Q&A : ผู้หญิงจะมีอารมณ์พลุ่งพล่านที่สุดตอนไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569654

โดย FHM 10 ก.พ. 2559 16:01

 

บางทีอารมณ์คุณผู้ชายก็พร้อมรบ แต่ฝ่ายหญิงยังสงบและไม่มีทีท่าสนใจ มิสเอ็กซ์ขอช่วยไขปริศนา แนะนำฤกษ์งามยามดี ช่วงเวลาไหนเหมาะเจาะจะจู๋จี๋ดู๋ดี๋…

Q: ผู้หญิงจะมีอารมณ์ตอนไหน ผมเดาใจแฟนไม่ถูกจริงๆ?

A: ต้องขอออกตัวแรงก่อนว่า เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จะให้เหมือนกันไปหมดเป็นสูตรตายตัวนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีผลการสำรวจจากหญิงสาวชาวอังกฤษจำนวน 1,000 คน ว่าสาวๆ ส่วนใหญ่มักจะมีอารมณ์พลุ่งพล่านถึงขีดสุดในช่วงเวลา 5 ทุ่มของคืนวันเสาร์ ที่ผลออกมาเช่นนี้ ก็เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเธอรู้สึกผ่อนคลายที่สุด และกังวลเรื่องงานหรือภาระที่ต้องทำในวันธรรมดาน้อยมาก แต่คุณผู้หญิงทั้งหลายจะรู้สึกอย่างที่ผลการสำรวจบอกไว้หรือไม่…คุณเท่านั้นที่รู้ดี !

นอกจากนี้ เคยมีผลวิจัยอีกชิ้นหนึ่งระบุไว้ว่า ช่วงเวลาที่ผู้หญิงมีอารมณ์พลุ่งพล่านมากที่สุด คือ ช่วง 7 โมงเช้าของวันพฤหัสบดี เนื่องจากว่า ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สร้างอารมณ์ทางเพศนั้นจะเพิ่มสูงสุด บวกกับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของผู้ชาย และฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงจะเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า! ในเช้าวันพฤหัสบดีด้วย…

แต่สิ่งที่พอจะทำให้คุณเดาได้ว่าเธอมีความต้องการหรือไม่ นั่นคือเมื่อไหร่ที่เธอเป็นฝ่ายเข้ามานัวเนียคุณนั่นแหละ!

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

3 อาการปวดที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572283

โดย Playboy Thailand 9 ก.พ. 2559 16:01

 

บางครั้งอาการปวดตามจุดต่างๆ ของร่างกายมักจะเป็นเรื่องที่คนเรามองข้าม หรือไม่สนใจเท่าไร เพราะชอบคิดไปเองว่าไม่มีอะไร แต่บางครั้ง เรื่องเล็กๆ อย่างนี้ มักเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ หากไม่ใส่ใจ

1. ปวดหลัง : อาจเกิดจากอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง เช่น นอนคว่ำ นั่งท่าเดียวนานๆ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะขาดการออกกำลังกายรวมทั้งน้ำหนักตัวมากขึ้นเพราะความอ้วนหรือการตั้งครรภ์

การนั่ง ยืน นอนให้ถูกต้องจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังได้มาก หากต้องทำงานในอิริยาบถเดิมๆ ทั้งวัน ให้หมั่นเคลื่อนไหวร่างกายทุกๆ 30 นาที

หากอาการปวดหลังของคุณเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ก็ต้องเพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้น หรือเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังด้วยการซิทอัพวันละประมาณ 15 นาที แต่ถ้าคุณมีอาการปวดหลังร่วมกับการชาตามแขนขา ให้รีบพบแพทย์

2. ปวดหัว (เป็นประจำ) : อาการปวดหัวเป็นสัญญาณ เบื้องต้นที่ฟ้องร่างกายว่า คุณกำลังอยู่ในภาวะไม่ปกติ สาเหตุหลักมาจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์มากเกินไป การนวดศีรษะทุกวันก่อนเข้านอนจะช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยใช้นิ้วชี้กดที่หัวคิ้ว นวดคลึงและกดไปตามคิ้วจนถึงขมับ จากนั้นใช้นิ้วทั้งสิบนิ้วกด และนวดคลึงหนังศีรษะให้ทั่ว

บางครั้งอาการปวดศีรษะไมเกรนอาจเกิดจากการที่เส้นเลือดส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ คุณจึงควรบริหารร่างกายด้วยการก้มศีรษะให้คางจรดหน้าอก ค่อยๆ หมุนเป็นวงกลมจนกลับมาที่เดิม แล้วเวียนกลับไปอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เลือดไหลเวียนจากต้นคอ หนังศีรษะ และสมองได้อย่างทั่วถึง แต่หากมีอาการปวดรุนแรงพร้อมกับมีไข้ อาเจียน หรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการทางสมอง

3. ปวดต้นคอ : มักเป็นอาการที่ต่อเนื่อง มาจากความเครียด หรืออาจเกิดจากอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง เช่น นั่งขับรถนานๆ โดยไม่มีหมอนรองต้นคอ นอนหลับบนที่นอนนุ่ม ยกของหนักเกินไป

การนวดต้นคอ และไหล่จะช่วยบรรเทาอาการปวดให้ดีขึ้น แต่ควรทำร่วมกับการปรับท่านั่ง และนอนให้ถูกต้องด้วย ที่นอนที่ดีต้องแข็ง นอนแล้วไม่ยุบเป็นแอ่ง หรือหากที่นอนมีความนุ่ม ให้เลือกใช้หมอนใบเล็กหนุนหลังเอาไว้ และมีหมอนข้างสำหรับวางขา เพื่อรักษาแนวกระดูกสันหลังเอาไว้ให้ตรงเป็นแนวเดียวกัน

ส่วนเก้าอี้ที่ดีจะต่างจากที่นอน คือยิ่งนุ่มมากเท่าไร จะยิ่งดีมากเท่านั้น เพราะความนุ่มจะช่วยให้น้ำหนักกระจายไปได้ทั่วไม่ตกอยู่บริเวณสะโพกที่เดียว หากเป็นไปได้ควรเลือกเก้าอี้ให้เหมาะกับรูปร่างของแต่ละคน และมีพนักพิงเพื่อใช้เอนหลังพักผ่อนสำหรับลดอาการปวดเกร็งที่ต้นคอ

ที่มา – Playboy
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

ความเคยชินที่ทำร้ายสุขภาพเราในระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569476

