่วิธีที่แพทย์จะรับทำง่ายๆ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการสมรู้ร่วมคิดในคดีอาชญากรรม โดยการผ่าตัดแบบภาพยนตร์ FACE OFF ศัพท์ทางการแพทย์เราเรียกว่า FACE TRANSPLANTATION หมายถึง เปลี่ยนทั้งหน้าตาและเนื้อเยื่อ การทำ FACE TRANSPLANTATION เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและซับซ้อนมาก เพราะต้องต่อเส้นประสาทและเส้นเลือด

3. แต่การเปลี่ยนรูปหน้าในปัจจุบัน (เช่น ในรายการ Let Me In ของเกาหลี ที่เปลี่ยนคนให้ดูดีขึ้นจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม) ทางการแพทย์เรียกว่า FACE RECONSTRUCTION (ปรับโครงสร้างหน้า) แม้ว่าวิธีนี้จะทำให้ใบหน้าคนไข้เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ แต่เนื้อเยื่อของคนไข้ยังเป็นของตัวเองเหมือนเดิมทุกประการ

ส่วนกรณี นักร้องดังที่เป็นข่าวนั้น นายกแพทยสภาบอกว่า เป็นการดึงหน้าให้ตึงขึ้นเราเรียกว่า FACE LIFT (ยกหน้า) แน่นอน

4. VECTOR LIFT คืออะไร VECTOR LIFT เป็นอีกหนึ่งวิธีเปลี่ยนแปลงใบหน้าใหม่ให้กับคนอยากหล่ออยากสวยในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ด้วยการฉีดสารเติมเต็ม เช่น โบทอกซ์ และฟิลเลอร์ เพื่อปรับทิศทางและองศาของโครงสร้างผิวและกล้ามเนื้อมัดต่างๆ รวมถึงแนวกระดูกบนใบหน้า จนได้เป็นมุมและองศาที่ลงตัวสวยงามเฉพาะแต่ละบุคคล ซึ่งจะมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนทุกประเภทที่ต้องการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ให้เด็กลง ให้คนที่อยากมีใบหน้าวีเชป หรือแม้แต่คนที่มีความบกพร่องบนใบหน้าก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน

5. และเพื่อให้ไม่อันตรายและไม่โดนหลอกลวง นายกแพทยสภาบอกว่า การทำศัลยกรรมทุกประเภทจำเป็นต้องอยู่ในมือแพทย์ที่จบเฉพาะทาง มีประสบการณ์และใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เพราะปัจจุบันมีคนไข้จำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของคลินิกต่างๆ ที่อวดอ้างสรรพคุณจนเกินควร และนำอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้

6. สำหรับข้อพึงระวังที่ผู้เชียวชาญแนะนำ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ผ่านการรับรองจาก อย. หาซื้อง่าย และมีขายในตลาดความงามจำนวนมาก โดยเฉพาะกลูต้าเถื่อน โบทอกซ์เถื่อนและฟิลเลอร์เถื่อน ชนิดที่คนไข้ดูเองก็ดูไม่ออก ส่งผลให้คลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน มักจะนำของเถื่อนเหล่านี้มาใช้เพื่อลดราคาการให้บริการ และเรียกลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเยอะๆ ซึ่งสารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือบางประเภทฉีดไปแล้วอาจไม่ได้ผลเลย

7. ปัญหาเรื่องหมอ ปัจจุบันมีแพทย์ที่ไม่ได้จบศัลยกรรมตกแต่งมาเปิดคลินิกเสริมความงามจำนวนมาก ส่งผลให้คนไข้ที่โชคร้ายต้องเจอกับเหตุไม่พึงประสงค์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อและเสียโฉม เพราะหมอกลุ่มนี้ขาดประสบการณ์ในการผ่าตัด และไม่ได้รับการอบรมเหมือนหมอเฉพาะทางที่ร่ำเรียนมาอย่างน้อย 5 ปี เช่นเดียวกับการฉีดสารเติมเต็มต่างๆ ก็ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น คนที่ไม่ใช่หมอแล้วมาทำการฉีดถือว่าผิดกฎหมาย เพราะการฉีดสารต่างๆ เข้าร่างกายคนไข้ต้องใช้ความรู้ และความชำนาญทางการแพทย์ หากฉีดผิดจุด อาจทำให้คนไข้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้

8. โดยใครที่กำลังมองหาศัลยแพทย์ตกแต่งที่จบเฉพาะทาง และผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบรายชื่อหมอได้ที่สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย http://www.plasticsurgery.or.th/lst_name.php

9.เช่นเดียวกับการตรวจสอบชื่อแพทย์ผิวหนังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ตรวจเช็กได้ที่ http://www.dst.or.th/html/index.php?op=article-search_md

10. อย่างไรก็ดี ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คนอยากสวยหลายคน ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายคือ ความไม่พร้อมของคนอยากศัลย์ ไม่พร้อมในที่นี้คือ หาข้อมูลน้อยเกินไป, ขาดความสามารถในการดูแลตัวเอง หรือแม้แต่งบจำกัด ซึ่งทั้งหมดคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากยอมพลีชีพกับคลินิกเสริมความงามที่ลดราคาล่อตาล่อใจ ทั้งๆ ที่มีคลินิกและโรงพยาบาลที่ปลอดภัยเยอะมากในประเทศไทย คนที่ทำแล้วสวยปลอดภัยในระยะยาวคือโชคดีไป แต่คนจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายเสียทั้งเงิน เสียทั้งโฉม แล้วไม่มีคนรับผิดชอบอีกต่างหาก

ฉะนั้น การทำศัลยกรรมต้องดูความพร้อมของตัวเองเป็นหลัก ต้องมีเวลาในการพักฟื้น และต้องยอมลงทุนให้กับความสวยงาม ที่สำคัญต้องหาข้อมูลให้แน่นที่สุด คุยกับแพทย์ให้แน่ใจ แล้วลุย เพราะ ความสวยไม่จำเป็นต้องรีบ ถ้ารีบอาจจะได้ในสิ่งที่เป็นตราบาปติดหน้าคุณไปตลอดชีวิตก็เป็นได้.

