โรคเอสแอลอี (ตอนที่ 1) รู้จักโรคเอสแอลอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585445

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 4 มี.ค. 2559 05:30

 

โรคเอสแอลอี หรือโรคลูปัส จัดเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคภายนอกร่างกาย กลับกลายเป็นมาสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ของตนเอง ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่เป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย สำหรับอวัยวะที่พบบ่อย คือ ผิวหนัง ข้อ ไต หัวใจ ปอด สมอง และระบบโลหิต

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้

โรคเอสแอลอี พบได้ทุกเชื้อชาติ แต่จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าคนผิวขาว มักพบในประเทศแถบเอเชียตะวันออก เช่น ไทย มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน คือ อายุระหว่าง 20–45 ปี อายุเฉลี่ย 30 ปี ผู้หญิงมีอัตราการเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย 9–10 เท่า

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีผู้ให้ความเห็นว่าเกิดจากสาเหตุต่างๆ ประกอบกับตัวคนคนนั้นมีสภาพร่างกายที่เอื้อต่อการเกิดโรค สาเหตุที่เป็นปัจจัยร่วม ได้แก่
– พันธุกรรม
– เชื้อโรคหรือสารพิษ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส
– ฮอร์โมนเพศหญิง เนื่องจากพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบได้บ่อยเมื่อเริ่มมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด
– สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดโรค เช่น แสงแดด อาหาร ยา

ติดตามอาการของโรคเอสแอลอีได้ในศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้า ทุกท่านจะได้รับความรู้และสาระที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

4 วิธีเปลี่ยนคนตื่นสายให้เป็นคนตื่นเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582917

โดย GQ Thailand 3 มี.ค. 2559 16:01

 

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่เป็นมนุษย์นอนดึก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหน้าที่การงานหรือเป็นนิสัยที่ชอบใช้เวลาในช่วงกลางคืน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ด้วยภาระการงานทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการ ‘ตื่นเช้า’ ไปได้ จึงมักจะได้ยินเสียงบ่นว่าต้องทำงานหนักและสะสางชีวิตส่วนตัว จนทำให้ต้องนอนดึกและตื่นเช้าด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ วันนี้เราจะมาบอกวิธีการฝึกตื่นเช้าให้เป็นเช้าที่สดใส (แม้อาจจะฟังดูไม่ง่ายนัก) แต่ถ้าคุณทำได้ รับรองว่ามันจะส่งผลดีต่อชีวิตคุณ แถมยังมีเวลาเพิ่มให้กับตัวเองอีกด้วย

How to Get Up Early and Be Fresh

1. ทำซ้ำๆ เพราะการตื่นเช้าถือเป็นนิสัยที่สามารถฝึกฝนกันได้ การฝึกทำไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดเป็นความเคยชินและจะกลายเป็นนิสัยในที่สุด คุณอาจเคยได้ยิน ‘ทฤษฎีสร้างนิสัยใน 21 วัน’ (21-Day Habit Theory) ที่กล่าวว่า หากอยากเปลี่ยนนิสัยให้เป็นแบบไหนให้ทำสิ่งนั้นทุกวันเป็นเวลา 21 วัน แต่นิสัยบางอย่างก็ต้องอาศัยเวลามากกว่านั้น

2. ทำจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เช่น ถ้าปกติตื่น 10 โมง อาจจะบังคับตัวเองให้ตื่น 9 โมงครึ่ง แล้วค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ เพราะหากทำอะไรแบบหักดิบ เช่น เคยตื่น 10 โมง แล้วต้องมาตื่น 6 โมง อาจจะเป็นเรื่องที่ยากไปจนหมดกำลังใจ หรือถ้าทำได้รับรองว่าไม่เกิน 1 เดือน ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นให้เริ่มจากอะไรที่สามารถทำได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยทำอยู่แล้วจะสามารถทำได้ง่ายกว่า

3. ทำทีละอย่าง ข้อนี้สำคัญมาก มันเป็นรูปแบบเดียวกับ Wish Lists หรือ New Year’s Resolution ที่ตั้งปณิธานยาวเหยียดไว้สวยหรู แต่ทำให้เกิดขึ้นจริงแทบไม่ได้เลย เพราะต้องทำอะไรหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน จนเป็นภาระและไม่สามารถโฟกัสกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้ ดังนั้นการฝึกนิสัยตื่นเช้าไม่ควรจะทำพร้อมกับการสร้างนิสัยอื่นๆ แต่ให้ทำจนกว่าจะสามารถตื่นเช้าได้แล้วค่อยเริ่มอย่างอื่นต่อ

4. ทำให้น่าสนใจ คุณสามารถหาแรงจูงใจให้ตัวเองหลังตื่นนอนได้ เช่น อาจจะตั้งเป้าว่าตื่นขึ้นมาเพื่อทำอะไร เป็นเรื่องจริงที่หลายคนสามารถตื่นเช้าได้เพราะติดการกินอาหารเช้า แต่คุณอาจจะตั้งเป้าหมายอย่างอื่น เช่น ตื่นมาดื่มกาแฟ หรือตื่นมาเพื่อที่จะมีเวลาอาบน้ำได้นานขึ้น แต่ที่สำคัญอย่าทำให้ยุ่งยากจนเกินไป คงเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะฝืนตัวเองได้ทุกวัน เพราะแค่ต้องบังคับตัวเองให้ตื่นนอนแต่เช้าก็เป็นเรื่องยาก แล้วยังต้องมาพบกับความยุ่งยากหลังตื่นนอนอีก นอกจากนี้อาจจะทำให้คุณเสียเวลาและไปทำงานสายจนคุณอาจจะหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

หากคุณเบื่อกับการฝึกตัวเองให้ตื่นเช้า ให้ลองคิดว่ามันคืองานอดิเรกที่ท้าทายและคุณจะต้องเอาชนะมันให้ได้ เพราะการบ่มเพาะนิสัยจะต้องใส่ใจ ติดตามผล และมีระเบียบวินัยกับตัวเอง มันอาจจะยาก แต่เมื่อทำได้คุณก็จะภาคภูมิใจกับมัน และหากคุณตื่นเช้าได้ การออกกำลังกายที่เคยผัดวันประกันพรุ่งจนไม่ได้ออกสักทีก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้เป็นนิสัย (รวมถึงนิสัยอื่นๆ ด้วย)