โดย Women’s Health 7 ก.พ. 2559 16:01

 


เคยตรวจสอบตัวเองบ้างหรือยังว่าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้บ้างหรือไม่ แก้ไขด่วนก่อนที่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ จะตามคุณมาติดๆ จะได้ไม่เป็นภาระแก่ตัวเองและลูกหลานในอนาคต

พฤติกรรม : บริโภคทูน่ากระป๋องเกือบทุกวัน

ผลร้าย : เป็นไปได้ที่คุณจะเผชิญปัญหาสุขภาพจากสาเหตุร่างกายสะสมปรอทและโลหะหนัก ในแง่ความหลากหลายของอาหาร การกินอะไรมากเกินไป มักก่อปัญหาในระยะยาว การกินทูน่าเป็นแหล่งโปรตีนหลักตลอดเวลามีผลให้คุณขาดสารอาหารอื่นๆ และหากกินทูน่ากระป๋องเป็นอาหารกลางวัน อย่าลืมเซย์โนทูน่าในน้ำมัน เพราะมันเต็มไปด้วยไขมันและแคลอรี่ เลือกทูน่าในน้ำแร่ดีกว่านะคะ

พฤติกรรม : พยายามนอนชดเชยวันที่อดนอน

ผลร้าย : หลังจากทำงานเหนื่อยหนักมาตลอดสัปดาห์ เป็นไปได้สูงที่คุณจะนอนหลับเต็มตื่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า มันไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร ดร.เดลวิน บาร์ทเล็ต (Dr.Delwyn Bartlett) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคนอนไม่หลับเฉลยว่า การนอนหลับนานกว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ถ้านานกว่านั้น อาการเจ็ตแล็กมาเยือนตลอดสุดสัปดาห์แน่ๆ อาการเจ็ตแล็กเป็นยังไงน่ะหรือ? วันจันทร์คุณจะรู้สึกแย่สุดๆ เพราะรูปแบบการนอนและตื่นของคุณไม่สอดคล้องกับภาวะแวดล้อมเดิมๆ ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ นอนตื่นสายวันเสาร์ดีกว่าค่ะ ส่วนวันอาทิตย์ควรตื่นในเวลาระหว่างวันเสาร์กับวันธรรมดา วิธีนี้รับมือกับอาการเจ็ตแล็กง่ายกว่าแน่นอน

พฤติกรรม : ใช้เจลทำความสะอาดมือบ่อยมาก

ผลร้าย : ไม่ว่าจะก่อนกินอาหาร หลังจับตัวสุนัข จับราวบันไดเลื่อน และอีกสารพัด คุณมีข้ออ้างยาวเป็นหางว่างที่ ‘ต้อง’ ใช้เจลทำความสะอาดมือ ทว่ายิ่งใช้ถี่เท่าไหร่ผิวก็ยิ่งเสียมากเท่านั้น ดร.ดาเวส ฮิกส์ (Dawes-Higgs) แพทย์ผิวหนังอธิบายว่า การใช้เจลล้างมือบ่อยๆ ทำให้ผิวแห้ง เพราะมันมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ และมีอาการแพ้ได้ เมื่อผิวแห้งมักจะเกิดรอยแตก แบคทีเรียสามารถแทรกซึมตามรอยแตกเข้าสู่ผิวมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ตรงข้ามกับจุดประสงค์ที่ใช้เลยใช่ไหมคะ เพื่อป้องกันผิวแห้ง จงใช้แฮนด์ครีมเติมความชุ่มชื้นตลอดวัน

พฤติกรรม : กำจัดหนังส้นเท้าที่ตายแล้วเมื่อเข้าร้านทำเล็บ

ผลร้าย : การใช้หินหยาบๆ กำจัดผิวหนังหนาๆ ตรงส้นเท้าอย่างที่ร้านทำเล็บนิยมทำกัน กลับไม่ดีอย่างที่คิด เพราะบางร้านใช้เครื่องมือราคาถูก และทำหยาบๆ แบบขอไปที ไม่ใช่ทุกร้านจะใส่ใจสุขอนามัยของลูกค้าหรือทำความสะอาดอุปกรณ์เป็นประจำ ระหว่างทำเล็บคุณมีโอกาสติดเชื้อราอย่างโรคกลากเกลื้อนได้ (ยี้!) หากคุณรู้สึกเท้าหยาบอย่างกับกระดาษทราย ลองทำเองก่อน หลังอาบน้ำเสร็จใช้หินขัดเท้าเบาๆ แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นทั่วบริเวณนั้น หากเป็นหนักจริงๆ ไปปรึกษาหมอผิวหนังก่อนเดินเข้าร้านสปาเท้าดีกว่ามั้ย

พฤติกรรม : ปวดนิดปวดหน่อยก็เข้าห้องน้ำ

ผลร้าย : ถ้าคุณไม่เคยกลั้นฉี่เลย ปวดนิดปวดหน่อยก็แจ้นเข้าสุขา ขอเตือนว่าการเข้าห้องน้ำโดยที่ร่างกายไม่รู้สึกปวดฉี่จริงๆ หรือ ‘ฉี่กะปริดกะปรอย’ นั้นเป็นผลเสียกับคุณอย่างแน่นอน หากติดนิสัยเข้าห้องน้ำทั้งที่ไม่จำเป็น ความสามารถในการควบคุมปัสสาวะจะยิ่งลดลง ดร.แอนนา โรซามิลเลีย (Dr.Anna Rosamilia) ผู้เชี่ยวชาญด้านความผิดปกติของการปัสสาวะอธิบายว่า ยิ่งคุณไปห้องน้ำทั้งที่ปัสสาวะยังไม่เต็มถังเป็นประจำ ร่างกายจะส่งสัญญาณให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นทุกที โดยเฉลี่ยแล้วคนเราจะปัสสาวะ 7 ครั้งต่อวัน หรือน้อยกว่านั้น หากคุณปวดปัสสาวะบ่อยๆ ควรงดดื่มชา กาแฟ และน้ำอัดลม เวลาเดียวที่คุณจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำคือหลังมีเซ็กซ์ เพราะลดเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