ข้อมูล: ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา และ แพทย์หญิง นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ อาจารย์แพทย์ด้านผิวหนัง จากโรงพยาบาลรามาธิบดี 

6 วิธีเล้าโลมที่สาวๆ ไม่ปลื้ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575609

โดย FHM 17 ก.พ. 2559 16:01

 

Foreplay หรือ การเล้าโลม ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อเซ็กซ์ สำหรับ 6 วิธีเล้าโลมที่ควรหลีกเลี่ยง เสี่ยงจะทำให้คนข้างกายไม่ประทับใจ!

1. รุนแรงเกินไป

เพราะชีวิตจริงไม่เหมือนหนังโป๊ จะมาตะกละตะกลามใช้ความรุนแรงก็เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง คุณควรแตะต้องตัวเธออย่างนุ่มนวล ทำตัวตามสบาย อย่าเกร็ง พูดคุยกับเธอ ลองถามเธอดูก็ได้ว่าชอบให้แรงขึ้นหรือเบาลง แต่ทางที่ดีควรเริ่มจากการนวดคลึง แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนัก แล้วมันจะส่งผลเต็มที่ ไม่ว่าคุณจะใช้อวัยวะไหนในการเริ่มต้นกระตุ้น

2. วนอยู่ที่เดิมๆ

ไม่ต้องไปถามคนอื่นหรอก ชอบไหมล่ะ? ถ้าจะมีใครมาคลึงวนๆ เวียนๆ อยู่ตรงที่เดิม ขืนคุณเจอแต่แบบนี้ มีหวังเบื่อตายชัก ทางที่ดีควรหาที่หาทางใหม่ๆ ในการสัมผัสบ้าง อย่างเช่น อาจเริ่มจากคลอเคลียหัวไหล่ แล้วย้ายไปคลอเคลียยังซอกคอ หรือต่อเนื่องด้วยหน้าท้องหรือแผ่นหลัง ไปยังจุดอื่นที่น่าตื่นเต้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นจุดเดิมๆ!

3. ทำตามขั้นตอนเกิ๊น!

สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดก็คือการทำอะไรซ้ำๆ เหมือนๆ กัน เหมือนเรียบจบ ทำงาน มีบ้าน มีรถ ถ้ายังนึกไม่ออก แทนที่จะนับ 1-2-3-4 คือ กอด จูบ ลูบคลำ แล้วจบที่ถ้ำสวรรค์ ลองเปลี่ยนมาเป็น 3-2-1-4 บ้างก็ได้ โค้ชฟุตบอลยังมีแผนการเล่น คุณก็ควรครีเอตเรื่องบนเตียงให้น่าตื่นเต้นบ้าง เผื่อจะค้นพบหนทางที่สว่างไสวกว่า

4. ดุดันเกินเหตุ

ผู้หญิงบางคนอาจไม่ชอบให้ผู้ชายใช้ปากกับของสงวน แถมบางคนยังจู่โจมส่วนนั้นด้วยความรุนแรงอีกต่างหาก แต่ถ้าคุณคิดจะใช้ปากและลิ้นจริงๆ ก็ลองเริ่มด้วยการดื่มอะไรหวานๆ ก่อนปฏิบัติการรัก เพื่อกักน้ำลายไว้ให้ปากชื้น มันจะเป็นตัวหล่อลื่นชั้นดี อย่าฝืนทำในขณะที่บริเวณนั้นยังแห้งผากเด็ดขาด

5. อย่าบิดหาเหมือนคลื่นวิทยุ

อันนี้ขอเลย หยุดใช้วิธีนี้กับผู้หญิงเสียที การบิดหัวถันนอกจากจะไม่ทำให้เกิดอารมณ์แล้ว (อันนี้หมายถึงคนปกติทั่วไป ไม่ใช่คนที่นิยมความซาดิสต์!) ยังทำให้เจ็บสุดๆ ด้วย ลองเปรียบเทียบดูก็ได้ มันเจ็บเหมือนมีใครเอานิ้วมาบิดหัวจรวดคุณเล่นนั่นแหละ…

6. เปิดเกมรุกทันที ไม่มีเล้าโลม

ข้อนี้ถือเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัย หรือเล้าโลมไม่ทันไรก็จะสอดใส่ซะแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าผู้หญิงเสร็จช้ากว่า แต่ก็ยังไม่ถ่วงเวลาให้ไปถึงพร้อมๆ กัน เอาแต่จุดสุดยอดของตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วปล่อยอีกฝ่ายไว้กลางทาง ค้างๆ คาๆ เหมือนจะสุขสมแต่ก็ไปไม่สุดทาง ทีหลังใครเขาจะมาเล่นกับคุณด้วยเล่า!

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

สะโพกกระชับ ขาสวยด้วยท่าสควอช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576532

โดย Health & Cuisine 16 ก.พ. 2559 16:01

 

ใครมีปัญหาเรื่องขาใหญ่ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปค่ะ เพราะเรามีท่าเอ็กเซอร์ไซส์ที่ง่ายแสนง่าย และได้ผลดีมาก นั่นคือท่า สควอช ท่าบริหารต้นขาด้านหน้าที่จะช่วยให้ทั้งขาและสะโพกกระชับยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เท่านั้น

1. ยืนแยกขาความกว้างประมาณไหล่ โดยหันปลายเท้าออกด้านข้างเล็กน้อย ยืดแขนไปด้านหน้า แล้วหายใจเข้า

2. ค่อยๆ ย่อตัวลงพร้อมหายใจออก โดยให้ลำตัวตั้งตรง ดันสะโพกไปด้านหลัง เกร็งหน้าท้อง และต้นขาขนานกับพื้น ระวังไม่ให้หัวเข่ายื่นเกินปลายเท้า

3. หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ยืดตัวกลับสู่ท่าเดิม
ทำท่านี้เซ็ตละ 25 ครั้ง ทั้งหมด 4 เซ็ต เป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็มีขาเรียวสวย และสะโพกกระชับแล้ว

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

แพทย์ชี้พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577660

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:45

 

ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน (กลาง) ผอ.รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช (ซ้ายสุด) และทีมแพทย์ร่วมกิจกรรม Family Day.