How to Make a Productive Morning

เมื่อจะต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าแล้วก็ควรจะได้อะไรมากกว่าการเริ่มต้นวันใหม่ที่เร็วกว่าเดิม เพราะยามเช้าเป็นช่วงที่ทุกอย่างยังเงียบสงบและปราศจากการรบกวน จึงเป็นเวลามีค่าที่จะได้อยู่กับตัวเองมากที่สุด การตื่นเช้าจึงถือเป็นข้อได้เปรียบ ที่เหมือนได้ใช้เวลาส่วนตัวก่อนเริ่มวันใหม่

เทคนิคเพิ่มเติม เป็นการสร้างประโยชน์จากนิสัยเดิมๆ โดยการใส่กิจกรรมใหม่ๆ เข้าไป เช่น หากคุณมีนิสัยตื่นเช้าแล้วต้องดื่มกาแฟ ในระหว่างที่คุณดื่มกาแฟอาจจะหาอะไรที่ชอบมาอ่าน หรืออาจจะเป็นช่วงเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น อ่านข่าวธุรกิจหรือบทความวิทยาศาสตร์ หรือเป็นช่วงเวลาที่ใช้วางแผนสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น สุดท้ายคุณจะสามารถทำกิจกรรมใหม่ๆ นี้ได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรปกติจนติดเป็นนิสัย และเป็นการใช้เวลาช่วงเช้าได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

เราเรียกสิ่งที่ทำทั้งหมดว่ากิจวัตรยามเช้า สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ใน ‘กิจวัตรยามเช้าของ 10 ชายผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก’http://www.gqthailand.com/life/view/?url=10-people-early-wake-up

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

ผู้ชายระวัง! เมื่อ “ขนาด” บ่งบอกโอกาสเป็นหมันได้สูงถึง 7 เท่า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582914

โดย FHM 2 มี.ค. 2559 16:01

 

เอาละสิ! เมื่อขนาดของท่านชาย บ่งบอกโอกาสเป็นหมันได้งั้นหรือ? แล้วเรื่องนี้มีที่ไปที่มายังไง ชักรู้สึกหนักใจซะแล้วสิ!

ผู้ชายอ่านแล้วอย่าเพิ่งตกใจ เมื่อนักวิจัยพบว่า “ขนาด” มีส่วนสัมพันธ์กับโอกาสในการมีลูก แต่ไม่ใช่ขนาดของเครื่องเพศอย่างที่เพศชายวิตกกัน! แต่เป็น ระยะห่างระหว่างช่องทวารกับถุงอัณฑะ หรือเรียกกันว่า เอจีดี (AGD : Anogenital Distance)

ผลวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า ชายใดที่มี ADG สั้นกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 2 นิ้ว ชายผู้นั้น ยิ่งมีโอกาสเป็นหมัน เพิ่มขึ้น 7 เท่า เพราะจะทำให้มีปริมาณของน้ำและตัวอสุจิน้อยลง

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ได้รับสารเคมี “ทาแลต” ในช่วงตั้งครรภ์ นับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้เด็กที่เกิดมา จะมีช่วงเอจีดีสั้น

ซึ่ง “ทาแลต” พบได้ในน้ำหอม แชมพู สบู่ สี และพลาสติก เมื่อวัดปริมาณทาแลตในปัสสาวะของหญิงมีครรภ์ พบว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้น 10 เท่า จะมีโอกาสเสี่ยงที่ลูกชายจะมีช่วงเอจีดีสั้น!

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

กลัวที่ไหน! ทางรอด 5 วิธีบดขยี้ความง่วง อดนอนแค่ไหนก็ไหว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584618

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2559 06:05

 

ไม่ว่าคุณจะอดนอน นอนไม่หลับสะสมมาหลายวัน หรือหลับไม่สนิทเต็มที่ จนทำให้เพลีย-สะลึมสะลือในตอนเช้าก็ตามแต่ ไทยรัฐออนไลน์ ขอท้าให้ลองวิธีง่ายๆ เหล่านี้ที่จะสลัดความง่วงของคุณให้หายไป ซึ่งเราได้ลองครบมาหมดทุกวิธีแล้ว การันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าช่วยคุณได้จริงแน่นอน…ไม่มากก็น้อยล่ะนะ!

1. บายรถส่วนตัว
ก็รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองนอนไม่พอ ซึ่งอาจจะทำให้หลับในเอาได้ง่ายๆ แล้วยังจะฝืนขับรถทำไมอยู่ บางทีการเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะต่างๆ บ้าง ก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ แถมยังช่วยให้คุณปลอดภัยมากขึ้นด้วย หลายคนชอบคิดว่า ถ้าได้กาแฟถ้วยใหญ่ที่มีรสเข้มกว่าปกติสักแก้วแล้ว เดี๋ยวอาการง่วงก็หายไปเอง-ขับรถต่อได้ ทว่า นั่นกลับเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะจริงๆ แล้ว คนที่ขาดการนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ (ใช้เวลา) เท่ากับคนเมาเลย ฉะนั้น ต่อให้คุณดื่มไปหลายแก้วเพื่อกำจัดความง่วง มันก็เพียงช่วงขณะหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายก็กลับมาง่วงอยู่ดีนั่นแหละ ทางที่ดียื่นกุญแจให้เพื่อนขับ หรือไม่ก็โดดขึ้นรถเมล์แทน จะเซฟตัวเองมากกว่านะเออ …

ง่วงขนาดนี้ นั่งรถโดยสารปลอดภัยกว่านะจ๊ะ !

2. คาเฟอีนช่วยได้…แต่ต้องไม่มากไป 

อย่างที่บอกมันจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท-ปลุกคุณให้ตาสว่างขึ้นได้แค่ขณะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณต้องการคาเฟอีนสักนิด เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ อันนั้นก็ได้อยู่ (อาจจะเป็นเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนเล็กน้อยประมาณ 50-100 มิลลิกรัม) ทว่า หากจะดื่มเพื่อหวังผลในระยะยาว เราบอกเลยว่ามันไม่เวิร์ก และไม่ช่วยแก้ง่วงได้อย่างแท้จริง นอกจากคุณจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จแล้วนอนพักซะ อย่างไรก็ดี ระหว่างการดื่มคุณควรเช็กอาการต่างๆ ด้วย เช่นว่า มีอาการหัวใจเต้นแรง หรือ ปวดหัวแบบมึนๆ หรือไม่? เพราะนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณดื่มมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการแล้ว!

