หมาและไข่หมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570387

โดย หมอดื้อ 31 ม.ค. 2559 05:01

 

หมอต้องขออนุญาตผู้อ่าน ลัดเลาะมายังเรื่องของสุนัขหรือหมาทั้งที่หลายๆท่านคงจะงงว่ามันเกี่ยวอย่างไรกับคอลัมน์สุขภาพ

หมอยังคงเป็นหมอรักษาคนเหมือนเดิมนะครับ แต่ที่เราต้องทำงานสนิทแนบแน่นกับคุณหมอสัตวแพทย์ เนื่องจากโรคที่เกิดในคนมากต่อมาก ที่สำคัญคือ โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคที่นำโดยสุนัข และการที่เรามัวแต่รับมือแก้แต่ปลายเหตุ ซึ่งแก้ก็ไม่ได้เพราะถ้าคนไข้มีอาการจะเสียชีวิต

ยาฉีดไข่ (อัณฑะ) หมาตัวผู้ โดยทำให้เป็นหมันตลอดชีวิตใช้เวลาเพียง 2 นาที ไม่ต้องฉีดยาซึมหรือให้ยาสลบ ไม่ต้องกักขังหลังฉีด และได้ผลในเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรือ 2 เดือน โดยไม่ผลิตอสุจิ แต่ยังคงความเป็นชายชาตรี

แม้จะลดความก้าวร้าวไปบ้าง และก็ไม่เสียรูปทรง ไม่อ้วนตุ๊อย่างเช่นการผ่าตัดตัดไข่ทิ้งทั้ง 2 ลูก

การที่เรามีหมายั้วเยี้ยตามถนนหนทาง วัด ตลาด ที่ชุมชน ดังที่เห็นในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะถ้ามีหมาเพียงตัวเดียว มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็จะแพร่โดยการกัดเพื่อนหมาด้วยกันไปหมด ทั้งนี้ โอกาสหมาที่ถูกกัดจะกลายเป็นบ้าตามกันมีสูงอาจถึงครึ่งต่อครึ่ง โดยแต่ละตัวจะแสดงอาการ “บ้า” วิ่งกัดไปทั่ว ระยะเวลาไม่จำเป็นต้องตรงกัน เช่น บางตัวแสดงอาการใน 1 เดือน ในขณะที่ตัวอื่นๆ 2-3-4 เดือนก็ได้ และเป็นที่มาว่าหมาบ้าไม่จำเป็นต้องพบในหน้าร้อน หน้าฝน-หนาว ก็เป็นบ้าได้หมด

การที่เราจะไปฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครอบคลุมครบ 70% ของประชากรสุนัขทั้งที่มีและไม่มีเจ้าของ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะในกลุ่มหมาชุมชน

ทั้งนี้ เนื่องจากประชากรหมาเหล่านี้จะเพิ่มพูนขึ้นปีละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 4 ตัว การที่จะตามฉีดยากันหมาบ้าให้หมดคงเป็นไปได้ยาก พวกเราที่รักและเมตตา หมาชุมชน เหล่านี้ต้องช่วยกัน โดย เราผู้ที่หมาเหล่านี้เชื่อใจ เพราะให้ข้าว-น้ำทุกวันจะต้องเป็นคนพาหมาเหล่านี้ให้มารวมในสถานที่ที่เตรียมไว้เพื่อให้คุณหมอได้ทำหมัน ฉีดวัคซีนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการทำหมันก็คือขณะนี้ต้องใช้การผ่าตัดโดยในตัวผู้ตัดไข่ทิ้ง 2 ข้าง ไม่ใช่ทำแบบคนที่ผูกท่อน้ำเชื้อ และในตัวเมียตัดมดลูกทิ้ง ซึ่งต้องให้ยาซึม/สลบ มีการเลือดตกยางออก และต้องเฝ้าดูแลเขาต่ออีก 3-4 วัน และค่าใช้จ่ายยังสูงอีกเป็นเงินหลายพันบาท

10 ปีที่แล้ว คณะของเราโดยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) ในการศึกษาการทำหมัน ได้พัฒนาต่อยอดวิธีการ “ฉีดไข่แบบการุณย์” ทั้งนี้ โดยที่ตัวยาแท้จริงเป็นของบริษัทสหรัฐฯ ได้รับการรับรองการใช้และจำหน่ายจาก อย.สหรัฐฯในปี 2003

ทางคณะเรา โดยคุณหมอเฮนรี่ ไวลด์ น.สพ.วีระ เทพสุเมธานนท์ และ น.สพ.บุญเลิศ ล้ำเลิศเดชา ได้ติดต่อไปปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวไม่สนใจที่จะนำมาเผยแพร่ในไทย เนื่องจากใช้ในหมาจรจัด ไม่คุ้ม แต่ผลิตภัณฑ์ไม่มีสิทธิบัตรในไทย ทางหมอและคณะจึงได้ติดต่อบริษัท M&H ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาคนช่วยวิเคราะห์ส่วนประกอบของตัวยานี้ ซึ่งขายหลอดละ 50 เหรียญสหรัฐฯ หลังจากวิเคราะห์แล้ว จึงได้สังเคราะห์และผลิตตัวยาดังกล่าวโดยราคาถูกลงมหาศาล และคุณหมอวีระ และบุญเลิศ ได้นำมาศึกษาในหมาที่มีการ ติดตามดูแลอย่างดีตลอด 1 เดือน ดูอาการ วัดไข้ การกินอาหารรวมทั้งการอักเสบที่ลูกอัณฑะ ซึ่งการอักเสบนี้ถือเป็นปฏิกิริยาปกติที่จะหายไปภายใน 2 สัปดาห์หลังการฉีด โดยการอักเสบที่เกิดขึ้นจะทำลายเนื้อเยื่อที่ผลิตอสุจิ และเนื้อเยื่อบางส่วนที่สร้างฮอร์โมนชาย อย่างไร ก็ตามการฉีดที่ถูกต้องประณีตเป็นเรื่องสำคัญ การฝึกอบรมการฉีดใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้นและต้องใช้ปริมาณยาที่เหมาะสมกับขนาดของอัณฑะ