คนทั่วไปมักจะคิดว่าข้อเข่าเสื่อมจะเป็นไปตามวัย คือเกิดกับผู้สูงวัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคข้อเสื่อม มักเกิดจากการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง ใช้งานหนัก หากใช้งานไม่ถูกต้อง ก็จะเร่งให้โรคข้อเสื่อมเป็นเร็วขึ้น เพื่อให้ความรู้การดูแลข้อเข่าและข้อสะโพก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ได้จัดกิจกรรม “ครอบครัวข้อดี Family Day” เกี่ยวกับสถานการณ์โรคข้อเสื่อมในประเทศไทย และการดูแลข้อเข่าและข้อสะโพกหลังการผ่าตัด ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ กล่าวว่า โดยทั่วไป โรคข้อเข่าเสื่อมมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในช่วงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุมาจากการเสื่อมที่เกิดจากการใช้งานแล้ว ยังพบว่า มีโรคบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าวัยอันควร ดังนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่า ทำร้ายข้อเข่าอยู่หรือไม่ และที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของข้อเข่า พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า มีดังนี้ 1.นั่งงอเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยองๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่า ซึ่งจะรบกวนการนำอาหารไปสู่เซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ 2.น้ำหนักตัวมากเกิน เพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลาที่ใช้งานข้อ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือขึ้นลงบันไดก็ตาม 3.ใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับ มากกว่าปกติ ทั้งยังทำร้ายข้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักก่อนจุดอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ง่าย และหากคนที่ข้อเข่าไม่แข็งแรง หรือมีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จะมีผลกระทบมากกว่าคนปกติ

วิธีสังเกตอาการข้อเสื่อมนั้น จะมีเสียงดังขณะขยับข้อไปมา บ้างก็มีอาการข้อฝืด โดยเฉพาะ เวลานั่งนานๆ หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเหมือนข้อถูกล็อกไว้ ต้องขยับไปมาสัก 2-3 ครั้ง จึงเหยียดเข่าออกได้ บางรายมีข้อบวมโต หรือมีบวมแดง การรักษาทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยา ควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด หรือในกรณีของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์ และหุ่นยนต์ผ่าตัด มาช่วยในการผ่าตัด ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงกว่าแต่เดิมมาก ขณะเดียวกันแพทย์สามารถป้อนข้อมูล ผู้ป่วยต่างๆ เข้าไปในคอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณ มีความละเอียดเป็นหน่วยมิลลิเมตร ช่วยให้แพทย์แต่งกระดูกให้ได้มุมสอดรับกับผิวข้อเทียม และช่วยในการวางตำแหน่งของข้อเข่าเทียมได้แม่นยำ ลดการบอบช้ำ เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็ว สามารถเดินได้เร็วภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด.

ชัวร์หรือมั่ว! ความเชื่อเรื่องดูแลน้องจิ๊มิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575586

โดย Cleo Thailand 15 ก.พ. 2559 16:01

 

1. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดน้องจิ๊มิ เธอจะได้ไม่ติดเชื้อ

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า: มั่ว

“ช่องคลอดมีกลไกทำความสะอาดตามธรรมชาติอยู่แล้ว การล้างด้วยน้ำเปล่าและสบู่ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง และทำลายสมดุลของแบคทีเรียที่ช่องคลอดจึงควรหลีกเลี่ยง รวมถึงพวกน้ำยาดับกลิ่นหรือสเปรย์ต่างๆ ที่ใช้ฉีดตรงส่วนนั้นด้วย”

2. จีสตริงทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า: มั่ว

“กางเกงในผ้าฝ้ายดีที่สุดค่ะ และตอนนอนไม่ควรใส่กางเกงในเพราะจะทำให้ช่องคลอดไม่อับชื้นและความเป็นกรดด่างสมดุล ป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราและการอักเสบของช่องคลอด ส่วนจีสตริงนั้น ถ้าคุณใส่แล้วรู้สึกสบายก็ใส่เถอะค่ะ ไม่มีหลักฐานอะไรที่บ่งชี้ว่าจีสตริงทำให้เกิดการแพร่เชื้อแบคทีเรีย”

3. ควรเข้าห้องน้ำหลังมีเซ็กซ์

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า: จริง

“การปัสสาวะหลังมีเซ็กซ์ช่วยป้องกันโรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบได้ค่ะ เวลาเช็ดทำความสะอาดก็ควรเช็ดจากหน้าไปหลัง นอกจากนี้คุณควรดื่มน้ำมากๆ และอย่ากลั้นปัสสาวะ ระหว่างมีประจำเดือนให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ และไม่ควรใช้ผ้าอนามัยที่มีน้ำหอม”

4. ทานวิตามินเพื่อสุขภาพที่ดีของจิ๊มิ

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า: มั่ว

“การทานอาหารที่มีประโยชน์และครบห้าหมู่ต่างหากที่สำคัญ ไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่าวิตามินและอาหารพวกโปรไบโอติกส์จะช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพของช่องคลอดดีขึ้นค่ะ”

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

14 ประโยคของผู้หญิงที่จะทำให้ผู้ชายของขึ้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575169

โดย Cosmopolitan 14 ก.พ. 2559 16:01

 

ไม่ว่าจะก่อนหรือระหว่างบรรเลงเพลงรัก ธรรมชาติของผู้ชายส่วนใหญ่ชอบพูดจาทะลึ่งใส่ผู้หญิง แต่คุณรู้หรือไม่ผู้ชายก็ชอบให้ผู้หญิงพูดทะลึ่งใส่เหมือนกัน มาดูคำบอกเล่าของคุณผู้ชาย 14 คนที่คอสโมสำรวจมาแล้วว่าเคยขาอ่อนปวกเปียกนั่งไม่อยู่ยืนไม่ไหวต้องลากเตียงมาพยุง ด้วยคำพูดสุดแสบของคุณผู้หญิง!