คาเฟอีนช่วยได้…แต่ต้องไม่มากไป

3. ดื่มกาแฟแล้วงีบหลับ
อีกหนึ่งทางออกสำหรับคนเดินทางไกล หรือต้องขับรถนานหลายชั่วโมง แน่นอนว่า ถ้าวันไหนคุณได้พักผ่อนมาแค่ 5-6 ชั่วโมง (ซึ่งไม่เพียงพอเอาซะเลย) พอชั่วโมงบ่ายๆ คุ​ณก็เริ่มรู้สึกอยากจะนอนแล้ว เราแนะนำให้ลองดื่มกาแฟดริปขนาด 6–7 ออนซ์ (โดยการเติมน้ำแข็งลงไปสัก 2–3 ก้อน) รวดเดียวหมด แล้วแวะหาที่พักงีบสักแป๊บ ประมาณ 20-30 นาที กาแฟดริปจะช่วยให้คุณนอนหลับง่าย และหลับสนิทมากขึ้น พอตื่นมาคุณจะรู้สึกเต็มอิ่มกับการนอนหลับ หรือหลับสนิทเพียงพอจนไม่ต้องกังวลเรื่องการขับรถเลยล่ะ ที่สำคัญมันยังมีพลังกระตุ้นทำให้คุณอเลิร์ต และยืดอายุความสดชื่นให้คุณอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องแน่ใจนะว่า ใช้เทคนิคนี้ก่อนบ่าย 2 โมง ไม่งั้นตารางเวลาการนอนอาจจะป่วนตามไปด้วย

4. งดคุยเรื่องเครียดทุกสิ่งอย่าง
ประเด็นนี้สำคัญเลย นอนพักผ่อนก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ไหงดันต้องมาคุยเรื่องเครียดๆ กันอีก คุณเคยสังเกตไหมว่า ยิ่งง่วงนอนก็ยิ่งหงุดหงิดง่าย นั่นเป็นเพราะเมื่อขาดการนอนหลับที่เพียงพอ จึงทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวกว่าปกติ และยากที่จะควบคุมอารมณ์ ยิ่งถ้าวันไหนที่มีประชุมเรื่องเครียดๆ (ในวันที่คุณนอนไม่พอ) ก็จะมีแต่จะทำให้คุณหงุดหงิด เสียอารมณ์ มึนเบลอ รวมทั้งพลอยคิดอะไรไม่ค่อยออกไปด้วย ฉะนั้นเป็นไปได้เลี่ยงเรื่องเครียดๆ ออกไปก่อนดีกว่านะ

งดคุยเรื่องเครียดวันพักผ่อนน้อย…

5. เข้านอนให้เร็วขึ้น
เพื่อทดแทนเมื่อคืนที่คุณนอนไม่เพียงพอ เราแนะว่าคืนนี้ให้คุณปรับตารางการนอนซะใหม่ โดยอาจนอนให้เร็วขึ้นจากปกติสัก 2-3 ชั่วโมง เพื่อที่ตื่นมาเช้าวันใหม่พรุ่งนี้จะได้สดใส สดชื่น พร้อมลุยกับทุกสิ่งที่เข้ามา อย่างไรก็ตาม หากหลายคนคิดว่ามันยากเกินไปที่ต้องนอนเร็วขึ้นหลายชั่วโมง ลองเปลี่ยนมาเป็นครึ่งชั่วโมงดูก่อนก็ไม่ว่ากัน เช่น จากปกติที่คุณเข้านอน 4 ทุ่มครึ่งเป็นประจำ ก็ให้นอนตอน 4 ทุ่ม แล้วค่อยๆ ปรับเวลาให้เร็วขึ้นเป็น 3 ทุ่มครึ่ง-3 ทุ่ม เชื่อเถอะว่า วิธีนี้จะทำให้คุณตื่นมาเฟรชสุดๆ รู้สึกนอนเต็มอิ่มแบบเต็มที่จริงๆ

ออกกำลังกายด้วย Viking Method ได้มากกว่าแค่พุงยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582259

โดย Women’s Health 29 ก.พ. 2559 16:01

 

ที่อังกฤษ นอกจากเทรนด์เครื่องแต่งกายถักนิตติ้ง เฟอร์นิเจอร์ และละครแนวสแกนดิเนเวียนจะมาแรงแล้ว เทรนด์เวิร์กเอาต์ของคนโซนทางเหนือทวีปยุโรปก็มาแรงไม่แพ้กัน ไม่เชื่อมาดูวิธีฝึกในยิม Viking Method กัน

โปรแกรมออกกำลังส่วนใหญ่มักอ้างว่าทำแล้วพุงจะยุบและก้นสวยเด้ง แต่ที่ไวกิ้ง เม็ธธอด ให้คุณมากกว่านั้น ซึ่งก็คือการโฟกัสความรู้สึกที่ได้จากการออกกำลังกาย “ชาวไอซ์แลนด์ภูมิใจมากในเรื่องความแข็งแรง คนยุโรปเหนือมักฝึกเพื่อพัฒนาพละกำลังและความแข็งแรง น้ำหนักที่ลดได้ 5 ปอนด์นั้นเป็นแค่ของแถม” สวาวา ซิกเบิร์ตส์ดอตเทอร์ เจ้าของยิมและผู้ก่อตั้งไวกิ้ง เม็ธธอด เกริ่น โปรแกรมของเธอเน้นท่าฝึกที่สัมพันธ์กับการใช้งานจริง คุณจึงทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด ยกของ คลาน ดึง และผลัก

“ถ้าอยากให้ร่างกายออกแรงเต็มที่ในเวลาสั้นๆ คุณต้องทำคาร์ดิโอสลับกับการฝึกด้วยแรงต้าน ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน ลดฮอร์โมนความเครียดและระดับอินซูลิน ทั้งยังช่วยเผาผลาญไขมันด้วยค่ะ การฝึกแบบนี้ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ” เทรนเนอร์สาวอธิบาย ฝึกแต่ละท่าต่อไปนี้ นาน 30 วินาที และพัก 30 วินาทีระหว่างท่า จะใส่หมวกเขาสัตว์กับถือขวานเป็นพร็อพประกอบก็ไม่ว่ากัน

1. Reverse Squat Jumps

ดันไหล่ไปด้านหลัง เท้าแนบติดพื้น แล้วย่อตัวลงทำท่าสควอต กระโดดถอยหลัง แล้วลงสู่พื้นในท่าสควอตย่อต่ำๆ

ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที แค่นี้ก็ก้นแน่นปึ้ก

2. Spider-Man Crawl

(a) ตั้งท่าแพลงก์ จากนั้นดึงเท้าขวาและมือซ้ายคลานไปข้างหน้า เกร็งแกนกลางลำตัวและกดก้นต่ำๆ เข้าไว้
(b) ทำซ้ำ แต่เปลี่ยนมาคลานด้วยเท้าซ้ายกับมือขวา ทั้งหมดนี้นับเป็น 1 ครั้ง

ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที

3. Arm Walk

กลับไปตั้งท่าแพลงก์ตามเดิม เกร็งแกนกลางลำตัวไว้ ใช้มือเดินไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลังเพื่อถ่ายน้ำหนักไปมา
ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 6 ครั้ง

4. Jumping Kick

ยืนเอาเท้าซ้ายนำหน้า เท้าขวาเบี่ยงไปด้านหลังเล็กน้อย กระโดดแล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าขวา พลางยกเข่าซ้ายขึ้นด้านหน้าและทำท่าเตะสูง

ฝึกให้ได้: 6 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที

Women’s Health Thailand | December 2015
แปลและเรียบเรียง: สุชาดา เชาวรียวงษ์ | ภาพ:Corbis Images | ภาพประกอบ: Supermod

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com

5 วิธี เพิ่มความอึดแบบไม่ต้องลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582237

โดย Playboy Thailand 28 ก.พ. 2559 16:01

 

เราเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ยึดมั่นในเรื่องของการสร้างความอึดในขณะมีเซ็กซ์ เพราะมุ่งเป้าว่าจะต้องทำให้ ฝ่ายหญิงถึงฝั่งให้ได้ บวกกับความเชื่อที่ว่ายิ่งอึดฝ่ายหญิงยิ่งชอบ และแน่นอนว่าเรามีเทคนิคแบบง่ายๆ ที่คุณไม่ต้องลงทุนอะไรในการช่วยเพิ่มความอึดและยืดระยะเวลาในการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง

1. เล้าโลม

ยังเป็นปัจจัยหลักที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะถ้ามองว่าระยะทางการถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิงคือเลข 10 ถ้าคุณเล้าโลมดี และจุดไฟเธอจนติด ระยะทางของการมีเซ็กซ์ อาจจะวิ่งมาถึงเลข 6 หรือ 7 เลยก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องรู้จุดเสียวของเธอ เช่นเดียวกับการรู้ระยะเวลาที่เหมาะสม

2. ให้เธอคุมเกม

ท่า Women on Top ยังใช้ได้ดีเสมอ เพราะเธอจะรู้ถึงวิธีที่ทำให้เธอถึงจุดหมายได้ดีกว่า และอย่าไปซีเรียสถ้าคุณจะเป็นฝ่ายตั้งรับบ้าง

3. หายใจลึกๆ และผ่อนคลาย

การหายใจลึกๆ จะช่วยทำให้คุณผ่อนคลายและคลายความกังวลได้ แต่ก็ในระดับหนึ่งเท่านั้นนะ อย่าไปหวังพึ่งมาก

4. เปลี่ยนยุทธวิธี

การขยับเข้าออกของอวัยวะเพศชายอาจจะทำให้คุณมีสิทธิ์ไปถึงฝั่งก่อนเธอได้ ดังนั้น ถ้าคิดว่าไม่ไหว เมื่อใกล้จะถึงจุดแล้ว คุณควรรีบเปลี่ยนท่า เพื่อเป็นการพักการขยับตัวของน้องชายคุณด้วย และอีกข้อ คือ การลดการเคลื่อนตัวและหันมาใช้วิธีบดกับเบียดแทน และนั่นทำให้คลิตอริสของเธอ มีโอกาสถูกสัมผัสและกระตุ้นมากกว่า

5. เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ

บางครั้งคุณอาจจะต้องเบนความคิดและความสนใจ ของตัวเองออกจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้น อาจจะลองท่องสูตรคูณ หรือนึกถึงเรื่องซีเรียสๆ อาจจะช่วยทำให้คุณยืดระยะเวลาก่อนถึงจุดสุดยอดออกไปได้อีกสักหน่อย

แต่ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องที่ดูแล้วยากเกินไป ผลิตภัณฑ์ยาผู้ชายที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดคือทางเลือก ที่ได้ผลดี และมีการลงทุนในด้านกำลังทรัพย์ไม่เยอะจนเกินไป

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

ดนตรีและสมอง : ร้องเพลงห่วย….เกิดได้ยังไง? (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583264

โดย หมอดื้อ 28 ก.พ. 2559 05:01

 

บทนี้น่าจะเป็นข้ออ้างของพวกเราหลายๆคนนะครับว่า ที่ร้องเพี้ยน หลง โหยหวน เกิดจากสายใยสมองเรายังไม่สามัคคีกันนัก ไม่ใช่อ่อนซ้อมหรือดำน้ำ หมอและคุณหมอจิตสุภา ตรีทิพย์สถิต สรุปและเรียบเรียงจากเว็บของ New York Academy of Science

ภาวะความบกพร่องของการสำเหนียกระดับเสียง (tone deafness) หรือแนวโน้มที่จะร้องเพลงเสียงหลง (tendency to sing out-of-tune)

สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปร้อง เพลงเสียงหลง อาจสรุปได้ว่าไม่ได้มาจากความผิดปกติเพียงด้านใดด้านหนึ่ง (monolithic defect) เท่านั้น

แต่น่าจะเกิดจากความหลากหลายในรูปแบบของการร้องเพลงในมนุษย์ ซึ่งคนบางกลุ่มในลักษณะที่หลากหลายเหล่านี้อาจมีปัญหาความบกพร่องทางการรับรู้ (impaired perceptual abilities) ความบกพร่องในการแยกแยะและออกเสียงตามระดับเสียงต่างๆตั้งแต่กำเนิด (congenital amusia) พบได้ประมาณ 2-4% ของประชากร ในขณะที่บางส่วนที่เหลือไม่พบความผิดปกติเหล่านี้

การทดสอบร้องเพลงโดยไม่มีดนตรีประกอบ ถือเป็นวิธีการทดสอบความสามารถในการร้องเพลงในคนทั่วไปที่น่าเชื่อถือและปราศจากอคติส่วนบุคคล ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถบอกความแม่นยำในด้านระดับเสียง (pitch accuracy) และการเว้นช่วงของจังหวะ (temporal accuracy) ได้เป็นอย่างดี

กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนทั่วไปและกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักดนตรีร้องเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น เพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ พบว่าโดยรวมไม่มีความแตกต่าง แต่อาจมีบางคนร้องแย่ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีความผิดปกติทางด้านการรับรู้ร่วมด้วยก็ได้