พฤติกรรม : แปรงฟันมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน

ผลร้าย : เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสารเคลือบฟันล้วนๆ ทันตแพทย์ปีเตอร์ อัลดริตต์ (Peter Alldritt) ประธานสมาคมสุขภาพในช่องปากและฟันแห่งออสเตรเลียอธิบายว่า “การแปรงฟันบ่อยกว่า 2 ครั้งต่อวันจะทำลายสารเคลือบฟันและทำให้เนื้อฟันบาง ปัญหาที่เกิดจากเคลือบฟันบางคือเนื้อฟันเหลืองอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเคลือบฟันบาง การแปรงฟันบ่อยๆ จะกระตุ้นให้เกิดความปวดและเสียวฟันง่าย เพราะไม่มีเกราะปกป้องเนื้อฟัน คำแนะนำของหมอคือ แปรงฟันเพียงวันละ 2 ครั้งก็พอ คือหลังอาหารเช้าและก่อนนอน เน้นบริเวณใกล้ๆ เหงือก และขยับแปรงวนเป็นวงกลมเล็กๆ เพื่อขจัดคราบหินปูน

แปลและเรียบเรียงโดย: maemay | ภาพ: Corbis

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

กำเนิดสมองซีกขวาและซีกซ้าย (ตอน 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573618

โดย หมอดื้อ 7 ก.พ. 2559 05:01

 

สมองขวาและซ้าย ถูกกำหนดบทบาทตามความเชื่อ เหมือนขวาสตรีสุนทรีย์ ซ้ายบุรุษ แต่ความจริงไม่ถึงกับตรงไปตรงมาขนาดนั้นศาสตร์ทางสมองเกี่ยวกับเรื่อง พุทธิปัญญา (cognitive neuroscience) เริ่มจะเบ่งบานเป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าที่ติดตามมาน่าจะประมาณ ปี 2008 โดยดูว่าหน้าที่แต่ละอย่างถูกควบคุมจากสมองตำแหน่งใดและมีการประสานกันกับส่วนอื่นอย่างไร บทความนี้ช่วยกันแปลและเรียบเรียงจากนิตยสาร Scientific American 2009 กับคุณหมอรพีพรรณ รัตนวงศ์นรา ซึ่งน่าจะง่ายที่สุดและเป็นพื้นในเรื่องที่จะตามต่อๆมา

การแบ่งงานของสมองเป็นซีกซ้ายและซีกขวา เคยถูกคิดว่าเป็นคุณสมบัติจำเพาะของมนุษย์ มีความแตกต่างกันในหน้าที่ ทั้งด้านการพูด การใช้มือขวา การจดจำหน้าตา และกระบวนการคิดเรื่อง ความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ด้านตำแหน่งและขนาด…

อย่างไรก็ตาม สมองสองซีกกำเนิดมาตั้งแต่สัตว์มีกระดูกสันหลังขั้นต้น ซึ่งเกิดขึ้นมากว่าห้าร้อยล้านปีก่อน สมองซีกซ้ายจะเน้นในด้านการควบคุมพฤติกรรมที่มีแบบแผนการทำงานที่สร้างมาอย่างดี ในขณะที่สมองซีกขวาเชี่ยวชาญในการค้นพบและตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่คาดหมายในคน ทั้งการพูดและการใช้มือขวา อาจมีพัฒนาการมาจากความเชี่ยวชาญในการ ควบคุมพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนการจดจำหน้าตาและการคิดเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ด้านตำแหน่งและขนาด อาจจะเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดมา ที่จำเป็นสำหรับการรับรู้อันตรายได้อย่างรวดเร็วในการหลบหลีก ตอบโต้

สมองซีกซ้ายของมนุษย์ยังควบคุมภาษา คุณสมบัติทางความคิดที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ สมองซีกขวาเด่นในด้านการควบคุมความรู้สึกว่าสิ่งของต่างๆสัมพันธ์กันอย่างไร เชื่อกันว่าการใช้มือขวาและความเชี่ยวชาญของสมองด้านเดียวในการคิดความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ด้านตำแหน่งและขนาดนี้ ความเชื่อในลักษณะชี้บ่งว่าเกิดในมนุษย์เท่านั้น เข้าได้กับความคิดเรื่องวิวัฒนาการที่การใช้มือข้างขวามีตั้งแต่ที่บรรพบุรุษของเรา สร้างเครื่องมือประมาณ 2.5 ล้านปีก่อน และเป็นพื้นฐานของการใช้มือด้วย เป็นไปได้ว่า สมองซีกซ้าย เพียงเติมภาษาสัญลักษณ์ให้กับแบบแผนของการกระทำต่างๆ แล้วแปลงออกมาเป็นภาษาที่ใช้อยู่

หรืออาจเป็นได้ว่าความสามารถของสมองซีกซ้ายที่ควบคุมการกระทำ ได้เพิ่มเติมหน้าที่ในการควบคุมการออกเสียงด้วย ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม การพูดและภาษาได้วิวัฒนาการมาจากความสามารถในการผลิต เครื่องมือนั่นเอง

ข้อคัดค้านของการเกิดสมองทั้งสองซีกที่มีหน้าที่จำเพาะในมนุษย์ว่าน่าจะมีจุดเริ่มจากมนุษย์เอง อยู่ที่ความจำเพาะของสมองสองด้านนั้นมีในสัตว์มีกระดูกสันหลังกว่า 500 ร้อยล้านปีก่อน สอดคล้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ที่ว่าคุณสมบัติต่างๆของสิ่งมีชีวิตรุ่นหลังเกิดจากความเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการปรับตัว โดยสมองซีกซ้ายสำคัญในการควบคุมพฤติกรรม ที่เป็นแบบแผนภายใต้ภาวะที่คุ้นเคย ส่วนสมองซีกขวาเป็นส่วนหลักของการกระตุ้นทางอารมณ์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่คาดหมายในสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นต้น การแบ่งอาจเริ่มจากแนวโน้มที่จะคุมสถานการณ์ต่างๆ เริ่มจากสมองซีกขวามีหน้าที่ควบคุมสิ่งที่อาจเป็นอันตราย ที่เรียกว่าการตอบสนองแบบฉับพลัน อย่างเช่น การตอบสนองต่อผู้ล่าแล้วส่งไปยังสมองซีกซ้าย

โดยสรุปก็คือ ส่วนสมองซีกซ้ายจะควบคุมพฤติกรรมที่เป็นการตอบสนองของความกระตุ้นภายในตนเองซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ที่เรียกว่าการควบคุมจากบนลงล่าง ส่วนสมองซีกขวาจะ ควบคุมพฤติกรรมที่เป็นการตอบสนองต่อการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่าการควบคุมจากล่างขึ้นบน กระบวนการที่ต้องการความชำนาญได้แก่ ภาษา การใช้มือขวา การคิดความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ด้านตำแหน่งและขนาด และการจดจำหน้าตา เป็นลักษณะที่เกิดจากพื้นฐานนี้