1. “ชั้นสงสัยจังเลยว่าคนเขากินพายกันในรถไปได้ยังไง”
“ตอนนั้นเพิ่งคบกันแรกๆ มันเป็นแค่ประโยคคำถามลอยๆ ที่แฟนผมพูด ตอนนั้นเดินห้างอยู่เลยจูงมือพาแฟนไปที่รถแล้วบอกว่า เดี๋ยวจะบอกให้ว่าเขาทำกันยังไง” – บอส พนักงานบริษัท อายุ 26 ปี

2. “โอย ทำไมปืนที่รักมันใหญ่จัง”
“ปืนผมก็ไม่ได้ใหญ่อะไรแต่พอแฟนชม มันใหญ่ขึ้นทุกที” – เก่ง นักศึกษาฝึกงาน อายุ 23 ปี

3. “Love me hard and I’ll scream your name!”
“ตอนนั้นผมกำลังตีกลองอยู่ที่จังหวะ ตึก ตึก โป๊ะ ตึก ตึก พอได้ยินประโยคนั้น ผมรัวกลองไม่ยั้ง จากเพลงช้า Easy listening กลายเป็น Heavy metal ทันที” – ลูค นักเรียนแลกเปลี่ยน อายุ 23 ปี

4. “ที่รัก…วันนี้เค้าไม่ได้ใส่กางเกงใน”
“เอาจริงนะ ผมทั้งโกรธทั้งเขิน ตอนนั้นกำลังขับรถไปกินข้าวข้างนอก ก็เลยวนกลับบ้านพาแฟนกลับไปใส่ กกน.ที่บ้านครึ่งชั่วโมง ฮ่าๆ” – ต้น ช่างภาพ อายุ 26 ปี

5. “เค้าเป็นของเธอคนเดียวนะ”
“เธอพูดคำนี้ระหว่างที่เรากำลังทำกิจกามกันอยู่ มันทำให้ผมกลายเป็นจัสติน ไวเวอร์หลังจากได้ยินคำนั้นเพียง 10 วิฯ ให้หลัง” – นิว ฟรีแลนซ์ อายุ 24 ปี

6. “ฉันก็แค่อยากเป็นตุ๊กตายางตัวน้อยๆ ของคุณ”
“แฟนใช้น้ำเสียงเบาๆ แบบอ้อนนิดๆ มันทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว” – ทิม ดีเจ อายุ 23 ปี

7. “Eat me!”
“สั้นๆ ง่ายๆ ได้อารมณ์” – จอห์นนี่ ธุรกิจส่วนตัว อายุ 24 ปี

8. “ลงโทษเค้าหน่อย วันนี้เค้าทำตัวไม่ดีเลย”
จะให้ผมตีหรือเตะก้นแฟนมันก็ไม่ใช่อยู่แล้ว จะลงโทษให้หลาบจำให้เข็ดไป 7 วัน” คนเถื่อนไม่ประสงค์ออกนาม อายุ 35 ปี

9. “I woke up wet this morning”
“เธอทำให้ผมเป็นบ้าทุกครั้งที่ตื่นมาเห็นข้อความพวกนี้ ด้วยความที่เธอเป็นแบบนี้ ผมเลยแทบไม่เคยโกรธเธอลงเลยสักเรื่อง” – ต่อ เชฟ อายุ 27 ปี

10. “รู้ไหมว่าเวลาคุณโกรธ มันเซ็กซี่ขนาดไหน”
“ผมจับได้ว่าแฟนโกหก แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ซึ่งตอนนั้นผมกำลังโกรธมากและกำลังบ่นแฟนอยู่ แฟนนั่งเงียบไม่พูดอะไรแต่มองผมด้วยสายตานิ่งแล้วพูดประโยคนั้นออกมาพร้อมกับยกขาขึ้นมาวางที่หน้าตักผม เลิกบ่นทันทีเลยครับ” – โจ้ ธุรกิจส่วนตัว อายุ 23 ปี

11. “มากินข้าวเย็นที่บ้านไหม คืนนี้พ่อแม่ไม่อยู่”
“ถึงมันจะฟังแล้วดูไม่มีอะไรเลย แต่แค่รู้ว่าเธออยู่คนเดียวที่บ้านผมก็รู้เลยว่าคืนนี้มันจะจบยังไง” – เกมส์ พนักงานเดลิเวอรี่ อายุ 25 ปี

12. “I need to feel you inside me”
“ตอนนั้นผมทำงานอยู่เหนื่อยๆ แล้วแฟนโทรหา พอเขาพูดคำนี้มีกำลังใจทำงานต่อเพื่อที่จะได้รีบกลับบ้านไปหาเธอ” – สตีฟ นักเรียนแลกเปลี่ยน อายุ 23 ปี

13. “ถ้าวันนี้กลับบ้านก่อน 4 ทุ่ม ฉันจะกินไอติมให้หมดแท่ง”
“วันนั้นหลังเลิกงานผมรีบกลับบ้านทันที” – ปีเตอร์ พนักงานแบงก์ อายุ 24 ปี

14. “ไม่ว่าจะยังไงก็ห้ามหยุดนะ”
“ได้ยินคำนี้ทีไรทำให้ผมอยากวิ่งชนเส้นชัยด้วยการซอยฝีเท้าที่เร็วขึ้นเสมอ” – โดนัท ว่างงาน อายุ 23 ปี
#COSMOPOLL
รู้นะว่าสาวหลายๆ คนน่ะแอบแซ่บ แต่ไม่กล้าพูด อ่านนี่แล้วคิดใหม่ด่วนๆ!
– ผู้ชายจาก 10 ใน 10 ไม่ชอบเกมรักที่เงียบเป็นเป่าสาก
– talk dirty ก่อนหรือขณะมีเซ็กซ์ทำให้เซ็กซ์เร้าใจกว่าเดิม
– ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดได้ยากกว่าผู้ชาย การ talk dirty เป็นการเรียกน้ำย่อยทำให้คุณถึงฝั่งฝันเร็วขึ้น