การศึกษาต่อยอดของเราพบว่า ยานี้สามารถใช้ได้ในหมาตัวผู้ ไม่จำกัดอายุ กล่าวคือ อายุแก่กว่า 1 ขวบปีก็ยังใช้ได้ หลังจากที่พบว่ายาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เราได้ขยายการใช้งานลงในพื้นที่ที่ตำบลสวนส้มจังหวัดสมุทรสาคร จากการทำหมันฉีดอัณฑะสุนัข 98 ตัว ได้มีการตรวจสอบติดตามสุขภาพหลังการฉีด ที่แม้หมาชุมชน 2 ตัว จะมีการอักเสบมาก ก็ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ความสำเร็จและการยอมรับของชุมชนสวนส้ม ได้ขยายผลต่อโดยคุณหมอ ส.พญ.นัยนา อภิชาติพันธุ์ สัตวแพทย์ประจำเทศบาลนครสมุทรปราการ ขยายผลการทำหมันด้วยวิธีนี้ไปสู่หมาไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัวจนถึงปัจจุบัน และได้รับการติดต่อจากอำเภอ และอีกหลายจังหวัด

การฉีดไข่ทำหมันวิธีนี้ ควรจะได้รับการยอมรับใช้ให้แพร่หลาย ทางคณะได้พยายามผลักดันมาตลอด 10 ปี แต่ทางกรมปศุสัตว์ไม่เห็นด้วย แม้จะแสดงให้คณะผู้เชี่ยวชาญได้ชมถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยให้เหตุผลว่า “หมามันร้อง เวลาถูกฉีด” เท่านั้น

ถึงจุดนี้แล้ว ขอให้พวกเรานึกถึงว่าหมาไม่ได้อยากอยู่อย่างยากจนข้นแค้น แย่งอาหารจากเศษอาหารกันกิน อยู่อย่างอดอยาก และไม่มีหมาตัวใดอยากตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าเราสามารถคุมประชากรเขาให้พอเหมาะ ไม่ต้องแย่งชิง ต่อสู้อาหาร ไม่เป็นโรค สามารถฉีดยา ได้ทั่วถึง เราก็จะอยู่กันอย่างเป็นสุข มีเมตตาธรรม ไม่ต้องฆ่าสุนัขจรจัด ฝากผู้กุมนโยบายและ อย. ด้วยนะครับ พวกเราที่ทำมาทั้งหมดจนถึงจุดนี้ ไม่มีใครได้ประโยชน์แม้แต่บาทเดียวครับ.

หมอดื้อ

บริหารน้องชาย “เพิ่มขนาดตัว” กันดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565977

โดย Playboy Thailand 29 ม.ค. 2559 16:01

 

เรื่องของน้องชายมักจะเป็นปมที่เกิดขึ้นกับคุณผู้ชายมาทุกยุคทุกสมัย และหลายคนเชื่อว่า การมีน้องชายทั้งตัวใหญ่และยาวย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรดีละที่จะพาน้องชายตัวเล็กๆ ไปให้ถึงจุดนั้นได้

แน่นอนว่าผู้ชายหลายคนมักจะไม่ค่อยพอใจกับของที่ได้มาจากธรรมชาติสักเท่าไร และถ้าได้ใหญ่ หรือยาวกว่านั้นจะดีกว่า ดังนั้น จึงค้นหาวิธีและแนวทางต่างๆ ในการที่จะเพิ่มขนาดของน้องชายกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เราได้มานั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติและการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อ-แม่มาสู่ตัวเรา ดังนั้น ขนาดอวัยวะจะเล็กหรือใหญ่เป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ ความเข้าใจแรก คือ ต้องทำใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน

หากคุณต้องการทางลัด การเพิ่มขนาดให้อวัยวะเพศชายของตัวเองด้วยวิธีการฉีดสิ่งแปลกปลอมเข้าไป รวมถึงการผ่าตัดคือ ทางเลือกแบบทันใจสำหรับคนใจร้อน แต่นั่นหมายความว่า คุณจะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และวิธีนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

แต่ถ้าไม่ใจร้อน และมีเวลาเหลือเฟือ รวมถึงไม่อยากเสียทรัพย์จนเกินไป การบริหารด้วยวิธีทางธรรมชาติ คือ อีกทางออก

จะว่าไปแล้ว น้องชายของเราก็เหมือนกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น แขนและขา ซึ่งจะมีขนาดเพิ่มขึ้น หากได้รับการออกกำลังกายที่ถูกวิธี เช่นเดียวกับการกินอาหารตามหลักโภชนาการ

ตามหลักการของการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศด้วยวิธีนี้ คือการเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการขยายของเนื้อเยื่ออวัยวะเพศเหมือนกับคนที่เล่นกล้ามเมื่อบริหารบ่อยกล้ามเนื้อก็โตขึ้น และทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันตา และควรความใจเย็นในการจัดการ

วิธีนี้คือหลักการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของอวัยวะเพศโดยเฉพาะส่วน Corpora Cavernosa and the Corpus Spongisum ซึ่งเป็นส่วนที่เลือดไปเลี้ยงมากที่สุด เมื่อเลือดไปคั่งในส่วนนี้จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หากมีเลือดไปเลี้ยงมากก็จะทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

วิธีการบริหารไม่ยุ่งยาก ก่อนที่จะบริหารให้อาบน้ำอุ่นให้กับอวัยวะเพศ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ไปยังอวัยวะเพศ การทำการบริหารจะทำขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวไม่มาก เหมือนการรีดนมวัว โดยการกำมือรอบองคชาตบริเวณโคนแล้วรีดจากโคนไปส่วนปลายของอวัยวะเพศแนะนำให้ใช้เวลารีด 1-2 วินาที ให้ทำ 100 – 200 ครั้ง หรือประมาณ 30 นาที และให้ทำเป็นประจำ

ข้อสำคัญคือไม่ควรรีดขณะอวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ และควรจะใช้ครีมหล่อลื่นทา หากมีอาการเจ็บให้หยุดทันที

ที่มา – Playboy
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

คอนแทคเลนส์ (ตอนที่ 1) การใช้งานให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569360

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 29 ม.ค. 2559 05:01

 

หลายคนคงรู้จัก “คอนแทคเลนส์” ว่าเป็นวัสดุที่ไว้สัมผัสบริเวณดวงตา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ ทางสายตา แล้วรู้หรือไม่ว่า คอนแทคเลนส์ทำมาจากอะไร มีวิธีการใช้งานและการดูแลรักษาอย่างไร รวมไปถึงชนิดของคอนแทคเลนส์ เช่น บิ๊กอายส์ มีอันตรายหรือไม่ ไปค้นหาคำตอบกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติกับตนเอง ตลอดจนสามารถแนะนำญาติหรือคนคุ้นเคยได้อย่างถูกวิธี