การร้องเพลงแย่ (out-of tune singing) นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้จากความบกพร่องทางการรับรู้ (perceptual deficits) หรือความบกพร่องทางการประสานการควบคุมการเคลื่อนไหวในการออก เสียงร้อง (motor deficits) อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

โดยพบว่า ในกลุ่มคนทั่วไปที่ร้องเพลงแย่นั้นไม่สามารถเลียนเสียง (imitative vocalization) ได้ แม้ว่าจะไม่มีความผิดปกติทางด้านการรับรู้และแยกแยะระดับเสียง (pitch discrimination) ก็ตาม

จากข้อมูลดังกล่าว นำไปสู่สมมติฐานที่ว่า การที่คนทั่วไปร้องเพลงแย่นั้นมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของการทำงานที่ประสานกันระหว่างกระบวนการรับรู้และกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว (sensorimotor deficit) กล่าวคือ ในกลุ่มคนที่ร้องเพลงแย่นั้นอาจมีกระบวนการแปลงสัญญาณ (mistranslation) ที่ผิดพลาดระหว่างกระบวนการแยกแยะระดับเสียงและการส่งต่อสัญญาณดังกล่าวไปยังสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการออกเสียง

การศึกษาด้วยเครื่องมือ fMRI ในการศึกษาการทำงานของสมองในกลุ่มที่ร้องเพลงไม่เพี้ยน (accurate singers) และในกลุ่มที่ร้องเพี้ยน (poor pitch (tone–deaf) singers) ในขณะที่กำลังทำการเลียนเสียงที่กำหนด (vocal imitation)

เมื่อทำการวิเคราะห์ผลการศึกษาที่ได้พบว่า กลุ่มเพี้ยน ยังคงมีการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน (auditory areas) ในระดับปกติ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (motor areas) กลับมีลักษณะการทำงานที่ลดลงหรือผิดปกติไป ซึ่งในที่นี้รวมถึงสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล่องเสียง (larynx motor cortex, posterior cerebellum และ supplementary motor area)

ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า การร้องเพลงแย่นั้นมีสาเหตุมาจากความผิดปกติบางประการในกระบวนการเชื่อมโยงประสานงานระหว่างสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินซึ่งเป็นปกติและสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อการออกเสียงของกล้ามเนื้อกล่องเสียง

จากการวิจัยร้องเพี้ยนนำไปขยายผลต่อยอดเพื่อการศึกษากระบวนการรับรู้ (cognition) ที่เกิดภายในสมองของมนุษย์อย่างแพร่หลาย เนื่องจาก ดนตรีนั้นสัมพันธ์กับการทำงานของสมองในหลายๆ ส่วนที่มีหน้าที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ (perception และ cognition), การเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่างๆ (action), อารมณ์ (emotion), การเรียนรู้ (learning) และการเกิดความจำ (memory)

ในปัจจุบันพบว่า มีข้อมูลการศึกษาและค้นพบใหม่ๆในสาขาวิชาซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำดนตรีมาใช้เพื่อบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก.

หมอดื้อ

จะรู้ได้อย่างไร? ว่าป่วยเป็น “โรคเซ็กซ์เสื่อม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579184

โดย FHM 27 ก.พ. 2559 16:01

 

หนุ่มๆ หลายคนที่ยังฟิตปั๋ง บอกว่ายังมีเวลาอย่าเพิ่งไปคิด รู้ไหมเรื่องนี้อาจส่งผลต่อชีวิตคุณผู้ชายทั้งชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบนเตียงเพียงเรื่องเดียว…

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ Erectile Dysfunction (ED) วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น คือ
• น้องชายไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้ยาก
• นกเขาไม่ขัน
• ล่มปากอ่าว
• หลั่งเร็ว เสร็จไว

ED มักจะเกิดกับผู้ชายที่…

• ประเภทงานที่ทำให้เกิดความเครียด รู้สึกวิตกกังวลอยู่ตลอด
• ชายชอบดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ชายที่สูบบุหรี่จัด ป่วยเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันโลหิตไม่ปกติ
• ชายที่มีโรคประจำตัว ร่ายกายไม่แข็งแรง ต้องรับประทานยาเป็นประจำ และผลของยาบางตัวที่ทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่ทานแล้วทำให้ร่างกายพักผ่อนนอนเยอะๆ อาจมีผลทำให้เกิดอาการไม่แข็งตัว ระบบประสาทสั่งการช้า ไม่กระตุ้นความรู้สึก แต่หากปล่อยไว้จะสะสม และทำให้เกิดโรคเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้

ฮอร์โมนเพศของผู้ชายทุกคนลดลงตามช่วงอายุ

ผลการวิจัยมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา พบว่าเมื่อผู้ชายมีอายุเข้าเลข 40 ปี การสร้างฮอร์โมนของเพศชายจะต่ำลดลง เฉลี่ยปีละประมาณ 1% แต่อาการที่ก่อให้เกิดการสร้างฮอร์โมนของเพศชายนั้น จะค่อยเป็นค่อยไปไม่รวดเร็วอย่างที่คิด ซึ่งแตกต่างจากกรณีของผู้หญิงที่เป็นช่วงวัยหมดประจำเดือน

การดูแลและรักษาสุขภาพของท่านชาย

การเตรียมตัวที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่ารอให้ถึงวัย 40 ปี แล้วค่อยรักษา เพราะปัจุบันหนุ่มๆ ที่ยังไม่ถึง 30 ปี ก็เริ่มเป็นกันแล้ว!!! ผู้ชายควรดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราไม่มีความสุข ทั้งการทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย รวมทั้งการทำจิตใจให้สงบ ควบคุมอาหาร พยายามเลือกทานอาหารที่ไม่มีไขมันมากจนเกินไป ส่งผลให้โรคอ้วน หลอดเลือดไปเลี้ยงเครื่องเพศต้องไม่ตีบ เพราะจะทำให้เลือดแดงไม่สามารถลำเลียงไปเลี้ยงส่วนนั้นได้อย่างเต็มที่…

ที่มา – FHM Thailand
www.fhm.in.th

จริงหรือ…ผู้ป่วยมะเร็งกินได้แค่ปลา-ผัก ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582256

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 26 ก.พ. 2559 05:30

 

ภาวะทุพโภชนาการเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค โดยมีสาเหตุมาจากตัวโรค มะเร็งจะกระตุ้นให้มีการสร้างสารที่ก่อให้เกิดภาวะอักเสบ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการใช้พลังงานและการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเพิ่มการใช้พลังงาน เพิ่มการสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ และเพิ่มการสลายไขมัน ทำให้ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งรู้สึกเบื่ออาหาร