#COSMO TIPS FOR NEWBIE
ถ้าคุณเป็นมือใหม่หัดทะลึ่ง

1. เริ่มจากคำพูดที่เซ็กซี่เบาๆ ก่อน
อย่าใช้คำพูดที่ฟังดูรุนแรงเกินไป คุณผู้ชายอาจจะตกใจและอารมณ์หดก็ได้ เพราะหนุ่มๆ แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน ลองดูก่อนว่าผู้ชายของคุณชอบแบบไหน ค่อยๆ บิวด์จนอารมณ์เริ่มมาทั้งคู่แล้วค่อยๆ ปรับให้เซ็กซี่สุดๆ ได้ตามใจชอบ

2. เริ่มง่ายๆ ด้วยการออกคำสั่งหรือเริ่มจากคำชม
เช่น หุ่นเขาบึกบึนแค่ไหน ชอบส่วนไหนของร่างกายเป็นพิเศษ ก็จะทำให้คุณผู้ชายรู้สึกดีได้

3. เริ่มพูดตอนอยู่สองต่อสองก่อน
หลังจากนั้นพอคุณเริ่มชินแล้วค่อยเริ่มพูดตอนอยู่ที่สาธารณะด้วยกัน เช่น ในร้านอาหาร รับประกันความสยิวกิ้วสองเท่า

3. ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูดส่อไปทางเพศ
อาจจะเป็นเพียงคำพูดที่เซ็กซี่เบาๆ ที่ทำเขาคิดถึงคุณได้ทั้งวัน หรือเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ ให้เขาไปจินตนาการต่อเอง

4. ใช้สายตาสะกด
เวลาพูดให้มองเข้าไปในตาของคุณผู้ชายด้วย ให้เขารู้สึกถึงความจริงจังของเราว่าเราอยากจะจิงโจ้เขาแค่ไหน

5. สร้างสถานการณ์ตื่นเต้นเบาๆ
บางทีการใช้คำพูดที่ฟังดูท้าทายก็ปลุกเร้าอารมณ์ชายได้ เช่น คุณตำน้ำพริกแรงได้แค่นี้เหรอ

ที่มา – www.cosmopolitanthai.com
อัพเดตทุกวัน ทุกเรื่องที่ผู้หญิงอยากรู้
www.facebook.com/cosmothailand
instagram.com/cosmothailand
twitter.com/cosmothailand

กำเนิดสมองซีกขวาและซีกซ้าย (ตอน 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576954

โดย หมอดื้อ 14 ก.พ. 2559 05:01

 

จึงน่าจะเป็นไปได้ว่า…การประนีประนอมทั้งสองทฤษฎี กล่าวคือ “สมองสองซีก”…ที่มีหน้าที่จำเพาะเกิดมาแต่เก่าก่อนรวมทั้งการพัฒนาอีกระดับมาเกิดในยุคมีมนุษย์ อาจจะอธิบายสมองสองซีกในคนได้ดียิ่งขึ้น

การสื่อสารกับ “สมองซีกซ้าย”…มาจากมรดกทางวิวัฒนาการของการใช้มือขวา ผ่านทางการปรับพฤติกรรมเรื่องอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูง อย่างไรก็ตาม แม้แต่ “สมองภาษา (the language brain)” ที่จำเพาะของสมองซีกซ้าย เช่น การสื่อสารทั้งภาษาพูด และภาษากาย ความสามารถในการสื่อสารเหล่านั้นไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นในมนุษย์

สมองด้านซ้าย…ควบคุมการร้องเพลงในนก ส่วนในสิงโตทะเล สุนัขและลิงนั้น สมองซีกซ้ายคุมการรับรู้ของการร้องเรียกของสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน ลิงมาร์โมเสทจะเปิดปากร้องเรียกเพื่อนโดยเปิดข้างขวากว้างกว่าข้างซ้าย มนุษย์เราก็ทำแบบเดียวกันในขณะพูด ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของหน้าทางด้านขวามากกว่า โดยสมองซีกซ้ายนั่นเอง ในสัตว์บางประเภทการตอบสนองด้วยเสียงในสถานการณ์ที่มีอารมณ์ร่วมมาก ก็พบว่ามีสัมพันธ์กับสมองซีกซ้ายด้วย ถึงแม้ว่าบางคนจะคิดว่าน่าจะเป็นซีกขวาก็ตาม

ตัวอย่างเช่น เมื่อกบตัวผู้โดนล้อมด้วยคู่ต่อสู้ มันจะส่งเสียงร้องจากการควบคุมด้วยสมองซีกซ้าย เช่นเดียวกันกับในหนู ที่หนูแรกเกิดจะส่งเสียงขอความช่วยเหลือ หรือหนูเกอบิลจะร้องเรียกในเวลาหาคู่ ซึ่งกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มที่ยกเว้น ในมนุษย์ ลิง และสัตว์ส่วนใหญ่ สมองซีกขวาต่างหากที่เป็นตัวควบคุม เสียงในสถานการณ์ที่มีอารมณ์ร่วมมาก ในขณะที่สมองซีกซ้ายก็ติดอยู่กับงานที่ทำประจำ การสื่อสารทางกายในมนุษย์ก็มีวิวัฒนาการมาเหมือนกัน ลิงชิมแปนซีไม่เพียงแต่ใช้มือขวาจับของ แต่ยังใช้แสดงท่าทางด้วย เช่นเดียวกับกอริลลา ที่จะใช้มือในการสื่อสารร่วมกับศีรษะและปากของมัน การสื่อสารของลิงบาบูนใช้ด้วยการตบพื้น

ความสำคัญของวิวัฒนาการชัดเจนขึ้นเมื่อพบว่า มนุษย์ก็แสดงออกทางภาษากายโดยใช้มือขวามากกว่าเช่นกัน พฤติกรรมเกี่ยวเนื่องกับความถนัดของมือพบตั้งแต่บรรพบุรุษมนุษย์ที่คล้ายลิง ซึ่งเกิดก่อนมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น อาจจะตั้งแต่ 40 ล้านปีก่อน