หลักฐานส่วนใหญ่ที่สนับสนุนนั้นเกิดจากการศึกษาการควบคุมด้านใด ด้านหนึ่งของร่างกายมากกว่าที่จะศึกษาโดยตรงกับสมอง เนื่องจากในระบบประสาท ของสัตว์มีกระดูกสันหลังนี้ มีการเชื่อมโยงของระบบสมองกับร่างกายด้านตรงข้าม ผ่านทางเส้นใยประสาท หลักฐานในส่วนแรกของทฤษฎีที่ว่า สมองซีกซ้ายของสัตว์มีกระดูกสันหลัง มีหน้าที่ด้านการควบคุมพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำจากแรงกระตุ้นภายใน

จากตัวอย่างง่ายๆ เช่น การหาอาหารในปลา สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีแนวโน้มที่จะตะครุบเหยื่อทางด้านขวา โดยใช้ตาขวาและการควบคุมของสมองซีกซ้าย ในสัตว์ปีกก็เช่นเดียวกัน ตาขวาเป็นตัวหลักในการจิกอาหารและจับเหยื่อ การที่มีความจำเพาะของสมองนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคภายนอกด้วย ตัวอย่างเช่น จงอยปากของนกหัวโต พันธุ์นิวซีแลนด์ (New Zealand wry-billed plover) จะโค้งด้านขวามากกว่า เนื่องจากใช้ตาขวามองหาอาหารที่อยู่ระหว่างแก่งหิน

สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาวาฬหลังโหนก มีการศึกษาใน Seattle ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำการศึกษาในปลาวาฬ 75 ตัว พบว่า พวกมันมีแผลถลอกเฉพาะบริเวณเขี้ยวด้านขวา ขณะที่เพียง 15 ตัวเท่านั้นที่มีแผลด้านซ้าย การพบนี้เป็นหลักฐานว่า ปลาวาฬเลือกที่จะใช้เขี้ยวด้านเดียว ที่จะหาอาหารจากทางด้านเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นด้านขวา โดยสรุปแล้ว สัตว์มีกระดูกสันหลังเท่านั้นมีแนวโน้มที่จะใช้ลักษณะที่ได้รับถ่ายทอดจากบรรพบุรุษในการใช้ด้านขวาที่ทำพฤติกรรมประจำ อย่างเช่น การหาอาหาร

ข้อโต้แย้งว่าการใช้มือขวาไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการ แต่มีพัฒนาการมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงโดยตรง พบได้ในลิงหลายชนิด ได้แก่ ลิงบาบูน ลิงเซบัส และลิงรีซัส เช่นเดียวกับลิงเอป และลิงชิมแปนซี เรื่องความถนัดขวา โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทั้งสองมือประสานกัน และการเอื้อมไปเอาอาหารที่สูงกว่าระดับที่ยืน ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ทดลองวางอาหารโปรดของลิงเอป คือน้ำผึ้ง ไว้ในหลอดพลาสติกแล้วส่งให้ เพื่อที่จะได้น้ำผึ้งมันจะต้องจับหลอดพลาสติกด้วยมือข้างหนึ่ง และ ขูดเอาน้ำผึ้งด้วยนิ้วเดียวของมืออีกข้าง ลิงเอปนิยมใช้นิ้วของมือขวาในการขูดน้ำผึ้งมากกว่าถึงสองเท่า

การศึกษานี้ได้ข้อสังเกตว่า ในขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงในยุคแรกๆ ทำงานที่ยากขึ้น และใช้ทักษะสูงมากขึ้นในการหาอาหาร เรื่องการใช้มือที่ถนัดก็จะปรากฏขึ้น ชัดเจนขึ้นด้วย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า การทำงานที่ซับซ้อนนั้นจำเป็นต้องส่งระบบสัญญาณควบคุมจากสมอง และผ่านไปยังมือที่ใช้ที่คล่องมากกว่า

ดังนั้นเส้นทางตรงที่สุดของสมองซีกซ้ายส่งผ่านมาทางร่างกายทางระบบใยประสาทส่วนปลาย ก็จะทำให้มือขวามีแนวโน้มที่จะถูกใช้ในงานชั้นสูงกว่า แม้ว่าจะเป็นงานประจำก็ตาม.

หมอดื้อ

คอนแทคเลนส์ (ตอนที่ 2) การดูแลรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569376

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 5 ก.พ. 2559 05:01

 

ก่อนหน้านี้เราได้ทราบถึงการใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีแล้ว สัปดาห์นี้เรามาทำความเข้าใจการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดวงตาของเรากันบ้าง

การดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่าย มีดังนี้

ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์และดวงตา ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์และกล่องใส่คอนแทคเลนส์ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามขั้นตอน

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้คอนแทคเลนส์

– อย่าใส่คอนแทคเลนส์ตอนนอน

– อย่าใส่คอนแทคเลนส์ขณะว่ายน้ำ

– อย่าใช้น้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำเกลือที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อในการล้างหรือทำความสะอาดคอนแทคเลนส์

– อย่าใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น

– ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ต่อเนื่องนานเกิน 8–10 ชั่วโมง/วัน ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนั้นๆ

– หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่ไม่ได้แนะนำโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

– ขณะใส่คอนแทคเลนส์ หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง เจ็บตา มีขี้ตา ตามัว ควรหยุดใส่คอนแทคเลนส์ และรีบพบจักษุแพทย์ทันที

การใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นหัวใจสำคัญในการใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัย หากไม่สามารถปฏิบัติได้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียง เช่น โรคตาแห้ง เยื่อบุตาหรือกระจกตาอักเสบจากภูมิแพ้คอนแทคเลนส์ กระจกตาบวมขุ่น หรือมีเส้นเลือดงอกผิดปกติที่กระจกตาจากการที่กระจกตาขาดออกซิเจน และที่รุนแรงที่สุด คือ การติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจลุกลามเข้าไปภายในลูกตา ทำให้สูญเสียดวงตาหรือการมองเห็นอย่างถาวรได้

นอกจากการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ปัจจุบันพบว่าปัญหาสำคัญที่กำลังก่อตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การใช้คอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายส์ (Big eyes) เพื่อแก้ไขสายตาหรือเพื่อความสวยงาม ซึ่งคอนแทคเลนส์ชนิดนี้มักมีสีสันให้เลือกหลากหลาย ราคาไม่สูง และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป หรือแม้แต่สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ทำให้คอนแทคเลนส์ชนิดนี้เข้าถึงได้ง่ายและเหมือนเป็นแฟชั่นตามกระแสนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน วัยรุ่น นักศึกษา หรือคนทำงานทั่วไป อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้รับรองโดยองค์การอาหารและยา ว่ามีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เหมาะสมแก่การใช้งานกับดวงตาได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้มักเลือกซื้อใส่โดยไม่ทราบถึงขนาดความโค้งของคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับกระจกตาของตนเอง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งพบได้บ่อยกว่าปกติ

จากสถิติของโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า มีผู้ป่วยโรคกระจกตาที่ติดเชื้อจากการใส่คอนแทคเลนส์ บิ๊กอายส์เข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายส์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา นอกจากนี้การใช้คอนแทคเลนส์มือสองที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้เช่นกัน

คงจะไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไปสำหรับวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ หากไม่ปฏิบัติตามอาจเกิดอันตรายต่อดวงตา จนสุดท้ายอาจตาบอดได้ในที่สุด

หากเกิดอาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีก่อนที่จะสายเกินแก้ไข

แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

10 จุดเสียวของหญิง ที่ผู้ชายต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569335

โดย Playboy Thailand 4 ก.พ. 2559 16:01

 

ว่ากันว่าในผู้หญิงแต่ละคน จุดที่สามารถจุดประกายให้คุณเดินหน้าต่อไปจนสมใจนึกนั้น แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น แผนการเดิมอาจจะไม่ได้ผล แต่การสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับเธอ มีความสำคัญที่สุด แต่เราก็เชื่อว่า

จุดที่สามารถทำให้ผู้หญิงติดไฟได้นั้นน่าจะอยู่ใน 10 จุดนี้แหละ

1. เท้า : ดูแล้วอาจจะน่ารังเกียจสำหรับบางคนที่มองเท้าเป็นของต่ำ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าบรรยากาศดี แล้วคุณลองนวดเท้าเธอเล่นๆ นอกจากจะช่วยทำให้เธอผ่อนคลายแล้ว ยังอาจจะทำให้เธอติดไฟได้ง่ายๆ

2. มือ : เช่นเดียวกับเท้า มือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้กิจกรรมที่คุณหวังเป็นความจริงหรือไม่ การสัมผัสเบาๆ หรืออาจจะนวดที่ฝ่ามือเธอ เป็นวิธีขั้นต้นในการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ได้

3. ริมฝีปาก : อันนี้คงไม่ต้องบอก เพราะนอกจากจะจูบแล้ว คุณอาจจะลองให้เธอลองดูดนิ้วของคุณ เพื่อให้เธอผ่อนคลายและปล่อยใจไปกับอารมณ์ที่กำลังเตลิด

4. บั้นท้าย : ว่ากันว่าผู้หญิงบางคนชอบที่โดนสัมผัสแบบแรงๆ หรือขย้ำบั้นท้ายแรงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความแรงของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน ทางที่ดีค่อยๆ เพิ่มระดับแล้วสอบถามหรือดูการตอบสนองของเธอเป็นระยะจะดีกว่า

5. สะโพกและท้องน้อย : ไม่ว่าจะใช้มือลูบ หรือริมฝีปากของคุณสัมผัสอย่างแผ่วเบา ความเสียวซ่านเกิดขึ้น กับเธออย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำอย่างทะนุถนอมนะ ไม่ใช่ตะกละตะกลาม

6. หลังหู : จุดพิฆาตสาวๆ เรียกว่าส่วนใหญ่แล้ว หลังหูมักจะเป็นจุดที่ทำให้เธอเกิดอารมณ์ได้มากที่สุด นอกจากคุณจะเจอผู้หญิงส่วนน้อยที่อาจจะตอบสนองคุณด้วยเสียงหัวเราะ เพราะจั๊กกะจี้ ดังนั้น อย่าเสียความมั่นใจ เมินตรงนั้นซะ แล้วหาจุดอื่นต่อ

7. แผ่นหลังช่วงล่าง : เช่นเดียวกับท้องน้อย ใช้มือและริมฝีปากและอาจจะรวมถึงลิ้น ค่อยๆ ลากเพื่อสร้างความสยิว

8. ต้นคอและซอกคอ : อย่างแรกเหมาะสำหรับการนวด โดยอาจจะค่อยๆ เริ่ม เพื่อทำให้เธอเคลิบเคลิ้ม ส่วนอย่างหลัง หลายคนคงทราบดีว่า เป็นอีกจุดที่สร้างอารมณ์ให้ฝ่ายหญิงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ปากและคางที่เริ่มมีหนวดสากๆ เป็นตอโผล่ขึ้นมาสัมผัสตรงนั้น

9. หน้าอก และถัน : ไม่ต้องมานั่งอธิบายแล้วทำไม คงแนะนำได้เพียงว่า ควรทำอย่างแผ่วเบา และอย่ารุนแรงจนเกินไป

10. ต้นขาด้านใน : มือ ปาก และลิ้น คุณสามารถใช้ 3 ส่วนนี้ของคุณกระตุ้นอารมณ์ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

“10 อย่า” ขณะมีเซ็กซ์!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568903

โดย FHM 3 ก.พ. 2559 16:01

 

ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่? 10 ข้อต่อไปนี้ อย่าพลาดขณะมีเซ็กซ์ เดี๋ยวเกมรักจะสะดุด หรือหยุดไว้แค่ครั้งนี้!