โรคมะเร็งบางชนิดมีผลให้กลืนอาหารลำบาก อืดแน่นท้อง ร่วมกับผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งยาเคมีบำบัดและการผ่าตัด ภาวะทางจิตใจที่ หดหู่ซึมเศร้า ตลอดจนพฤติกรรมและความเชื่อในการเลือกบริโภคอาหาร ที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะทุพโภชนาการที่แย่ลง

การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่น การติดเชื้อหรือแผลผ่าตัดแยก สามารถลดระยะเวลาในการรักษาตัวใน โรงพยาบาล ตลอดจนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มีการศึกษาพบว่าการจำกัดอาหารจนทำให้ผู้ป่วยได้รับพลังงานไม่พอนั้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ จึงแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานในปริมาณเท่ากับความต้องการของคนปกติ

สำหรับสารอาหารชนิดต่างๆ ยังคงมีความสำคัญต่อร่างกาย โปรตีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย ช่วยทำให้ผู้ป่วยแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย และไม่ติดเชื้อง่าย การเติบโตของมะเร็งขึ้นอยู่กับปริมาณของโปรตีนที่บริโภคเข้าไปเพียงบางส่วนเท่านั้น แม้ว่าเราจะจำกัดปริมาณโปรตีน แต่มะเร็งก็ยังเจริญเติบโตได้โดยสลายโปรตีนในร่างกายผู้ป่วยมาใช้ ยิ่งกลับทำให้เกิดผลเสียแก่ผู้ป่วย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย ไม่มีแรง และไม่สามารถเข้ารับการรักษาทั้งเคมีบำบัดและการฉายแสงได้ตามกำหนด

ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความต้องการโปรตีนสูงกว่าคนปกติ เนื้อสัตว์ ไข่ และนม เป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพสูง อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือ แร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงแนะนำให้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการ ถนอมอาหาร ปรุงสุก และเลี่ยงการประกอบอาหารด้วยการปิ้งย่าง

แม้จะมีข้อมูลว่าการบริโภคเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อวัว จะเพิ่ม ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่เนื่องจากมีธาตุเหล็กสูง จึงแนะนำให้บริโภคได้บ้างในกลุ่มผู้ป่วยที่ซีด

ข้าว แป้ง น้ำตาล เป็นหมวดอาหารที่ให้พลังงานหลักและควรบริโภค ให้เพียงพอ การงดหรือลดอาหารหมวดนี้ไม่ได้ช่วยให้โรคมะเร็งดีขึ้น แต่กลับยิ่งทำให้ภาวะทุพโภชนาการรุนแรงขึ้น

ไขมันก็เป็นหมวดอาหารที่ให้พลังงานสูง เป็นแหล่งของวิตามินที่ละลายในไขมันและกรดไขมันจำเป็น ควรรับประทานไขมันในปริมาณ เท่ากับคนทั่วไป แต่ควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวจำพวกไขมันสัตว์ กะทิ เนย

นม ควรเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งพบได้ใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่พบได้ในปลาทะเล

ส่วนผักและผลไม้ก็เป็นแหล่งของวิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ และกากใยอาหารที่สำคัญ ผู้ป่วยควรรับประทานให้หลากหลายและเพียงพอ สำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำควรรับประทานผักต้มสุก และผลไม้ที่มีเปลือกหนา

ความรู้ทางด้านโภชนาการที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งจำเป็นมากในผู้ป่วยโรคมะเร็ง การรับประทานอาหารแบบผิดวิธีตามความเชื่อหรือข้อมูลที่ไม่ ถูกต้องอาจส่งผลร้ายต่อตัวผู้ป่วย ตัวโรคมะเร็ง การวางแผนการรักษา และคุณภาพชีวิต ดังนั้นควรศึกษาให้ดี ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเลือกปฏิบัติ

นายแพทย์กุลพงษ์ ชัยนาม

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

14 วิธีเปลี่ยนแปลง เพื่อรักสดใสและเซ็กซ์ซาบซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578800

โดย Women’s Health 25 ก.พ. 2559 16:01

 

1. เลิกมองหาชายในฝัน

ประเด็นคือเราไม่ได้บอกให้คุณล้มเลิกการมองหาสิ่งสำคัญในชีวิตหรือเลือกอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รัก แต่หมายถึงการอยู่กับคนที่เหมาะกับคุณจริงๆ มากกว่าตามหาชายในฝัน สิ่งที่คุณต้องการคือผู้ชายที่สามารถแชร์สิ่งต่างๆ ในชีวิตกับคุณได้ไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข แม้กระทั่งเรื่องเซ็กซ์ที่คุณอาจมีความต้องการไม่เหมือนผู้หญิงอื่น เขาคนนี้ต้องเข้าใจและยอมเล่นด้วยโดยไม่ตัดสินว่าคุณน่ะโรคจิตสุดขั้ว

2. ชวนผู้ชายออกเดต

ตั้งใจฟังให้ดีนะ อาจก๋ากั่นไปหน่อยแต่อย่าอาย โทรหาเขาเลย! รู้ว่ามันเช้ยเชย ไม่สมเป็นสาวยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ แต่ของแบบนี้แหละแสดงถึงความจริงใจได้ดีที่สุด ถ้าใจไม่กล้าพอ ลองส่งเมสเสจหยั่งเชิงไปก่อน ชวนคุยเรื่องที่เคยเจอหรือเคยคุยกันมาก่อน ดูว่าสารเคมีในร่างกายจะทำงานอย่างไร แต่คุณหมอโลแกนแย้งว่าไม่ควรฝากความหวังไว้กับเมสเสจ เพราะมันอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย “การยกหูโทรศัพท์จึงเห็นผลมากกว่า คุณจะดูเป็นผู้หญิงมั่นใจและน่าเชื่อถือ” คุณหมอชี้ทางเอียน เคอร์เนอร์ (Ian Kerner) ที่ปรึกษาด้านเซ็กซ์และความสัมพันธ์ในนิวยอร์กซิตี้แนะเพิ่มว่า “บางครั้งผู้ชายก็มองไม่ออก ต้องตรงไปตรงมา ไม่งั้นเขาคงไม่มีวันเข้าใจ” ลองชวนเขาทำสิ่งที่สนใจ เช่น ชวนไปดูคอนเสิร์ตวงโปรด ให้เขารู้ไปเลยว่า ‘นี่ฉันชวนออกเดตนะยะ’ ไม่ได้ชวนไปแฮงก์เอาต์เหมือนคนรู้จักทั่วไป ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ยิ่งดี เพราะมันคือการออกเดตจริงๆ ไม่ใช่แค่ชวนไปดื่มหลังเลิกงาน