คอนแทคเลนส์ คือ แผ่นพลาสติกรูปวงกลมที่มีลักษณะบาง มีความโค้งจำเพาะ และทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้วางบนกระจกตาหรือตาดำ โดยทั่วไปวัตถุประสงค์หลักของการใช้คอนแทคเลนส์ คือ ใส่เพื่อแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เช่นเดียวกับการใช้แว่นตา นอกจากนี้คอนแทคเลนส์ยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระจกตา หรือโรคของผิวหน้าดวงตาบางชนิดได้

ปัจจุบันคอนแทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตา แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามวัสดุที่ใช้ในการทำ ได้ดังนี้

1. คอนแทคเลนส์แบบกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ RGP ซึ่งย่อมาจาก Rigid Gas Permeable Lens คอนแทคเลนส์ชนิดนี้จะค่อนข้างแข็ง ทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษที่สามารถให้ออกซิเจนในอากาศซึมผ่านตัวเลนส์ไปสู่กระจกตาได้ในปริมาณสูง

2. คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม หรือที่เรียกกันว่า Soft Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่ทำจากวัสดุพลาสติกจำเพาะอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำสูงกว่าชนิด RGP ทำให้ตัวเลนส์มีความนิ่มและยืดหยุ่นกว่า ใส่สบายกว่า และยังคงมีการซึมผ่านของออกซิเจนในอากาศผ่านตัวเลนส์ไปยังกระจกตาได้ในปริมาณที่เพียงพอ

คอนแทคเลนส์แบบนิ่มสามารถแบ่งย่อยตามคุณสมบัติในการแก้ไขสายตาได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ชนิดที่ใช้ในการแก้ไขสายตาสั้นหรือยาว ที่เป็นตั้งแต่เด็ก
2. ชนิดที่ใช้แก้ไขสายตาเอียง
3. ชนิดที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตายาวที่เป็นตามวัย นอกจากนี้ยังแบ่งตามรูปแบบการใช้งานได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

1. คอนแทคเลนส์รายวันคือ ใส่ถอดและเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกวัน
2. คอนแทคเลนส์รายสัปดาห์คือ ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ 
ทุกๆ 1-2 สัปดาห์
3. คอนแทคเลนส์รายเดือนคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุก 1 
เดือน
4. คอนแทคเลนส์รายปีคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกปี ซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากการดูแลทำความสะอาดค่อนข้างยุ่งยาก และต้องเข้มงวดกว่า 3 แบบข้างต้น
5. คอนแทคเลนส์ชนิดใส่ต่อเนื่องคือ ใส่ต่อเนื่องโดยไม่ต้องถอดออกเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ จากนั้นถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนอันใหม่ ซึ่งโดยปกติไม่แนะนำการใช้คอนแทคเลนส์รูปแบบนี้ เนื่องจากพบอัตราการติดเชื้อที่กระจกตาได้สูงกว่าการใช้แบบถอดออกทุกวัน

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ คือ ความจำเป็นในการใช้คอนแทคเลนส์ เช่น มีสายตาผิดปกติ ไม่ต้องการใส่แว่นตา หรือมีปัญหาในการใช้แว่นตา เป็นต้น โดยที่ต้องไม่มีโรคตาหรือสภาวะผิดปกติทางร่างกายที่เป็นข้อห้ามในการใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การใช้คอนแทคเลนส์เกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยคือ การเข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในการใส่ การถอด และการเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ รวมไปถึงการดูแลรักษา ส่วนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับและชนิดของค่าสายตาที่ผิดปกติ สุขภาพดวงตา สิ่งแวดล้อม และสุขนิสัยของผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เป็นต้น

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ ได้แก่ ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ดวงตาบ่อยๆ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ที่ดวงตา ผู้ที่มีโรคตาแห้ง ผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นควันในปริมาณมาก และผู้ที่ไม่สามารถดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกวิธี

ศุกร์สุขภาพครั้งต่อไป ท่านจะได้รู้จักวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่ายและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านและคนรอบข้าง

แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

7 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับชุดชั้นใน (ที่เราเชื่อมาตลอดชีวิต) !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565964

โดย Cleo Thailand 28 ม.ค. 2559 16:01

 

เราถือคติที่ว่า “หน้าอกที่ดี เริ่มต้นที่โครงชุดชั้นในที่ดี” และก็มีความเชื่อหลายๆ อย่างที่เราปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาทั้งชีวิต แต่ขอบอกเลยว่า 7 ข้อที่สาวๆ จะได้อ่านต่อไปนี้ ล้มล้างทฤษฎีทุกอย่างที่เราเคยเชื่อมา ถึงขั้นที่ต้องร้อง “Oh Em Gee” ออกมาดังๆ!!!

1. การใส่ชุดชั้นในเวลานอนทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็ง และทำให้หน่มน๊มไม่โต

จำได้เลยว่าช่วงที่ใส่เฟิร์สบรา เป็นช่วงที่ข่าวลือนี้แพร่กระจายว่า “ใส่บรานอน เป็นมะเร็งนะแก” เรานี่กลัวจนแทบจะแก้ผ้านอน แต่ ดร.แอมเบอร์ กัธ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ออกมาคอนเฟิร์มว่า ​”ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ออกมาพิสูจน์ว่าการใส่บราตอนนอนไม่ดีหรืออันตราย” ยกเว้นแต่ว่าจะอึดอัดอย่างเดียว เพราะฉะนั้นข้อนี้ข่าวลือชัวร์ๆ

2. แต่การใส่ชุดชั้นในตอนนอนจะทำให้นมไม่ยาน

ผิดถนัด!! การใส่ชุดชั้นในไม่ได้มีผลต่อเซลล์ หรือช่วยให้หน้าอกของเราไม่คล้อยยานได้ ดร.แดน มิลส์ ประธานกรรมการ American Society for Aesthetic Plastic Surgery บอกว่า “บราจะช่วยรักษาทรวดทรงของเต้านมให้อยู่ในเชพที่ดี แต่ว่าไม่สามารถช่วยเรื่องการยานได้ เพราะนั่นคือแรงโน้มถ่วงของโลก” สาวไม้กระดานก็รอดตัวจากข้อนี้ไป