1. อย่าลืมปิดเสียงโทรศัพท์

ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายโทรหา เพื่อนโทรตาม คนที่บ้านโทรมา ขึ้นชื่อให้เห็นกันหราอยู่บนหน้าจอ ลองคิดดูว่าขณะกำลังถึงจุดไคลแมกซ์แล้วมันจะพีคแค่ไหน

2. อย่ายกย่องแฟนเก่าเก่งกว่า

ไม่ว่าจะเป็น แฟนเก่าจูจุ๊บเก่งกว่านี้อีกนะ มันไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือมุกที่ตั้งใจจะแซว

3. อย่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์

ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นปากที่เหม็นเอาเรื่อง หรือกลิ่นตัวที่เหมือนไปเดินตกถังส้วมมา แล้วอ้างไปถึงฟีโรโมนโน่นแหนะ…จงมีกลิ่นกายหอมหวนชวนดม ดีกว่าจะเสียเวลามาแก้ตัว

4. อย่าอ้างสถิติเก่า

ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือว่าชาย ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอวดอ้าง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนรัก จำนวนครั้งที่เคยมีเซ็กซ์ ฯลฯ ฉะนั้น จงมีสติ…ไม่ใช่สถิติ

5. อย่าทำให้เขาเสียความมั่นใจ

“ทำอย่างนี้ มันจะเวิร์กได้ยังไง?” “หยุดก่อนได้ไหม…เดี๋ยวทำให้ดู” นี่เท่ากับหยามกันชัดๆ อย่างนี้จะพลอยให้อีกฝ่ายเข็ดขยาดเซ็กซ์เอาได้ ผู้เชี่ยวชาญเคยแนะนำไว้ว่า ให้ใช้วิธีสื่อสารด้วยท่าทางจะดีกว่าคำพูด

6. อย่าไปบังคับ

จงให้อิสระในการแสดงบทรัก อย่าบังคับให้เขาทำในเรื่องที่ต้องฝืนใจอยู่บ่อยๆ ให้ต่างฝ่ายได้ทำในสิ่งที่ชอบ เช่น ถ้าอีกฝ่ายไม่สมัครใจที่จะออรัลเซ็กซ์ให้ ก็อย่ามัวอารมณ์เสีย แต่ให้รีบหาเรื่องสนุกทำอย่างต่อเนื่อง

7. อย่าแชตขณะมีเซ็กซ์

วางโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตลงบ้างก็ได้ ไม่ต้องธุระเยอะขนาดนั้น ถ้าสื่อออนไลน์สำคัญกว่าคนรัก ทำไมไม่แต่งงานกับแท็บเล็ต หรือมีเซ็กซ์กับโทรศัพท์ไปซะเลยล่ะ

8. อย่าพูดให้เขาหยุดภารกิจ

ทั้งที่เกมรักยังไม่จบ แต่อยากจะทำสิ่งอื่นขึ้นมามากกว่า อันนี้อาจทำให้อีกฝ่ายน้อยใจจนน้ำตาไหลได้เลยทีเดียว

9. อย่าหลุดปากอุทานชื่อผิด

“ดีมากเลย…เก๋ ” (แต่แฟนคุณชื่อ โอ๋) ปากทางนรกก็รอคุณแค่เอื้อม! ซึ่งคนมีสติมักไม่พลาด แต่ถ้ามีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มาบั่นทอน อันนี้ก็ไม่แน่

10. อย่าถ่ายทำสารคดี

ไม่ว่าจะเซลฟี่ขณะมีอะไรกัน หรือแอบตั้งกล้องเอาไว้ โดยไม่บอกให้อีกฝ่ายรู้ กรณีหลังถือเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย แถมวันดีคืนดีสิ่งที่ถ่ายไว้ อาจพลาดพลั้งตกไปอยู่ในมือคนอื่น หรือว่ามีกรณีผิดใจกันขึ้นมาภายหลัง รับรองคราวนี้จากที่จะสุขสม อาจกลายเป็นเรื่องทุกข์ระทมไปอีกนาน…

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

อย่าเอาแต่ฝัน! เฟิร์มหุ่นสวยด้วย 5 ท่าโยคะลดน้ำหนัก สุดจะง่ายเว่อร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568917

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 14:05

 

ถ้าสาวๆ คิดว่ามีแต่ ‘ท่าโยคะ’ ที่ยากเกินไป ทำไม่ไหวแน่ๆ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้จัดท่าแบบง่ายๆ มาให้ลองทำกันดู ไม่เพียงแต่จะช่วยลดน้ำหนัก ทว่ายังเฟิร์มหุ่นของสาวๆ ให้สวยเป๊ะดั่งใจปรารถนา ไทยรัฐออนไลน์สอบถามผู้รู้ และสาวๆ โยคะเลิฟเว่อร์มาดูว่าท่าไหนอย่างไรเด็ด

ท่าหน้าวัวประยุกต์

1. ท่าหน้าวัวประยุกต์
ท่าแรกนี้สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณท้องแขน เริ่มจากขั้นแรกให้คุณนั่งเหมือนขัดสมาธิ แล้วค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นมาซ้อน (ดังภาพ) เอามือขวาจับปลายผ้าขนหนูข้างหนึ่ง โดยให้ยกแขนขวาขึ้น และงอข้อศอกลงไปด้านหลังศีรษะ ส่วนแขนซ้ายแนบติดลำตัว งอแขนไว้ด้านหลังขนานกับช่วงเอว ไปจับปลายผ้าขนหนูอีกข้างหนึ่ง แล้วหายใจเข้า จากนั้นเอามือขวาออกแรงดึงผ้าขนหนูขึ้นให้แขนขวาชิดใบหูโดยสนิท และหายใจออก เอามือซ้ายดึงผ้าขนหนูลงกลับที่เดิมจนแขนซ้ายตึง (แต่ระวังอย่าให้แขนซ้ายแยกออกจากลำตัวโดยเด็ดขาด และต้องดึงผ้าให้ตึงตลอด)

ทำแบบนี้ต่อเนื่องจนครบ 10 ครั้ง และครั้งที่ 11 ให้ลดแขนทั้งสองให้ขนานกัน แล้วออกแรงดึงผ้าให้ตึง ปล่อยแขนลงผ่อนคลาย แล้วทำซ้ำอีกข้างหนึ่ง ท่านี้เราแนะนำให้สาวๆ ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งนะ มันจะช่วยลดไขมันใต้ท้องแขนไปอย่างน่าอัศจรรย์

ท่าเรือกลไฟ

2. ท่าเรือกลไฟ
ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหู แต่มันช่วยลดไขมันหน้าท้อง และบริเวณสะโพกได้ดีทีเดียว โดยเริ่มจากให้คุณนอนราบ เหยียดตรงขาทั้งสองข้างขึ้นทำมุม 45 องศากับพื้น และเปิดเท้าขึ้นให้ตั้งฉาก แล้วหายใจเข้า สักพักให้โน้มลำตัว พร้อมเหยียดตรงแขนทั้งสองข้างขึ้นมาข้างหน้า แล้วหายใจออก (ตามภาพ) ค้างไว้ประมาณ 5 นาที และค่อยๆ เอนลำตัวลงไปนอนราบตามเดิม พร้อมกลับเคลื่อนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นค่อยๆ ลดขาทั้งสองข้างต่ำลงจนเป็นท่านอนราบปกติ เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทำไปเรื่อยๆ แบบนี้ประมาณ 10-15 ครั้ง รับรองว่า มันจะช่วยบริหารปีกสะบักกลางหลัง และกล้ามเนื้อต้นขาให้เฟิร์มสวยเลยล่ะ