3. เริ่มเขียนแทนการพิมพ์

ลืมเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม WhatsApp หรือแม้แต่ Line ไปก่อน เพราะเคล็ดลับการครองชีวิตคู่ให้ยืนยงแบบคนสมัยก่อนคือการสื่อสารอย่างละเมียดละไมสมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู การเขียนโน้ตบอกความในใจ ต้องเลือกกระดาษที่ดีที่สุด ปากกาที่เขียนแล้วลายมือสวยน่าอ่าน เขียนลงกระดาษคัดลายมือบรรจง พรมน้ำหอมก่อนใส่ซองติดแสตมป์ เพราะผลศึกษาบอกให้รู้ว่า คนที่หมั่นพรรณนาความรู้สึกของตนให้อีกฝ่ายรู้ เป็นคนที่มีความพึงใจในความสัมพันธ์ หรือแฮปปี้กับชีวิตคู่มากกว่านั่นเอง

4. เลิกพูดถึงแฟนเก่า

ผู้หญิงมักคิดว่าการมีคนรักดีๆ คอยดูแลเทคแคร์ให้เราปลื้มว่าเป็นผู้หญิงโชคดีที่สุดในโลก เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับความรัก ถึงแม้ว่าเรื่องบนเตียงจะเห่ยเฝ่ยเสียจนคุณไม่เคยอิ่มหนำสำราญสุขเกษมเปรมปรีดิ์ก็ตาม แต่สำหรับผู้ชายแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รับไม่ได้ที่สุด แม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าคุณมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อใดที่เขารู้สักนิดว่าคนอื่นสามารถทำให้คุณส่งเสียงครางหรือเร่าร้อนบนเตียงได้มากกว่า ไม่มีทางที่ผู้ชายจะไม่รู้สึกอะไร ดังนั้นหลีกเลี่ยงการพูดถึงแฟนเก่า โดยเฉพาะเรื่องเซ็กซ์จะเป็นการดีที่สุด ไม่ก็ป้อนอีโก้เขาด้วยประโยคที่ว่า แฟนเก่าไม่ได้เรื่องเอาซะเลยเมื่อต้องทำรักด้วยปาก

5. ฉลาดพูดเรื่องเงิน

เงินทองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแน่นอนว่ามันผูกติดกับอีโก้ของผู้ชายที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ แม้ไม่ได้จงใจดูถูก แต่การพูดจาทำนองว่าเขาไม่มีเงินจ่ายถือเป็นการทำร้ายอีโก้ของผู้ชายจนป่นปี้ เข้าใจว่าคุณหวังดีอยากช่วยเขาออก แทนที่จะต้องจ่ายเต็มราคา ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าชวนแชร์ค่าใช้จ่ายเลยดีกว่า ไม่ก็ผลัดกันเลี้ยง ต้องเข้าใจนิดหนึ่งว่าผู้ชายไม่อยากเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน แต่ถ้าพูดกับเขาดีๆ ด้วยเหตุผล รับรองว่าเขาต้องยอม หากเขาปฏิเสธแสดงว่าวันนั้นเขามีเงินพอสำหรับมื้อสำคัญ หยุดเซ้าซี้ เก็บเงินไว้เลี้ยงเขามื้อหน้าแทนดีกว่า

6. หัดขำกับมุกตลกของเขา

เอาล่ะ แม้ว่ามุกตลกของเขาจะฝืดยิ่งกว่าการเขมือบกองทรายลงคอ แต่จากผลศึกษาของ McMaster University ใน Ontario กล่าวว่า หนุ่มๆ จริงจังกับอารมณ์ขันของตนเองมากและอยากให้คนอื่นคิดว่ามันตลก โดยเฉพาะคนรัก อย่าลืมขำไปกับมุกของเขาละ เขาจะได้รู้ว่ายังมีคุณอีกคนที่เก็ตมุกตลกของเขา

7. แพ้บ้างก็ได้

คุณอาจเป็นวันเดอร์วูแมน เก่งทั้งงานออฟฟิศและงานบ้าน แต่ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ บางครั้งคุณต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง ดังที่นักจิตวิทยาด้านสังคม ซูซาน นิวแมน (Susan Newman) ชี้ทางสว่าง “การยอมแพ้และร้องขอความช่วยเหลือจากสามีหรือเพื่อนไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ ลองคิดถึงสิ่งดีที่สุดสำหรับคนในครอบครัว ไม่ใช่ความคิดจากคนภายนอก” ลองแบ่งความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่ผู้กุมอำนาจทุกอย่างในกรณีที่คุณหาเงินได้มากกว่า ในทางกลับกันควรปล่อยให้เขาดูแลเรื่องการเงิน หรือจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ บ้าง

8. ชมอีกฝ่ายบ้าง

นิสัยผู้ชายชอบแสดงความรักมากกว่าการพูด ดังนั้นถ้าคุณอยากให้เขาพูดแสดงความรู้สึกออกมา คุณต้องทำให้เขาเห็นก่อน เช่น “วันนี้แต่งตัวสวยเป็นพิเศษเพราะคุณนะ” ประโยคแบบนี้ช่วยกระตุ้นอีโก้ของอีกฝ่าย ทำให้เขาชมคุณกลับ บางคนบอกว่าวิธีนี้ไม่แฟร์ แต่จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นแล้วว่า คู่รักที่ชื่นชมความรู้สึกอีกฝ่าย ดีกว่าคู่ที่ไม่เคยพูดอะไรทำนองนี้เลย

9. ดื่มน้อยลง

ความสัมพันธ์หรือความรักอาจโดนก่อกวนจากการติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า วัยรุ่นผู้ใหญ่ หรือใครก็ตามที่ดื่มอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่า (สำหรับผู้หญิงเกินกว่า 4 แก้วใน 1 คืน ส่วนผู้ชาย 5 แก้วขึ้นไป) มีโอกาสแต่งงานน้อย หรือแต่งแล้วก็เสี่ยงที่จะแยกทาง แถมมีแนวโน้มจะเผชิญปัญหาความสัมพันธ์คลอนแคลน ดังนั้นถ้าต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนคุณต้องมีสติให้มาก หมายความว่าคุณต้องดื่มอย่างมีลิมิต

10. อย่ามองว่าตัวเองเจ๋งกว่า

นักแสดงหญิงร้อยละ 63 มีแนวโน้มหย่าร้าง นี่เป็นคำยืนยันจากผลวิจัยของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัย Toronto จากแคนาดา ที่ว่า “อัตราการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากสามีอึดอัดที่เห็นภรรยาประสบความสำเร็จมากกว่า และในทางกลับกัน ภรรยาคงรู้สึกไม่พอใจชีวิตคู่ เพราะเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง และเลิกรากับสามีได้ง่ายๆ” ทางที่ดีอย่าไปคิดว่าใครเก่งหรือประสบความสำเร็จกว่ากัน ลองใช้ความรักที่มีอยู่ช่วยสนับสนุนและยินดีในความสำเร็จของอีกฝ่ายดีกว่า

11. อย่านอยด์ให้มันมากนัก

เมื่อใดที่คนรักทำท่าทางลับๆ ล่อๆ คุณจะนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและรู้สึกไม่ไว้ใจขึ้นมาทันที คริสตี้ ฮาร์ตแมน (Christie Hartman) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง It’s Not Him, It’s You: The Truth You May Not Want but Need to Hear อธิบายว่า “คนที่เคยถูกคนรักนอกใจในอดีต อาจวางแผนจ้องจับผิดคนรักใหม่ด้วยการซักไซ้โน่นนี่ แล้วทึกทักเอาเองว่าเขาโกหก ดีไม่ดีความรักอาจปิดฉากเมื่อคุณเค้นคอกล่าวหาในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ แน่นอนเขาต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง มันคือลางร้ายสำหรับชีวิตคู่”

ดังนั้นควรคุยกับคนรักใหม่ให้แจ่มแจ้ง แม้ว่าเขาไม่เคยทำให้คุณไม่ไว้ใจก็ตาม บอกเขาไปว่า เป็นเพราะอดีตที่เลวร้าย คุณจึงด่วนสรุปเร็วไปเวลาเขาทำตัวปิดๆ บังๆ จนคุณงุนงงกับพฤติกรรม

12. ดูแลรูปร่างให้ฮอตสุดเป๊ะ

แน่นอนว่าพิซซ่าร้อนๆ ถาดใหญ่ หรือขนมเค้กเจ้าโปรด ย่อมทำให้คุณมีความสุข แต่อย่าลืมว่ามันไม่ดีต่อรูปร่าง ลองคิดถึงช่วงซัมเมอร์ที่กำลังมาถึง คิดถึงการที่คุณไม่สามารถใส่บิกินีตัวเก่งได้อีกต่อไป หรือหุ่นที่เคยเซ็กซี่ กลับห้อยย้อยเป็นก้อนไขมัน จึงควรกินอาหารที่ให้พลังงานและเป็นมิตรกับหน้าท้อง และมีส่วนประกอบของน้ำเป็นสำคัญ เช่น ส้ม ผักโขม หรือซุป เพราะเมื่อใดที่รู้สึกว่าฟิตแอนด์เฟิร์ม สุขภาพดี เราจะกล้าเผยหุ่นสวยๆ สิ่งที่ตามมาคือความมั่นใจที่ผู้ชายยอมแพ้ทุกราย

13. กล้าพูด กล้าบอก

ผู้ชายส่วนใหญ่มักมีไม้ตายแค่ท่าเดียว เพราะเคยใช้แล้วประสบความสำเร็จกับผู้หญิงคนก่อนหน้า และพวกเขาจะเล่นกระบวนท่านั้นซ้ำไปซ้ำมากับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่เอะใจเลยว่าผู้หญิงแต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่างกัน บางคนชอบให้เริ่มด้วยการกอด จูบสัมผัสทั่วร่าง หรือเน้นเป็นจุดๆ ถือเป็นอีโก้ของหนุ่มๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยสังเกต ดังนั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของคุณในการชี้ทางสว่างให้เขารู้ ว่าตรงไหนที่สะกิดต่อมเสียว และอย่ากลัวว่าคุณจะดูเป็นผู้หญิงจู้จี้เรื่องบนเตียงหรือเจนจัดในสายตาเขา เพราะผู้ชายไม่ถือหรอกหากคุณคอยไกด์เล็กๆ น้อยๆ และเขารู้ว่ามันจะพาคุณไปถึงจุดสุดยอด เชื่อสิว่าเขาเองก็อยากมอบความรู้สึกสุดพิเศษนั้นให้คุณเช่นกัน เริ่มด้วยการกุมมือเขาไปสัมผัสจุดเร้าอารมณ์ ต่อไปเขาจะได้รู้ว่าควรเริ่มต้นตรงไหน และเดินเกมต่อไปอย่างไร

14. อย่าบอกให้เขาหยุด…

ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบการทำรักด้วยปาก เพราะถูกจุด โดนเป้า เหมาะสำหรับคนที่ชอบถูกกระตุ้นบริเวณคลิตอริสมากกว่าการสอดใส่ แต่หลายครั้งผู้หญิงมักบอกผู้ชายให้หยุดทำรักด้วยปาก เพราะคิดเอาเองว่าเขาคงเหนื่อยและเบื่อเต็มทนแล้ว ทั้งที่ความจริงมันตรงกันข้าม ผู้หญิงบางคนเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่อารมณ์จวนเจียนจะถึงฝั่ง เธอกลับสั่งให้เขาหยุดแล้วสอดใส่แทน โชคร้ายที่พอเครื่องสะดุดปั๊บ ดูเหมือนจุดสุดยอดจะห่างไกลพวกเธอไปทุกทีๆ (อย่างเซ็ง) ดังนั้นเลิกคิดแทนผู้ชายว่าเขาจะเหนื่อย เมื่อยลิ้น หรือใกล้หมดแรงเต็มที ดังที่ผลศึกษาในวารสาร International Journal of Sexual Health เขียนไว้ว่า ผู้ชายชอบสำรวจและลิ้มรสชาติน้องสาวของคู่นอน “ผู้ชายคนไหนไม่ชอบทำออรัลเซ็กซ์เนี่ยต้องมีอะไรผิดปกติแน่ แม้บางคนจะไม่ชอบทำออรัลเซ็กซ์ แต่ส่วนใหญ่มักตื่นเต้นที่ได้เห็นอีกฝ่ายถึงจุดไคลแม็กซ์ด้วยวิธีนี้”

เรื่อง: ดร.ชีสไบท์ | ภาพ: Rodale
Women’s Health Thailand | January 2015

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com