วิวัฒนาการทางภาษายังคงยากที่จะตอบคำถามพื้นฐานที่ว่า พฤติกรรมด้านการหาอาหาร การออกเสียง การสื่อสารโดยใช้มือขวา ที่ถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้ายนี้ ได้พัฒนามาสู่การใช้ภาษาได้อย่างไร มีสมมติฐานว่า เริ่มจากพยางค์ ซึ่งประกอบด้วยพยัญชนะและสระ ซึ่งพัฒนามาจากการขยับกรามส่วนล่าง ซึ่งใช้ในการเคี้ยว การดูดน้ำ และการเลียอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการขมุบขมิบปาก ซึ่งกลายเป็นสัญญาณในการสื่อสารขั้นพื้นฐาน ต่อมาการออกเสียงจากหลอดเสียงก็มาผสมผสานกับการขยับปากให้เป็นพยางค์ที่ออกเสียงได้ พยางค์อาจจะใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในความหมายเฉพาะตัวแล้วก็สร้างมาเป็นคำ สุดท้ายก็เป็นความสามารถในการสร้างประโยค ซึ่งก็เป็นการรวมอย่างน้อย “ประธาน” กับ “กริยา” ซึ่งก็พัฒนาการมาเป็นภาษานั่นเอง

“สมองซีกขวา”…เพื่อพิสูจน์สมมติฐานในส่วนหลัง จึงจำเป็นต้องดูว่าหลักฐานน่าเชื่อถือเพียงไร ที่กล่าวว่าในสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคแรกมีวิวัฒนาการโดยสมองซีกขวาสำคัญในด้านการตรวจ และตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเหนือความคาดหมาย และความจำเพาะของสมองซีกขวามีวิวัฒนาการ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปด้วยวิธีใด การค้นพบที่สนับสนุนทฤษฎีนี้มาจากการศึกษาปฏิกิริยาของผู้ล่าในสัตว์หลายประเภท

โดยรวมเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายมากที่สุดในสิ่งแวดล้อมของสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคโบราณก็คือ การปรากฏตัวของผู้ล่าที่อาจทำให้สัตว์เหล่านั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต

ในปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จะตอบสนองด้วยการหลีกเลี่ยงผู้ล่า ซึ่งมองเห็นจากทางซ้ายของลานสายตา ซึ่งหมายถึงด้านขวาของสมอง หลักฐานในมนุษย์มาจากการศึกษาภาพถ่ายทางสมอง มนุษย์ได้มีกระบวนการทางสมองในด้านระบบเตือนภัยในสมองซีกขวา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับตัวกระตุ้นที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมที่เหนือความคาดหมาย

กล่าวง่ายๆก็คือ สิ่งกระตุ้นที่บอกว่าอันตรายอยู่ข้างหน้า การมีระบบเตือนภัยช่วยให้มนุษย์เรามีเหตุผลในพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะอธิบายได้ยากในห้องปฏิบัติการ คนที่ถนัดขวาจะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเหนือความคาดหมายได้เร็วกว่าคนที่ถนัดซ้าย

แม้แต่ในเหตุการณ์ที่ไม่ก่ออันตราย สัตว์มีกระดูกสันหลังหลายชนิดก็เฝ้าระวังผู้ล่าด้วยตาซ้าย พฤติกรรมที่สมองซีกขวาจำเพาะต่อการระวังภัยนี้ขยายไปยังพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงด้วย สัตว์พวกคางคก กิ้งก่าชามิเลียน ไก่ และลิงบาบูน มีแนวโน้มที่จะทำอันตรายสัตว์ตัวอื่นในสายพันธุ์เดียวกัน โดยใช้ด้านซ้ายมากกว่า

ในมนุษย์นั้น พฤติกรรมระวังภัย และหลบหลีกนี้ได้พัฒนามาสู่อารมณ์ทางลบหลายประการ แพทย์ในศตวรรษที่ 19 ได้สังเกตผู้ป่วยที่มาพบด้วยอาการอ่อนแรงของแขนขา ที่สัมพันธ์กับอารมณ์ (hysterical limb paralysis) เป็นมากในด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา มีหลักฐานที่แสดงออกว่าการควบคุมสมองซีกขวาในการตะโกน หรือกรีดร้องด้วยอารมณ์นั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงที่ออกมาตามปกติที่ควบคุมโดยสมองซีกซ้าย นอกจากนี้คนที่มักมีอารมณ์ซึมเศร้าจะพบมากหลังจากที่สมองซีกซ้ายถูกทำลายมากกว่าซีกขวา โดยที่คนที่มีอารมณ์ซึมเศร้าเรื้อรังนั้น สมองซีกขวาจะทำงานมากกว่าสมองซีกซ้าย การจดจำผู้อื่นในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง สัตว์มีกระดูกสันหลังยุคแรกต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วทั้งในการอยู่ร่วมกันกับพวกของมันเอง และการปรากฏตัวของผู้ล่า สมองซีกขวาของปลา และนกจะรับรู้ และคอยตรวจสอบพฤติกรรมสัตว์ตัวอื่นที่อาศัยร่วมกัน ซึ่งอาจจะต้องใช้ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหน้าที่ของสมองซีกขวาในการรับรู้หน้าตาก็ได้รับการถ่ายทอดจากสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นต้นนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น มีแค่ปลาไม่กี่สายพันธุ์ในสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคแรก ที่สามารถจดจำ ปลาตัวอื่นๆได้ แต่นกโดยทั่วไปสามารถใช้ความสามารถของสมองซีกขวาในการจดจำนกตัวอื่นได้ แกะสามารถจดจำหน้าตาของตัวอื่นๆรวมทั้งมนุษย์ โดยสมองซีกขวามีส่วนสำคัญมาก พฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันนี้พบได้ชัดในลิง ความพิเศษของสมองซีกขวาในการจดจำหน้าของคน เมื่อผิดปกติเรียกว่า “Prosopagnosia”.

หมอดื้อ

อย่าปล่อยให้ “น้ำหนักตัว” ทำความรักคุณพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575125

โดย Women’s Health 12 ก.พ. 2559 16:01

 


อย่าปล่อยให้น้ำหนักตัวทำความรักคุณพัง เพราะจากการศึกษาล่าสุดพบว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมีสิทธิ์สั่นคลอนหากรอบเอวของคุณทั้งสองขยายตัวหรือลดไซส์!