ท่าบิดลำตัว


3. ท่าบิดลำตัว


ท่าบริหารง่ายๆ ที่จะช่วยลดช่วงเอว หน้าท้อง ต้นขา และปีกสะบัก เริ่มต้นจากนั่งหลังตรง แล้วใช้ขาซ้ายไขว้ขาขวา โดยให้ปลายเท้าซ้ายวางข้างสะโพก เข่าติดชิดหน้าอก แขนขวากอดหัวเข่าซ้ายไว้ (ดังภาพ) แล้วหายใจเข้าให้ลึก จากนั้นวาดแขนซ้ายไปทางด้านหลังขนานช่วงเอว และหายใจออก แขม่วท้องบิดเอวหันหน้าไปทางด้านหลัง และหายใจเข้าหันหน้ากลับท่าเริ่มต้น ทำแบบเดิมซ้ำกัน 3 รอบ แล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้เราแนะนำให้คุณทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเช่นกัน สลับกับท่าโยคะอื่นๆ มันจะทำให้สัดส่วนของคุณเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด!

ท่ายืดส่วนหลัง

4. ท่ายืดส่วนหลัง
การขับถ่ายไม่ปกติเหรอ? ท่านี้ช่วยคุณได้! ทั้งช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และยังบริหารกล้ามเนื้อส่วนหลัง รวมทั้งต้นขาให้เฟิร์มเล็กลง ไร้ไขมันส่วนเกินกวนใจ (เซลลูไลท์) โดยท่านี้เริ่มจากให้คุณนั่งหลังตรง เหยียดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้า เกร็งปลายเท้าให้ตั้งฉาก และหายใจเข้า จากนั้นยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ และหายใจออก คว่ำมือแล้วค่อยๆ โค้งตัวลงไปข้างหน้า เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณช่วงเอว ให้ปลายนิ้วมือสัมผัสกับนิ้วเท้า หรือจะประสานมือคล้องฝ่าเท้าก็ได้ (ตามภาพ) ค้างไว้แบบนั้นสักพัก แล้วจึงค่อยๆ ก้มตัวลงอีก งอศอกเล็กน้อยค้างไว้ประมาณครึ่งนาที อย่างไรก็ดี หากคุณไม่สามารถเกี่ยวนิ้วเท้าได้ หรือยืดตัวไปไม่ถึง ก็อย่าฝืน ให้จับบริเวณใต้เข่าแต่ก้มตัว (ให้สุด) เท่าที่ทำได้ก็พอ จากนั้นให้ยืดตัวขึ้นช้าๆ…

ท่าหงส์เหิน (นาฏราชอาสนะ)


5. ท่าหงส์เหิน (นาฏราชอาสนะ)


สุดท้ายเป็นท่าที่ต้องอาศัยการเกร็งร่างกายในการทรงตัวมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ล้มขณะยืนด้วยขาเดียว โดยเริ่มจากการยกขาขวาไปด้านหลัง ให้ต้นขาและน่องมีลักษณะตั้งฉากกัน แล้วเอาแขนขวาประคองไว้บริเวณข้อเท้า ในขณะที่ขาซ้ายซึ่งเป็นขาหลักเหยียดตรงจนรู้สึกตึงที่หัวเข่า (ดังภาพ) คุณจะรู้สึกว่าน้ำหนักตัวถ่ายเทลงบนเท้าข้างซ้าย จากนั้นให้คุณโน้มลำตัวไปด้านหน้า พร้อมยืดแขนซ้ายเหยียดตรงจนรู้สึกตึงในลักษณะหงายฝ่ามือ ค้างไว้ท่านั้นประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยสลับเปลี่ยนข้าง เคล็ดลับของท่านี้อยู่ที่การสร้างฐานยืนให้มั่นที่สุด คุณอาจจะใช้ปลายเท้าช่วยด้วยการจิกพื้นไว้ก็ได้

และสำหรับท่านี้จะช่วยกระชับทุกสัดส่วน เฟิร์มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง-ไม่หย่อนคล้อย ยิ่งกล้ามเนื้อได้ออกแรงเกร็งมากเท่าไร มันก็ยิ่งช่วยเบิร์นไขมันดีขึ้นเท่านั้น!

8 ข้อดีของการมีศรีภรรยาเป็นสาวฮา…หนุ่มๆ จงอ่านไว้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569618

โดย Cleo Thailand 2 ก.พ. 2559 16:01

 

เมื่อวานนี้ส่องไอจีสาวกุ๊บกิ๊บกับหนุ่มบี้ ก็อดอิจฉาทั้งคู่ไม่ได้ งานแต่งงานแสนหวานชื่น อบอวลไปด้วยความรักและความสุข เคมีเข้ากันแบบดีมากกกกก เราเลยอินสไปร์ตัวเองเขียนโพสต์นี้ขึ้นมาซะเลย ว่าผู้หญิงไม่สวยเป๊ะ แต่ฮา อารมณ์ดี ขี้เล่นเหมาะกับการเป็นศรีภรรยายังไง 8 ข้อนี้เลยพวกเธอเสกให้ได้แน่นอน!

1. คุณไม่ต้องใช้สกินแคร์ Anti-Aging อะไรเลย

หัวเราะทุกวันช่วยให้เราได้บริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ภรรยาคุณนี่แหละดีงามยิ่งกว่าโบท็อกซ์ เห็นผลเร็วยิ่งกว่าอัลเธรา แถมช่วยผ่อนคลายความเครียด เพิ่มเอนโดรฟีนในร่างกายด้วย ยิ่งคบกัน ยิ่งหน้าเด็ก (ถ้าคุณไม่ทำให้เธองอนซะก่อนนะ)

2. คุณไม่ต้องเสียเวลาเข้าฟิตเนส ฟิตกล้ามท้องบ่อยๆ

นอกจากบริหารหน้าแล้ว หัวเราะวันละนิด ช่วยบริหารกล้ามเนื้อท้องได้ดีด้วย เพราะเวลาเราขำทีนึง กล้ามเนื้อท้องจะหดตัวและขยายตัว เหมือนกับเวลาที่เรากำลังซิตอัพ และที่ดีงามอีกอย่างคือช่วยเบิร์นแคลอรี่ด้วย (หัวเราะ 10-15 นาที เราจะเสียพลังงานประมาณ 10-40 กิโลแคลอรี่เชียวนะ)