3. ใส่บราแบบมีโครง = มะเร็ง

ความเชื่อนี้มาจากหนังสือเรื่อง Dress to Kill ปี 1995 ของซิดนีย์ รอส ที่บอกว่าการใส่บราแบบเสริมโครงเหล็กจะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ แต่จากวารสาร The Scientific America ย้ำว่าไม่มีข้อมูลอะไรที่ซัพพอร์ตทฤษฎีที่ว่านี้ และหลุยส์ บรินตัน หัวหน้าสาขาฮอร์โมนและการสืบพันธุ์ ประจำศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา ก็คอนเฟิร์มว่า “เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ไม่มีข้อเท็จจริงซัพพอร์ต”

4. การออกกำลังกายเพิ่มขนาดนมได้

เนื้อบริเวณหน้าอกคือไขมันซะส่วนใหญ่ และเราไม่สามารถจัดรูปหรือบังคับไซส์ของมันด้วยการออกกำลังกายได้ เพราะนมไม่ใช่กล้ามเนื้อ ทางที่ถูกคือต้องเพิ่มไขมัน ถ้าอยากอัพไซส์ หรือถ้าอยากให้กระชับ ก็ใช้วิธีออกกำลังกาย

5. ไม่จำเป็นต้องซักบราทุกวัน อาทิตย์ละครั้งก็พอ

อันนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่สำหรับสาวๆ บ้านเราที่ต้องเจอกับเหงื่อ มลพิษ ความร้อน น้ำมันจากร่างกาย ขอแนะนำให้ซักบราหลังจากที่ใส่แล้ว 2-3 ครั้ง หรือถ้าวันไหนที่เหงื่อออกเยอะๆ ก็ซักเลยวันนั้นเถอะ เพื่อสุขอนามัยเนาะ

6. บราแบรนด์ไหนๆ ก็ไซส์เหมือนกันแหละ

ประสบการณ์ตรงของเราก็คืออยู่ไทย ใส่คัพ B แต่พอเข้าร้านชุดชั้นในที่ญี่ปุ่น พนักงานกลับบอกให้ใส่คัพ D เฉยเลย! สาวๆ ทุกคนจ๋าาาา จงรู้ไว้ใช่ว่า บราของแต่ละแบรนด์ ทำไซส์ออกมาไม่เหมือนกัน และถึงจะแบรนด์เดียวกัน แบบที่ทำออกมาก็มีไซส์ที่ไม่สแตนดาร์ด เพราะฉะนั้นเวลาซื้อบราใหม่ทุกครั้ง กรุณาลองให้พอดีก่อนจ่ายเงิน จะได้คุ้มค่า

7. การใส่บราที่ถูกต้องคือสวมเข้าไปก่อนแล้วติดตะขอ ห้ามหมุน!

เป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันถึงตอนนี้ว่าการใส่ชุดชั้นในที่ถูกต้องที่จริงแล้วคือแบบไหน แต่ที่แน่ๆ คือมีหลายเวย์ จะสวมเข้าไปแล้วเอื้อมมือไปติดตะขอด้านหลัง จะติดด้านหน้าก่อนแล้วค่อยหมุน หรือจะช้อนทีละข้างแล้วกระชับยกทรงก็ได้ ครีเอทีฟกันไป ไม่มีผิด!!

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ดื่มน้ำถูกวิธี ช่วยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568766

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2559 05:45

 

ณภัทร เสียงสมบุญ – หมอเอิง-อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์.

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต นอกจากร่างกายประกอบด้วยน้ำเกือบ 70% แล้ว น้ำยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย โดยเป็นส่วนประกอบของเลือด ช่วยการไหลเวียน ช่วยในการย่อย การดูดซึม และนำพาสารอาหารไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย นอกจากนี้น้ำยังมีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดี และทำให้ผิวพรรณดู สดใส การดื่มน้ำจึงทำให้เรามีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกอย่าง แท้จริง เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่เลือกดื่มน้ำสะอาด คริสตัล จึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ ให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญในการเลือกน้ำดื่ม ไม่ใช่ดื่มอะไรก็ได้

หมอเอิง-อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและความงาม ได้แนะนำว่า เราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว หรือ 2 ลิตร ยิ่งดื่มน้ำมากก็ยิ่งขับถ่ายของเสียได้ดี ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่นเปล่งปลั่ง ช่วยลดความเครียด ช่วงเวลาที่ดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดคือ หลังจากเพิ่งตื่นนอน จากนั้นก่อนอาหาร 1 ชม. และหลังอาหาร 1 ชม.ในแต่ละมื้อ สุดท้าย ก่อนอน 1 ชม. ซึ่งวิธีการแต่ละคนอาจมีเทคนิคต่างกันไปแต่ไม่ควรดื่ม 8 แก้วในรวดเดียว สำหรับตนจะดื่มเช้า 3 แก้ว เพื่อเติมน้ำในเลือด ตอนกลางวัน 3 แก้ว เพื่อช่วยขับของเสียในร่างกาย ก่อนอาบน้ำ 1 แก้ว เพื่อความดันโลหิต และก่อนนอน 1 แก้ว เพื่อกำจัดสิ่งตกค้างช่วยให้หลับสบาย น้ำที่ดื่มนั้นทุกขวดมองภายนอกอาจไม่เห็นความแตกต่าง จึงควรเลือกน้ำดื่มที่สะอาดได้มาตรฐาน ผลิตจากโรงงานที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของน้ำดื่มคริสตัล “นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ” กล่าวว่า ชอบออกกำลังกาย โดยช่วงออกกำลังกายจะดื่ม 1 แก้วก่อนออกกำลังกาย 10 นาที หลังจากนั้นก็จะจิบน้ำเล็กน้อยทุกๆ 10-15 นาทีขณะออกกำลัง และจะดื่มน้ำ 2 แก้ว หลังออกกำลังกายเสร็จแล้วครึ่ง ชม. เพื่อให้ร่างกายได้ปริมาณน้ำที่พอเพียงในแต่ละวัน.