เรื่องมีอยู่ว่า…เมื่อคืนฉันนั่งตักแฟนเหมือนทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกันในผับท่ามกลางเพื่อนฝูง หลังกระดกเบียร์ไปหลายอึกใหญ่จนเริ่มรู้สึกกรึ่มๆ นึกอยากอ้อนแฟนด้วยถ้อยคำหวานๆ (บางครั้งก็แฝงความซุกซน) โดยกระซิบข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ ซึ่งปกติเขาจะหยอกกลับด้วยการบีบบั้นท้าย เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มจีบกันใหม่ๆ แต่หนนี้กลับไม่ทำอย่างงั้น แทนที่จะหยิกบั้นท้ายเหมือนเคย เขากลับขยุ้มพุงโย้ของฉันแทน

โอเค ฉันยอมรับว่าตั้งแต่เปลี่ยนจากการเข้าคลาสโยคะ มาบำบัดด้วยค็อกเทลร่วมกับคนรัก น้ำหนักตัวเริ่มพุ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อน้ำหนักแห่งความสุขพุ่งพรวด ซึ่งเป็นผลพวงมาจากชีวิตรักอันสุขี (เหมือนกับที่ แชนนิ่ง เททัมเรียกว่ามันคือ Fappy ที่มาจาก fat และ happy) แต่ก็อีกนั่นแหละ การที่เขาบอกว่าชอบรูปร่างใหม่ของฉัน ไม่ได้ช่วยให้เลิกประหม่าหรือรู้สึกดีขึ้นสักนิด และการเปลี่ยนมาเอ็นดูรอบเอวแทน ไม่ได้ทำให้ฉันมั่นใจขึ้นแม้แต่น้อย

เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ ดังที่ซาร่าห์ วาร์นีย์ (Sarah Varney) เผยไว้ในหนังสือของเธอ XL Love: How the Obesity Crisis Is Complicating America’s Love Life หลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อใครคนหนึ่งอ้วนขึ้นหรือผอมลง มักส่งผลต่อความสัมพันธ์ จากที่เคยเหนียวแน่นกลายเป็นเปราะบาง

แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะงานวิจัยหลายชิ้นยังมีข้อสรุปขัดแย้ง เมื่อหลายคู่สามารถประคับประคองชีวิตรักให้อยู่รอด ไม่เหวี่ยงไป-มาตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นๆ ลงๆ

ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ

ใครๆ ก็รู้ว่า ความรักส่งผลทั้งทางกายและใจ เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญป้ายความผิดให้พฤติกรรมปรับตัวตามคนรักที่ปรับตัวเข้าหาอีกฝ่ายจนเกิดพฤติกรรมร่วมกันทั้งในแง่ดีและเลวร้าย (เช่น เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือเปลี่ยนไปดูรายการทีวีเดียวกับแฟน) เรียกว่าเป็นการรวมโลกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความใกล้ชิด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคู่รักที่แฮปปี้มักอ้วนเอาๆ แล้วถ้าไม่ใช่แค่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นพฤติกรรมแย่ๆ พากันเสียทั้งคู่แบบนี้ไม่โอเคนะ ข้อนี้ เจนน์ เบอร์แมน (Jenn Berman) คุณหมอเจ้าของรายการ VH1’S Couple Therapy with Dr.Jenn ลงความเห็นว่า “คู่ครองควรส่งเสริมกันและกันในทางบวก ไม่ใช่พากันลงเหวลงคู” คำแนะนำของเธอไม่ได้จำกัดแค่คู่รัก แต่หมายรวมถึงเวลาที่คนเราอยู่ด้วยกันแล้วพากันทำเรื่องไม่เข้าท่า เพราะคิดว่าเอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอกน่า หากคุณทั้งสองรู้ตัวว่าอะไรๆ ชักเลยเถิดแล้วอยากกลับไปใช้ชีวิตที่เฮลตี้เหมือนเดิม หมอเจนน์แนะนำให้ลองตั้งเป้าหมายที่ต้องร่วมกันพิชิต เช่น เดินหรือวิ่งเรียกเหงื่อสัก 15 นาที ทุกเช้าวันเสาร์หรือแทนที่จะชวนกันไปกินข้าวนอกบ้าน ลองหันมาทำกับข้าวกินเองสักสัปดาห์ละ 2 ครั้งจะดีไม่น้อย

โลกช่างไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง

ฟังดูไม่ยุติธรรมเลย แต่คงต้องบอกว่าถ้าคุณทั้งสองน้ำหนักตัวขึ้นเหมือนกันยังพอรับมือไหว แต่ถ้าฝ่ายหญิงอ้วนขึ้นอยู่คนเดียวล่ะก็ปัญหาใหญ่ ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ลง Social Psychological and Personality Science พบว่า สามีภรรยาที่ครองคู่กันอย่างราบรื่นนั้น ฝ่ายหญิงมักมี BMI ต่ำกว่าสามี แม้ว่าเธอจะไม่ได้ผอมเพรียวก็ตาม เบนจามิน คาร์นีย์ (Benjamin Karney) คุณหมอด้าน Social Psychology ที่มหาวิทยาลัย UCLA, ผู้อำนวยการร่วมของงานวิจัยประจำสถาบัน UCLA Relationship Institute กล่าวว่า “การที่ภรรยาน้ำหนักตัวน้อยกว่า ทำให้ฝ่ายชายเชื่อว่าเขาเลือกคนไม่ผิด”