3. คุณจะมีรูปคู่แบบไม่ซ้ำใคร

ทั้งท่าโพสต์ การบีบหน้า ดึงหน้า she ครีเอทีฟแบบจัดเต็ม ยิ่งถ้าได้เต้นด้วยกัน เอาคะแนนความคิดสร้างสรรค์และความฮาไปเต็มๆ

4. คุณจะไม่ต้องยิ้มเจื่อนคนเดียวอีกต่อไป

เวลาเกิดสถานการณ์ “ตึกโป๊ะ” แบบไปต่อไม่ถูกจริงๆ เธอจะช่วยพลิกสถานการณ์ให้มันดีขึ้น อย่างเช่น ใครทักอะไรแปลกๆ มา แบบที่ได้ยินแล้วต้องช็อก เธอจับบิดเป็นมุกได้หมด ไม่มีเดดแอร์ให้อึ้งกันไปคนละทีแน่นอน

5. คุณไม่ต้องห่วงเลยว่าเธอจะเข้ากับเพื่อนๆ ของคุณได้มั้ย

90% ของคนตลกคือคนที่ไนซ์และมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องงานออกสังคมเลย she ทำได้แน่นอน แถมบางทีอาจจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งเพื่อนสนิทของคุณแบบไม่ทันได้รู้ตัวเพราะ…

6. ทุกคนจะรักภรรยาของคุณมากกกก

คงไม่มีใครเกลียดการหัวเราะ หรือเกลียดการอยู่ใกล้คนอารมณ์ดีหรอก เธอมีแรงดึงดูดให้ทุกคนอยากรู้จัก อยากคบหา และความน่ารัก จริงใจ มองโลกชิลๆ ของเธอนี่แหละ จะทำให้ทุกคนตกหลุมรักแบบเอ็นดูที่ซู้ดดดด

7. เวลาคุณเครียด เธอจะมีวิธีปลอบใจแบบไม่เหมือนใครเสมอ

ในวันแย่ๆ เธอจะทำให้มันดีขึ้นได้ด้วยคำปลอบใจที่ทำให้คุณต้องยิ้ม และเลิกเครียดไปได้เลยจริงๆ !!

8. จะกี่ปีๆ คุณก็จะไม่เบื่อเลยซักนิด

ทุกวันจะมีแต่ความแปลกใหม่ เรื่องสนุกๆ ให้ขำไปด้วยกัน และคุณก็จะหลงเสน่ห์ภรรยาคนนี้มากขึ้นทุกวัน เชื่อเหอะ!

**จีบสาวฮารับประกันความพึงพอใจ หากเห็นผลภายใน 30 วัน โปรดรับเลี้ยงดูทั้งชีวิต**

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ใครบอก ‘แอนตี้ออกซิแดนต์มีแต่ด้านดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566028

โดย Women’s Health 31 ม.ค. 2559 16:01

 

เคยได้ยินไหมที่คนพูดกันว่ามันเป็นสารอาหารดีต่อสุขภาพที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา จริงง่ะ?…ไม่เชื่อต้องอ่านหน้านี้จนจบ

มันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความนิยมของสาวๆ ทุกรุ่น ทุกวัย หลายปีก่อน เราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับแอนตี้ออกซิแดนต์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นเหมือนมนตร์วิเศษที่ช่วยกำจัดโรค ขจัดอนุมูลอิสระที่จ้องทำลายดีเอ็นเอในร่างกาย แต่ล่าสุดวงการวิทยาศาสตร์กลับพบว่า มันไม่ได้มีแต่ประโยชน์เท่านั้น หากบริโภคมากไปอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ (หือ?)

นั่นหมายความว่า ต้องรับประทานเกินขนาดจริงๆ สารต้านอนุมูลอิสระถือเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกายค่ะ แต่ไม่วิเศษถึงขนาดที่คุณเคยได้ยินแน่ๆ

ลับสมอง

สารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดสารพิษในสมองที่เป็นสาเหตุของการสูญเสียการเรียนรู้และความจำ และช่วยลดความเสี่ยงโรคความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์

ดูแลหัวใจ

มีผลศึกษามากมายพบว่ากินผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เช่น หอมใหญ่ ข้าวโพด คะน้า บรอกโคลี ตลอดจนผลไม้เนื้อเหลือง และเหลืองเข้มช่วยลดความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และการตอบสนองอินซูลิน (ปัจจัยหลักของการเกิดโรคเบาหวาน)

ปกป้องสายตา

ลูทีน หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระมีหน้าที่ปกป้องดวงตาจากรังสียูวี นอกจากนี้ยังพัฒนาการมองเห็นในที่ที่มีแสงน้อย เพียงแค่บริโภค 20 มิลลิกรัม/วัน (คะน้า 1 ถ้วย) นาน 1 ปี จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ดวงตาทนต่อแสงจ้าได้ดีขึ้น

ชะลออายุผิว

คาเทชิน (พบในชาเขียว) วิตามินซี (พบมากในฝรั่งและมะละกอ) ส่วนวิตามินอี (พบในอัลมอนด์) จะซึมผ่านกระแสเลือดไปยังคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยยับยั้งการก่อตัวของสารเคมีที่เป็นสาเหตุของริ้วรอย

ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

หากทานแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ได้จากพืชเป็นประจำ จะสามารถยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ระวัง! อย่ากินอาหารเสริมมากเกินจำเป็น เพราะมันจะรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

อนุมูลอิสระไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เจ้านี่เป็นผลผลิตที่ร่างกายสร้างขึ้นระหว่างออกกำลังกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย กำจัดของเสียออกจากร่างกายภายใน 4 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายและเพิ่มประโยชน์ทวีคูณ

บำรุงการสืบพันธุ์

นอกจากจะเป็นเรื่องตลกแล้ว ยังไม่มีการวิจัยชิ้นไหนเชื่อมโยงว่าสารต้านอนุมูลอิสระมีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์แต่อย่างใด

กินเท่านี้ก็เพียงพอ

ปริมาณที่เหมาะสมก็คือผักผลไม้ อย่างผักโขม แบล็กเบอร์รี่ พริกไทย แครอต และมะเขือเทศ 5-9 หน่วยบริโภคต่อวัน

เรื่อง: Melissa Shedden | แปลและเรียบเรียง: maemay | ภาพ : Corbis Images

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
Women’s Health Thailand | October 2015