เผยสุดยอดเทคนิค ทำยังไงให้เธอ…ขอเบิ้ล!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565959

โดย FHM 27 ม.ค. 2559 16:01

 

คุณเคยได้ยินเสียงร้องตะโกน “เอาอีก เอาอีก” ในงานคอนเสิร์ตไหม? แต่วันนี้เราจะแนะนำวิธีที่ทำให้คุณได้ยินเสียงเธอร้องขอ “เอาอีก เอาอีก” ในขณะที่อยู่บนเตียงกับคุณ!!…

ทำให้เธอต้องการมัน

ขอให้เข้าใจตรงกันด้วยว่า ‘มัน’ ในที่นี้ไม่ได้เป็นญาติกับเผือก แต่เป็น ‘ไอ้นั่น’ ของคุณ! คุณต้องใช้เวลา 20 – 30 นาที ในการหยอกเย้าเล้าโลมเธอ โดยโฟกัสไปที่การนวด เลีย จูบ และถ้าเธอชอบให้ปลุกอารมณ์แบบรุนแรงเร่าร้อน ก็อนุญาตให้คุณขบกัดเธอได้ จุดมุ่งหมายของคุณ คือการกระตุ้นทุกๆ ส่วนในร่างกายเธอ เว้นจุดยุทธศาสตร์และสองเต้าไว้ตอนสุดท้าย วิธีนี้จะทำให้เธอตื่น เร่าร้อน และเปียกแฉะ จนเธอขอและกรีดร้องให้คุณส่งจรวดเข้าฐาน แต่ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาเลย คุณก็ต้องใช้เวลามากขึ้นในการเล้าโลมเธอ และค้นหาจุดสยิวของเธอให้เจอ

มอบเซ็กซ์ที่นานพอ

ถ้าคุณหลั่งเร็วเกินไป โอกาสที่คุณจะทำให้หญิงสาวเกิดความพอใจก็น้อยลงไปด้วย ซึ่งวิธีที่จะทำให้นกเขาของคุณได้กินน้ำนั้น ประการแรก คุณต้องผ่อนคลาย ข้อผิดพลาดง่ายๆ ของผู้ชายในขณะปฏิบัติกิจอย่างว่า คือกดดันตัวเอง กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ ตัดมันออกไปซะ ในขณะที่คุณกำลังเวิร์กอยู่ คุณควรผ่อนคลายและสนุกกับช่วงเวลานั้น สิ่งที่จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย คือการหายใจลึกๆ ฟังเพลงเพราะๆ แต่ก็ต้องมั่นใจว่าบรรยากาศมันใช่ด้วยนะ เพลงดี กลิ่นหอม คุณเองก็สะอาดและสดชื่น

เล้าโลมจนได้ที่

ผู้หญิงเห็นว่าเล้าโลมและเซ็กซ์เป็นสิ่งเดียวกัน การเล้าโลมจะทำให้เธอเร่าร้อนและเกิดความอยาก แถมผู้หญิงไม่แยกการเล้าโลมออกจากเซ็กซ์ ถ้าคุณใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการเล้าโลม และใช้เวลา 10 นาทีเพื่อมีเซ็กซ์ เธอจะรู้สึกว่ามีเซ็กซ์ 40 นาที ซึ่งช่วงเวลาของการเล้าโลมนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณได้พัก

ใส่ใจในรายละเอียด

โดยเฉพาะบริเวณที่ไวต่อความรู้สึก ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนก็มีจุดสยิวแตกต่างกัน ดังนั้น มันสำคัญมากที่คุณจะต้องหาให้เจอว่าบริเวณที่คุณทดลองกระตุ้นอารมณ์ไปนั้นมันแตกต่างอย่างไร และส่วนไหนที่ตอบสนองดีที่สุด เช่น ควรเคลื่อนไหวหนักๆ หรือเบา และถ้าคุณพบ คุณก็สามารถปลุกอารมณ์เธอด้วยการเริ่มต้นในสิ่งที่เธอชอบ จากนั้นก็เย้าแหย่หยอกล้อเธอด้วยการหยุดหรือทำมันช้าๆ เพื่อให้เธอแสดงออกถึงความต้องการอีกครั้ง จากนั้นคุณก็ทำตามกระบวนการเดิม แค่นี้เธอก็ต้องการคุณแทบบ้าแล้วล่ะ!!

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

ผมรักเธอมาก…แต่เพิ่งสารภาพว่าเป็น “เกย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565956

โดย Cleo Thailand 26 ม.ค. 2559 16:01

 

ความสัมพันธ์แบบที่เราชอบแซวจิกกัดกันกับเพื่อนสาวแบบ…แกๆ…ระวังนะ เขามาบอกแกว่า “ผมมีอะไรจะบอกครับ ผมชอบผู้ชาย!!!” ตึ่งโป๊ะเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวๆ คลีโอเราเพิ่งได้เจอคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟไม่เปิดเผยนามกับอดีตคู่รักคู่หนึ่ง แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่า นี่อาจจะไม่ใช่มุกตลกอีกต่อไป

นี่คือคำสารภาพของ บิน โปรแกรมเมอร์หนุ่มวัย 28 เขาเพิ่งเลิกกับนิว แฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่มอปลาย เพราะเขาตัดสินใจบอกเธอว่า “ผมว่าผมอาจจะเป็นเกย์”

—สามเดือนก่อนสารภาพ—

“ผมเคยอธิษฐานตอนเด็กๆ นะครับว่าขอให้ตัวเองไม่เป็นเกย์ ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกย์คืออะไร แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวมันคงจะหายไปเอง แต่ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยหายไปครับ มันซ่อนอยู่ลึกๆ ผมรักนิวมากที่สุด เธอเป็นเพื่อนผู้หญิงที่เพอร์เฟกต์ ตอนที่ผมตัดสินใจบอกนิว มันมาจากแรงกดดันจากสถานการณ์รอบข้างที่เกิดขึ้น คือเพื่อนๆ เราเริ่มแต่งงาน มีลูก ผมจำได้ว่า ผมกลับมานั่งเครียดที่บ้านเลยว่า ถ้าเรายังคบกันต่อไป ทุกอย่างมันต้องแย่ลงแน่ๆ ผมจะมีความสุขเหรอ ผมอยากแก้ปัญหานี้นะ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็เปลี่ยนความรู้สึกตัวเองไม่ได้จริงๆ”

—นาทีที่ผมบอกเธอ—

“ผมหงุดหงิดกับตัวเองมากครับ ตอนที่สารภาพกับเธอ เรานั่งเงียบๆ อยู่บนเตียงของเธอ ผมเองพูดอะไรไม่ออก จนในที่สุดเมื่อโพล่งออกไป ปรากฏว่าเค้าเข้ามากอดผมครับ เรานอนกอดกันทั้งคืน แล้ววันรุ่งขึ้นเราก็แยกย้ายไม่เจอกันสักพักนึงเลย ช่วง 2-3 วันแรกเป็นอะไรที่ช็อกมากครับ เพราะตอนนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องเลิกกัน แต่เป็นเรื่องของการเปิดตัวว่าเป็นเกย์ โดยเฉพาะกับครอบครัว แต่สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ ผมสูญเสียนิวที่ไม่ได้เป็นแค่แฟน แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมไปด้วย แต่ก็ยอมรับว่า ผมทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับนิวแล้ว ที่ตัดสินใจหยุดทุกอย่าง”

—สองปีผ่านไป—

“ผมว่าเราคงต้องทำใจในสิ่งที่เราเสียไป และรับรู้ว่าเราได้อะไรคืนมา ผมต้องรับมือกับความรู้สึกผิดมากมาย เพราะเคยสัญญากับตัวเองว่าถ้าจะทุ่มให้ใครสักคนเต็มร้อย ก็ต้องซื่อสัตย์กับเขาเต็มที่ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองยืนตรงไหนในสังคม ตอนที่คนส่วนใหญ่เลิกกัน อีกคนมักจะโกรธที่อีกฝ่ายไปมีคนใหม่ใช่มั้ยครับ แต่ผมกับนิวไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เราต่างก็รู้ว่าต้องมูฟออน ตอนผมเห็นรูปนิวกับแฟนใหม่ของเธอในเฟซบุ๊ก ผมก็ดีใจนะที่เธอเจอคนที่แคร์เธอจริงๆ”

มาฟังความรู้สึกฟังสาวนิวกันบ้าง ….

“คบกันมาเก้าปี เขาเพิ่งมาบอกฉันว่าเขาเป็นเกย์”

นิว มาร์เก็ตติ้งสาววัย 26 คบกับบินมาเก้าปี ก่อนเขาจะบอกเธอว่า…เขาเป็นเกย์

—สามเดือนก่อนหน้า—

“มามองย้อนกลับไป ตอนนั้นฉันเพิ่งรู้สึกว่า บินเค้าพยายามจะบอกฉันหลายครั้งนะคะ มีอยู่ครั้งนึงเราไปเที่ยวปีใหม่กันแล้วเห็นคนแต่งชุดแฟนซีไปปาร์ตี้ที่ผับ เขาถามเราว่า “คุณคิดว่าคนคนนึงจะรักอีกคนได้เพราะเขาเป็นคนดี ไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงรึเปล่า?” ฉันอึ้งไป ไม่ใช่เพราะคำถามเขานะ แต่เพราะวิธีการพูดของเขา เขาถามฉันแต่ไม่มองหน้า เขาหลบตาลงต่ำ ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาได้ยินคำตอบที่ฉันบอกเขารึเปล่า

—นาทีที่เขาบอกฉัน—

“ตอนนั้นเขาไปทำงานต่างจังหวัด ตอนที่กลับมาเจอหน้ากัน เขาดูเหนื่อยมาก เขามาหาฉันที่คอนโด เขานั่งเงียบมากบนเตียง แล้วจู่ๆ ก็บอกกับฉันว่าเขาคิดว่าเขาเป็นเกย์ เชื่อไหมคะ มันแปลกมากที่ส่วนหนึ่งในใจฉันมันรู้สึกโล่งเลยค่ะ ฉันพยายามทำให้เขารู้สึกแฮปปี้มานานแต่ก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไม

ก่อนหน้านี้บินกับฉันเคยทะเลาะ และเลิกกันมาก่อน แต่ก็กลับมาดีกันทุกครั้ง คราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ฉันคบกับบินมานานจนคิดว่าจะมีแต่เราสองคนตลอดไป ตอนที่เลิกกัน ฉันไม่ได้แค่เลิกกับเขา แต่ต้องห่างออกมาจากเพื่อนๆ และครอบครัวของเขาด้วย ฉันสนิทกับแม่ของบินมาก แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ของเขาอีกก็รู้สึกป่วยใจแล้ว

“สองเดือนหลังจากนั้น ฉันเจอเขาที่เที่ยวแล้วเข้าไปทัก และหงุดหงิดมากที่เขาทำเหมือนไม่อยากคุยกับฉันเลย ตอนหลังถึงเพิ่งมารู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นกับตั้ม แฟนใหม่เขา ฉันก็รู้ล่ะว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว แต่ตอนนั้นไม่ได้ระแคะระคายเลยจริงๆ”

—สองปีถัดมา—

“ฉันไม่คิดว่าจะรับเรื่องราวแบบที่ต้องเจอกับบินได้อีกแล้ว ฉันเชื่อใจเขามากและคิดว่ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา ถ้าแฟนคนต่อไปมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่ ฉันจะทำยังไง? จะรู้ได้ยังไงว่าเขาซื่อตรงกับฉันรึเปล่า? แต่พอฉันได้เจอกับนิค แฟนคนปัจจุบันเมื่อปีก่อน เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลย เขาทำให้ฉันเชื่อใจและมั่นใจในตัวเขา ฉันรักเขามากเพราะความดีของเขา”

ฉันว่าการที่บินสารภาพมาแบบนั้นเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วค่ะ ตอนนี้เขาเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่โดยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และเขาก็เจอตั้ม ส่วนฉันเองก็มีคนที่รักฉัน และรักฉันเพียงคนเดียว”

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

เชื้อแบคทีเรียเข้าสมองและก่อโรคได้อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566925

โดย หมอดื้อ 24 ม.ค. 2559 05:01

 

“เชื้อแบคทีเรีย”…สามารถก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตามมาด้วยเส้นเลือดในสมองอักเสบ อุดตันก่อให้เกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือเกิดฝีในสมอง การเกิดโรคดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ จำต้องมีสภาวะเกื้อหนุน ได้แก่ ตัวเชื้อเอง ซึ่งมีคุณสมบัติทะลุทะลวงเข้าในเยื่อหุ้มสมอง ปัจจัยเอื้ออำนวยให้เชื้อรุกล้ำเข้าในสมองได้ง่ายขึ้นและขึ้นกับผู้ป่วยว่ามีระบบป้องกันต่อสู้เชื้อโรคดีหรือไม่เพียงใด

โดยปกติโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดได้ทุกอายุ โดยที่ชนิดของเชื้อในต่างกลุ่มอายุจะต่างกันออกไปบ้าง ตั้งแต่ในช่วงทารกจนถึง 1-3 เดือน ในเด็กโต ผู้ใหญ่และคนแก่ที่มีอายุมากกว่า 50-60 ปี

เชื้อตัวการที่พบบ่อย คือ Streptococcus pneumoniae, Hemophilus influenzae, Neisseria meningitidis ทั้งนี้จะมี “กลุ่มพิเศษ” ที่จะมีเชื้อพิเศษที่แตกต่างออกไปและจะลุกลามได้มาก คือ เด็กทารก คนแก่ และมารดาที่คลอดบุตรใหม่ๆ รวมทั้งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อ HIV มีตับแข็ง ติดสุราเรื้อรัง จากที่เป็นมะเร็ง หรือได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน หรือมีโรคแพ้ภูมิตนเอง

ปัจจัยเอื้ออำนวยอื่นๆให้เชื้อรุกล้ำเข้าในสมองได้ง่ายขึ้น เช่น การที่มีกะโหลกศีรษะแตกร้าว (เช่น จากอุบัติเหตุ) ทำให้เยื่อหุ้มสมองฉีกขาด และมีช่องทางติดต่อระหว่างโครงสร้างภายนอกสมอง เช่น โพรงจมูก รูหู กับเยื่อ หุ้มสมอง คนที่มีหูน้ำหนวก มีโพรงไซนัสอักเสบเป็นหนอง รากฟันติดเชื้อ มีหนองเหล่านี้ จะเป็นโอกาสเฉพาะทำให้เชื้อรุกล้ำเข้าโดยตรงหรือเอื้ออำนวยให้เชื้อเข้าได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เกิดทั่วไปมักจะเกิดจากการที่มีเชื้อกองกระจุกอยู่ในโพรงจมูกส่วนหลัง โดยได้เชื้อมาจากการถูกไอ จามรด แต่เชื้อต้องมีคุณสมบัติพิเศษในการหลบหลีก กระบวนการขจัดเชื้อของร่างกาย ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างประสิทธิภาพเขี้ยวเล็บของตัวเอง จนกระทั่งสามารถลุกลามเข้ากระแสเลือด โดยที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้ปวดเมื่อย และเมื่อรุกล้ำเข้าหลอดเลือดในสมองได้ก็จะเข้าไปในน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การอักเสบที่เกิดขึ้นเกิดจากทั้งตัวเชื้อเองและกลไกการต่อสู้ของร่างกาย ถ้าเยื่อหุ้มสมองอักเสบไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะเสียชีวิตหรือถ้าได้รับการรักษาช้าไป แม้ไม่ตายก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนคือเส้น เลือดดำและแดงในสมองอักเสบ อุดตัน เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตมีความดันสูงในสมอง ซึ่งจะมีความพิการตลอดชีวิต

เชื้อบางชนิดนอกจากกลวิธีดังกล่าว ยังอาจเข้าร่างกายจากทางการกิน เช่น เชื้อ Listeria monocytogenes มีท้องเสียก่อน และเกิด “ก้านสมอง” อักเสบ โคม่า หรือเกิดฝีในบริเวณใต้ผิวสมอง (subcortical abscess) แต่เชื้อนี้โดยปกติชอบ “กลุ่มพิเศษ” มากกว่าที่จะเกิดในคนปกติ

เชื้อที่ชอบ “กลุ่มพิเศษ” อีกตัวคือ Streptococcus agalactiae (Streptococcus group B) โดยมีคุณสมบัติคือ มีความสามารถเกาะติดกับเส้นเลือดในสมองตั้งแต่แรก เกิดการอักเสบ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตตั้งแต่ต้น (โดยที่เชื้ออื่นๆมักเกิดในระยะหลัง) พร้อมกับเลือดเป็นพิษและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เชื้อแบคทีเรียอีกชนิดที่อาจเข้าร่างกายทางการกินอาหารที่ไม่สุก หรือสัมผัสกับเนื้อหมูที่มีเชื้อขณะชำแหละ ได้แก่ Streptococcus suis

เชื้อนี้จะทำให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อแม้กระทั่งเกิดข้ออักเสบ และก่อให้เกิดโลหิตเป็นพิษอย่างเฉียบพลันได้ แต่ก็อาจเกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบเชื้อวัณโรค และเกิดเส้นประสาทหูอักเสบทำให้เกิดหูดับได้มากกว่าเชื้ออื่นๆบ้าง

นอกจากนั้นเชื้อบางชนิดยังอาศัยตัวกลางก่อนเข้าสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น เกิดการติดเชื้อในลิ้นหัวใจและเกิดก้อนอักเสบที่มีเชื้อภายในหลุดลอยไปยังเส้นเลือดในสมองเกิดเส้นเลือดอักเสบ ฝีในสมอง เส้นเลือดตันหรือพองจนแตก เกิดอัมพาต ในกรณีอื่นๆเชื้ออาจจะไม่ได้ชอบสมองตั้งแต่ต้น แต่เข้าไปติดเชื้อในปอดหรือไตเกิดปอดบวม ไตอักเสบ ถ้าแก้ไม่ทันค่อยเข้าสมองตามหลัง

การรักษาต้องได้รับการวินิจฉัยทันท่วงทีตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นจะมีความพิการหรือถึงแก่ชีวิต และประเมินตัวผู้ป่วยว่าเป็นกลุ่มพิเศษหรือไม่ ซึ่งมีโอกาสได้รับเชื้อที่ต่างจากคนปกติหรือผู้ป่วยนั้นๆมีภาวะปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เชื้อลุกลาม เข้าสมองโดยตรงจากภายนอก เช่น มีหูน้ำหนวก ไซนัสมีหนองกะโหลกร้าว เยื่อหุ้มสมองฉีกขาด และเมื่อได้ตัวเชื้อแล้วต้องประเมินว่าดื้อต่อยาที่ให้หรือไม่ และนอกจากรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบแล้วก็ต้องรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น เมื่อเชื้อทะลุทะลวงเข้าหลอดเลือด หรือมีความดันสูง ในสมอง

หลักปฏิบัติที่ควรทำในคนทั่วไปคือรักษาสุขอนามัย ออกกำลังสม่ำเสมอ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าออกกำลังกายมากเกินไปทำให้เกิดโรคติดเชื้อหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

รับประทานอาหารสะอาด ปรุงสุก ผักผลไม้สดต้องล้างสะอาด ถ้ามีไอ จาม ต้องหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อจากตัวเองสู่คนอื่นโดยการปิดปากปิดจมูก และคนปกติต้องหลีกเลี่ยงที่แออัด เลี่ยงจากคนที่มีอาการไอ จาม หรือมีอาการป่วย รับประทานอาหารควรมีช้อนกลางคนที่มีเชื้อซ่อนเป็นพาหะควรป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ โรงฆ่าชำแหละสัตว์และสุกรต้องมีการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด…

สุราในปริมาณเหมาะสมแม้จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ สมอง แต่ที่ปฏิบัติกันกลับดื่มจนเมามาย และเกิดตับแข็ง และภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ.

หมอดื้อ

เทรนด์ออกกำลังกายใหม่ คลาสเต้นจี๊ด 45 นาที เบิร์น 500 แคลอรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566414

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ม.ค. 2559 05:01

 

สร้างความฮือฮาในหมู่คนรักสุขภาพตั้งแต่เปิดตัวในเมืองไทย สำหรับ “เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ” ฟิตเนสคลับระดับพรีเมียมจากเกาะอังกฤษ ล่าสุด สรรหาความสนุกแนวใหม่ในการออกกำลังกายมาดึงดูดใจแฟนๆ ด้วยการนำเสนอไลฟ์สไตล์แอ็คทีฟใหม่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง “พัลส์ พาวเวอร์ บาย คลับเบอร์ไซส์” (PULSE Powered by Clubbercise) คลาสเต้นสุดฮอตจากเมืองผู้ดี ที่มาเปิดตัวในไทยเป็นแห่งแรกของเอเชีย เพื่อให้หนุ่มสาวคนรัก การออกกำลังกายได้ฟิตแอนด์เฟิร์มเบิร์นแคลอรี ออกลีลาท่วงท่าเต็มที่ตามสเต็ปเพลงแดนซ์ยอดฮิตท่าม กลางบรรยากาศเร้าใจแสงสีไฟดิสโก้ของไนท์คลับอันคึกคัก ที่ชวนให้ชีพจรเต้นแรง รับรองว่าเลือดลมสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ทำให้ได้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟีน ช่วยปลดปล่อยจากความเครียดสะสม

โดยครูฝึกผู้เชี่ยวชาญผสานสเต็ปการเต้นรำเข้ากับท่วงท่าแอโรบิกที่ทำง่ายแต่เรียกเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดออกกำลังกาย หรือคนที่ฟิต แอนด์เฟิร์มอยู่แล้ว ก็สามารถปล่อยตัวปล่อยใจให้สนุกสนานไปกับคลาสพัลส์เต็มที่ แถมยังมีอุปกรณ์เพิ่มความคึกคักคือแท่งไฟสีสะท้อนแสง ให้ได้กระชับกล้ามเนื้อแขนให้เรียวได้รูป พิสูจน์แล้วว่า เข้าคลาสแค่ 45 นาที ก็สามารถเบิร์นแคลอรีได้มากกว่า 500 แคลอรี อะเมซซิ่งจริงๆ.

10 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ “Orgasm”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563369

โดย GQ Thailand 22 ม.ค. 2559 16:01

 

Orgasm หรือการไปถึงจุดสุดยอด เป็นสิ่งปรารถนาของคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์กัน เป็นแรงขับเคลื่อนจากภายในสู่ภายนอกเพื่อความสุขสมของทั้งสองฝ่าย

เมื่อปี 2009 ในงานพูดที่ทรงพลังที่สุดของโลกอย่าง Ted Talk ยังมีหัวข้อ “10 things you didn’t know about orgasm” พูดโดย Mary Roach ผู้เขียนBonk: The Curious Coupling of Science and Sex ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเวลา 18 นาทีบนเวทีของเธอ มันทั้งสนุกและตลก มีคนดูมากกว่า 17 ล้านวิว แสดงว่ามีคนสนในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก และนี่คือที่มาของข้อเท็จจริงกับสิ่งที่เรียกว่า Orgasms ที่คุณควรรู้

1. การไปถึงจุดสุดยอดแม้จะใช้วิธีช่วยตัวเองได้ แต่ความสนุกและความฟินจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าถ้าคุณมีคู่ขามาช่วย

2. บางครั้งการที่คุณคิดว่าถึงจุดสุดยอดแล้ว อาจไม่ใช่ก็ได้ โดยเฉพาะผู้ชายที่มักจะโกหกคู่นอน แม้จะมีการหลั่งอสุจิก็ตาม

3. คุณไม่จำเป็นต้องมีอวัยวะเพศก็สามารถไปถึงจุดสุดยอดได้

4. ในคนที่แข็งแรงมากๆ สามารถไปถึงจุดสุดยอดได้ในระยะเวลาสั้นๆ และต่อเนื่องกัน โดยแทบไม่พัก

5. โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายมีระยะเวลาถึงจุดสุดยอดสั้นกว่าผู้หญิง ของผู้ชายจะอยู่ที่เวลา 5-22 วินาที ส่วนผู้หญิง 20 วินาทีเป็นอย่างต่ำ

6. เป็นที่รู้กันว่า แม้ผู้ชายจะไม่ได้ปล่อยน้ำอสุจิในตัวผู้หญิง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ผู้หญิงอาจจะตั้งท้องก็ได้

7. ถ้าคุณมีอาการปวดหัว หรือเครียดจากการทำงาน วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการไปถึงจุดสุดยอด

8. การหลั่งน้ำอสุจิกับการถึงจุดสุดยอดเป็นคนละเรื่องกัน ผู้ชายสามารถไปถึงจุดสุดยอดโดยไม่หลั่งอสุจิเลยก็ได้

9. เมื่อเกิดการหลั่งน้ำอสุจิ สเปิร์มที่แข็งแรงที่สุดจะวิ่งเข้าสู่รังไข่ โดยวิ่งด้วยความเร็ว 28 ไมล์ต่อชั่วโมง เทียบกับ ยูเซน โบล ยอดนักวิ่งลมกรดแชมป์โอลิมปิกที่วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 27.79 ไมล์ต่อชั่วโมง

10. ผู้ชายขอเวลา 7 นาทีในการบิ้วอารมณ์และเดินทางสู่จุดสุดยอด

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com