ดังนั้นถ้าคุณเป็นฝ่ายที่น้ำหนักมากกว่าจะรับมืออย่างไรดี นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะขนาดตัวไม่ได้ส่งผลต่อความรักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องเซ็กซ์และการสื่อสาร จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเปรียบเทียบหุ่นคือ ความรู้สึกที่คุณมีต่อรูปร่างตนเอง เพราะมีการศึกษาค้นพบว่า ผู้หญิงไม่ว่าตัวเล็กไปหรือมีความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับรูปร่าง มักไม่ค่อยสุขสมกับการสมสู่ เพราะคอยแต่พะวงเรื่องหุ่นแทนที่จะเอ็นจอยกับเซ็กซ์ตรงหน้า จึงจำเป็นที่เราควรหันมาดูแลรูปร่างให้สวยเช้งเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา “ทุกครั้งที่ฝ่ายชายเอ่ยปากชมอย่าลืมขอบคุณและย้ำเตือนตัวเองถึงสิ่งที่เขาชม แม้คุณจะไม่เชื่อสนิทก็ตาม” เจสสิก้า โอ เรลลี่ (Jessica O’Reilly) ผู้แต่ง The New Sex Bible แนะนำให้ปรับคำชมเหล่านี้ไปใช้ในห้องนอน “ทุกคนดูดีทั้งนั้นแหละเมื่อมองจากด้านหลัง ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าสองเต้าโตงเตงหย่อนยานหรอก” ลองทำท่าคาวเกิร์ลหันหลังตัวคุณอยู่บนแล้วหันหน้าไปทางเท้าของอีกฝ่าย จากนั้นคลึงสะโพกเป็นวงกลมเพื่อให้คุณทั้งสองถึงเส้นชัยพร้อมกัน

เอาใจช่วยฝ่ายชายเรื่องน้ำหนัก

ใช่ว่าฝ่ายชายจะไม่เครียดเรื่องน้ำหนักตัว เผลอๆ อาจมากพอๆ กับผู้หญิงแหละ เบรด ฟอสเตอร์ (Bread Foster) หนุ่มวัย 27 ปี สารภาพว่าเมื่อก่อนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 20 กว่ากิโลฯ สมัยคบกับแฟนเก่า เขาเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าใครล่ะจะอยากมีเซ็กซ์กับผู้ชายอย่างเขา เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหาที่คุณต้องเตรียมรับมือดีๆ เพราะมันแสดงถึงนิสัยบางอย่างของอีกฝ่าย เช่น ขี้เกียจ แต่หากฝ่ายชายลดน้ำหนักลงมาได้ อย่าเพิ่งตีความเป็นอย่างอื่น เช่น เอ๊ะ เขาจะมีกิ๊กหรือเปล่า (ยะ) เพราะไม่ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะอยากลดน้ำหนักเพื่อเจอคนใหม่ ดูอย่างสาวๆ ในรายการ The Biggest Loser พวกเธอลดน้ำหนักร่วมร้อยกิโลฯ แต่ก็ยังคบหากับแฟนคนเดิมไม่แปรเปลี่ยน แถมยังบอกอีกว่ารู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะกล้าที่จะเปิดเผยและมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ร่วมกับฝ่ายชาย ดังนั้นแทนที่จะจ้องจับผิดว่าเขาฟิตลดหุ่นทำไม ลองมองมุมอื่นดูบ้าง แล้วอย่าลืมให้กำลังใจอีกฝ่ายช่วงที่เขาลดน้ำหนักล่ะ เพราะในทางกลับกัน คุณเองย่อมอยากให้เขาอยู่เคียงข้างเช่นกัน

ออกกำลังกายบำบัด

เมื่อการออกกำลังกายร่วมกัน ช่วยทั้งเรื่องความฟิตและเสริมสร้างความผูกพัน จากการวิจัยพบว่า หลังจากออกกำลังกายร่วมกันแล้ว คู่รักจำนวนมากรู้สึกแฮปปี้กับความสัมพันธ์มากขึ้น และเมื่อทำการสอบถามพบว่า คู่รัก 85% ยอมรับว่า หลังจากเวิร์คเอาต์กับแฟนแล้วรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แถม 1 ใน 5 ยังเปิดใจว่าสิ่งนี้ช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง คราวหน้าระหว่างคิดจะลงวิ่งมาราธอนกับปรึกษานักบำบัด จงตริตรองดูดีๆ ว่าจะเลือกแบบไหน

แปลและเรียบเรียงโดย: ดร.ชีสไบท์ | ภาพ: Rodale

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

โรคกระดูกคอเสื่อม ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575480

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 12 ก.พ. 2559 05:01

 

ภาวะการเจ็บป่วยอันเกิดจากกระดูกนั้น มักมีหลายสาเหตุด้วยกัน โรคกระดูกคอเสื่อมก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น และร่างกายมีการใช้งานมากขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อระหว่างกระดูกแต่ละปล้องได้รับแรงกระแทกมานาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างไป เช่น ในคนอายุ 72 ปี หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีส่วนประกอบของน้ำ เปลี่ยนไปจาก 88% เป็น 70% ทำให้หมอนรองกระดูกแฟบลง (คนอายุมากจึงเตี้ยลงกว่าเดิม) และมี ความยืดหยุ่นลดลง ส่งผลให้ส่วนที่อยู่รอบข้างต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น จึงมีหินปูนมาเกาะกระดูกและเอ็นพังผืดต่างๆ ทำให้หนาตัวขึ้น และจะไปกดเส้นประสาททำให้เกิดอาการต่างๆ ปรากฏการณ์เหล่านี้มักเกิดบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากๆ คือ บริเวณหลังคอและหลังเอว

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนขึ้นไป มักจะมีการเสื่อมที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ หากใครมีช่องของเส้นประสาทกว้างมาแต่กำเนิด แม้จะมีการเสื่อมก็ไม่มีอาการอะไร เพราะเส้นประสาทไม่ถูกกดมาก แต่ถ้าทุนเดิมแคบหรือพอดีๆ เมื่อมีการเสื่อมเพียงเล็กน้อยก็สามารถเกิดอาการได้

สำหรับอัตราการพบผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อมจากภาพรังสีของคนทั่วไป พบว่าคนที่อายุ 50 ปี มีอาการกระดูกคอเสื่อม ร้อยละ 50 และพบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75–85 ในคนอายุ 65 ปี

ติดตามลักษณะอาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกคอเสื่อมได้ใน ศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้า

นายแพทย์ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี